น.1092 ตัวกู - ของ กู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๘. หลักของการเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับกิเลส เมื่อได้กล่าวถึงการเตรียมใจ หรือเตรียมทิฏฐิ สำหรับที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนามาพอสมควรแล้ว ควรจะได้ทราบถึง การเตรียมกำลังใจ หรือกำลังความคิด และการกระทำไปเสียด้วยในคราวเดียวกัน. การเตรียมกำลัง ใจในที่นี้ โดยสรุป หมายถึงการทราบว่า เราจะต้องทำอะไร บ้าง โดยวิธีใด และมากน้อยเท่าไร หรือเตรียมในลักษณะ เช่นไร เป็นต้น. โดยส่วนใหญ่นั้น หลักพุทธศาสนาทั้งหมด หรือรวมกันทั้งระบบ ย่อมเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า Active คือคล่องแคล่วว่องไว พร้อมที่จะ ปฏิบัติงาน กล่าวคือต้องการบุคคลผู้ปฏิบัติที่เป็นพวก Active โดยส่วนเดียว, แต่ข้อนี้มีทางที่จะเข้าใจผิดได้มาก ซึ่งอาจจะทำให้เห็นเป็นพวก Passive ไปก็มี และบางพวกบางนิกายก็ได้ประดิษฐ์วิธีปฏิบัติขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นวิธีลัดหรือมีเทคนิค แปลกออกไป ผู้ที่เข้าใจไม่ทั่วถึงก็อาจจะเข้าใจผิด มองเห็นกลับตรงกันข้ามไปก็ได้.
น.1093 ที่กล่าวว่า โดยเนื้อแท้พุทธศาสนามีความหมายเป็นฝ่าย Active นั้น หมายความว่า ต้องเป็นฝ่ายกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายที่ถูกกระทำ และมีความ แคล่วคล่องว่องไว เหมาะสมที่จะกระทำเป็นอย่างยิ่ง จึงจะสำเร็จ. ข้อนี้ หมายความว่า ก่อนหน้านี้ เราจะเป็นฝ่ายที่ถูกกิเลสกระทำ; ทีนี้เราเข้ามาเกี่ยวข้อง กับพุทธศาสนา เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ให้เรากลายเป็นฝ่ายกระทำต่อกิเลส ดังที่มีคำกล่าวโดยอุปมาว่า มีพระขรรค์เพชรสำหรับประหัตประหารมารร้ายให้สูญ ไป หรือที่เราจะได้เห็นการเขียนเป็นภาพวีรบุรุษถือพระขรรค์ฟันคอยักษ์ใหญ่ให้ ขาดออกไป ดังนี้เป็นต้น ซึ่งมีความหมายว่า จักต้องเป็นฝ่ายกระทำ และเนื่อง จากงานนั้นเป็นงานยาก ต้องใช้สติปัญญาหรือปฏิภาณเป็นอย่างยิ่ง ต้องใช้ความ สุขุมรอบคอบ อ่อนไหวไม่ซึมเซาอย่างยิ่ง ซึ่งมีพระพุทธภาษิตตรัสอุปมาไว้ต่าง ๆ กัน : ข้อที่ต้องใช้ความฉลาดและเข้มแข็งนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า "เราต้องเป็น เหมือนควานข้างที่ฉลาด สามารถใช้ขอบังคับข้างที่ตกมันได้สำเร็จ" ข้อที่ต้องประคบ- ประหงมอย่างดีนั้น พระองค์ตรัสว่า "เหมือนกับนายช่างที่ทำลูกศร เหลาลูกศรได้ที่ แล้วขยันชุบน้ำมันลนไฟดัด ตัดแล้วคัดอีก-ดัดแล้วคัดอีก จนกว่าลูกศรนั้นจะตรงจน กระทั่งใช้การได้ : ถึงขนาดที่เรียกว่าสามารถยิงถูกเส้นผม หรือเส้นขนที่เป็นเป้า" ส่วนที่ฉลาดในเรื่องของทิศทางต่าง ๆ นั้น พระองค์ตรัสว่า "เราต้องทำตัว เป็น เหมือนชาวนาที่ฉลาดในการทำเหมือง หรือการชลประทาน" ตัวอย่างทั้งหมดนี้ ล้วน แต่เป็นอุปมาของงานอันประณีต ที่จะต้องทำต่อจิตที่ประกอบด้วยกิเลส เป็นเสมือน หนึ่งงานฝีมือที่ยากที่สุด ที่ละเอียดที่สุด ต้องการมันสมองที่เข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน เฉลียวฉลาด สุขุมรอบคอบเต็มที่ จึงไม่มีทางที่จะเป็นการเซื่องซึม หรือเฉื่อยชา จนกระทั่งเป็นฝ่ายถูกเขากระทำ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า Passive ไปได้เลย. ทีนี้ สำหรับ ช่องทางที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด นั้น คนบางคน อาจจะเข้าใจไปว่า อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ เสียก็ไม่มีทางที่จะขาดศีล หรือนอนอยู่ในมุ้ง
น.1094 ก็ไม่มีทางที่จะขาดศีล เรื่องการตบยุง เป็นต้น: หรือบางคนคิดไปว่าทำจิต เฉย ๆ ซึม ๆ ว่าง ๆ เสียก็เป็นสมาธิแล้ว; หรือบางคนอาจจะคิดว่า ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็เบื่อหน่ายอ่อนเพลียหมดเรี่ยวหมดแรงที่จะยึดมั่นถือมั่นอะไร ไปได้เอง คือเป็นนิพพานหรือเป็นความว่างไปในตัวมันเอง ดังนี้ เป็นต้น. นี้เรียกว่าช่องทางแห่งความเข้าใจผิด. ส่วนที่เกี่ยวกับลัทธินิกายที่แปลกออกไปนั้น บางนิกายเขามีคำกล่าวที่ บุคคลบางคนเข้าใจไม่ได้ และเข้าใจผิดเอาเอง. โดยเฉพาะเช่น นิกายเซ็นของ ฝ่ายมหายานบางแขนง ที่สอนจนสรุปได้เป็นหลักสั้น ๆ ว่า อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ปล่อยให้อะไรปรุงแต่ง จนเกิดความคิดขึ้นมาได้ นี่ก็จะเป็น ความว่าง หรือเป็นจิตเดิมแท้อยู่ในตัวมันเอง ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นช่องทางให้ คนเขลา ๆ เข้าใจผิดเป็นอันมาก. และบางพวกก็ไปไกลจนถึงกับว่า จงมองดูกิเลส ให้เห็นเป็นอนัตตา หรือให้ว่างจากตัวตนเสียเท่านั้น ก็หมดเรื่อง เพราะว่าเมื่อกิเลส เป็นของว่างเป็นอนัตตาไปแล้ว กิจที่ต้องทำเพื่อละกิเลสก็ย่อมไม่มีไปเองกลาย เป็นไม่ต้องทำอะไรอีกเหมือนกัน. ลักษณะเช่นนี้อาจจะทำให้บางคนเข้าใจผิดไป ว่า พุทธศาสนามีลักษณะเป็นฝ่าย Passive คือ อยู่นิ่ง ๆ หรือถึงกับซึมเซา คล้ายกับคนที่ไม่มีชีวิตไป ไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไรเลย ไม่ต้องการสิ่งใด. ความเข้าใจดังกล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ ไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริง เพราะเขาเข้าใจเอา เองอย่างผิด ๆ การกระทำทำนองอย่างที่กล่าวนั้น ไม่ใช่ศีล ไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่ ปัญญาในพุทธศาสนา. แต่ว่าอาจจะเป็นของพวกอื่น พวกใดพวกหนึ่งก็ได้. สำหรับฝ่ายพุทธศาสนาโดยตรงแล้ว จักต้องเป็นฝ่ายกระทำ และทำในลักษณะ อาการที่น่าดู น่าชมเชย น่าเลื่อมใส แค่ล่วคล่องว่องไวอย่างยิ่งเสมอไป เป็นที่ พอใจแก่ตัวเอง และผู้ที่ได้พบเห็นโดยเท่ากัน. ทีนี้ อยากจะย้อนไปวินิจฉัยกันถึง การกระทำที่จะพึงกระทำต่อกิเลส หรือต่อจิตที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส พอเป็นทางที่จะเข้าใจได้ต่อไปอีกตามสมควร
น.1095 และในลักษณะที่ว่าทำอย่างไรเสียหลักพุทธศาสนาทั้งในฝ่ายการศึกษาก็ดี และฝ่าย การปฏิบัติก็ดี จักต้องเป็นชนิด Active เสมอไป เพื่อสมส่วนกันกับการที่ ก่อน หน้านี้กิเลสเป็นฝ่ายกระทำต่อเรา แต่เดี๋ยวนี้เราจะเป็นฝ่ายกระทำต่อกิเลส อย่างเสมอ ต้นเสมอปลายตลอดไปทีเดียว. ข้อนี้อาจจะเข้าใจยากโดยหลักที่ว่าตนกระทำต่อตน แล้วมันจะทำได้อย่างไรกัน. แม้พระพุทธภาษิตที่ว่า "ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน และด้วยตน" ก็มีความหมายอย่างนี้. คำว่า "ตน" คำเดียวนั่นแหละ หรือตน ๆ เดียว นั่นแหละ เป็นได้ทั้งผู้กระทำ ทั้งผู้ถูกกระทำ และเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำอีก ด้วย. ผู้ที่ถือหรือยึดมั่นตาม Logic มากเกินไปอาจจะเข้าใจความข้อนี้ไม่ได้เลยก็ได้. แต่ในหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนานั้น เราต้องเตรียมตัวเพื่อการกระทำอย่างนี้จริง ๆ คือตนกระทำแก่ตน และกระทำด้วยตน. คนที่เป็นนักคิดหรือนักแย้งก็อาจจะ งงไป ว่ามันจะเป็น Active หรือ Passive พร้อมกันได้ที่ตรงไหน หรืออย่างไรกันหนอ. คนที่ฟังไม่ถูกยิ่งไปกว่านั้น อาจจะคิดไปว่ามันเป็นการฆ่าตนให้ตายด้วยตนเองเสีย แล้วกระมัง ก็จะมีความเข้าใจผิดต่อพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ถึงกับหันหลังให้ไป ทีเดียว หรืออาจจะประณามพุทธศาสนาว่า เป็นลัทธิที่บ้าบอลัทธิหนึ่งไปเสียเลย ก็ได้ เพราะความไม่เข้าใจของตนเอง เพราะการจับต้นชนปลายผิด ไม่รู้ว่าจะ ตั้งต้นที่ตรงไหน และไปจบลงอย่างไร และเพื่อผลอันใดในที่สุด. ที่พูดว่า ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน นั้น เป็นคำกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน สำหรับจะใช้พูดกันในตอนแรก ๆ ด้วยโวหาร Positive เพื่อให้เกิดกำลังใจแก่ ผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นการกล่าวอย่างกล่าวความจริงชนิดที่เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ เพราะถ้ากล่าวอย่างความจริงก็ต้องกล่าวว่า ทำให้ "ตน" หมดไปเสียเลย ไม่มีอะไร เหลืออยู่เป็นตัวเป็นตนสำหรับจะยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป. แต่ถ้ากล่าวเช่นนี้ คนสามัญ หรือคนแรกศึกษาก็ย่อมไม่มีทางจะเข้าใจได้อยู่เหมือนกัน สู้กล่าวอย่างมีตัวมีตน แล้วทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน ซึ่งเป็นการกล่าวอย่างสมมติสัจจะนั้นไม่ได้. แต่สำหรับ
น.1096 นักศึกษาที่แท้จริงนั้น ย่อมมีทางที่จะปรองดองกัน ให้คำกล่าวทั้งสองชนิดนี้ ลงรอยกันได้หรือเข้ากันได้. ข้อนี้หมายความว่า ตัวตนซึ่งเป็นกิเลส หรือเป็นของ กิเลสหรือประกอบอยู่ด้วยอวิชชานั้น เป็นสิ่งที่จะต้องถูกทำลายให้หมดไป. แต่ เรื่องซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจเช่นนี้ จะมีใครมาช่วยทำลายให้ใครไม่ได้ จักต้องทำลาย ด้วยตนเอง แต่ว่าเป็นตัวตนฝ่ายปัญญาหรือฝ่ายวิชชา ที่ค่อย ๆ เจริญงอกงามขึ้น มาจากการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ด้วยตัวตนที่ประกอบด้วยวิชชานั่นเอง. ดังที่ จะเห็นได้ว่า เมื่อโง่หลาย ๆ ครั้งเข้ามันก็เข็ดหลาบ หรือรู้จักฉลาดขึ้นมาได้เอง ทีละน้อย ๆ ไม่มากก็น้อยทุกคราวไป. อย่างนี้เรียกว่า ช่วยตนด้วยตน และเป็น ไปได้ในตัวมันเอง. ถึงแม้ว่าเราจะได้รับคำสั่งสอนมากมายหลายอย่างจากพระพุทธเจ้า เพื่อ การกระทำอันนี้ ใจความสำคัญมันก็ยังอยู่ที่เราต้องปฏิบัติเอง ต้องทำเอง ผลจึง จะเกิดขึ้นมาอย่างเดียวกันกับที่เกิดแก่เราตามลำพัง ในลักษณะที่จะทำลายอวิชชา ของเราได้จริง. หากแต่ว่าบางคราวมันเป็นไปได้เร็วจนกระทั่งเข้าใจผิดไปว่า ผลอันนี้เกิดมาจากพระดำรัสของพระพุทธเจ้าไปก็มี. ทั้งนี้เป็นเพราะความรู้และ ความเห็นแจ้งโดยประจักษ์ต่าง ๆ นั้น สะสมอยู่ในจิตใจของบุคคลผู้นั้นมากเพียงพอ พอเขาได้พึงคำแนะหรือคำสะกิดเพียงเล็กน้อย ความรู้ที่สะสมไว้ก่อนอันมากมาย นั้น สามารถทำหน้าที่ของมันได้ถึงที่สุด โดยโพล่งออกมาทีเดียว. แต่โดยเนื้อแท้ แล้วก็เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า ตนพึ่งตน หรือ ตนด้วยตน อยู่นั่นเอง ที่ทำให้ เกิดความสำเร็จประโยชน์อันนี้ขึ้นมาได้. เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ลักษณะที่เป็น Active ในกรณีเช่นนี้ มีอะไร ๆ พิเศษผิดไปจากธรรมดา หรือตามความหมายธรรมดาเป็นอันมาก หรือ มากอย่างที่ผู้ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน จะถึงกับตื่นเต้นเอาทีเดียว คือว่าตน จะต้องเป็นฝ่ายกระทำ และทำแก่ตน และด้วยตน จนกระทั่งถึงกับว่า สิ่งที่เรียกว่า
น.1097 "ตน" นั้น ว่างไปในที่สุด และมีการสมมติเรียกว่า ตนหลุดพ้นแล้ว หรือตน บรรลุนิพพานแล้ว โดยที่ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนเหลืออยู่ในจิตใจ หรือในความ ยึดมั่นถือมั่นของจิตใจแต่ประการใดเลย. ทางที่ถูกนั้น เมื่อปฏิบัติขึ้นมาถึงขั้นนี้ แล้ว หาควรมีอะไรที่เป็นตัวตนไม่ ไม่ควรเรียกอะไรว่าเป็นตัวตนเลย แม้แต่ จะเรียกว่าตัวตนที่บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วก็ยังไม่ควร. สิ่งที่เหลืออยู่ในบัดนี้มีแต่จิต ที่เป็น Active ถึงที่สุดแล้วจริง ๆ เท่านั้น. ก่อนหน้านั้นถึงมันอยากจะเป็น Active ไปสักเท่าไร มันก็ Active จริง ๆ ไปไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนขวนขวายไปอย่าง เต็มความสามารถเท่านั้น ไม่เป็นอิสระจากกิเลสเลย. ลักษณะเช่นนี้ยังไม่ควรจะ เรียกว่า Active ถึงที่สุดเลย หรือแม้แต่จะเรียกว่า Active อย่างเพียงพอก็ยังไม่ควร เพราะมันยังมีสิ่งที่หุ้มห่อร้อยรัดพัวพัน หรือครอบงำอยู่โดยรอบด้านมากเกินไป เคลื่อนไหวไม่สะดวก และต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ และต้องซบเซาไปบ่อย ๆ อยู่เป็นประจำ หาความเป็นอิสระไม่ได้ ในการที่จะเป็น Active หรือมี Activity อย่างแท้จริงนั่นเอง. ครั้นจิตหลุดพ้นตามความหมายของพุทธศาสนาแล้ว จิตจึงจะ ประสบความเป็นอิสระ เมื่อเป็นอิสระแล้วย่อมจะเป็น Active ได้เต็มตามความ หมาย. ฉะนั้น โดยนัยที่กล่าวนี้เราควรจะกล่าวว่า การปฏิบัติตามระบอบนี้ จะต้องจัดต้องทำให้เป็น Active ไปตั้งแต่ต้นจนปลายทีเดียว เตรียมกายเตรียมใจ ให้เป็น Active พร้อมทั้งจัดสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องแวดล้อมทั้งทางกายและทาง จิตให้เป็นเช่นนั้นด้วย แล้วประกอบกรรมที่มีลักษณะเป็น Active อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะได้ชัยชนะ ได้ประสบผลเป็น Active ถึงที่สุด ซึ่งมีความหมายเป็นอิสรภาพ หรือความหลุดพ้นไป. นี่ทำให้เราเห็นได้ว่า ในการศึกษาและปฏิบัติพุทธศาสนานั้น เราต้องการความเป็น Active ยิ่งกว่าเรื่องใด ๆ หมด ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ และทางความคิดเห็น. ข้อนี้จะเป็นสิ่งที่ควรสนใจเพียงไร ผู้ที่สนใจในความหมาย ของคำว่า Active ควรจะได้พิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน.
น.1098 ในกรณีนี้เราถือว่า การกระทำใด ๆ ที่ทำลงไปด้วยอำนาจอวิชชานั้น ยังไม่ควรจะถือว่าเป็นการกระทำ เพราะยังไม่ทำให้เกิดผลที่ควรปรารถนา ยังมี ค่าเท่ากับไม่ได้กระทำ ฉะนั้น การกระทำไม่ว่าทางใด ๆ ถ้าเป็นไปตามอำนาจของอวิชชา แล้ว จักต้องจัดเป็น Passive ไปหมด แม้จะมีการเคลื่อนไหวอยู่อย่างชุลมุน ด้วย อำนาจของอวิชชานั้น. ทีนี้ถ้าหากว่า การกระทำใด ๆ มีวิชชาเป็นมูลฐาน แม้ว่าการกระทำนั้นเป็นการอยู่นิ่ง ๆ ก็ยังเรียกว่าเป็น Active อยู่ดี มันมีความหมาย เหมือนกับว่า ไดนาโมขนาดใหญ่แรงไฟสูง หมุนอยู่อย่างแน่วแน่เงียบกริบ แต่ มันมีอำนาจพอที่จะทำให้คนตายเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ได้ ในพริบตาเดียว. จิตที่มี Active ในทางธรรมะนี้ก็เหมือนกัน แม้จะไม่มีอาการเคลื่อนไหวที่แสดงให้เห็น แต่ก็มีอาการชนิดที่เรียกว่า Active อย่างยิ่งอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่ใครมองเห็นว่า มันนี่ และเงียบกริบ. ขออย่าได้เข้าใจไปว่าดูอาการนิ่ง ๆ เนือย ๆ แล้วจะเป็น Passive ไปเสียหมด. เมื่อเราเข้าใจ ความหมายของคำว่า Active ตามทางของพุทธศาสนา ดังนี้แล้ว ย่อมเป็นความสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น ในการที่จะเตรียมกำลังใจ เพื่อ ปฏิบัติงานที่เป็นการต่อสู้กับกิเลส ในลักษณะที่สรุปว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ด้วย การฆ่าหรือการทำลายตนให้หมดไปเสียด้วยน้ำมือของตน" ดังนี้. ถ้าประโยคนี้ ยังเป็นประโยคที่เข้าใจได้ยากอยู่เพียงใด ก็ขอให้ถือว่า นั้นเป็นมาตราส่วน หรือเป็น Ratio ของความเป็น Active ที่เราจะต้องมี หรือต้องสร้างขึ้น ในการที่จะเข้าถึงสิ่ง ซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. เราต้องกล้าพอ ต้องมีความพากเพียรพอ มีความ อดกลั้นอดทนพอ ได้สัดส่วนกันกับความเฉลียวฉลาด และความสุขุมรอบคอบ จริง ๆ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มี Activity อันเพียงพอแก่การนี้ และประสบความ สำเร็จได้ตามที่มุ่งหมาย. อย่าได้ถือว่าหลักธรรมะนี้เป็นของง่าย ๆ โง่ๆ สำหรับ บุคคลสมัยหลายพันปีมาแล้วแต่ประการใดเลย.
น.1099 สรุปความว่า จะมองดูกันในแง่ไหนก็ตาม ในเบื้องต้น หรือท่ามกลาง หรือเบื้องปลายก็ตาม พุทธศาสนาเองก็มีลักษณะเป็น Active และบุคคลที่จะ เข้าไปเกี่ยวข้องเก็บเกี่ยวผลจากพุทธศาสนานั้น ก็จะต้องมีลักษณะเป็น Active อย่างไม่มีทางที่จะยกเว้นแต่ประการใด ดังนี้. ขอแต่เพียงอย่างเดียว คืออย่าให้เป็น Active ของอวิชชาหรือกิเลสตัณหา ซึ่งไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไป และเป็นควัน กลุ้มไป ดังที่มีอยู่แก่โลกในปัจจุบันนี้; แต่ให้เป็น Active ของวิชชา หรือปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิที่จะเป็นไปแต่ในทางที่นำโลกไปสู่ความสะอาด สว่าง สงบ จริง ๆ เท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า Activity จึงจะเป็นสิ่งที่มีค่า สมกับมนุษย์แม้ในสมัย ปัจจุบันน ก็บูชากันอย่างยิ่ง ไม่แพ้บุคคลในยุคพุทธกาลเลย; ผิดกันแต่ว่า มันแยกทางกันเดิน คือ เดินไปสู่ความว่างหรือความวุ่น; อย่างที่ไม่มีทางที่จะ ลงรอยกันได้เท่านั้น. ขอให้เราชำระสะสางความหมายของคำว่า Active นี้ ให้เป็นไปอย่าง ถูกต้อง และบริสุทธิ์หมดจดจริง ๆ เท่านั้นก็พอแล้ว. นี่คือการเตรียมตัวเตรียม กำลังใจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไปอีก ในการที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา ดังที่จะได้ วินิจฉัยกันโดยละเอียดสืบไป.
Buddhadasa