น.24 สิ่งควรคิดในคาบออกพรรษานี้ คือ ฝนแล้ง และ ภิกษุเที่ยวจาริกไป ! เราจงมาถือเอาคติแห่งสมัยออกพรรษาให้ได้ ตามที่ควร ! กิเลสรั่วรดเราเหมือนฝนรั่วรดเรือนที่มุงบังไม่ดี. เมื่อ ฤดูฝนผ่านพ้นไป, คนที่มีหลังคาเรือนรั่ว ย่อมหายใจโล่งไปได้คราวหนึ่ง เพราะได้ทนการเปียกชื้นอับแฉะมานานแล้ว ข้อนี้ฉันใด เมื่อกิเลสผ่าน พ้นไปบางครั้งบางคราว ด้วยอำนาจตทังคปหาน ผู้นั้นก็ย่อมโล่งใจเยือก
น.25 ๑๙ เย็นได้คราวหนึ่งฉันนั้น. ก็เมื่อฤดูแล้งย่อมว่างจากการมีฝนตกนาน ๆ คน เราก็ควรทำตนให้ว่างจากกิเลส แม้ด้วยอำนาจตทังคปหาน ให้นาน ๆ เหมือนฉะนั้น, จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ " ออกพรรษา" กะเขาด้วยคนหนึ่ง. มิฉะนั้น พรรษาของเราจะไม่ได้ออก, หรือไม่มีเวลาออก. อาศัยสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเราอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง ทำให้เกิดความสลดสังเวชหรือปลงตก จนไม่เดือดร้อนเศร้าโศกหรือยึด ถือในสิ่งใดได้ชั่วคราว อันนี้เรียกว่าตทังคปหาน หรือการละกิเลสได้ ชั่วคราวด้วยสามารถแห่งสิ่งที่มากระทบนั้น ๆ ตลอดเวลาในพรรษาเรามัก พัวพันอยู่กับการศึกษา การฟังเทศน์ การสนทนาธรรม ซึ่งแม้แต่ทาง วิทยุกระจายเสียงของรัฐบาล ก็ยังไม่เว้นแต่ละวัน ผิดกับสมัยนอกพรรษา. อันนี้ ย่อมให้เกิดปฏิกิริยาเหลือสืบมาจนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งเป็นทุนนอน สำหรับทำให้เราเป็น ผู้มีความสามารถใน อันที่จะยึดถือเอา ประโยชน์ในทาง ปรมัตถธรรมได้จากทุก ๆ สิ่ง ที่จะผ่านหูผ่านตาเราไปในขณะนี้. ข้อนี้เอง ย่อมทำให้เราเกิดความสลดสังเวช หรือปลงตกในสิ่งทั้งปวงง่าย ๆ ไปนาน ทีเดียว. และด้วยความมีความคล่องแคล่ว ความไหวตัวตื่นตัวได้ทัน ท่วงทีของอารมณ์ที่มากระทบเช่นนี้เอง เป็นการทำให้ "ฝน" ในจิตตสัน- ดานของเราแล้งเหือดแห้งไปได้สมัยหนึ่ง ตลอดเวลาที่เรายังไม่เผลอลืม ตัวเป็นอย่างอื่นไป ซึ่งเมื่อใครทำให้เลิกแล้งได้เด็ดขาด ไม่เวียนกลับตก มาอีกแล้ว ผู้นั้นก็คือ อริยบุคคล หรือที่เรียกกันว่า พระอริยเจ้า. ฝน คือกิเลสนั้น เปียกแต่ว่าร้อนและแผดเผา, เช่น เดียวกับฝนธรรมดา แม้เย็น แต่ถ้าตกไม่มีเวลาสร้าง และไม่มีเครื่องมุง เครื่องบังแล้ว ก็สามารถทำให้สิ่งที่ถูกตกทับนั้น หักยับเยินไปได้ เช่น เดียวกัน. ถ้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ก็สามารถทำให้เกิดน้ำหลากไหลนอง ท่วม
น.26 ๒๐ ทันบ้านเรือนไร่นาพินาศสิ้นเชิงไปก็ได้. ความรัก หรือความกำหนัด เป็น ฝนที่เย็นและเผาร้อนกันไปในตัว ให้ความเพลิดเพลินและความทรมาน พร้อมกันไปในอย่างกลมกลืน จึงเป็นที่เข้าใจยาก ว่านี่เป็นน้ำหรือไฟ. แต่ความจริงมันเป็นน้ำที่เผาได้อย่างไฟ เช่นเดียวกับน้ำกรดบางชนิดที่เย็น เปียก แต่กัดเผาให้กร่อนไปอย่างน่ากลัวโดยไม่รู้สึก เพราะอำนาจความ งามหรือความเพลินบางอย่างเข้าบังคับไว้. ความโกรธ นั้น คือฝนน้ำ ร้อน หรือฝนโลหะหลอมละลาย ที่ภูเขาไฟระเบิดพ่นออกมาทีเดียว. มี รสอร่อยก็ต่อเมื่อได้ด่าใคร ตีใคร เตะใคร หรือแม้ที่สุดแต่ตีตัวเองเสีย ครั้งหนึ่งก่อน. มันจึงเป็นฝนที่ฉุนเฉียวและกระทันหัน ตกรดเอาแบบไม่ รู้สึกตัว และตอนแล้ง ก็แล้งเร็วไม่ทันรู้ตัวดุจกัน. ความเปียกของฝน ชนิดนี้ เปียกอย่างถูกน้ำฝนโลหะละลายที่ภูเขาไฟพ่นขึ้นมานั่นเอง. ส่วน ความหลงใหล อันเป็นฝนชนิดที่สามนั้น ตกปรอย ๆ เป็นธรรมดาอยู่ ทั่วไป และเสมอไป โดยไม่แสดงตัวอย่างปึงปังโผงผาง จึงยากที่จะเข้าใจ และรู้จัก จึงเป็นฝนที่คนธรรมดาถูกตกรดอยู่เนืองนิจไม่ขาดระยะ และ ยากที่จะหลีกพ้น. เพราะเหตุนี้เอง ราคะ โทษะ โมหะ จึ่งคือ ฝน. ออกพรรษาแล้ว ฝนควรจะแล้งไปคราวหนึ่ง ตามที่ ธรรมชาติกำหนดให้. ถ้าไม่มีเวลาสร้างกันบ้างเลย ก็แปลว่าผิดกฎธรรม- ชาติไม่ควรมีชีวิตอยู่ได้ เช่นเดียวกับสิ่งที่ฝืนธรรมชาติทั้งหลาย ที่ดับศูนย์ ไปแล้ว, ผ้าผ่อนเหย้าเรือน ควรได้รับการผึ่งให้แห้งและอบอุ่นสืบไป. ส่วนการที่ฝนแล้งแล้วเที่ยวจาริกไปนั้น ก็เป็นกฎธรรม- ชาติเช่นเดียวกัน. ไก่ป่าซบเซาไม่ขานขัน แย้หลับอยู่ในรูตลอดสามสี่ เดือนไม่ขึ้นมาเลย และสัตว์อีกหลายชนิดพากัน "เข้าฝน" หรือจำพรรษา,
น.27 ๒๑ จนตลอดฤดูฝน. บัดนี้ได้พากันตื่นและร่าเริง. ชีวิตซึ่งเป็นเหมือนหยุด ชะงักพักผ่อนชั่วคราว ได้ลุกขึ้นข้าวเดินต่อไปอีก. เมื่อฉะนี้แล้ว ไฉน จิตตสันดานที่ว่างจากกิเลสชั่วคราวหนึ่ง จะไม่ก้าวหน้าสืบต่อไปอีกวาระ หนึ่งเล่า. การออกพรรษา จึงหมายถึงการก้าวไปข้างหน้าด้วย. ความตกต่ำ ไม่ว่าอย่างใด ๆ ทั้งหมด แม้ที่สุดแต่การตกต่ำทางเศรษฐกิจ ทางสุขภาพ อนามัยเป็นต้น ก็ควรได้รับการกระตุ้นเตือนให้ก้าวหน้าไปในขณะนี้. ฝน ชุกผ่านไปแล้วกสิกรย่อมรื่นเริงบันเทิง กระโดดเข้าจับงานปลูกฝังพืชผล ของตนสืบไป. ที่ทรุดโทรมไปเพราะถูกฝนหนัก ก็ได้รับการแก้ไขให้กลับ ดีขึ้นทันที. ผลไม้ฤดูหนาวกำลังอวยโชคลาภให้แก่เจ้าของผู้ขยันขันแข็ง และรู้จักกาละเทศะ. นี่ก็เป็นการก้าวหน้าอันหนึ่ง. เมื่อสิ่งทั้งปวงต่างพากัน จาริกก้าวหน้าอีกวาระหนึ่งเช่นนแล้วไซร้ ไฉนขั้นแห่งจิตต์ที่กำลังเดินทาง ไปยังจุดที่หมาย กล่าวคือความสิ้นทุกข์จะไม่ก้าวหน้ากับเขาด้วยเล่า. ภิกษุผู้มิได้มีหน้าที่ประจำถิ่น ย่อมจาริกไปในชนบท ที่ห่างไกลและปราศจากวัดวาอาราม. ทั้งนี้ เพื่อให้ชนเหล่านั้นได้มีโอกาส บำเพ็ญกุศล ได้รับการศึกษาการสั่งสอนอบรม และอื่น ๆ มิใช่เพื่อออก เบียดเบียนใครทั้งทางตรงและทางอ้อม. ชนเหล่านั้น ห่างไกลต่อความรู้ และความเจริญ น่าสงสาร ควรได้รับความช่วยเหลือ ผู้อื่นนอกจากภิกษุ นั้น มีภาระมากเกินไป และไม่มีน้ำใจอันเสียสละพอที่จะไปทนลำบาก เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชนผู้อยู่ในชนบทปลายแดนเช่นนั้น. ภิกษุเท่า นั้น มีเวลาว่างพอ มีความเสียสละพอ มีกำลังใจพอ และมีสิ่งแวดล้อม อื่น ๆ เช่นการไม่ต้องทำไร่ทำนากินเป็นต้น เหมาะสมมากพอที่จะทำหน้าที่ อันนี้ คือหน้าที่แห่งการช่วยประคองสถานะทั้งทาง กายและทางวิญญาณ
น.28 ๒ ๒ ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่ยังต่ำต้อยอยู่ให้กระเตื้องขึ้น เพื่อเขาเหล่านั้น จะได้ขึ้นถึงระดับที่หมายของชาติประเทศหรือรัฐบาล และขึ้นถึงระดับแห่ง ภูมิธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ ภิกษุแห่งสมัยโน้น ได้จาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ มหาชน เคยสั่งสอนประโยชน์ทั้งทางฝ่ายโลกิยะและโลกุตตระตามภูมิตาม ชั้นแห่งสัตว์นั้น ๆ ผู้จะรับคำสั่งสอน. ฉะนั้นจึงปรากฏว่า การหัตถกรรม กสิกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม เหล่านี้ เป็นพื้นฐานทั่วไปที่ภิกษุชาว อินเดียได้จาริกไปสั่งสอนเผยแพร่ให้แก่มหาชนชาว ธิเบต พม่า จีน และ ญี่ปุ่น จนชาวอินเดียกล้ากล่าวได้ว่า ชนชาติเหล่านี้เป็นเมืองขึ้น (Colony) ของเขาในทางวัฒนธรรมอยู่ไม่น้อย. แม้กาลจะล่วงมานับด้วยพันปี กรุณา- คุณอันนั้นก็ยังสดและใหม่อยู่จนกระทั่งบัดนี้ และสดยิ่งขึ้นทุก ๆ คราว ที่การขุดค้นทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้ค้นพบหลักฐานแปลก ๆ ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเสมอ ๆ. ฉะนั้น ถ้าหากว่าการก้าวหน้าคือเกียรติแห่งความ เป็นมนุษย์แล้ว มนุษย์ในสมัยนี้ควรก้าวหน้าด้วยการทำอะไรให้แปลกและ ใหม่ เพิ่มขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย. ฝนของท่านแล้งหรือยัง ? การจาริกก้าวหน้ามีหรือยัง ? นี่คือปัญหาแห่งสมัยอันคาบเกี่ยวกับการออกพรรษา ของพวกทุกคน. พุทธทาส ภิกขุ ๑๐ ตุล. ๘๔
Buddhadasa