น.1084 วันนี้จะได้กล่าวถึง หลักทั่วไปที่ควรจะทราบ อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งถ้าเข้าใจดีแล้ว จะช่วยให้เข้าใจพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ง่ายขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่เกิดความเข้าใจผิด อันทำให้เกิดความว้าวุ่น หรือหวาดกลัว ต่อการที่จะศึกษา และปฏิบัติพระพุทธศาสนาในขั้นสูง หรือขั้นที่จัดเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนานั่นเอง. เมื่อดูกันผิวเผินแล้ว ย่อมจะเกิด ความเข้าใจผิดว่า หลักของพระพุทธศาสนา เป็นไปในทางที่จะทำให้คนสิ้นหวัง เพราะในที่สุดพูดถึงแต่เรื่องสุญญตา อนัตตา หรือบอกว่าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้เป็นต้น. ชาวต่างประเทศที่เผอิญมาได้ยินได้ฟังดังนี้ หรือได้ศึกษาแต่เพียงบางตอน ที่ได้รับบอกเล่าว่า นี่แหละเป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนา ก็เกิดมีความเห็นไปว่า พุทธศาสนาเป็นหลักคิด ประเภทที่เพ่งเล็งในแง่ร้าย (Pessimistic)
น.1085 และยิ่งไปกว่านั้นอีก ยังแถมจัดให้เป็นพวก (Negative) ที่ปฏิเสธสิ่งทั้งปวงและ ในที่สุดก็ไม่ได้รับ ไม่ได้ถือเอาอะไรเลย แม้ที่สุดแต่ความว่าง. เมื่อชาวต่าง ประเทศเหล่านั้น มีความรู้สึกดังนี้ ความเห็นก็เดินไปผิดทาง หรือเดินไปในทาง ที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งไปทันที และที่เป็นไปมากก็คือ เป็นนัตถิก- ทิฏฐิ (Nihilism) ซึ่งทำให้เหมาเอาพุทธศาสนาว่า เป็นลัทธิเช่นนั้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่พุทธศาสนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนัตถิกทิฏฐิ และจัดนัตถิกทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ร้ายแรงถึงที่สุดชนิดหนึ่งด้วย. นี้เป็นสิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตและสังวรณ์ไว้ เพื่อ ปรับความเข้าใจอันถูกต้องกันสืบไป. สำหรับ ชาวไทยเรานั้น ก็มีส่วนแห่งความเป็นอย่างนั้นอยู่ด้วย เหมือนกัน แต่ว่าเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว แล้วก็ยอมรับเอาอย่างชื่นตาว่า เมื่อ พระพุทธองค์ทรงสอนเช่นนั้น มันก็เป็นเช่นนั้น; และเรายินดียอมรับ ทนสู้กับ มันได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะไม่พอใจก็ต้องพอใจ เพราะมีความเชื่อในพระพุทธองค์. ดังนั้นจึงตกอยู่ใน อาการของนัติถกทิฏฐิ อย่างลับ ๆ เงียบๆ หรือซ่อนเร้นอยู่ เพราะเข้าใจว่า เป็นความถูกต้องถึงที่สุดเสียแล้ว จึงไม่มีการศึกษา เพื่อทำความ เข้าใจอันถูกต้องสืบไป ดังนี้ก็มีอยู่เป็นอันมาก ตกอยู่ในภาวะที่หวังอะไรอยู่ อย่างลม ๆ แล้งๆ ไม่มีสาระอะไรเลย แต่ก็หวังอยู่ เพราะความเชื่อมั่นว่า นั่นเป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จะต้องเป็นของถูกต้องเสมอไป เพราะตน เกิดมาจากบรรพบุรุษที่นับถือพุทธศาสนา ไม่มีอิสระ ไม่มีความกล้า ที่จะวิพากษ์ วิจารณ์เหมือนชาวต่างประเทศ เลยตกอยู่ใน ภาวะมิจฉาทิฏฐิ ที่ซ่อนอยู่ใน พุทธศาสนา นั่นเอง และไม่มีใครค้นพบ หรือจับตัวมาประณาม ว่าเป็นมิจฉา- ทิฏฐิกลับจะได้รับความยกย่อง เป็นครูบาอาจารย์ด้วยซ้ำไป เพราะสอนเขาอยู่ถึง เรื่องที่เข้าใจยากนี้อยู่ทุกวัน ๆ แต่เมื่อกล่าวโดยเนื้อแท้ ก็เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ที่เห็น พุทธศาสนาเป็นลัทธิที่มองในแง่ร้าย ที่เรียกว่า Pessimistic หรือเป็นพวกปฏิเสธ สิ่งทั้งปวง ที่เรียกว่า Negative นั่นเอง.
น.1086 ส่วนอีกทางหนึ่งนั้น ได้แก่ พวกพุทธบริษัท ที่ไม่คงแก่เรียน หรือ ไม่อาจจะเรียนอะไรได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่สุด. พวกนี้มีแต่ศรัทธาและความ เข้มแข็ง ในการทำบุญให้ทาน เชื่อมั่นในบุญกุศลว่า มีผลเป็นความสุขความเจริญ ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า โดยไม่ต้องการคำอธิบายอย่างใดอีก. พวกที่ตกอยู่ใน สภาวะเช่นนี้ ย่อมมองหรือย่อมรู้สึกต่อพุทธศาสนา ในลักษณะที่ตรงกันข้าม คือ มองในด้านดี เป็น Optimistic และมองเห็นสิ่งที่จะได้รับตอบแทน อย่างชัดแจ้ง เปิดเผย เต็มไปด้วยการได้นั่นได้นี่ เป็นนั่นเป็นนี่ มีลักษณะเป็น Positive ไป; มีแนวทางเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ ไม่พึ่งเสียงใคร แต่ก็ไม่คัดค้านใคร เป็นอยู่ อย่างผาสุกไปพวกหนึ่งต่างหาก. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราควรจะมองลงไป ให้เห็นชัดว่า ลักษณะอาการดังที่กล่าวนี้มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ในทุก ๆศาสนา จะถือว่า เป็นลักษณะเฉพาะ ของพุทธบริษัทในพุทธศาสนานั้น หาถูกไม่. เป็นการตู่ กันเอง ระหว่างศาสนาต่อศาสนา มากเกินไป. เพราะฉะนั้น จักเว้นเสีย ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ คงเหลืออยู่แต่ปัญหาที่ว่า พุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นมีหลัก เกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ? พุทธศาสนาจะมีลักษณะ เป็นพวกที่มองในแง่ร้าย หรือพวกที่มองใน แง่ดีโดยส่วนเดียวนั้นไม่ได้ด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง ซึ่งอาจจะกล่าวได้โดยง่าย ๆ ว่าเป็น พวกที่อยู่ตรงกลาง โดยที่สามารถมองเห็น สิ่งทุกสิ่งประกอบอยู่ด้วยคุณและโทษ แล้วแต่ว่าเราจะมองมันในแง่ไหน ที่ไหนหรือเวลาใด แต่แล้วก็จะไม่ยึดถือจนเกิด เป็นความดีใจขึ้น ในสิ่งที่เป็นคุณ และเกิดความเสียใจหรือทุกข์ใจขึ้นในสิ่งที่เป็น โทษ แต่จักเป็นผู้มีจิตว่าง หรือวางเฉยอยู่ได้ ในทุกสิ่งและทุกกรณี. ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่าการที่มองโลก เห็นเป็นแง่ดีหรือแง่ร้ายไปโดยส่วนเดียวนั้น ต้องจัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ หรืออย่างดีที่สุด ก็เป็นการมองอย่างเด็กอมมือ คือเห็นอะไรเท่าที่ ตัวเห็น แล้วก็ว่ามันเป็นอย่างนั้นไปหมด รวมทั้งสิ่งที่ตัวยังไม่เคยเห็นอีกด้วย
น.1087 ฉะนั้นผู้ที่ให้ความเป็นธรรมแก่พุทธศาสนา อย่าได้กล่าวว่าพุทธศาสนาเป็นพวก ที่มองสิ่งทั้งปวง ในแง่ร้าย หรือในแง่ดีโดยส่วนเดียว แต่ประการใดเลย. แต่ พึงเข้าใจว่า พุทธศาสนามองสิ่งทั้งปวง ตามที่มันเป็นจริงอยู่อย่างไร ทั้งด้านนอก ด้านใน และด้านลึกที่สุด ซึ่งเป็นนามธรรม ให้เข้าใจตามที่เป็นจริง แล้วเกี่ยวข้อง กับสิ่งเหล่านั้นเท่าที่ควรจะเกี่ยวข้อง และในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ แต่ประการใด เลยเท่านั้น. ไม่มีอาการที่เรียกว่าติดในความดี หรืออึดอัดขัดใจเพราะความชั่ว ดังนี้เป็นต้น แต่ประการใดเลย ซึ่งจะปฏิบัติได้อย่างไรนั้นจะได้วินิจฉัยกันโดย ละเอียดข้างหน้า และพึงถือว่า นั่นแหละคือตัวหลักแห่งการปฏิบัติ ที่แท้จริงของ พุทธศาสนา. สำหรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า พุทธศาสนามีรูปเป็น Positive หรือ Negative นั้น ก็มีหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่ คล้ายกันอีกกับข้อที่ว่า พุทธศาสนาเป็น Pessimistic หรือ Optimistic ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. พุทธศาสนาไม่ใช่พวก Negative คือไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ยอมรับว่าทุกๆ อย่างมี เพียงแต่ว่าทุก ๆ อย่างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวเราหรือของเรา ที่ ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือของเรานั้น มิได้หมายความว่าเราไม่มีอะไรหรือ ไม่รับอะไร ไม่ใช้สอยบริโภคสิ่งใด; เราคงมีอะไร หรือรับอะไร หรือบริโภค ใช้สอยสิ่งใด ไปตามที่ควรจะมีจะเป็น แต่ว่าในภายในใจนั้น ไม่มีการยึดถือว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตนของมัน หรือของใครเท่านั้น. ทั้งนี้ ก็เพื่อจะให้ได้รับสิ่งอีก สิ่งหนึ่ง คือความเย็นอกเย็นใจ เบากาย เบาใจ โดยประการทั้งปวงตลอดเวลาที่ เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง เรียกว่าเรารับมันไว้เพื่อมาเป็นบ่าวเป็นทาสเรา เพื่ออำนวยความสะดวกสบายเท่าที่จำเป็น ไม่ยอมรับรู้อะไรมากไปกว่านั้น ความมี จึงมีค่าเท่ากับไม่มี หรือ ความไม่มี มีค่าเท่ากับความมี แล้วแต่เราจะมองดูมันในแง่ ไหน. แต่ความสำคัญส่วนใหญ่นั้น เราจะยังคงเอาไว้แต่จิตใจที่ไม่หวั่นไหวไม่
น.1088 ทุกข์ร้อน หรือลิงโลดไป เพราะการได้การเสียไม่ว่าสิ่งใดหมด. จิตใจชนิดนี้ ไม่ต้องการที่จะรับ และไม่ต้องการที่จะปฏิเสธ จึงเป็นปกติอยู่ได้ พุทธศาสนา สอนให้เรามีจิตใจอย่างนี้ คือให้มีจิตใจเป็นอิสระอยู่เหนือการรับ และการปฏิเสธ โดยประการทั้งปวง ฉะนั้นจะจัดว่าเป็น Negative ก็ไม่ได้ เป็น Positive ก็ไม่ได้. เมื่อจัดเป็นอะไรไม่ได้โดยส่วนเดียว ก็จัดว่าเป็นสายกลางอยู่ดี หรืออยู่เหนือ การที่จะต้องเป็นทั้งสองอย่างนั้น ซึ่งเรียกว่าอยู่เหนือโลก หรือพ้นโลก ไม่หวั่นไหว ไปตามสถานะการณ์ทุกอย่างในโลก จึงอยู่เหนือความทุกข์ทุกอย่าง โดยประการ ทั้งปวง ทั้งในการคิด การพูด การทำ เพราะมีจิตเป็นอิสระจากกิเลสนั่นเอง. จริงอยู่ ที่คำอธิบายหลักพุทธศาสนา ส่วนมากเป็นไปในรูปซึ่งดู แล้วเป็นการปฏิเสธ คือจะกล่าวอะไร ๆ มันก็ไม่เหมือนกับที่เขาพูดเขากล่าวกัน อยู่ทั่วไป เป็นเหตุให้ต้องปฏิเสธสิ่งที่เขาพูดเขากล่าวกันอยู่ก่อนแทบทั้งหมด แต่ ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นเหตุผลว่า พุทธศาสนาเป็นลัทธิพวกที่ปฏิเสธ โดยเฉพาะ คือไปปฏิเสธว่า ไม่มีอะไรที่ควรสนใจหรือควรได้. ที่จริงนั้นพุทธศาสนายอมรับว่า สิ่งที่ควรสนใจ หรือควรได้นั้น มีอยู่โดยแน่นอน. สิ่งนั้นก็คือภาวะแห่งความ ไม่มีทุกข์เลย เป็นภาวะที่เกิดมาจากความไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา ไม่ยึดมั่นแม้กระทั่งชีวิตเกียรติยศชื่อเสียง หรืออะไร ๆ ทั้งสิ้น ที่คนทั่วไปเขายึดถือกัน; ถ้ากล่าวอย่างสั้น ๆ ก็กล่าวว่า ได้แก่ความ ที่มีจิตเป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวงนั่นเอง และเรียกภาวะอย่างนี้อย่างสั้น ๆ ว่า ความ หลุดพ้น. เมื่อถามว่าหลุดพ้นจากอะไร ? ก็ต้องหมายความว่า หลุดพ้นจากทุกสิ่งที่ มาครอบงำ หรือมาทำจิตไม่ให้เป็นอิสระ. ความหลุดพ้นหรือความเป็นอิสระ ไม่มีลักษณะที่จะจัดเป็น Negative หรือ Positive ได้แต่ประการใดเลย. แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษากันเป็นพิเศษ จึงจะ
น.1089 เข้าใจได้ และเป็นเหตุให้เข้าใจได้ว่า พุทธศาสนาไม่มีลักษณะที่เป็น Negative หรือ Positive สืบไปอีกด้วย. การที่ชาวต่างประเทศหรือใครจะมาเหมาเอา พุทธศาสนาว่าเป็น Negative เป็นต้นไปนั้น นับว่ามีใจลำเอียงและกล่าวตู่พุทธ- ศาสนาโดยไม่รู้สึกตัวเป็นอย่างยิ่ง. เขาเคยชินแต่การมองสิ่งต่างๆ ใน ๒ ลักษณะนี้ เท่านั้น คือไม่เป็น Negative ก็ต้องเป็น Positive ไม่เคยหัดมองในลักษณะที่ลึก ไปกว่านั้น จนกระทั่งเห็นสิ่งทั้งสองนี้เหมือนกัน เป็นมูลเหตุแห่งความยึดมั่นถือมั่น และมีความทุกข์เท่ากัน แล้วก็มองพบสิ่งใหม่อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม และไม่เป็น ทางนำมาซึ่งความทุกข์เลย. อยากจะยกตัวอย่างสั้น ๆ ในเรื่องนี้ เปรียบเสมือนเด็ก ๆ ย่อมเห็นว่า กลางวันกับกลางคืนนั้นต่างกัน จนกระทั่งเขามีความรู้สึกต่อเวลากลางวัน อย่าง ตรงกันข้ามกับเวลากลางคืน เขาจึงมีปัญหาเรื่องกลางวันกลางคืนเกิดขึ้นจนแทบ จะแก้ไม่ไหว จนมีอาการที่มองเห็นเป็น Negative หรือ Positive. ที่นี้ถ้าจะมอง กันอย่างพุทธบริษัท ย่อมจะเห็นว่ากลางวันกับกลางคืนนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน คือเป็น เพียงกาลเวลาเท่านั้น แล้วเขาก็จะชะเง้อมองไปที่สิ่งอีกสิ่งหนึ่ง คือสิ่งที่มิใช่กาล เวลา ไม่เกี่ยวกับกาลเวลา อยู่เหนือการครอบงำของกาลเวลา สิ่งนั้นจึงไม่มี ลักษณะเป็นกลางวันหรือกลางคืน คือเป็น Negative หรือ Positive ไม่ได้. และ สิ่งที่เรียกว่า Negativity หรือ Positivity นั้น จะมีอยู่ได้ก็แต่ที่เกี่ยวกับกาล เวลา หรือสิ่งที่เป็นกาลเวลาเท่านั้น หาข้ามไปมีที่สิ่งนอกเหนือกาลเวลาได้ไม่ เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่องพระนิพพาน หรือเรื่องสุญญตา อันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือ ลเวลานั้น จึงไม่ควรถูกจัดว่า Negative หรือ Positive เลย. คนธรรมดาสามัญเคยชินกับความรู้สึกที่เป็น Negative หรือ Positive มากเกินไป และพร้อมที่จะจัดอะไร ๆ หรือรู้สึกต่ออะไร ๆ ว่าเป็น Negative หรือ Positive อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ พอมาได้ฟังเรื่องนิพพาน ได้ยินคำว่าไม่ ! ไม่ !
น.1090 อยู่มากทีเดียว ก็เลยจัดเป็นเรื่อง Negative ไปทั้งหมด ยิ่งเมื่อได้ยินคำว่าว่างเปล่า ซึ่งเป็นคำแปลที่ผิดของคำว่าสุญญตาก็ยิ่งเหมาเอาว่าเป็น Negative ถึงที่สุดไปเลย ทีเดียว ก็เลยจัดให้พุทธศาสนาเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งไป คือเป็นพวก Nega- tivism ซึ่งพุทธศาสนาถือว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งด้วย เท่า ๆ กันกับที่เห็นว่า เป็น Positive หรือ Positivism เพราะถ้ายังตกอยู่ภายในบ่วง หรือการครอบงำ ของความเป็น Negative หรือ Positive แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเป็นอิสระ หรือ หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้เลย. ความรู้สึกเป็น Negative หรือ Positive นั้นเป็น เพียงอุปาทานชนิดหนึ่งในบรรดาอุปาทานทั้งหลาย ซึ่งพุทธศาสนาต้องการจะกำจัดให้ สิ้นไปจากความรู้สึก จึงจะเรียกว่าเป็นผู้หลุดพ้น ไม่มีความยึดมั่นด้วยอุปาทานใน สิ่งใด ๆ โดยประการทั้งปวง. สรุปความว่า ผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา ทั้งในทางฝ่ายการศึกษา หรือในฝ่ายการปฏิบัติก็ตาม จักต้องเตรียมตัวให้เป็น ผู้ที่ สะอาดหมดจดจากโรคเรื้อรัง ของความคิดที่ว่า ถ้าไม่เป็น Pessimistic ก็เป็น Optimistic; หรือถ้าไม่เป็น Negative ก็เป็น Positive นั้นเสียก่อน; ให้มีจิตใจใหม่ ๆ พร้อมที่จะศึกษาสิ่งซึ่งไม่มีทางที่จะไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่จัดเป็นคู่ ๆ เหล่านั้นเลย. เมื่อเตรียมใจได้ดังนี้ ก็จะเป็นการสะดวกและง่ายดาย ในการที่จะเข้าถึงตัวแท้ของ พุทธศาสนา ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันสืบไป.
น.1091 ความต้องการของผู้ที่เข้า มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธ- เจ้าหรือพุทธศาสนานั้น ควรจะระบุเจาะจงลงไป ที่ความหมดกิเลสหรือ ความหมดข้าศึกในภายใน โดยสิ้นเชิงนั้นเอง ไม่ควรจะมีอะไรมากไป กว่านั้น ! จาก "ตัวกู-ของกู"
Buddhadasa