น.19 ในสมัยที่ควันแห่งมหาสงคราม กำลังกรุ่นไปทั่วทุก มุมโลกเช่นนี้ เมื่อนึกถึงการส่งความสุขปีใหม่ทั่วสากลโลกทั้งมวลแล้ว ให้รู้สึกเหนื่อย. มนุษย์ที่กำลังต่อสู้เพื่อความเป็นความตาย แห่ง 'เกียรติ- ยศของชาติ.” มิใช่เพื่อตัวเขาเองโดยเฉพาะนั้น ย่อมยากที่จะปลีกเวลา มาฟังถ้อยคำอันพร่ำถึงความหยุดสงบได้, จนกว่าจะรู้สึกว่าเกียรติ์แห่งชาติ ของตน จะได้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยเสียก่อน. แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทั้ง ชาติที่แพ้และชนะ ทั้งที่จะแพ้และจะชนะ ย่อมรู้สึกได้บ้างไม่มากก็น้อย
น.20 ๑๔ ว่า การที่จะขืนยืนกรานสงครามไว้นี้ เป็นเพราะมานะทิฏฐิของตนอย่าง เดียว. โดยไม่ต้องมีใครมาสะกิดเตือน เขาก็ย่อมทราบกันอยู่ว่าสงครามนี้ เป็นสิ่งที่น่าระอาเพียงไร. บางทีท่านผู้นำสงครามนั้น ๆ จะทราบดีสืบไปว่า การที่ลงทุนซื้อความมีหน้ามีตา ด้วยชีวิตแห่งพลเมืองในชาตินั่นเองเป็น จำนวนล้าน ๆ นั้น เป็นการซื้อเอาความมีหน้ามีตาชั่วคราวเท่านั้น หรือบาง ที่จะเพียงไม่ถึงชั่วชีวิตของตนเองด้วยซ้ำไป แล้วก็จะเปลี่ยนแปลงเป็น อื่นอีก, เพราะว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องเปลี่ยนแปลง โดยแน่นอนอย่าง ไม่มีข้อยกเว้น. แม้จะเป็นดังนี้ ก็ไม่มีท่านผู้นำคนใด คิดที่จะแผ่อำนาจ ของตนตามแบบแห่งธรรมานุภาพ ดังที่พระเจ้าอโศกมหาราชเคยกระทำ. คณะมิชชั่นนารี และคณะเผยแพร่ธรรมต่าง ๆ ล้วน แต่กำลังทำงานเพื่อสันติภาพ, มีกองทัพที่ทำงานเพื่อความรอดพ้นของปวง สัตว์ (Salvation Army). แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะมารร้ายแห่งการเมาชาติ เมาสงครามของมนุษย์ส่วนรวมได้. ทั้งนี้เพราะว่าการชี้แจงชักชวนให้แสวง หาเกียรติ์ หรือบางคราวก็เพียงแต่กู้เกียรติ์ของชาตินั้น มนุษย์ได้ทำกัน มากกว่าการชี้แจงชักชวนเพื่อความสงบสุขของโลก มากมายหลายสิบเท่า นัก. คณะมิชชั่นนารีส่วนมากก็ทำงานช่วยให้รอดเพียงเพื่อลืมตาจากความ เป็นป่าดอย มาเป็นคนธรรมดาที่จะสมัครทำสงครามเพื่อกู้ชาติของตนต่อ ไป. ซ้ำบางคณะก็เป็นเครื่องมือของการเมืองเสียอีก ซึ่งเท่ากับเป็นอุป- กรณ์แห่งสงครามด้วยส่วนหนึ่ง. การเผยแพร่ธรรมชนิดที่จะทำให้มีความ รักใคร่เห็นอกเห็นใจกันด้วยอำนาจแห่งเมตตาอันแท้จริงนั้น มนุษย์แห่ง โลกสมัยปัจจุบันเห็นว่าเป็นภัยแก่ชาติอยู่หลายประการ. ถึงกับอาจคิดไปว่า ถ้าใจดีเกินไปแล้ว อาจยกประเทศของตนให้แก่คนที่มาขอ ทำนองพระเวส-
น.21 ๑๕ สันดรให้ทานลูกเมียแก่ยาจกไปก็ได้. เพราะเหตุนี้เองมนุษย์ในสมัยนี้ จึง อบรมอนุชนของตนให้ตระหนี่การให้อภัย และให้รู้สึกแต่เพียงว่าเกิดมา เพื่อเกียรติ์ และเกียรติ์นั้นคือการรบเพื่อแก้แค้นและเพื่อขยายอำนาจของ ตนออกไปเท่านั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ควรจะรู้สึกแปลกประหลาดใจ อย่างใด ในการที่สงครามของโลกจะต้องขยายตัวเป็นสงครามขนาดใหญ่ ยิ่งขึ้นทุกที กระทั่งจะเรียกว่าบรมมหาสงครามกำลังสอง กำลังสาม สี่ ห้า หก ก็ยังไม่สม และไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไรในที่สุด, และทั้งมหาสงคราม นี้จะถี่เข้ากว่าเดิม. ไม่มีทางอื่นใด ที่จะทำให้ขนาดของมหาสงครามหด เล็กลง ๆ และห่างเข้า นอกจากการที่มนุษย์จะพากันหันมาเอาใจใส่ต่อ หลักธรรมที่เป็นไปเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริง ให้มากเข้าเท่านั้น. มนุษย์ทั้งโลก ต้องหายเข้าใจผิด ที่เคยเข้าใจมาว่า เมตตากรุณาเป็นของทำชาติให้อ่อนแอ และการสงบใจจากตัณหานานา ประการนั้น ทำให้ชีวิตนี้ขาดสาระประโยชน์อันจะพึงได้นั้นเสียก่อน จึง สามารถหันหน้ามาร่วมสมาคมกันกำจัดสงคราม ให้ศูนย์หายไปจากโลก ได้. และการที่มนุษย์ทั้งโลก จะกลายมาเป็นมนุษย์ชนิดที่ไม่อำนวยแก่ การเกิดของสงครามได้นั้น ต้องเนื่องมาจากมนุษย์ส่วนย่อย ๆ มีความรู้สึก ในเรื่องที่กล่าวมานี้ จนถึงกับอาจหรือสามารถที่จะจับผู้ริเริ่มทำตนเป็นผู้นำ ชนิดเมาสงครามของตน ไปส่งโรงพยาบาลโรคจิตต์เสียทุก ๆ คราวที่บุคคล ประเภทนั้นเกิดขึ้น. หรือมีทีท่าว่าจะเกิดขึ้น ในเวลานี้ บางประเทศได้จัด การตอนบุคคลผู้มีจิตต์ใจไม่สมประกอบเพื่อไม่ให้มีพืชพันธุ์ สืบไป, และ บุคคลผู้ไม่ใฝ่สงครามอาจถูกจัดเข้าในบุคคลประเภทที่ไม่สมประกอบนั้น ด้วย ก็ได้. เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรเข้าใจกันไว้ว่า การที่จะทำให้มนุษย์หมู่
น.22 ๑๖ ย่อย ๆ เกิดใฝ่สันติสุขขึ้นมาให้ได้นั้น เราต้องช่วยกัน, และช่วยกันอย่าง มากทีเดียว. ในบัดนี้เราขาดนักบุญผู้กล้าพูดความจริง บ่าวประกาศความ จริง จนยอมเสียชีวิตของตัว เช่นพระยีซัสไครสตฺ ได้เคยทำมาแล้ว, และเราขาดผู้กล้าสละโลก ออกทำตนเป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีความสุข ดังเช่นพระอรหันต์ทั้งหลายท่านกระทำกันมาแล้วแต่กาลก่อน โลกจึงขาด การโปรประกานดา ทั้งทางตรงและทางอ้อมชนิดที่เข้าไปจับเอาใจของสัตว์ ทั้งหลายให้ยอมรับยอมบูชาความจริงอันสงบสุขนั้น ๆ เพราะฉะนั้น เรา ควรจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าบุคคลที่กล้าทำเช่นนั้นคนหนึ่งๆ ล้วนแต่ชื่อ ว่าเป็นผู้ที่มีส่วนแห่งการหน่วงเหนี่ยวโลกไว้ในสันติสุขอันแท้จริง แม้ว่า โลกจะรู้จักหรือไม่รู้จักบุคคลผู้นั้นเสียเลยก็ตาม. และนั่นแหละคือหุ้นส่วน แห่งความเป็นผู้ก่อสร้างสันติสุขให้แก่โลกอย่างแท้จริง ซึ่งคนทุก ๆ คน ที่กำลังกลัวภัยแห่งสงครามอยู่ในบัดนี้ ควรจะรู้สึกขอบใจท่าน โดย ทั่วหน้า. ประเทศไทยเรา ไม่มีส่วนแห่งการก่อสงคราม. ถ้า ประเทศไทยจะก่อสงคราม ก็ต้องเป็นสงครามธรรมานุภาพตามแบบแห่ง พระเจ้าอโศกมหาราชโดยแท้. เราจะถือว่า ลัทธิกระหายเลือดในสงคราม นั่นแหละ คือสัตรูของเราซึ่งเป็นผู้แทนแห่งธรรม. เราจะทำสงครามกับ ลัทธินั้น ๆ จนกว่าจะสิ้นลมหายใจไปทีละคน ๆ. เราควรยอมตายเพื่อ เอกราชของลัทธิธรรมานุภาพ ! เพราะฉะนั้น ในสมัยที่ลัทธิกระหายเลือด กำลังกรุ่นไปทั่วโลกนี้ เราจงมาส่งความสุขปีใหม่แก่กันและกัน ด้วยการ แผ่เมตตาจิตต์และตั้งปรารถนาว่า จะทำสงครามเพื่อความเป็นอยู่ของลัทธิ ธรรมานุภาพอันนี้กันเถิด เพราะมิใช่สมัยแห่งการนั่งนอนนิ่ง ๆ เสียแล้ว.
น.23 ๑๗ ฉะนั้น ความสุขปีใหม่ที่ข้าพเจ้าส่งมายังพี่น้องเพื่อน พุทธบริษัททั้งหลายในปีนี้นั้น คือคำชักชวนพี่น้องทั้งหลายร่วมกันตั้งประ- ณิธานจะต่อสู้เพื่อเอกราชแห่งลัทธิธรรมานุภาพ เพื่อให้ประเทศไทยคงอยู่ ในฐานะเป็นประเทศ นำของลัทธิใฝ่สันติสุข, และให้ลัทธิธรรมานุภาพ ยังคงอยู่ ในฐานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองโลก ตามพระพุทธประสงค์ สืบไป. ไชยา ๒ ธันวาคม ๒๔๘๔
Buddhadasa