Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๘ — ๖. ความเกี่ยวข้องของคนกับศาสนา

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1076 ตัวกู - ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๖. ความเกี่ยวข้องของคนกับศาสนา เมื่อได้กล่าวถึงความมุ่งหมายของพุทธศาสนาพอ เป็นที่เข้าใจกันแล้ว สิ่งที่ควรกล่าวเสียด้วยเลยในที่นี้ก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับ ความต้องการศาสนาของผู้ที่เข้ามาเกี่ยว ข้องกับศาสนา การวินิจฉัยปัญหาข้อนี้มีผลเท่ากับการวินิจฉัย ปัญหาที่ว่า ทำไมมนุษย์เราในสมัยนี้ จึงได้รับประโยชน์ จากศาสนาของตนๆน้อยเกินไป ในเมื่อเทียบกับประโยชน์ ทั้งหมดที่ศาสนาจะมีให้ และที่ธรรมชาติได้เตรียมมนุษย์ไว้สำหรับถือเอาประโยชน์ จากสิ่งที่เราเรียกกันว่าศาสนา และในที่สุดมีผลทำให้โลกนี้ไม่มีสันติภาพอันถาวร ที่สมควรแก่โลกของมนุษย์ ซึ่งถือกันว่าเป็นสัตว์สูงสุดเหนือสัตว์ทั้งปวง จนถึงกับ ถ้าจะกล่าวว่า สันติภาพมีในโลกของสัตว์เดรัจฉานทั่วไป มากกว่าที่มีอยู่ ในหมู่มนุษย์ หรือในโลกมนุษย์ ดังนี้ ก็เป็นการยากที่ใครจะค้านได้. เกี่ยวกับ ความต้องการของคนเราที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนานั้น ควร จะมองกันอย่างกว้าง ๆ ที่สุดเสียก่อน ซึ่งเห็นได้ว่า มีอยู่ ๒ ประเภทใหญ่ ๆ

น.1077 คือเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมาถือศาสนา เพียงสักว่าทำตามบรรพบุรุษหรือตาม ประเพณีตามวัฒนธรรม เป็นต้น ของชนชาติของตน ๆ นี้อย่างหนึ่ง ส่วนอีก อย่างหนึ่งนั้น เป็น เ พราะมีความต้องการหรือมีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นพิเศษเฉพาะตนอยู่. สำหรับอย่างแรก คือการถือศาสนาสักว่าทำตามบรรพบุรุษนั้น ย่อม มีผลไปอย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าประเพณีหรือวัฒนธรรมอันเกี่ยวกับศาสนาของชนชาติ นั้นจะมีอยู่อย่างไร มีอิทธิพลเหนือประชาชนมากน้อยเพียงใด ฉะนั้น จึงมีผล ส่วนใหญ่ไปในทางสังคม ยิ่งกว่าที่จะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันสำหรับตัวบุคคลผู้นั้นเอง แต่ถ้าหากว่าการถือหรือการทำตามประเพณีในขั้นต้นได้เปลี่ยนมาเป็นการถือหรือการ ทำอย่างถูกต้องตามเหตุผล หรือตามหลักวิชาในขั้นปลายแล้ว ผลที่ได้ก็จะกลายเป็น ผลที่ถูกต้อง เป็นที่น่าพอใจไปได้เหมือนกัน. แต่เราควรจะเพ่งเล็งถึงผลส่วนใหญ่ ในข้อที่ว่า การทำสืบ ๆ กันมาตามประเพณีของมวลชนหรือชนส่วนใหญ่ในศาสนาหนึ่ง ๆ นั่นแหละ เป็นการสืบอายุศาสนาให้ยืนยาวมาได้อย่างน่าประหลาด แม้จะเปลี่ยนแปลง หรือเขวออกนอกลู่นอกทางบ้าง ก็ยังทำให้ศาสนานั้น ๆ อยู่มาได้จนกระทั่งได้รับ การแก้ไข หรือฟื้นฟูให้กลายเป็นศาสนาที่ถูกต้องเป็นคราว ๆ ไป ไม่สูญไปจาก โลกนี้ได้ง่าย ๆ ฉะนั้น เราจึงปล่อยให้การสืบอายุพระศาสนาตามประเพณีเช่นนี้ เป็น ไปได้เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่มีการขัดขวางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวของหมู่ชนที่มี สติปัญญาน้อย ให้มั่นอยู่ในการทำความดีเป็นวงกว้างพร้อมกันไป. ข้อนี้จะถือว่า เป็นความต้องการของผู้ใดก็ไม่อาจจะกล่าวได้ แต่อาจจะกล่าวได้โดยปริยายว่า เป็นความต้องการที่ไม่รู้สึกตัวของสังคมแห่งชนชาตินั้น ๆ นั่นเอง. นี่แหละคือ ความ หมายหรือคุณค่า ของสิ่งที่เราเรียกกันว่าประเพณี หรือชื่ออื่นที่คล้ายกัน.

น.1078 ส่วน การถือหรือการเกี่ยวข้องกับศาสนา อย่างหลัง คือ เพราะ มีความประสงค์มุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นส่วนตัวนั้น เมื่อมองกันอย่าง กว้าง ๆ แล้วจำเป็นจะต้องแบ่งแยกออก เพื่อผลที่จะพึงได้รับ ๒ ระดับ หรือ ๒ ประเภทคือ เป็นความประสงค์หรือความต้องการอย่างจำเป็นของสังคมนี้ อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งก็เป็น เรื่องส่วนตัวของปัจเจกชนเป็นคน ๆ ไป ซึ่งเราจะต้องยอมให้ ว่า ส่วนที่เกี่ยวกับสังคมนั้นย่อมอุ้ยอ้ายไปไม่ได้ไกล เหมือนกับส่วนที่เกี่ยวกับปัจ- เจกชนซึ่งอาจจะดำเนินไปได้ จนสุดกำลังของสติปัญญาของปัจเจกชนนั้นๆ เพราะ ฉะนั้นผลที่ได้จึงแตกต่างกัน และเดินกันไปคนละวิธี. ผลจากศาสนาที่สังคมจะพึงได้รับ นั้น ย่อมหมายถึงสันติสุข หรือ สันติภาพของสังคม ดังที่ทราบกันอยู่ดีแล้ว. แต่คำว่าสันติสุข หรือสันติภาพ ในกรณีนี้ มีความหมายคนละอย่าง ต่างจากสันติสุขหรือสันติภาพที่ปัจเจกชนคน หนึ่ง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือพุทธบริษัท จะพึงได้รับจากศาสนาของตนโดย เฉพาะ. คนส่วนมากรวมทั้งเด็ก ๆ มักจะเข้าใจไปเสียว่า เมื่อเรียกว่าสันติสุขหรือ สันติภาพแล้ว ย่อมเป็นอย่างเดียวกัน หรือเป็นสิ่งเดียวกันหมด ไม่ว่าในกรณี ไหน แม้จะเป็นกรณีที่แตกต่างกัน ระหว่างเรื่องทางโลกกับเรื่องทางธรรมก็ตาม. ข้อนี้เป็นเหตุให้เกิดความประมาทความสะเพร่าขึ้นมาในหมู่ชนนั้นๆ จนไม่มีจิตใจ ที่สุขุมละเอียดเพียงพอ ที่จะเข้าใจในความหมายของคำว่า สันติสุขหรือสันติภาพให้ ถูกต้องตามที่เป็นจริง ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างสันติสุขหรือสันติภาพขึ้นได้ ไม่ ว่าอย่างไหนทั้งหมด. เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความอดทนสนใจศึกษาในความ หมายของคำว่าสันติภาพ เป็นต้นนี้ อย่างประจักษ์ชัดทีเดียว. เพื่อความรวบรัดหรือสะดวกแก่การจดจำด้วย อยากจะให้ถือเอาคำกล่าว ประโยคหนึ่งเป็นหลัก คือประโยคที่ว่า "อหึสา ปรโม ธมฺโม" ซึ่งตามตัว พยัญชนะแปลว่า อหึสา เป็นบรมธรรม. คำว่า อหึสา แปลว่าไม่เบียดเบียน

น.1079 หรือภาวะที่ปราศจากการเบียดเบียน. บางคนอาจจะแย้งว่า นี้เป็นอุดมคติของพวก พราหมณ์ หรือฝ่ายศาสนาฮินดูของอินเดีย คำแย้งนั้นถูกต้องแล้ว. ทั้งนี้เพราะ ว่าคำกล่าวอย่างนี้ หรือหลักเกณฑ์อย่างนี้ มีอยู่แล้วในอินเดียก่อนยุคพุทธกาล แต่ความหมายของคำว่า "อหึสา" นั้น เปลี่ยนไปได้ตามยุคตามสมัยที่ความรู้ทาง ฝ่ายจิตใจในด้านนี้ ได้เจริญขึ้น จนกระทั่งมีคำกล่าวในฝ่ายพุทธศาสนาว่า นิพพานํ ปรมํ วทนุติ พุทธา ซึ่งแปลตามตัวพยัญชนะว่า พุทธะทั้งหลายย่อมกล่าวว่า นิพพาน เป็นบรมธรรม. ข้อนี้ทำให้สิ่งที่เรียกว่า "บรมธรรม" เกิดมีความหมาย ขึ้นมาเป็น ๒ อย่าง คือ อหึสา อย่างหนึ่ง และนิพพานอีกอย่างหนึ่ง ถึงกระนั้น ก็มีทางที่จะปรองดองกันได้ว่า อหึสา เป็นบรมธรรมของสังคม นิพพาน เป็น บรมธรรมของปัจเจกชน ดังนี้. แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจจะมีนักหนังสือหรือนักศัพท์ศาสตร์แย้งขึ้นว่า นิพพานนั่นแหละคือความไม่เบียดเบียนอย่างยิ่ง ไม่เบียดเบียนโดยประการทั้งปวง คือไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นถึงที่สุดจริงๆ ฉะนั้นนิพพานก็คือ อหึสา ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ บรมธรรมควรจะมีเพียงอย่างเดียวคือ อหึสา ดังที่กล่าวกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ดังนี้จะมิดีกว่าหรือ. ขอยอมรับว่า เป็นการถูกต้องเช่นนั้น; แต่ขอเตือนไว้อย่าให้ลืมว่า อหึสาจะต้องมีอยู่ ๒ ประเภท คือของสังคมและของปัจเจกชนอยู่นั่นเอง จึงควรจัดให้ความหมายของ อหึสา นี้ เป็นความหมายของคำว่า สันติภาพ ทั้งของสังคม และของปัจเจกชนสืบไป. คำพูดหรือตัวพยัญชนะนั้น ไม่สำคัญ ความสำเร็จประโยชน์ที่แท้จริง อยู่ที่ความ หมายอันถูกต้อง. เมื่อสังคมต้องการสันติภาพ ความจำเป็นก็บังคับ ให้สอดส่องค้นหา จนกระทั่งเกิดระเบียบปฏิบัติที่เรียก ศาสนาขึ้นมาได้ในตัวมันเอง จนกระทั่งมี ธรรมเนียมดึงสังคมเข้าไปผูกมัดไว้กับศาสนาอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และโดยไม่รู้สึก

น.1080 ตัวอีกอย่างเดียวกัน. นี่แหละคือ มูลเหตุอันแท้จริงที่ก่อกำเนิดระเบียบศาสนา ต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่สังคมขึ้นในโลก นับตั้งแต่ยุคหินมาทีเดียว หากแต่ว่าอยู่ใน ระดับที่หยาบหรือต่ำ จนแทบจะดูไม่ออกเท่านั้น. เรื่องพระยาสมมติราช หรือ กษัตริย์องค์แรกในโลก ที่เป็นผู้ให้กำเนิดระบบศีลธรรม จริยธรรม. สำหรับ สังคมขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก (ที่มีอยู่ในบาญแผนกหรือคำปรารภของกฎหมายเก่า ทั่ว ๆ ไป) นั้น พระยาสมมติราชอาจจะเป็นมนุษย์ในยุคหินก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะเป็นเพียงระบบศีลธรรมที่ไม่เบียดเบียนกันทางกายเท่านั้น และตรงกันหมด ทุกยุคทุกสมัยมีมานมนาน จนไม่รู้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนหลักเกณฑ์ หรือความหมายมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ไม่ต้องมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาอีก เพราะไม่ มีอะไรจะต้องเพิ่มเติมให้มากไปกว่า ความซื่อตรง ความเมตตากรุณา ความรัก เพื่อนบ้านเสมอกับตนเองดังนี้ เป็นต้น นับว่าเป็นบรมธรรมของสังคม หรือที่ สังคมต้องการ เป็นสิ่งที่จะมีได้สูงสุดเพียงเท่านี้. ส่วน ความต้องการประโยชน์จากศาสนาของปัจเจกชน นั้น เปลี่ยน แปลงและก้าวหน้าได้เรื่อย ไม่หยุดยั้ง. ข้อนี้เองเป็นมูลเหตุ ทำให้พบความ หมายของคำว่า อหึสา หรือความไม่เบียดเบียนลึกลงไปจนกระทั่งถึงกับพบว่า ความเบียดเบียนที่น่ากลัวที่สุดนั้น คือความเบียดเบียนตนเอง โดยไม่ต้องมีบุคคล ที่ ๒ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย. ข้อนี้เป็นเหตุให้ค้นพบ ข้าศึกศัตรูทางนามธรรม หรือ ทางวิญญาณ ในภายในใจของตนเอง ว่านั่นแหละเป็นผู้เบียดเบียนที่ร้ายกาจที่สุด ในภายในตนเองก่อน แล้วยังเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดการเบียดเบียนจากภายนอก คือ จากบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง. ถ้าหากว่าข้าศึกในภายใน กล่าวคือ กิเลส ไม่มีแล้ว การเบียดเบียนหรือข้าศึกภายนอกจะมีไม่ได้เลย. กิเลสต่างหากเป็นตัว ก่อข้าศึกภายนอก การมองเห็นอย่างลึกซึ้งนี้ได้ดำเนินเรื่อยไป จนกระทั่งเกิดมี บุคคลประเภทพระพุทธเจ้า หรือผู้ที่สามารถกำจัดข้าศึกในภายในได้อย่างสิ้นเชิงขึ้น

น.1081 มาในโลก แล้วสอนกันสืบไป ทำให้เกิดหลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ว่า สันติภาพอันแท้จริง และควรต้องการอย่างยิ่งนั้น คือความไม่มีกิเลส เพราะกิเลสเป็นข้าศึกอย่างยิ่งนั่นเอง. ผู้ใดพ้นไปได้จากข้าศึกชนิดนี้ ผู้นั้นย่อมได้นามว่า "ผู้ไปพ้นแล้วจากข้าศึก" ซึ่งตรงกับคำบาลีว่า อริยะ (อริ = ข้าศึก + ยะ = ไป). คำว่า อริยะนี้ ก็เป็นคำที่ มีมาแล้วก่อนพุทธกาลเหมือนกัน. นี้ย่อมแสดงว่าคนได้รู้จักกิเลสกลัวกิเลสและ อยากพ้นจากกิเลสกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล หากแต่ว่าเพิ่งเป็นไปได้ถึงที่สุด จริง ๆ ในยุคที่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเท่านั้น แล้วก็ไม่มีหรือไม่อาจจะมีความคิด หรือการกระทำใดๆ ให้ยิ่งไปกว่านั้นอีก มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้. ความต้องการของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า หรือกับพุทธศาสนา นั้น จะระบุเจาะจงลงไปที่ความหมดกิเลส หรือความหมดข้าศึกในภายในโดยสิ้นเชิง นั่นเอง ไม่ควรจะมีอะไรมากไปกว่านั้น ! แต่แล้วเหตุการณ์ได้กลับกลายไปใน ลักษณะที่ตรงข้าม คือต้องการอะไร ๆ กันมากมายหลายอย่าง แต่ไม่มีใครคำนึง ถึงความหมดข้าศึกในภายใน หรือความหมดกิเลสนี้เลย. พวกชาวพุทธเองแม้ในเมืองไทย ก็หวังจะได้อะไร ๆ จากพระศาสนา ในทำนองขลังและศักดิ์สิทธิ์ เช่น ให้มีโชคดีร่ำรวย คลาดแคล้วจากศัตรู ซึ่งตน เองได้ก่อให้เกิดมีเพิ่มมากขึ้นอยู่ทุกวัน ดังนี้เป็นต้น; หาวัตถุศักดิ์สิทธิ์มาแขวนไว้ ที่คอจนคอแทบจะทนไม่ไหว โดยที่ไม่ทราบว่านั่นคืออะไร มีมูลมาจากอะไรและ เพื่ออะไร เป็นต้น. สิ่งที่ตนคิดว่าจะเป็นผู้ช่วยนั่นเองกลับกลายเป็นข้าศึกในภาย ในเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะเกิดมาจากความต้องการของเขาเอง ตลอดจน กระทั่งถึงพวกที่ใช้วิชาความรู้ทางธรรม หรือทางศาสนาเป็นเครื่องมือยังชีพ หรือ หาประโยชน์อย่างอื่นยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งกลายเป็นการเพิ่มจำนวนข้าศึกในภายใน ขึ้นอีก และแถมยังเพิ่มข้าศึกภายนอกขึ้นด้วยอย่างเดียวกัน. ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่อง ละเมอเพ้อฝันกันไปหมด ทั้ง ๆ ที่มีการลงทุนเพื่อกิจการนี้กันอย่างใหญ่หลวง;

น.1082 ไม่ได้รับผลอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา ได้รับแต่เพียงประโยชน์ทางสังคม บางอย่าง อย่างไม่คุ้มหรือพอคุ้ม ๆ กันกับวัตถุที่ใช้ลงทุนไปในกิจการนี้เท่านั้น; ไม่ได้รับผลกำไรที่เป็นเนื้อแท้หรือเป็นความมุ่งหมายอันแท้จริง ของพุทธศาสนา เลย เพราะเขาไม่ต้องการ เขาไม่รู้จัก หรือเขามีความต้องการที่ไม่ตรงจุดหมาย ของพุทธศาสนานั่นเอง. สำหรับ ชาวต่างประเทศหรือต่างศาสนานั้น เมื่อมีผลประโยชน์ อันขัดกัน ก็ศึกษาพุทธศาสนาเพื่อหาทางต่อสู้และทำลาย ไม่ใช่เพื่อผลอันแท้จริง ของพุทธศาสนาเลย. บางพวกก็เพื่อประโยชน์ทางวัตถุ เช่น จะได้มีความรู้ไป สอนเพื่อจะได้เป็นอาชีพ เป็นต้น กระทั่งเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองก็ยังมี. พวกที่เป็นนักศึกษาจัด ก็เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบทางวรรณคดี ทางศิลปะ ทาง วัฒนธรรม และทางปรัชญา เป็นต้น ซึ่งก็นับว่ายังไกลต่อร่องรอยของการกำจัด ข้าศึกในภายในกล่าวคือกิเลส เป็นอย่างมากอยู่นั่นเอง. ทีนี้ก็เหลืออยู่แต่พวกที่มี ความกลัว ที่กลัวว่าตัวจะไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ รวมทั้งกลัวจน ไม่รู้ว่ากลัวอะไร เป็นต้น ด้วย. สำหรับความกลัวนั้น กล่าวได้ว่า เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของการเกิด ขึ้นมาและการตั้งอยู่ได้ของศาสนาทั้งปวง รวมทั้งของพุทธศาสนาด้วย. พวก ที่กลัวอำนาจอันเร้นลับของผีสางเทวดารวมทั้งพระเป็นเจ้า เพราะได้รับการอบรม มาให้เป็นอย่างนั้น เขาก็ต้องการศาสนาเพียงเพื่อจะได้เป็นที่โปรดปรานของพระ- ผู้เป็นเจ้าเป็นต้น ทั้ง ๆ ที่พระเป็นเจ้าของเขาเป็นเพียงอวิชชาของเขาเอง. พวกที่ กลัวยาก กลัวจน กลัวโชคร้าย เป็นต้น ก็หันเข้ามาหาศาสนา เพื่อบนบาล เป็นเครื่องมือช่วยขจัดความกลัวเหล่านั้น ส่วน ความกลัวของพุทธบริษัทที่ แท้จริง นั้น คือกลัวความทุกข์ หรือกลัวการเบียดเบียนจากข้าศึกจากในภายใน

น.1083 โดยเห็นว่านี่แหละเป็นภัยที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าภัยใด ๆ หมด. มนุษย์เราพอสักว่าเกิด มาก็ได้ประสบภัยอันนี้แล้ว และได้ประสบอยู่ต่อไปจนตลอดชีวิต ถ้าหากว่าไม่ได้ คู่ปรับที่ถูกฝาถูกตัวกัน มาเป็นเครื่องมือกำจัดเสียให้สิ้นไป. เพราะเหตุฉะนี้เอง พุทธบริษัทที่แท้จริงก็ตาม หรือชาวต่างประเทศ ที่หวังจะได้รับผลจากพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงก็ตาม จงรีบสะสางปัญหาข้อนี้ แล้วมีความต้องการ ให้ถูกตรงตามจุดที่ควร ประสงค์มุ่งหมายของพุทธศาสนาเถิด จะประสบสิ่งที่โลกทั้งปวงต้องการ กล่าวคือสันติภาพอันถาวร ทั้งแท้จริงและถาวร โดยไม่ต้องสงสัยเลย. ทุกอย่างจะต้องมองเข้าไปข้างใน จะต้องค้นดูจากภายใน จะต้องลากเอาออกมาพิสูจน์และทดลองจากภายใน จนกระทั่งพบสิ่งที่เป็นต้นเหตุอัน สำคัญของข้าศึกทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอก ทั้งทางวัตถุและทางวิญญาณ แล้ว กำจัดมันเสียได้ด้วยอุบายอันฉลาด เป็นผู้ปราศจากความกลัวที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ได้โดยสิ้นเชิง ก็นับว่าเขาได้รับสิ่งสูงสุดที่พุทธศาสนามีให้ และท้าให้พิสูจน์ได้ว่า ไม่มีอะไรที่สูงยิ่งไปกว่า ในการที่จะสร้างสรรค์สันติภาพให้แก่ตนเองและผู้อื่น ทุกคนในโลก. (รูปภาพ)

น.1084 บับสมบูรณ์ เรื่อง ๗. หลักของการวางใจต่อพุทธศาสนา วันนี้จะได้กล่าวถึง หลักทั่วไปที่ควรจะทราบ อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งถ้าเข้าใจดีแล้ว จะช่วยให้เข้าใจพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ง่ายขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่เกิดความเข้าใจผิด อันทำให้เกิดความว้าวุ่น หรือหวาดกลัว ต่อการที่จะศึกษา และปฏิบัติพระพุทธศาสนาในขั้นสูง หรือขั้นที่จัดเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนานั่นเอง. เมื่อดูกันผิวเผินแล้ว ย่อมจะเกิด ความเข้าใจผิดว่า หลักของพระพุทธศาสนา เป็นไปในทางที่จะทำให้คนสิ้นหวัง เพราะในที่สุดพูดถึงแต่เรื่องสุญญตา อนัตตา หรือบอกว่าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้เป็นต้น. ชาวต่างประเทศที่เผอิญมาได้ยินได้ฟังดังนี้ หรือได้ศึกษาแต่เพียงบางตอน ที่ได้รับบอกเล่าว่า นี่แหละเป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนา ก็เกิดมีความเห็นไปว่า พุทธศาสนาเป็นหลักคิด ประเภทที่เพ่งเล็งในแง่ร้าย (Pessimistic)

น.1085 และยิ่งไปกว่านั้นอีก ยังแถมจัดให้เป็นพวก (Negative) ที่ปฏิเสธสิ่งทั้งปวงและ ในที่สุดก็ไม่ได้รับ ไม่ได้ถือเอาอะไรเลย แม้ที่สุดแต่ความว่าง. เมื่อชาวต่าง ประเทศเหล่านั้น มีความรู้สึกดังนี้ ความเห็นก็เดินไปผิดทาง หรือเดินไปในทาง ที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งไปทันที และที่เป็นไปมากก็คือ เป็นนัตถิก- ทิฏฐิ (Nihilism) ซึ่งทำให้เหมาเอาพุทธศาสนาว่า เป็นลัทธิเช่นนั้นไปด้วย ทั้ง ๆ ที่พุทธศาสนาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนัตถิกทิฏฐิ และจัดนัตถิกทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่ร้ายแรงถึงที่สุดชนิดหนึ่งด้วย. นี้เป็นสิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตและสังวรณ์ไว้ เพื่อ ปรับความเข้าใจอันถูกต้องกันสืบไป. สำหรับ ชาวไทยเรานั้น ก็มีส่วนแห่งความเป็นอย่างนั้นอยู่ด้วย เหมือนกัน แต่ว่าเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว แล้วก็ยอมรับเอาอย่างชื่นตาว่า เมื่อ พระพุทธองค์ทรงสอนเช่นนั้น มันก็เป็นเช่นนั้น; และเรายินดียอมรับ ทนสู้กับ มันได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะไม่พอใจก็ต้องพอใจ เพราะมีความเชื่อในพระพุทธองค์. ดังนั้นจึงตกอยู่ใน อาการของนัติถกทิฏฐิ อย่างลับ ๆ เงียบๆ หรือซ่อนเร้นอยู่ เพราะเข้าใจว่า เป็นความถูกต้องถึงที่สุดเสียแล้ว จึงไม่มีการศึกษา เพื่อทำความ เข้าใจอันถูกต้องสืบไป ดังนี้ก็มีอยู่เป็นอันมาก ตกอยู่ในภาวะที่หวังอะไรอยู่ อย่างลม ๆ แล้งๆ ไม่มีสาระอะไรเลย แต่ก็หวังอยู่ เพราะความเชื่อมั่นว่า นั่นเป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จะต้องเป็นของถูกต้องเสมอไป เพราะตน เกิดมาจากบรรพบุรุษที่นับถือพุทธศาสนา ไม่มีอิสระ ไม่มีความกล้า ที่จะวิพากษ์ วิจารณ์เหมือนชาวต่างประเทศ เลยตกอยู่ใน ภาวะมิจฉาทิฏฐิ ที่ซ่อนอยู่ใน พุทธศาสนา นั่นเอง และไม่มีใครค้นพบ หรือจับตัวมาประณาม ว่าเป็นมิจฉา- ทิฏฐิกลับจะได้รับความยกย่อง เป็นครูบาอาจารย์ด้วยซ้ำไป เพราะสอนเขาอยู่ถึง เรื่องที่เข้าใจยากนี้อยู่ทุกวัน ๆ แต่เมื่อกล่าวโดยเนื้อแท้ ก็เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ที่เห็น พุทธศาสนาเป็นลัทธิที่มองในแง่ร้าย ที่เรียกว่า Pessimistic หรือเป็นพวกปฏิเสธ สิ่งทั้งปวง ที่เรียกว่า Negative นั่นเอง.

น.1086 ส่วนอีกทางหนึ่งนั้น ได้แก่ พวกพุทธบริษัท ที่ไม่คงแก่เรียน หรือ ไม่อาจจะเรียนอะไรได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่สุด. พวกนี้มีแต่ศรัทธาและความ เข้มแข็ง ในการทำบุญให้ทาน เชื่อมั่นในบุญกุศลว่า มีผลเป็นความสุขความเจริญ ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า โดยไม่ต้องการคำอธิบายอย่างใดอีก. พวกที่ตกอยู่ใน สภาวะเช่นนี้ ย่อมมองหรือย่อมรู้สึกต่อพุทธศาสนา ในลักษณะที่ตรงกันข้าม คือ มองในด้านดี เป็น Optimistic และมองเห็นสิ่งที่จะได้รับตอบแทน อย่างชัดแจ้ง เปิดเผย เต็มไปด้วยการได้นั่นได้นี่ เป็นนั่นเป็นนี่ มีลักษณะเป็น Positive ไป; มีแนวทางเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ ไม่พึ่งเสียงใคร แต่ก็ไม่คัดค้านใคร เป็นอยู่ อย่างผาสุกไปพวกหนึ่งต่างหาก. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราควรจะมองลงไป ให้เห็นชัดว่า ลักษณะอาการดังที่กล่าวนี้มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ในทุก ๆศาสนา จะถือว่า เป็นลักษณะเฉพาะ ของพุทธบริษัทในพุทธศาสนานั้น หาถูกไม่. เป็นการตู่ กันเอง ระหว่างศาสนาต่อศาสนา มากเกินไป. เพราะฉะนั้น จักเว้นเสีย ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ คงเหลืออยู่แต่ปัญหาที่ว่า พุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นมีหลัก เกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ? พุทธศาสนาจะมีลักษณะ เป็นพวกที่มองในแง่ร้าย หรือพวกที่มองใน แง่ดีโดยส่วนเดียวนั้นไม่ได้ด้วยกันทั้ง ๒ อย่าง ซึ่งอาจจะกล่าวได้โดยง่าย ๆ ว่าเป็น พวกที่อยู่ตรงกลาง โดยที่สามารถมองเห็น สิ่งทุกสิ่งประกอบอยู่ด้วยคุณและโทษ แล้วแต่ว่าเราจะมองมันในแง่ไหน ที่ไหนหรือเวลาใด แต่แล้วก็จะไม่ยึดถือจนเกิด เป็นความดีใจขึ้น ในสิ่งที่เป็นคุณ และเกิดความเสียใจหรือทุกข์ใจขึ้นในสิ่งที่เป็น โทษ แต่จักเป็นผู้มีจิตว่าง หรือวางเฉยอยู่ได้ ในทุกสิ่งและทุกกรณี. ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่าการที่มองโลก เห็นเป็นแง่ดีหรือแง่ร้ายไปโดยส่วนเดียวนั้น ต้องจัดเป็น มิจฉาทิฏฐิ หรืออย่างดีที่สุด ก็เป็นการมองอย่างเด็กอมมือ คือเห็นอะไรเท่าที่ ตัวเห็น แล้วก็ว่ามันเป็นอย่างนั้นไปหมด รวมทั้งสิ่งที่ตัวยังไม่เคยเห็นอีกด้วย

น.1087 ฉะนั้นผู้ที่ให้ความเป็นธรรมแก่พุทธศาสนา อย่าได้กล่าวว่าพุทธศาสนาเป็นพวก ที่มองสิ่งทั้งปวง ในแง่ร้าย หรือในแง่ดีโดยส่วนเดียว แต่ประการใดเลย. แต่ พึงเข้าใจว่า พุทธศาสนามองสิ่งทั้งปวง ตามที่มันเป็นจริงอยู่อย่างไร ทั้งด้านนอก ด้านใน และด้านลึกที่สุด ซึ่งเป็นนามธรรม ให้เข้าใจตามที่เป็นจริง แล้วเกี่ยวข้อง กับสิ่งเหล่านั้นเท่าที่ควรจะเกี่ยวข้อง และในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ แต่ประการใด เลยเท่านั้น. ไม่มีอาการที่เรียกว่าติดในความดี หรืออึดอัดขัดใจเพราะความชั่ว ดังนี้เป็นต้น แต่ประการใดเลย ซึ่งจะปฏิบัติได้อย่างไรนั้นจะได้วินิจฉัยกันโดย ละเอียดข้างหน้า และพึงถือว่า นั่นแหละคือตัวหลักแห่งการปฏิบัติ ที่แท้จริงของ พุทธศาสนา. สำหรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า พุทธศาสนามีรูปเป็น Positive หรือ Negative นั้น ก็มีหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่ คล้ายกันอีกกับข้อที่ว่า พุทธศาสนาเป็น Pessimistic หรือ Optimistic ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง. พุทธศาสนาไม่ใช่พวก Negative คือไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ยอมรับว่าทุกๆ อย่างมี เพียงแต่ว่าทุก ๆ อย่างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวเราหรือของเรา ที่ ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเราหรือของเรานั้น มิได้หมายความว่าเราไม่มีอะไรหรือ ไม่รับอะไร ไม่ใช้สอยบริโภคสิ่งใด; เราคงมีอะไร หรือรับอะไร หรือบริโภค ใช้สอยสิ่งใด ไปตามที่ควรจะมีจะเป็น แต่ว่าในภายในใจนั้น ไม่มีการยึดถือว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตนของมัน หรือของใครเท่านั้น. ทั้งนี้ ก็เพื่อจะให้ได้รับสิ่งอีก สิ่งหนึ่ง คือความเย็นอกเย็นใจ เบากาย เบาใจ โดยประการทั้งปวงตลอดเวลาที่ เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง เรียกว่าเรารับมันไว้เพื่อมาเป็นบ่าวเป็นทาสเรา เพื่ออำนวยความสะดวกสบายเท่าที่จำเป็น ไม่ยอมรับรู้อะไรมากไปกว่านั้น ความมี จึงมีค่าเท่ากับไม่มี หรือ ความไม่มี มีค่าเท่ากับความมี แล้วแต่เราจะมองดูมันในแง่ ไหน. แต่ความสำคัญส่วนใหญ่นั้น เราจะยังคงเอาไว้แต่จิตใจที่ไม่หวั่นไหวไม่

น.1088 ทุกข์ร้อน หรือลิงโลดไป เพราะการได้การเสียไม่ว่าสิ่งใดหมด. จิตใจชนิดนี้ ไม่ต้องการที่จะรับ และไม่ต้องการที่จะปฏิเสธ จึงเป็นปกติอยู่ได้ พุทธศาสนา สอนให้เรามีจิตใจอย่างนี้ คือให้มีจิตใจเป็นอิสระอยู่เหนือการรับ และการปฏิเสธ โดยประการทั้งปวง ฉะนั้นจะจัดว่าเป็น Negative ก็ไม่ได้ เป็น Positive ก็ไม่ได้. เมื่อจัดเป็นอะไรไม่ได้โดยส่วนเดียว ก็จัดว่าเป็นสายกลางอยู่ดี หรืออยู่เหนือ การที่จะต้องเป็นทั้งสองอย่างนั้น ซึ่งเรียกว่าอยู่เหนือโลก หรือพ้นโลก ไม่หวั่นไหว ไปตามสถานะการณ์ทุกอย่างในโลก จึงอยู่เหนือความทุกข์ทุกอย่าง โดยประการ ทั้งปวง ทั้งในการคิด การพูด การทำ เพราะมีจิตเป็นอิสระจากกิเลสนั่นเอง. จริงอยู่ ที่คำอธิบายหลักพุทธศาสนา ส่วนมากเป็นไปในรูปซึ่งดู แล้วเป็นการปฏิเสธ คือจะกล่าวอะไร ๆ มันก็ไม่เหมือนกับที่เขาพูดเขากล่าวกัน อยู่ทั่วไป เป็นเหตุให้ต้องปฏิเสธสิ่งที่เขาพูดเขากล่าวกันอยู่ก่อนแทบทั้งหมด แต่ ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นเหตุผลว่า พุทธศาสนาเป็นลัทธิพวกที่ปฏิเสธ โดยเฉพาะ คือไปปฏิเสธว่า ไม่มีอะไรที่ควรสนใจหรือควรได้. ที่จริงนั้นพุทธศาสนายอมรับว่า สิ่งที่ควรสนใจ หรือควรได้นั้น มีอยู่โดยแน่นอน. สิ่งนั้นก็คือภาวะแห่งความ ไม่มีทุกข์เลย เป็นภาวะที่เกิดมาจากความไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น ว่าเป็นตัวเรา หรือของเรา ไม่ยึดมั่นแม้กระทั่งชีวิตเกียรติยศชื่อเสียง หรืออะไร ๆ ทั้งสิ้น ที่คนทั่วไปเขายึดถือกัน; ถ้ากล่าวอย่างสั้น ๆ ก็กล่าวว่า ได้แก่ความ ที่มีจิตเป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวงนั่นเอง และเรียกภาวะอย่างนี้อย่างสั้น ๆ ว่า ความ หลุดพ้น. เมื่อถามว่าหลุดพ้นจากอะไร ? ก็ต้องหมายความว่า หลุดพ้นจากทุกสิ่งที่ มาครอบงำ หรือมาทำจิตไม่ให้เป็นอิสระ. ความหลุดพ้นหรือความเป็นอิสระ ไม่มีลักษณะที่จะจัดเป็น Negative หรือ Positive ได้แต่ประการใดเลย. แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษากันเป็นพิเศษ จึงจะ

น.1089 เข้าใจได้ และเป็นเหตุให้เข้าใจได้ว่า พุทธศาสนาไม่มีลักษณะที่เป็น Negative หรือ Positive สืบไปอีกด้วย. การที่ชาวต่างประเทศหรือใครจะมาเหมาเอา พุทธศาสนาว่าเป็น Negative เป็นต้นไปนั้น นับว่ามีใจลำเอียงและกล่าวตู่พุทธ- ศาสนาโดยไม่รู้สึกตัวเป็นอย่างยิ่ง. เขาเคยชินแต่การมองสิ่งต่างๆ ใน ๒ ลักษณะนี้ เท่านั้น คือไม่เป็น Negative ก็ต้องเป็น Positive ไม่เคยหัดมองในลักษณะที่ลึก ไปกว่านั้น จนกระทั่งเห็นสิ่งทั้งสองนี้เหมือนกัน เป็นมูลเหตุแห่งความยึดมั่นถือมั่น และมีความทุกข์เท่ากัน แล้วก็มองพบสิ่งใหม่อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้าม และไม่เป็น ทางนำมาซึ่งความทุกข์เลย. อยากจะยกตัวอย่างสั้น ๆ ในเรื่องนี้ เปรียบเสมือนเด็ก ๆ ย่อมเห็นว่า กลางวันกับกลางคืนนั้นต่างกัน จนกระทั่งเขามีความรู้สึกต่อเวลากลางวัน อย่าง ตรงกันข้ามกับเวลากลางคืน เขาจึงมีปัญหาเรื่องกลางวันกลางคืนเกิดขึ้นจนแทบ จะแก้ไม่ไหว จนมีอาการที่มองเห็นเป็น Negative หรือ Positive. ที่นี้ถ้าจะมอง กันอย่างพุทธบริษัท ย่อมจะเห็นว่ากลางวันกับกลางคืนนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน คือเป็น เพียงกาลเวลาเท่านั้น แล้วเขาก็จะชะเง้อมองไปที่สิ่งอีกสิ่งหนึ่ง คือสิ่งที่มิใช่กาล เวลา ไม่เกี่ยวกับกาลเวลา อยู่เหนือการครอบงำของกาลเวลา สิ่งนั้นจึงไม่มี ลักษณะเป็นกลางวันหรือกลางคืน คือเป็น Negative หรือ Positive ไม่ได้. และ สิ่งที่เรียกว่า Negativity หรือ Positivity นั้น จะมีอยู่ได้ก็แต่ที่เกี่ยวกับกาล เวลา หรือสิ่งที่เป็นกาลเวลาเท่านั้น หาข้ามไปมีที่สิ่งนอกเหนือกาลเวลาได้ไม่ เพราะฉะนั้นคำสอนเรื่องพระนิพพาน หรือเรื่องสุญญตา อันเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือ ลเวลานั้น จึงไม่ควรถูกจัดว่า Negative หรือ Positive เลย. คนธรรมดาสามัญเคยชินกับความรู้สึกที่เป็น Negative หรือ Positive มากเกินไป และพร้อมที่จะจัดอะไร ๆ หรือรู้สึกต่ออะไร ๆ ว่าเป็น Negative หรือ Positive อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ พอมาได้ฟังเรื่องนิพพาน ได้ยินคำว่าไม่ ! ไม่ !

น.1090 อยู่มากทีเดียว ก็เลยจัดเป็นเรื่อง Negative ไปทั้งหมด ยิ่งเมื่อได้ยินคำว่าว่างเปล่า ซึ่งเป็นคำแปลที่ผิดของคำว่าสุญญตาก็ยิ่งเหมาเอาว่าเป็น Negative ถึงที่สุดไปเลย ทีเดียว ก็เลยจัดให้พุทธศาสนาเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งไป คือเป็นพวก Nega- tivism ซึ่งพุทธศาสนาถือว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งด้วย เท่า ๆ กันกับที่เห็นว่า เป็น Positive หรือ Positivism เพราะถ้ายังตกอยู่ภายในบ่วง หรือการครอบงำ ของความเป็น Negative หรือ Positive แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเป็นอิสระ หรือ หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้เลย. ความรู้สึกเป็น Negative หรือ Positive นั้นเป็น เพียงอุปาทานชนิดหนึ่งในบรรดาอุปาทานทั้งหลาย ซึ่งพุทธศาสนาต้องการจะกำจัดให้ สิ้นไปจากความรู้สึก จึงจะเรียกว่าเป็นผู้หลุดพ้น ไม่มีความยึดมั่นด้วยอุปาทานใน สิ่งใด ๆ โดยประการทั้งปวง. สรุปความว่า ผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา ทั้งในทางฝ่ายการศึกษา หรือในฝ่ายการปฏิบัติก็ตาม จักต้องเตรียมตัวให้เป็น ผู้ที่ สะอาดหมดจดจากโรคเรื้อรัง ของความคิดที่ว่า ถ้าไม่เป็น Pessimistic ก็เป็น Optimistic; หรือถ้าไม่เป็น Negative ก็เป็น Positive นั้นเสียก่อน; ให้มีจิตใจใหม่ ๆ พร้อมที่จะศึกษาสิ่งซึ่งไม่มีทางที่จะไปเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่จัดเป็นคู่ ๆ เหล่านั้นเลย. เมื่อเตรียมใจได้ดังนี้ ก็จะเป็นการสะดวกและง่ายดาย ในการที่จะเข้าถึงตัวแท้ของ พุทธศาสนา ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันสืบไป.

น.1091 ความต้องการของผู้ที่เข้า มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธ- เจ้าหรือพุทธศาสนานั้น ควรจะระบุเจาะจงลงไป ที่ความหมดกิเลสหรือ ความหมดข้าศึกในภายใน โดยสิ้นเชิงนั้นเอง ไม่ควรจะมีอะไรมากไป กว่านั้น ! จาก "ตัวกู-ของกู"

น.1092 บับสมบูรณ์ เรื่อง ๘. หลักของการเตรียมใจเพื่อต่อสู้กับกิเลส เมื่อได้กล่าวถึงการเตรียมใจ หรือเตรียมทิฏฐิ สำหรับที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนามาพอสมควรแล้ว ควรจะได้ทราบถึง การเตรียมกำลังใจ หรือกำลังความคิด และการกระทำไปเสียด้วยในคราวเดียวกัน. การเตรียมกำลัง ใจในที่นี้ โดยสรุป หมายถึงการทราบว่า เราจะต้องทำอะไร บ้าง โดยวิธีใด และมากน้อยเท่าไร หรือเตรียมในลักษณะ เช่นไร เป็นต้น. โดยส่วนใหญ่นั้น หลักพุทธศาสนาทั้งหมด หรือรวมกันทั้งระบบ ย่อมเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า Active คือคล่องแคล่วว่องไว พร้อมที่จะ ปฏิบัติงาน กล่าวคือต้องการบุคคลผู้ปฏิบัติที่เป็นพวก Active โดยส่วนเดียว, แต่ข้อนี้มีทางที่จะเข้าใจผิดได้มาก ซึ่งอาจจะทำให้เห็นเป็นพวก Passive ไปก็มี และบางพวกบางนิกายก็ได้ประดิษฐ์วิธีปฏิบัติขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นวิธีลัดหรือมีเทคนิค แปลกออกไป ผู้ที่เข้าใจไม่ทั่วถึงก็อาจจะเข้าใจผิด มองเห็นกลับตรงกันข้ามไปก็ได้.

น.1093 ที่กล่าวว่า โดยเนื้อแท้พุทธศาสนามีความหมายเป็นฝ่าย Active นั้น หมายความว่า ต้องเป็นฝ่ายกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายที่ถูกกระทำ และมีความ แคล่วคล่องว่องไว เหมาะสมที่จะกระทำเป็นอย่างยิ่ง จึงจะสำเร็จ. ข้อนี้ หมายความว่า ก่อนหน้านี้ เราจะเป็นฝ่ายที่ถูกกิเลสกระทำ; ทีนี้เราเข้ามาเกี่ยวข้อง กับพุทธศาสนา เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ให้เรากลายเป็นฝ่ายกระทำต่อกิเลส ดังที่มีคำกล่าวโดยอุปมาว่า มีพระขรรค์เพชรสำหรับประหัตประหารมารร้ายให้สูญ ไป หรือที่เราจะได้เห็นการเขียนเป็นภาพวีรบุรุษถือพระขรรค์ฟันคอยักษ์ใหญ่ให้ ขาดออกไป ดังนี้เป็นต้น ซึ่งมีความหมายว่า จักต้องเป็นฝ่ายกระทำ และเนื่อง จากงานนั้นเป็นงานยาก ต้องใช้สติปัญญาหรือปฏิภาณเป็นอย่างยิ่ง ต้องใช้ความ สุขุมรอบคอบ อ่อนไหวไม่ซึมเซาอย่างยิ่ง ซึ่งมีพระพุทธภาษิตตรัสอุปมาไว้ต่าง ๆ กัน : ข้อที่ต้องใช้ความฉลาดและเข้มแข็งนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า "เราต้องเป็น เหมือนควานข้างที่ฉลาด สามารถใช้ขอบังคับข้างที่ตกมันได้สำเร็จ" ข้อที่ต้องประคบ- ประหงมอย่างดีนั้น พระองค์ตรัสว่า "เหมือนกับนายช่างที่ทำลูกศร เหลาลูกศรได้ที่ แล้วขยันชุบน้ำมันลนไฟดัด ตัดแล้วคัดอีก-ดัดแล้วคัดอีก จนกว่าลูกศรนั้นจะตรงจน กระทั่งใช้การได้ : ถึงขนาดที่เรียกว่าสามารถยิงถูกเส้นผม หรือเส้นขนที่เป็นเป้า" ส่วนที่ฉลาดในเรื่องของทิศทางต่าง ๆ นั้น พระองค์ตรัสว่า "เราต้องทำตัว เป็น เหมือนชาวนาที่ฉลาดในการทำเหมือง หรือการชลประทาน" ตัวอย่างทั้งหมดนี้ ล้วน แต่เป็นอุปมาของงานอันประณีต ที่จะต้องทำต่อจิตที่ประกอบด้วยกิเลส เป็นเสมือน หนึ่งงานฝีมือที่ยากที่สุด ที่ละเอียดที่สุด ต้องการมันสมองที่เข้มแข็ง กล้าหาญ อดทน เฉลียวฉลาด สุขุมรอบคอบเต็มที่ จึงไม่มีทางที่จะเป็นการเซื่องซึม หรือเฉื่อยชา จนกระทั่งเป็นฝ่ายถูกเขากระทำ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า Passive ไปได้เลย. ทีนี้ สำหรับ ช่องทางที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด นั้น คนบางคน อาจจะเข้าใจไปว่า อยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ เสียก็ไม่มีทางที่จะขาดศีล หรือนอนอยู่ในมุ้ง

น.1094 ก็ไม่มีทางที่จะขาดศีล เรื่องการตบยุง เป็นต้น: หรือบางคนคิดไปว่าทำจิต เฉย ๆ ซึม ๆ ว่าง ๆ เสียก็เป็นสมาธิแล้ว; หรือบางคนอาจจะคิดว่า ถ้าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็เบื่อหน่ายอ่อนเพลียหมดเรี่ยวหมดแรงที่จะยึดมั่นถือมั่นอะไร ไปได้เอง คือเป็นนิพพานหรือเป็นความว่างไปในตัวมันเอง ดังนี้ เป็นต้น. นี้เรียกว่าช่องทางแห่งความเข้าใจผิด. ส่วนที่เกี่ยวกับลัทธินิกายที่แปลกออกไปนั้น บางนิกายเขามีคำกล่าวที่ บุคคลบางคนเข้าใจไม่ได้ และเข้าใจผิดเอาเอง. โดยเฉพาะเช่น นิกายเซ็นของ ฝ่ายมหายานบางแขนง ที่สอนจนสรุปได้เป็นหลักสั้น ๆ ว่า อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ปล่อยให้อะไรปรุงแต่ง จนเกิดความคิดขึ้นมาได้ นี่ก็จะเป็น ความว่าง หรือเป็นจิตเดิมแท้อยู่ในตัวมันเอง ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นช่องทางให้ คนเขลา ๆ เข้าใจผิดเป็นอันมาก. และบางพวกก็ไปไกลจนถึงกับว่า จงมองดูกิเลส ให้เห็นเป็นอนัตตา หรือให้ว่างจากตัวตนเสียเท่านั้น ก็หมดเรื่อง เพราะว่าเมื่อกิเลส เป็นของว่างเป็นอนัตตาไปแล้ว กิจที่ต้องทำเพื่อละกิเลสก็ย่อมไม่มีไปเองกลาย เป็นไม่ต้องทำอะไรอีกเหมือนกัน. ลักษณะเช่นนี้อาจจะทำให้บางคนเข้าใจผิดไป ว่า พุทธศาสนามีลักษณะเป็นฝ่าย Passive คือ อยู่นิ่ง ๆ หรือถึงกับซึมเซา คล้ายกับคนที่ไม่มีชีวิตไป ไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไรเลย ไม่ต้องการสิ่งใด. ความเข้าใจดังกล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ ไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริง เพราะเขาเข้าใจเอา เองอย่างผิด ๆ การกระทำทำนองอย่างที่กล่าวนั้น ไม่ใช่ศีล ไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่ ปัญญาในพุทธศาสนา. แต่ว่าอาจจะเป็นของพวกอื่น พวกใดพวกหนึ่งก็ได้. สำหรับฝ่ายพุทธศาสนาโดยตรงแล้ว จักต้องเป็นฝ่ายกระทำ และทำในลักษณะ อาการที่น่าดู น่าชมเชย น่าเลื่อมใส แค่ล่วคล่องว่องไวอย่างยิ่งเสมอไป เป็นที่ พอใจแก่ตัวเอง และผู้ที่ได้พบเห็นโดยเท่ากัน. ทีนี้ อยากจะย้อนไปวินิจฉัยกันถึง การกระทำที่จะพึงกระทำต่อกิเลส หรือต่อจิตที่ประกอบอยู่ด้วยกิเลส พอเป็นทางที่จะเข้าใจได้ต่อไปอีกตามสมควร

น.1095 และในลักษณะที่ว่าทำอย่างไรเสียหลักพุทธศาสนาทั้งในฝ่ายการศึกษาก็ดี และฝ่าย การปฏิบัติก็ดี จักต้องเป็นชนิด Active เสมอไป เพื่อสมส่วนกันกับการที่ ก่อน หน้านี้กิเลสเป็นฝ่ายกระทำต่อเรา แต่เดี๋ยวนี้เราจะเป็นฝ่ายกระทำต่อกิเลส อย่างเสมอ ต้นเสมอปลายตลอดไปทีเดียว. ข้อนี้อาจจะเข้าใจยากโดยหลักที่ว่าตนกระทำต่อตน แล้วมันจะทำได้อย่างไรกัน. แม้พระพุทธภาษิตที่ว่า "ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน และด้วยตน" ก็มีความหมายอย่างนี้. คำว่า "ตน" คำเดียวนั่นแหละ หรือตน ๆ เดียว นั่นแหละ เป็นได้ทั้งผู้กระทำ ทั้งผู้ถูกกระทำ และเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำอีก ด้วย. ผู้ที่ถือหรือยึดมั่นตาม Logic มากเกินไปอาจจะเข้าใจความข้อนี้ไม่ได้เลยก็ได้. แต่ในหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนานั้น เราต้องเตรียมตัวเพื่อการกระทำอย่างนี้จริง ๆ คือตนกระทำแก่ตน และกระทำด้วยตน. คนที่เป็นนักคิดหรือนักแย้งก็อาจจะ งงไป ว่ามันจะเป็น Active หรือ Passive พร้อมกันได้ที่ตรงไหน หรืออย่างไรกันหนอ. คนที่ฟังไม่ถูกยิ่งไปกว่านั้น อาจจะคิดไปว่ามันเป็นการฆ่าตนให้ตายด้วยตนเองเสีย แล้วกระมัง ก็จะมีความเข้าใจผิดต่อพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ถึงกับหันหลังให้ไป ทีเดียว หรืออาจจะประณามพุทธศาสนาว่า เป็นลัทธิที่บ้าบอลัทธิหนึ่งไปเสียเลย ก็ได้ เพราะความไม่เข้าใจของตนเอง เพราะการจับต้นชนปลายผิด ไม่รู้ว่าจะ ตั้งต้นที่ตรงไหน และไปจบลงอย่างไร และเพื่อผลอันใดในที่สุด. ที่พูดว่า ทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน นั้น เป็นคำกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน สำหรับจะใช้พูดกันในตอนแรก ๆ ด้วยโวหาร Positive เพื่อให้เกิดกำลังใจแก่ ผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นการกล่าวอย่างกล่าวความจริงชนิดที่เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ เพราะถ้ากล่าวอย่างความจริงก็ต้องกล่าวว่า ทำให้ "ตน" หมดไปเสียเลย ไม่มีอะไร เหลืออยู่เป็นตัวเป็นตนสำหรับจะยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป. แต่ถ้ากล่าวเช่นนี้ คนสามัญ หรือคนแรกศึกษาก็ย่อมไม่มีทางจะเข้าใจได้อยู่เหมือนกัน สู้กล่าวอย่างมีตัวมีตน แล้วทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตน ซึ่งเป็นการกล่าวอย่างสมมติสัจจะนั้นไม่ได้. แต่สำหรับ

น.1096 นักศึกษาที่แท้จริงนั้น ย่อมมีทางที่จะปรองดองกัน ให้คำกล่าวทั้งสองชนิดนี้ ลงรอยกันได้หรือเข้ากันได้. ข้อนี้หมายความว่า ตัวตนซึ่งเป็นกิเลส หรือเป็นของ กิเลสหรือประกอบอยู่ด้วยอวิชชานั้น เป็นสิ่งที่จะต้องถูกทำลายให้หมดไป. แต่ เรื่องซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจเช่นนี้ จะมีใครมาช่วยทำลายให้ใครไม่ได้ จักต้องทำลาย ด้วยตนเอง แต่ว่าเป็นตัวตนฝ่ายปัญญาหรือฝ่ายวิชชา ที่ค่อย ๆ เจริญงอกงามขึ้น มาจากการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ด้วยตัวตนที่ประกอบด้วยวิชชานั่นเอง. ดังที่ จะเห็นได้ว่า เมื่อโง่หลาย ๆ ครั้งเข้ามันก็เข็ดหลาบ หรือรู้จักฉลาดขึ้นมาได้เอง ทีละน้อย ๆ ไม่มากก็น้อยทุกคราวไป. อย่างนี้เรียกว่า ช่วยตนด้วยตน และเป็น ไปได้ในตัวมันเอง. ถึงแม้ว่าเราจะได้รับคำสั่งสอนมากมายหลายอย่างจากพระพุทธเจ้า เพื่อ การกระทำอันนี้ ใจความสำคัญมันก็ยังอยู่ที่เราต้องปฏิบัติเอง ต้องทำเอง ผลจึง จะเกิดขึ้นมาอย่างเดียวกันกับที่เกิดแก่เราตามลำพัง ในลักษณะที่จะทำลายอวิชชา ของเราได้จริง. หากแต่ว่าบางคราวมันเป็นไปได้เร็วจนกระทั่งเข้าใจผิดไปว่า ผลอันนี้เกิดมาจากพระดำรัสของพระพุทธเจ้าไปก็มี. ทั้งนี้เป็นเพราะความรู้และ ความเห็นแจ้งโดยประจักษ์ต่าง ๆ นั้น สะสมอยู่ในจิตใจของบุคคลผู้นั้นมากเพียงพอ พอเขาได้พึงคำแนะหรือคำสะกิดเพียงเล็กน้อย ความรู้ที่สะสมไว้ก่อนอันมากมาย นั้น สามารถทำหน้าที่ของมันได้ถึงที่สุด โดยโพล่งออกมาทีเดียว. แต่โดยเนื้อแท้ แล้วก็เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า ตนพึ่งตน หรือ ตนด้วยตน อยู่นั่นเอง ที่ทำให้ เกิดความสำเร็จประโยชน์อันนี้ขึ้นมาได้. เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ลักษณะที่เป็น Active ในกรณีเช่นนี้ มีอะไร ๆ พิเศษผิดไปจากธรรมดา หรือตามความหมายธรรมดาเป็นอันมาก หรือ มากอย่างที่ผู้ที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจมาแต่ก่อน จะถึงกับตื่นเต้นเอาทีเดียว คือว่าตน จะต้องเป็นฝ่ายกระทำ และทำแก่ตน และด้วยตน จนกระทั่งถึงกับว่า สิ่งที่เรียกว่า

น.1097 "ตน" นั้น ว่างไปในที่สุด และมีการสมมติเรียกว่า ตนหลุดพ้นแล้ว หรือตน บรรลุนิพพานแล้ว โดยที่ไม่มีความรู้สึกว่าตัวตนเหลืออยู่ในจิตใจ หรือในความ ยึดมั่นถือมั่นของจิตใจแต่ประการใดเลย. ทางที่ถูกนั้น เมื่อปฏิบัติขึ้นมาถึงขั้นนี้ แล้ว หาควรมีอะไรที่เป็นตัวตนไม่ ไม่ควรเรียกอะไรว่าเป็นตัวตนเลย แม้แต่ จะเรียกว่าตัวตนที่บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วก็ยังไม่ควร. สิ่งที่เหลืออยู่ในบัดนี้มีแต่จิต ที่เป็น Active ถึงที่สุดแล้วจริง ๆ เท่านั้น. ก่อนหน้านั้นถึงมันอยากจะเป็น Active ไปสักเท่าไร มันก็ Active จริง ๆ ไปไม่ได้ ได้แต่ดิ้นรนขวนขวายไปอย่าง เต็มความสามารถเท่านั้น ไม่เป็นอิสระจากกิเลสเลย. ลักษณะเช่นนี้ยังไม่ควรจะ เรียกว่า Active ถึงที่สุดเลย หรือแม้แต่จะเรียกว่า Active อย่างเพียงพอก็ยังไม่ควร เพราะมันยังมีสิ่งที่หุ้มห่อร้อยรัดพัวพัน หรือครอบงำอยู่โดยรอบด้านมากเกินไป เคลื่อนไหวไม่สะดวก และต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ และต้องซบเซาไปบ่อย ๆ อยู่เป็นประจำ หาความเป็นอิสระไม่ได้ ในการที่จะเป็น Active หรือมี Activity อย่างแท้จริงนั่นเอง. ครั้นจิตหลุดพ้นตามความหมายของพุทธศาสนาแล้ว จิตจึงจะ ประสบความเป็นอิสระ เมื่อเป็นอิสระแล้วย่อมจะเป็น Active ได้เต็มตามความ หมาย. ฉะนั้น โดยนัยที่กล่าวนี้เราควรจะกล่าวว่า การปฏิบัติตามระบอบนี้ จะต้องจัดต้องทำให้เป็น Active ไปตั้งแต่ต้นจนปลายทีเดียว เตรียมกายเตรียมใจ ให้เป็น Active พร้อมทั้งจัดสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องแวดล้อมทั้งทางกายและทาง จิตให้เป็นเช่นนั้นด้วย แล้วประกอบกรรมที่มีลักษณะเป็น Active อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะได้ชัยชนะ ได้ประสบผลเป็น Active ถึงที่สุด ซึ่งมีความหมายเป็นอิสรภาพ หรือความหลุดพ้นไป. นี่ทำให้เราเห็นได้ว่า ในการศึกษาและปฏิบัติพุทธศาสนานั้น เราต้องการความเป็น Active ยิ่งกว่าเรื่องใด ๆ หมด ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ และทางความคิดเห็น. ข้อนี้จะเป็นสิ่งที่ควรสนใจเพียงไร ผู้ที่สนใจในความหมาย ของคำว่า Active ควรจะได้พิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน.

น.1098 ในกรณีนี้เราถือว่า การกระทำใด ๆ ที่ทำลงไปด้วยอำนาจอวิชชานั้น ยังไม่ควรจะถือว่าเป็นการกระทำ เพราะยังไม่ทำให้เกิดผลที่ควรปรารถนา ยังมี ค่าเท่ากับไม่ได้กระทำ ฉะนั้น การกระทำไม่ว่าทางใด ๆ ถ้าเป็นไปตามอำนาจของอวิชชา แล้ว จักต้องจัดเป็น Passive ไปหมด แม้จะมีการเคลื่อนไหวอยู่อย่างชุลมุน ด้วย อำนาจของอวิชชานั้น. ทีนี้ถ้าหากว่า การกระทำใด ๆ มีวิชชาเป็นมูลฐาน แม้ว่าการกระทำนั้นเป็นการอยู่นิ่ง ๆ ก็ยังเรียกว่าเป็น Active อยู่ดี มันมีความหมาย เหมือนกับว่า ไดนาโมขนาดใหญ่แรงไฟสูง หมุนอยู่อย่างแน่วแน่เงียบกริบ แต่ มันมีอำนาจพอที่จะทำให้คนตายเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ได้ ในพริบตาเดียว. จิตที่มี Active ในทางธรรมะนี้ก็เหมือนกัน แม้จะไม่มีอาการเคลื่อนไหวที่แสดงให้เห็น แต่ก็มีอาการชนิดที่เรียกว่า Active อย่างยิ่งอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่ใครมองเห็นว่า มันนี่ และเงียบกริบ. ขออย่าได้เข้าใจไปว่าดูอาการนิ่ง ๆ เนือย ๆ แล้วจะเป็น Passive ไปเสียหมด. เมื่อเราเข้าใจ ความหมายของคำว่า Active ตามทางของพุทธศาสนา ดังนี้แล้ว ย่อมเป็นความสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น ในการที่จะเตรียมกำลังใจ เพื่อ ปฏิบัติงานที่เป็นการต่อสู้กับกิเลส ในลักษณะที่สรุปว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ด้วย การฆ่าหรือการทำลายตนให้หมดไปเสียด้วยน้ำมือของตน" ดังนี้. ถ้าประโยคนี้ ยังเป็นประโยคที่เข้าใจได้ยากอยู่เพียงใด ก็ขอให้ถือว่า นั้นเป็นมาตราส่วน หรือเป็น Ratio ของความเป็น Active ที่เราจะต้องมี หรือต้องสร้างขึ้น ในการที่จะเข้าถึงสิ่ง ซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. เราต้องกล้าพอ ต้องมีความพากเพียรพอ มีความ อดกลั้นอดทนพอ ได้สัดส่วนกันกับความเฉลียวฉลาด และความสุขุมรอบคอบ จริง ๆ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มี Activity อันเพียงพอแก่การนี้ และประสบความ สำเร็จได้ตามที่มุ่งหมาย. อย่าได้ถือว่าหลักธรรมะนี้เป็นของง่าย ๆ โง่ๆ สำหรับ บุคคลสมัยหลายพันปีมาแล้วแต่ประการใดเลย.

น.1099 สรุปความว่า จะมองดูกันในแง่ไหนก็ตาม ในเบื้องต้น หรือท่ามกลาง หรือเบื้องปลายก็ตาม พุทธศาสนาเองก็มีลักษณะเป็น Active และบุคคลที่จะ เข้าไปเกี่ยวข้องเก็บเกี่ยวผลจากพุทธศาสนานั้น ก็จะต้องมีลักษณะเป็น Active อย่างไม่มีทางที่จะยกเว้นแต่ประการใด ดังนี้. ขอแต่เพียงอย่างเดียว คืออย่าให้เป็น Active ของอวิชชาหรือกิเลสตัณหา ซึ่งไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไป และเป็นควัน กลุ้มไป ดังที่มีอยู่แก่โลกในปัจจุบันนี้; แต่ให้เป็น Active ของวิชชา หรือปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิที่จะเป็นไปแต่ในทางที่นำโลกไปสู่ความสะอาด สว่าง สงบ จริง ๆ เท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า Activity จึงจะเป็นสิ่งที่มีค่า สมกับมนุษย์แม้ในสมัย ปัจจุบันน ก็บูชากันอย่างยิ่ง ไม่แพ้บุคคลในยุคพุทธกาลเลย; ผิดกันแต่ว่า มันแยกทางกันเดิน คือ เดินไปสู่ความว่างหรือความวุ่น; อย่างที่ไม่มีทางที่จะ ลงรอยกันได้เท่านั้น. ขอให้เราชำระสะสางความหมายของคำว่า Active นี้ ให้เป็นไปอย่าง ถูกต้อง และบริสุทธิ์หมดจดจริง ๆ เท่านั้นก็พอแล้ว. นี่คือการเตรียมตัวเตรียม กำลังใจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไปอีก ในการที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา ดังที่จะได้ วินิจฉัยกันโดยละเอียดสืบไป.

น.1100 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๙. หลักสำคัญของพุทธศาสนาคือ “ตัวกู-ของกู” ในวันนี้ จะได้กล่าวถึง ความสับสน ในการ จับฉวยเอาหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ทั่ว ๆ ไป และ นับว่าเป็นอุปสรรคอันสำคัญ ของการที่จะเข้าถึงตัวแท้ของ พุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างประเทศ. แม้ในพุทธบริษัทชาวไทยเรา ก็ยังมีความสับสน เกี่ยวกับ เรื่องนี้ กล่าวคือ ต่างคนต่างถือเอานั่นนี่ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ธรรมะหมวดนั้นหมวดนี้ ว่าเป็นหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งในที่สุดมันก็ถูกไปทั้งหมด ไม่มีใครผิด แต่แล้วก็ไม่พ้น ที่จะเกิดความฟั่นเฝืออยู่นั่นเอง ไม่สามารถจะปฏิบัติธรรมะ ให้ประสบผลสำเร็จได้โดยถูกตรง และสม่ำเสมอตลอดไป มัวแต่แกว่งไปแกว่งมา และในบางกรณีก็แกว่งเสียตั้งแต่ต้น. ถ้าหากว่ามีการทดสอบดู ด้วยการออกหนังสือเวียนไปตามหมู่นักศึกษา หรือบัณฑิต เพื่อถามดูว่าอะไรเป็นหลักหรือหัวใจของพุทธศาสนา ก็จะได้รับ คำตอบที่แตกต่างกันมากมายหลายชนิด ซึ่งล้วนแต่ยืนยันว่า ของฉันถูกกว่าของ

น.1101 นอื่นทั้งนั้น มีอาการที่เรียกว่าตาบอดคลำช้างตัวเดียวกันหลาย ๆ คน แล้วก็เถียงกัน เพราะเขาคลำถูกที่ต่างๆกัน เกิดขึ้นได้แม้ในกรณีเช่นนี้ ซึ่งเมื่อกล่าวโดยที่แท้แล้ว ไม่ควรจะมีเลย เพราะว่าพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ชัดเจนแล้ว. แต่เนื่องจากความ ลึกซึ้งของพระพุทธดำรัส และความมากมายของพระคัมภีร์ที่เขียนกันขึ้นในชั้นหลัง ที่เขียนเพิ่มเติมอธิบายนั่นนี่ขึ้นเป็นอันมาก และแทรกความเห็นของตัวเองเข้าไว้ ด้วย พระคัมภีร์ทั้งหมดนั้น จึงเป็นเหมือนกับข้างที่ตัวใหญ่เกินไป คือเกินกว่าที่คน ตาบอดคนเดียวจะคลำมันได้ทั่วถึงทั้งตัวในคราวเดียว จึงได้เกิดมีการยึดถือหลัก พระพุทธศาสนาแตกต่างกันไปตามความถนัดของตัวเอง. อีกทางหนึ่งที่ทำให้เกิดการสับสนนั้น เนื่องมาจาก ความยึดมั่นถือมั่น ดั้งเดิมของบุคคลนั้น ๆ . เมื่อเขามีความเชื่อหรือความยึดมั่นอย่างไรมาก่อนเขา ก็คอยแต่จะจับฉวยเอาหลักพระพุทธศาสนาหลักใดหลักหนึ่ง ซึ่งที่แท้ก็เพียง แง่ใดแง่หนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งมาเป็นหลักสำหรับยึดถือ ในการค้นคว้าการ ศึกษา หรือการปฏิบัติสืบไป. เขาจะมองเห็นแต่เหลี่ยมหรือแง่หรือมุม ที่เข้า กันได้กับความรู้สึกหรือความเชื่อ ที่มีอยู่เป็นทุนเดิมของเขาเท่านั้น แล้วก็มักจะ มองข้ามส่วนอื่นไปเสีย เป็นเหตุให้จับเอาหลักที่แท้จริง ได้แต่เพียงข้างๆ คู ๆ และ จะเป็นได้มากแก่บุคคลที่ถือลัทธิศาสนาอื่นมาก่อน ดังที่ได้เคยวินิจฉัยไว้พอสมควร แล้วในการบรรยายครั้งก่อน; ซึ่งสรุปความว่า คนส่วนใหญ่มักจะศึกษาสิ่งที่แปลกๆ ใหม่ ๆ ออกไป เพียงเพื่อจะเอามาเป็นเครื่องสนับสนุนความคดเห็นของตัวเท่านั้น. ขืนทำอย่างนี้พุทธศาสนาก็มีให้เลือกมากมายหลายแง่หลายมุม จนกระทั่งเขางงไป หมด แล้วก็จับฉวยเอาส่วนที่ไม่ค่อยจะสำคัญไปเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะสิ่งที่เรียกว่า ทุนเดิมของเขาไม่มากพอ แก่การที่จะเป็นภาชนะรองรับพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น นั่นเอง. แม้ว่าจะมองดูกัน ในวงแคบแห่งพุทธบริษัทที่คงแก่เรียน ก็ยังมี อาการที่เรียกว่างง เพราะเหตุว่า มีแต่ความมุ่งหมายที่จะจับหลัก ของบุคคลที่ไม่รู้จัก

น.1102 ตนเอง ว่าตนต้องการอะไร มุ่งหมายที่จะได้อะไร ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่รู้ว่าตนต้อง การอะไร ข้อนี้คล้ายๆ กับคนๆ หนึ่ง เข้าไปในร้านขายของที่มีของสารพัดอย่าง แล้วตนก็เลือกซื้อเอาไม่ได้แม้แต่สักอย่างเดียว เพราะไม่รู้ว่าตนต้องการอะไร ทั้ง ๆ ที่ของดี ๆ ก็มีอยู่ครบทุกอย่าง; ขืนดูไปเลือกไปก็มีแต่จะเวียนหัว หรือถึงกับเป็นลม ล้มลงที่นั่นเอง. พวกที่เป็นมหาเปรียญเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ในทางพุทธศาสนา ก็มีอยู่มากมาย ต่างก็แย่งกันบอกผู้ฟังว่า นั่นนี่เป็นหลักพุทธศาสนาต่าง ๆ กัน ล้วนแต่เป็นความจริง เป็นสิ่งที่ถูกต้องและดี ๆ ทั้งนั้น จนผู้ฟังเวียนหัว แม้ที่ เป็นนักศึกษา หรือนักศึกษาชั้นเยี่ยมยอด เช่นชาวต่างประเทศก็ยังเวียนหัว แล้วนับประสาอะไรกับที่ทายกทายิกาคุณย่าคุณยายจะไม่เวียนหัว ฉะนั้นเป็นการ ถูกต้องอย่างยิ่งที่จะกล่าวว่า แม้กระทั่งวันนี้พวกเราชาวพุทธบริษัทก็ยังจับหลัก ไม่ได้ ว่าหลักของพุทธศาสนาที่แท้จริง และมีระบบเพียงสั้น ๆ นั้น มันว่า อย่างไร หรือมีรูปร่างอย่างไร. ที่เราเห็นได้โดยมากก็ได้แก่ หมวดธรรมที่สำคัญ ๆ เช่น หมวด อริยสัจจ์ หมวดมรรคมีองค์แปด หมวดไตรสิกขา หมวดว่าด้วยไตรลักษณ์ และ หมวดว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น; หรือหมวดที่ถือกันว่าเป็นหัวใจของ พุทธศาสนาจริง ๆ เช่น หลักสามประการที่มีอยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์ คือเรื่องไม่ให้ ทำชั่ว ให้ทำความดีทุกอย่าง และให้ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์หมดจดนั้น; ก็ล้วน ถูกมองกันไปคนละแง่คนละมุม เอาเข้ามาจับกันไม่สนิท ไม่ลงรอยกันได้ จนถึง กับเหลือเพียง หมวดเดียว ข้อเดียว หรือคำเดียว เป็นต้นเหตุให้ต้องฝากไว้ ทั้ง ๆ อย่างนั้น เลยกลายเป็น หมู่ของหลักที่ปักไว้มาก ๆ ดูสลอนไปหมด จนกระทั่ง พวกทายกทายิกาไม่รู้ว่าจะศึกษาเรื่องอะไรดี. ทั้งนี้ก็เพราะล้วนแต่ไม่รู้ว่าตัวเอง กำลังเป็นอะไร กำลังต้องการอะไร และจะไปทางไหน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ดูสลัว ไปหมด.

น.1103 วามสับสนอีกทางหนึ่ง ซึ่งควรจะได้รับการพิจารณาด้วย ก็คือการที่ ธรรมะบางหมวด เป็นถ้อยคำที่เข้าใจไม่ได้ เพราะเหตุว่าได้ถือเอา ความหมายของคำนั้น ๆ ผิด หรือถือเอาความหมายของคำเฉพาะบางคำผิด คือ ผิดไปจากความหมายที่แท้จริงหรือพุทธประสงค์เดิม เรื่องมันก็กลายเป็นสิ่งที่ค้าน กันอยู่ในตัวเอง. ยิ่งชวนฉงนมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีผู้เขียนคำอธิบายเพิ่มเติม มากขึ้นเท่านั้น; ยิ่งเขียนเพิ่มเติมมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งผิดไกลออกไปทุกที. แต่ เนื่องจากคำอธิบายใหม่ๆ นั้นฟังดูแล้วน่าฟัง หรือมีลักษณะเป็นนักปราชญ์มาก ขึ้นๆ คนที่ได้พบเห็นก็ยิ่งยือถือในคำอธิบายเหล่านี้กันอย่างเต็มที่ โดยมี ความหลงผิดไปว่า ยิ่งยาก ยิ่งเข้าใจได้ยาก นั่นแหละยิ่งดี หรือยิ่งเป็นหลักสำคัญ ของพุทธศาสนา. อาการดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นแก่เรื่องเช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็น ต้น จนกระทั่งเกิดคำอธิบายเรื่องนี้ เป็นเล่มสมุดขนาดใหญ่ เป็นคำอธิบายที่ได้รับ เกียรติอย่างยิ่งและนิยมศึกษากันแพร่หลายอย่างยิ่ง แต่ในที่สุดก็หาสาระอันใดไม่ได้ ในการที่จะใช้เป็นหลักปฏิบัติ ให้สำเร็จประโยชน์ตรงตามพระพุทธประสงค์เดิม ที่ได้ตรัสเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้. ถึงแม้คำอธิบายที่เรียกกันว่าอภิธรรม ก็ตกอยู่ ในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ แต่ไปได้กว้างไปได้ไกลกว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท เพราะ ว่ามีมากมายหลายเรื่อง แต่ละเรื่องก็มีความลึกซึ้งกันไปคนละแง่คนละมุม จน กระทั่งเหลือความสามารถของนักศึกษาที่จะเข้าใจมันได้อย่างทั่วถึง จนนำมาใช้ ปฏิบัติให้ผัาเร็จประโยชน์ไม่ได้ โดยไม่ต้องกล่าวถึงพวกทายกทายิกาคุณย่าคุณยายอีก ตามเคย. เนื่องจากได้พิจารณาเห็นอุปสรรคและลักษณะอาการต่าง ๆ ซึ่งเป็น เครื่องกีดขวาง ไม่ให้เราได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนา เพราะเหตุเพียง อย่างเดียว คือการที่จับหลักยังไม่ได้ คือยังไม่ได้หลักที่ชัดเจนแจ่มแจ้งสะดวก

น.1104 ที่จะเข้าใจและที่จะปฏิบัติ และเป็นเรื่องที่ตรงกันกับความนึกคิดของคนธรรมดา สามัญพอจะถือเป็นหลักได้จริง ๆ นั่นเอง จึงได้เกิดมีความคิดขึ้นว่า เราควรจะ ชำระสะสางปัญหาข้อนี้กันเสียที และให้ได้หลักที่ใช้ได้เป็นวงกว้างทั่ว ๆ ไป แก่ มนุษย์ทุกคนในโลก สำหรับจะได้ถือเอาเป็นหลักเพื่อปฏิบัติไปตามทางของเขาเอง หรือเพื่อจะมาอาศัยร่มเงาของคำว่าพุทธศาสนาก็ตาม ผลย่อมจะเป็นอย่างเดียวกัน เพราะว่าธรรมะในขั้นนี้เป็นของกลางของธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องจริยธรรมที่คน บัญญัติเอาเอง ตามสมควรแก่สถานะการณ์ที่แวดล้อมอยู่. แต่การที่จะทำอย่างนี้ได้ ก็ยังจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังในการที่จะรักษาหลักเดิม ๆ ไว้อย่างสมบูรณ์ ให้ลงรอย กันได้กับหลักทั่วไปทั้งหมด จนอาจจะเป็นที่ยอมรับสำหรับพวกพุทธบริษัทผู้คงแก่ เรียนทั้งหลายได้ด้วย และให้เข้าใจได้ง่าย ๆ แม้แก่พุทธบริษัทที่ไร้การศึกษา เพราะ ไม่อาจจะศึกษามากๆ ได้ เช่นทายกทายิกาหรือคุณย่าคุณยายเป็นต้นด้วย. เมื่อเป็นดังนี้ ย่อมจำเป็น ที่จะต้องมีการดัดแปลงการใช้ถ้อยคำเป็นต้น ให้เป็นคำธรรมดาสามัญที่อาจจะเข้าใจได้ทันทีสำหรับคนทั่วไป แต่ความหมายหรือ เนื้อความนั้น ยังเป็นเช่นเดียวกันกับที่มีอยู่ในพระคัมภีร์อันไพเราะ และมีโวหาร อันลึกซึ้ง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือให้ สามารถใช้เป็นหลักปฏิบัติได้ ทันทีโดยไม่ต้องมีการศึกษานั้นนี้ให้ยุ่งยาก แม้แก่คนที่มีการศึกษาน้อย กระทั่งคน แก่คนชราและคนเจ็บร่อแร่จวนจะตายอยู่แล้วก็ยังมีโอกาสที่จะเข้าใจได้ทัน เพราะ- ฉะนั้นถ้าหากว่า คำอธิบายต่อไปนี้จะแปลกจากที่เคยได้ยินได้ฟังไปบ้าง ก็อย่า ประหลาดใจจนถึงกับไม่อ่านเอาเสียเลย หรืออ่านอย่างไม่พินิจพิเคราะห์ เพราะ เข้าใจว่าเป็นการกล่าวเอาเองตามชอบใจมากเกินไป. ขอให้ยอมรับความตั้งใจของผู้ กล่าวว่า เป็นความจำเป็นที่จะต้องกล่าวในลักษณะเช่นนี้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของ โลก พุทธบริษัทเรานั่นเอง.

น.1105 หลักสำคัญที่สุดที่สรุปแล้วนำมายื่นให้นั้น มีอยู่เพียงสั้น ๆ ว่า เราไม่ ต้องศึกษาเรื่องอะไรเลย นอกจากเรื่อง "ตัวกู" และ "ของกู" เรายังไม่ต้อง คำนึงถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์; หรือคำนึงถึงข้อธรรมะชื่อนั้นชื่อนี้ หมวดนั้นหมวดนี้ แต่ประการใดเลย; รวมทั้งไม่ต้องคำนึงถึงประวัติความ เป็นมาของพระพุทธศาสนาใดๆด้วย. เป็นอันว่าจะต้องลืมเรื่องทั้งหมด ยังไม่ ต้องสนใจ; แต่มาเริ่มต้นศึกษาด้วยการศึกษาคำว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ซึ่ง เป็น คำภาษาไทยที่มีความหมายอยู่ในตัวมันเอง อย่างเพียงพอที่จะทำให้เข้าใจได้ ว่าหมายถึงอะไร และใคร ๆ ก็รู้จักมันดี. ถึงแม้ในภาษาต่างประเทศก็จะเป็นอย่าง เดียวกัน ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ความรู้สึกในใจซึ่งเป็นต้นเหตุผลักดันให้เปล่งวาจา เป็นคำสองคำนี้ออกมานั้น มันเหมือน ๆ กันหมดทุกชาติทุกภาษา และทุกยุค ทุกสมัย ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย. แม้ในภาษาบาลีจะมีถ้อยคำอันไพเราะใช้ว่า "อหังการ" และ "มมังการ" ก็ตาม มันก็ไม่มีความหมายอะไรผิดแปลกไปจาก การที่จะกล่าวด้วยภาษาไทยง่ายๆ สั้นๆ อย่างโสกโดก ว่า "ตัวกู" และ "ของกู" สอง คำนี้. เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนเล็งถึงความหมายของมัน กล่าวคือตัวความรู้สึกที่ กำลังมีอยู่ในใจ ที่ดลบันดาลให้คำสองคำนี้ถูกเปล่งออกมา แล้วให้ถือเป็นหลักว่า นี่แหละคือ ตัวการสำคัญที่เราจะต้องศึกษา จะต้องจัดการกับมันให้ถูกต้องให้เฉียบ ขาดที่สุด ความทุกข์ทั้งปวงจึงจะดับไป และได้รับผลทั้งหมดทั้งสิ้นของพุทธศาสนา. แนวทางที่จะต้องศึกษา นั้น ไม่อาจจะศึกษาได้จากหนังสือ ทั้ง ๆ ที่ในพระคัมภีร์เหล่านั้นมีกล่าวถึงสิ่ง ๆ นี้ทั่วไปหมด. แต่ว่าเราจะต้อง ศึกษาจากตัวมัน เอง คือศึกษาจากสิ่งที่เราเรียกว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" นั่นแหละ ต่อเมื่อเรา มองมันออกและเข้าใจมันได้แล้ว เราจึงจะเข้าใจข้อความในพระคัมภีร์ทั้งหมด ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ แล้วเห็นได้โดยประจักษ์ด้วยตนเองว่า ทั้งหมดนั้นมันตรงกัน กับที่เรามองเห็นได้ด้วยตัวเราเองต่อสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู หรือ ของกู" ฉะนั้น

น.1106 เป็นอันนอนใจได้ว่า เราเหวี่ยงพระคัมภีร์ทั้งหมดไปไว้เสียทางหนึ่งก่อนจะดีกว่า อย่ามัวไปกังวลเรื่องพระคัมภีร์อันมากมาย ซึ่งจะเป็นเครื่องตัดทอนกำลังใจของเรา ให้อ่อนเพลียลงไปเสียเปล่า ๆ เพราะความยุ่งยากอันมากมายของพระคัมภีร์เหล่านั้น. เรามุ่งเข็มการศึกษาค้นคว้าพินิจพิจารณาของเรา ตรงลงไปยังสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู- ของกู" อย่างเดียวเท่านั้น. แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า "ตัวกู-ของกู" นี้มันก็ยังมีแง่หรือมุมที่จะให้ศึกษา อย่างมากมายจนวนเวียนได้อีกเหมือนกัน เพราะ ฉะนั้นเราจะต้องฉลาดพอที่จะไม่ทำลายเวลาให้เสียไปด้วยการไปหลงศึกษาในแง่ใน มุมที่ไม่จำเป็น เราจะศึกษากันแต่ในแง่ในมุมที่เกี่ยวกับ "ความทุกข์" และ "ความ ดับทุกข์สิ้นเชิง" เท่านั้น. พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "แต่ก่อนมาก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ฉันบัญญัติ กฎเกณฑ์เฉพาะเรื่องอันเกี่ยวกับความทุกข์ และความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น" ฉะนั้นเป็นอันว่า เราจะจับฉวยเอาสิ่งใดขึ้นมาพิจารณาก็ตาม เราจะพิจารณากันแต่ ในแง่ของความทุกข์ และ ความดับทุกข์เท่านั้น ซึ่งเราพอจะเห็นได้ว่ามีอยู่ เพียง สองเรื่อง. เมื่อเป็นเรื่องของ "ตัวกู-ของกู" เราจะต้องพิจารณากันว่า "ตัวกู-ของกู" นี้มันทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้อย่างไร แล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไร ให้พอเหมาะ พอสมกับอัตตภาพของบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน ด้วยการศึกษา และการปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่ต่าง ๆ กันเป็นชั้น ๆ นับตั้งแต่ชั้นที่จะทำลาย ตัวกูอันชั่วร้ายเสีย ให้เหลือ อยู่แต่ตัวกูชนิดที่กล่าวได้ว่าเป็นชนิดดี แล้วค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปถึงชั้นที่จะบันเทา ความยึดถือในตัวกูชั้นดีนั้นให้น้อยลง ๆ คือ มีตัวกู หรือที่แท้ก็คือความเห็นแก่ตัวกู ชั้นที่นิยมกันว่าดีนั่นแหละให้น้อยลง ๆ ตามลำดับ จนกระทั่งถึงขั้นสุดท้ายคือไม่มี ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ชนิดใด ๆ เหลืออยู่ในใจอีกเลย เรื่องมันก็จบกัน เพียงเท่านี้ และเป็นการจบเรื่องหมดทั้งพระไตรปิฎก หรืออะไร ๆ ทั้งหมดใน พระพุทธศาสนา.

น.1107 แต่ว่าเรื่องเป็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ๆ โน้น ว่าเราอย่าได้ไปคำนึงถึง พระไตรปิฎกกันเลย อย่าไปคำนึงถึงชนชาตินั้นชาตินี้ นับถือศาสนานั้นนับถือ ศาสนานี้กันเลย; ปัดออกไปให้หมด ให้เหลืออยู่แต่ว่ามนุษย์ทุกคนทั้งโลกนี้มีจิตใจ อยู่แต่เพียงดวงเดียวเหมือนกันหมด คือจิตใจที่กำลังเต็มปรี่อยู่ด้วยความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. มันกำลังผลิตให้เกิดพิษสงอย่างไรขึ้นมาบ้าง ก็รีบหา ทางกำจัดมันเสียเท่านั้น ให้เป็นตัวกูที่สะอาดขึ้น หรือดีขึ้น จนกระทั่งไม่มีความ รู้สึกยึดถือว่า "ตัวกู-ของกู" อยู่ในตัวของมันเท่านั้นเอง แล้วโลกนี้ก็จะประสบ สันติสุขอันถาวร แม้ในส่วนปัจเจกชนทุกคนไปไม่ว่าจะอยู่ในสภาพเช่นไร ขอให้ เราตั้งสมมติฐานแห่งการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งหมดของเราเพียงว่าจะศึกษาเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ในลักษณะเช่นที่กล่าวนี้เท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่น มาเป็นเครื่องบั่นทอนสมรรถภาพของมันสมองลงแม้แต่นิดเดียว. แต่เพื่อเห็นแก่ ความวิตกกังวลหรือความบังคับตัวเองไม่ได้ของ บุคคลบางคน ในการที่จะวิตกกังวลว่า คำชักชวนดังที่กล่าวนี้ยังไม่เป็นที่ ไว้วางใจได้ คือเห็นว่ายังไม่พอที่จะศึกษาเพื่อเอาตัวรอดได้ ยังเป็นห่วงเรื่อง ต่าง ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมาอย่างไพเราะ เช่น เรื่อง อริยสัจจ์ เรื่องมรรค มีองค์แปด หรือเรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นต้นอยู่ เราก็ยังมี ทางที่จะปรับปรุงความ เข้าใจกันได้สั้นๆ ง่ายๆ เดี๋ยวนี้ ว่าไม่ต้องไปกังวลถึงสิ่งเหล่านั้น หรือเรื่องเหล่านั้น เพราะมันจะมารวมอยู่ในเรื่องเดียวกันนี้ กล่าวคือเรื่อง "ตัวกู-ของกู" นี้แหละ โดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ และโดยอัตโนมัติ คือเราไม่ต้องไปสนใจกับมัน มันก็มา รวมอยู่ในเรื่องนี้เอง. ตัวอย่าง เช่น เรื่องอริยสัจจ์นั้น เรื่องความทุกข์ก็คือสิ่งที่ตัวกูกำลังได้ รับเนื่องมาจากมีความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง; เรื่องสมุทัยนั้น ก็คือเรื่อง "ตัวกู-ของกู" โดยตรง แต่ไปมีชื่อเรียกอย่างอื่น. ส่วนเรื่องนิโรธ หรือ

น.1108 นิพพานนั้น เป็นเรื่องของการดับสิ้นลงแห่ง "ตัวกู-ของกู" โดยตรง, ส่วนเรื่อง มรรคมีองค์แปดนั้น คืออุบายวิธีที่จะกำจัด "ตัวกู-ของกู" จากตัวกูที่เลวมาเป็น ตัวกูที่ดี, จากตัวกูที่ดีมาเป็นตัวกูที่เบาบางลง ๆ จนกระทั่งดับสนิท คือว่างไป ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ปรากฏอยู่ในความรู้สึกเลย. นี้เป็นเครื่องชี้ ให้เห็นชัดๆ ว่า เรื่องอริยสัจจ์นั้นไม่ใช่เรื่องอะไรอื่น นอกไปจากเรื่องการเกิดขึ้น แห่งตัวกู และการดับลงแห่งตัวกูเท่านั้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่อง "ทุกข์" กับเรื่อง “ความดับทุกข์" เท่านั้น. สำหรับ เรื่องปฏิจจสมุปบาท นั้นเล่า ที่เป็นส่วนทฤษฎีนั้น ก็เป็น การบอกในส่วนทฤษฎีว่า ตัวกูมันเกิดขึ้นได้อย่างไร และดับลงไปได้อย่างไร หาก แต่ว่าเป็นการบอกอย่างละเอียด มันจึงมีคำพูดยืดยาวหลายขั้นหลายตอน ส่วนใน ทางปฏิบัตินั้น ก็มีแนวของการปฏิบัติที่ชี้ไว้ชัด เช่น การควบคุมผัสสะไม่ให้เกิด เวทนา หรือการควบคุมเวทนา ไม่ให้ปรุงตัณหา อันจะเป็นทางให้เกิดตัวกู เต็มรูปขึ้นมาเพราะต้นเหตุนั้น; และนี่แหละเป็น หลักปฏิบัติที่เป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนาโดยแท้จริง อันเป็นตัวเรื่องที่เราจะต้องวินิจฉัยกันอย่างละเอียดข้างหน้า. ในที่ นี้สรุปความแต่เพียงว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่องของอุบายวิธีที่ฉลาดหรือ แยบคายที่สุด ในการที่จะขจัดปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู” ให้หมดไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย. เพียงเท่านี้ก็พอที่จะเป็นเครื่องรับรองให้หายวิตกกังวล แก่คนขี้มักวิตกกังวลว่า ยังจะมีอะไรนอกจากนั้นหรือดีกว่านั้นที่จะศึกษาให้รู้อยู่ ร่ำไป แล้วก็ไม่อาจจะสนใจอย่างเต็มที่กับเรื่องเพียงเรื่องเดียวนี้ได้.

น.1109 " ความบริสุทธิ์สะอาดหมดจดจาก "ตัวกู-ของกู" นั่นต่างหาก คือองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง หรือพระ เป็นเจ้าที่แท้จริง คือเป็นที่พึ่ง ได้จริง .... "จ าก "ตัวกู-ของกู"

น.1110 บับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๐. ความสำคัญของ “ตัวกู-ของกู” ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความสำคัญของสิ่งที่ เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” ; และเป็นการตอบคำถามพร้อมกัน ไปในตัวว่า ทำไมจึงได้ยกเอาคำๆ นี้มาเป็นหัวข้อของเรื่อง ทั้งหมดที่เราจะศึกษากัน และขอร้องให้ศึกษาเพียงเรื่องเดียว ก็ยืนยันว่าพอแล้ว และเป็นการศึกษาพุทธศาสนาทั้งหมด ทั้งสิ้นพร้อมกันไปในตัว ซึ่งนับว่ามีความสำคัญที่น่าสนใจ หรือถึงกับตกใจ. ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” นี้ มีอยู่ตรงที่มันเป็น ต้นเหตุหรือเป็นตัวการแท้ของความทุกข์ทุกอย่างทุกประการ และทั้งหมด ทั้งสิ้น แต่ว่าก่อนที่จะรู้จักความสำคัญของมันนั้น เราควรจะได้รู้จักตัวสิ่งนั้นให้ชัด เจนเพียงพอเสียก่อน; เมื่อเรารู้จักสิ่งนั้นดี เราก็จะรู้จักความสำคัญของมันได้เอง.

น.1111 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ในที่นี้นั้น มีชื่อโดยภาษาบาลีว่า “ อหังการ " และ " มมังการ " แต่ชื่อเช่นนี้เป็น ชื่อเรียก ทางจริยธรรมหรือทางศาสนาใช้ ถ้าเป็นคำตามธรรมดาหรือคำทางจิตวิทยา จะเรียกว่า " อัตตา " และ " อัตตนียา " ก็ได้. อัตตา ก็แปลว่าตัวตน: อัตตนียา แปลว่า เนื่องด้วยตนหรือของของตนนั่นเอง. คำว่า อหังการ แปลว่าการกระทำว่าฉัน; มมังการก็แปลว่าการกระทำว่าของฉัน ถ้าความรู้สึกเป็นไปรุนแรง ก็มีความหมาย เท่ากับคำในภาษาไทยว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ด้วยกันทั้งนั้น. ฉะนั้นขอให้ถือว่า จะกล่าวว่า "อัตตา" หรือ "อัตตนียา" ก็ตาม; จะกล่าวว่า "อหังการ" หรือ "มมังการ" ก็ตาม ย่อมหมายถึงสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู” ในที่นี้ด้วยกัน ทั้งนั้น. และพึงเข้าใจไว้ทีก่อนว่า เป็นเรื่องของนามธรรม ฉะนั้นจึงเป็นเพียง ความรู้สึกทางจิตหรือภาวะทางจิตอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง หาได้มีตัวมีตนเป็นชิ้น เป็นก้อนอย่างวัตถุแต่ประการใดไม่. ที่นี้ เราจะลองนึกไปถึง คำในภาษาอื่นซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี บ้างว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู” นี้ เขาเรียกกันว่าอะไร. ในวงของจริยธรรม หรือปรัชญาทั่วไป รู้จักกันด้วยคำในภาษาลาตินว่า Ego ซึ่งคำ ๆ นี้แปลว่า Self หรือตัวตน; และคำอีกคำหนึ่งของชาวกรี๊กว่า Centrikon ซึ่งเป็นคำที่ มีความหมายตรงกับคำ Ego ของลาติน แต่คำ ๆ นั้นแปลว่า Center หรือ ศูนย์กลาง. นี้ทำให้เราเห็นได้ชัดทีเดียวว่า คำว่า Ego นั้น ตรงกับคำว่า "อัตตา" ของภาษาบาลีโดยแท้ และความหมายของคำว่า Centrikon ของชาว กรี๊กนั้น ก็เล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน คือสิ่งที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางหรือเป็นใจกลาง ของคนเรา ซึ่งชาวอินเดียเรียกมันว่า "อาตมัน" หรือ "อัตตา" นั่นเอง; หรือที่ชาวบ้านชั้นต่ำเรียกมันว่าวิญญาณ ว่าจิต ว่าเจตภูต ดังนี้เป็นต้น, ล้วนแต่ ถูกถือว่าเป็นศูนย์กลางแห่งอัตภาพของคนเรานี้ทั้งนั้น ฉะนั้นเราจึงได้ความหมาย

น.1112 จากคำเหล่านี้ว่า คนเรามีสิ่งนี้เป็นตัวตนหรือเป็นศูนย์กลาง เพื่อไม่ให้ไปถือเอา ตัวตนที่ร่างกาย หรือที่เปลือกนอกเป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึงความรู้สึกที่เป็นการยึดถือตัวตน หรือการเห็นแก่ตนอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า Egoism. คำ ๆ นี้ ตามความหมายทางจริยธรรม หมายถึงความเห็นแก่ตน ซึ่งเป็นกิเลสอันน่ารังเกียจ. แต่ถ้าเป็นความหมายทางจิตวิทยาธรรมดา ก็หมายเพียง ความรู้สึกที่เป็นเหตุให้คนเราทำอะไรลงไป เพราะหวังจะได้อะไรที่เป็นประโยชน์ แก่ตน ซึ่งเป็นความรู้สึกของสามัญสัตว์ตามธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นคำว่า "ตัวกู" และ “ของกู" ในที่นี้ควรถือว่ามีความหมายตรงกับคำว่า Egoism ตามทางจริยธรรม เท่านั้น. ผู้ที่ทราบความความหมายของคำว่า Ego หรือ Egoism ดีอยู่แล้ว ย่อม ทราบความมุ่งหมายที่ต้องการจะกล่าวด้วยถ้อยคำว่า "ตัวกู" และ "ของกู" นี้ได้ ทันทีและได้เป็นอย่างดี. และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมองให้เห็นชัดว่า สิ่งเหล่านี้เป็น เพียงความรู้สึกของจิต หรือภาวะของจิตในลักษณะหนึ่งซึ่งถูกปรุงขึ้นมาด้วยสิ่งซึ่ง ปรุงแต่งหรือแวดล้อมจิต. หรือบางพวกอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นตัวจิตเสียเลยก็แล้ว แต่เขาจะเรียก. ข้อสำคัญขอแต่ให้รู้จักสิ่ง ๆ นี้ก็พอแล้ว. สำหรับพุทธศาสนานั้น หาได้เรียกสิ่งนี้ว่าจิตไม่ เป็นเพียงกิเลสที่เกิด ขึ้นครอบงำจิต และมีคำบัญญัติเฉพาะเพื่อเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “เจตสิก" แต่ว่า เจตสิกนั้นไม่ตั้งอยู่ในฐานะที่จะเป็นเจ้าของเรื่อง ตัวสิ่งที่เรียกว่าจิตต่างหากตั้งอยู่ ในฐานะเป็นเจ้าของเรื่อง เมื่อจิตถูกเจตสิกชนิดใดปรุงแต่งหรือครอบงำแล้ว จิตก็เปลี่ยนรูปไปตามลักษณะของเจตสิกนั้น ๆ เหมือนอย่างว่าลิงตัวหนึ่ง เราจะ แต่งตัวให้มันด้วยเครื่องแต่งตัวแบบไหน เราก็ดูเป็นลิงแบบนั้น เช่น เป็นลิงฝรั่ง หรือลิงจีนไปทันที. เพราะฉะนั้นคำว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" ในที่นี้ จึงหมายถึง จิตที่กำลังถูกครอบงำอยู่ด้วยอหังการ และมมังการ หรือ Egoism นั่นเอง แต่เรา เอาคำ ๆ นั้นมาเป็นชื่อของจิตในที่นี้. เพราะฉะนั้นเมื่อจะกล่าวให้ชัดหรือให้ตรง

น.1113 ลงไป ก็จำเป็นที่จะต้องกล่าวว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ในที่นี้นั้น หมายถึงจิตที่ กำลังกลัดกลุ้มอยู่ด้วยอหังการและมมังการ กล่าวคือความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวและของ- ของตัว และกำลังดิ้นรนทุกอย่างเพื่อจะทำตามนั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงศีลธรรมหรือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ. เราจะต้องศึกษามันต่อไป ว่ามันเป็น ต้นเหตุหรือ ตัวการเพียงอย่างเดียว ที่บันดาลให้ความทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นในโลกนี้ จนกระทั่งทำให้ มนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องมีวัฒนธรรม และศาสนาอย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ จริงหรือไม่. เมื่อเราได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" มาโดยสังเขป ดังนี้แล้ว ย่อมสามารถที่จะพิจารณาถึงความสำคัญของสิ่งๆ นี้ได้ ซึ่งเราจะได้วินิจฉัย กันสืบไป. เมื่อกล่าวให้แคบเข้ามา สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู๋" นี้ มีชื่อเฉพาะเป็น ภาษาบาลีว่า " อุปาทาน" คำ ๆ นี้แปลว่าความยึดมั่นถือมั่น เป็นความยึดมั่นถือมั่น ทางจิตใจ เช่นยึดมั่น เบญจขันธ์ คือร่างกายและจิตใจรวมกันว่าเป็น "ตัวกู" และยึดมั่นถือมั่นสิ่งที่ถูกใจที่จะเกี่ยวข้องด้วยว่า "ของกู" ดังนี้ก็มี; หรือที่ละเอียด ลงไปกว่านั้นก็ยึดถือเอาจิตส่วนหนึ่งว่าเป็น "ตัวกู" แล้วยึดถือเอารูป ร่างกาย เวทนา สัญญา สังขาร สี่อย่างนี้ว่าเป็น "ของกู" ดังนี้ก็มี; ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ ความรู้สึกซึ่งเกิดมาจากการศึกษา หรือความรู้ความเข้าใจตามที่มันได้รับการอบรม มาอย่างไร. แต่เมื่อกล่าวโดยใจความแล้ว ย่อมเหมือนกันทั้งสิ้น กล่าวคือ มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็น "ตัวกู" หรือ "ของกู" นั่นเอง. ทั้งนี้แล้วแต่ว่าในคราวไหนมันจะได้ไปยึดมั่นในสิ่งใด และสิ่งนั้นอำนวยให้ยึดโดย ความเป็น "ตัวกู” หรือให้ยึดโดยความเป็น "ของกู" นั่นเอง; และเราเรียก ความยึดมั่นถือมั่นนี้ว่า "อุปาทาน" ด้วยกันทั้งนั้น. และอุปาทานนี่เอง เป็นตัวเหตุ ตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์เพียงอย่างเดียว.

น.1114 หลักที่เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่อยู่ในรูปของ พุทธภาษิต มีว่า "เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์" ดังนี้; ใจความสำคัญมีอยู่ว่าเบญจขันธ์ คือร่างกายจิตใจของ คนเราที่กำลังถูกอุปาทานว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู" เข้าสิงอยู่เท่านั้น จึงจะเป็น เบญจขันธ์ที่ เป็นทุกข์ คือแสดงอาการที่ทนยากแก่บุคคลนั้น และแสดงอาการ ที่น่าเกลียดน่าเอือมระอาแก่บุคคลที่ได้พบเห็นทั่วไป. ส่วนเบญจขันธ์ที่กำลังว่างจาก อุปาทานยึดครองนั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่. ยังไม่จำเป็นจะต้องกล่าวถึงเบญจขันธ์ ของพระอรหันต์ เอาแต่เพียงเบญจขันธ์อย่างบุคคลธรรมดาสามัญนี่แหละ ในขณะ ที่ไม่ถูกอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" เข้าสิง ก็หาได้เป็นทุกข์แต่ประการใดไม่ แม้ว่า ร่างกายจะกำลังถูกเชือดเฉือนอยู่ หรือจิตใจกำลังมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาทำทรมานอยู่. ถ้าเผอิญอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว อาการแห่งความทุกข์ก็หา มีไม่. ในทำนองที่ตรงกันข้าม หากว่าร่างกายของเขาก็ไม่ถูกเบียดเบียนเลย จิตใจ ของเขาก็ไม่มีอะไรมาทรมานเลย แต่ถ้าเขาเกิดมีการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น ขึ้นมาเท่านั้น อาการแห่งความทุกข์ก็ปรากฏออกมาทันที. ฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าว ได้ว่าต้องมี "ตัวกู" และ "ของกู" เข้ามาเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอไป ความ ทุกข์จึงจะเกิดขึ้นได้. สำหรับกรณีของพระอรหันต์นั้น ความทุกข์ไม่อาจจะเกิด เพราะ เบญจขันธ์นั้นไม่ถูกยึดถืออยู่ด้วยอุปาทาน และไม่อาจจะถูกยึดถืออีกต่อไป เรา เรียกกันว่าเบญจขันธ์บริสุทธิ์ คือเบญจขันธ์ล้วนๆ ไม่มีอุปาทานประกอบอยู่ หรือเจืออยู่ หรือปนอยู่ในร่างกาย และจิตใจนั้น หรือในทุก ๆ ขันธ์ทั้ง ๕ ขันธ์ นั้นเอง. สำหรับร่างกายแท้ ๆ ล้วน ๆ นั้น ไม่ว่าของใครหมดย่อมบริสุทธิ์และไม่ เป็นทุกข์อยู่เองแล้ว; แต่สำหรับจิตหรือใจนั้น ถ้าจิตหรือใจของใครมีอาสวะ หรือ กิเลสครอบงำอยู่ เช่นมีอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" สิงอยู่ จิตนั้นก็เศร้าหมอง ไม่เป็นอิสระ คือไม่หลุดพ้นจากการครอบงำของสิ่งที่เป็นความเศร้าหมองนั่นเอง

น.1115 ฉะนั้น คำว่าบริสุทธิ์หรือหลุดพ้น จึงหมายถึงหลุดพ้นจากสิ่งเศร้าหมอง คืออุปาทาน ว่า "ตัวกู” "ของกู" นี้โดยตรง. แม้ว่ามันจะได้ไปยึดในสิ่งต่าง ๆ กันก็อย่างก็ ตาม หรือยึดด้วยอำนาจอะไรก็ตาม มันก็คือสิ่ง ๆ เดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้นจึงมี พระพุทธภาษิตว่า "สัตว์ทั้งหลายย่อมหลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน" ดังนี้. ซึ่งมีใจความสั้น ๆ ว่า ถ้ายังมีอุปาทานก็ยังไม่พ้นจากบ่วงของ ความทุกข์. สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ในที่นี้นั่นแหละตั้งอยู่ในฐานะเป็นบ่วง ทุกข์ ที่คล้องหรือร้อยรัดผูกพันสัตว์ทั้งหลายอยู่. เราตัดบ่วงนี้ให้ขาดไม่ได้อยู่ เพียงใด เราจะต้องทนทุกข์อยู่เช่นนั้นไม่ว่าในกรณีเช่นไร คือว่าจะเป็นปัจเจกชน หรือจะเป็นมวลชนก็ตาม ฉะนั้นเราควรจะมองให้เห็นความสำคัญ หรือความ เป็นตัวการสำคัญในทางที่จะทำให้เกิดความทุกข์ไม่มีหยุด ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู- ของกู" ในที่นี้. สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า "วิมุติ" นั้น คำ ๆ นี้แปลว่าความหลุดพ้น และเป็น วัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ดังพระพุทธภาษิตตรัสเป็นใจความว่า "พรหมจรรย์นี้มิได้มีลาภสักการะเสียงสรรเสริญ เป็นอานิสงส์, มิได้มีกามสุขในสวรรค์เป็นอานิสงส์, มิได้มีการเข้าถึงความเป็น อันเดียวกับพรหมในพรหมโลกเป็นอานิสงส์ แต่ว่ามีวิมุติเป็นอานิสงส์" ดังนี้. ดังนั้นวิมุติในที่นี้ก็หมายถึง ความหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของลาภสักการะ เสียงสรรเสริญ, ของกามสุขในสวรรค์, ของความน่าปราถนาในความได้เป็น พรหมในพรหมโลกเหล่านั้นนั่นเอง. ทีนี้เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียก ว่า "ตัวกู - ของกู" นั่นแหละ เป็นตัวการที่นำไปสู่ลาภสักการะเสียงสรรเสริญ, สู่กามสุขในสวรรค์, หรือสู่ความเป็นพรหม คือเป็นสัตว์อันสูงสุดและใหญ่ยิ่ง เพราะมันเป็นความรู้สึกที่อยากได้ อยากเป็น อยากเอา ตามที่มันเห็นว่า น่าได้ น่าเอา น่าเป็น อยู่เสมอไป. ถ้ามีการได้ การเอา การเป็น ด้วยอุปาทานนี้อยู่ เพียงใดแล้ว ความทุกข์ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้อยู่เสมอไป. ต่อเมื่อเอาอุปาทานนี้ ออกไปเสียก่อนแล้ว การได้ การเอา การเป็นชนิดไหนก็จะไม่เป็นทุกข์.

น.1116 ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ อย่างหนึ่งมันเป็นการได้ การเอา การเป็น ด้วยอุปาทาน; อีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นการได้ การเอา การเป็นด้วยสติปัญญา ไม่มีอุปาทาน; และคำว่า "สติปัญญา" ในที่นี้ หมายถึงสติปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่ สติปัญญาชนิดที่อุปาทานลูบคลำเล่นได้ และลูบคลำอยู่ได้เสมอไป ดังเช่นสติ ปัญญาของสัตว์ธรรมดาทั้งหลายในโลกปัจจุบันนี้ แม้ที่ถือกันว่ามีการศึกษาก้าวหน้า เจริญที่สุด แต่สติปัญญาของเขากลับจมดิ่งอยู่ภายใต้อำนาจของอุปาทาน หรือสิ่งที่ เขาเรียกมันว่า Egoism นั่นเอง. เขากลับจะตามใจมันหรือบูชามันไปเสียอีก แล้วสติ ปัญญาของเขาจะเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์สะอาดหมดจดได้อย่างไร ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สติ ปัญญาตามความหมายของพุทธศาสนา. เขาไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการควบคุม ของสติปัญญา แต่ไปมีชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของอุปาทานว่า "ตัวกู - ของกู" นี้อยู่เสมอไป บรรยากาศของโลกสมัยนี้จึงมีแต่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" กลุ้มอยู่ทั่วไปหมด และเข้มข้นมากขึ้นทุกที ๆ นั่นแหละคือพิษสงของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" และเป็นปัญหาที่น่าอันตรายอย่างใหญ่หลวงที่โลกกำลังประสบอยู่ ถึงกับทำให้นอนตาหลับไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อวดอ้างอยู่ว่าอะไร ๆ ก็เจริญ การศึกษา ก็เจริญ ประดิษฐกรรมและอุตสาหกรรมก็เจริญดังนี้เป็นต้น. ความทุกข์ยากที่ทรมานอยู่ทางด้านจิตด้านวิญญาณในโลกสมัยนี้ เขาสลัด ให้พ้นออกไปไม่ได้ก็เพราะอำนาจของสิ่งนี้สิ่งเดียวคือสิ่งที่มีชื่อว่า "ตัวกู - ของกู" ในที่นี้นั่นเอง; ฉะนั้นแม้ว่าโลกสมัยนี้จะได้ทำตนให้มี Activeness มากขึ้นเท่าใด, Activeness เหล่านั้น ก็มีแต่จะพาให้ไหลไปสู่สังสารวัฏฏ์ คือความทุกข์ที่มีซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีส่วนที่จะไหลไปใกล้นิพพาน กล่าวคือ สันติภาพอันแท้ จริงและถาวรได้เลย; มีแต่จะยิ่งห่างออกไป ๆๆ จากสันติภาพนั้น ฉะนั้นเราจะ เห็นได้ว่า กรรมนียภาวะ หรือ Activity ของโลกเราสมัยนี้ มีแต่จะกลายเป็น มิจฉากรรมนียภาวะ หรือ Wrong Activity ไปเสียแล้ว แล้วเราจะปรารถนามัน ไปทำไมกัน. จงเอาสิ่งที่เรียกชื่อว่า "ตัวกู-ของกู” ในที่นี้ออกไปให้พ้นเสียก่อน โลกนี้จึงจะมีสัมมากรรมนียภาวะ หรือ Right Activity ที่พึงปรารถนา.

น.1117 นี่แหละ คือความสำคัญใหญ่ยิ่งที่ควรศึกษาเกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู " ที่นับว่าน่าสนใจ หรือถึงกับน่าตกใจดังที่กล่าวแล้ว และขอร้องให้ถือว่าเป็น หัวข้อเพียงหัวข้อเดียว สำหรับการศึกษาพุทธศาสนาของคนทุกคน ในฐานะที่เรียกได้ว่า เป็น บทเรียนสากล โดยไม่ต้องมีการจำกัดว่าเป็นพุทธศาสนา หรือเป็นศาสนาไหน หมด เพราะว่าสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้นในสากลจักรวาล ย่อมมีปัญหาอย่างเดียว กัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน ในลักษณะเช่นนี้ทั้งนั้น ไม่มีผิดแปลกแตกต่างกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติอะไร อยู่ที่มุมโลกไหน หรือกำลังถือศาสนาอะไร. โลก ทั้งหมดกำลังเดือดร้อนเพราะ "ตัวกู่" ตัวเดียวกันนี้.

น.1118 บับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๑. ดับ “ตัวกู-ของกู” คือทางขจัดปัญหาทั้งหมดของโลก ในวันนี้จะได้กล่าวถึง สิ่งซึ่งเป็นตัวการสำคัญ คือสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” นั้น เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และเป็นการง่ายยิ่งขึ้นในการ ที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา. ชาวต่างประเทศหรือผู้ใหม่ต่อศาสนา ไม่ควรจะเข้ามาสนใจ พุทธศาสนา ในฐานะเป็นของแปลก หรือเพื่อการศึกษาเปรียบเทียบ เพราะการทำเช่นนั้นจะไม่ช่วยให้เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาได้เลย; จะได้ไปก็ เพียงความรู้เรื่องฝอย เรื่องเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น. ยิ่งไปสนใจ ในทางที่จะสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องพระเป็นเจ้า เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ด้วยแล้วก็มี แต่จะยิ่งเดินห่างออกไปจากตัวแท้ของพุทธศาสน์ยิ่งขึ้นทุกที. หรือถ้าจะใช้คำ เหล่านี้เป็นหลักสำหรับศึกษาค้นคว้า ก็จะต้องให้ความหมายใหม่ ซึ่งต่างจากที่ ถือกันอยู่ทั่ว ๆ ไป แก่คำเหล่านั้น เช่น คำว่าพระเป็นเจ้า นรก สวรรค์ เป็นต้น. พุทธศาสนามุ่งหมายที่จะจัดการกับสิ่งที่ทำสังคมให้เดือดร้อน และที่ทำให้ปัจเจกชน

น.1119 หาความสงบสุขอันแท้จริงไม่ได้ แม้ว่าเขาจะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ อำนาจวาสนา หรือสติปัญญาก็ตาม . แต่เราต้องการจะรู้จักและกำจัดสิ่งซึ่งเป็นตัวการแห่งความ เดือดร้อนอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่สมมติเอาหรือยึดถือด้วยความเชื่อ; เพราะฉะนั้น จะต้องศึกษาค้นคว้าไปจนกระทั่งพบเข้าจริง ๆ ว่าอะไรเป็นตัวการ ซึ่งในที่นี้ขอ ยืนยันว่าได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. เราจะต้องมีความรู้กันให้ถูกต้องเสียก่อนว่า ไม่ใช่พระเจ้าเป็นผู้สั่ง บังคับลงมาให้เรามีศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ ห รือมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีอย่างนั้นอย่างนี้ หากแต่ว่ามันเป็นความเดือดร้อนของเราเอง และเป็น ความเดือดร้อนที่เกิดมาจากพิษสงของ "ตัวกู-ของกู" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อมนุษย์เราเดือดร้อนหนักเข้า ๆ ก็คิดค้นหาวิธีที่จะกำจัดความเดือดร้อนเหล่านั้น หรือเพื่อป้องกันความเดือดร้อนเหล่านั้นก็ตาม มนุษย์จึงได้ค้นพบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ นานาว่า เราควรปฏิบัติต่อกันอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อตัวเราเองอย่างนั้นอย่างนี้ พร้อมทั้งสร้างหรือสมมติสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อความเคารพ เพื่อให้ทำตามนั้น อย่างแน่นแฟ้น เช่น มีพระเป็นเจ้าเป็นต้น, ขึ้นมาในลักษณะที่จะทำให้เชื่อ หรือยึดมั่นอย่างแน่นแฟ้นทีเดียว และพยายามอธิบายให้สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นที่ตั้ง แห่งความเชื่ออันแน่นแฟ้นสืบไป. แท้ที่จริง การที่ความรู้หรือความเข้าใจอันถูก ต้องปรากฏออกมา นั่นแหละคือความที่พระเป็นเจ้าอันแท้จริงได้ปรากฏแล้ว. ดังนั้นใคร ๆ ทุกคนจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า เราต่างหากที่สร้างพระเจ้าขึ้นมา ตลอดถึงขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและศาสนา และ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ พิษสงแห่งความบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. เราจะต้องหลับตามองให้เห็นชัดเจนเสียจริง ๆ ก่อนว่า อำนาจและพิษสง ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู" นั้น มันมีอยู่อย่างนี้จริง ๆ พุทธศาสนา ต้องการจะขจัดสิ่งซึ่งเป็น ทุกข์ภัยเหล่านี้ ซึ่งเป็นพิษสงของ "ตัวกู-ของกู"

น.1120 จึงได้มีหลักปฏิบัติซึ่งเป็นไปแต่ในทางที่จะจัดการกับสิ่ง ๆ นี้เป็นขั้น ๆ ไป นับแต่ ต้นจนปลายโดยไม่เกี่ยวกับสิ่งอื่นเลย. แต่ก็ไม่อยากจะขัดคอใครในเรื่องพระเจ้า เรื่องนรก เรื่องสวรรค์อันยืดยาว ก็เลยปล่อยเรื่องเหล่านี้ไปตามเดิม หรือไปตาม ความเชื่อตามความประสงค์ของเขา. ถ้าหากจะนำเรื่องเหล่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ก็นำมาเพื่อเป็นเครื่องช่วยสำหรับบุคคลขั้นต้น ๆ หรือบุคคลที่เคยมีความเชื่ออย่าง นั้นมาก่อน จะได้อาศัยเพื่อเป็นกำลังใจสำหรับจะละความชั่วเป็นต้นเท่านั้น หาถึง กับสามารถกำจัด "ตัวกู-ของกู" โดยสิ้นเชิงไม่ เราจึงไม่ถือว่าเรื่องเหล่านั้นเป็น ตัวแท้ของพุทธศาสนา. ทั้งนี้เพราะเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่า แม้เราจะเว้นความชั่วได้ ทุกอย่าง กระทำความดีทุกอย่าง กระทั่งไปเกิดในสวรรค์แล้ว เราก็ยังไม่พ้นจาก การบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" จักต้องไปหัวเราะร้องไห้อยู่ในสวรรค์ เช่นเดียวกัน. เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีหลักเกณฑ์อันอื่น ซึ่งสูงไปกว่านั้น กล่าวคือ หลักปฏิบัติที่สามารถกำจัดอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" เสียได้โดยสิ้นเชิง ทั้งเป็น หลักกลางที่สามารถใช้ได้ทั่วไปไม่ว่าในหมู่มนุษย์หรือเทวดาในเมืองสวรรค์. และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้น เราต้องการใช้กันที่นี่เดี๋ยวนี้ ! เพราะฉะนั้นขอให้ชาว ต่างประเทศหรือผู้ใหม่ต่อศาสนา ที่เข้ามาสนใจพุทธศาสนา โดยมีวัตถุประสงค์ อันนี้เป็นมูลฐาน ให้เข้าถึงพุทธศาสนาตัวแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยสนใจในสิ่งที่ เป็นเพียงเปลือก เพียงกระพี้ต่อไป เช่นเรื่องการศึกษา เปรียบเทียบในแง่ ของวรรณคดี เป็นต้น. เราต้องไม่ลืมว่า ยังมีสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำให้สังคมไม่เป็นสุขและ ทำให้ปัจเจกชนไม่ได้รับความสงบเย็น และถ้าไม่กำจัดสิ่งซึ่งมีอยู่เพียง สิ่งเดียวนี้เท่านั้นให้ออกไปเสียแล้ว มนุษย์เราก็แทบจะกล่าวได้ว่าเกิดมาเพื่อ

น.1121 ทนทุกข์อย่างเดียว หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่ได้รับสิ่งที่มนุษย์ควร จะได้รับ เพราะฉะนั้นเราควรจะประกวดประชันกันในการที่ค้นให้พบว่า เรา จะต้องทำอย่างไรมนุษย์จึงจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ และเมื่อ ได้พบสิ่งนั้นเข้าจริง ๆ แล้ว จักต้องถือว่ามันเป็นสิ่งทั่วไปแก่มนุษย์ทุกคน คือเป็น เรื่องของมนุษย์สำหรับมนุษย์โดยตรง และต้องโดยน้ำมือของมนุษย์ด้วย ไม่ต้องไป ฝากไว้กับพระเป็นเจ้าหรือกับพระศาสดาต่าง ๆ เพราะ ถ้ายิ่งไปข้องแวะกับพระ ผู้เป็นเจ้าหรือศาสดาต่าง ๆ แล้ว มีแต่จะถูกดึงให้ไกลออกไปจากตัวแท้ของสิ่งที่จะ กำจัดความทุกข์ของมนุษย์ยิ่งขึ้นทุกที. ฉะนั้น จึงต้องยืนยันในข้อที่ว่า เอาพระเป็นเจ้า เอาพระศาสดาต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่น นั้นไปเก็บไว้เสียที่อื่นก่อน แล้วมาสนใจและจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้ให้สำเร็จเด็ดขาดลงไป ครั้นทำดังนี้เสร็จแล้วพระเป็นเจ้าหรือพระศาสดาต่าง ๆ หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ตาม จะพรูกันเข้ามาหาเราเอง หรือมี เต็มเปี่ยมอยู่แล้วในการกระทำที่เราทำเสร็จไปแล้วนั้น เพราะว่า ความบริสุทธิ์ สะอาดหมดจดจากความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นต่างหาก นั่นแหละคือองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง หรือพระเป็นเจ้าที่แท้จริง คือเป็น ที่พึ่งให้แก่เราได้จริง. ถ้าผิดไปจากนั้นแล้วก็เป็นเพียงบุคคลาธิษฐาน คือเป็น เพียงเปลือกนอกของพระเจ้า หรือของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะ ของผู้นั้น ซึ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่งเกิด "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาอีก อย่างใหม่ ๆ แปลก ๆ สำหรับทะเลาะวิวาทหรือแข่งดีกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. เมื่อ เป็นดังนี้แทนที่มนุษย์จะจัดการกับ "ตัวกู" หรือ "ของกู" เรื่องก็กลับกลายเป็นว่า มนุษย์ถูก "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละ หลอกลวงหนักยิ่งขึ้นไปอีก จนหา สันติภาพไม่ได้ ทั้งในวงการของชาวโลก และในวงการของพระศาสนา ตามวัดวาอารามต่างๆ ทั่วทั้งโลก.

น.1122 นี่แหละคือข้อที่เราจะต้องเห็นอกเห็นใจกัน จะต้องเข้าใจกันและกัน ให้ถูกต้อง จนเห็นว่ามนุษย์ทั้งสิ้นในสากลโลกมีปัญหาอย่างเดียวกัน มีหัวอกอย่าง เดียวกันราวกับว่าเป็นมนุษย์คนเดียวกัน และ มีศัตรูที่จะต้องกำจัดร่วมกันเพียงสิ่งเดียว คือสิ่งที่เรียกในที่นี้ว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง หรือที่เรียกในหลักธรรมชั้นสูงของ พุทธศาสนาว่า "อัสมิมานะ" อันมีความหมายตรงกับคำว่า Egoism อย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อกำจัดเสียได้แล้วจะประสบสิ่งที่เรียกว่านิพพาน คือความสิ้นสุดลงแห่ง ความทุกข์. คำว่า “อิสมิมานะ" แปลว่า ความสำคัญว่าตัวฉันมีอยู่ มานะ แปลว่า ความสำคัญหรือความสำคัญมั่นหมายในทางจิตใจ. อัสมิ แปลว่า "ข้าพเจ้ามีอยู่" และมีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า "อหังการ"; ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นศูนย์ กลางหรือเป็นประธานของความรู้สึกทุกๆอย่างทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าในทางดีหรือชั่ว. ถ้ากล่าวให้ถูกกว่านั้นก็กล่าวว่า เป็นศูนย์กลางของการกระทำ แล้วทำทุกอย่างตาม ที่มันต้องการ แล้วจึงมีการบัญญัติกันขึ้นเองในชั้นหลังว่าดีหรือชั่ว โดยถือเอา ลักษณะที่น่าทำหรือไม่น่าทำ น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนาเป็นเกณฑ์; เพราะ ฉะนั้น ความดีหรือความชั่วก็ตาม ย่อมมีความหมายเท่ากันสำหรับสิ่งที่เรียกว่า อัสมิมานะ หรือสำหรับอหังการ หรือแม้สำหรับความเห็นแก่ตัวที่เรียกว่า Egoism ก็ตาม . ด้วยเหตุนั้นเอง การละเสียซึ่งอัสมิมานะนั้น ถ้าจะให้ถึงที่สุดแล้ว ต้องละเสียทั้งชนิดดีและชนิดชั่ว จึงจะนับว่าถึงที่สุดของการละเสียซึ่ง อัสมิมานะหรือสิ่งที่เรียกว่า Egoism. การละเสียแต่เพียงฝ่ายชั่ว และยึดถือเอาไว้ ซึ่งฝ่ายดีนั้น ตามลัทธิอื่นหรือในสังคมปัจจุบัน อาจจะถือว่า เป็นการละ Egoism แล้วก็ได้ แต่ทางฝ่ายพุทธศาสนา นั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการละความเห็นแก่ตัวหรือ Egoism เลย เพียงแต่ ละตัวที่น่าเกลียดแล้วไปยึดเอาตัวที่น่ารักไว้ เท่านั้น. ต่อเมื่อ

น.1123 ละได้หมด ไม่มีส่วนที่น่าเกลียดหรือน่ารักยึดถือไว้ จึงจะเรียกว่า "ตัวกู" หรือ "ของภู" ถูกละไปหมด. ถ้าเข้าใจหลักอันนี้ ก็จะเข้าใจพุทธศสนาได้ โดยง่าย หรือรวดเร็วทันทีทันใดที่เดียว. แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการปฏิบัติที่เป็นการละอัสมิมานะสิ้นเชิงนี้ เป็นการปฏิบัติขั้นสูงสุดและทำได้ยาก จึงได้มีหลักเกณฑ์สำหรับ การปฏิบัติที่ วางไว้ในขั้นที่รอง ๆ ลงมา คือให้มี การยึดถือตัวตนแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ไป พลางก่อน และต้องเป็นตัวตนที่อาจจะบัญญัติได้ว่าเป็นฝ่ายดี เว้นตัวตนที่เป็น ฝ่ายชั่วเสียโดยเด็ดขาด สำหรับคนสามัญทั่วไปจะได้ยึดเป็นหลักปฏิบัติ พุทธ- ศาสนาก็ยอมรับรองในข้อนี้ จึงได้มีหลักปฏิบัติที่เราถือกันว่าเป็น หัวใจของ พุทธศาสนา อยู่ในรูปพระพุทธภาษิตว่า "การไม่ทำความชั่วทุกอย่าง การทำ ความดีให้สมบูรณ์ และ การชำระจิตให้ขาวสะอาด สามอย่างนี้เป็นคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" หรือถ้าจะกล่าวให้สั้นที่สุด ก็กล่าวว่า "เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้สะอาด" จากคำว่า " ทำใจให้สะอาด" นั่นเอง เราจะพบว่า ยังมีการกระทำอีก ขั้นหนึ่ง ซึ่งสูงไปกว่าการทำดี หรือกล่าวกลับกันอีกทางหนึ่งก็กล่าวว่า การทำ สิ่งที่ตนยึดถือว่าดีนั้น แม้ถึงที่สุดแล้ว ใจก็ยังไม่สะอาด . นี่แหละคือร่องรอย อันแสดงให้เห็นว่า การละความเห็นแก่ตัวหรือ Egoism ชั้นเลวเสีย แล้วตั้งตน อยู่ในฐานะเป็นคนดีเต็มที่แล้ว ก็ยังหาจัดว่าเป็นการละ Egoism โดยสิ้นเชิงไม่ ต้องมีการปฏิบัติอีกชั้นหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไป คือ ชำระใจให้สะอาดปราศจาก Egoism โดยประการทั้งปวง จึงจะถือว่ากำจัด "ตัวกู" หรือ "ของกู" ออกไปได้. ขอเตือน ให้สังเกตซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า คำว่า Egoism นั้นบาลีใช้คำว่า อัสมิมานะ คำนี้แปลว่า ความสำคัญว่า "ข้าพเจ้ามีอยู่" เท่านั้นเอง. นี้หมายความว่า ไม่ต้องพูดกันถึง เรื่องดีเรื่องชั่ว. ถ้ามันเป็นความรู้สึกว่าข้าพเจ้ามีอยู่ ซึ่งมีความหมายอยู่ว่า

น.1124 "ฉันเป็นฉัน" อยู่ดังนี้แล้ว ก็ยังเรียกว่ามี "ตัวกู" อยู่ และจะเป็นที่ตั้งแห่ง ความทุกข์หนักไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงถือเป็นหลักว่า ลำพังความรู้สึก ว่า "ตัวกู” หรือตัวข้าพเจ้า หรือตัวฉันก็ตาม ไม่ต้องจำแนกเป็นดีหรือชั่วก็เป็น สิ่งที่ต้องขจัดออกไป ใจจึงจะสะอาด ปราศจากอัสมิมานะหรือ Egoism โดยประการ ทั้งปวง. ฉะนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ขึ้นชื่อว่า "ตัวกู" แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชนิด ไหน จะต้องละหมด. เพื่อความสะดวกในการศึกษาและทำความเข้าใจ เราอาจจะมี การแบ่ง ตัวกูออกได้เป็นชั้น ๆ; คือ ตัวกูที่ชั่ว ตัวกูที่ดี ตัวกูที่เบาบางลง ๆ และตัวกูที่ว่าง จากความรู้สึกว่ามี "ตัวกู"; รวมเป็นสี่ชั้นด้วยกัน ดังนี้; นี้ทำให้เราได้รูปของ การปฏิบัติเกี่ยวกับตัวกูเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน คือ (๑) กำจัดตัวกูที่ชั่วให้สูญ สิ้นไป (๒) สร้างตัวกูที่ดีขึ้นมา (๓) ทำตัวกูนั้นให้เบาบางลง ๆ จนกระทั่ง ไม่มีเหลือ. ทั้งนี้แล้วแต่ว่าบุคคลประเภทไหน อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติในขั้นไหน และนับรวมได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาด้วยกันทั้งหมด สมตามหลัก ๓ ข้อ ที่เรียกว่าหัวใจพุทธศาสนา ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง. การกล่าวในชื่อใหม่ หรือ ในรูปปฏิบัติแนวใหม่ ดังนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยง คำที่เข้าใจยาก หรือคำบาลีซึ่งเป็นเสมือนคำต่างประเทศ; แต่มาพูดด้วยคำที่แสดง ความรู้สึกได้ด้วยตัวมันเองแก่คนทุกชั้นทุกวัยแม้แต่เด็ก ๆ และแก่คนทั่วไปไม่ว่า ชาติใดภาษาใด หรือถือศาสนาไหน. ทั้งนี้ก็เพื่อประกันการเดินออกนอกลู่นอกทาง หรือความงมงายบางอย่างบางประการที่จะแทรกแซงเข้ามา. ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ยิ่งแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนานั้นเป็นของสำหรับมนุษย์ทุกคน ที่มีความรู้สึกคิดนึก ได้เองอย่างมนุษย์ ไม่ใช่เฉพาะของชาวอินเดียชาวเอเซีย หรือชาวตะวันออก ชาวตะวันตก หรือแม้แต่ของพระศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งเลย. การเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็นของพระพุทธเจ้า ชื่อสิทธัตถะโคตมะนั้น เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธความเป็นเจ้าของธรรมะ หรือ

น.1125 เป็นเจ้าของศาสนาโดยสิ้นเชิง และทรงยืนยันว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อน คือก่อนสิ่งทั้งปวง ; พระองค์ทรงค้นพบในฐานะ มนุษย์คนหนึ่งซึ่งต้องการค้น ให้พบสิ่งที่จำเป็นแก่มนุษย์ และทรงค้นเฉพาะแต่ในแง่ที่จะเป็น ความดับทุกข์ สิ้นเชิง แล้วก็ทรงแสดงพระองค์เป็นผู้เคารพธรรมนั้น พร้อมทั้งชักชวนคน ทุกคนให้เคารพธรรมะและเข้าถึงธรรมะ; ทั้งทรงประกาศไว้ด้วยว่าสิ่งที่ควรเข้าถึง และเคารพนั้นหาใช่พระองค์ไม่ แต่เป็นธรรมะ. หรือ ถ้าใครจะขึ้นหรือผื่นมีพระ- องค์ให้ได้ ก็ขอให้ไปมีที่ธรรมะ อย่ามามีที่เนื้อที่ตัวของพระองค์ . ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนกับการประกาศว่า ธรรมะนั้นเป็นของมนุษย์ เพื่อมนุษย์ โดยมนุษย์ และพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ต้องหมายถึงธรรมะ บริสุทธิ์ หรือธรรมะล้วน ๆ ที่กล่าวนี้; ต้องไม่เป็นของผู้ ใดหรือของศาสดาองค์ใด ซึ่งมีแต่จะกลายเป็นเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาอีก . แม้จะมีชื่อว่าพุทธศาสนา ก็ให้มีความหมายแต่เพียงว่า เป็นคำสอนของผู้รู้ คือผู้ที่รู้ถึงที่สุดแล้วจะเป็นใคร ก็ได้; และสิ่งที่รู้และนำมาสอนนั้นคือธรรมะ; ฉะนั้นขอให้มองเห็นว่า พุทธศาสนา กับธรรมะเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน; อย่าให้ธรรมะนั้นเกิดมีการผูกขาด หรือเกิด ความมีสิทธิเป็นเจ้าของขึ้นแก่บุคคลผู้ใด หรือแก่ส่วนไหนของโลกขึ้นมาเป็น อันขาด จึงจะสามารถใช้เป็นเครื่องกำจัด "ตัวกู- ของกู" อันเป็น ศัตรูที่ร้ายกาจ ที่มีอยู่เพียงตัวเดียวของโลกได้ . ชาวต่างประเทศหรือผู้ใหม่ต่อพุทธศาสนา พึงเบิ่งตาดูพุทธศาสนา ในลักษณะดังที่กล่าวมานี้เถิด จะได้เดินตรงเข้าไปสู่พุทธศาสนาตัวแท้ได้โดยไม่มี ทางที่จะผิดพลาดเลย; และจะมีความเห็นพ้องต้องกันหมดว่า เราควรสนใจกับสิ่ง ที่เรียกว่า " ตัวกู-ของกู " นี้ เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น เราก็จะสามารถขจัดปัญหาของโลก ทั้งหมด และเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาได้ พร้อมกันไปในตัวในเวลาเดียวกัน; ไม่ต้องห่วงหรือลังเลถึงธรรมะชื่ออื่น แนวอื่น ว่าจะยังมีอยู่โดยที่ไม่เกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู" นี้เลย.

น.1126 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๒. สิ่งที่ทำให้เกิด “ตัวกู-ของกู” ในวันนี้จะกล่าวถึง การเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู -ของกู” การเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” นั้น คือ จิตที่ ตั้งไว้ผิด. คำว่าจิตที่ตั้งไว้ผิดนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษากัน โดยละเอียด. พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า จิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมนำ มาซึ่งอันตราย หรือเป็นการทำอันตรายแก่ผู้นั้น ยิ่งกว่า อันตรายที่ศัตรูหรือโจรใจอำมหิตจะพึงกระทำไห้; และตรัสไว้ โดยนัยตรงกันข้ามอีกว่าจิตที่ตั้งไว้ถูก จะนำมาซึ่งประโยชน์ ยิ่งกว่าคนที่หวังดีที่สุด มีบิดามารดาเป็นต้น จะทำไห้ได้. นี้เป็นการชี้ให้เห็น โทษของการที่ตั้งจิตไว้ผิด ว่าเป็นโทษที่ร้ายกาจกว่า โทษทั้งหลาย หรือถ้าพูดในฐานะเป็นภัยคือสิ่งที่ควรกลัว ก็ขอให้ทราบว่าเป็นภัยที่ ควรกลัวกว่าภัยทั้งหลาย; ทั้งนี้ไม่ว่าเรื่องส่วนตัวบุคคล หรือเรื่องสังคมที่รวม กันหมดทั้งเป็นโลก. แต่แล้วเราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่มนุษย์ในโลกกลัวกันนั้น หาใช่ สิ่งๆ นี้ไม่ เขายังไม่รู้จักสิ่งๆ นี้ เพราะไม่เคยคิดถึงสิ่งๆ นี้ จึงไปสนใจกลัวสิ่ง

น.1127 ซึ่งถ้าว่ากันโดยที่แท้แล้วไม่น่ากลัวเท่าสิ่ง ๆ นี้เลย และที่ถูกยิ่งไปกว่านี้ก็คืออาจจะ กล่าวได้ว่า ทุกข์ภัยทั้งหมดของโลกมาจากจิตที่ตั้งไว้ผิดนี้เอง . สิ่งที่ชาวโลกกำลังกลัวกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เช่น ลัทธิการเมืองฝ่ายตรงข้าม สงคราม หรือความอดอยาก การด้อยความเจริญ เป็นต้น เป็นสิ่งที่สนใจกัน มากที่สุด และถือเป็นปัญหาอย่างยิ่ง แล้วก็กลัวกันจนถึงกับหมดความสุข หรือ กลายเป็นความทุกข์ทั้งกลางวันกลางคืน. ทั้งนี้เป็นความเข้าใจผิด หรือเป็น จิตที่ ตั้งไว้ผิดถึง ๒-๓ ชั้น คือ จิตที่ตั้งไว้ผิดทำให้เกิดลัทธิที่ไม่พึงปรารถนาขึ้น หรือทำให้เกิดความอดอยาก การเบียดเบียน และการด้อยความเจริญ เป็นต้น อันนี้ ชั้นหนึ่ง; อีกชั้นหนึ่งก็คือเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ชาวโลกก็หาได้สนใจ ไม่ ว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไรกันแน่ : มีความเข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านี้แล้วก็จัดการ แก้ไขไปอย่างผิด ๆ และยัง ทำผิดตรงที่กระทำไปด้วยความกลัว เพราะไม่มี ธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งสามารถกำจัดความกลัวออกไปเสียก่อน แล้วจัดการกับ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทั้งปวงโดยไม่ต้องมีความกลัว. แม้ ลำพังความกลัวล้วนๆ ท่านก็ ถือว่าเป็นจิตที่ตั้งไว้ผิด , เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า มีจิตที่ตั้งไว้ผิดอยู่เป็น ตอน ๆ ต่อเนื่องกันไปหลายระดับ แล้วก็ ยังมาจมอยู่ที่จิตที่ตั้งไว้ผิดอยู่นั่นเอง ซึ่งหมายความว่า ไม่ได้มีการตั้งจิตไว้ในลักษณะที่ถูกต้องเลย. สิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” หรือจิตที่ตั้งไว้ผิดนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ มากมายเต็มไปหมดทั้งโลก แม้กระนั้นก็ไม่มีใครเอาใจใส่ หรือไม่ได้สนใจว่ามัน มีอยู่ และก็ไม่ได้สนใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร; กลายเป็นเรื่องของอวิชชาไปเสีย ตลอดกาล ทำให้โลกนี้ตกอยู่ในสภาพที่อยู่ใต้กะลาครอบของอวิชชา คือมืดมน อลเวงอยู่ภายใต้กะลาครอบอันเต็มไปด้วยปัญหายุ่งยาก และสรุปแล้วก็คือความทุกข์. แต่เนื่องจากมีความทุกข์บางอย่างเป็นความทุกข์ที่ซ่อนเร้นไม่เปิดเผย หรือบางทีถึง กับเห็นเป็นของน่าสนุกไป ชาวโลกจึงเผชิญกับปัญหาการแก้ไขความทุกข์กันไป

น.1128 เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยอาการที่รู้สึกว่าสนุกดี คือได้ลองฝีมือใช้สมองสติปัญญา ใหม่ ๆ แปลก ๆ กันไป แม้จะแก้ไขความทุกข์ของโลกไม่ได้ ก็ยังเพลิดเพลินอยู่ ด้วยความรู้หรือความสามารถใหม่ ๆ เหล่านั้น เป็นเสมือนหนึ่งเครื่องหลอกให้อุ่นใจ ไปที่ก่อน อย่างไม่มีสิ้นสุดอีกเหมือนกัน. อาการเช่นนี้เอง เป็นเครื่องปิดบังไม่ ให้ไปสนใจถึงต้นเหตุอันแท้จริงของวิกฤตการณ์ทั้งหลาย ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ไม่สนใจในเรื่องจิตที่ตั้งไว้ผิด กล่าวคือความสำคัญ มั่นหมายว่า "ตัวกู-ของกู" กระแสแห่ง "ตัวกู-ของกู" จึงไหลไปได้เรื่อย และเกิดทะยอยกันขึ้นมาได้เรื่อยไป โดยไม่ประสบการต้านทาน เพราะอำนาจ แห่งอวิชชาของสัตว์โลกนั่นเอง ดังนั้นทำให้เราเห็นได้ว่า อะไรเป็นต้นกำเนิด ของ "ตัวกู-ของกู"; กล่าวคือมันไม่มีสิ่งอื่นไปได้ นอกจากอวิชชา. สิ่งที่เรียกว่าอวิชชา นั้น น่าประหลาดอย่างยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง คือใคร ๆ ก็พยายามจะแสดงตนว่าเป็นผู้รู้จักอวิชชา และให้ความหมายของอวิชชากันไปเอง ตามชอบใจของตน ดูประหนึ่งว่าเป็นผู้เข้าใจหรือรู้จักอวิชชาอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน แต่แล้วก็เป็นที่น่าขบขัน ที่ความรู้นั้นใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว และ ยังแถมเข้ากันไม่ได้กับความหมายของอวิชชาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้. ทั้งนี้ เพราะว่ามันเป็น อวิชชาที่อธิบายโดยผู้ที่มีอวิชชา. นี้แหละคือมูลเหตุทั่วไป ที่ทำให้เราเอาชนะความทุกข์ในโลกไม่ได้. ข้อนี้มันมีอาการคล้ายๆ กันกับการ ที่เราจะเกณฑ์ให้คนเมาหรือคนบ้ารู้จักตัวเองว่า กำลังเมาหรือกำลังบ้า เขามีแต่จะ เถียงว่าเขาไม่เมาไม่บ้า ทั้ง ๆ ที่เขากำลังทำอะไรอยู่อย่างคนเมาหรือคนบ้า หรือคน ที่ทำอะไรซึ่งล้วนแต่เป็นการทำลายตัวเองทั้งนั้น. สัตว์โลกที่อยู่ภายใต้กะลาครอบของอวิชชาก็เป็นเช่นเดียวกัน เขาไม่ ยอมรับว่าเขาเป็นเช่นนั้น และเขาจะเถียงว่าเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ภายใต้กะลาครอบนั้นก็มีแสงสว่างอยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแสงของอวิชชาเป็น แสงสว่าง

น.1129 บังลูกตาสัตว์ทั้งหลายไม่ให้เห็น หรือรู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงอย่างไร; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าอวิชชานี้ ไม่ได้หมายถึงความไม่รู้อะไรเลย กลับจะหมาย- ถึงรู้อะไร ๆ มากมายไม่มีที่สิ้นสุดด้วยซ้ำไป แต่ว่าล้วนแต่เป็นความรู้ผิดทั้งนั้น คือเห็นกลับตรงกันข้ามไปหมด เช่น เห็นมูลเหตุของความทุกข์ว่าเป็นมูลเหตุของ ความสุขไป อย่างที่เรียกว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" เขาไม่เห็นอย่างถูกต้อง ตามที่เป็นจริงว่า ความทุกข์นั้นมันเป็นอย่างไรกันแน่, อะไรเป็นมูลเหตุที่แท้จริง ของความทุกข์ สภาพที่ปราศจากความทุกข์จริง ๆ โดยไม่หลอกลวงนั้นเป็นอย่างไร. และมีวิธีปฏิบัติอย่างไรคนเราจึงจะเข้าถึงสภาพที่ไม่มีความทุกข์นั้น. เราอาจจะกล่าวได้ว่าความรู้ชนิดใดมากมายเท่าใดก็ตาม ถ้าปราศจาก ความรู้ที่ถูกต้องในสิ่งทั้งสี่ดังที่กล่าวมานี้แล้ว ต้องถือว่าเป็นอวิชชาทั้งนั้น คือ เป็นความรู้ของอวิชชา หรือเป็นความรู้ที่ใช้ไม่ได้เลยในการที่จะกำจัดความทุกข์ ฉะนั้นถ้าจะมีคำแปลที่ถูกต้องรัดกุม แก่คำว่า "อวิชชา" แล้ว จะต้องแปลว่า ธรรมชาติที่ปราศจากความรู้ชนิดที่จะดับทุกข์ได้ " หรือจะกล่าวว่า "สภาวะที่ ปราศจากความรู้ที่ดับทุกข์ได้" นี่แหละคืออวิชชา. มีครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป แม้ในประเทศไทย เรานี้เอง แปลคำ อวิชชา ทางพุทธศาสนาว่า สิ่งที่เราไม่อาจจะรู้จักมันได้. นี้เป็นการแปลเอาตามชอบใจตัวเอง ตามที่ตัวหนังสือมันอำนวยให้แปลได้ตามทาง ของไวยากรณ์ เป็นต้น แต่ไม่ตรงตามความมุ่งหมายที่พระพุทธองค์ทรงหมายถึง สำหรับคำว่าอวิชชา. คำแปลเช่นนั้นนำมาใช้ในเรื่องของการดับทุกข์ไม่ได้ ทั้ง เข้ากันไม่ได้กับคำว่า อวิชชา ในปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น. แม้จะเป็นคำแปลที่ อวดฉลาด หรือมีแววฉลาดสักเท่าไร มันก็พ้นจากอำนาจกะลาครอบของอวิชชา ไปไม่ได้ ฉะนั้นเราจะเว้นเสียไม่ถือเอาตามความหมายเช่นนั้น แม้ว่าจะเป็นคำแปล ที่น่าฟัง หรืออาจจะใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้มากมายก็ตามที แต่ในเรื่องของ การดับทุกข์แล้ว ยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย.

น.1130 ตัวกู-ของกู" นักแปลอีกพวกหนึ่ง แปลคำ อวิชชา ว่า ความไม่รู้ คำแปลเช่นนี้กำกวม หรือดิ้นไปได้ จนเอาแน่นอนไม่ได้ก็ได้ กล่าวคือ ถ้าจะถือว่าปราศจากความรู้ โดยประการทั้งปวงแล้วก็ไม่ถูกเลยทีเดียว เพราะว่าในอวิชชานั้นเต็มไปด้วย ความรู้ที่รู้ผิดอย่างมากมายมหาศาล ต่อเมื่อจะถือว่า ความรู้ผิดมีค่าเท่ากับความไม่รู้ จึงจะพอฟังได้ แต่ก็มีทางที่จะเถียงกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด คือจะมีผู้เถียงว่า เมื่อท่าน กล่าวว่าความไม่รู้แล้วจะให้มาหมายถึงความรู้ผิดมาก ๆ อย่างไรกันเล่า; และความ รู้ที่ผิดนั้นไม่ใช่จะผิดไปเสียทั้งหมด ย่อมจะมีส่วนถูกอยู่บ้างไม่มากก็น้อย; และ ที่ยิ่งไปกว่านั้นที่จะต้องระวังให้ดีก็คือว่า ความรู้ที่ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ อะไรแก่ความดับทุกข์เลยก็ยังมีอยู่มาก แล้วท่านจะจัดความรู้ชนิดนี้ว่าเป็นวิชชา หรืออวิชชาเล่า. ท่านจะต้องระวังให้ดี ความรู้ชนิดนี้แหละที่ครอบงำชาวโลก หรือยึดหน่วงชาวโลกไว้อย่างมั่นคง ภายใต้กะลาครอบของอวิชชา แล้วท่านจะ ยอมรับไหมว่า ความรู้ถูกของชาวโลกชนิดนี้นั้นเป็นอวิชชา ทั้ง ๆ ที่เป็นความรู้ ชนิดหนึ่ง. ถ้าท่านปฏิเสธก็จะกลายเป็นด้านตัวเองในข้อที่ว่า ความรู้ที่ถูกต้อง แล้วเป็นวิชชาไปหมด. ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวอวิชชาว่าเป็นความไม่รู้แล้ว ต้องหมายความว่า ยังไม่รู้ ในสิ่งที่ควร หรือสิ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง คือความรู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิด ทุกข์ เรื่องสภาพที่ปราศจากทุกข์แท้จริง และเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงสภาพ เช่นนั้น อันเรียกกันว่า เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการ. เราควรจะจำกัดความหมาย ให้ชัดลงไปว่า ต่อเมื่อเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ชนิดที่ใช้เป็นเครื่องมือดับทุกข์ได้จริง เท่านั้น จึงจะเรียกว่าวิชชา; และเมื่อมีความรู้ชนิดนี้แล้วเท่านั้น จึงจะเรียกว่า พ้นจากอวิชชา หรือออกมาเสียได้จากกะลาครอบของอวิชชา. สำหรับ คำว่าอวิชชานั้น เมื่อดูตามตัวพยัญชนะ และอาศัย ไวยากรณ์ของภาษาบาลี แล้ว ยังมีทางที่จะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่ง อวิชชา หมายถึง ความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้ หรือ วิชชาที่ไม่ใช่วิชชา : อ แปลว่าไม่

น.1131 เช่นแปลว่าไม่เจริญ หรือแปลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายกลับกัน. คำว่า "วิชชา" แปลว่ารู้แจ้ง รู้วิเศษ; เมื่อเอาความหมายของคำว่า อ มาประกอบ คำว่าวิชชา ก็หมายความว่า ไม่ใช่วิชชา. คือ วิชชาที่ไม่ใช่วิชชา การถือเอา ความหมายอย่างนี้เข้ากันได้กับคำอธิบายของคำว่า อวิชชา ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ โดยเฉพาะ คือตรัสความไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ว่าเป็นอวิชชา; หมายความว่า แม้เขาจะมีความรู้มากมายเท่าไร อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ แล้ว จะถูกจัดว่าเป็นวิชชาที่ไม่ใช่วิชชาอยู่นั่นเอง และเรียกว่า อวิชชา ในที่นี้. ฉะนั้น จึงเป็นการทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจนอีกว่า โลกเรากำลังอยู่ใต้กะลาครอบของ วิชชาที่ไม่ใช่วิชชา คือวิชชาที่ไม่สามารถจะช่วยโลกได้ แม้จะมีความรู้ มากมายและก้าวหน้าไปเพียงไร ในที่สุดก็เข้าทำนองที่เรียกว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" และจมน้ำแห่งความรู้ ตายอยู่ในที่นั้นเอง กล่าวคือ ความรู้ชนิด นั้นจะกลายเป็นเครื่องครอบงำท่วมทับสัตว์โลกให้วินาศอยู่ภายใต้ความรู้นั้น และโดยความรู้นั้น ; จตที่ตั้งไว้ผิด คือ "ตัวกู-ของกู” จึงเกิดขึ้นเต็มไปหมด และแสดงบทบาทของมันถึงที่สุดแล้วในสภาวะเช่นนั้น. นี้ทำให้เราสรุปความได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู่" นั้น เกิดมาจาก อวิชชา หรือวิชชาที่ไม่ใช่วิชชานั่นเอง. นี้เป็นการกล่าวอย่างสรุปความหรือโดย ย่อที่สุด; ส่วนรายละเอียดที่มันจะเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างไรนั้น จะได้วินิจฉัยกัน ข้างหน้า แต่ต้องไม่ลืมว่าแม้มันจะมีรายละเอียด หรืออาการปลีกย่อยเกี่ยวข้อง ไปถึงสิ่งอื่นใดมากมายเท่าใดก็ตาม โดยสรุปแล้วมูลเหตุที่แท้จริงย่อมอยู่ที่อวิชชา. เกี่ยวกับ คำว่ามูลเหตุนี้ เราหมายถึง ตัวเหตุที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึง สิ่งที่เรียกว่า ปัจจัย และอุปกรณ์ต่าง ๆ. ยกตัวอย่าง เช่น การปั้นหม้อของ นายช่างหม้อ; ถ้าถามว่าเขาปั้นด้วยอะไร ก็ตอบว่าเขาปั้นด้วยดิน; ถ้าถามว่า ทำไมเขาจึงปั้น ก็ตอบว่าเพราะมีคนมาซื้อ. อย่างนี้เราจะต้องสังเกตให้เห็นว่า

น.1132 ดินหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในการปั้นก็ดี คนที่มาซื้อก็ดี หาใช่มูลเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้เขาปั้นหม้อไม่. มูลเหตุที่แท้จริงอยู่ที่เขารักตัวเขา รักบุตรภรรยาของเขา ไม่อยากให้เขาหรือบุตรภรรยาเขาลำบากหรืออดตายเป็นต้น เขาจึงปั้นหม้อ และ การปั้นหม้อก็เกิดขึ้น ส่วนดินหรือเครื่องมือเครื่องใช้หรือคนมาซื้อนั้น เป็นเพียง ปัจจัย หรืออุปกรณ์แวดล้อมออกไปเท่านั้น. ทั้งนี้เพราะว่า แม้มีดินและคนมาซื้อ แต่ถ้าไม่มีความเห็นแก่ "ตัวกู-ของกู" ของนายช่างหม้อเองแล้ว การปั้นหม้อ จะมีขึ้นไม่ได้ มูลเหตุที่แท้จริงที่ควรแก่นามว่ามูลเหตุ นั้นอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" หรือความเห็นแก่ตัวเองของนายช่างหม้อนั่นเอง. ทั้งนี้เพื่อให้ เข้าใจความหมายของคำว่ามูลเหตุ ให้ถูกตรงกันเสียก่อน ไม่เอาไปปนกับคำว่า ปัจจัยหรืออุปกรณ์ เป็นต้น แล้วเราก็จะได้รับความปลอดภัยหรือสะดวก ในการที่ จะศึกษาถึงมูลเหตุของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นอีกต่อหนึ่ง ซึ่งได้แก่ อวิชชานั่นเอง. ซึ่งเราจะได้ศึกษากันสืบไปว่า มันมีรายละเอียดอย่างไร และมีอะไร เป็นปัจจัย หรือเป็นอุปกรณ์เป็นต้น. ถ้าเราทำได้สำเร็จในเรื่องนี้ เราก็จะสามารถ ตัดต้นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู” หรือ Egoism นั้นได้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย.

น.1133 วิญญาณที่หลุดแล้วจากการ หุ้มห่อของอวิชชาจึงสามารถ เป็นผู้นำของวิญญาณอื่นๆ ที่ ยังไม่หลุด และนำไปสู่ความ หลุดจากอวิชชาอันเป็นกรงขัง หรือแดนจำกัดของวิญญาณ ที่ยังมืดมนนั่นเอง จากเรื่อง "มัคคุเทศก์ ทางวิญญาณ"

น.1134 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๓. การเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” ในวันนี้จะได้กล่าวถึง การเกิดของ “ตัวกู-ของกู” ต่อจากวันก่อน. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าอวิชชาเป็นมูลเหตุให้ เกิด “ตัวกู-ของกู”; ในวันนี้จะได้กล่าวถึงมูลเหตุ คือ อวิชชานั้นได้อาศัยอะไรเป็นปัจจัยและเป็นอุปกรณ์จึงได้ ปรุง “ตัวกู-ของกู” ให้เกิดขึ้นได้. ตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา พึงทราบไว้เป็นหลักกว้าง ๆ ที่สุด เสียก่อนว่า บรรดาเรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่จิตนั้นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” เป็นที่ตั้งที่อาศัยเป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย หรือที่เรียกว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เหมือน อย่างนายช่างหม้อจะปั้นหม้อ ก็ต้องมีดินมาใช้ปั้น ฉันใดก็ฉันนั้น : ฉะนั้นผู้ศึกษา จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องอารมณ์อย่างทั่วถึงเสียก่อน จึงจะเป็นการสะดวกและง่าย ในการที่จะเข้าใจเรื่องทั้งหลาย. สำหรับคำว่า อารมณ์ นั้น แปลว่า สิ่งหรือที่เป็นที่หน่วงที่ยึดด้วยความ ยินดี. คำนี้ ตามตัวพยัญชนะแปลว่า “เป็นที่มายินดี” ; แต่ตามความหมาย

น.1135 แท้จริงนั้น เป็นที่ยึดที่หน่วง เพื่อยินดีก็ได้ ยินร้ายก็ได้ ถ้าว่าเป็นที่มายินดี ก็หมายถึงเป็นที่ยินดีของอายตนะที่ได้กระทบ. เหมือนสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม เช่น บวก กับลบ เป็นต้น เมื่อมีความประสงค์ที่จะเป็นกลาง ย่อมมีความประสงค์ที่จะกระทบ เพื่อรวมกันเป็นกลาง แล้วหยุดความประสงค์อันนั้นเสียได้. ข้อนี้เราอาจจะกล่าว ได้ว่าเป็นความต้องการของธรรมชาติ หรือเป็นกิริยาของธรรมชาติ ซึ่งดูราวกับว่า มีชีวิตจิตใจ เพราะมีความประสงค์ที่จะกระทบ. อำนาจอันเร้นลับอันนี้เอง ที่ทำให้ สิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” เกิดมีความหมาย และกลายเป็นตัวการที่สร้างความวุ่นวาย นานาชนิดขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับในเรื่องของไฟฟ้าซึ่งต้องมีตัวการที่ต่างกันเป็น บวกและลบ เราจึงสามารถถือเอาพลังงานและประโยชน์อื่น ๆ จากมันได้ ซึ่งถ้า ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่ได้รับอะไรเลย ที่เป็นประโยชน์อันแท้จริงจากไฟฟ้า. สำหรับสิ่งที่เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ เรานั้น เราจะต้องสังเกตจนพบว่ามันมี อยู่ ๒ ฝ่าย ; ฝ่ายที่เป็นภายในเรียกว่า "อายตนะภายใน" ส่วนฝ่ายที่เป็นภายนอก เรียกว่า "อายตนะภายนอก” ฝ่ายที่เป็นภายใน ก็คือส่วนที่จะเป็นสื่อ หรือเป็น เครื่องมือสำหรับหน่วงเอาอารมณ์ภายนอก. ตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา หรือ ศาสนาใกล้เคียงถือว่าสิ่งเหล่านั้นมีประจำอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเอง. ตัวอวัยวะ คือ ตา หู จมูก ลิ้นเป็นต้น ล้วน ๆ นั้นเรียกว่า "ทวาร" ซึ่งแปลว่า ประตู มีความหมายว่าเป็นเหมือนประตูที่จะเปิดรับเอาสิ่งภายนอกเข้ามา. คำว่า ตา หู จมูก เป็นต้นเหล่านี้ หมายถึง ตา หู ที่ประกอบอยู่ด้วยประสาทสำหรับรู้สึก จึงหมายถึง ตา หู เป็นต้น ของสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีความเตรียมพร้อมและความไว ต่อการที่จะรับอารมณ์ จึงดูราวกับว่า มีความยินดีในการจะรับอารมณ์เป็นลักษณะ เฉพาะของมัน. ส่วนอายตนะภายนอกนั้น ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” นั่นเอง.

น.1136 เมื่ออายตนะภายในมีอยู่ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดังที่กล่าวแล้ว อารมณ์หรืออายตนะภายนอกก็ถูกแบ่งเป็น ๖ ไปตาม คือตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง จมูกคู่กับกลิ่น ลิ้นคู่กับรส กายคู่กับโผฏฐัพพะ คือการสัมผัสทางผิวหนัง และใจคู่กับธรรมารมณ์ คือความรู้สึกนึกคิดขึ้นในใจ. ความสำคัญมีอยู่ในข้อที่ว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายต้องมีด้วยกัน. ถ้าขาดไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็ไร้ความหมาย หรือมีค่าเท่ากับไม่มี; และเมื่อมาพร้อมเป็นคู่กัน การกระทบกันเป็นสิ่งที่ต้องมี. หลังจากนั้น อายตนะภายนอกอันนั้นก็แสดงอำนาจ หรือแสดงคุณสมบัติของมันออกมา ผลจึงเกิดขึ้นตามมาว่า จิตจะพอใจหรือไม่พอใจ. ถ้าพอใจก็มีความหมายไปอย่างหนึ่ง ถ้าไม่พอใจก็มีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง. สำหรับจิตนั้น แล้วแต่ว่าจิตนั้นได้รับการอบรมอย่างไร คือมีวิชชาหรือมือวิชชานั่นเอง :ตากระทบรูป หรือหูกระทบเสียงอย่างเดียวกันแท้ๆ แต่จิตที่ได้รับการอบรมมาต่างกัน ย่อมเกิดความรู้- สึกในขณะนั้นต่างกัน หรือต่างกันอย่างตรงกันข้ามทีเดียวก็ได้. แต่แม้ว่าจะต่างกันอย่างไร ในที่สุดก็เป็นที่ตั้งแห่งการเกิดขึ้นของ "ตัวกู-ของกู" ด้วยกันทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าจิตนั้นเป็นจิตที่หมดอวิชชาแล้วโดยสิ้นเชิงเท่านั้น, ถ้ายังมีอวิชชาอยู่ จักต้องเกิดความรู้สึกว่า ข้าพเจ้าเห็นนั้น, ข้าพเจ้าได้ยินนั่น, ก็เกิดเป็น "ตัวกู" ที่เห็นนั่นเห็นนี่ ได้ยินนั้นได้ยินนี่ขึ้นมาทันที; มีตัวผู้เห็นและมีตัวสิ่งที่ถูกผู้นั้นเห็น. สิ่งที่ถูกตัวผู้นั้นเห็น ก็เป็น "ตัวกู" ขึ้นมาทันที. นี้เป็นการกล่าวรวบรัด อย่างหยาบ ๆ เพื่อความเข้าใจง่าย ชั้นหนึ่งก่อน ว่าอวิชชาเป็นมูลเหตุให้ เกิด "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "อารมณ์" เป็นปัจจัย ทีนี้สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ คุณค่าหรือความหมาย ที่มีอยู่ใน อารมณ์นั้น ๆ. ตัวอารมณ์ล้วนๆ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส อะไรก็ตาม ต้องมีคุณค่า และมีความหมาย; และสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า และความหมาย

น.1137 นั่นเอง เป็นตัวการสำคัญ ที่มีอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ. "คุณค่า" ในที่นี้ เราหมายถึง คุณสมบัติที่ทำให้เกิดผลทางฝ่ายวัตถุ มากกว่า. ส่วน "ความหมาย" นั้น หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ชิดกับกิเลสหรือเป็นเหยื่อของอวิชชามากไปกว่า. ที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่นในกรณีที่กินอาหารอยู่ เคี้ยวอาหารอยู่ ได้รับคุณค่า ในส่วนที่บำรุงร่างกายได้หรือแก้หิวได้เป็นต้น; แต่ส่วน “ความหมาย” นั้น มันหมายถึงว่า เขารู้สึกว่าเขากำลังกินอะไร เช่นกินเนื้อกินไข่ที่ปรุงกันขึ้นเป็นอาหารชื่อนั้นชื่อนี้ที่ถูกปากของเขา หรือว่าเขาได้พบกันกับสิ่งที่ถูกอารมณ์ของเขา. โดยทางจิตวิทยาเราจักต้องแยกกันอย่างนี้ว่า คุณค่าของอาหารนั้นเป็นอย่างหนึ่ง แล้วความ- หมายของสิ่งที่ถูกปาก หรือของโปรดของผู้นั้น ๆ เป็นอีกอย่างหนึ่ง และอย่างหลังนี่แหละเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังให้ดี เพราะว่าเรื่องราวที่จะเป็นไปเพื่อความทุกข์นั้นมันตั้งอยู่บนสิ่ง ๆ นี้ และตรงกันกับความหมายของคำว่า “อารมณ์” กล่าวคือ สิ่ง หรือ ที่ซึ่งเป็นที่จดจ่อของใจ. เนอปลา หรือไข่อย่างเดียวกันแท้ๆ ถ้าปรุงไปในลักษณะที่ถูกปากของเขา ก็เป็นอารมณ์ดี, ถ้าปรุงไปในลักษณะที่ไม่ถูกปากของเขา ก็เป็นอารมณ์ร้าย ; แต่คุณค่าทางอาหารนั้นยังเหมือนกัน ; เราจึง ต้องรู้จักแยกเอา "ความหมาย" ออกมาเสียจากสิ่งที่เราเรียกว่า "คุณค่า" แม้ว่าในตัวของคุณค่าเองก็มีความหมาย แต่เราก็จะต้องรู้จักแยกคุณค่าออกจากความหมายเสมอไป เพื่อจับให้ได้ว่า อะไรเป็นเนื้อแท้ของสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด เวทนา ตัณหา อุปาทานไปตามลำดับ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงจะสามารถควบคุมการเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู" ได้. ผู้ศึกษาจะต้องสังเกต ให้เข้าใจในข้อที่ว่า เมื่อบุคคลกำลังเสวย อารมณ์ร้ายอยู่ คือไม่ถูกใจ ก็เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู" เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หรือเป็นตัวกูที่ร้ายไปตามอารมณ์ ; ส่วนในขณะที่เสวยอารมณ์ดีนั้นก็มีความรู้สึกว่า

น.1138 ตัวกูเป็นอย่างนั้น ตัวกูเป็นอย่างนี้ไปตามเรื่องของการเสวยอารมณ์ดี. อารมณ์ ทุกชนิดเป็นเหตุให้เกิด "ตัวกู" ได้เท่ากันเสมอ; แล้วสิ่งที่เป็น อารมณ์ดี หรือร้ายนั้นก็เป็น "ของกู" ได้โดยเท่ากัน. เมื่อมีความรู้สึกเป็นตัวกู เป็น ของกู เกิดขึ้นมาอย่างเต็มรูปเช่นนี้แล้วก็นับว่า เรื่องนั้นได้เป็นไปถึงที่สุดแล้ว สำหรับสิ่งที่เรียกว่า การเกิด หรือ ชาติ และหลังจากนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ จักต้องตามมาตามสมควรแก่กรณี คือ ตามมากตามน้อย. นี่เป็นการกล่าวโดยหลักทั่วไปสำหรับบุคคลธรรมดา ที่ยังประกอบอยู่ ด้วยอวิชชาอย่างปุถุชนสามัญ เพื่อให้เห็นว่าความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร. ส่วนในกรณีของผู้ที่หมดอวิชชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พระอรหันต์นั้น มันแยกทางกันเดินตรงที่ท่านไม่ยึดถือในความหมาย รวมทั้งไม่ ยึดถือในคุณค่าด้วย. สำหรับคุณค่านั้นไม่มีปัญหาอะไรนัก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้น และเป็นสิ่งที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ และไม่เป็นสิ่งที่ยั่วให้ยึดถือด้วย อุปาทาน เว้นไว้แต่จะไปจับฉวยเอาความหมายของคุณค่านั้นอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเรื่องก็จะ กลายเป็นการยึดถือในความหมายไป. สิ่งทั้งหมดจึงไม่มีความหมายสำหรับพระ อรหันต์ คือไม่มีอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ถูกปากถูกใจ หรือไม่ถูกปากถูกใจ กล่าวคือ ไม่ปรุงให้เป็นอารมณ์ดี หรือเป็นอารมณ์ร้ายขึ้นมาได้ ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" จึงไม่มีช่องทางที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยว ข้อง มีแต่วิชชาที่แท้จริงอยู่เป็นประจำ การกระทบของอายตนะทางตาเป็นต้น ก็ เป็นสักแต่ว่ากระทบ พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็สิ้นสุดลง ไม่ปรุงเป็นเวทนา หรือเป็นตัณหาขึ้นต่อไปได้. ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" จึงไม่อาจจะเกิดขึ้น เพราะถูกตัดตอนในกระแสแห่งการเกิดเสียแล้วตั้งแต่ในขั้นของการกระทบ. ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เพราะอวิชชามีอยู่ อารมณ์ทั้งหลาย จึงได้เกิดมีความหมายขึ้นมา. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ย่อมยึดถือเอา

น.1139 ความหมายนั้น ๆ ปรุงเป็นความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์นั้น ๆ ขึ้นมาอย่างเต็มรูป. ถ้าปราศจากอวิชชาแล้ว ย่อมหมายความว่าจิตไม่ถูกลวง ด้วยความหมาย คือไม่ตกอยู่ภายใต้วิสัยที่จะถูกลวงด้วย "ความหมาย" ของสิ่ง ทั้งปวง. อารมณ์ทางตามีเรื่องราวเป็นอย่างไร ลักษณะเป็นอย่างไร หลักการ เป็นอย่างไร อารมณ์ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเองก็เป็นอย่างนั้น คือ ทุกอารมณ์มีคุณค่าและความหมาย จึงได้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ของจิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เป็นที่เกิดแห่ง "ตัวกู-ของกู่" ได้เสมอกัน. อารมณ์ที่ประทับใจแรงและนาน เรียกว่า อารมณ์ใหญ่ หรือใหญ่ยิ่งแล้วแต่กรณี. อารมณ์ที่มีความประทับใจนิดหน่อย เรียกว่า อารมณ์เล็ก หรือ เล็กอย่างยิ่ง แล้วแต่กรณี. ส่วนที่อยู่ในระหว่างนั้นเรียกว่า อารมณ์ธรรมดา คือ มีการประทับใจ ที่มากและนานพอที่จะให้เกิดเรื่องราวได้ตามธรรมดา. กรรมต่าง ๆ ที่กระทำลงไป ก็วัดกันด้วยกำลังของอารมณ์ที่มากหรือน้อย ที่ใหญ่หรือเล็ก ดังที่กล่าวมานี้เอง. อารมณ์ที่เป็นเหตุให้ทำกรรมขนาดใหญ่ ย่อมมีกำลังมากพอที่จะทำให้ ร่างกายสั่นหรือใจสั่นในขณะนั้นได้ หมายความว่ามีการประทับใจมาก จึงมีเจตนา มาก มีประโยคคือตัวการกระทำนั้นมากและหนัก มีผลเกิดขึ้นคือทำให้เกิด "ตัวกู-ของกู" ชนิดที่ใหญ่หลวง ชนิดที่ทำให้เกิดความระส่ำระสายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. ถ้าอารมณ์มีอำนาจน้อย คือมีความหมายน้อยก็เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม. แต่ อย่าลืมว่าขึ้นชื่อว่า "ตัวกู-ของกู" แล้ว จะต้องมีการเกิดขึ้นมาในลักษณะดังกล่าว นี้ทั้งนั้น ซึ่งสรุปได้ว่าจะต้อง มีอวิชชาเป็นมูลเหตุ; มีอารมณ์เป็นปัจจัย หรือเป็น อุปกรณ์; และ มีสิ่งที่เรียกว่า “ความหมาย” เป็นตัวการสำคัญอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ; มีสิ่งที่เป็นเหมือนสถานที่หรือออฟฟิศทำงาน อยู่ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กายและใจเอง.

น.1140 ซึ่งเรียกว่า "ทวาร" ในที่นี้ และปรุงเป็น "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาได้ในรูปร่าง ที่ต่างกัน เพราะมาจากอารมณ์ที่ต่างกัน; ฉะนั้น จึงเป็น ตัวกูอย่างมนุษย์ ธรรมดา ก็ได้ เป็น ตัวกูอย่างสัตว์นรกหรือสัตว์เดียรฉาน ก็ได้ หรือเป็น ตัวกูอย่างธรรมดาหรือพรหมก็ได้. และยังมีส่วนที่ปลีกย่อยออกไป เช่น ในกรณีที่เป็นตัวกูอย่างมนุษย์นั้น ก็อาจจะผิดแปลกแตกต่างกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้แล้วแต่ความรู้สึกที่เป็นผล ก็อาจจะผิดแปลกแตกต่างกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้แล้วแต่ความรู้สึกที่เป็นผล เกิดขึ้นว่า ตัวเองเป็นอะไรในขณะนั้น เช่น เป็นบิดา เป็นมารดา เป็นลูก เป็นหลาน เป็นบุตรภรรยาสามี เป็นคนร่ำรวย เป็นคนยากจน เป็นนายเป็นบ่าว เป็นคนสวย คนไม่สวย เป็นคนแพ้คนชนะ เป็นคนถูกเขาเอาเปรียบ หรือเป็นคน เอาเปรียบเขา กระทั่งรู้สึกว่าตัวเป็นคนโง่หรือเป็นคนฉลาด คนมีบุญ คนมีบาป คนดีคนชั่ว คนมีสุขหรือคนมีทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น. นี่แหละคือ "ตัวกู" ที่ถูกปรุง ขึ้นมาด้วยอวิชชา ในรูปต่างๆ กัน ในระดับต่าง ๆ กัน ล้วนแต่จะต้องเป็นทุกข์ เพราะความยึดถือว่าเป็นอย่างนั้น ๆ ด้วยกันทั้งนั้น; เพราะจะต้องมีความเห็นแก่ตัว สมแก่ความเข้าใจว่า ตัวเป็นอย่างไรเสมอกันทั้งนั้น. ทั้งนี้เพราะว่าแม้จะมีรูปลักษณะ ต่างกันอย่างไร โดยเนื้อแท้แล้วย่อมมาจากอวิชชาตัวเดียวกัน . ทั้งหมดนี้คือ อาการที่ "ตัวกู-ของกู" เกิดมาจากอวิชชา โดยได้ อาศัยปัจจัยและอุปกรณ์ต่างๆ ที่แวดล้อมดังที่กล่าวแล้ว.

น.1141 คนสมัยนี้ พราหมณ์เอย ! มนุษย์ในสมัยนี้ กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภจัดเกินไป มุ่งหน้าแต่ในทางที่ผิดธรรม. ครั้นมนุษย์ เหล่านั้น พากันกำหนัดยินดี ไม่เป็นธรรม. โลภจัดเกินไป มุ่งหน้าแต่ในทางผิดธรรม. จึงเกิดทุพภิกขภัย ข้าวน้ำเสียหาย ด้วยเหตุนั้นจึงพากันตายมาก. พุทธภาษิต ติก. อํ. ล. ๒๑ บ. ๕๕๖

น.1142 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๔. อาณาจักรของ “ตัวกู-ของกู” (เคหสิต) การบรรยายในวันนี้ จะได้กล่าวถึงการเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” ต่อจากวันก่อน. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า “ตัวกู-ของกู” ต้องเกิดมาจากอวิชชา มีอารมณ์ ๖ ชนิด ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก เป็นต้น เป็นปัจจัยอันสำคัญ; และอารมณ์นั้นมี “ความหมาย” เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. บัดนี้จะกล่าวถึงข้อที่ “ความหมาย” ก่อให้เกิดความ รู้สึกที่เป็นความยึดถือขึ้นมาได้อย่างไร สืบไป. ก่อนแต่จะเกิดความยึดถือนั้น ต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ตัณหา” ขึ้นก่อน. ตัณหา แปลว่า ความอยาก. เมื่อมีความอยากชนิดหนึ่งชนิดใด; ในสิ่งใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าความยึดถือหรืออุปาทานก็เกิดขึ้น เพราะ ในความ รู้สึกอยากนั้น จะต้องมีความรู้สึกเป็น ตัวผู้อยาก รวมอยู่ด้วยโดยอัตโนมัติ

น.1143 เสมอไป : อารมณ์ที่มีความหมายถูกใจ ก็ทำให้เกิดความอยากขึ้นชนิดหนึ่งเป็น ธรรมดา; แต่ถึงแม้อารมณ์ที่ไม่ถูกใจ ก็ยังทำให้เกิดความอยากขึ้นอีกชนิดหนึ่ง; แม้จะมีอาการตรงกันข้าม ก็เรียกว่า “ความอยาก" ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ทราบความหมายของคำ ๆ นี้ไว้ว่า มันมีความหมายผิดแปลกแตกต่างจากคำ ธรรมดาสามัญที่ใช้พูดกันอยู่ในภาษาไทย; แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็พอจะเข้าใจได้. เมื่อมีความอยากไม่ว่าชนิดไหนหมด ย่อมมีความรู้สึกที่เป็นตัวผู้อยากรวมอยู่ด้วย โดยอัตโนมัติเสมอไป. ความรู้สึกที่เป็นตัวผู้อยากนั่นแหละคือ "ตัวกู " ในที่นี้. มันรู้สึกอยากในสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นแหละจะเป็น "ของกู" ขึ้นมา. ความรู้สึก ทั้งสองชนิดนี้เรียกว่าความยึดถือ หรืออุปทาน คือยึดถือว่า "ตัวกู" ยึดถือว่า "ของกู" ผู้ศึกษาจะสังเกตเห็นได้เป็นเลา ๆ แล้วว่า ความรู้สึกในทางจิต เช่น ตัณหา และอุปาทานนี้ มีมูลมาจากอวิชชา เช่นอาจจะมองเห็นได้เองว่า เพราะไม่รู้อย่างถูกต้องจึงได้ไปอยากเข้า; เพราะไม่รู้จึงได้ไปยึดถือเข้า. นี้เป็น ความถูกต้องอย่างยิ่ง จึงควรถือโอกาสทำความเข้าใจกันเสียเลยในที่นี้ว่า ความรู้สึก ทุกชนิดที่เป็นไปในทางผิด ล้วนแต่มีมูลมาจากอวิชชาทั้งนั้น เช่น ที่มีความโลภ ก็เพราะไม่รู้ว่าไม่ควรโลภ. ที่มีความโกรธก็เพราะไม่รู้ว่าไม่ควรโกรธ. ที่มีความ หลงก็เพราะไม่รู้ว่าไม่ควรหลง. นี้แสดงว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีมูล มาจากอวิชชา. แม้จะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด ความกลัว เป็นต้นก็ดี อีกมากมายหลายสิบอย่างนั้น ก็ล้วนแต่อาจจะรวม กันได้ในคำว่า โลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นความรู้สึกทั้งหลายที่เป็นของผิด คือ เป็นมิจฉา จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม ล้วนแต่มาจากอวิชชาทั้งนั้น; ฉะนั้น อวิชชา เพียงตัวเดียวเท่านั้น สามารถแบ่งเป็นหมวดเป็นหมู่เป็น Faculty หรือเป็นคณะ แห่งกิเลสต่าง ๆ ได้ตามความมุ่งหมาย ตามแต่อารมณ์นั้น ๆ จะดึง หรือปรุงไป ในทางไหน.

น.1144 ความรู้สึกที่เกิดเป็นกิเลสขึ้นนั้น จะมีสมรรถภาพตรงกับการที่จะปฏิบัติ ต่ออารมณ์นั้น ๆ ตามที่อวิชชาจะบันดาลให้เป็นไปในรูปใด. เราสามารถแบ่ง กิเลสเป็นหลายชื่อ และเป็นหมวดเป็นหมู่กันได้ด้วยเหตุนี้ : ความรู้สึกที่เป็นไปใน ทาง เร่เข้าหาอารมณ์ นั้น เราเรียกว่า ความโลภ หรือความกำหนัด หรือความรัก เป็นต้น; ส่วนความรู้สึกที่ทำให้ ผงะหรือผลักออกจากอารมณ์ นั้น เราเรียกว่า ความโกรธ ความเกลียด หรือ โทสะ เป็นต้น; ส่วนความรู้สึก ที่ยังไม่แน่ใจแต่ มีความทึ่งอยู่ในอารมณ์ นั้น ทำให้วนเวียนอยู่โดยรอบ ด้วยความสงสัยหรือความ ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปอย่างไรดี อย่างนี้เราเรียกว่า โมหะ หรือ ความหลง; แต่ทั้งหมดนี้ก็คืออวิชชานั่นเอง. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าตัณหา ซึ่งจัดเป็น ประเภทความอยากหรือความโลภนั้น จึงเป็นอาการของอวิชชาโดยแท้ คือ อวิชชา ในความหมายแห่งตัณหา หรือ อวิชชาเมื่อทำหน้าที่อยาก หรือเป็นเหตุให้อยาก และเป็น ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู"; หรือที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ในฐานะเป็นแดนเกิดของความทุกข์ เรียกว่าทุกขสมุทัย ดังที่ตรัสไว้ในรูป ของอริยสัจจ์ ๔, เราจึงควรรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ตัณหา" นี้กันโดยละเอียด. ตัณหา แปลว่า ความอยาก แบ่งออกได้เป็นความหมายใหญ่ ๆ ๓ ประการ คืออยากไปตามความใคร่ในทางกาม เรียกว่า กามตัณหา เรียกสั้นๆ ว่า “อยากได้” นี้อย่างหนึ่ง; เป็นความอยากชนิดที่รู้จักกันได้ง่าย ๆ และเห็นกัน อยู่ทั่ว ๆ ไป ก็คือความอยากชนิดนี้เอง; ส่วนความอยากชนิดที่ทำให้อยากเป็นนั่น เป็นนี่ หรือแม้แต่เพียงอยากจะเป็นอยู่ไม่อยากให้ตาย นี้รวมเรียกว่า ภวตัณหา เรียกสั้นๆ ว่า "อยากเป็น" นี่ไม่เกี่ยวข้องกับกาม. ส่วนความอยากประเภทสุดท้าย นั้น ตรงกันข้ามจากภวตัณหา. กล่าวคือ อยากไม่ให้มี ไม่ให้เป็นขึ้นมา หรืออยาก ไม่ให้เป็นอย่างนั้นอยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ แม้กระทั่งอยากไม่มีชีวิตอยู่ คืออยากตาย อยากดับหายไป เหล่านี้ รวมเรียกว่า วิภวตัณหา, เรียกสั้นๆ ก็คือ "อยากไม่เป็น- ไม่มี" คือไม่ให้มีตัว.

น.1145 ขอบอกกล่าวไว้ในที่นี้เสียเลยว่า การทำความเข้าใจอย่างชัดแจ้งใน ความหมายของตัณหาทั้ง ๓ นี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด. ถ้าปนกันหรือฟื่นเฝือแล้ว ยากที่จะเข้าใจธรรมะได้ หรือไม่อาจจะเข้าใจได้เลย ฉะนั้น จะต้องรู้จักพิจารณา แยกแยะแบ่งแยกกันให้ได้โดยเด็ดขาดเป็นประเภท ๆ ไป เช่น กามตัณหาต้อง เนื่องด้วย กามโดยตรง : ถ้ามาก็มาจากกาม, ถ้าอยู่ก็อยู่เพื่อกาม, ถ้าจะไป ก็ไปเพื่อกาม. ส่วนตัณหาอีกสองอย่างนั้นไม่เนื่องด้วยกามเลย แต่ไปเนื่องกับ ความเป็น. ถ้าอยากในความเป็น ก็เป็นอย่างที่เรียกว่าภวตัณหา. ถ้าอยาก ในความไม่เป็น คือตรงกันข้ามจากภวตัณหาแล้ว ก็เรียกว่าวิภวตัณหา. ผู้ศึกษา พึงใคร่ครวญเปรียบเทียบเพ่งเล็งถึงตัวอย่างให้เห็นชัดแจ้งด้วยตนเอง จนกระทั่ง มองเห็นว่ามันเป็นความอยากเหมือนกันทั้ง ๓ อย่าง จึงจะเพียงพอแก่การที่จะศึกษา ธรรมะข้อต่อไป และทำให้เห็นชัดว่า คำว่าตัณหาในภาษาบาลีนั้นมันกว้างกว่า ความหมายของคำว่า อยาก ในภาษาไทยธรรมดา หรือแม้กระทั่งภาษาอื่น ๆ ด้วย ที่เป็นภาษาต่างประเทศชนิดที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา. ขอให้ถือว่าคำ ๆ นี้เป็นที่คำ ที่มีความหมายเฉพาะ และ ควรเรียกมันด้วยภาษาเดิมว่า "ตัณหา" จะเป็นการดี กว่าที่จะแปลมาเป็นภาษาของตัวเองแคบ ๆ สั้นๆ ว่าความอยาก. คำนี้แม้จะ เป็นคำเดียวกันกับคำว่า ตฤษณา ของภาษาสันสกฤต ที่แปลมาเป็นภาษาไทยว่า ดำฤษณา ก็อย่าได้ใช้ คำว่าดำฤษณานั้น ในฐานะเป็นคำที่มีน้ำหนัก เท่ากับ "ตัณหา"; เพราะคำว่า ดำฤษณา ในภาษาไทยเรา หมายถึงความกำหนัดในทาง กามอย่างเดียว. ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ต่อไปว่า บางทีเราก็เอาคำว่า ตัณหา มาใช้ เป็นรูปภาษาไทย ให้มีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า ดำฤษณา. คำว่า ตัณหา ในภาษาไทยอย่างนี้ ไม่พอที่จะใช้รวบความหมายของคำว่า ตัณหา ในภาษาบาลี และโดยเฉพาะที่เป็นภาษาธรรมะ; เพราะนั่นหมายถึงแต่เรื่องกามอย่างเดียวอีก นั่นเอง.

น.1146 ถ้าจะให้เข้าใจ ความหมายของคำว่า ตัณหา ๓ ประการ อย่างรัดกุม ที่สุดแล้ว ควรจะถือเอาตามแนวของอรรถกถาที่ชี้ไว้ เป็นแนวว่า กามตัณหามาจาก ความรู้สึกในทางกาม เช่นความเห็นว่าสวย ว่างาม ว่าอร่อย เป็นต้น. ส่วน ภวตัณหานั้นมีมูลมาจากสัสสตทิฏฐิ คือความเห็นว่าสิ่งนั้นๆ มีความเที่ยงแท้ถาวร (Permanence) มีความใคร่ในความเที่ยงแท้ถาวร จึงเกิดเป็นภวตัณหา คือความ ใคร่ในความเป็น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสูงไปกว่าความใคร่ไปในทางกาม จึงถือว่า ดีกว่า หรือสูงกว่า ดังที่กล่าวกันว่าพวกพรหมสูงกว่า ประเสริฐกว่าพวกเทวดา ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นกามาวจร; หรือที่กล่าวอย่างสำนวนปรมัตถ์ว่า "สัตว์ในชั้น รูปาวจร สูงกว่าสัตว์ในชั้นกามาวจร" ดังนี้เป็นต้น. ส่วน วิภวตัณหานั้น มีมูล มาจากอุจเฉททิฏฐิ คือความเห็นว่าสิ่งต่างๆ ขาดสูญ หรือมีมูลจากนัตถิกทิฏฐิ คือเห็นว่าอะไรๆ ก็ไม่มี ซึ่งรวมทั้งการเห็นอนัตตา สุญญตา อย่างผิด ๆ จนกลาย เป็นคนสิ้นหวังในการที่จะอยู่หรือจะทำอะไร จึงมีความอยากที่น้อมไปในทางดับสูญ หรือทำลายตัวเอง ด้วย อำนาจความเห็นผิด. ถ้าอาศัยหลักมูลฐานดังที่กล่าวมานี้ แล้ว ความอยากทั้ง ๓ ประการนี้ จะไม่มีทางที่จะปะปนกันหรือฟั่นเฝือได้เลย. จะเห็นได้อย่างกระจ่างชัดว่า มันเป็นความอยากที่ต่างกันจริง ๆ จนไม่อาจจะจัด เป็นประเภทเดียวกันได้ แต่เราก็รวมเรียกทั้งหมดนั้นว่า "ตัณหา"; และทุก ๆ อย่างเป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน คือเป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู" ได้ด้วยกัน ทั้งนั้น. เราจะเห็นได้พร้อมกันทันทีในที่นี้อีกว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" นั้นจะมี อยู่เป็นชั้น ๆ สูงต่ำกว่ากันเป็นอย่างมาก ตามความหมายของคำว่าตัณหานั่นเอง. เช่น เป็น "ตัวกู" ที่เป็นสัตว์ธรรมดาสามัญ รวมทั้งเทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร นี้ประเภทหนึ่ง คือเป็น "ตัวกู" ชนิดที่ยังติดพันอยู่ในกาม. ถัดจากนั้นก็เป็น "ตัวกู" ชั้นพรหม จืดสนิทจากกามจึงมีความบริสุทธิ์ หรือสูงกว่า ประเสริฐกว่า ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง, เรียกว่า "ตัวกู” ที่ติดพันอยู่ในรูปธรรมบริสุทธิ์ เรียกว่า

น.1147 ชั้นรูปาวจร. สูงไปกว่านั้นอีกก็คือ "ตัวกู" ที่เป็นอรูปพรหม, คือ "ตัวกู" ที่ผูกพัน อยู่ในสิ่งที่ไม่มีรูป หรือในความบริสุทธิ์ของความไม่มีรูป เรียกว่า "ตัวกู" ชั้นอรูปาวจร ซึ่งนับว่าเป็นสภาวะ หรือสถานะสูงที่สุดที่มนุษย์จะนึกอยากไปได้. เราจึงได้ "ตัวกู" เป็น ๓ ประเภท ตามประเภทของตัณหา. ฉะนั้น เราจะต้องมองให้เห็นความทะนงตัวของ "ตัวกู” ที่มีอยู่ตาม ประเภทของตัณหา เป็น ๓ ประเภท ดังที่กล่าวแล้ว : "ตัวกู" ในประเภทกาม ก็ทะนงเกี่ยวกับเรื่องกาม, "ตัวกู" ประเภทพรหมก็ทะนงตัวเกี่ยวกับความเป็นพรหม คือทะนงว่าตัวสูงหรือประเสริฐกว่าพวกที่พัวพันในกาม. "ตัวกู" ประเภทอรูปพรหม ก็ทะนงตัวว่า ความบริสุทธิ์ของตนนั้น สูงกว่าความบริสุทธิ์ของพวกรูปพรหม เพราะไปพอใจในสิ่งที่ไม่มีรูป; ดังนั้นมันจึงเป็นมานะหรือทิฏฐิไปด้วยกันทั้งนั้น. ไม่มีพวกไหนพ้นจากมานะหรือทิฏฐิ จึงถือว่ายังมีคำว่า "ตัวกู-ของกู" อยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น และเป็นความทุกข์เสมอกันหรือลึกซึ้งแยบคายกว่ากัน. ยิ่งเข้าใจว่าสูงมาก ประเสริฐมากก็ยิ่งยึดถือมาก ฉะนั้นแม้จะไม่เกี่ยวกับกาม แต่ก็อาจจะมีความทุกข์ ชนิดที่เหนียวแน่นลึกซึ้งยิ่งไปกว่ากาม เพราะความยึดถือว่าสูงมาก บริสุทธิ์มาก ประเสริฐมากนั่นเอง เมื่อกล่าวโดยทางปรมัตถ์แล้ว ภาวะทั้งหมดนี้มีได้ในหมู่มนุษย์เราครบ ทุกอย่างทุกประการ คือทุกชนิดของตัณหา และทุกชนิดของ "ตัวกู" : เช่น ในบางคราว จิตของคนเราผละไปจากกามไปยึดถือที่เกียรติ หรือที่อะไรบางอย่าง ที่ไม่เกี่ยวกับกาม แต่มีความหมายเป็นนั่นเป็นนี่ ที่สูงไปกว่ากาม. นี้ก็คืออาการ ที่ถูกภวตัณหาครอบงำ หรือกล่าวอย่างสมมติก็ว่า กำลังเป็นพรหม เป็น "ตัวกู" ชนิดพรหม ที่ไม่ข้องแวะกับกาม. ทีน สำหรับบางคนหรือบางคราว จิตเลื่อน ไปสูงกว่านั้น คือไม่เห็นแก่กาม ไม่เห็นแก่เกียรติ หรืออะไรหมด แต่ไปพัวพัน กับนามธรรมอันละเอียด เช่นรู้ความจริง ความดีจริง เป็นต้นของตัว แม้จะไม่มี

น.1148 ใครทราบ ก็ยังพอจะกล่าวได้ว่า มีจิตใจสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือไปมี "ตัวกู" อยู่ที่สิ่งที่ไม่มีรูปอันบริสุทธิ์นั้น. เราอาจจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่าย ด้วยการเทียบเคียง ดูจนเห็นว่า พวกที่หลงใหลในนกเขา หรือต้นบอน หรือไม้ดัดเป็นต้น ย่อมมีใจ สะอาดกว่าพวกที่กำลังหลงใหลในกามคุณ คือเรื่องทางเพศตรงข้าม มีความพอใจ หรือความทะนงตัวอยู่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ และสูงไปกว่ากามตามธรรมดา ฉะนั้นการแบ่งเป็นชั้น ๆ คือชั้นกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจรดังที่กล่าวแล้ว จึงเป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้ตามธรรมดา หรือตามธรรมชาติ ของสัตว์ ตามที่อวิชชาจะดึงจูงไปในรูปไหนในขณะนั้น; แต่ในที่สุดจะต้อง มองให้เห็นชัดว่า ทั้งหมดนั้นยังเป็นเพียงตัณหาที่มีมูลมาจากอวิชชา และจะต้อง เป็นทุกข์เสมอกัน แม้ในรูปที่ต่างกัน. เมื่อเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ตัณหา" อย่างแจ่มกระจ่างเช่นนี้แล้ว เราจะได้ พิจารณากันถึง การที่ตัณหาเกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ จนกระทั่งเกิดอุปาทาน หรือ "ตัวกู - ของกู" ต่อไป. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในวันก่อนว่า ตัวการหรือความหมายอันสำคัญของสิ่ง ที่เรียกว่า อารมณ์ อยู่ที่ “ความหมาย” ของอารมณ์ ยิ่งกว่าอยู่ที่คุณค่าของอารมณ์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า “ความหมาย” นั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็นเหยื่อของตัณหา โดยตรง; ส่วนคุณค่าล้วน ๆ ของมันนั้น ไม่เป็นที่สนใจของตัณหา เว้นเสียแต่ว่า คุณค่านั้นได้ก่อให้เกิดความหมายอันใดอันหนึ่งขึ้นมาอีก ฉะนั้นเราอาจจะกล่าว ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ความหมาย นั้นมาจากคุณค่าก็ได้ ไม่ต้องมาจากคุณค่าก็ได้ เว้นเสียแต่เราจะให้ความหมายของคำว่า คุณค่า กว้าง จนถึงกับว่ามีประโยชน์ ก็เรียกว่า คุณค่า ไม่มีประโยชน์ก็เรียกว่า คุณค่า ไปอีกทางหนึ่ง; เช่นว่าแม้มีโทษ ก็ถือว่ามีคุณค่าไปในทางให้เกิดโทษ อย่างนี้ก็แปลว่าทุกสิ่งมีคุณค่า และคุณค่า นั้นอาจจะก่อให้เกิดความหมาย คือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือเป็นเหยื่อของ ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยกันทุกอย่าง.

น.1149 วอย่างเช่น เมื่อเรามองเห็นภาพ ๆ ใดภาพหนึ่ง เช่น ภาพดอกไม้ ที่งดงามดอกหนึ่ง; ความรู้สึกอาจจะเกิดขึ้นในทางที่เป็นเหยื่อของตัณหาก็ได้ ในทางที่ไม่เป็นเหยื่อของตัณหาเลยก็ได้; เช่น ถ้ารู้สึกสวยงามติดอกติดใจ หลงใหลในสีและกลิ่นเป็นต้น การเห็นรูปในที่นี้ก็กลายเป็นที่เกิดของตัณหา หรือเป็นเหยื่อของตัณหาไป; แต่ถ้าหากการเห็นนั้น ก่อให้เกิดความรู้สึกที่เดินไป ในทางตรงกันข้าม เช่น เป็นการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติล้วนๆ หรือเดินไปใน ทางจิตใจมากขึ้น คือเกิดความรู้สึกว่า อ้ายนี่เป็นมูลเหตุของความเหน็ดเหนื่อย ความหมดเปลือง ความลุ่มหลงของมนุษย์, หรืออ้ายนี่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ซ่อนไว้ภายใต้ความงามความหอม เป็นต้น; อย่างนี้เรียกว่าไม่ถูกความหมาย ของรูปนั้นครอบงำ และรูปนั้นก็ไม่ได้เป็นที่ตั้ง หรือเป็นเหยื่อของตัณหา เพราะ ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่กลับมีวิชชาเข้ามาแทน, แม้ความหมายเกิดขึ้น ไม่ได้ แต่คุณค่าคงมีไปตามเดิม. เมื่อตัณหาไม่เกิดก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะ ตัวกู ไม่เกิด. นี่คือหลักเกณฑ์อันเกี่ยวกับความหมายของอารมณ์ที่มากระทบทางตา. ส่วนอารมณ์ ที่มากระทบ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ถ้าจิตประกอบไปด้วยอวิชชา ไปสร้างความหมายในทางที่จะเป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือแล้ว จิตจะรี่เข้าหา "ความหมาย" ได้แก่การผลิตสิ่งที่เรียกว่า ตัณหาขึ้นมา นั่นเอง เพราะมีอวิชชาเป็นเครื่องหนุนหลังอยู่. ขึ้นชื่อว่า ความหมาย แล้ว ย่อมก่อให้เกิดตัณหา ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เพราะตัณหามีถึง ๓ ประเภท มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมความหมายทุกประการ. ถ้าเผอิญมีสติสัมปชัญญะเพียงพอ ก็จะยับยั้งอำนาจของอวิชชาเสียได้ มีวิชชา เกิดขึ้นแทน แล้วรับอารมณ์ต่าง ๆ ด้วยสติสัมปชัญญะ คือประกอบอยู่ด้วย วิชชาดังที่กล่าวแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความหมายก็จะเป็นหมันไปเอง คือไม่ถูกยึด.

น.1150 ส่วนสิ่งที่เรียกว่า คุณค่า นั้น ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแทน แล้วมีการจัด การทำไปตามควรแก่กรณี. ทุกข์หรือโทษไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ คงถือ เอาได้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์หรือควรทำ, อย่างนี้เรียกว่า สามารถควบคุม ตัณหา หรือการผลิตตัณหาของอวิชชาไว้ได้, อารมณ์ก็เป็นสักว่าอารมณ์, ผัสสะหรือเวทนาที่เกิดมาจากอารมณ์นั้น ๆ ก็เป็นแต่สักว่าผัสสะสักว่าเวทนา ไม่ก่อให้เกิดตัณหาหรืออุปาทาน หมายความว่าไม่ทำความทุกข์ให้เกิดขึ้น แต่เป็น ความว่างจากทุกข์อยู่ตามเดิม; และสติปัญญางอกงามไปในทางที่จะทำลายความทุกข์ ในกาลข้างหน้ายิ่งขึ้น. ทั้งหมดนี้สรุปความว่า ตัณหาย่อมแสวงหาเหยื่อที่ความหมาย ของอารมณ์ ไม่ใช่ที่คุณค่าอันบริสุทธิ์ของอารมณ์: และ “ความหมาย” นั้น ๆ เกิดมาจากความสำคัญผิด เพราะเนื่องมาจากอวิชชานั่นเอง. ยังมีสิ่งที่จะต้องพิจารณาอีกสิ่งหนึ่ง คือ “ความหมาย” ที่เนื่องไปใน ทางเพศตรงกันข้าม. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อารมณ์นั้นจำแนกเป็นรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นพวกรูปธรรมนี้พวกหนึ่ง ; และมี ธรรมารมณ์อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม หรือที่เป็นไปได้ด้วยจิตล้วน ๆ ไม่ต้อง เนื่องด้วย วัตถุในขณะนั้น; และอารมณ์ทั้ง ๖ นั้น มีความหมายในตัว มันเอง เมื่อถูกเกี่ยวข้องด้วยอวิชชา; และเป็นเหยื่อที่ดียิ่งของตัณหา คือผลิต ตัณหาขึ้นมา. ทีนี้ ถ้าหากว่าอารมณ์ทั้ง ๖ นั้นเนื่องอยู่กับความหมายของเพศ ตรงกันข้ามเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งแล้ว ความหมายนั้นก็จะรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นสองเท่า หรือหลายเท่า. อารมณ์ที่เล็กน้อยนั้นจะกลายเป็นอารมณ์ที่ใหญ่ยิ่งขึ้นมาทันที เช่น การสัมผัสดอกไม้ที่มีสีสวยและกลิ่นหอม ซึ่งตามธรรมดาก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ อยู่แล้ว แต่ถ้าเผอิญความรู้สึกเดินเลยไปถึงว่า นี้คือสัญญลักษณ์ของเพศ ตรงกันข้าม หรือมีความหมายไปถึงอะไร ๆ อื่น ที่เนื่องไปถึงเพศตรงกันข้าม ดังนี้แล้ว ความหมายของดอกไม้ดอกเดียวกันนั้น จะมีน้ำหนักหรืออิทธิพลเพิ่มขึ้น

น.1151 จากความเป็นอารมณ์เล็กน้อย ไปสู่ความเป็นอารมณ์ใหญ่ยิ่งได้ทันที. ในทางรูปนี้ เป็นอย่างไร ในทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางโผฏฐัพพะก็เป็นอย่างเดียวกัน. นี้เป็นการกล่าวถึงรูป เสียง กลิ่น รส ตามธรรมดา แต่ผู้นั้นได้ดึงความหมาย ไปสู่ความหมายที่เนื่องด้วยเพศตรงกันข้าม. ทีนี้ถ้าหากว่าอารมณ์นั้น คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสนั้น ๆ มาจากเพศตรงข้ามโดยตรง น้ำหนักหรืออิทธิพลก็ยิ่งมากขึ้นไปอีกในการที่จะครอบ งำจิตอย่างยิ่ง หรือสร้างตัณหาอุปาทานอย่างยิ่ง สำหรับสามัญสัตว์ประเภท กามาวจร. ทั้งนี้เพราะว่าเพศตรงข้ามย่อมมี ความหมายของคำว่า เพศตรงข้าม ชนิดที่สามัญสัตว์รู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณ ปัญหายุ่งยากก็ทวีขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพราะ ว่าความหมายของเพศตรงข้ามได้เข้ามาบวก รวมกันเข้ากับความหมายของ อารมณ์ตามธรรมดา. คนหนุ่มคนสาวจึงได้รับปัญหาที่หนักกว่าเด็ก ๆ ซึ่งยังไม่มี ความหมายของเพศตรงข้ามเข้าไปเจืออยู่ นี้ทำให้เห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “ความหมาย” นั้น มีอยู่เป็นชั้น ๆ และเป็นพวก ๆ ด้วยเหมือนกัน. การกำจัดความหมายให้หมดไป ย่อมจำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องขึ้นอยู่กับ การรู้จักจำแนกให้รู้ว่าเป็นความหมายของอะไร หรือเป็นความหมายในชั้นไหน ระดับไหน ดังนี้เป็นต้น ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มสติสัมปชัญญะมากขึ้นตามส่วนในการ ที่เกี่ยวข้องกันกับอารมณ์ชนิดนั้น ๆ. สรุปความได้สั้น ๆ ว่า ตัณหาย่อมเกิดใน “ความหมายของอารมณ์" และ จะมีปัญหายุ่งยากมากขึ้นในเมื่อความหมาย นั้นเกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม.

น.1152 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๕. อาณาจักรของ “ตัวกู-ของกู” (เนกขัมมสิต) การบรรยายในวันนี้ จะได้ กล่าวต่อไปถึงการ เกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” ในตอนที่แล้วมาได้กล่าวถึง ตัณหาที่อาศัยอารมณ์ อันเป็นไปในทางกาม และมีความหมาย เกี่ยวด้วยเพศตรงกันข้าม ซึ่งเป็นเรื่องของกามโดยสมบูรณ์ ฉะนั้นตัณหาที่เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ถูกจัดไว้เป็นประเภท ที่อาศัยบ้านเรือน เรียกโดยบาลีว่า “เคหสิต” ไม่ว่าจะเกิดขึ้น เพราะอาศัยรูปหรือเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรืออนาคต หรือปัจจุบัน อันเราจะกล่าว ได้ว่าเป็นปัญหาของสัตว์ทั่วไปในภูมิกามาวจร คือสามัญสัตว์ ที่ยังตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากาม ถือว่าเป็นของ ธรรมดาสามัญที่สุด. ทีนี้ ก็มาถึง ตัณหาประเภทที่แปลกเป็นพิเศษออกไป คือ ไม่ต้อง อาศัยสิ่งที่เรียกว่ากามหรือบ้านเรือน และซ้ำมีความรู้สึกรังเกียจต่อสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา พวกนั้นจึงมีนามว่า “เนกขัมมสิต”.

น.1153 ณหาประเภทเนกขัมมสิต ก็คือ ตัณหาประเภทที่มีสัสสตทิฏฐิและ อุจเฉททิฏฐิเป็นมูลฐาน. ข้อนี้หมายความว่า คนเราบางพวกหรือบางขณะมีจิต ที่ไม่แยแสต่อกาม แต่ก็ไปลุ่มหลงอยู่ในสิ่งบางสิ่ง ซึ่งมีอำนาจดึงดูดจิตใจเท่ากัน กับกาม. สำหรับสิ่งที่จะมีได้แก่คนธรรมดาสามัญนั้น เช่น ความอยากในเกียรติ ในบุญกุศล ในความดีความงาม อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ตนยึดถือหรือ ที่รู้สึกว่าน่าปรารถนา และทำไปด้วยอำนาจของอวิชชาที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น บางคราวเรารู้สึกอยากจะอยู่เฉย ๆ ไม่มีใครรบกวน บางคราวอยากจะเดินทางไกล หรือไปพักผ่อนในที่เงียบที่ชายทะเลเป็นต้น ไปนั่งนิ่ง ๆ คนเดียว แล้วก็ พอใจในรสชาติที่เกิดขึ้นเพราะการทำอย่างนั้น. เมื่อเป็นสิ่งที่ถูกใจ ก็มีความอยาก. ตัณหาชนิดนี้ไม่ควรถูกจัดไว้เป็นพวกกาม หรือเคหสิตดังที่กล่าวแล้ว; แต่เป็น ตัวอย่างของตัณหาประเภทเนกขัมมสิต ได้เป็นอย่างดี. และที่ยิ่งขึ้นไป กว่านั้น ก็คือความลุ่มหลงของผู้ที่พอใจในความสุขอันเกิดจากฌาน อย่างบทกลอนที่ เราได้ยินกันในหนังสือแบบเรียนสมัยก่อนว่า "เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อน เคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน" ล้วนแต่มีความหมายอัน แสดงว่าเป็นความต้องการ หรือความมุ่งมาดอย่างแรงกล้า ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ ลุ่มหลงเท่ากันกับกาม มีได้เป็นได้แก่สัตว์ที่อยู่เหนือภูมิของกาม; และยังมีบทที่ กล่าวไว้ว่า "ฌานกีฬํกีฬนฺโต" ซึ่งแปลว่า เล่นอยู่ด้วยเครื่องเล่นคือฌาน ซึ่งมีความหมายว่า ฌานเป็นกีฬาของบุคคลประเภทนี้ มีวิธีทำแปลก ๆ ไม่มีที่ สิ้นสุด นำความพอใจมาให้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด; รวมความว่าเขาเป็นนักสมาธิ และ บำเพ็ญตนเป็นโยคี. ถ้าเขาทำไปเพราะหวังความสุขจากฌานล้วน ๆ ไม่เกี่ยว กับกามเลย ก็เรียกว่าเนกขัมมสิตโดยแท้. แต่บางพวกมีความเชื่อและความมุ่งหมายแปลกออกไป คือมีความเชื่อ ว่า ด้วยการบูชายัญ หรือการบำเพ็ญตบะต่าง ๆ นั้น จะนำมาซึ่งผลเป็นความสุข

น.1154 เกิดจากเพศตรงข้ามหลังจากตายแล้ว เช่นการเกิดในสวรรค์ที่สมบูรณ์ด้วยกามคุณ เป็นต้น ความอยากของเขาก็ต้องจัดเป็นตัณหาประเภทเคหสิตไปตามเดิม. ข้อนี้ อาจจะเปรียบเทียบได้กับคนบางคน ยึดมั่นในเกียรติหรือความดีก็จริง แต่มีความ หวังอยู่ว่าเกียรติหรือความดีนั้น จะเป็นทางมาของวัตถุปัจจัยอันเป็นที่ตั้งของกาม หรือความสุขอันเกิดจากเพศตรงข้ามก็ตาม ตัณหาของเขาก็กลายเป็นกามตัณหาแทน ที่จะเป็นภวตัณหาซึ่งสูงขึ้นไป. สำหรับพวกโยคีที่มีความเชื่อใน อัตตาถาวร เช่น ความเป็นพรหมเป็นต้น เขาอาศัยสัสสตทิฏฐิเช่นนั้น เขาปรารถนาความเป็น เช่นนั้น จึงได้บำเพ็ญฌาน: อย่างนี้ตัณหาของเขาเป็นเนกขัมมสิตไม่ใช่เคหสิต; ไม่ใช่กามตัณหา แต่เป็นภวตัณหา. ถ้าความคิดหรือความเชื่อของเขาอาศัยอุจเฉททิฏฐิ คือความเชื่อที่เดิน เลยเถิดไปว่า อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นมายา ไม่มีสาระอะไรที่ไหนหรืออย่างใดใน การที่มีชีวิตอยู่ ; เขาระอาต่อการมีอัตตภาพ อยากจะไม่มีอัตตภาพ แต่ถอน ความเห็นว่า "ตัวกู-ของกู" ไม่ได้ ความเห็นก็สับสนกัน กลายเป็นอยากจะ เป็น “ตัวกู" ที่ไม่มีอัตตภาพ จึงได้พยายามเพื่อความเป็นอย่างนั้น; บางพวกก็ ฆ่าตัวตายโดยหวังว่าจะได้สิ้นสุดกันที, บางพวกก็พยายามเพื่อความไม่มีอัตตภาพ, บางพวกก็พยายามจนกระทั่งไม่มีความรู้สึก คือ จะเป็นคนตายแล้วก็ไม่ใช่ เป็นอยู่ก็ ไม่ใช่ เพราะไม่อยากจะมีความรู้สึก โดยเขาคิดว่า ความเป็นอย่างนั้น เป็น ความไม่มีชาติหรือไม่มีตัวตน; แต่ที่แท้ก็ยังเป็นความเข้าใจผิดเพราะเขายังมีความ อยากเนื่องด้วยตนอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ซึ่งเรียกได้ว่ายังมีตัณหาอยู่นั่นเอง แต่เป็น ตัณหาชนิดที่ละเอียดสุขุมเข้าใจได้ยาก. แม้ตัณหาชนิดนี้จะไม่มีแก่คนธรรมดาสามัญ แต่ก็มีแก่พวกนักคิด หรือ ในหมู่ชนที่นิยมในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นในยุคอุปนิษัท ของประเทศอินเดีย และก่อนหน้านั้นขึ้นไป ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์

น.1155 รงนำมากล่าวไว้ ทำให้พวกเราทราบได้ว่า ค นเรานั้นอาจจะคิดไปได้ไกลถึงเพียงนั้น อย่างที่เราจะพูดได้ว่าไกลไปนอกฟ้าป่าหิมพานต์หรือนอกโลก แต่แล้วก็หาพ้นทุกข์ ไปได้ไม่: เพราะนอกโลกชนิดนี้นั้นไม่มีความหมายที่ถูกต้อง เพียงแต่ระอาโลก อย่างนี้แล้วก็ไปสร้างโลกอย่างใหม่ขึ้นด้วยความคิดนึกของตนเอง แล้วก็ไม่รู้สึกว่า นั้นก็เป็นโลกอีกชนิดหนึ่ง คือเป็นโลกทางจิตใจ มีอะไร ๆ ที่น่าลุ่มหลงยิ่งไปกว่า โลกตามธรรมดาสามัญ. ดังที่เราได้ยินกันทั่ว ๆ ไปว่า มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก เป็นต้น; หรือบางทีก็เรียกว่า กามโลก รูปโลก อรูปโลก ซึ่งพอจะถือเอาใจความสั้น ๆ ได้ว่า กามโลกเป็นโลกของสามัญสัตว์ ; รูปโลก คือโลกของบุคคลที่มีจิตใจมองข้ามกาม แล้วไปติดอยู่ที่ความน่าพอใจของสิ่งที่เป็นรูปธรรมล้วน ๆ ที่ตนนำมาใช้เป็นอารมณ์ สำหรับการเพ่งจิตหรือการบำเพ็ญฌานนั่นเอง ; และ อรูปโลก ก็หมายถึงโลกที่สูง ไปกว่านั้นอีก เพราะมีความละเอียดประณีตยิ่งขึ้นไป คือโลกของหมู่ชนที่มีความ ลุ่มหลงในสิ่งที่ไม่มีรูป ซึ่งตนนำมาใช้เป็นอารมณ์สำหรับการเพ่งจิตหรือเพ่งฌาน ของตนนั่นเอง ; เมื่อทำสำเร็จก็นำมาซึ่งความพอใจหรือลุ่มหลงที่ยิ่งไปกว่ากาม. ตัณหามีได้ในโลก ทั้ง ๓ ประเภท นี้ ซึ่งพอจะจัดคู่กันได้ว่า กาม ตัณหาย่อมเป็นไปในกามโลก ; ภวตัณหาย่อมเป็นไปในรูปโลก ; และ วิภวตัณหาย่อมเป็นไปในอรูปโลก ; เพราะคำว่าวิภวตัณหานั้น แปลได้ว่าตัณหา ในวิภว หรือวิภพ. คำว่าวิภพนี้เถียงกันอยู่ว่า อุปสรรค วิ นั้น มีความหมายเป็น ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ หรือมีความหมายว่าวิเศษ. ถ้าเป็นอย่างแรกก็มีความหมาย ว่าไม่ใช่ภพ คือมีตัณหาในสิ่งที่ไม่ใช่ภพ. ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็แปลว่าในภพอัน วิเศษสูงสุดกว่าบรรดาภพทั้งหลายทั้งปวง แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็มีทางที่จะ ปรองดองกันได้ โดยให้เข้าใจว่าภพที่วิเศษเหนือภพทั้งหลายนั้น ก็คือ ภพที่มี ลักษณะอาการราวกับว่าไม่ใช่ภพ นั่นเอง. เพราะอาศัยเหตุที่มีความคิดเห็น

น.1156 ของกู" ๑๑๙ แล่นไปสุดโต่ง ถึงกับว่าภพตามธรรมดาสามัญนี้เป็นมายา คือมีเหมือนกับไม่มี น่าเอือมระอาที่สุด แล้วเขาก็อยากมีภพชนิดที่ตรงกันข้าม ซึ่งมีความหมายเป็นอภพ หรือไม่ใช่ภพ หรือภพที่วิเศษหรือพิเศษนอกออกไปจากภพทั้งหลาย. นี่แหละ คือที่สุดของความคิดของมนุษย์ปุถุชนเรา ผู้ที่พยายามคิดค้นด้วยหวังว่าจะพบสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. แม้จะมาถึงที่สุดเช่นนี้แล้ว ก็ยังหาดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ เพราะความที่เขาไม่สามารถนำ "ตัวกู-ของกู" ออกไปเสียได้นั่นเอง เขาจึงตกอยู่ใน ขอบวงของตัณหาเรื่อยไป หรือพยายามเท่าไรก็ออกไปพ้นจากขอบวงของตัณหา ไม่ได้ เพราะตัณหามีมากมายหลายสิบหลายร้อยชนิด ดังที่กล่าวแล้ว. นับว่าเป็น เรื่องที่ต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งจริง ๆ. สำหรับตัณหานั้นไม่ว่าชนิดไหนหมด หรือจะทำอย่างไรก็ตาม มันจะ ต้องมีมูลฐานอยู่ที่อารมณ์ทั้ง ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ นั่นเอง. ทุกคนจะต้องมองให้เห็นชัดว่า อารมณ์ทั้ง ๖ นี่แหละ คือโลก ; หรือโลก คือสิ่งทั้ง ๖ นี่แหละ; ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลย. จะเป็น อย่างกามโลก หรือรูปโลก หรืออรูปโลกก็ตาม ย่อมตั้งรากฐานอยู่บนสิ่งทั้ง ๖ นี้ ทั้งนั้น ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม; ฉะนั้น เราจะต้องมองต่อไปให้ดีจนกระทั่งเห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ๕ อย่างนี้ เป็นฝ่ายรูปธรรมหรือเป็นฝ่าย วัตถุ: ถ้าประกอบด้วยกาม หรือเจือ หรือเกี่ยวเนื่องอยู่กับกาม ก็เป็นอารมณ์ ของกามโลกฝ่ายวัตถุโดยตรง; ถ้าไม่เกี่ยวเนื่องกับกาม กล่าวคือเป็นรูปธรรม บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้ว ก็เป็นอารมณ์สำหรับรูปโลก: ส่วนอารมณ์ที่ ๖ ที่เรียกว่า ธรรมารมณ์นั้น ถ้าเกี่ยวกับกามก็เป็นอารมณ์ของกามโลก; ถ้าไม่เกี่ยวกับกาม ก็เป็นอารมณ์ของรูปโลกหรืออรูปโลกแล้วแต่กรณี. ทำให้เราเห็นได้ว่าโลกทั้งหมด ไม่มีอะไรมากไปกว่าอารมณ์ทั้ง ๖; และตัณหาทุกชนิดนั้นก็ไม่ได้อาศัยอะไรอื่น นอกจากอารมณ์ทั้ง ๖ : จนกระทั่งกล่าวได้ว่า เมื่อตัณหาจะเกิดก็เกิดในอารมณ์ทั้ง ๖ เมื่อดับก็ดับในอารมณ์ทั้ง ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป.

น.1157 นี้มีสิ่งจะต้องพิจารณาต่อไปอีกก็คือ อารมณ์ ๖ นี้ มิได้หมายความ ว่าหมายถึงแต่อารมณ์เฉพาะหน้า เพราะว่าแม้อารมณ์ในอดีตที่ล่วงไปแล้ว คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ผ่านไปแล้ว ก็ยังเป็นอารมณ์ของตัณหาได้อยู่ดี ด้วยการเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ในปัจจุบันบ้าง ด้วยการย้อนระลึกนึกถอยหลังไป ถึงบ้าง ซึ่งเราเรียกกันว่าความกังวลหรือความห่วงใยอาลัยอาวรณ์. ที่นี้สำหรับ อารมณ์ในอนาคตนั้นเล่า คือ รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น ที่จะพึงได้ข้างหน้านั้น ก็เป็นอารมณ์ของตัณหาอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน. ข้อนี้ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ความ หวัง และดูจะเป็นสิ่งที่เป็นปัญหายุ่งยากกว่าอย่างอื่นด้วยซ้ำไป เพราะว่าเราอาจจะ หวังกันได้มาก ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และมันก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจจนกระ- ทั้งพากันถือว่าชีวิตนี้อยู่ได้ด้วยความหวัง. คนเราจึงปะทะเข้ากับปัญหาทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ทั้งตรงกลาง; ถ้าความหวังดำเนินไปหรือพุ่งไปข้างหน้า ก็พบกับกาม- ตัณหา และภวตัณหา : ถ้าความหวังถอยหลังกลับหรืออ่อนละโหยลง เราก็ พบกันกับวิภวตัณหา. เพียงเท่านี้เราก็เห็นได้ว่า อารมณ์ในอนาคตนั่นแหละเป็น ปัญหายุ่งยากที่สุดสำหรับมนุษย์เรา คือมันเป็นไปได้กว้างขวางที่สุด และ ทรมานใจที่สุด : หรือแม้ที่สุดแต่ปัญหายุ่งยากของโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งจะเป็น วิกฤติการณ์ขนาดใหญ่เล็กชนิดไหนก็ตาม หรือถึงกับวินาศกันทีเดียวทั้งโลกก็ตาม ล้วนแต่มีมูลมาจากอารมณ์ในอนาคตของตัณหาทั้งนั้น. รวมความว่าอารมณ์ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ล้วนแต่เป็น ปัญหาได้ด้วยกันทั้งนั้น และในรูปที่ต่าง ๆ กัน; เราจะไปสนใจแต่เพียงพวกใด พวกหนึ่งไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องมีความรู้มากพอที่จะจัดการกับอารมณ์ที่มีอยู่อย่างผิด แปลกแตกต่างกันไปเป็นพวก ๆ. เพื่อความเข้าใจง่ายจำง่าย เราอาจะมี แผนผังเกี่ยวกับตัณหา ดัง ต่อไปนี้: ตัณหามีอยู่ ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา. ตัณหาทั้ง ๓ นี้ เป็นไปในอารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ

น.1158 ธรรมารมณ์ ได้ทุกตัณหา. คูณกันเข้า ๓ คูณ ๖ จึงเป็น ๑๘. ๑๘ ชนิดนี้เป็น ไปได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งมีอยู่ ๓ กาละ : ๓ คูณ ๑๘ เป็น ๕๔. ใน ๕๔ ชนิดนี้ พวกหนึ่งอาศัยเรือนเป็นเคหสิต พวกหนึ่งอาศัยเนกขัมมะเป็น เนกขัมมสิตเป็น ๒ ชนิดกันอยู่, ๒ คูณ ๕๔ เป็น ๑๐๘; จึงพูดกันให้เกิดความ รู้สึกที่น่ากลัวว่า "ตัณหา ๑๐๘” ซึ่งหมายความว่า ทำอย่างไรเสียสัตว์โลก ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา ไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง ยากที่จะพ้นไปได้ เพราะมี มากมายเหลือเกินนั่นเอง. แต่ว่าทั้งหมดนั้นย่นลงได้เพียง ๓ อย่าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ดังที่ตรัสไว้ในเรื่องอริยสัจจ์. แต่แล้วทั้ง ๓ ชนิดนั้นก็ย่นลงมา เหลือเพียงคำเดียวว่า "ตัณหา" ซึ่งนักศึกษาจะเห็นได้ทันทีว่า คำ ๆ นี้ มันมี ความหมายกว้างกว่าความหมายของคำธรรมดาสามัญว่า "ความอยาก" สักเท่าไร; ฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจธรรมะ หรือเข้าใจเรื่อง "ตัวกู-ของกู" กันให้ได้จริง ๆ แล้ว จะต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่า ตัณหาอันกว้างขวางนี้ ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่เสมอ ไป อย่าได้สำคัญว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรียกเป็นคำเดียวสั้น ๆ ว่า ตัณหา ดังนี้เลย. ตัณหา ๑๐๘ ชนิดนั้น เป็นเพียงหลัก. ถ้าไปเอาวัตถุสิ่งของ หรือ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัณหานั้นมาเป็นเครื่องคำนวณแล้ว ก็จะกลายเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ชนิดทีเดียว. นั้นแหละคือ ปัญหายุ่งยากที่มนุษย์ เราต่อสู้กับตัณหาไม่ไหว เว้นเสียแต่เราจะมี ความรู้ หรือ ความเฉลียวฉลาด เพียงพอ โดยอาศัยการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกำจัดที่ต้นตอ ของมันเพียงอย่างเดียวเสียได้ กล่าวคือ อวิชชานั่นแหละ ตัณหาทุกชนิดก็จะ สิ้นฤทธิ์สิ้นอำนาจไป ไม่ปรุงให้เกิด "ตัวกู-ของกู" ชนิดไหนหมด และจิตใจ ชนิดนั้น จะไม่ประสบกันกับความทุกข์เลย การเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู" เนื่องอยู่กับตัณหา มีนัยดังที่กล่าวมานี้.

น.1159 ความสำคัญ หรือสิ่งสำคัญ หรือ สิ่งที่ควรจะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ของบรรดาสิ่งที่มีชีวิต นั้นก็คือ การกระทำที่ทำให้เกิดความ รอดพ้นให้แก่ตัวเอง นั่นเอง อันนี้คือ "ตัวแท้ของศาสนา" จากเรื่อง ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก

น.1160 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๖. “ตัวกู-ของกู” ที่เนื่องด้วยกาม การบรรยายในวันนี้จะได้กล่าวถึงความแตกต่างกัน ระหว่าง “ตัวกู-ของกู” ที่เกิดมาจากกาม และที่เกิด มาจากสิ่งอันมิใช่กาม. จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ศึกษาจะต้องสังเกต ให้เห็นว่า ในตัณหาทั้ง ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา นั้น ตัณหาประการแรกมีกามเป็นอารมณ์ และตัณหา ๒ ประการหลังนั้น หาได้มีกามเป็นอารมณ์ไม่; เราจึง สามารถแยกตัณหาออกได้ เป็น ๒ ประเภท คือ ตัณหาที่เนื่องด้วยกามและไม่เนื่องด้วยกาม หรือที่เรียกว่าเคหสิต และเนกขัมมสิต นั่นเอง. ทำให้เรากล่าวได้ว่า ศัตรูหรืออันตรายอันร้ายแรงของมนุษย์เรานั้น สำหรับในทางฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณแล้ว ก็มีอยู่ ๒ อย่างนี้ และนิยมเรียกกัน สั้น ๆ ว่า “กาม” และ “ภพ” ซึ่งเป็นคำบัญญัติขึ้นเฉพาะ และมีความหมาย

น.1161 ของมันเองโดยเฉพาะอีกเหมือนกัน. แท้ที่จริงมี ๓ คือ กาม ภพ และวิภพ; แต่ภพกับวิภพนั้นรวมกันได้ โดยจัดเป็นประเภทเดียวกัน เรียกสั้น ๆ ว่า "ภพ” อีกทีหนึ่ง จึงเหลือแต่เพียง ๒ คือ กาม กับ ภพ ดังที่กล่าวแล้ว. เป็นสำนวนสั้น ๆ ที่พวกโยคี หรือมุนีใช้พูดกันว่า "สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว ก็คือกามและภพ ๒ อย่างนี้เป็นเหตุให้ออกแสวงหาหนทางรอดพ้น ด้วยการทำ ความเพียรอย่างยิ่ง. ส่วนคนธรรมดาสามัญเรา โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ แทบจะ ไม่รู้จักสิ่งทั้ง ๒ นี้ว่าอะไรเป็นอะไร และไม่สนใจที่จะรู้จักกันในลักษณะเช่นนี้ มีแต่ความต้องการและความบากบั่นพยายาม เพื่อระให้ได้ตามความต้องการ โดย ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องว่า สิ่งที่ตนต้องการนั้นคืออะไร. โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่คนต้องการก็คือกามและภพ นั่นเอง ไม่มีอะไรมาก ไปกว่านั้น; เพราะมัวแต่ต้องการและสาละวนแต่จะให้ได้ตามต้องการ จนไม่มี โอกาสหรือเวลาที่จะศึกษาหรือเข้าใจสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นกามและภพ และไม่ มองเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ในเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยลักษณะที่ไม่เหมาะสม. เขามัวเมาด้วยความต้องการ และการทำตามความต้องการ และมีการแข่งขัน กันก้าวหน้าในทางแห่งการกระทำเช่นนั้น เรียกว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ โดยวิธีที่ไม่เหมาะสม คือมีอวิชชาครอบงำมากเกินไป จนตกอยู่ในวิสัยที่เรียกว่า "เห็นงูเป็นปลา” แล้วก็เก็บเอามากอดรัดยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน คือ ความรู้สึก เป็น “ตัวกู-ของกู" โดยไม่รู้สึกตัวว่า ตนกำลังหลงรักต่อสิ่งที่เป็นอันตราย; หรือ เมื่อกล่าวให้ถูกแล้วก็คือ การทำสิ่งซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ ให้กลายเป็นสิ่งที่เป็น อันตรายอย่างยิ่งขึ้นมา. การหลงรักปลาก็เป็นอันตราย และเป็นสิ่งที่น่าติเตียนอยู่แล้ว แต่การที่ไปเอางูมาหลงรักว่าเป็นปลาอีกต่อหนึ่งนั้น น่าอันตราย และน่าติเตียน ยิ่งขึ้นไปกว่า เพราะเราต้องการจะอยู่ โดยไม่ต้องมีความหลงรักในสิ่งใดเลย คือ อยู่ด้วยจิตที่บริสุทธิ์เป็นอิสระ ไม่มีความรู้สึกว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" ในสิ่งใด และสามารถปฏิบัติการงาน หน้าที่ต่าง ๆ ไปได้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์นั้น.

น.1162 ” ที่เนื่องด้วยกาม สำหรับสิ่งที่เรียกว่ากามและภพ เมื่อเรารู้จักมันดีแล้วเราจะเห็นได้เองว่า กามเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า "ของกู" ยิ่งกว่าที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า "ตัวกู"; ส่วนภพนั้นก็ตรงกันข้าม คือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า "ตัวกู" ยิ่งกว่า ที่จะยึดถือว่า "ของกู" แต่เราต้องไม่ลืมหลักที่มีอยู่ว่า ถ้ามีความรู้สึกว่า "ของกู" ก็ต้องมีความรู้สึกว่า "ตัวกู่" ซ่อนลึกอยู่ในนั้นด้วย เป็นสิ่งที่แน่นอนเปลี่ยนแปลง ไม่ได้. ที่นี้ หากแต่ว่าในกรณีหนึ่ง ๆ นั้น ในบางกรณีความรู้สึกว่า "ของกู" วิ่งออกหน้าความรู้สึกว่า "ตัวกู"; และในบางกรณีความรู้สึกว่า "ตัวกู" วึง ออกหน้าความรู้สึกว่า "ของกู" ทั้ง ๆ ที่แท้จริงมันมีอยู่ครบทั้ง ๒ อย่าง นั่นเอง; เราจึงหลงไปว่าอารมณ์บางอย่างทำให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู" อารมณ์บางอย่าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า "ของกู" ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาและสังเกตให้ดี อย่าให้ สิ่งเหล่านี้หลอกลวงได้อีกชั้นหนึ่ง. "ตัวกู” ที่มีมูลมาจากอารมณ์ที่เป็นกาม นั้น ในขณะนั้นจิตมุ่งมั่นอยู่ แต่ที่รสของกาม จิตในขณะนั้นจึงมีความรู้สึกยึดถือในกามอย่างเดือดพล่าน. ความ รู้สึกยึดถือในตัวจิตเองไม่ได้ทำหน้าที่ทางทวารของจิต เพราะจิตจะมีความรู้สึก ได้เพียงคราวละอย่างเดียว ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่ตายตัว; ฉะนั้น ความรู้สึก ในขณะนั้นจึงเป็นไปแต่ในทางเป็น "ของกู" อย่างออกหน้าออกตา; ส่วนความ รู้สึกว่า "ตัวกู" แฝงซ่อนอยู่; แต่ก็พร้อมอยู่เสมอ ที่จะปรากฏออกมา ในเมื่อ ถึงโอกาสที่จะแสดงความเป็นเจ้าของ เพื่อการต่อสู้ป้องกัน หรืออย่างอื่นทำนอง เดียวกันนั้น. เมื่อการบริโภคกามเป็นไปถึงที่สุด โดยไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง ความรู้สึกว่า "ของกู" ไม่ถูกรบกวนและมีอยู่ได้ตลอดเวลา จนกว่าจะเกิดความรู้สึก ที่เป็นความทะนงหรือความมักใหญ่ใฝ่สูงเกี่ยวกับกามนั้น ความรู้สึกจึงจะเปลี่ยนไป ในทางเป็น "ตัวกู” คือเปลี่ยนจากเรื่องของกามไปเป็นเรื่องของภพ. ถ้าเรื่อง

น.1163 ที่ทำให้ละอายหรือโกรธแทรกแซงเข้ามา ความรู้สึกที่เป็นเรื่องของภพก็เกิดขึ้น เต็มที่ : ความรู้สึกที่เป็นเรื่องของกามก็ซ่อนตัวหายไป ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า เปลี่ยนจากความรู้สึกว่า "ของกู" ไปเป็น "ตัวกู" นั่นเอง; การแข่งขันต่อสู้เกี่ยว กับภพจึงเป็นไปได้อย่างรุนแรง ยิ่งกว่าเป็นเรื่องของกามล้วน ๆ เพราะมันบวกกัน เข้าทั้ง ๒ เรื่อง คือทั้งกามและทั้งภพ. ทั้งหมดนี้แสดงให้เราเห็นว่าคนเราในโลกนี้ ยุ่งยากลำบากกันอยู่เป็น ประจำวัน ก็ด้วยเรื่องของกามและภพสองอย่างนี้เท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู- ของกู" นั้น ที่แท้ก็เป็นความรู้สึกตัวเดียวกัน ถ้าสมุฏฐานอยู่ที่กาม ก็เป็นเรื่อง "ของกู" ถ้าสมุฏฐานอยู่ที่ภพ ก็เป็นเรื่อง "ตัวกู" เกี่ยวเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นปัจจัยแก่กันและกัน แล้วแต่ว่าในขณะนั้นจิตถูกอวิชชาปรุงแต่งไปใน รูปไหน. เป็นเพราะสัตว์นั้น ๆ ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชาตลอดเวลา จึงไม่สามารถ จะแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู" นี้ได้. หรือถ้ากล่าวกันตามที่เป็นอยู่ จริงแล้ว สัตว์เหล่านั้นไม่มีความรู้เรื่อง "ตัวกู-ของกู" เลย มีอยู่ก็อย่างเดียว คือตกเป็นเหยื่อเป็นทาสของความหลอกลวง ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้โดยไม่มีความรู้สึกตัวแม้แต่น้อย. นี่แหละคือข้อที่ถือกันเป็นหลักในหมู่ผู้รู้ว่า ซาตาน หรือ พญามาร นั้น จะต้องมา หรือมีอยู่ในลักษณะที่ไม่มีใครรู้จักตัวเสมอไป; หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ รู้ผิดตัว เห็นเป็นไม่ใช่พญามารหรือศัตรู; แต่เห็นเป็น "ตัวกู" เสียเอง พญามาร จึงทำอันตรายเอาได้ตามชอบใจ เป็นความเสียหายที่เหลือจะพรรณนาได้ แต่พอ เกิดรู้จักมันเข้าเท่านั้น พญามารก็จะหายหน้าไปทันที หรือที่ชอบพูดเป็น สำนวนบุคคลาธิษฐานว่า "พญามารจะขาดใจตาย หรือปักหัวปักคอตัวเองตายลง ไปทันที" นี้แหละคือเรื่องที่เกี่ยวกับวิชชา หรืออวิชชาที่จะมาเป็น "ตัวกู" หรือ ว่างจากตัวกู คือจิตที่บริสุทธิ์ แต่ชาวโลกเราไม่ประสีประสาต่อสิ่งที่เรียกว่าพญามาร

น.1164 กาม ๑๒๗ นี้เลย จึงมีแต่ "ตัว" ที่ทำความเผาลน "ตัวกู" อยู่ด้วยความสนุกสนาน หรือ ด้วยความสมัครใจอยู่อย่างเป็น กิจประจำวัน คือซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่ง หนักเข้า ๆ ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้ว่า นี่จะทำไปทำไมกัน. ทั้งหมดนี้เป็นโทษ ของการที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากามและภพอย่างเดียวเท่านั้น. การที่มนุษย์เป็นทุกข์ทรมานกันอยู่ในโลกและแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ นั้นก็มีมูลมาจากกามและภพ ตัวเดียวกันกับสมัยดึกดำบรรพ์ไม่รู้ กี่ล้านปีมาแล้ว. ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีแก่สิ่งที่เรียกว่ากามและภพ จะมีอยู่ก็ที่วัตถุหรือสิ่งที่เป็น อารมณ์ทางภายนอก. แต่ว่าแม้สิ่งที่เป็นเหยื่อหรือเป็นอารมณ์เหล่านั้นจะเปลี่ยน- แปลงไปอย่างไรก็ตาม กามและภพก็คือกิเลสตัวเดิม ตัวเดียวกันนั่นเอง. ข้อนี้ หมายความว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นเป็นตัวเดียวกัน ที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงมาก็ล้าน ปีแล้ว ฉะนั้น หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นหรือดับไป ของสิ่งที่เรียกว่ากาม และภพนั้นย่อมเป็นหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันตลอดเวลา โดยไม่ต้องสงสัยว่า เราจะ ต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้. คนแม้สมัยนี้จึงควรสนใจ ต่อความรู้อันเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้จะเป็นของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ จากพระพุทธเจ้า องค์นี้ หรือของพระพุทธเจ้าองค์ไหนก็ตาม ย่อมถูกตรงเป็นอันเดียวกัน สามารถ ใช้กำจัดอำนาจของกามและภพได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าในยุคไหนหรือในถิ่นไหน. โลกแห่งยุคปัจจุบันนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่า เป็น โลกของวัตถุนิยม หรือ Materialism ยิ่งขึ้นทุกที ซึ่งก็ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าเป็นโลก ของกามยิ่งขึ้นทุกที : แม้จะทำได้ละเอียด ประณีต สุขุม น่าดูเพียงไร ก็หาได้เป็นไป ในทางที่ปลอดภัยจากโทษของกามไม่ มีแต่จะกลายเป็นทาสของกามอย่างประณีต ละเอียด สุขุม ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็นเพราะความที่ไม่ประสีประสา ต่อความรู้เรื่องกามและภพ ว่าโดยที่แท้จริงคืออะไร ดังที่กล่าวแล้ว การตกเป็น ทาสของกามหรือวัตถุ มีแต่ขยายตัวกว้างขวางออกไปไม่เคยหดแคบเข้ามา; ข้อนี้หมายความว่า ก่อนหน้านี้มีมนุษย์อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย

น.1165 ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยม. ถ้าจะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้น ก็เป็นจำนวนที่น่าดูอยู่ หรือน่าปลื้มใจอยู่. บัดนี้จำนวนของบุคคลชนิดนั้นลดลง ตามลำดับ เพราะการขยายตัวของวัตถุนิยม ซึ่งสามารถรุกล้ำเข้าไปได แม้ในเขต วัดวาอารามทางศาสนา ซึ่งถือว่าเป็น ป้อมค่ายที่มั่นคงที่จะใช้ต่อต้านวัตถุนิยม แต่ ป้อมค่ายนี้ก็ค่อย ๆ พังทะลายไป. นี้เรียกว่าการขยายตัวของวัตถุนิยม หรือสิ่ง ที่เคยเรียกกันครั้งกระโน้นว่ากาม ซึ่งได้ขยายตัวออกไปๆ จนสามารถครอบงำ โลกได้ทั้งหมดหรือกล่าวได้ว่าแทบทั้งหมด. โลกนี้ก็กลายเป็นโลกของกามไป ไม่ มีพวกไหนที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของวัตถุนิยม ไม่ว่าเราจะแบ่งชนชั้นหรือประเภทของ คนในโลกนี้กันในลักษณะไหน เช่น อาจจะพูดได้ว่า พวกนายทุนก็เป็นพวกวัตถุ นิยม พวกกรรมกรก็เป็นพวกวัตถุนิยม หรือถ้ามีพวกที่จะเป็นกลางๆ ก็ยังเป็น พวกวัตถุนิยมอยู่นั่นเอง จนกระทั่งกล่าวได้ในที่สุดว่า พวกชาวบ้านก็เป็นพวก วัตถุนิยม พวกนักบวชก็เป็นพวกวัตถุนิยม. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ใครจะเป็นที่พึ่งให้ แก่ใครในการที่จะทำตนให้ปลอดภัยจากอันตรายของวัตถุนิยม หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "กาม" ตามที่ใช้กันอยู่ในภาษาธรรมะมาแต่เดิม. เมื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมหรือกามแล้ว ย่อม จะต้องคู่กันไปกับการตกอยู่ใต้อำนาจของภพ โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันเป็นของเนื่องกันอย่างสนิทเป็นตัวกู-ของกู ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อมีกามแล้วก็ประกาศตนเป็นเจ้าของกาม ซึ่งมีความหมายเป็นเกียรติหรือเป็นภพ; ครั้นเกิดมีผู้ต้องการหรือแสดงตัวว่าเป็นเช่นนั้นขึ้นมา เป็นฝ่ายตรงกันข้ามอีกหลาย ฝ่าย หรือเพียง ๒ ฝ่ายก็ตาม "ตัวกู" ที่เป็นภพก็จะแก่กล้ายิ่งขึ้นตามที่รู้สึกว่ามีผู้ แข่งขันหรือจะมาแย่งชิง. ครั้นมีผู้แข่งขันหรือแย่งชิงเข้าจริง ๆ "ตัวกู" ที่เป็นภพ ก็มีกำลังแก่กล้าหรือเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก; "ตัวกู" ก็เปลี่ยนจากกามหรือราคะมา เป็นโทสะ และเป็นโทสะยิ่งขึ้นจนถึงขนาดที่เรียกว่าลืมตัว คือมึนเมาใน "ตัวกู"

น.1166 ถาม ๑๒๙ นั่นเอง จัดเกินไป จึงทำอะไรลงไปได้ตามอำนาจโทสะ ซึ่งมีกามเป็นสมุฏฐาน เบื้องต้น แล้วกลายรูปเป็นมีภพเป็นสมุฏฐานในปัจจุบัน จนถึงกับกล่าวได้ว่า จะต้องรักหน้าหรือรักเกียรติยิ่งกว่าชีวิต หรือยิ่งกว่ากามนั้นเอง ด้วยซ้ำไป; ความ ไม่ยอมต่อกันและกันยิ่งมีมากขึ้นในหมู่มนุษย์เหล่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูก ผิด เพราะไปมัวหลงคำนึงแต่เรื่องเสียหน้าไม่เสียหน้า ซึ่งเป็นเรื่องของภพอย่าง เดียวเท่านั้น. อันนี้แหละเป็น มูลเหตุที่จะทำให้คนเรามีลักษณะเหมือนสัตว์ที่กัดกันจน ตาย โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะได้อะไรมา เพราะอำนาจของภพเข้าครอบงำหรือปิดบัง ดังที่กล่าวแล้ว ในตอนนี้แม้จะเอาสิ่งที่เป็นกามมายั่ว มาล่อ มาขู่ อย่างไร ทั้งที่ เคยรักเคยพอใจมาแต่ก่อนนั้น ก็หาได้เป็นที่รักที่พอใจในขณะนี้ จนถึงกับใช้เป็น เครื่องกางกั้นการลุกลามของภพได้ไม่. ลำพังกามอย่างเดียวคนเราก็ฆ่ากันตายได้ แล้ว พอเปลี่ยนไปเป็นรูปของภพ ก็ทำให้เกินกว่าที่จะฆ่ากันตายได้ยิ่งขึ้นไปอีก นี้คือ อาการที่กามและภพกำลังครอบงำสัตว์โลก เราอยู่อย่างไร และทำหน้าที่ต่าง กันอย่างไร; "ตัวกู" ที่เกิดมาจากกามและ "ตัวกู" ที่เกิดมาจากภพเกี่ยวเนื่องกัน อย่างไร และมีมูลมาจากสิ่ง ๆ เดียวกันอย่างไร. เราพิจารณาและศึกษาได้จากเรื่องที่กล่าวนี้แล้ว หน้าที่ที่เรามีอยู่ก็คือ การ สกัดกั้นกระแสแห่งกามไม่ให้ครอบงำจิตชั้นหนึ่งก่อน หรือ เมื่อมันครอบงำ จิตแล้วก็สกัดกั้นไม่ให้ลงรกรากลึกถึงขนาดที่จะกลายเป็นภพ อันเนื่องมาจากกามซึ่ง เป็นเหตุให้คนเราทำอะไรลงไปตามชอบใจตัวเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงอารยธรรม วัฒนธรรม หรือแม้แต่ศาสนา กันได้ด้วยเหตุนี้. นี้คือเรื่องของ กามและภพที่ เนื่องอยู่ด้วยกาม; ส่วนภพที่ไม่เนื่องด้วยกาม แต่มีอิทธิพลแนบเนียนลึกซึ้งไป กว่าภพที่เนื่องด้วยกามนั้นจักได้กล่าวในตอนต่อไป.

น.1167 การเขียนนี้เป็นการเขียนภายในนาม แห่งผู้เป็นทาสของพระพุทธองค์ ผู้ซึ่ง ข้าพเจ้าได้ทูลถวายสิทธิ์ เพื่อเกิดเป็น พระพุทธสมมติขึ้นบงการให้ข้าพเจ้าทำ ทุก ๆ อย่างโดยทันทีในขณะที่ความรู้สึก เกิดขึ้นภายในใจของข้าพเจ้าเอง ว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ต้องกระทำด้วยความพยายาม ทั้งหมดที่มีอยู่รวมทั้งชีวิตเพื่อบำรุงรักษา พระศาสนาของพระองค์ ในส่วนที่ยัง ขาดอยู่ .... จากคำปรารภ เรื่องการปฏิบัติธรรม

น.1168 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๗. “ตัวกู-ของกู” ที่เนื่องด้วยภพ วันนี้จะได้กล่าวถึง “ตัวกู-ของกู” อันเกิด มาจากมูลเหตุที่ต่าง ๆ กันเป็นตอนสุดท้าย. ในวันที่แล้วมา ได้กล่าวถึงภพที่มีมูลเนื่องมาจากกาม นั่นก็คือความยึดมั่น ในความมีตัวมีตนอันเนื่องมาจากกาม ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ภพที่ไม่เนื่องด้วยกาม. แต่ คำว่าเนื่องด้วยกาม หรือไม่ เนื่องด้วยกามนี้ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยกันเป็นพิเศษ เพื่อความเข้าใจง่าย สำหรับสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยกามนั้น มี ความสำคัญ อยู่ตรงที่จะต้องเข้าใจสิ่งที่เนื่องด้วยกามให้ชัดเจนที่สุดเสียก่อนนั่นเอง. ถ้ายังไม่เข้าใจ ถึงสิ่งที่เนื่องด้วยกามให้ถึงที่สุดแล้ว ย่อมเข้าใจสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งนั้นได้ยาก เป็นธรรมดา; แต่มีความจำเป็นเป็นพิเศษสำหรับการเข้าใจเรื่องนี้ ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องที่ไม่เคยคิดเคยฝัน สำหรับคนธรรมดาสามัญด้วยซ้ำไป.

น.1169 สำหรับ สิ่งที่เนื่องด้วยกาม เราควรจะนึกถึง หลักเกณฑ์ของ บุคคลบางคนสมัยนี้ เช่น Sigmund Freud เป็นต้น ที่พยายามชี้ให้เห็นว่า ความเป็นไปหรือการกระทำทุกอย่างของมนุษย์เราเนื่องด้วยกาม ซึ่งนับว่าเป็น ทฤษฎีที่ถูกต้องที่สุด สำหรับคนธรรมดาสามัญ และเท่าที่คนธรรมดาสามัญ จะมองเห็นได้; แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนบางคนไม่เห็นด้วย. และเมื่อกล่าว ตามหลักธรรมะในพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิงแล้ว เราไม่อาจจะกล่าวตามที่ Sigmund Freud เป็นต้น ได้กล่าว คือกล่าวว่าทุกอย่างเนื่องมาจากกาม. หรือการกระทำ ทุกอย่างเนื่องด้วยกาม แต่อยากจะบอกให้ทราบล่วงหน้าว่า สิ่งซึ่งเราจะกล่าวว่า ไม่เนื่องด้วยกามเลยคือภพนั่นแหละ ที่ทำให้คนเราทำอะไรได้ทุกอย่าง. พวกที่ ถือหลักของ Sigmund Freud ก็อาจจะแย้งได้ว่า ถึงแม้สิ่งนั้นก็ยังเนื่องมาจากกาม เพียงแต่ไม่ใช่เป็นเพราะปรารถนากามเท่านั้นเอง เช่นเป็นไปเพื่อจะหลีกออกจาก กาม เพราะเกลียดหรือเอือมระอา หรือกลัวต่อกาม นี้ก็เรียกว่า มีมูลมาจากกาม ได้เหมือนกัน เช่น ปฏิบัติเพื่อนิพพานก็เพราะกลัวโทษของกาม ดังนี้เป็นต้น; นับว่าเป็นเรื่องที่จะต้องวินิจฉัยกันเป็นพิเศษและระมัดระวังให้ดี มิฉะนั้นจะตีกันยุ่ง ไปหมด จนไม่ได้ความและใช้ปฏิบัติอะไรไม่ได้สำหรับคนธรรมดาสามัญ. สำหรับหลักของนักคิดที่เป็นพวก Sigmund Freud ที่ว่าอะไร ๆ ก็ล้วนแต่เนื่องมาจากกามนั้น ต้องได้รับการพิจารณาเป็นข้อแรกอย่างทั่วถึง และ ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งกันเสียก่อน. ทั้งนี้ก็เพราะว่าแม้พุทธบริษัทเราก็กลับตกอยู่ ในกฎเกณฑ์เช่นนั้นอยู่เป็นส่วนมาก ทั้ง ๆ ที่มีหลักเป็นอย่างอื่น หรือถึงกับตรงกัน ข้ามทีเดียว; และอันนี้เองจะเป็นมูลเหตุให้อธิบายศาสนาของตนผิด เนื่องมาจาก ถือหลักผิดหรือให้ความหมายแก่ถ้อยคำบางคำผิด. ในขั้นแรกเราจะต้องยอมรับในข้อที่ว่าอะไร ๆ ทุกอย่าง มีมูลมา จากกาม ไม่ว่าจะเป็น Sigmund Freud กล่าว หรือใครกล่าว และเราจะต้อง

น.1170 พิจารณาให้เห็นตามที่เป็นจริงเช่นนั้นกันเสียก่อน ในฐานะที่คนธรรมดาสามัญ หรือที่เรียกว่าผู้ตั้งอยู่ในกามาวจรภูมิจะเห็นได้ หรือหยั่งทราบได้เพียงเท่านั้น. ถ้าเอาเรื่องที่นอกนั้นหรือสูงกว่านั้นมาพูด ก็กลายเป็นพูดตามความจำ หรือ ตามตัวหนังสือไปเท่านั้นเอง หาใช่ความรู้สึกที่แท้จริงไม่. ที่ว่าอะไร ๆ หรือการเคลื่อนไหวใด ๆ ของมนุษย์เรานั้น ล้วนแต่มีมูล มาจากกาม หรือเพื่อกามทั้งนั้น ควรจะถูกมองตั้งต้นไปจากการที่เป็นอยู่ตาม ธรรมดาประจำวัน : เช่น คนกำลังกระทำธุรกิจต่าง ๆ ของตนอยู่ในรูปไหนก็ตาม ล้วนแต่หวังผลในทางกาม หรือมีกามบังคับให้กระทำ อย่างนี้หมายความว่า เขาได้รับประโยชน์จากงานที่ทำเพื่อเอาไปแลกเอากาม. ในชั้นต้นเราต้องยอมรับว่า คนทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อสิ่งจำเป็นแก่ชีวิตหรือเพียงเพื่อปัจจัยสี่ที่รู้จักกันดี. เขา ทำงานเพื่อสิ่งซึ่งนอกเหนือหรือเหลือเฟือไปจากนั้น เพราะว่าเขาได้ขยายระดับความ เป็นอยู่ให้กว้างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งว่า ยาสีฟันก็จำเป็น บุหรี่ก็จำเป็น เครื่องสำอางก็จำเป็น ตู้เย็นก็จำเป็น วิทยุก็จำเป็น รถยนต์ก็จำเป็น กระทั่งตึกที่ สวยงามก็จำเป็น. แม้จะได้มาหมดดังที่กล่าวแล้วก็ยังไม่พอ คือไม่ถึงขีดสุดของ “ความจำเป็น" เมื่อมีความรู้สึกอยู่ดังนี้ สิ่งที่เรียกว่าถามก็พลัดมาอยู่ในชื่อของสิ่ง ที่เรียกว่า "สิ่งจำเป็นแก่ชีวิต" กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือว่า รูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะ ที่ไม่จำเป็นแก่ชีวิตนั้น กลายมารวมอยู่ภายใต้คำว่า สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิต ไปหมด ; คนทุกวันนี้จึงกลายเป็นว่า ที่ทำอะไรไปทุกอย่างก็เพื่อกามไปจริง ๆ. เกี่ยวกับเรื่องนี้อยากจะกล่าวแทรกไว้ตรงนี้ว่า เราควรจะเห็นด้วยกับ หลักของชาวคริสเตียนที่ว่า ผู้แสวงหา หรือปรารถนา แล้วแสวงหาเกินกว่า ความจำเป็นของชีวิต ต้องถือว่าเป็นการกระทำบาป ทั้งนี้เพราะว่าผู้นั้นจะไม่มี โอกาสบำเพ็ญกิจกรรมเกี่ยวกับพระเจ้า หรือการกุศลเพื่อมนุษย์ด้วยกันเลย เพราะ ตกเป็นทาสของกามนั่นเอง. ถ้าคนเราแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเท่าที่จำเป็นแก่

น.1171 ชีวิตกันจริงๆ แล้ว เราจะมีเวลาเรี่ยวแรงและอื่น ๆ เหลืออยู่อีกเป็นอันมากในการ บำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น หรือเพื่อกิจกรรมของพระเป็นเจ้าที่มอบหมายให้เราทำ. เดี๋ยวนี้เราไม่เป็น ทาสที่ภักดีต่อพระเป็นเจ้า แต่กลับไปเป็น ทาสของพญามาร ด้วยความสมัครใจ เพราะมีมูลมาจากกามนั่นเอง. ทีนี้บางคนอาจจะแย้งว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน เอาเงินมาซื้อ หาปัจจัยของกามเลย แต่ทำงานเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงต่างหาก ดังนี้พวกของ Sigmund Freud หรือแม้แต่ชาวพุทธก็ยังอาจจะแย้งได้ว่า เกียรติก็ยังเป็นปัจจัย ให้ได้มาซึ่งกาม และ ชาวพุทธอาจจะบอกให้เป็นพิเศษว่าตัวเกียรตินั้นก็เป็น กามชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน คือเป็นอารมณ์ของอายตนะที่ ๖ ซึ่งเราเรียกว่า ธรรมารมณ์; เกียรติชนิดนี้จึงไม่พ้นจากกามไปได้. บางคนอาจจะบอกว่า เขาทำงานเพื่อเลี้ยงชีวิตให้รอดจริงๆ เพราะว่า เขาเป็นคนจนดังนี้ ก็อาจจะตอบแก่เขาได้ว่า ความอยากมีชีวิตอยู่นั้นก็เพราะมีกาม อยู่ในโลก จึงยังไม่อยากตายไปจากโลก เพื่อจะได้อยู่บริโภคกาม. หรือแม้เขา จะตายไปเกิดใหม่ การเกิดใหม่ของเขาก็หวังอยู่ที่จะได้บริโภคกามอีกนั่นเอง เพราะ การบริโภคกามในชาตินี้ยังไม่อิ่มไม่พอ. บางคนอาจจะแย้งว่า ข้าพเจ้าทำงานเพื่อบุตรภรรยาแท้ ๆ; เมื่อเป็น ดังนี้ต้องเข้าใจว่า ตามหลักของพุทธศาสนาก็ถือว่าบุตรและภรรยาเป็นที่ตั้งแห่งกาม แม้จะไม่ใช่หมายถึงเรื่องเพศตรงกันข้ามก็หมายถึงเรื่องที่เป็นความพอใจทั่ว ๆ ไป ; ถือว่าบุตรภรรยาเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจัยแห่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ อันเป็นความสบายใจประเภทโลก ๆ หรือ Romantic อยู่นั่นเอง ; ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกามที่ละเอียด ที่ประณีตยิ่งขึ้นไปไม่หยาบโลนเท่านั้น. บางคนอาจจะบอกว่าเขาทำงานเพื่อเอาเงินไปประกอบการกุศล แต่พึงดู ให้ดีเถิดจะเห็นว่า การกุศลตามความหมายของบุคคลเหล่านี้ ย่อมมีกามเป็นที่

น.1172 มุ่งหมายในอนาคต ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งจะเห็นได้จาก ความปรารถนา ของทายกทายิกาทั่วไป ที่ต้องการการเกิดใหม่ ไม่ต้องการนิพพาน; หรือ ถ้าเผอิญไปเรียกว่า นิพพาน เรื่องก็จะกลายเป็นว่า นิพพานตามความหมายของ เขานั้น เป็นกามชั้นสูงสุดและอุดมสมบูรณ์ที่สุด. ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับ เพศตรงกันข้ามก็ยังเป็นธรรมารมณ์ประเภทที่ ให้ความพอใจอย่างวิสัยกามอยู่นั่นเอง เช่น ความสวย ความงาม ความสุขสบาย การได้ตามใจตัวเองทุกอย่าง ทั้งนี้เพราะว่า เขารู้จัก หรือรู้สึกได้เพียงเท่านั้น สำหรับคำว่าความสุขหรือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ ควรจะได้. นิพพานของคนพวกนี้จึงไม่ได้หมายอะไรที่พ้นไปจากกาม. ถึงแม้พวกที่หวังความเข้าเป็นอันเดียวกับพระเป็นเจ้า ก็ด้วย ความรู้สึกที่ ขมุกขมัวว่าที่นั่นเต็มไปด้วยกาม หรือเป็นยอดสุดของกามด้วยเหมือนกัน. ยิ่งเป็น กามอย่างของพระเป็นเจ้าก็ยิ่งเชื่อหรือไว้ใจว่าจะเป็นของประเสริฐที่สุด; เขาไม่เคย หวังที่จะดับสนิทจาก "ตัวกู-ของกู" ซึ่งเป็นธรรมะที่สูงเกินไป และไม่เคยหวัง แม้แต่จะมี "ตัวกู" ที่บริสุทธิ์จากกาม เพราะอำนาจความใคร่ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ มีอยู่ในระดับที่ปรารถนากาม. เมื่อเบื่อจากระดับนี้ จึงจะต้องการระดับที่สูงขึ้นไป แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนความหมายเป็นอย่างอื่น นอกจากกามหรือที่ตรงกันข้ามจากกาม. นี้ เป็นอันว่า การกระทำของคนธรรมดาสามัญทุกอย่างนั้น มีกามเป็น มูลเหตุและเป็นไปเพื่อกาม อย่างที่ Sigmund Freud กล่าวจริง. และถ้าคำว่า กามนั้นหมายถึงเหยื่อที่ธรรมชาติใช้ล่อ เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตยอมรับความทุกข์ทรมาน ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการสืบพันธุ์ด้วยแล้ว กฎเกณฑ์ของพวกนักคิดประเภท Sigmund Freud ก็จะใช้ได้แม้แต่สัตว์เดรัจฉานและต้นไม้ ซึ่งล้วนแต่มีความดิ้นรนที่จะ สืบพันธุ์ และพืชพันธุ์ ที่จะมีมานั้นเล่า ก็เพื่อจะสืบอายุสิ่งที่เรียกว่าถามไว้ ให้ยังคงมีต่อไปไม่ให้สิ้นสุดเท่านั้นเอง.

น.1173 รุปความว่า การเคลื่อนไหวทุกอย่างของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดนี้เป็น ไปด้วยอำนาจของกาม ตามอำนาจของกาม และเพื่อกามเท่านั้น. สิ่งที่เหลือ อยู่อีกเล็กน้อยที่จะต้องวินิจฉัย เช่น พวกที่ทำการศึกษาค้นคว้า. พวกนี้ส่วนใหญ่ ก็เพื่อผลประโยชน์ที่เมื่อได้มาแล้วก็ใช้ไปอย่างคนธรรมดาสามัญ หรือเพื่อเลี้ยงบุตร ภรรยาตามวิสัยของคนธรรมดาสามัญ. สำหรับพวกค้นคว้าที่เป็นอัจฉริยมนุษย์นั้น ก็ไม่พ้นที่จะเป็นไปเพื่อเกียรติซึ่งเป็นปัจจัยของกาม. แม้ที่พูดกันว่า ทำเพื่อวิชาความ รู้ ก็ยังไม่พ้นจากความหมายของคำว่าเกียรติ และเราก็นำสืบไม่ได้ว่าความรู้สึกแท้ จริงของบุคคลคนนี้ เป็นอย่างไรกันแน่. และแม้จะทำไปเพื่อวิชาการ หรือเพื่อ ประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์อย่างแบบโพธิสัตว์ทั่วไป ก็ยังไม่พ้นจากอิทธิพลของกาม อยู่ดี หากแต่ว่าเป็นชั้นที่ละเอียดประณีตยากที่จะมองเห็นเท่านั้น จึงอยู่นอกขอบ วงที่จะวินิจฉัยได้ และไม่ถูกจัดเป็นกามของคนธรรมดาสามัญเสียแล้ว. เพราะฉะนั้น การที่กล่าวว่า คนหรือสิ่งที่มีชีวิตในระดับธรรมดาสามัญ นั้น ทำอะไรก็เพื่อกาม หรือเพราะกาม อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอารมณ์ทั้ง ๖ ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ยกเว้นแม้แต่พวกมุนี ฤาษี ที่บำเพ็ญตบะเพื่อผลของตบะตาม ที่สั่งสอนสืบ ๆ กันมา. ดังนั้นเป็นอันกล่าวได้ว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" ของ คนในระดับธรรมดาสามัญนั้น ล้วนแต่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่ตั้งรากฐานอยู่ บนกาม แม้จะเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของภพ เช่น ในขณะที่มีการถือรั้นอวดดี มีมานะทิฏฐิ หรือรบราฆ่าฟันกันก็ตาม ก็ล้วนแต่มีมูลมาจากกามทั้งนั้น นับว่า กามเป็น มูลเหตุอันสำคัญทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งเปิดเผยและเร้นลับ ที่ทำ ความทุกข์ทรมานให้แก่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งชาวโลกตามธรรมดาสามัญก็ยังไม่รู้จัก มันเลย ; รู้จักบ้างก็ไม่ทั่วถึง ไม่มากพอที่จะควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้; การตกเป็นทาส ของกามชนิดที่มีผลทำให้รบราฆ่าฟันกัน ไม่มีที่สิ้นสุด ตั้งแต่แรกเริ่มสร้างโลกมาจน กระทั่งถึงทุกวันนี้ ย่อมกลายเป็นของธรรมดาไป ทั้งหมดนี้คือ ขอบวงของ

น.1174 "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ภายใต้วิสัยของกาม และของภพ ชนิดที่เนื่องมา จากกาม. เมื่อเรารู้จักกามและภพที่เนื่องมาจากกามอย่างชัดเจนแล้ว เราจะเห็น ได้เองว่า ความรู้หรือความรู้สึกของพวก Sigmund Freud นั้น มาสิ้นสุดลงเพียง เท่านี้. ส่วนชาวพุทธ หรือผู้ที่ดำเนินการคิดอย่างชาวตะวันออก โดยเฉพาะ ชาวอินเดียในยุคอุปนิษัท ย่อมไปได้ไกลเลยไปกว่านั้น แม้จะเป็นการอนุมาน ในขั้นต้น แต่ก็เป็นไปเพื่อผลที่มีความหมายอยู่เหนืออำนาจของกามได้จริง. ทั้งนี้ เพราะเหตุผลอย่างเดียวคือ มีมูลมาจาก การมองเห็นโทษที่มาจากกามโดยประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นโดยการได้ผ่านกามมาแล้วอย่างสมบูรณ์ หรือด้วยการศึกษาอบรมทาง จิตใจเพื่อให้มองเห็นก็ตาม ย่อมมองเห็นกามโดยความเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เพราะ เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. คนพวกนี้เป็นพวกที่เริ่มมองเห็น ความเหมือนกันของสิ่งที่เป็นคู่ตรงกัน ข้าม . แม้ว่าจะเป็นไปในระยะขั้นเริ่มแรก ก็มีกำลังมากพอที่จะหยุดความลุ่มหลง หรืออย่างน้อยก็หยุดความลุ่มหลง อย่างมนุษย์ธรรมดาสามัญ จึงได้จัดกามไว้ใน ฐานะเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ; หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญกุศล ซึ่งเคยสร้างสม บูชากันมานักนั้น ก็พลอยถูกรังเกียจไป ในฐานะที่เป็นปัจจัยของกาม ทั้งอย่าง ที่เป็นของมนุษย์และเป็นของทิพย์ : ทำให้ชะเง้อมองสิ่งซึ่งพอที่จะเรียกว่าเป็น กุศลอันแท้จริงที่อาจจะตัดความเยื่อใยในกามให้ขาดออกไปได้ . ในที่สุดเขาก็ค้นพบ ระดับหรือภาวะทางจิตใจอย่างใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกามเลย ซึ่งแท้จริงก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ ตามธรรมดาสามัญ แต่มนุษย์ธรรมดาสามัญได้มองข้ามมันไปเสีย. ข้อนี้ได้เคย อธิบายมาแล้วในตอนต้น ๆ ว่า บางขณะจิตของคนเราผละไปจากกาม ไปพอใจ อยู่ในความว่างจากกามเป็นครั้งเป็นคราว แต่เขาก็ไม่สนใจ และไม่ถือว่า เป็น การพักผ่อนด้วยซ้ำไป; เว้นแต่จะเป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งในที่สุดจะน้อมเอียงมา

น.1175 สู่ระดับของบุคคลที่พิจารณาเห็นกามโดย ความเป็น สิ่งที่น่า ขยะแขยงดังที่ กล่าวแล้ว. ถ้าใครเผอิญมาเป็นดังนี้ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็น สัตว์คนละชนิดหรือคนละโลก ไปแล้ว. นั่นแหละคือมูลเหตุแห่งการเกิดขึ้นของถ้อยคำว่า กามโลก รูปโลก อรูปโลก ดังที่กล่าวแล้ว. พวก Sigmund Freud มองเห็นแต่เรื่องของกามโลก ยังไม่เคยศึกษา ถึงเรื่องของรูปโลกหรืออรูปโลก ถ้ามีใครมาพูดขึ้นถึงเรื่องนี้ เขาก็จะแย้งว่า นั่นก็เป็นเพราะกามอีกเหมือนกัน คือ กามเป็นผู้คุกคามให้หนีออกมาจากถาม โลกไปสู่รูปโลก หรืออรูปโลก. ถ้ามีการแก้ตัวอย่างนี้ ใคร ๆ ก็ย่อมเห็นได้ว่า เป็นการแก้ตัวเท่านั้น หรือเป็นเพียงป้องกันตัวไม่ให้ทฤษฎีของตัวถูกพิสูจน์ว่าล้ม เหลวหรือไม่เพียงพอเท่านั้น. การที่จะกล่าวว่าผู้ที่ดำเนินไปตาม มรรคมีองค์แปด เพื่อผล คือ นิพพานนั้น มีมูลเหตุมาจากกาม ดังนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่น่าขนขัน ไม่มีความหมาย อะไร คือเป็นไปไม่ได้. ถ้าจะถือว่าเพราะกลัวกามจึงประพฤติ เพื่อนิพพานดังนี้ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่า ผู้ที่สามารถประพฤติเพื่อนิพพานได้จริงนั้น ย่อมจะมีจิตใจ อยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่จะกลัวกาม หรือแม้แต่จะเกลียดชังกาม เพราะได้มอง เห็นสิ่งต่าง ๆ สูงไกลไปกว่าที่จะมัวเกลียดมัวกลัว เพียงแต่มีความรู้สึกว่า เพียงเท่า นั้นมันยังไม่พอที่จะดับทุกข์ จึงได้พยายามแสวงหาสิ่งที่ดับทุกข์ได้จริงยิ่ง ๆ ขึ้นเท่านั้น การที่จะมากล่าวว่าถ้ามีความอยากหรือมีความปรารถนา แล้วจะเป็นกามไปหมดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง. ความอยากหรือความปรารถนาที่เป็นกามนั้น จะต้องมีมูลมาจาก "ตัวกู-ของกู" ที่มีรากฐานอยู่บนอวิชชาเสมอไป. ส่วนความอยากหรือความ ปรารถนาที่ไม่เป็นกามนั้น มีมูลมาจากสิ่งตรงกันข้าม คือ วิชชา ซึ่งมีอำนาจสกัดกั้น

น.1176 ” ที่เนื่องด้วยภพ ๑๓๙ การยึดถือด้วยอุปาทานในสิ่งที่จะถูกยึดถือว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" ซึ่งรวมทั้งกาม ด้วย ; ฉะนั้นความอยากหรือความปรารถนาในนิพพานที่ถูกต้อง แม้จะรุนแรง อย่างไรก็เป็นกามไปไม่ได้. ที่จริงไม่ต้องกล่าวสูงขึ้นไปถึงนิพพาน ซึ่งอยู่ในชั้นโลกุตตรภูมิเลย แม้แต่ความปรารถนาในขั้นรูปาวจรภูมิ และอรูปาวจร ก็หาสามารถถูกจัดเป็น กามไปได้ไม่. และภูมิทั้ง ๒ นี้เอง คือภูมิหรือภพ ที่ไม่เนื่องด้วยกาม แม้จะ ยังมี "ตัวกู-ของกู" เหลืออยู่เต็มที่ก็ตาม; และอันนี้เองเป็นเส้นเขตแดน ปักปันกันระหว่างโลกุตตรภูมิ ซึ่งเป็นที่มุ่งหมายของพุทธศาสนา กับโลกียภูมิต่าง ๆ ซึ่งไม่เป็นที่มุ่งหมายของพุทธศาสนาแต่ประการใด. นี่แหละเป็นเครื่องชี้ให้เราเห็นได้ทันทีว่า แม้แต่เรื่องของโลกียภูมิชั้นสูง คือ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิเท่านั้น พวกของ Sigmund Freud ก็เข้าใจ ไม่ได้เสียแล้ว แล้วจะไปเข้าใจเรื่องของโลกุตตรภูมิ ที่ปราศจาก "ตัวกู-ของกู" ที่ไม่เป็นทั้งกามและทั้งภพโดยสิ้นเชิงได้อย่างไรกัน. ดังนั้นทุกคนจะต้องมองให้ เห็นชัดว่า การที่ บุคคลจะเข้าใจถึงเรื่องโลกุตตรภูมิได้นั้น เพียงแต่ข้าม กามมาอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จักต้องข้ามภพไป โดยสมบูรณ์อีกส่วนหนึ่งด้วย จึงจะมาอยู่ในฐานะที่จะเข้าใจโลกุตตรภูมิซึ่งเป็นความมุ่งหมายอันแท้จริงของ พุทธ- ศาสนาได้. หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า หลักพุทธศาสนานั้นเป็นไปเพื่อโลกุตตร- ภูมิ หาใช่เพื่อกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิแต่ประการใดไม่ ถ้าจะ มีพูดถึงเรื่องเหล่านั้นบ้าง ก็ขอให้เข้าใจไว้เถิดว่า พูดเพียงเพื่อเป็นเครื่องชี้ให้เห็น ว่านี่แหละคือตัวอุปสรรคละ ! และเป็นสิ่งที่ท่านจะต้องก้าวข้ามให้พ้นไป คือก้าว ข้ามให้พ้นไปทั้งกามและภพ จนกระทั่งไม่เป็นภพในลักษณะไหนหมด ไม่ว่าจะ เป็นภพที่เนื่องด้วยกามหรือไม่เนื่องด้วยกาม นั่นแหละคือข้อยืนยันที่ว่า โลกุตตรภูมิ

น.1177 หรือนิพพานนั้นจะเป็นภพชนิดไหนไปไม่ได้เลย จึงเป็นสิ่งที่ปราศจาก "ตัวกู- ของกู" โดยแท้จริง. เราต้องก้าวขึ้นมาถึงขั้นนี้จริง ๆ เท่านั้น จึงจะพบกันกับตัวแท้ ของพุทธศาสนา ไม่หลงเอานั่นเอานี่ของภายนอกมาเป็นพุทธศาสนา แล้วยืนยัน ทุ่มเถียงกันคอเป็นเอ็น หรือสอนให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ซึ่งนับว่าเป็นการทำบาป อย่างยิ่งอีกประการหนึ่งด้วย. สรุปความสั้น ๆ ได้ว่า ถ้ายังเป็นภพแล้ว แม้จะปราศจากกามโดยสิ้นเชิง ก็ยังไม่หลุดพ้นจากอุปาทานที่ยึดถือว่า "ตัวกู-ของกู" และยังถูกจัดว่าเป็นปุถุชนคน ธรรมดาเหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไป คือยังมี "ตัวกู-ของกู" เต็มที่อยู่นั่นเอง หากแต่เปลี่ยนสมุฏฐานจากกามไปเป็นภพเท่านั้น.

น.1178 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๘. ลักษณะของการดับ “ตัวกู-ของกู” การบรรยายในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับ ของ “ตัวกู-ของกู” ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” คือการตั้งจิตไว้ผิด เพราะฉะนั้น การตั้งจิต ไว้ให้ถูกจึงเป็นรากฐานแห่งความดับ “ตัวกู-ของกู” ตลอด เวลาที่มีการตั้งจิตไว้ถูก ความดับของ “ตัวกู” ก็มีอยู่เพียง นั้น ไม่ว่าการกระทำนั้น ๆ จะเป็นไปโดยการประจวบ เหมาะหรือบังเอิญ หรือว่าเป็นไปเพราะการใช้อำนาจของการกระทำอย่างใด อย่างหนึ่ง เช่น อำนาจของสมาธิเป็นต้นเข้าไปปิดกั้นโอกาสแห่งการเกิดขึ้นของ “ตัวกู” ไว้ตลอดเวลาเหล่านั้น ; หรือว่าเป็นเพราะอำนาจของวิชชาหรือปัญญา ซึ่งเป็นไปถึงที่สุด อันเป็นการตัดรากแห่ง “ตัวกู-ของกู” เสียได้โดยสิ้นเชิง ก็ตาม ; ล้วนแต่กล่าวได้ว่าในขณะนั้นมีภาวะแห่งความดับของ “ตัวกู-ของกู” ด้วยกันทั้งนั้น ; ต่างกันแต่อย่างที่ ๑ เป็นไปอย่างผิวเผิน. อย่างที่ ๒ เป็นไป

น.1179 ได้ตลอดเวลาที่ยังมีการบังคับ, อย่างที่ ๓ เป็นการดับสนิท เพราะทำลายรากเง่า ของมันเสียได้โดยสิ้นเชิง. และความดับที่เราประสงค์ ในที่นี้หมายถึงอย่างที่ ๓ โดยเฉพาะ ; แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรทำความเข้าใจในอย่างที่ ๑ และที่ ๒ กันให้ เพียงพอด้วยเหมือนกัน เพื่อป้องกันความสำคัญผิดหรือความสับสนนั่นเอง. การไม่ปรากฏของ "ตัวกู” อย่างที่ ๑ ซึ่งเรียกว่ามีได้ด้วยอำนาจ ของการประจวบเหมาะนั้น หมายถึงขณะนั้นเผอิญมีสิ่งบางสิ่ง ซึ่งจะเป็นการได้ เห็นหรือได้ฟัง หรือได้อ่านอยู่ก็ตาม หรือได้อารมณ์ซึ่งเป็นความเงียบสงัดไม่ชวน ให้เกิดความคิดนึกอะไร ไม่มาทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" อยู่ได้เป็น เวลาระยะหนึ่ง นานตลอดเวลาที่ความรู้สึกสลดสังเวชเป็นต้น มีอยู่ หรือจิต ยังว่างอยู่ก็ตาม ลักษณะเช่นนี้มีได้เป็นได้ในคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป แม้ด้วย ความไม่ตั้งใจ และจะเป็นได้มากเป็นพิเศษ สำหรับผู้ที่เลือกอยู่ในที่ที่เหมาะสม มีสิ่งแวดล้อมหรือมีการสมาคมกับบุคคลที่เหมาะสม หรือแม้แต่ดินฟ้าอากาศที่ เหมาะสม ซึ่งพอจะเรียกได้สั้น ๆ ว่า เป็นสัปปายะทางจิตนั่นเอง. อาการอย่างนี้ พอจะเรียกไว้ว่า "ตทังควิมุตติ" คือ การพ้นไปจากอำนาจของ "ตัว-ของกู" ด้วยอำนาจของสิ่งที่บังเอิญประจวบเหมาะ แม้แต่ จริตนิสัยของคนบางคน ที่ธรรมชาติสร้างมาให้เป็นผู้มีจิตใจว่างจาก "ตัวกู" ได้ง่าย ๆ คือความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" เกิดขึ้นได้โดยยาก นี้ก็ต้องนับรวมอยู่ในข้อนี้: ฉะนั้น เราเห็น ได้ว่าลักษณะเช่นนี้ไม่เกี่ยวกับความรู้หรืออำนาจสมาธิเป็นต้นเลย แต่เป็นความ ประจวบเหมาะ หรือที่เรียกว่า Co-incidence มากกว่า. สำหรับ ความดับแห่ง "ตัวกู” อย่างที่ ๒ ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจ ของการประพฤติหรือ การกระทำทางจิต (ซึ่งไม่ใช่ทางปัญญานั้น) หมายถึงขณะ นั้นมีการทำจิตให้ติดอยู่กับอารมณ์ของสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามแบบของการ ทำสมาธิ ซึ่งมีอยู่มากมาย. จิตที่กำลังอยู่ในสถานะที่เปรียบเหมือนกับวัวที่ถูกผูก

น.1180 ติดอยู่กับแอก คืออารมณ์ของสมาธิ. ไม่มีโอกาสที่จะหนีไปหาอารมณ์อื่นได้ ตามที่มันชอบ ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู” จึงจะไม่อาจจะเกิดขึ้นในขณะนั้น. ความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ในลักษณะเช่นนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เป็นไปโดย บังเอิญ แต่เป็นไปโดยอาศัยการกระทำที่เอาจริงเอาจัง โดยวิธีที่จะเหนี่ยวรั้ง เอาจิตไว้ในอารมณ์ที่บริสุทธิ์ คือ อารมณ์ล้วน ๆ ที่ไม่เป็นที่เกิดแห่ง "ตัวกู" ดังกล่าวแล้ว. และแม้ว่าอารมณ์ในที่นี้จะนำซึ่งความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" บ้าง ในเมื่อเผลอไปยึดถือเข้าก็จะเป็นไปแต่ในทางที่ดี คือ เป็น "ตัวกู-ของกู๋" ฝ่ายดี ยังไม่มีอันตรายแต่ประการใด แล้วยังมีทางที่จะทำลายให้จางหายไป ด้วยการปฏิบัติในขั้นต่อไปของการทำสมาธิที่ถูกต้องได้. ตัวอย่างเช่น ในการทำอานาปานสติภาวนา ในระยะแรกทำจิตให้เป็น สมาธิได้สำเร็จ เมื่อเกิดสุขเวทนาขึ้นมาจากสมาธิหรือฌาน ถ้ามีสติสัมปชัญญะ เพียงพอ คือมีการกระทำที่ถูกวิธีอยู่ตลอดเวลาเหล่านั้น จิตก็ไม่อาจจะจับฉวยเอา อารมณ์นั้น ถึงขนาดที่จะเกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ไปได้ มีแต่การที่ จะพิจารณาต่อไปตามลำดับ ๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติในระยะที่ ๒ คือการพิจารณาว่า แม้ความสุขที่เกิดจากฌานนี้ก็ยังเป็นมายา คือเป็นสักว่า เวทนา ที่ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นต้น "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่อาจจะเกิด. ในกรณีที่เผลอสติหรือทำผิดวิธี นั้น หมายถึงการพอใจอย่างหลงใหล ในสุขเวทนานั้น หรือถึงกับเกิดความรู้สึกทะนง ว่าตนประสบผลสำเร็จในคุณวิเศษ แล้วดังนี้เป็นต้น “ตัวกู-ของกู" ก็ย่อมจะเกิดและเกิดอย่างยิ่งตามลำดับ. อย่างนี้ จะไปโทษสมาธิหรือคุณสมบัติของสมาธินั้นไม่ถูก; เพราะว่าในขณะนั้นมันไม่เป็น สมาธิเสียแล้ว แม้ว่าจะเป็นการตั้งต้นมาด้วยการทำสมาธิก็ตาม. แต่ถ้าตนยัง สามารถดำรงตนอยู่ในสมาธิไปตามร่องตามรอยของสมาธิจนกระทั่งเกิดฌาน อำนาจ ของสมาธิก็มีอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้โอกาสแก่การเกิดขึ้นของความรู้สึกว่า "ตัวกู-

น.1181 ของกู"; ลักษณะที่เป็นอย่างนี้เราเรียกกันว่า วิกขัมภนวิมุติ. คือ การพ้นไปจาก อำนาจของ "ตัวกู-ของกู" ด้วยการอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาปิดกั้นทางเกิดแห่ง “ตัวกู-ของกู" ไว้อย่างหนักแน่น และอย่างเฉลียวฉลาด ด้วย. การพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อกลบอารมณ์ร้าย เช่น การพยายาม สวดมนต์ภาวนาอย่างยิ่ง เพื่อกลบอารมณ์ร้ายที่เป็นฝ่าย "ตัวกู-ของกู" ถ้าทำ สำเร็จก็นับรวมเข้าไว้ในข้อนี้. นี้เป็นตัวอย่างสำหรับการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งคนธรรมดาสามัญก็ทำได้. แม้ที่สุดแต่เรื่องที่สอนเด็ก ๆ ให้นับ ๑ ถึง ๑๐ ก่อน ที่จะโกรธใคร แล้วก็นับไว้เรื่อยไปจนความโกรธเกิดขึ้นไม่ได้ แม้อุบายอย่างนี้ ก็นับรวมไว้ในข้อนี้. ทั้งนี้เป็นหลักสั้น ๆ ที่ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งไม่ใช่ มันเป็นไปโดยบังเอิญ จึงแตกต่างจากอย่างที่ ๑ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และเรา เรียกมันว่าด้วยอำนาจการกระทำทางจิต. แม้จะใช้อุบายวิธีที่ฉลาดอย่างไรก็ยังจัดว่า เป็นการกระทำทางจิต ยังไม่ใช่การกระทำทางปัญญา. สำหรับ ความดับ "ตัวกู" อย่างที่ ๓ คือด้วยการกระทำทางปัญญา นั้น หมายถึงอุบายที่แยบคายไปกว่านั้นมาก และไม่ใช่เป็นการกระทำที่เป็นการ บีบบังคับโดยตรง แต่เป็น การกระทำที่เรียกว่าเป็นการถอนรากเง่าขึ้นมาทำลาย เสีย โดยสิ้นเชิง. ตัวอย่างสำหรับการเปรียบเทียบให้เห็นเพื่อความเข้าใจชัด เช่น ใน การทำลายหญ้าคา ถ้าเอามืดเอาพร้ามาฟาดอย่างผิวเผิน หญ้าคาก็หายหน้าไป พักหนึ่งแล้วก็งอกขึ้นมาอีก. หรือถ้าเอาอะไรมาทับมาปิดไว้ หญ้าคาก็หายหน้าไป เหมือนกัน; แต่เมื่อเอาของทับปิดออกเสียแล้วหญ้าคาก็จะกลับปรากฏอีกในโอกาส หนึ่ง แต่ก็ยังมีผลนานกว่าวิธีที่ ๑. ที่นี้ถ้าขุดรากหญ้าคาขึ้นเผาเสียให้หมด การหาย ไปของหญ้าคาก็เป็นการถาวร. เมื่อเราสมมติว่า "ตัวกู-ของกู" เป็นหญ้าคา การปฏิบัติอย่างวิธีที่ ๓ ซึ่งเป็นไปในทางปัญญานั้น ก็เหมือนกันกับการขุดราก หญ้าคาขึ้นทำลายเสียด้วยการเผาเป็นต้นนั่นเอง.

น.1182 เราก็ได้ทราบกันมาแล้วแต่ข้างต้นว่า อวิชชาเป็นรากเง่าของ "ตัวกู- ของกู"; การทำลายอวิชชาเสียนั่นเองเป็นการดับ "ตัวกู-ของกู" ในขั้นนี้. และเพราะเราใช้วิชชาหรือปัญญามาเป็นเครื่องทำลายอวิชชา ไม่ได้ใช้กำลังจิต ล้วน ๆ อย่างวิธีที่ ๒ เราจึงเรียกการกระทำอย่างนี้ว่า เป็นไปด้วยอำนาจของปัญญา และเราเรียกความดับ "ตัวกู-ของกู" ในลักษณะนี้ ว่า "สมุจเฉทวิมุติ" เป็น การดับ "ตัวกู ด้วยการถอนรากเง่าขึ้นโดยสิ้นเชิง. เมื่อเปรียบเทียบกันดู ก็จะเห็นได้ว่า อย่างแรก หรืออย่างต่ำที่สุดนั้น อาศัยอำนาจของการประจวบเหมาะ อย่างที่ ๒ หรืออย่างกลางนั้น อาศัยอำนาจ ของจิตที่ปฏิบัติถูกวิธี ; ส่วน อย่างที่ ๓ หรืออย่างสูงนั้น อาศัยอำนาจของปัญญา ; มันจึงต่างกันอย่างที่จะปนกันไม่ได้. แต่ถึงกระนั้นก็ยัง อาจจะเนื่องกันในฐานะ เป็นอุปกรณ์ หรือเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมแก่กันและกันได้ตามสมควรแก่กรณี. หรือ ถ้าจะมองกันในอีกลักษณะหนึ่ง ก็อาจจะเห็นได้ว่า เป็นบันไดให้แก่กันและกัน ตามลำดับ. กล่าวคือ ในขั้นแรกเรารู้จักเลือกที่อยู่หรือการเป็นอยู่ให้เหมาะสม คือ ให้มีสิ่งแวดล้อมซึ่งล้วนแต่จะให้เกิด ความบังเอิญชนิดที่เป็นประโยชน์แก่เรา ให้มากที่สุด. แม้แต่การจัดการวางเครื่องใช้ไม้สอยในที่อยู่อาศัย ก็ยังจัดให้เป็นไป ในลักษณะที่จะช่วยแวดล้อมให้จิตมีความสงบเย็นไม่เป็นทางให้เกิดความรู้สึก "ตัวกู -ของกู" ได้ง่าย นี้เป็นอย่างต่ำที่สุดแล้ว. เมื่อเราเป็นอยู่ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่ง อารมณ์ร้ายเกิดขึ้นได้โดยยาก ก็ย่อมจะเป็นการส่งเสริมให้มีการกระทำในขั้นที่ ๒ คือ การฝึกจิตให้เป็นสมาธิโดยตรง ได้ง่ายขึ้น. ครั้นเราประสบความสำเร็จในขั้น ที่ ๒ นี้แล้วก็ยิ่งเป็นการง่ายแก่การกระทำในทางปัญญาที่จะเป็นไปอย่างแรงกล้า ถึง ขนาดที่จะทำการขุดราก "ตัวกู-ของกู” ได้หมดจดสิ้นเชิงจริง ๆ; เพราะฉะนั้นจึง เป็นอันกล่าวได้ว่า สิ่งทั้ง ๓ นี้เนื่องกัน หรือเป็นปัจจัยให้แก่กันและกัน. สำหรับ รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติจะเป็นอย่างไรนั้น จะได้กล่าวถึงในโอกาสข้างหน้า ในตอนว่าด้วยวิธีปฏิบัติ.

น.1183 สำหรับในที่นี้มุ่งหมายเพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่า ความดับไป หรือหาย หน้าไป แห่ง ตัวกู-ของกู” นั้น มีอยู่เป็น ๓ ชั้น หรือเป็น ๓ ระดับ ดังที่กล่าวมานี้ ซึ่งทุกคนควรจะสังเกตหรือพิจารณาให้เห็นว่ามันได้มีอยู่จริง หรือ ได้เป็นอยู่จริงแก่เรา มากน้อยเพียงไร และในลักษณะไหนโดยเฉพาะ ให้เห็น อย่างแจ่มแจ้งเสียก่อน ก็จะเป็นการง่ายและสะดวกแก่การที่จะปฏิบัติโดยตรงสืบไป. สิ่งที่น่าสังเกตมีอยู่อย่างหนึ่ง ข้อนี้ได้แก่ข้อที่ว่า แม้คนเราจะได้พบกัน กับความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ที่เป็นไปด้วยอำนาจการบังเอิญ คือการดับ อย่างวิธีที่ ๑ นั้น อยู่บ่อย ๆ ก็ตาม แต่ก็หามีใครสนใจหรือสังเกตไม่ว่าเป็น เรื่องสำคัญที่ควรจะสนใจ คือความสนใจของเขามุ่งไปแต่เรื่องที่กำลังอยาก กำลัง ต้องการกำลังสนุกสนาน ไม่สนใจกับเรื่องของความว่างจากความต้องการ หรือ ขณะ เวลาที่จิตว่างจากความต้องการ หรือแม้แต่ รสชาติของจิตที่ว่างจากความต้องการ ; เขา จึงไม่มีโอกาสที่จะรู้สึกต่อภาวะของจิตที่ว่างจาก "ตัวกู-ของกู" หรือเรียกอีกอย่าง หนึ่งก็คือ ความดับไปแห่ง "ตัวกู ของกู" ด้วยอำนาจการบังเอิญดังที่กล่าวนี้. อันนี้เป็นเหตุให้เขาไม่สนใจและมองข้ามความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ซึ่งที่แท้ ก็มีอยู่บ่อย ๆ หรือมีอยู่เกลื่อนกลาดไป ก็ว่าได้. เมื่อไม่สนใจและไม่รู้จักแล้วมัน ก็มีค่าเท่ากับไม่มี เหมือนกับไก่ที่เดินไปบนกองเพชรพลอย มันก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไร ที่มีค่าน่าสนใจ แต่จะไปรู้สึกว่ามีค่าก็ตรงที่ข้าวสารสักเม็ดหนึ่งที่ตกอยู่ด้วยเท่านั้น. อาการอย่างนี้มีอยู่แม้ในหมู่อุบาสกอุบาสิกา ตลอดถึงชาววัดที่เป็น บรรพชิต จนกระทั่งเกิดความเคยชินเป็นนิสัย ; ฉะนั้นการตั้งต้นการปฏิบัติ เกี่ยวกับการดับ "ตัวกู-ของกู" จึงก่อรูปขึ้นไม่ได้ มีแต่จะเป็นไปในทาง ตรงกันข้าม คือเป็นไปในทางที่จะเป็นการเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู" เสียตะพืด จึงไม่ได้รับแม้แต่ความดับของ "ตัวกู" ชนิดที่เป็นขั้นต่ำที่สุด คือการที่เป็นไปด้วย

น.1184 การบังเอิญดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าไก่ยังไม่อาจจะกลายเป็นคน หรือว่าคนยังคงเป็น เหมือนไก่ อยู่เพียงใดแล้ว เพชรพลอยอย่างมากมายในพระพุทธศาสนา ก็จักยัง เป็นหมันอยู่เพียงนั้น. "เพชรพลอย” ในที่นี้ เราหมายถึงเพชรพลอย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมกันทั้งหมดนั่นเอง; และเราถือว่า การดับ ไปแห่ง "ตัวกู" เป็นยอดของพระธรรม คือเป็นธรรมชั้นสูงสุด หรือเป็น บรม- ธรรมทีเดียว เพราะเป็นไปเพื่อการไม่เบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่นในทุกวิถี ทางถึงที่สุดจริง ๆ. ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราต้องหันมาสนใจกับการที่จะเลือก เอาเพชรพลอยชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือประเภทใดประเภทหนึ่ง กล่าวคือการดับไป แห่ง "ตัวกู" ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เหมาะแก่เรา นำเอาเข้ามาสู่การประดับประดา ของเราเป็นประเดิมเริ่มแรกเสียก่อน สำหรับจะได้ทำให้ก้าวหน้าไปตามลำดับเพื่อ ถึงที่สุดในโอกาสข้างหน้า.

น.1185 เพื่อเห็นแก่ พระรัตนตรัย ด้วยการพิสูจน์ให้ โลกเห็นว่าเป็นของประเสริฐจริง, เห็นแก่ชาติประเทศ อันเป็นที่รักของเรา ด้วยการรักษาเกียรติยศแห่งความ ก้าวหน้าของพุทธศาสนาในประเทศไว้ไม่ให้ล้าหลังเขา และเห็นแก่ภาคตะวันออกของโลก ซึ่งเป็นบ้านเกิด แห่ง อริย วิทยาศาสตร์ทางใจ ของพระพุทธเจ้ามานาน, ขอเราจงช่วยกันส่งเสริมวิธีการแห่งปฏิปัตติสัทธรรม คือ การเดินตามรอย พระอรหันต์อันเป็น ก้าวสุดท้าย ที่จะได้ บรรลุถึงการเก็บเกี่ยวผลจากศาสนาอันสุดประเสริฐ จง เต็มความสามารถ ทุก ๆ รูป ทุก ๆ นาม เทอญ. จาก “ตามรอยพระอรหันต์"

น.1186 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๙. สิ่งที่ปรากฏแทน “ตัวกู−ของกู” ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับแห่ง “ตวกู− ของกู” เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นไป. ความดับแห่ง “ตัวกู−ของกู” ไม่ได้หมาย ถึงความดับของร่างกายหรือของชีวิต; และยิ่งกว่านั้น ยังมิได้หมายถึงการดับแห่งความรู้สึกสมปฤดี เช่น หมด ความรู้สึกนิ่งเงียบไป เพราะอำนาจฌานเป็นต้น. โดยที่แท้ หมายถึง การดับของความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ว่า “ตัวกู−ของกู” อันเป็นความรู้สึกที่ยึดมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยอำนาจของ อุปาทาน แต่เราเรียกกันสั้น ๆ เพื่อความสะดวกว่า ความดับไปแห่ง “ตัวกู−ของกู” และ คำว่า “ความดับ” ในที่นี้ หมายถึง การป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น รวมทั้ง ความดับไปแห่ง “ตัวกู−ของกู” ที่ปรากฏแล้วด้วย. ฉะนั้นโดยใจความที่แท้จริง ก็คือ ภาวะแห่งความที่จิตปราศจากความรู้สึกว่า “ตัวกู−ของกู” นั่นเอง ในขณะ ใดจิตตั้งอยู่ในภาวะเช่นนั้น ในขณะนั้นเรียกว่ามีความดับแห่ง “ตัวกู−ของกู”.

น.1187 อนึ่งยังมีความหมายที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก คือ ความหมายที่ว่าเมื่อ "ตัวกู- ของกู" ดับลงไปนั้น ไม่ได้หมายความว่าจิตว่างไม่มีอะไรเลย หรือจิตเองก็ดับไป ด้วย; แต่ที่แท้นั้นจักต้องทราบไว้ว่า เมื่อใด "ตัวกู-ของกู" ดับลงไป ความว่างก็ ปรากฏขึ้นแทน; เป็น ความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ก็จริง แต่ทว่าประกอบ อยู่ด้วยสติปัญญาอย่างยิ่งในตัวความว่างนั้นเอง. เมื่อ "ตัวกู-ของกู" ยังอยู่หรือเดือดพล่านอยู่ จิตมีแต่ความวุ่น. เมื่อ "ตัวกู-ของกู" ดับไป จิตก็มีความว่าง ซึ่งตรงกันข้ามจากความวุ่น เมื่อ "ตัวกู-ของกู" มีอยู่ จิตก็มืดเพราะความมืดแห่งความเดือดพล่านของ ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง; ครั้น "ตัวกู-ของกู" ดับไป จิตก็หมดความมืด และมีความสว่างเกิดขึ้นแทน. เมื่อ "ตัวกู-ของกู" มีอยู่ จิตมีแต่ความโง่ด้วยอำนาจ ของอวิชชาซึ่งเป็นแดนเกิดของ "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. เมื่อ "ตัวกู-ของกู" ดับไป จิตก็พ้นจากความโง่ กลายเป็นธรรมชาติที่ประกอบไปด้วยความรู้อย่างเต็มที่ได้ใน ตัวมันเอง, คือมันได้รู้สิ่งที่เป็นความว่าง ความไม่มีทุกข์. ความรู้สึกว่า "ตัวกู- ของกู" นั้น ไม่ใช่ธรรม ไม่เป็นธรรม เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คืออธรรม; ต่อเมื่อว่าง จากความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" เมื่อนั้นจึงจะเป็นธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ควรจะ ถือว่า เมื่อจิตประกอบด้วยความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" จิตย่อมสูญเสียความเป็นตัว ของตัวเองอย่างหมดสิ้น คือไม่เป็นจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์สะอาด แต่กลายไปเป็น เพียงของมายา คือเป็นเพียงความคิดปรุงแต่งไปตามเรื่องตามราวของอารมณ์ที่เข้ามา แวดล้อมให้เกิดความรู้สึกว่า’ ‘ตัวกู-ของกู" ต่อเมื่อใดจิตว่างจากความคิดปรุงแต่ง หรือจาก "ตัวกู-ของกู" เหล่านั้น จิตก็คืนสู่สภาพเดิม คือเป็นจิตที่สะอาดอยู่ตาม ธรรมชาติ. สรุปความว่า เมื่อความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ดับไป จะต้อง มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นมาแทนหรือปรากฏขึ้นแทนโดยไม่ต้องมีการเกิด สิ่งนั้นก็คือ

น.1188 ภาวะของจิตที่เป็นตัวมันเอง เป็นภาวะแห่งความว่างจากความวุ่นด้วยอำนาจการ ปรุงแต่ง, ภาวะแห่งความสว่าง, และภาวะแห่งความเป็นธรรมเป็นต้น; และที่ สำคัญอย่างยิ่งนั้นก็คือภาวะแห่งความสมบูรณ์ด้วยสติปัญญา. สรุปความให้สั้นอีกครั้งหนึ่งก็ว่า ภาวะแห่ง "ตัวกู-ของกู" หายไป เท่าใด ภาวะแห่งสติปัญญาก็ปรากฏออกมาเท่านั้น ฉะนั้นความดับไปแห่ง "ตัวกู- ของกู" ก็คือความปรากฏขึ้นแห่งสติปัญญา. ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ไม่ใช่สิ่งที่ไร้คุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คนเราเสื่อมสมรรถภาพ แต่กลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม คือทำให้คนเราสมบูรณ์ไปด้วยสติปัญญา ไม่มีทางที่ จะทำอะไรผิดพลาด และมีแต่อยู่ด้วยความสงบสุขเป็นผลสุดท้าย. ผู้ที่ได้ฟังเรื่องนี้แล้วไม่เข้าใจ หรือเข้าใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ตาม ย่อมเกิดความเข้าใจผิดอย่างแรงกล้า จนกระทั่งเห็นว่าความดับแห่ง "ตัวกู-ของกู" นี้เป็นโทษไปก็ได้ คือเขาเข้าใจผิดไปว่า ถ้าดับความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" เสียแล้ว คนเราก็จะทำอะไรไม่ได้ หรือจะไม่ทำอะไรเอาเสียทีเดียว เพราะว่าไม่มี อะไรที่เป็นเครื่องกระตุ้น หรือชักจูงให้ทำ มีแต่ความรู้สึกที่อยากจะอยู่เฉย ๆ เป็น ก้อนดินก้อนหินไป หรือแม้แต่อยากจะทำบ้างก็ไม่มีกำลังใจอะไรที่จะมากระตุ้นให้ ทำ. ความหลงผิดเช่นนี้ เกิดขึ้นมาจากการที่เขาไม่เข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่อง ความดับแห่ง "ตัวกู-ของกู” และอีกอย่างหนึ่งนั้น เขามีความเคยชินเป็นอย่างยิ่ง กับความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู". เมื่อใดมีความรู้สึกเป็น "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมา เขามีความรู้สึกเป็นสุข หรือเป็นความเอร็ดอร่อยในทางจิตใจ จนกระทั่งมีความติด ใจหลงใหลเอาทีเดียว และยิ่งเป็นอย่างนี้มากขึ้น ตามเวลาที่ล่วง ๆ ไปในอายุของเขา เขาจึงเป็นเพื่อนกันกับ "ตัวกู-ของกู" อย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ และกลายเป็น ลักษณะเฉพาะของปุถุชนธรรมดาไป นี้คือในลักษณะที่ เห็นงูเป็นปลา ไปตะพึด จึงอยู่ในฐานะที่ลำบากอย่างยิ่ง ในการที่จะทำความเข้าใจ ในเรื่องความดับไปของ

น.1189 "ตัวกู-ของกู". ข้อนี้ สมตามความหมายของคำว่าปุถุชนในภาษาไทย หรือปุถุชน ในภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า คนหนา คือหนาไปด้วยสิ่งหุ้มห่อดวงตา หรือจิตใจ หรือปัญญา จนกระทั่ง ปัญญาไม่อาจจะส่องแสงได้; แต่ว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น แหละเป็นผู้ส่องแสงแทน; เรื่องมันจึงกลายเป็นตรงกันข้ามกันไปหมด. คนพวกนี้ ไม่พอใจในการที่จะทำความดับเสียซึ่ง "ตัวกู-ของกู" โดยเข้าใจผิดไปว่าจะเป็น การขาดทุนอย่างย่อยยับไม่มีอะไรเหลือ, การแนะนำสั่งสอนธรรมะในขั้นที่จะถอน เสียซึ่งอุปาทานเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ในหมู่ชนซึ่งเป็นปุถุชนมากเกินไป เช่นนั้น จะทำได้ก็เพียงแต่แนะนำสั่งสอนให้เลือกยึดถือ "ตัวกู-ของกู" ชนิดที่ไม่สู้จะเป็น อันตรายมากมายนักไปพลางก่อน แม้จะต้องร้องไห้บ้าง ก็ยังมีเวลาที่จะได้หัวเราะ สลับกันไป แต่ที่จะให้ไม่ต้องหัวเราะและร้องไห้เลยนั้นยังเป็นไปไม่ได้. ทีนี้ ก็มาถึง บุคคลอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าปุถุชนชั้นดี หรือ กัลยาณปุถุชน หมายถึงบุคคลที่มีเครื่องหุ้มห่อไม่หนาจนเกินไป หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งโดยภาษาบาลีว่า "อปฺปรชกฺขชาติ" ซึ่งแปลว่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตา ไม่มาก หรือมีธุลีในดวงตาแต่เพียงเล็กน้อย คือ "ผงเข้าตาแต่เพียงเล็กน้อย" นั่นเอง. เขายังสามารถพอที่จะมองเห็นอะไรได้บ้าง; และเมื่อได้รับการ แนะนำที่ดี เขาก็จะสามารถล้างผงออกจากนัยน์ตาของเขาได้หมด และผงที่กล่าวนี้ ก็คือความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกนั่นเอง พวกที่มีธุลีในดวงตาแต่เพียง เล็กน้อยในที่นี้ ก็หมายถึงคนบางคนที่เผอิญได้รับการศึกษาดี แนะนำดีมาแต่แรก รวมทั้งเป็นผู้มีอุปนิสัยดีมาโดยกรรมพันธุ์ คือผลแห่งกรรมดีที่ได้สร้างสมไว้แต่ชาติ ปางก่อน. เขามีสติปัญญาตามธรรมชาติ ชนิดที่ทำให้อาจจะรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ตามที่เป็นจริง; มีความใคร่ที่จะรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง; นิยม ชมชอบหรือบูชาความรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง; ชีวิตของเขาดำเนิน มาด้วยสติปัญญานั้นตลอดเวลา แม้จะเป็นเพียงขั้นต้น ๆ ต่ำ ๆ แต่ก็เป็น

น.1190 ปัจจัยส่งเสริมให้เป็นไปในขั้นสูงได้ ในเวลาอันสมควร คือเป็นผู้เตรียมพร้อมที่จะ มีความรู้แจ้งเห็นจริงอยู่เสมอ มีความสังเกตสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จึงเริ่มรู้จัก โทษแห่ง "ตัวกู - ของกู ” ที่เป็นชั้นหยาบได้ด้วยตนเอง เช่นรู้จักโทษแห่ง ความเห็นแก่ตัวจัดเกินไปได้ด้วยตนเองดังนี้เป็นต้น; พอได้รับคำแนะนำชี้แจงเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ที่ละเอียดขึ้นไปเขาก็จับฉวยเอาได้ทันที และที่นับว่า ดีเป็นพิเศษก็คือ เขาจักไม่มีความกลัวต่อการดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู” ชนิดนั้น แต่กลับเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรทำและเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสุขสวัสดี แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นการขาด ทุนอย่างย่อยยับ เหมือนปุถุชนที่หนาเกินไปดังที่กล่าวแล้ว. รวมความว่า เขาจะมีความรู้สึกที่แน่นอนเด็ดขาดลงไปว่า ความดับเสีย ได้ซึ่ง "ตัวกู-ของกู" นั้น จะทำให้คนเราทำอะไรได้ ทำได้มาก ทำได้ดียิ่ง ขึ้นไปกว่าเดิม ทำอะไรไม่ผิดพลาด และในที่สุดโลกนี้ทั้งโลกจะประสบ สันติสุขที่แท้จริง ; เพราะว่าโลกกำลังระส่ำระสายแทบจะนอนตาไม่หลับ กระทั่งแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าอุบัติเหตุก็มีเพิ่มมากขึ้นในโลก; ความเสื่อมเสียศีลธรรม อย่างน่าขยะแขยง ก็ลุกลามมากขึ้นในโลก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ พิษสงของสิ่งที่ เรียกว่า "ตัวกู-ของกู๋" ทั้งนั้น ถ้าหากว่า "ตัวกู-ของกู" ถูกควบคุมหรือถึงกับถูก ทำลายให้หมดไป สิ่งอันไม่พึงปรารถนาเหล่านั้นก็จะสูญไปจากโลกเช่นเดียวกัน แม้ที่สุดแต่สิ่งที่เราเรียกกันว่าอุบัติเหตุ หรือ Accident ด้วย. สิ่งที่เรียกว่า อุบัติเหตุ แม้ในท้องถนน เช่น รถชนกันเป็นต้น หรืออุบัติเหตุในโรงงานที่ทำให้คนแขนขาดขาขาด เป็นต้นก็ดี แม้แต่อุบัติเหตุ ตามธรรมดาสามัญ เช่น การพลัดตกหกล้มก็ดี, สิ่งเหล่านี้มีขึ้นก็เพราะมูลเหตุอย่าง เดียวคือ "‘ตัวกู - ของกู" ด้วยเหมือนกัน เช่น คนขับรถยนต์เมาเหล้า ก็เพราะ ปฏิบัติผิดในเรื่อง "ตัวกู - ของกู" อย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้ว. คนขับรถยนต์ ง่วงนอนก็เพราะปฏิบัติผิดในเรื่องเกี่ยวกับ "ตัวกู - ของกู" อีกอย่างหนึ่ง. คนขับ

น.1191 รถยนต์ด้วยความทะนงอวดดี หรือด้วยความละโมภอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น นั่นคือ ประพฤติผิดในเรื่อง "ตัวกู - ของกู” อย่างเลวร้ายที่สุด เช่น ขับเพื่อจะแย่ง ประโยชน์กัน ขับเพื่อจะอวดฝีมือกัน ขับอวดเพศตรงกันข้ามเป็นต้น, ทั้งนี้ เป็นการผลักดันของความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ทั้งนั้น. ไม่มีอุบัติเหตุรายไหน ที่ไม่เกี่ยวกันกับการทำผิดในเรื่อง "ตัวกู-ของกู" นี้ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม. ฉะนั้น ขอให้มองกันอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงว่า ถ้าเรามีการศึกษาและการปฏิบัติ เกี่ยวกับการควบคุม "ตัวกู” หรือทำลาย "ตัวกู" ให้หมดสิ้นได้แล้วก็จะนำ ความสุขสวัสดีมาให้แก่มนุษย์เรา แม้ในกรณีที่เป็นอุบัติเหตุตามท้องถนน. นี่เป็นตัวอย่างที่ต่ำที่สุดที่ยกมาให้เห็นว่า พิษสงของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น มันแผ่ซ่านอย่างกว้างขวางไม่ยกเว้นที่ไหนเลย เพราะมัน มีอำนาจบันดาลให้เป็นไปได้ ทั้งในทางที่จะละโมภโลภลาภ ทั้งในทางที่จะอวดดี เย่อหยิ่งจองหองขนาดที่เรียกกันว่าบ้าบิ่น หรืออย่างน้อยในทางที่จะให้สะเพร่าโง่เง่า ไม่รู้เท่าถึงการณ์ ไม่มีไหวพริบหรือปฏิภาณเพียงพอแก่หน้าที่ของตน มันจึงตั้ง อยู่ในฐานะที่เป็นเหมือนกับผีร้าย. ซึ่งถ้าเราขจัดออกไปเสียได้ โลกนี้ก็จะปลอดภัย ยิ่งขึ้น และน่าดูยิ่งขึ้น และไม่ใช่เป็นส่วนที่เล็กน้อยเลย. ในบางประเทศในทุกวันนี้ มีสถิติว่ารถชนกันทุก ๆ ๒ นาที แล้วก็ลองคำนวณดูเถิดว่า มันเป็นความเสียหาย แก่ร่างกายและทรัพย์สมบัติของเอกชน หรือของประเทศชาติมากน้อยเพียงไร. เพียงแต่เรื่องอุบัติเหตุเรื่องเดียวเท่านั้น ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะ เห็นได้ว่าเป็นอันตรายที่ไม่ควรจะมี แต่แล้วก็มามีขึ้นจนได้อย่างมากมาย เนื่องจาก การใช้ยวดยานพาหนะและเครื่องจักรกลต่างๆ ก้าวหน้าไปไม่มีหยุด; แต่การควบคุม "ตัวกู-ของกู” ของคนเรานั้น กลับจะถอยหลังอย่างตรงข้าม เพราะ ความ ไม่ประสีประสาต่อสิ่งที่เรียกว่า อวิชชา หรือ อุปาทาน นั่นเอง นับว่าเป็น

น.1192 บาปกรรมของมนุษย์เพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะเป็นบุญกุศลหรือเป็นความเจริญเสียแล้ว. นี้กล่าวรวม ๆ กันไปเฉพาะเรื่องประเภทที่เป็นอุบัติเหตุ คือเรื่องที่ไม่ประกอบไป ด้วยเจตนาโดยตรง แต่ก็เป็น เจตนาโดยอ้อม คือ เจตนาของความโง่ หลงของอวิชชา และอุปาทาน. ถ้าบุคคลซึ่งเป็นต้นเหตุ แห่งอุบัติเหตุเหล่านั้น เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสติ สัมปชัญญะตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว ซึ่งหมายความว่าความเดือดพล่าน แห่ง "ตัวกู-ของกู" ของเขาได้สงบลง ๆ ตามลำดับแล้ว อุบัติเหตุดังกล่าวนี้ จักไม่อาจเกิดขึ้น คือไม่อาจจะมีขึ้นในโลก. อาการน่าสยดสยองซึ่งเป็นฝีมือ ของผีร้ายที่มีชื่อว่า "ตัวกู-ของกู" นี้ จักไม่เกิดขึ้นทำลายความสงบสุขของคนเรา หรืออย่างน้อยก็จะลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ. นี้คือผลซึ่งเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของความ ดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ซึ่งคนทั้งหลายกำลังมองข้ามไปเสีย ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่ง ที่ควรจะมองเห็นได้เป็นข้อแรก แต่ก็ไม่เคยสำนึกหรือรู้สึก ทั้ง ๆ ที่มีกำลังมีวิธีการ หรือองค์การอันใหญ่หลวง ซึ่งมีวัตถุประสงค์มุ่งหมายอันจะป้องกันอันตรายอันเกิด จากอุบัติเหตุทุกอย่างในหมู่มนุษย์ ซึ่งทราบกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความ สำเร็จในเรื่องนั้นแม้แต่ประการใด โดยไม่ต้องกล่าวถึงความสำเร็จในอัตราส่วนที่ น่าพอใจ. ทั้งนี้ก็เพราะการมองข้ามไปเสีย ซึ่งมูลเหตุอันแท้จริงอันเป็นเสมือน ผีร้ายที่มีเจตนาคอยจะทำลายล้างมนุษย์อยู่ แต่เราก็กลับเห็นเป็นมิตรไปเสียโดย ประการทั้งปวง.

น.1193 ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดนั้น ไม่ใช่ลัทธิการเมือง ระบอบไหนไม่ใช่ใคร นอกจาก "ตัวเรา-ของ เรา" นี่เอง ! จาก น.ส.พ. พุทธศาสนา ปี ๒๔๙๕

น.1194 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๐. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “สักกายทิฏฐิ” การบรรยายในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับ ไม่เหลือแห่ง “ตัวกู” ต่อจากที่ได้อธิบายแล้วในวันก่อน ในตอนที่แล้วมา ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าความดับ ของ “ตัวกู-ของกู” นั้น มีความหมาย มีคุณค่าอย่างเต็มที่ใน การที่จะกำจัดเสียซึ่งอุปัทวะ หรือสิ่งอันไม่เป็นที่ปรารถนาของ มนุษย์ หรือถึงกับจะถือว่าสิ่งซึ่งเป็นเสนียดจัญไรในโลก; และแม้สิ่งซึ่งเป็นเพียงอุบัติเหตุ หรือที่เรียกกันว่า Accident อันไม่ประกอบด้วยเจตนาโดยตรงก็ตาม. เมื่อสิ่งซึ่งไม่ ประกอบด้วยเจตนาโดยตรงก็ยังเกิดมาจาก “ตัวกู-ของกู” ดังนี้แล้ว มันย่อมหมาย ความว่า สิ่งซึ่งประกอบไปด้วยเจตนาโดยตรงนั้นก็ยิ่งมีมูลมาจาก “ตัวกู- ของกู” มากยิ่งขึ้นไปอีก, และจะขจัดมันเสียได้ก็โดยการขจัด “ตัวกู - ของกู” ออกไปเสียจากจิตใจนั่นเอง. สถิติอันไม่พึงปรารถนาของโลกในทุกวันนี้ มีปรากฏ

น.1195 ว่าในบางประเทศมีคดีการข่มขืนสตรีทุก ๆ ๓๔ นาที, มีการตัดช่องย่องเบาขโมยเล็ก ขโมยน้อยทุก ๆ ๓๙ นาที, มีการทำอันตรายกันถึงตายทุก ๆ ๕๐ นาที. ตัวอย่างเพียง เท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่น่าขยะแขยง หรือเสนียดจัญไร ในโลกนี้มีอยู่ไม่ น้อยเลย และเป็นที่แน่นอนว่าจะทวีมากขึ้นเร็วขึ้น ยิ่งกว่าการทวีของพลโลกเมื่อ เทียบส่วนกัน; ซึ่งพร้อมกันนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่า การตกอยู่ใต้อำนาจ "ตัวกู - ของกู" ของมนุษย์เรานั้นได้ทวีขึ้นด้วย ตามส่วนของสิ่งเลวร้ายอันไม่ พึงปรารถนานั้นเพิ่มขึ้น. เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามีการดับ "ตัวกู-ของกู" ลงไป ได้เพียงใด สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านั้น ก็จะลดลงตามส่วนเพียงนั้น. ทั้งนี้ขอให้ถือเอาเหตุผลในกรณีที่กล่าวแล้ว โดยถือเอาเรื่องอุบัติเหตุเป็น หลักเกณฑ์ ซึ่งมีใจความสำคัญพอที่จะสรุปได้สั้น ๆ ว่า ถ้าควบคุม "ตัวกู" ได้เท่าไร สติปัญญาก็มีช่องทางหรือมีโอกาสที่จะแสดงออกมาได้เท่านั้น และ ส่วนใหญ่หมายถึง ความมีสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์ ในการที่ทุกคนจะไม่สะเพร่าต่อหน้าที่ ของตน ในการที่จะมีความรับผิดชอบมีขอบเขตกว้างขวาง คือสามารถป้องกัน หรือทำความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นวงกว้าง. ในขณะที่คนสมัยนี้ ไม่ยอม รับผิดชอบ หรือไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ตนจะ ต้องรับผิดชอบ หรือแม้เมื่อสะเพร่าในหน้าที่ของตัวแท้ ๆ ก็มีข้อแก้ตัวที่ยกขึ้นมา อ้างว่าเป็นสิ่งธรรมดา ว่าเหลือวิสัย หรือไม่อยู่ในวิสัยที่ต้องรับผิดชอบ; แต่แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะป้ายความผิดอันนี้ไปให้แก่ใครอยู่นั่นเอง; เหตุร้ายที่ไม่ควรจะมีก็มีทวี ขึ้นในโลก ดังตัวอย่างที่กล่าวแล้วในสถิติที่ยกมาข้างต้น ซึ่งล้วนแต่ใคร ๆ ก็ต้อง ยอมรับว่ามันไม่ควรจะมี หรือไม่จำเป็นจะต้องมีในโลกนี้ แต่มันก็มีและทวี ยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการพิสูจน์อยู่ในตัวแล้วว่า มนุษย์เรายังไม่สามารถจับต้นตอของสิ่ง เหล่านี้ได้ จึงไม่สามารถขจัดทางมาแห่งสิ่งเหล่านี้. ทั้งนี้ก็เพราะ มองข้ามธรรมะ ที่เป็นไปเพื่อความดับแห่ง "ตัวกู-ของกู" ถึงกับไม่รู้สึกว่าธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่

น.1196 และเป็น สิ่งที่มีความมุ่งหมายโดยตรง เพื่อขจัดเสียซึ่งสิ่งอันไม่พึงปรารถนา เหล่านั้น; โลกเราจึงต้องประสบชตากรรมอย่างนี้ และลุกลามจาก วิกฤติการณ์ ส่วนบุคคล ไปเป็น วิกฤติการณ์ส่วนรวมของโลก, จาก วิกฤติการณ์ชั่วคราว ไปเป็น วิกฤติการณ์ถาวร, จนถึงขนาดเหลือวิสัยที่มนุษย์ผู้ยังงมอยู่ในลักษณะเช่นนี้จะแก้ไข มันได้. การข่มขืนสตรี การตัดช่องย่องเบา หรือการปล้นสดมภ์ การลัก การขโมย การฆ่ากันโดยบันดาลโทสะ หรือโดยเจตนา และการกระทำอย่างอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่า อาชญากรรมนั้น มีต้นตอที่ลึกซึ้งอยู่ที่การพลุ่งออกไปของ "ตัวกู -ของกู" ไม่มีอำนาจใด ๆ จะมาบังคับหรือป้องกันมันได้: เพราะเหตุว่า ความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" นี้ ถ้าพลุ่งขึ้นมาถึงขีดสุดแล้ว มันทำให้ ไม่กลัวอะไร ฉะนั้น อำนาจการบังคับหรืออำนาจกฎหมายเป็นต้นย่อมควบคุม สิ่งเหล่านี้ไว้ไม่ได้ เพราะในขณะนั้นเขาไม่กลัวแม้แต่ความตาย หรือความเสื่อม เสียใด ๆ ทั้งสิ้น. ทีนี้ เราก็หันมาใช้วิธีที่ไม่เป็นการบังคับ เช่น วิธีศึกษาอบรมกันทั่วไป. แต่เนื่องจากความไม่เข้าใจในเรื่องอันเกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู๋ " การศึกษาอบรมนั้น ๆ จึงกลายเป็นไปในทำนองส่งเสริม "ตัวกู-ของกู" อีกทางหนึ่ง แทนที่จะเป็น เครื่องมือปราบปราม "ตัวกู-ของกู" กลับกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริม "ตัวกู-ของกู" โดยไม่รู้สึกตัวไปเสียทางหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้คนเรายังตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ ต่างๆ ในโลกอยู่นั่นเอง; การศึกษาอบรมนั้น ๆ จึงไม่มีกำลังเพียงพอที่จะยับยั้ง คนเราไว้ในระเบียบวินัยหรือศีลธรรมได้. ครั้นพูดกันถึงความดับแห่ง "ตัวกู - ของกู" ก็เกิดความเข้าใจผิด ไปเสียว่า ถ้าดับความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้เสียแล้ว คนเราจะไม่ทำอะไร หรือ แม้แต่อยากจะทำก็ทำไม่ได้. เรื่องจึงกลายเป็นการปล่อยไปตามเดิม คือปล่อยไปตาม การศึกษาอบรมชนิดที่แม้จะมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มกำลังให้แก่"ตัวกู-ของกู "

น.1197 มากขึ้นเท่านั้น. แรงงาน ทุนทรัพย์ ตลอดถึงสติปัญญาและอื่น ๆ ที่เราทุ่มเทกันลง ไปในการปราบปราม สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่พึงปรารถนาในโลกนี้ก็กลายเป็นหมันไป ทั้ง ๆ ที่เพิ่มทวีขึ้นทุก ๆ วันเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึง ขอย้ำในการที่มนุษย์เรา จะต้องมีความเข้าใจถูก ในเรื่องความดับแห่ง "ตัวกู-ของกู” นี้อยู่เสมอ : และ ขอยืนยันว่า เมื่อดับ “ตัวกู" ได้สิ้นเชิง คนเราก็จะมีสติปัญญาโดยสมบูรณ์ ในการที่จะควบคุม โลกนี้ให้เป็นไปในวิถีทางที่เราต้องการ. ถ้ามีการดับ "ตัวกู-ของกู" ได้มาก เท่าไร เราก็อยู่ในวิสัยของสติปัญญาหรือเหตุผลได้มากขึ้นเพียงนั้น ไม่ใช่ว่าถ้าดับ "ตัวกู-ของกู" หมดแล้วก็เลิกกัน ไม่มีอะไรเหลืออยู่. ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การดับไปแห่ง " ตัวกู - ของกู" ก็คือการเกิดขึ้นแห่ง สติปัญญา : หรือ การดับไปแห่งสติปัญญาก็คือการเกิดขึ้นแห่ง"ตัวกู-ของกู" หรือกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ การปรากฏออกมาแห่ง "ตัวกู-ของกู" นั้น หมายความ ว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่ได้พ่ายแพ้และหลบซ่อนหายไป ; หรือถ้าสติปัญญาปรากฏ ออกมาก็หมายความว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น ได้พ่ายแพ้ และหลบซ่อนหายไป, มันเป็นเหมือนกับการรบ หรือ การทำสงครามในภายในตัวบุคคลซึ่งมีประจำอยู่ตลอด เวลา. ถ้าหากว่าเอาชนะสงครามภายในนี้ไม่ได้แล้ว คนเราย่อมไม่มีหวังที่จะเอา ชนะสงครามภายนอกได้ ไม่ว่าสงครามระหว่างบุคคลระหว่างประเทศ หรือระหว่าง กลุ่มของประเทศก็ตาม ; เนื่องจากความขาดสติปัญญาที่ถูกต้อง และเป็นธรรม นั้นเอง. ดังนั้นเมื่อถือเอาตามหลักแห่งพุทธศาสนา ก็ย่อมจะกล่าวได้ว่า ศีลธรรม ก็ดี สัจจธรรมที่สูงขึ้นไปก็ดี หรือธรรมใดๆ ประเภทไหนก็ดี ล้วนแต่ มีความมุ่งหมายที่จะ เข่นฆ่าสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" ให้ดับไป ; ให้เหลือแต่

น.1198 สติปัญญาเป็นเครื่องควบคุมชีวิตนี้ ให้ดำเนินไปถึงจุดหมายที่แท้จริงที่มนุษย์ควร จะไปได้; ไม่ใช่เพื่อมัวเบียดเบียนกันไปเบียดเบียนกันมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. จริยธรรมที่มีชื่อไพเราะต่าง ๆ นานา เช่น ความซื่อสัตย์ ความเห็นแก่ ผู้อื่น ความรักใคร่ เมตตากรุณา การสารภาพความผิดดังนี้เป็นต้น ซึ่งปรารถนา กันนักในโลกนี้ มีได้แต่เพียงสักว่าชื่อตามป้ายหรือตามฉลากที่ปิดไว้ ตามที่ต่าง ๆ หรือสมาคมต่างๆ ไม่สามารถจะมีของจริงหรือตัวจริงขึ้นมาได้ ก็เพราะว่า "ตัวกู-ของกู" ของมนุษย์ในโลกทุกวันนี้ ได้หนาแน่นยิ่งขึ้น และรุนแรงถึงกับ เดือดพล่านนั่นเอง. ถ้าเราหวังที่จะมีจริยธรรมเหล่านั้น มาเป็นที่พึ่งของโลกแล้ว จะต้องสนใจในเรื่องความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ให้มากเป็นพิเศษ สมตามที่ หลักแห่งพุทธศาสนายืนยันว่ามันเป็นเพียงสิ่งเดียว ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ทั้งปวง. เพื่อความเข้าใจถึงความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ได้โดยง่าย และเป็นหลักเกณฑ์ที่รัดกุม เราควรจะได้พิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า "สังโยชน์ ๑๐ ประการ" แล้วผู้ศึกษาก็จะทราบได้ด้วยตนเองว่า พุทธศาสนามีความมุ่งหมาย ที่จะทำการดับเสียซึ่ง "ตัวกู-ของกู" อย่างมีขอบเขตกว้างขวางเพียงไร และพร้อม กันนั้นก็จะเป็นการชี้ให้เห็นชัดด้วยว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น มันได้ เปลี่ยนรูปไปอยู่ในลักษณะที่แปลกประหลาดได้อย่างไรบ้าง หรือไปทำหน้าที่ที่ แปลกออกไป จนคนธรรมดาสามัญไม่อาจเข้าใจได้ว่า แม้นี้ก็เป็นฝีมือของสิ่งที่ เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" สังโยชน์ประการที่ ๑ มีชื่อโดยภาษาบาลีว่า "สักกายทิฏฐิ" หมายถึง ความคิดเห็นหรือความยึดถือว่า กายนี้ของตน. สิ่งที่เรียกว่า "กาย" ในที่นี้แปลว่า หมู่หรือกลุ่ม ดังนั้นจึงหมายถึงหมู่หรือกลุ่มของอะไรก็ตามที่คนเรา

น.1199 เข้าไปยึดถือว่านี้เป็นกาย "ของเรา" หรือเป็นตัว "ของเรา" ซึ่งตามความรู้สึก ของสัญชาตญาณแล้ว ย่อมหมายถึงหมู่แห่งร่างกายกับจิตใจรวมกัน แล้วแต่ว่า เขาจะรู้สึกในสิ่งที่เรียกว่าร่างกายและจิตใจได้มากน้อยเท่าไร. เขามีความรู้สึกได้ มากน้อยเท่าไร เขาก็ยึดถือได้มากเท่านั้น ว่าเป็นกาย "ของเขา" ส่วนที่จะถูกหรือ จะผิดต่อเขานั้นไม่เป็นปัญหาเลย. เขาสำคัญเอาตามความรู้สึกของเขาเอง ด้วย ความรู้สึกของเขาเอง ว่านี้คือกายและกายนั้นของข้าพเจ้า ดังนี้ก็พอแล้ว. เมื่อ มีความรู้สึกว่าเป็นกาย "ของเขา" แล้ว เขาก็หวงแหนอยากให้มันดี มันประเสริฐ มันเที่ยงแท้ถาวร และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ เพื่อประโยชน์แก่ "ตัวเขา" โดยไม่ต้อง คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น. ถ้าจะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นบ้างก็ต้องเป็นไป ในทางที่จะให้ผู้อื่นมาเป็นประโยชน์แก่ตัวเขา ให้เขาได้อยู่กับกายหรือกับประโยชน์ ที่เที่ยงแท้ถาวรก็แล้วกัน. ใจความสำคัญของสังโยชน์ข้อนี้มีอยู่ว่า โดยธรรมชาติที่แท้นั้น มันไม่มี อะไรที่จะเป็นของใครได้ แต่กิเลสหรือความหลงมันมีอยู่ ในลักษณะที่จะต้อง มีอะไรเป็นของเขาเองให้จนได้ มันก็ต้องไปคว้าเอาสิ่งที่ไม่อาจเป็นของใครได้ นั่นแหละมาเป็น “ของเขา" คือไปคว้าเอากายกับใจ ซึ่งที่แท้เป็นเพียงธาตุตาม ธรรมชาตินั้น มาเป็นของเขา หรือเป็น “ตัวเขา" "ของเขา" ซึ่งก็ล้วนแต่เป็น เพียงมายาทั้ง "ตัวเขา" และ "ของเขา" ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ที่รวมกลุ่มกันอยู่ก็ถูกยึดถือ เป็นกาย "ของเขา" ซึ่งเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ไปยึดเอากลุ่มของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามธรรมชาติ ซึ่งที่แท้ไม่ใช่กาย หรือไม่ใช่อะไรของใคร มาให้เป็นกาย "ของเขา" ความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่นประจำใจอย่างนี้ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ; เป็น “ตัวกู-ของกู" ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยอาศัยความโง่ ความหลง ของส่วน ที่เป็นจิตใจในกลุ่มนั้นเอง แล้วก็ยึดถือตัวมันเองในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้นมันจึงมี

น.1200 ลักษณะเฉพาะของมัน คือ ความเห็นแก่ตัว หรือ Egoism ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วมันก็ทำอะไรไปในลักษณะที่เป็นความทุกข์ยากลำบากแก่มันเอง และแก่ผู้อื่น มากหรือน้อยตามส่วนแห่งความที่มันเป็น "ตัวกู-ของกู" อย่างพลุงจัดหรือเพียง เบาบาง; หรืออีกทางหนึ่งก็คือ เท่าที่สติปัญญาจะเกิดขึ้นแทรกแซงได้มากน้อย เพียงไร; และสติปัญญานั้นๆเป็นอย่างโลก คือส่งเสริม "ตัวกู-ของกู" หรือว่าสติปัญญานั้นเป็นอย่างธรรมแท้ คือเป็นไปเพื่อบั่นทอน "ตัวกู-ของกู" นี้อีกส่วนหนึ่งด้วย. การดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู” ซึ่งอยู่ในรูปของสักกายทิฏฐิ เช่นนี้ ย่อมหมายถึงการเกิดสติปัญญาขึ้นมาว่า จิตนี้ประกอบไปด้วยอวิชชา ไปยึดมั่น ถือมั่นหรือสำคัญผิดโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นขึ้นมาแล้ว; และสติปัญญา นั้นเอง ทำลายความรู้สึกอันนั้นให้หายไป ในเมื่อได้รับการศึกษาอบรมที่ถูกทาง หรือในทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักแห่งพุทธศาสนา. ผลที่เกิดตามมาก็คือ เขา ไม่อาจจะมี "ตัวกู-ของกู" ชนิดที่จะไปฆ่า ไปลัก หรือเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งเป็น การกระทำชั้นหยาบชั้นเลวต่อไปได้ และจะเริ่มมี การนึกถึงความที่กายทุกกาย หรือ ทุกกลุ่ม เป็นเพื่อนกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเดียวกัน ดังนี้เป็นต้น; ไม่หมายมั่นปั้นมือที่จะเอาประโยชน์อะไรเป็นของตนเองล้วนๆ ดังแต่ ก่อน. ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ชนิดนี้ทำให้เกิดความสงบเย็น; ความสงบเย็น ทำให้เกิดความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ; ความสมบูรณ์ แห่งสติสัมปชัญญะทำให้เขาสามารถทำความปลอดภัยให้แก่ตนเอง และ ผู้อื่นอย่างมีขอบเขตกว้างขวางออกไปอีกไม่มีประมาณ , เป็นสติปัญญา ที่กล้ารับผิดชอบกว้างขวาง กว่าสติปัญญาของสามัญสัตว์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู"

น.1201 ถ้าเพียงแต่คนเราในโลกสามารถละสังโยชน์ข้อที่ ๑ นี้ได้เท่านั้น โลกนี้ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดที่เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ผลดี อันจะเกิดขึ้นจากการละสังโยชน์ทั้งหมดนั้น ยังไปได้ไกล หรือมากกว่านั้นอีกเป็น ไหน ๆ หรืออย่างน้อยที่สุด การเบียดเบียนกันจะหายไปจากโลก แล้วจะมีการ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอย่างแท้จริงเข้ามาแทน ความสุขสวัสดีชนิดที่อาจจะกล่าวได้ว่าสูง สุดในโลกได้มีขึ้นแล้ว เพราะเหตุเพียงเท่านี้. นี้คือความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในลักษณะที่ ๑.

น.1202 ตัวกู − ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๑. การดับ “ตัวกู−ของกู” ในรูปของ “วิจิกิจฉา” ในวันนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง การดับแห่ง “ตัวกู−ของกู” สืบต่อไปจากที่แล้วมา. ในวันนี้จะได้กล่าวถึง “ตัวกู” และความดับ ไปแห่ง “ตัวกู” ในรูปของสิ่งที่เรียกว่า วิจิกิจฉา. วิจิกิจฉา หมายถึงความลังเล เนื่องมาจากความสงสัยหรือ ความกลัว เป็นต้น. ถ้าไม่พิจารณาให้ดีก็จะไม่เห็นว่าเป็น เรื่อง “ตัวกู” หรือ “ของกู”. คนธรรมดาจะไม่นึกได้ หรือแม้แต่เฉลียวใจว่าความลังเลนี้ มีมูลมาจากความยึด− มั่นถือมั่นใน “ตัวกู−ของกู”. ยิ่งกว่านั้นมักจะมองข้ามกันไปเสียว่า วิจิกิจฉา หรือความลังเลนี้ ไม่มีความสำคัญอะไร ในเรื่องอันเกี่ยวกับความทุกข์ และความ ดับทุกข์. แต่แท้ที่จริงนั้น วิจิกิจฉา ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับกิเลส ในระดับเดียวกันที่มีชื่ออื่น ๆ : ถ้าเป็นการปฏิบัติในขั้นสมาธิ วิจิกิจฉานี้ก็เป็น

น.1203 นิวรณ์ คือการปิดกั้น หรือรบกวนจิตไม่ให้เป็นสมาธิ. ถ้าเป็นการปฏิบัติที่สูงขึ้นไป คือในขั้นปัญญา วิจิกิจฉาก็เป็นเครื่องรบกวนความเชื่อและปัญญาไม่ให้อยู่ ในร่องในรอยได้; คนเราจึงไม่สามารถเอาชนะความทุกข์ได้; และตัวความ ลังเลนั้นเอง ก็เป็นเครื่องรบกวนความสุข หรือเป็นความทุกข์ชนิดหนึ่งอยู่ในตัว มันเอง. และถ้าจะกล่าวอย่างกว้างที่สุด คือครอบคลุมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทางศาสนาหรือเรื่องตามธรรมดาของชาวโลก ก็ยังอาจจะกล่าวไว้ว่า วิจิกิจฉา เป็นเครื่องรบกวน หรือทำลายความสุขสวัสดีของมนุษย์เราอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งด้วย เหมือนกัน; และอาจจะกล่าวได้ว่า การต่อสู้กันระหว่างความรู้สึกฝ่ายต่ำกับ ฝ่ายสูงนั่นเอง เรียกว่าวิจิกิจฉา ในที่นี้; และอาจจะขยายความออกไปเป็น ความไม่แน่ใจ ความไม่กล้าหาญ ความไม่ไว้ใจ หรือเชื่อถือตัวเอง เป็นต้น, ทุกอย่างอีกด้วย. วิจิกิจฉาชนิดที่เป็นอย่างโลก ๆ ที่สุด ก็เช่น ไม่แน่ใจว่าจะประกอบ อาชีพอะไร จะทำอะไร จะแสวงหาชื่อเสียงอย่างไรดี ดังนี้เป็นต้น, และที่สูงขึ้นมา ก็คือความไม่แน่ใจในการที่จะยึดมั่นความดี และความยุติธรรม เป็นต้น ให้เป็น หลักที่แท้จริง; ความกลัวจะเสียประโยชน์ กลัวจะเสียเปรียบเขา จะพ่ายแพ้เขา เป็นเหตุให้ไม่แน่ใจในการที่จะยึดเอาความดี ความจริง เป็นหลัก; และในบาง กรณีก็ต้องฝืนใจทำทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าผิดไปจากหลักธรรม หรือความดี ความจริง ความถูกต้อง เป็นต้น, แต่แล้วบางทีก็กลับมีความคิดในการที่จะยึดถือเอา ความดี ความจริงเป็นหลักต่อไป ยอมเสียเปรียบ หรือยอมให้เป็นไปตามเหตุการณ์ดังนี้ เป็นต้น; มันเป็นความกระอักกระอ่วนใจในทางศีลธรรม ซึ่งย่อมจะเกิดขึ้นแก่ บุคคลผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่มีขอบเขตกว้างขวาง เช่น รับผิดชอบความมีอยู่หรือ ความสลายไปของมนุษยธรรมในโลกเป็นต้น. ความไม่ชนะตัวเองให้เด็ดขาดลงไป ในเรื่องอย่างนี้ เรียกว่า วิจิกิจฉา.

น.1204 ” เราพอจะมองเห็นได้แล้วว่า ความระส่ำระสายทุกข์ยากลำบาก หรือ วิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในโลก ย่อมเกิดมาจากความไม่แน่ใจของชาวโลกนั่นเอง และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ของชนชั้นผู้นำกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่แน่ใจในการที่จะยึดมั่นในความ ดีหรือความจริง จนกระทั่งยอมเสียชีวิต. ตัวอย่างเช่นพอเจ็บไข้หรือหวาดกลัว ขึ้นมา ก็หันหน้าไปหาพระเจ้าหรือศาสนา, แต่พอเหตุการณ์อันนั้นผ่านไป ก็หันหน้าไปหาประโยชน์ที่จะพึงได้ให้แก่ "ตัวกู-ของกู". ไม่มีฝ่ายไหนแน่ใจ ในการที่จะยึดถือความดี ความจริงเป็นหลัก ทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร: โลกทั้งหมดจึงตกอยู่ในห้วงแห่งความเท็จ หรือความโลเลหลอกลวงตัวเอง โดย อำนาจของการที่ไม่สามารถบังคับความเชื่อ หรือสติปัญญาของตนให้แน่วแน่อยู่ ในร่องในรอยได้, โลกนี้จึงมีอาการเหมือนกับวิจิกิจฉาเสียเอง คือเคว้งคว้าง ไปตามความลังเลของคนในโลก ที่ขณะหนึ่งก็ยึดมั่นในความดี ขณะหนึ่งก็ยึดมั่น แต่ในประโยชน์ด้วยอำนาจของ "ตัวกู-ของกู" ที่แล้วแต่ว่าในขณะไหนมันจะถูก ปรุงขึ้นมาในลักษณะอย่างไร. ทั้งหมดนี้อาจจะ สรุปได้สั้น ๆ ว่าเป็น ความลังเล ในเรื่องกรรม หรือความลังเลต่อกฎของกรรม ซึ่งมีแก่ชนทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ทั้งในกรณีที่เป็นไปอย่างโลก ๆ และกรณีที่เป็นไปในทางธรรมหรือทาง ฝ่ายศาสนาโดยตรง. สำหรับ วิจิกิจฉาในทางฝ่ายพุทธศาสนา นั้น เมื่อกล่าวไปตามหลัก ที่ถือ ๆ กันอยู่ ก็กล่าวว่าได้แก่ความลังเลในพระพุทธ ลังเลในพระธรรม ลังเลในพระสงฆ์ และส่วนสำคัญก็คือลังเลในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า; แต่ถ้า ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คือความลังเลทั่ว ๆ ไป ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเอง. ความลังเลในพระพุทธเจ้า ก็คือความลังเลในการที่จะเชื่อหรือจะถือเป็นหลัก ตามคำแนะนำของบุคคลที่เป็นผู้ชี้แจงสั่งสอนสักคนหนึ่ง แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็น ผู้ประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นมาแล้ว. มูลเหตุที่ทำให้ลังเล ก็คือการขัดต่อความ

น.1205 รู้สึกของตนที่มีอยู่ก่อน และการขัดต่อประโยชน์ที่ตนหวังจะได้รับ ดังนี้เป็นต้น จึงได้ลังเล การลังเลในพระธรรม ก็เป็นอย่างเดียวกัน : กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม ทางปรัชญา หรือทางศาสนาย่อมมีอยู่เป็นแบบฉบับเพียงพอที่จะขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ตนก็ลังเลในการที่จะเลือกสักแนวหนึ่ง; หรือเมื่อเลือกเอามาแล้ว ก็ยังลังเล ในการที่จะยึดมั่นด้วยชีวิตจิตใจ; ทั้งนี้ก็เพราะรู้สึกว่าขัดต่อประโยชน์ หรือขัดต่อ ความรู้สึกเดิม ๆ ของตน อย่างเดียวกันอีกนั่นเอง. พอ "ตัวกู-ของกู" ใหม่ ๆ แปลก ๆ ถูกปรุงขึ้นมา ความรู้สึกก็เกิดขัดกันขึ้นกับที่รู้สึกอยู่ก่อน; เมื่อผู้นั้นพ่าย แพ้ต่ออำนาจแห่ง "ตัวกู-ของกู" กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็รวนเรไปหมดสิ้น เลยทำให้ คนถือศาสนาหรือแม้ปรัชญากันเพียงแต่ปาก หรือเล่นตลกกับพระเป็นเจ้าของตน ซึ่งใคร ๆ ก็เห็นได้ว่าอาการเช่นนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป. สำหรับ ความลังเลในพระสงฆ์ นั้น หมายถึงความลังเลนับตั้งแต่ ในการที่จะตัดสินใจว่าตนจะเป็นเช่นนั้นกับเขาด้วยคนหนึ่งหรือไม่; จนกระทั่ง ถึงกับเห็นตัวอย่างว่า เขาเป็นผู้พ้นจากทุกข์ได้อย่างนั้น ๆ แล้ว ตนก็ยังลังเลที่จะ เดินตาม. สรุปความก็คือ ลังเลในการที่จะกระโดดเข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มชนผู้ ทำการดับทุกข์นั่นเอง โดยที่ไม่เชื่อว่าคนเหล่านั้นพ้นทุกข์ได้จริงบ้าง หรือไม่เชื่อ ว่าการพ้นทุกข์ของชนเหล่านั้นจะนำมาใช้แก่ตนได้บ้าง. ถ้าจะกล่าวให้กว้างเป็นส่วนรวมครอบคลุมโลก ก็จะกล่าวได้ว่าลังเล ในตัวผู้สอน ตัวสิ่งที่นำมาสอน และในหมู่คนที่เคยปฏิบัติตามคำสอนจนประสบ ความสำเร็จมาแล้ว, บุคคลชนิดนี้แม้จะเรียนไป ศึกษาไปสักเท่าไร ๆ ก็มีแต่ จะยิ่งเพิ่มความลังเล หรือกลายเป็นคนลังเลเก่งมากขึ้นตามส่วนเพียงนี้ และ ในที่สุดก็พอจะสรุปได้ว่า เป็นผู้มี ความลังเลต่อตัวเอง คือลังเลในสติปัญญา ลังเล

น.1206 ในความสามารถ ความผิดถูกของตนเอง จนกลายเป็นผู้กระสับกระส่ายอยู่ด้วย ความลังเล. ถ้าเป็นไปมากก็จะกลายเป็นโรคทางประสาทหรือทางจิตขึ้น. สำหรับ ความลังเลในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นั้น เป็นเรื่องที่ แคบเข้ามา และหมายถึงเฉพาะในวงของพวกพุทธบริษัท แต่ความหมายหรือใจ ความที่แท้จริงก็เป็นอย่างเดียวกันกับที่ชาวโลกลังเล ในกฎเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป ความ ลังเลในวิชาความรู้หรือคำสอนของพระศาสดาของตนตามปรกติ จะมีอยู่ตลอดเวลา ที่ตนยังมีความเชื่อชนิดที่ไม่มีสมุฏฐานมาจากปัญญา ชนิดที่สามารถทำลายกิเลสได้ โดยสิ้นเชิง; ข้อนี้หมายความว่า ตลอดเวลาที่ยังไม่เกิดญาณทัสสนะต่อกิเลสที่ตนได้ ทำลายให้หมดสิ้นไปแล้ว ความลังเลยังจะมีอยู่ไม่มากก็น้อย; เพราะฉะนั้นเราจะ เอาความขาดสูญจากความลังเลมากถึงปานนั้น แก่บุคคลที่เริ่มลงมือปฏิบัติ หรือว่า เริ่มเข้ามาสู่ศาสนานี้ยังไม่ได้ ขอแต่อย่าให้ลังเลในการที่จะปฏิบัติตามก็แล้วกัน. เมื่อเขาได้รับคำชี้แจงว่า ควรปฏิบัติอย่างไร เขาจะต้องนำเอาระบอบแห่งการปฏิบัติ ทั้งหมดนั้น มาพิจารณาดู จนกระทั่งมีความเห็นแจ้งด้วยตนเองว่า ถ้าปฏิบัติตาม คำสอนระบอบนั้นแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ จะเบาบางลงจนกระทั่งขาดสูญได้ จริง ตนก็ยินดีปฏิบัติตามคำแนะนำของพระศาสดา เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว. เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ย่อมจะเห็นได้ว่า การที่คนเราเกิดความคิด ลังเลขึ้นมาได้ แม้ในพระศาสดาของตน ในหลักธรรมหรือหลักปรัชญาที่ได้ศึกษา มา กระทั่งในตัวอย่างของบุคคลผู้ประสบความสำเร็จมาแล้ว เป็นเพราะความไม่อยู่ ในร่องในรอยของจิต ที่ถูกสิ่งแวดล้อมปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู " ขึ้นมาในรูปต่าง ๆ กัน สูงต่ำกว่ากัน กว้างแคบกว่ากัน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นั่นเอง. ความคิดหรือหลักเกณฑ์ที่เคยรู้สึกว่าถูก ในวันหนึ่ง ก็กลายเป็นไม่ถูก ไปในอีกวันหนึ่ง โดยไม่ต้องพูดกันเป็นเดือนหรือเป็นบี. หรือถ้ามากไปกว่านั้นอีก ความคิดของชั่วโมงนี้กับชั่วโมงหลังก็ขัดกันเสียแล้ว จนกระทั่งนาทีนี้กับนาทีหลัง

น.1207 ความคิดก็ขัดกันเสียแล้ว เพราะสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นานา แวดล้อมเข้ามาจาก ภายนอก ทำให้สติปัญญาของเขาตั้งตัวไม่ติด มีลักษณะโอนเอนหวั่นไหวอยู่เสมอ โดยอำนาจความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่เพ่งเล็งอยู่แต่ประโยชน์หรือความ เอร็ดอร่อยที่มันหวังจะได้ โดยเฉพาะที่ตรงกับความต้องการของมันอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ของความผิดความถูกเป็นต้น ว่ามีอยู่อย่างไร หรือ แม้ว่ามีอยู่อย่างไรก็เปลี่ยนไปตามความต้องการของ "ตัวกู-ของกู" อยู่เสมอ. ฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นเอง เป็นมูลเหตุ อันแท้จริงแห่งความลังเล, ถ้าเราดับความลังเลหรือควบคุมความลังเลได้ ก็ย่อม หมายความว่าเราดับหรือควบคุม "ตัวกู -ของกู" ได้; และควรจะมองให้เห็นชัด เสียด้วยว่า อาการแห่งความลังเลก็คือลักษณะอย่างหนึ่งของ "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. หรือถ้าจะกล่าวตรง ๆ ให้เป็นภาษาชาวบ้านยิ่งขึ้น ก็อาจที่จะกล่าวได้ว่า ความเห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดความลังเล และเป็นอย่างนี้เสมอกัน หมดทั้งในทางโลกและทางธรรม. ถึงแม้วิกฤติการณ์ในโลกปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ยืดเยื้อ ไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เนื่องมาจากความลังเลของผู้สร้างวิกฤติการณ์ ซึ่งล้วนแต่ มีความเห็นแก่ตนด้วยกันทั้งนั้น และเขากำลังลังเลในข้อที่ว่า จะถือตามความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมดี หรือว่าจะถือเอาประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ดี ซึ่งเมื่อ ลังเลไปลังเลมาหนักเข้าก็เกิดถือว่า การได้ประโยชน์แก่ตน นั่นแหละเป็นความดี ความจริง ความงาม ความยุติธรรม ขึ้นมาดังนี้เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นก็ยัง ประสบกับความลังเลในทางสติปัญญาหรือความสามารถของตนต่อไปอีก; ทั้งยังมี ความหวาดกลัว ทำให้เขาหันเหออกไปนอกทางของธรรมะมากขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง โลกเราจึงมีแต่วิกฤติการณ์ถาวร ไม่เคยประสบสันติภาพอันถาวร ทั้งนี้ก็เพราะ ความลังเลอันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัว ซึ่งเรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ในที่นี้นั่นเอง.

น.1208 สรุปความ ว่าการที่จะดับ "ตัวกู" เสียได้ทุกแง่ทุกมุมนั้น เราจะต้อง ศึกษาให้รู้จัก "ตัวกู" กันทุกแง่ทุกมุม กระทั่งถึง "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปของ ความลังเล ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าดับ "ตัวกู-ของกู" เสียได้โดยสิ้นเชิง ความลังเล ก็จะหยุดรบกวนมนุษย์โดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน. ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ยังมีอยู่ตราบใด ความลังเลจะยังมีอยู่ตราบนั้น เราจึงควรสนใจศึกษาให้รู้จัก "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปที่เข้าใจได้ยาก คือความลังเลดังที่กล่าวนี้ให้ชัดแจ้ง. นี้ นับว่าเป็นการดับแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในรูปที่สอง.

น.1209 ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า, ข้าพเจ้า เป็น ทาส ของ พระ พุทธ เจ้า, พระ พุทธ เจ้า เป็น นาย ของ ข้าพเจ้า, เพราะเหตุ ดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า "พุทธทาส" จากเรื่อง "ตามรอยพระอรหันต์"

น.1210 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๒. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “สีลัพพตปรามาส” ในวันนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง ความดับแห่ง “ตัวกู” ในรูปแห่งความดับของ สีลัพพตปรามาส. สีลัพพตปรามาส เป็นชื่อของสังโยชน์ที่ ๓ แปลว่า ความเข้าใจผิดต่อศีลและพรต ซึ่งเป็นเครื่องมือปฏิบัติสำหรับความดับทุกข์. แม้สังโยชน์ข้อนี้ก็เป็น อีกข้อหนึ่ง ซึ่งถ้าดูอย่างผิวเผินแล้วคล้ายกับว่า ไม่เกี่ยวกับ “ตัวกู-ของกู”; แต่โดยที่แท้แล้ว ย่อมเนื่องกันโดยตรง เช่นเดียวกับสังโยชน์ ๒ ชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อกล่าวโดยวงกว้างทั่ว ๆ ไป ความหมายของคำว่า สีลัพพตปรามาส ก็คือ ความเข้าใจผิด นำมาใช้ผิด กระทำผิด ต่อสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเครื่องมือ ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือธรรมะ นั่นเอง; มีทางที่จะแบ่งแยกได้เป็น ๒ ฝ่ายด้วยกัน คือ เข้าใจผิดหรือปฏิบัติผิดในสิ่งที่ เป็นของผิดมาแต่เดิม นี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เข้าใจผิดหรือปฏิบัติ

น.1211 ผิดต่อสิ่งที่ถูกที่ดีอยู่แล้ว คือเข้าใจผิดต่อสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แล้วก็ปฏิบัติไป อย่างงมงายหรือผิด ๆต่อสิ่งที่ถูกต้องดีอยู่แล้วนั้น. แต่เมื่อสรุปรวมเข้าด้วยกัน แล้วก็ มีความหมายเหมือนกัน คือ กำลังเข้าใจผิดอย่างงมงาย ต่อสิ่งที่ตนกำลัง ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เป็นผลดีแก่ตนนั่นเอง; และมีมูลมาจาก การที่ "ตัวกู-ของกู" มีความประมาทสะเพร่าหรือทะนง แทนที่จะมีสติปัญญาอย่าง สุขุมรอบคอบ จึงได้จับฉวยเอาข้อปฏิบัติเหล่านั้นผิดจากความหมายที่แท้จริง เป็น เรื่องความโง่ความดื้อของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกนั่นเอง. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นปรกติแก่สามัญสัตว์ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป จนมี ความเคยชินคล้ายกับเป็นสัญชาตญาณชนิดหนึ่ง ใ นการที่จะ จับฉวยเอาอย่างปุบปับ ในสิ่งที่แปลกประหลาดหรืออัศจรรย์ ซึ่งตัวคิดได้เองก็ตาม หรือมีผู้นำมาสอนให้ ก็ตาม: ตลอดถึงมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในสิ่งที่ตนคิดขึ้นประดิษฐ์ขึ้น หรือกำลังกระทำอยู่ แล้วก็มีความทะนงในสิ่งนั้น ๆ จนกลายเป็นความ งมงายว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ แต่แล้วก็หาเป็นไปได้ไม่ คง เป็นสักว่าพิธีรีตอง เป็นสักว่าเครื่องปลอบใจตัวเองหรือหลอกตัวเอง ให้ หายกลัวไปพักหนึ่ง จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องชนิดผักชีโรยหน้าไปโดยไม่รู้สึกตัว. แต่ถ้าสรุปให้สั้นที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล หรือไม่ สบหลักวิชานั่นเอง และตนก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น. สำหรับ สีลัพพตปรามาสชนิดที่เป็นของผิดมาแต่เดิม แล้วเอามา ยึดมั่นถือมั่นเพื่อปฏิบัตินั้น ส่วนมากเป็นเรื่องของการกระทำปรัมปราสืบ ๆ กันมา แต่ยุคแรกที่สุดแม้กระทั่งยุคหิน ที่มีคนบางพวกยึดมั่นถือมั่นอยู่จนเดี๋ยวนี้ เพราะมัน เข้ารูปกันได้กับภูมิธรรมของเขา, แม้ตกมาถึงสมัยนี้ก็ยังประพฤติกันอยู่อย่างเคร่งครัด ส่วนอีกแขนงหนึ่งนั้น คือการประพฤติบ้าบิ่นนอกคอกนอกรีตต่าง ๆ ซึ่งพวก มิจฉาทิฏฐิที่ฉลาดบัญญัติขึ้น เป็นเครื่องตบตาคนอื่นก็มี หรือด้วยความหลง

น.1212 สำคัญผิดคิดว่าเป็นของดีของจริงของถูกก็มี ซึ่งล้วนแต่อุตริวิตถารด้วยกันทั้งนั้น. นี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่ผิดมาแต่เดิม แล้วถูกนำมายึดมั่นถือมั่นเป็นหลักปฏิบัติตาม ๆ กันไปด้วยความงมงาย. เรียกว่าสีลัพพตปรามาสชนิดที่ผิดมาแต่เดิม. ส่วน สีลัพพตปรามาสที่เป็นไปในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้นั้นจับฉวย เอามาผิดเอง นั้น ได้แก่หลักธรรมะในศาสนาต่าง ๆ ตลอดถึงระเบียบวิธีปฏิบัติ ต่าง ๆ ซึ่งได้บัญญัติไว้อย่างถูกต้อง เป็นหลักวิชาที่เป็นไปตามเหตุผล ซึ่งเมื่อ ปฏิบัติตามนั้นแล้วก็สามารถดับทุกข์ได้จริง, แต่ก็ยังมีการจับฉวยเอาผิด ๆ เรียกว่า เป็นการลูบคลำ ทำให้สิ่งซึ่งบริสุทธิ์สะอาดนั้นกลายเป็นของสกปรกได้ด้วยอำนาจ ของความงมงายอีกนั่นเอง. สีลัพพตปรามาสชนิดนี้ มีได้แม้ในหมู่นักศึกษาที่ เรียกว่า มีการศึกษาอย่างดีที่สุด ตามที่นิยมกันในหมู่มนุษย์, แต่ไม่ได้มีการศึกษา เฉพาะข้อธรรมะ หรือศาสนานั้น ๆ อย่างถูกต้องและสมบูรณ์. เพราะมันเป็น คนละเรื่องกัน. ดังที่เราเห็น ๆ กันอยู่ทั่วไป นับตั้งแต่การเข้าใจว่าพระพุทธเจ้า เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ อาจจะดลบันดาลให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตัวต้องการ ใน เมื่อมีการบูชาอ้อนวอนหรือประกอบพิธีทางศาสนา; ที่งมงายมากก็ถึงกับบนบานขอ ให้เกิดบุตรแก่ผู้ไม่มีบุตรก็ยังมี. บางคนคิดว่าการรดน้ำมนต์ล้างซวยหรือให้ร่ำรวย อะไรในทำนองนั้นก็เป็นพุทธศาสนาด้วย; บางคนสำเร็จการศึกษากลับมาจาก เมืองนอก ก็รีบไปหาพระรดน้ำมนต์ทันที ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าการศึกษาที่ไป เรียนมาอย่างมากมายนั้น ก็ยังไม่ทำให้เข้าใจศาสนาของตัวได้ แล้วก็มาเกณฑ์ให้ ศาสนามีหน้าที่ทำอะไรตามที่ตัวต้องการเช่นนั้น โดยที่ได้ยินแต่เพียงแว่ว ๆ ว่า ธรรมะหรือศาสนานี้เป็นเครื่องช่วยดับทุกข์ และมีความศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ. นี่เขาเข้าใจความศักดิ์สิทธิ์ผิดไป อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ถึงแม้ใน ศาสนาอื่นก็เป็นอย่างเดียวกัน เช่น เขาจัดพระเป็นเจ้าไว้ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่ ปลอบใจเมื่อจนแต้ม. ที่เขาไปโบสถ์หรือปฏิบัติตามระเบียบพิธีต่าง ๆ ก็เพียง

น.1213 แต่ทำเผื่อ ๆ ไว้ เพราะจะได้เป็นที่ถูกใจพระเป็นเจ้าไว้พลาง หรือเป็นการสะสม บุญกุศลไว้พลาง มีอาการที่กระทำเหมือนกับคนละเมอ ๆ โดยที่ไม่เข้าใจอย่าง ถูกต้องว่า พระเจ้าที่แท้จริงนั้นคืออะไร หรือบุญกุศลที่แท้จริงนั้นคืออะไร และ ไม่รู้เลยสักนิดเดียวว่า พระเจ้าหรือบุญกุศลที่แท้จริงนั้น คือ การชำระจิตใจ ให้สะอาด ด้วยการกระทำที่ถูกต้อง ทำกันที่นี่ และทำกันเดี๋ยวนี้ ด้วย การบั่นทอนหรือทำลาย "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. ไปมัวหวังแต่พระเจ้าที่ไหนก็ ไม่รู้ ให้คอยช่วยคุ้มครองตนอย่างคุ้มครองเด็ก ๆ: และเมื่อทุกข์ร้อนหรือจนแต้ม ขึ้นมา ก็โวยวายให้สิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหนนั่นแหละมาช่วยตน ไม่สามารถ ใช้สัมมาทิฏฐิของตนปลดปล่อยตนเอง หรือขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนในใจของตน ให้ออกไปจากตนได้ ทั้ง ๆ ที่ ข้อปฏิบัติทางธรรมะหรือทางศาสนานั้น ทุก ๆ ข้อ ทุก ๆ อย่าง ล้วนแต่เป็นไปเพื่อชำระ กาย วาจา ใจ ให้สะอาด เกิดมีภาวะใหม่ ขึ้นมาเป็นความไม่มีทุกข์ หรือมีทุกข์น้อยลงไปกว่าเดิมอยู่ในตัวแล้ว. สำหรับในทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า. สีลัพพต- ปรามาสได้งอกงามมากขึ้นในหมู่พุทธบริษัทด้วยเหมือนกัน ทั้งในทางปริยัติ และ ในทางปฏิบัติ . ในทางปริยัตินั้น ได้มีการจับพลัดจับผลู ไปกวาดล้อมเอาสิ่ง ซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนาเข้ามาเป็นพุทธศาสนาอยู่เรื่อย ๆ: ทำสิ่งที่ไม่ใช่พุทธภาษิต ให้เป็นเหมือนพุทธภาษิต; นิยมศึกษาทฤษฎีที่ลึกซึ้งกว้างขวางไม่รู้จักจบ เพื่อ ความเป็นนักปราชญ์ ยิ่งกว่าที่จะศึกษาเฉพาะเรื่องของการดับทุกข์โดยตรง. แทน ที่จะพูดจะสอนจะอภิปรายกันถึงเรื่องดับทุกข์โดยตรง เช่น เรื่องอริยสัจจ์เป็นต้น ก็กลายเป็นไปนำเอาเรื่อง "อัพยากตวัตถุ" ที่พระพุทธองค์ทรงห้าม ไม่ให้นำ เอามาพูดกันให้เสียเวลา และพระองค์เองก็ไม่ทรงพยากรณ์. เรื่องเหล่านี้เช่น เรื่อง คนตายแล้วเกิดหรือไม่ เป็นต้น มาศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ค้นคว้ากันอย่างเป็น วรรคเป็นเวร โดยที่หลงเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาดังนี้เป็นต้น.

น.1214 แม้แต่ คำอธิบายเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา และเรื่องนิพพาน ก็ยังดำเนินไปอย่างผิด ๆ เพราะจับฉวยเอาผิดถึงขนาดที่ไปคว้าเอาเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ของศาสนาอื่น มาเป็นกรรม อนัตตา และนิพพาน ในพุทธศาสนา ; จนกระทั่ง เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุนี้. แม้ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎกเอง ก็มีความยึดมั่นถือมั่นอย่างผิด ๆ อยู่หลายประการ เช่น ยึดมั่นถือมั่นว่าทุกตัวอักษรที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ออกมา จากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น จะไปแตะต้องด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้. บางพวกก็บูชาพระไตรปิฎกอย่างวัตถุศักดิ์สิทธิ์. บางพวกก็คิดว่าเพียงแต่ซื้อหรือ สร้างพระไตรปิฎกขึ้นเท่านั้น ก็พ้นทุกข์ได้แล้ว. บางคนเป็นไปมาก ถึงกับเอา พระไตรปิฎกบางเล่มมาใช้เป็นเครื่องมือเสี่ยงทาย เช่นเสียบไม้เข้าไปในระหว่าง ใบลานหรือหน้าหนังสือนั้น แล้วเปิดดูว่ามันจะถูกเรื่องดีหรือร้ายโดยถือเอาข้อความ ในหน้าที่ตนเอาไม้เสียบเข้าไปนั่นเองเป็นหลัก และมีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า เป็นการทำนายที่ถูกต้อง; นี่นับว่าเป็น สีลัพพตปรามาสหรือความงมงายที่ยัง ไม่เคยมีมาก่อน และได้เกิดมีขึ้นเกี่ยวกับพระคัมภีร์ ดังนี้เป็นตัวอย่าง. เขาหา ทราบไม่ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร อังคุตตรนิกาย, หรือตรัสไว้ในเรื่องมหาปเทศ สำหรับวินิจฉัยข้อความที่มีผู้ นำมากล่าวว่าถูกหรือผิด ควรเชื่อถือหรือไม่ควรเชื่อถือดังนี้เป็นต้นไม่. เขาไม่ เคยทราบตามนัยแห่งโบราณคดีที่มีเหตุผลแท้จริงว่า สิ่งที่เรียกว่า พระไตรปิฎกนั้น มีความเป็นมาอย่างไรเป็นต้น. ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างแห่งสีลัพพตปรามาสในส่วน ปริยัติ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายเหลือที่จะนำมากล่าวให้หมดสิ้นได้. สำหรับ สีลัพพตปรามาสในส่วนการปฏิบัติ นั้น ยิ่งมีทางเกิดขึ้นได้ มากมายกว่านั้นอีก เพราะคนส่วนมากเชื่อง่ายและเต็มไปด้วยความกลัว ไม่มีสติ ปัญญา หรือความรู้เพียงพอที่จะควบคุมความเชื่อและความกลัว จึงทำอะไรอย่าง

น.1215 งมงาย หรือผลีผลาม ไปตามอำนาจของความเชื่อ และความกลัวเหล่านั้น ในลักษณะง่ายๆ และสะดวกดี หรือถึงกับวานหรือใช้คนอื่นช่วยทำแทนให้ก็ยังมี; เช่น บาปของตัวเอง ก็อาจจะให้คนอื่นช่วยล้างให้ได้, หรือเชื่อว่าความตายเป็น สิ่งที่ผัดเพี้ยนไว้ได้, อายุเป็นสิ่งที่ต่อได้ด้วยการทำพิธีตามที่มีผู้บอกให้ และถือว่า อะไร ๆ ที่ตัวกลัว หรือเป็นทุกข์อยู่นั้นย่อมแก้ได้หมดด้วยพิธีต่างๆ ในทางศาสนา. มองอีกทางหนึ่ง ก็คือการเชื่อว่า ถ้าเป็นเรื่องพิธีที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เป็นพุทธ- ศาสนา หรือเป็นพุทธศาสนาที่ถูกต้องไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใครที่ไหน. นี้เป็นตัวอย่างแห่งความงมงายชั้นต่ำที่สุด ซึ่งมีอยู่มากมายเหลือที่จะนำมากล่าวด้วย เหมือนกัน. ส่วนที่สูงขึ้นมาจากนั้น หมายถึง ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมาย ของการทำบุญ ให้ทาน การบวช การบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ตลอดถึง วัตรปฏิบัติปลีกย่อย อื่นๆ เขามีความเข้าใจผิดถึงกับทำให้เกิดผลตรงกันข้าม ไปเสียทุกอย่างทุกประการ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ วัตรปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งหมด นั้น โดยที่แท้แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเป็นการขูดเกลา คือขูดเกลากิเลส เช่น ความยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" โดยเฉพาะ แต่ก็กลับมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นไป ในทางที่ส่งเสริมความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ให้เป็นไปอย่างเหนียวแน่นประณีต ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเรื่อง ของความขลังความศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบัลดาล ให้ตนได้รับสิ่งที่ตนต้องการสมตามความปรารถนาทุก ๆ อย่าง ซึ่งที่แท้ก็คือ กิเลส ที่เป็น "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละเป็นผู้ต้องการ; หาใช่สติปัญญาที่บริสุทธิ์เป็นผู้ ต้องการไม่; ฉะนั้น จึงเกิดมีการทำบุญให้ทานที่มีรูปร่างท่าทางแปลกๆ มุ่งหมาย แปลกๆ และเป็นภัยแก่สังคม หรือศาสนาเองในที่สุด. สำหรับการรักษาศีล ก็มีการรักษาศีลด้วยการคิดว่าเป็นระเบียบปฏิบัติ ที่ทำให้เกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นการรับประกันอะไรบางอย่างในกาล

น.1216 อนาคต; แทนที่จะเป็นการกำจัดกิเลสที่เป็นเหตุให้ตามใจตัวเอง. ครั้นไปถึงขั้น การทำสมาธิและวิปัสสนา ก็ยิ่งเขวออกนอกทางมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องทางจิต หรือทางนามธรรม และมีช่องทางที่จะทำให้ประหลาดมหัศจรรย์ น้อมเอียงไป ตามความต้องการอันไม่เป็นธรรมของผู้ปฏิบัติได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเกิดมีการกระทำ ที่เรียกว่าวิปัสสนาในลักษณะแปลก ๆ ต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นไป เพื่อการกำจัดกิเลส, แต่เป็นไปเพื่ออิทธิปาฏิหาริย์ หรือเครื่องมือหาลาภสักการะ สรรเสริญ ของบุคคลเหล่านั้นไป โดยอำนาจแห่ง "ตัวกู-ของกู" เข้ามาครอบงำ และลากจูงไปนั่นเอง. เมื่อสิ่งเหล่านี้ดำเนินมาผิดความหมาย หรือความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่า มรรคผลแล้ว นิพพานของผู้นั้นก็เลยผิดตามไปด้วย, จนกระทั่งไปเป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่างสมบูรณ์ในที่สุด . นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม. เมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้งหมดก็กลายเป็นเหมือนกับเนื้อร้ายหรือเนื้องอก ที่เพิ่งงอก ออกมาใหม่ ๆ บนตัวพุทธศาสนา สำหรับทำลายพุทธศาสนาเอง และมีมูลมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู-ของกู" ด้วยกันทั้งนั้น. ทีนี้ ถ้าจะมองให้กว้างออกไป เราอาจจะกล่าวได้ว่า อาการที่เข้าใจ สิ่งใดผิด แล้วนำไปใช้อย่างผิดความมุ่งหมายที่แท้จริง คือในทางที่จะไม่เป็น ประโยชน์อย่างถูกต้องแล้ว, ย่อมรวมเรียกได้ว่า "สีลัพพตปรามาส" ทั้งนั้น. เช่น วิชาความรู้ หรือสิ่งประดิษฐ์แขนงหนึ่ง ๆ ควรจะถูกนำไปใช้ เป็นเครื่องอำนวย สันติสุขแก่สังคม แต่กลับถูกนำไปใช้เพื่อทำความยุ่งยากลำบาก หรือความทุกข์ ให้เกิดแก่สังคมอย่างไม่รู้สึกตัวหรืองมงายที่สุด; อย่างนี้ก็ยังอาจจะเรียกว่า สีลัพพต- ปรามาสได้. ข้อนี้จะทำให้เรามองเห็นได้เป็นวงกว้างออกไปว่า มนุษย์ส่วนมาก ในโลกกำลังใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติมีให้ อย่างเป็นไปในทางที่ผิดความมุ่งหมายที่แท้จริง

น.1217 ด้วยอำนาจแห่งความรู้สึกที่เป็น "'ตัวกู-ของกู๋" ครอบงำ สิ่งที่สะอาดหรือเป็น คุณประโยชน์ ก็กลายเป็นของสกปรก หรือกลายเป็นทุกข์เป็นโทษไป เพราะเหตุนั้น; และ มนุษย์นั่นเองเป็นผู้รับบาปอันนี้. แต่ในที่สุดเราอาจจะมองเห็นว่า การกระทำหรือความเป็นไปเช่นนี้ เป็นสิ่งธรรมดาสามัญสำหรับสามัญสัตว์ที่เต็มไปด้วย "ตัวกู-ของกู". เมื่อเป็น ดังนี้การดับ "ตัวกู-ของกู" ลงไปเสียได้เท่าใด ย่อมทำให้สีลัพพตปรามาสของ มนุษย์ไม่ว่าแขนงไหนหมด น้อยลงไปเพียงนั้น; และนั่นเอง คือ ลักษณะสังเกต เฉพาะของการที่มนุษย์จะเลื่อนจากภูมิของปุถุชน ขึ้นมาสู่ภูมิของอารยชนที่แท้จริง คือ พระอริยเจ้า ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ดับ "ตัวกู-ของกู" ได้ ใน อันดับที่น่าพอใจ อันดับหนึ่ง ซึ่งท่านกำหนดไว้ว่า ผู้ที่ดับหรือละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาและ สีลัพพตปรามาสเสียได้นั้น เป็นผู้ที่ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน หรือเรียกเป็น บาลีว่า "โสตาปนฺน" ซึ่งเรียกกันในภาษาไทยเราว่า พระโสดาบัน นั่นเอง.

น.1218 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๓. ลักษณะของพระโสดาบัน ในวันนี้จะได้กล่าวถึง การดับไปแห่ง “ตัวกู” ในระดับที่ทำบุคคลนั้นให้เป็น พระโสดาบัน เพื่อความ เข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไป. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ถ้า “ตัวกู-ของกู” ดับไปโดยสิ้นเชิง คือไม่มีอหังการ มมังการ โดยประการ ทั้งปวงแล้ว บุคคลนั้นย่อมถึงความเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น ในกรณีแห่งพระโสดาบันนี้ย่อมหมายความว่า ความดับไป แห่ง “ตัวกู-ของกู” ในขั้นนี้ เป็นเพียงเอกเทศในระดับหนึ่งเท่านั้น และจะ เข้าใจได้ง่ายจาก ความหมายของคำว่า “โสดาบัน” นั่นเอง, โสตาปนฺน แยก ศัพท์เป็น โสต+อาปนฺน. โสต แปลว่า กระแส, อาปนฺน แปลว่า ถึงทั่ว สิ่งที่ เรียกว่ากระแสในที่นี้ หมายถึงทางที่ไปสู่นิพพาน เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ มรรค หมายถึงอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งมีตัวการสำคัญอยู่ที่ญาณ หรือสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้

น.1219 รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็น ‘ตัวกู" หรือ "ของกู" นั่นเอง. รายละเอียดเกี่ยวกับมรรคมีองค์แปด มีอยู่อย่างไร จักได้กล่าวข้างหน้า ในตอนที่ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเพื่อทำ "ตัวกู-ของกู" ให้ดับไป โดยเฉพาะ ส่วนในที่นี้จะชี้ให้เห็นเพียงลักษณะที่เป็นกระแส ที่ไหลไปสู่นิพพาน โดยแน่นอนเท่านั้น. เพื่อให้เข้าใจง่าย ผู้ศึกษาจะต้องระลึกถึงข้อที่ว่า ผู้เป็นพระโสดาบันนั้น เป็นผู้ครองเรือนก็มี เป็นนักบวชก็มี แล้วลักษณะอะไรเล่าที่ทำให้คน ๒ พวกนี้ มีความเข้าถึงกระแสแห่งนิพพานโดยเสมอกัน. คำตอบก็มีอยู่ง่ายๆ คือ การ ละเสียได้ซึ่งสังโยชน์ ๓ ประการ ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง ; ซึ่งระบุอยู่แล้วว่า นักบวชก็ละได้ ผู้ครองเรือนก็ละได้. เมื่อผู้ครองเรือนหรือผู้ยังบริโภคกาม ก็ยัง สามารถละได้ดังนี้แล้ว ย่อมหมายความว่าการละสังโยชน์ทั้ง ๓ นั้นเป็นการละอะไร บางอย่าง ซึ่งเป็นเบื้องต้นหรือข้างหน้า ก่อนที่จะต้องปะทะกับสิ่งที่เรียกว่ากาม หรือถ้าจะกล่าวให้ตรง ๆ ลงไป ก็ต้องกล่าวว่า การละสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการที่กล่าว แล้วนั้น ต้องเป็นสิ่งซึ่งมีได้ก่อนที่จะละกามโดยสิ้นเชิง กล่าวคือทั้ง ๆ ที่บุคคลยัง เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่ากามอยู่ ก็สามารถละสังโยชน์ ทั้ง ๓ นั้นได้; แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า ผู้นั้นเป็นผู้หมกมุ่นหรือมัวเมาในกามเสียเหลือเกิน. ฉะนั้น จะต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า สังโยชน์ทั้ง ๓ นั้นให้ดี อย่าให้มีทางเข้าใจผิดเหมือนกับ ที่เข้าใจผิดกันอยู่ทั่วไป ที่จะเกณฑ์ให้พระโสดาบันต้องละสิ่งต่าง ๆ ที่เกินกว่า สภาวะที่แท้จริงของพระโสดาบันจะละได้. เช่นบางคนถือว่าพระโสดาบันต้องเหาะได้ พระโสดาบันต้องไม่กลัว ตายโดยสิ้นเชิง ถึงกับจะทดลองด้วยการขู่เข็ญด้วยอาการที่น่ากลัวต่าง ๆ นานา เคยได้ฟังมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง ผู้ที่ถือกันว่าเป็นพระโสดาบัน ถูกทดลองด้วย เอาน้ำปริมาณมากมารด ด้วยการอยากทราบความจริงของผู้พิสูจน์ และด้วยความ

น.1220 สมัครใจของผู้ที่ยืนยันว่าตัวเป็นพระโสดาบัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่แสนจะงมงาย ยิ่งไปกว่าสีลัพพตปรามาสตามธรรมดาไปเสียอีก, และก็มีอยู่เป็นส่วนมาก ที่เชื่อว่าพระโสดาบันต้องเป็นผู้หมดความเยื่อใยในกามโดยประการทั้งปวง มิฉะนั้นจะไม่ถือว่าเป็นพระโสดาบัน. ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่นึกเดาเอาเอง วินิจฉัยเอาเอง; และการที่ให้มีอะไรมากเกินไปเช่นนั้น ก็เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ที่มีอยู่ในบุคคลผู้คิดนึกเช่นนั้นอีกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เมื่อจะเข้าใจความหมายที่ถูกต้องของคำว่า "พระโสดาบัน" แล้ว ก็ต้องอย่าลืมความหมายของคำที่ว่า เป็นแต่เพียง ผู้แรกถึงกระแสของนิพพาน เท่านั้น. มันเป็นที่แน่นอนว่า พระโสดาบัน จะต้องมี โลภะ โทสะ โมหะ หรือราคะ โกธะ โมหะ เบาบางกว่าคนสามัญเป็นธรรมดา แต่มิได้หมายความว่า เป็นผู้หมด ราคะ โทสะ โมหะ โดยสิ้นเชิง. ฉะนั้นเป็นอันว่าการละ ราคะ โทสะ โมหะ เพียงเอกเทศหรือเพียงบางระดับนั้นเป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้ และในที่นี้ก็คือการละ ราคะ โทสะ โมหะ ได้ ในลักษณะสังโยชน์ทั้ง ๓ หมดสิ้นไปนั่นเอง. สังโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้ โดยเนื้อแท้ก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ ในรูปลักษณะหนึ่งๆ ซึ่งมีอยู่หลายลักษณะนั่นเอง. ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่า สังโยชน์ชนิดไหนก็ตาม ย่อมเป็นความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" อยู่ด้วยกันทั้งนั้น; เพราะฉะนั้นถึงแม้ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ ชื่อนี้ ก็เป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกอย่างเดียวกัน เพียงแต่เราไม่กล่าวกันไว้ในความหมายอีกอย่างหนึ่ง. เราสามารถจะให้คำจำกัดความได้ว่า : ความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่รวบรัดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาหาตัว เพราะความอยากได้นั้นคือ ราคะ หรือ โลภะ; ความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่ผลักดันสิ่งใดออกไปเพราะความเกลียด นั้นก็คือ โทสะ หรือ โกธะ ความโกรธ; ส่วนความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่วนเวียนพัวพันอยู่รอบ ๆ สิ่งที่ตัวสงสัยไม่เข้าใจ นั้นก็คือ โมหะ. อาการที่เป็นความหมายของ ราคะ โทสะ โมหะ จึงเป็นอาการของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" อยู่ด้วยกันทั้งนั้น.

น.1221 เมื่อพระโสดาบันไม่อยู่ในฐานะที่จะละได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งหมายถึงการลุถึง นิพพานโดยสมบูรณ์แล้ว พระโสดาบันจึงละได้แต่เพียง ในลักษณะที่ทำให้กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่กำลังเดินอยู่ในหนทางอันถูกต้อง และจะลุถึงนิพพานโดยแน่นอนในกาลข้างหน้าเท่านั้นเอง. หรือถ้าจะกล่าวอย่างธรรมดาสามัญที่สุดก็กล่าวว่า เป็นผู้ที่แน่นอนต่อการบรรลุถึงนิพพานในระยะกาลอันใกล้เท่านั้น. ฉะนั้นคำว่า "กระแส" ในที่นี้จึงหมายถึงสิ่งที่แน่นอน หรือมีความแน่นอน ที่จะทำผู้ลุถึงกระแสนั้น หรือผู้ตกลงสู่กระแสนั้นแล้ว หรือเดินไปตามกระแสนั้นแล้ว จักต้องถึงนิพพานโดยแน่นอน, ก่อนหน้านี้หมายความว่า เขายังมืดมนต่อสิ่งเหล่านี้โดยประการทั้งปวง ยังไม่รู้ว่ามีทางที่จะต้องเดินด้วยซ้ำไป แล้วจะไปรู้ว่าทางนั้นจากไหนไปถึง ไหนได้อย่างไร. ส่วนบัดนี้มีความรู้หรือความสว่าง ถึงขนาดที่ว่าจากไหนไปถึงไหน จะต้องเดินอย่างไร และกำลังรีบเดินอยู่แล้วในหนทางอันถูกต้องนั้น และเรียกกันสั้น ๆ ว่า ผู้ถึงกระแส คือย่างเท้าก้าวลงสู่กระแสชนิดที่เลื่อนไหลตรงไปสู่นิพพาน อย่างที่จะเป็นอื่นไปไม่ได้. ทำไมจะต้องละสังโยชน์ ๓ ประการเสียก่อน จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ถึง กระแสแห่งนิพพาน ? ข้อนี้ยิ่งเป็นสิ่งที่จะต้องมองดูด้วยสายตากว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดวงอยู่แต่ในขอบเขตทางศาสนาอย่างเดียว คือจะต้องมองให้เห็นชัดทีเดียวว่าสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดาสามัญที่สุด และมีอยู่อย่างหนาแน่นในคนธรรมดาสามัญ จึงจัดคนชนิดนั้นว่าเป็นปุถุชน ซึ่งแปลว่าคนหนา, หนาในที่นี้ หมายถึงมีสิ่งปิดบังจิตใจหนา จนไม่อาจจะมองเห็นความจริงของพระอริยเจ้าได้ เรียกกันสั้น ๆ อีกอย่างหนึ่งว่า คนกิเลสหนา คือ มีกิเลสมากเต็มอัตราธรรมดาของคนธรรมดา. คนชนิดนี้ยังไม่อาจจะเข้าใจพระอริยเจ้า; พระอริยเจ้าก็ไม่อาจจะพอใจความเป็นอยู่ของคนชนิดนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องแบ่งแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายคนธรรมดาหรือคนหนาอยู่ตามเดิมนั้นพวกหนึ่ง ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นไปได้ไกล ตรงที่มีความหนาลดน้อยลง จนจิตใจมองเห็นสิ่ง

น.1222 ต่าง ๆ ถูกต้องตามที่เป็นจริง แล้วไปดำรงตนอยู่ในสภาพที่กล่าวได้ว่าพ้นอันตราย หรือพ้นจากการเสียหาย ไม่มีการต้องตกอบายเป็นต้นโดยแน่นอน และ สิ่งที่จะเป็น เส้นขีดแบ่งปั่นเขตแดนกันระหว่างคน ๒ พวกนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการละสังโยชน์ ๓ ประการดังที่กล่าวนั่นเอง. และเมื่อละสังโยชน์ ๓ ประการนั้นได้แล้ว จึงจะเรียกว่า เดินอยู่ในทางหรือถึงแล้วซึ่งกระแสของนิพพาน ไปได้ไกลจนปลอดภัยจากข้าศึก คือกิเลส และได้นามใหม่ว่า “อารยชน" ซึ่งตามตัวพยัญชนะแปลว่า ผู้ไปแล้วจาก ข้าศึกคือกิเลส. (อริ = ข้าศึก + ยะ = ไป). ข้อนี้ทำให้เราสร้างภาพจินตนาการขึ้น ได้ว่าปุถุชน คือพวกที่ถูกผ้าคาดปิดตาไว้อย่างงัวเงียอยู่ที่นี่ ส่วนอริยชนนั้นไม่มี อะไรปิดตา และกำลังเดินดุ่ม ๆ ไปสู่จุดหมายปลายทาง รวมทั้งผู้ที่ไปจนถึง จุดหมายปลายทางแล้วด้วย. และความหมายอันนี้เองที่ทำให้พระโสดาบันได้นามว่า "จักขุมา" คือผู้มีดวงตา ซึ่งหมายถึงดวงตาเห็นธรรม; ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเลย และมีอาการเหมือนคนตาบอดหรือคน ไม่มีตา. เมื่อพระโสดาบันได้นามว่าเป็น พวกมีตาเป็นพวกแรก ดังนแล้ว พระ- อริยเจ้าในอันดับที่สูงขึ้นไป ก็ต้องเป็นผู้ที่มีตายิ่งขึ้นไปอีกโดยแน่นอน. สิ่งที่ทำให้ ตาบอดหรือมีอาการเหมือนกับไม่มีตานั้น ก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ที่มีอยู่ อย่างหนาแน่นเต็มที่เต็มอัตรานั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จะต้องจางไปหรือบางไปจนมี ลักษณะที่เรียกว่า "เริ่มลืมตา" คือมองเห็นอะไรได้ จึงจะเรียกว่าเป็นปุถุชนชั้นดี และมองเห็นนิพพานโดยประจักษ์ชัด และแน่นอนที่จะไปถึงแม้อยู่ในระยะไกล ก็เรียกได้ว่าเป็นพระโสดาบัน หรือพระอริยเจ้าในอันดับแรกได้แล้ว. ดังนั้น มาตรฐานแห่งการละ "ตัวกู - ของกู" ขนาดที่จะทำให้ได้นามว่าพระโสดาบัน หรือพระอริยเจ้าในอันดับแรกที่สุดนั้น ก็คือการละสังโยชน์ ๓ ประการ ดังที่กล่าว แล้วข้างต้น และมีความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ดับไปแล้วในลักษณะเช่นนั้น และโดยอัตราส่วนเท่านั้น; ส่วน "ตัวกู - ของกู" ที่ยังเหลืออยู่นั้นเป็นหน้าที่ ที่ของพระอริยเจ้าในอันดับที่สูงขึ้นไปจะต้องละต่อไปโดยลำดับ.

น.1223 ทีนี้ เรามาพิจารณากัน ถึง ความหมายที่รวบรัดของการละสังโยชน์ ๓ ประการ ที่อาจจะนำไปใช้ได้แก่คนทั้งปวง : ในข้อแรกที่สุด เราจะต้อง ให้ความหมายแก่คำว่า "สักกายทิฏฐิ" นั้น ว่า ความเป็นคนเห็นแก่ตัวจัด; และให้ความหมายแก่คำว่า “วิจิกิจฉา" ว่า ความไม่รู้ว่าชีวิตนี้จักต้องดำเนินไปใน ทิศไหน ทางไหน ยั งไม่รู้ หรือยังเลือกไม่ถูก; และจะต้องให้ความหมายแก่คำ ว่า สีลัพพตปรามาส" ว่า ความงมงายถึงขนาดใช้เครื่องมือที่ดีที่แท้อย่างผิด ๆ จนเป็น อันตรายแก่ตัวเอง . ซึ่งเครื่องมือใน ที่นี้เราหมายถึงวัฒนธรรม จริยธรรม และศาสนา โดยตรง. เมื่อเป็นดังนี้แล้วลองคิดดูเถิดว่า ไม่จำเป็นจะต้องพูดกันถึงเฉพาะบุคคล ในวงของศาสนาเลย แต่พูดกันถึงมนุษย์ทั่วไปทั้งหมดทีเดียว ว่าถ้าใครยังประกอบ อยู่ด้วยการเห็นแก่ตัวจัด มีความไม่รู้จักชีวิตของตัวเอง ว่าจะต้องเดินไปทางไหน และความที่กำลังทำอะไรผิด ๆ ต่อจริยธรรม และมนุษยธรรมอยู่เป็นประจำดังนี้แล้ว เราควรจะจัดบุคคลชนิดนั้นไว้ในลักษณะเช่นไร. แม้แต่จะถามว่าเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์แล้วหรือยัง ? ก็คงจะไม่มีใครกล้ายืนยันว่า บุคคลชนิดนี้อยู่ในฐานะ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว. ส่วนในทางตรงกันข้าม การที่จะถือเอาบุคคลที่หมด ลักษณะอันไม่พึงปรารถนา ๓ ประการนี้แล้ว ว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็คงจะไม่มี ใครค้าน คงจะยอมรับว่าเขาเป็นบุคคล ชั้นอารยชนได้ทีเดียว. เมื่อพิจารณาดูตามนี้ ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกว่า หลักแห่งการละเสีย ซึ่งสังโยชน์ ๓ ประการ นั้นไม่ควรถูกจำกัดเขตอยู่ในขอบวงของพุทธศาสนา แต่ ควรจะเป็นหลักเกณฑ์ที่นำไปใช้ได้แก่คนทุกคนในโลก และจะทำให้เราเข้าใจ ได้ดีขึ้น ถึงระดับที่แตกต่างกันอยู่ ระหว่างอนารยชน กับ อารยชน ว่าที่แท้นั้น มันควรจะเป็นอย่างไร. ข้อแตกต่างชั้นปลีกย่อยนั้นอาจจะมีอยู่มาก แต่โดยใจความ สำคัญแล้วจะตรงเป็นอันเดียวกันหมด และเราก็ยังมีทางที่จะกำหนดความหมายของ คำ ๆ นั้นให้พอเหมาะพอดีตามที่เราต้องการได้ด้วย. โดยเฉพาะเช่น คำว่า " ความ- เห็นแก่ตัว" เราหมายถึงความเห็นแก่ตัวตามธรรมดาสามัญทั่วๆ ไปก็ได้ ซึ่งแม้จะละ

น.1224 ได้หมดแล้วก็ยังไม่ถึงกับเป็นพระอรหันต์; ฉะนั้นเราจึงเอา "ความเห็นแก่ตัว" ในระดับนี้มาเป็นความหมายของคำว่า "สักกายทิฏฐิ" สำหรับอารยชนทั่ว ๆ ไป. ส่วนในกรณีของวิจิกิจฉานั้น หมายความว่า ไม่ลังเลต่อจุดหมาย ปลายทางของชีวิต. จุดหมายปลายทางของชีวิตที่จะต้องไม่มีความลังเลนั้นเล่าจะ ต้องหมายถึงชีวิตที่ไม่มีความมัวเมา ที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจฝ่ายต่ำโดยประการทั้งปวง; หรือถ้าพูดอย่างศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าก็ต้องพูดว่า ชีวิตชนิดที่จะอยู่กับพระเป็นเจ้า ได้นั่นแหละ เป็นชีวิตชั้นจุดหมายปลายทางที่จะต้องเข้าให้ถึงโดยไม่ต้องมามัวลังเล ว่า ความได้ลุ่มหลงเอร็ดอร่อยอยู่ในโลกอันสวยงาม จะมีค่ายิ่งไปกว่าชีวิตชนิดนั้น. แม้ว่าร่างกายจะยังต้องอยู่ในโลกอันสวยงามชนิดนี้ แต่จิตใจก็ยอมรับนับถือคุณค่า อันสูงสุดของชีวิตชนิดที่กล่าวแล้ว และกำหนดไว้ในฐานะเป็นจุดที่จะต้องลุถึงให้ได้ ในเวลาอันควร. สำหรับ สีลัพพตปรามาส หรือความเข้าใจผิดต่อสิ่งอันเป็นเครื่องมือ ที่มนุษย์จะใช้เป็นเครื่องมือเอาตัวรอดให้ได้นั้น เราหมายถึงความเข้าใจถูกต้องและ ปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้องต่อวัฒนธรรม อารยธรรม จริยธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ จะเรียก ชนิดที่แท้จริงของมนุษย์ และปฏิบัติอยู่ด้วยการอยู่ในอำนาจของเหตุผล. ทั้งหมดนี้เป็นความหมายทั่วไปของสังโยชน์ และการละสังโยชน์ ๓ ประการในพระพุทธศาสนา. แล้วเราลองพิจารณาดูเถิดว่า พวกไหนบ้างที่จะยอมรับ หลักเกณฑ์อันนี้ไม่ได้ในโลกนี้ . เมื่อเป็นดังนี้ย่อมทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า พระ- โสดาบันก็คืออารยชนที่แท้จริง ที่โลกพึงประสงค์อย่างแท้จริงนั่นเอง. ส่วน เรื่องที่ยังบริโภคกามหรือไม่บริโภคกามแล้วนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยว ข้องกันเลย และการละกามเสียโดยประการทั้งปวงนั้น เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า ในขั้นที่สูงขึ้นไปกว่านี้ นี้คือการดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" ในขั้นที่เรียกว่า พระโสดาบัน.

น.1225 " ... ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งหนุ่มนี้ มันก็ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น ไม่เคยทำบทเรียนเพื่อผู้อื่น หรือ เพื่อสละออกไปเพื่อความว่างเลย ทีนี้เราก็เป็นผู้ขาดความรู้ในส่วน นี้ แล้วก็เกินมากในความรู้ส่วน ที่เห็นแก่ตัว ... " จากเรื่อง "การบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น"

น.1226 ลักษณะของพระสกิทาคามี ในวันนี้จะได้กล่าวถึง การดับไปแห่ง “ตัวกู–ของกู” ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่าพระโสดาบัน กล่าวคือ ในระดับที่เป็นพระสกิทาคามี. เท่าที่กล่าวมาแล้วควรจะ สังเกตให้เห็นว่าการดับไปแห่ง “ตัวกู–ของกู” นั้น มีได้ตั้งแต่อันดับที่ต่ำ แล้วค่อย ๆ สูงขึ้นไปเป็นลำดับ คือ “ตัวกู” ที่ดับได้ยากยิ่งขึ้นไปตามลำดับ. ข้อนี้หมายความว่าถ้าดับ “ตัวกู–ของกู” ได้มากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งห่างจากโลกียวิสัย กลายไปเป็นโลกุตตรวิสัยมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น; และโลกุตตรวิสัยอันดับแรก ก็คือความ เป็นพระโสดาบันนั่นเอง. แม้ว่าพระโสดาบันจะไม่อยู่เหนือโลกโดยสิ้นเชิง ก็ยังกล่าวได้ว่าอยู่เหนือโลก และจักอยู่เหนือโลกโดยสิ้นเชิงอย่างที่จะเป็นอื่นไปไม่ได้ในกาลอนาคต. เราเรียกระดับจิตใจแห่งพระอริยเจ้าทั้งหมด นับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปถึงพระอรหันต์ ว่า

น.1227 ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิ หรือ สภาวะที่เป็นโลกุตตรวิสัย; มีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ไม่ตกต่ำอยู่ภายใต้ความย่ำยีของโลก เพราะความรู้เท่าทันโลก จนอารมณ์ทั้งปวง ในโลกไม่เป็นที่ตั้งแห่งการเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู - ของกู" หรือเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด ในพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ และเป็นการแน่นอนว่า ไม่เกิดเต็มที่อย่างที่เกิดแก่ปุถุชน. แม้ว่าพระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ จะยังคงมีความทุกข์อยู่บ้าง เพราะการดับ "ตัวกู - ของกู" ยังไม่หมดสิ้น ก็ยังเป็นความทุกข์ที่แตกต่างกันกับความทุกข์ของ ปุถุชน คือว่าแม้พระอริยเจ้าจะมีอาการแห่งความทุกข์ ก็ยังเป็น ความทุกข์ของบุคคล ผู้รู้เท่าทัน มีสติปัญญาเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องของความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ และหนทางที่จะดับไม่เหลือแห่งความทุกข์; ซึ่งวิสัยของ ปุถุชนย่อมไม่ประสีประสาต่อสิ่งเหล่านี้เลย กล่าวได้ว่าจมอยู่ในความทุกข์อย่าง หลับหูหลับตา. ส่วนพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดคือขั้นพระอรหันต์นั้น ย่อมถึงที่สุด แห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะความดับไปโดยสิ้นเชิงแห่ง "ตัวกู - ของกู" นั่นเอง; ทำให้สรุปความได้ว่า ปุถุชนไม่รู้จักดับ "ตัวกู - ของกู" แม้แต่ประการใด; พระ- อริยเจ้าคือผู้ที่รู้จักดับ "ตัวกู - ของกู" ได้มากหรือน้อยตามส่วนแห่งชั้นของท่าน จนกระทั่งถึงดับได้หมดในขั้นพระอริยเจ้าขั้นสุดท้าย. เพราะฉะนั้น เมื่อมีการ กล่าวถึงการดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" ของพระอริยเจ้าที่สูงขึ้นไปย่อมหมายความ ว่าเป็นการดับ "ตัวกู - ของกู" ชนิดที่ละเอียดหรือลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปนั่นเอง. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พระโสดาบันย่อมละสังโยชน์ ๓ ประการ ในเบื้องต้น ยังมีสังโยชน์เหลืออีก ๗ ประการ ซึ่งพระอริยเจ้านอกนั้นจะต้องละ หรือดับ. พระอริยเจ้าขั้นต่อไปจากพระโสดาบัน กล่าวคือพระสกิทาคามี นั้น ไม่อาจจะดับสังโยชน์ ๗ ประการ ที่เหลือแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งให้เด็ดขาดลงไป เพียงแต่ว่านอกจากจะละสังโยชน์ ๓ ประการที่เคยละมาแล้วในขั้นของพระโสดาบัน แล้วก็ยังสามารถดับ "ตัวกู - ของกู" ที่อยู่ในรูปของ โลภะ โทสะ โมหะ อย่างอื่น ๆ ให้เบาบางลงได้บ้าง แต่ว่ามากไปกว่าพระโสดาบันเท่านั้น.

น.1228 อนึ่ง พึงทราบเสียเลยในที่นี้ว่า สังโยชน์ชื่อใด ๆ ก็ตาม ล้วนแต่มี ความหมายรวมลงได้ในคำว่า โลภะ โทสะ โมหะ แต่ที่ไม่นิยมเรียกว่า โลภะ โทสะ โมหะ เพียง ๓ อย่าง ทั้งนี้ก็โดยที่มุ่งหมายจะจำแนกให้เห็นชัดในลักษณะ อาการของกิเลสชื่อนั้น ๆ หรือในความเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู - ของกู" ที่โพลงขึ้น ในรูปนั้น ๆ หรือในลักษณะอาการเช่นนั้น ๆ นั่นเอง. เพื่อสะดวกแก่การที่จะ รู้จักมัน เข้าใจมันได้ แล้วปฏิบัติเพื่อละมันเสีย หรือเพื่อเป็นเครื่องจำแนก ให้เห็นง่ายๆ ถึงระดับหรือชั้นเชิงแห่งบุคคลผู้ละหรือดับ ที่จะต้องเป็นไป ในชั้นเชิงอย่างไร อีกอย่างเดียวกัน. ท่านเรียงลำดับชื่อของสังโยชน์นั้น ๆ ไว้ ตามลำดับของการที่มันละได้ยากยิ่งขึ้นไปทุกที คือนับตั้งแต่สักกายทิฏฐิเป็นลำดับ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงอวิชชา. ฉะนั้นเราอาจจะกล่าวให้สั้น ๆ ลงไปได้ว่า สำหรับ "ตัวกู - ของกู" ซึ่งอยู่ในรูปของสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสนั้น พระสกิทาคามีย่อมละ ได้หมดเหมือนพระโสดาบัน; ส่วน "ตัวกู - ของกู" ที่อยู่ในรูปหรือชื่อของสังโยชน์ ๗ อย่างที่เหลือนั้น พระสกิทาคามี เพียงแต่ทำให้เบาบางลงได้เท่านั้น ไม่ได้ละ สังโยชน์ชื่อใดให้เด็ดขาดลงไป จนถึงเป็นการเพิ่มเติมจำนวนของสังโยชน์ที่ละได้ นั้นเลย. และถ้าจะกล่าวโดยการถือเอา โลภะ โทสะ โมหะ เป็นหลัก ก็ต้อง กล่าวรวม ๆ กันไปว่า โลภะ โทสะ โมหะ ที่อยู่ในรูปหรือที่เกี่ยวเนื่องกันกับ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสนั้น พระสกิทาคามีก็จะได้สิ้นเชิงเช่นเดียว กับพระโสดาบัน; ส่วน โลภะ โทสะ โมหะ ที่อยู่ในรูปหรือชื่อของสังโยชน์ทั้ง ๗ ที่เหลือนั้น พระสกิทาคามีไม่ได้ละส่วนหนึ่งส่วนใด ชื่อหนึ่งชื่อใดให้เด็ดขาดลงไป เพียงแต่ทำให้เบาบางลงไปได้อย่างประปรายทั่วๆ ไปเท่านั้น. แม้กระนั้นก็ยัง กล่าวได้ว่า พระสกิทาคามีละกิเลสหรือสังโยชน์ได้มากกว่าพระโสดาบัน จัดเป็น พระอริยเจ้าผู้อยู่ในภูมิที่สูงขึ้นไปกว่า ส่วนที่จะสูงไปกว่ามากน้อยเพียงไรนั้น อาจ จะรู้ได้จากความหมายแห่งชื่อที่ใช้เรียกนั่นเอง.

น.1229 คำว่า สกิทาคามี แปลว่า ผู้มาเพียงครั้งเดียว ( สกึ = ครั้งเดียว + อาคามี = ผู้มา). คำว่า "มาเพียงครั้งเดียว" นั้น หมายความว่า ย้อนมาหาสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความอาลัยเพียงครั้งเดียว. สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอาลัยในที่นี้ หมายถึง โลกที่มีกาม หรือพูดโดยเจาะจงก็คือกามนั่นเองที่จัดว่าเป็นอาลัยอย่างยิ่ง ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยภาพจินตนาการ ก็พึงทำการนึกว่า เหมือนกับบุคคลที่จะต้องละทิ้งเหย้าเรือนของตนไป ยังมีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่บางประการ จนถึงกับว่าออกเดินทางไปแล้ว ก็ย้อนหรือวกกลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง จึงออกเดินทางไปได้ในที่สุด. เพราะว่าเหย้าเรือนนั้น เคยเป็นอาลัย คือที่อาศัยเพื่อความหลงติด หรือหมกจมอยู่ด้วยความเคยชิน; มีความดึงดูดอย่างเหนียวแน่นยากที่จะละให้ขาดไปได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับจิตใจของสัตว์ที่จะเปลี่ยนจากปุถุชนไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ซึ่งหมายถึง การขึ้นจากน้ำหรืออาลัย กล่าวคือกาม นั้น ย่อมเป็น การฝืนหรือการทวนกระแสอย่างยิ่ง แม้กำลังของสติปัญญาจะมีอยู่มาก แต่ความเหนี่ยวรั้ง ซึ่งเป็นกำลังของกิเลส กล่าวคือ "ตัวกู - ของกู" นี้ก็มีอยู่มาก หรือเหนียวแน่น หรือลึกซึ้งเช่นกัน จึงทำให้พระอริยเจ้าขั้นแรก คือพระโสดาบัน ยังคง บริโภคกามอยู่ในลักษณะบางลักษณะด้วยสติปัญญาของพระอริยเจ้า. ส่วนพระสกิทาคามีนั้น ไปได้ไกลกว่านั้น คือเหินห่างออกไปจากกามบ้างแล้ว แต่ยังมีอาลัยอาวรณ์ให้เหลียวกลับมาดูอีกครั้งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ก่อนที่จะจากไปอย่างเด็ดขาด ฉะนั้นจึงได้นามว่า “สกิทาคามี” คือผู้มาอีกครั้งเดียว; ต่างจากพระโสดาบัน ซึ่งแปลว่าผู้ถึงกระแส หมายความว่าทั้ง ๆ ที่บริโภคกามบางอย่างอยู่ ยังไม่ได้จากไป แต่ก็ มีความแจ่มแจ้งในหนทางของการออกไปจากกาม และมีจิตน้อมไปในทางนั้นแล้วโดยสมบูรณ์: จึงผิดกันอยู่คนละระดับดังนี้, ส่วนข้อที่พระโสดาบันที่เป็นบรรพชิตจะต้องเว้นจากการเกี่ยวข้องกับกาม เพราะการบังคับทางวินัยของบรรพชิตนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก คือเป็นเรื่องของวินัย แต่ถึงกระนั้นก็ยังหมายความว่าเนื้อแท้แห่งจิตใจของท่าน ก็ยังมีอาลัยอยู่ในกามตามภูมิตามชั้นของพระโสดาบันนั่นเอง หาได้สูงหรือมากไปกว่าพระโสดาบัน

น.1230 ที่เป็นผู้ครองเรือนไม่ : หากแต่ไม่ทำ หรือไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุกามในขณะนั้น ก็เพราะวินัยบังคับเท่านั้น หาใช่โดยเนื้อแท้ของจิตใจไม่. ฉะนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า จิตใจแห่งพระโสดาบัน ย่อมอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ครองเรือน หรือบรรพชิต ในเมื่อกล่าวโดยหลักใหญ่ของการละสังโยชน์ หรือความหมายอันแท้จริงของคำว่า "โสดาบัน" และโดยปรกตินั้น ความเป็นพระโสดาบันไม่ได้บีบบังคับบุคคลนั้น ๆ ให้ละจากบ้านเรือนไปสู่ความเป็นบรรพชิต. ส่วน ความเป็นพระสกิทาคามีนั้น มีความผลักดันบุคคล ให้ไปสู่ความเป็นบรรพชิตมากขึ้น เป็นธรรมดา; ความห่างไกลจากโลกหรือกาม จึงมีมากกว่าพระโสดาบันเพราะเหตุนั้น. เพราะฉะนั้นแม้ว่าท่านจะละสังโยชน์ได้เพียง ๓ ประการเหมือนกัน แต่ก็ยังสูงต่ำกว่ากัน ด้วยคุณธรรมอย่างอื่น. ลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนี่แหละ คือ ความที่ "ตัวกู - ของกู" ของพระสกิทาคามีนั้นเบาบางกว่าของพระโสดาบันอย่างที่เห็นได้ชัด. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องที่เราจะมองให้กว้าง ๆ ออกไปจากขอบเขตของคำว่าพุทธศาสนา เช่นที่เราเคยมองกันมาแล้วในเรื่องของพระโสดาบันข้างต้น คือว่า ถ้าเราจะมองพระสกิทาคามีกันในลักษณะของอารยชนสากล ที่อาจจะยอมรับกันได้ทั่วไป ไม่ว่าชนชาติไหน ภาษาไหน หรือถือศาสนาไหน เพราะมีอะไร ๆ ล้วนแต่ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร ไม่ขัดกับความรู้สึกของการศึกษาระบบไหน โดยแท้จริงเลย ดังนั้นแล้ว พอมาถึงชั้นพระสกิทาคามีนี้ สามัญสัตว์อาจจะเกิดความรู้สึกกลัว ในข้อที่ว่าจะต้องเหินห่างจากกามออกไปมากกว่าปรกติ ไม่อยู่ในสภาพที่พอดี หรือพอประมาณเหมือนพระโสดาบัน; ดังนั้นแล้ว ตามความรู้สึกของคนทั่วไป ย่อมจะไม่ปรารถนาในอาการที่ว่า เดินห่างออกไปจากกาม ด้วยการเหลียวหลังมาดูเพียงคราวเดียว ดังนี้. เมื่อเราเข้าใจความหมายข้อนี้ได้ดี เราก็ย่อมจะเข้าใจความที่พระอริยเจ้า จะแยกทางเดินออกไปต่างหากจากปุถุชนได้มากขึ้นที่ตรงนี้ ซึ่งมากไปกว่าที่จะมองดู

น.1231 กันตรงที่ภูมิธรรมของพระโสดาบันอย่างเดียว ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น; นับว่าเป็นสิ่ง ที่ฝืนความรู้สึกของปุถุชนมากยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง; ปริมาณของการเป็นพระโสดาบัน ตามที่มีในประวัติการณ์ จึงมีมากกว่าปริมาณของพระสกิทาคามีอย่างที่ไม่อาจจะเทียบ กันได้ และกลายเป็นเรื่องที่ปุถุชนเข้าใจไม่ได้ ว่าจะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนายิ่งขึ้นไป อีก. และเมื่อมองเขยิบขึ้นไปถึงขั้นพระอนาคามีและพระอรหันต์ด้วยแล้ว ลักษณะ ดังที่กล่าวมานี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น และความที่สัตว์จะพยายามก้าวสูงขึ้นไปถึงขั้นนั้น ก็ยิ่งมี น้อยลง ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก. นั่นแหละคือระดับความสูงต่ำแห่ง "ตัวกู" หรือ "ของกู" ที่ จะต้องละในระดับต่อไป ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ หรือรู้จักพระอริยเจ้าเหล่านั้นได้ตรง ตามที่เป็นจริง ไม่นำไปสู่ความงมงาย ดังที่เข้าใจหรือศึกษากันโดยนัยอย่างอื่น. แต่อย่างไรก็ดีขอให้คำนวณดูเถิดว่า ถ้าเพียงแต่คนในโลกเราเป็น เพียงแต่พระโสดาบันกันเท่านั้น ไม่ต้องขึ้นไปถึงขั้นพระสกิทาคามีเลย โลกเรา ก็จะประสบสันติภาพอันถาวร เพียงพอแก่ความต้องการของชาวโลกตามธรรมดา เสียแล้ว หรืออาจจะล้น หรือ เกินกว่าที่ชาวโลกธรรมดาควรจะได้รับเสียอีก ในเมื่อเป็นได้เพียงพระโสดาบันเท่านั้น; ดังนั้นมันจึงเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่า ความหมายที่ว่าอยู่เหนือโลก หรือโลกุตตรภูมินั้น มันช่างอยู่เหนือโลกเสียจริง ๆ อย่างที่จะกล่าวได้ว่า เพียงแต่ขั้นต้น ๆ เท่านั้น ก็อยู่ในระดับสูงสุดของโลกเสียแล้ว หรือเหนือไปกว่าวิสัยโลกตามธรรมดาเสียแล้ว; ยิ่งขั้นต่อไปก็อยู่ใน ระดับที่ชาวโลก ต้องแหงนคอชะเง้อมอง ยากที่จะตัดสินใจลงไปได้ว่าจะเดินตามท่านไปในทางนั้นดี หรือจะอยู่ที่นี่ดี แล้วก็มีความกลัวอย่างมาก ๆ ที่จะสละสิ่งที่เป็นที่รักที่อาลัย แล้วเดินตามท่านไปจริง ๆ นี่แหละจะเป็นเครื่องวัดให้เรารู้ว่า ความเห็นแก่ตัว หรือความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" ของพระอริยเจ้าในขั้นเหล่านี้ มีเหลืออยู่ สักกี่มากน้อย ในเมื่อนำไปเปรียบกับปุถุชนคนธรรมดาสามัญทั่วไป ดังนี้.

น.1232 ลักษณะของพระอนาคามี ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับแห่ง “ตัวกู – ของกู” ในรูปของความเป็นพระอนาคามี. ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ย่อมทำให้เห็นได้ว่า ความ ประเสริฐแห่งบุคคล ย่อมขึ้นอยู่ที่ความดับไปแห่ง “ตัวกู” ซึ่งแล้วแต่จะดับได้มากน้อยเพียงไร; ดับ “ตัวกู” ได้มาก ขึ้นเท่าไร ความเป็นพระอริยบุคคลก็มีมากขึ้นเท่านั้น. ความ ข้อนี้มีอยู่ดังที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พระโสดาบัน ดับ “ตัวกู – ของกู” ซึ่งอยู่ในรูปของสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้; และพระสกิทาคามี ย่อมดับ “ตัวกู” ซึ่งอยู่ในรูปของ โลภะ โทสะ โมหะ หรือกิเลสทั่วๆ ไปนั้น เพิ่มขึ้นได้อีกบางส่วน แต่ไม่มีชื่อ เรียกระบุไว้ชัด; ส่วนพระอริยบุคคลลำดับถัดไปคือ พระอนาคามีนั้น จะต้อง ละสังโยชน์อีก ๒ ประการ คือกามราคะและปฏิฆะ ซึ่งหมายถึงความ รู้สึกที่เป็น “ตัวกู – ของกู” ที่เกิดอยู่ในรูปของ ความยินดีในกาม และ ความพลุ่งขึ้นมาเป็น ความโกรธขัดใจ หรือแม้แต่หงุดหงิด.

น.1233 เมื่อพิจารณาดูตามนี้แล้ว ย่อมทำให้เห็นได้ว่า พระโสดาบัน และพระ- สกิทาคามี ต่างจากพระอนาคามีอย่างไร. ข้อนี้หมายความว่า กิเลสประเภทกาม และความโกรธนั้น เป็นสิ่งที่ละได้ยาก จนถึงกับพระอริยบุคคล ๒ ประเภท ข้างต้น ไม่สามารถจะละได้เด็ดขาด แล้วนับประสาอะไรกับปุถุชนที่จะเอาชนะ กิเลส ๒ ชื่อนี้ได้. ผู้ที่จะเอาชนะให้ได้จะต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นพระอนาคามีดังกล่าวแล้ว, แต่ควรทราบให้เป็นที่เข้าใจ ชัดเจนเสียด้วยว่า แม้ว่าพระโสดาบันและพระสกิทาคามีจะไม่สามารถละกิเลส ๒ ชื่อ นี้ได้ก็จริง แต่ก็มิได้หมายความว่าท่านเป็นผู้หนาไปด้วยกิเลส ๒ ชื่อนี้ ดังที่ปุถุชน คนธรรมดาเป็นกันอยู่. ฉะนั้น ความยินดีในกามของท่านเหล่านี้ จึงมิได้หมายถึง ความมัวเมา หากเพียงเป็นไปตาม สัญชาตญาณที่ถูกควบคุมไว้ด้วยสติปัญญาของพระอริยเจ้า ๒ ประเภท นี้; ฉะนั้น จึงไม่เป็นไปเพื่อทุกข์โทษ หรือนำไปสู่อบายได้แต่ ประการใดเลย. ทั้งนี้ เพราะว่าการตัดความยินดีในกามได้เด็ดขาดนั้น เป็นคุณธรรม ขั้นสูงสุดอย่างหนึ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับกาม สำหรับ ปฏิฆะ หรือความขัดใจ นั้น ก็เป็นอย่างเดียวกัน คือ มิได้หมายถึงความโกรธ อย่างคนธรรมดาสามัญโกรธ เป็นแต่เพียงอาการของจิต ที่เกิดการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ขัดใจรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิดอยู่ชั่วขณะในบางขณะ มิได้หมายถึงการโกรธเป็นพืนเป็นไฟ; ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในวิสัยที่พระโสดาบันและพระสกิทาคามีจะละได้. สังโยชน์ทั้ง ๒ ข้อนี้ จึงมาอยู่ในอันดับที่พระอนาคามีจะต้องละ; พระอนาคามีจึงอยู่ในฐานะที่อยู่เหนือ ความยินดีในกามและโกรธหรือขัดใจ ไม่เป็น. ฉะนั้น เราจึงไม่อาจจะเห็นความ รู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" พลุ่งขึ้นมาในรูปของความกำหนัดในกาม หรือความ โกรธความขัดเคือง แม้แต่ประการใดได้อีกต่อไป.

น.1234 เราอาจจะรู้จักพระอนาคามีได้โดยง่าย ด้วยการทราบถึงความหมาย ของคำที่เป็นชื่อของท่านนั่นเอง; คำว่า อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มา (น = อน = ไม่ + อาคามี = ผู้มา) และพึงย้อนไประลึกถึงความหมายของคำว่า สกิทาคามีอีกครั้งหนึ่ง ก็ย่อมจะเข้าใจลักษณะของพระอนาคามีได้โดยง่าย. ข้อนี้คือ ข้อที่พระสกิทาคามี ยังมีความอาลัยย้อนหลังมาสู่กามอีกครั้งหนึ่ง. ส่วนบุคคลที่เป็น อนาคามีนั้น ไม่มีอาการเช่นนั้นเลย คือไม่มีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่ในกาม ไม่มีความพะวงหวนกลับมาระลึกถึงกาม จึงทำให้ได้ชอว่า ผู้ไม่กลับมาอีก. ข้อนี้ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ในการวางระดับมาตรฐานของพระอริยเจ้านั้น มีการใช้สิ่งซึ่งเรียกว่าถามเป็นเครื่องวัดระดับอยู่อย่างมาก และอาจจะเข้าใจได้ดี สำหรับคนทั่วไป; และทำให้เห็นได้สืบไปว่า สิ่งที่เรียกว่ากามนั้นเป็นปัญหาใหญ่ หรือเป็น ปัญหายุ่งยากของมนุษย์ เรามาแล้วตั้งแต่โบราณกาลทีเดียว . ฉะนั้นเมื่อ จะกล่าวถึงสิ่งซึ่งเป็น อุตริมนุสสธรรม ก็ต้องเพ่งเล็งกันถึง สิ่งที่ละได้ยาก; และ การละสิ่งซึ่งละได้ยากเสียได้นั่นเอง เป็นตัวอุตริมนุสสธรรม คือธรรมที่ยิ่งไปกว่า ระดับธรรมดาของมนุษย์. พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงไว้ซึ่งอุตริมนุสสธรรม ตามขั้นที่ กำหนดไว้ สำหรับพระอริยเจ้าขั้นนั้น ๆ. ดังที่เราจะเห็นได้จากในกรณีของ พระอนาคามีนี้ว่า ทรงไว้ซึ่งอุตริมนุสสธรรม ถึงขนาดที่จิตใจอยู่ในภาวะที่ไม่อาจจะ รักโกรธได้อีกต่อไป แม้โดยประการใด ๆ หรือในระดับใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็น ผู้จะต้องเดินทางต่อไป จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะแห่งพระอริยเจ้าขั้นสุดท้าย คือเป็น พระอรหันต์ ซึ่งเป็นเหมือนกับผู้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง คืออยู่เหนือโลก โดยประการทั้งปวงอย่างสิ้นเชิงจริง ๆ. สำหรับพระอนาคามีนั้น แม้ว่าจะละราคะ และความโกรธได้โดยสิ้นเชิง แต่ ส่วนที่เป็นโมหะยังเหลืออยู่บางประการ ซึ่งเป็น

น.1235 ชั้นที่ละเอียดประณีตอย่างยิ่ง อันจะต้องละให้สั้นไปอีกขั้นหนึ่ง; จึงเป็นเหตุให้ กล่าวได้ว่า แม้ว่า "ตัวกู" ในรูปของกามราคะ และปฏิฆะ จะไม่มีทางเกิดอีกต่อไป แล้ว แต่ก็ยังมี "ตัวกู" ประเภทที่ละเอียดไปกว่านั้น เหลืออยู่สำหรับให้ละอีกต่อไป. ต่อไปนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง คำว่า "กามราคะ" และ "ปฏิฆะ". สำหรับ คำว่า "กามราคะ" นั้น ควรจะเข้าใจคำว่า ราคะ กันให้ เป็นที่ถูกต้องเสียก่อน มิฉะนั้นจะมี ทางเข้าใจผิดไปได้ตั้งแต่ต้นมือ, คำว่า ราคะ มาจากรากศัพท์ที่แปลว่า ย้อมติด ; แต่ในทางภาษาธรรมะหมายถึง ความกำหนัด ; เพราะเหตุว่าความกำหนัดเป็นสิ่งที่ย้อมติดอยู่ในใจอย่างยิ่ง ความกำหนัดหรือความย้อมติดนี้ อาจจะมีในอะไรก็ได้; ถ้ามีในกามก็เรียกว่า กามราคะ ; ถ้ามีในความสุขที่เกิดมาจากฌานหรือสมาธิที่ไม่เกี่ยวกับกามเลย ก็มีชื่อเรียกว่า รูปราคะ และ อรูปราคะ แล้วแต่กรณีที่ความสุขนั้นเกิดมาจาก รูปฌาน หรืออรูปฌาน. ทีนี้ ถ้ายินดีในสิ่งที่สูงไปกว่านั้นอีก มีชื่อเรียกว่า ธรรมราคะ หรือ ธรรมนันทิ เช่นนี้ ย่อมเป็นคำแปลกหูสำหรับคนทั่ว ๆ ไป เพราะมีที่ใช้และพูดถึงน้อยมาก บางคนก็แทบว่าจะไม่เคยได้ยินเลย; และที่รองลง มา จากนั้นก็คือ คำว่า รูปราคะ และ อรูปราคะ นั่นเอง. คนที่ไม่เคยสนใจกับศาสนาจะไม่เคยได้ยินคำ ๒ คำนี้ แต่ถ้ามาเกี่ยวข้อง กับการศึกษาในทางศาสนาบ้าง ก็ย่อมจะเคยได้ยินได้ฟัง ไม่เหมือนกับคำว่า ธรรมราคะ ซึ่งแม้แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอยู่โดยตรงก็ยัง ยากที่จะผ่านหูผ่านตา เพราะมีกล่าวถึงเพียงไม่กี่แห่งนั่นเอง. แต่คำ ที่ได้ยิน กันมากที่สุด และ เข้าใจกันได้ทันที นั้น ก็คือคำว่า กามราคะ อันเป็นสังโยชน์ที่ ๔ ที่พระอนาคามีละได้นั่นเอง. ดังนั้นคำว่า ราคะในความหมายธรรมดาสามัญของคน ทั่วไป จึงมีความหมายเล็งถึงกามราคะโดยเฉพาะ หาได้หมายถึงราคะทุกชนิดดังที่ กล่าวมาแล้วไม่.

น.1236 พระอนาคามีละกามราคะได้ก็จริง แต่ไม่สามารถที่จะละรูปราคะและ อรูปราคะ. ส่วนพระอรหันต์นั้นละรูปราคะ และอรูปราคะได้จริง แต่ก็หา จำเป็นที่จะต้องละธรรมราคะไม่ ในเมื่อคำว่า "ธรรมราคะ" นั้นหมายถึงแต่เพียง ความพอใจในพระนิพพานไปตามอำนาจของสติปัญญา เท่านั้นเอง หาได้ เป็นไปเพื่อกิเลสตัณหาแต่ประการใดไม่. นี่แหละคือความหมายของคำว่า "ราคะ" ซึ่งมีอยู่กว้างขวางถึงเพียงนี้ ซึ่งเราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนจึงจะ ทราบได้อย่างแจ่มแจ้ง ว่ากามราคะที่พระอนาคามีละได้นั้น หมายถึงอะไร ; และ รูปราคะ กับอรูปราคะ ที่พระอนาคามีจะต้องละสืบต่อไป นั้นหมายถึงอะไร และ มีราคะอะไรอีกบ้าง ซึ่งใคร ๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องละดังนี้ . แม้คำว่า "กามราคะ" ซึ่งเข้าใจอยู่ดีแล้วนั้น ก็ยังอาจจะแบ่งเป็นอย่าง หยาบอย่างละเอียด ซึ่งเป็นวิสัยของปุถุชน และเป็นวิสัยของพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ จะพึงมีหรือพึงละ ตามสมควรแก่กรณีอีกประเภทหนึ่ง. ฉะนั้น ถ้าจะกล่าว โดยคำธรรมดาสามัญ เราอาจจะกล่าวได้ว่า พระอริยเจ้าประเภทพระโสดาบันและ พระสกิทาคามี นั้นกำลังละกามอยู่ แต่ไม่อาจจะละความอาลัยในกามได้. ส่วน พระอนาคามี นั้นละความอาลัยหรือเยื่อใยในกามได้โดยสิ้นเชิง . ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า " ความอาลัยในกาม " นั่นเอง เป็น เครื่องวัดให้ทราบระดับจิตใจของพระอริยเจ้า หาใช่กิริยาอาการแห่งการบริโภคกามโดยตรงไม่ ซึ่งหากผู้ใดมีความเข้าใจ ไม่ถูกต้องในเรื่องนี้แล้ว ย่อมจะเกิดความรู้สึกเกลียด หรือกลัวต่อการปฏิบัติเพื่อ ความเป็นพระอริยเจ้า หรือไม่อยากจะเข้าใกล้พุทธศาสนาอีกเลย เพราะเข้าใจ ไปว่า เพียงแต่ในระยะเริ่มแรกเท่านั้น ก็ถูกกีดกันให้เว้นจากกามโดยสิ้นเชิงไปเสีย แล้ว ซึ่งเป็นการเหลือวิสัยที่ใครจะทำได้ : หรือเห็นเป็นเรื่องทารุณโหดร้ายต่อ ปุถุชนคนธรรมดามากเกินไป. สิ่งที่ควรพิจารณาสืบต่อไป อีกข้อหนึ่ง ก็คือข้อที่ว่า การที่ละกามราคะ เสียได้ หรือเป็นผู้อยู่เหนืออำนาจของกามนั้น จะเป็นบุคคลที่อยู่ในระดับสูง

น.1237 หรือประเสริฐได้อย่างไร และเพียงไหน? คนธรรมดาสามัญ หรือปุถุชนทั่วๆ ไป อาจจะเห็นไปในทางตรงกันข้าม คือเห็นไปว่าไม่ประเสริฐอะไร และความ ประเสริฐนั้นควรจะไปอยู่ที่ ความเพียบพร้อมไปด้วยกาม ต่างหาก. ถ้าหากว่ายังมีความเห็นดังกล่าวนี้อยู่แล้ว ก็ย่อมไม่มีทางที่จะเข้าใจ พุทธศาสนาได้ว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษา หรือเป็นสิ่งที่อาจจะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้ อย่างไร; ต่อเมื่อเขาผู้นั้น บริโภคกามอยู่ และพร้อม ๆ กันกับการที่ เขาถูกถามนั้น เคี้ยวกินขบกัดอยู่ จนกระทั่ง มองเห็นโทษของกามนั้นได้เนือง ๆ เขาย่อมจะรู้สึก ขึ้นมาได้ด้วยตนเองว่า กามนั้นเหมือนกับสิ่งที่เป็นพิษ ประกอบไปด้วยทุกข์ และ โทษดังที่กล่าวไว้จริงๆ หากแต่ว่ามันเป็นไปอย่างซ่อนเร้นปิดบังยากที่จะเข้าใจได้ เท่านั้น. โดยที่แท้แล้วมันเป็นสิ่งที่แผดเผาอยู่ตลอดเวลา แต่ แผดเผาอยู่ในลักษณะ อาการของความเปียกชุ่ม จึงยากที่ใคร ๆ จะรู้สึกได้ ว่าเป็นการแผดเผา. เมื่อเป็นดังนี้ เขาก็จะเริ่มสนใจในธรรมะของพุทธศาสนา ที่เป็นไปเพื่อการขจัดเสียซึ่งอำนาจ ของกามให้เป็นผู้อยู่เหนือกาม แล้ว บริโภคสิ่งที่เรียกว่ากามนั้นอยู่ โดยความหมายที่ ไม่เป็นกาม และไม่ก่อให้เกิดทุกข์หรือโทษแต่ประการใดเลย. ใครก็ตามถ้าพิจารณาดูจริง ๆ แล้ว ย่อมจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่ เรียกว่า "กาม" นั้น เป็นเหมือนกับ เหยื่อหรือสินจ้างที่ธรรมชาติใช้ล่อหรือ จ้างสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ให้ทนรับความทุกข์ทรมานอันเนื่องมาจากการสืบ พันธุ์. การสืบพันธุ์นั้นเป็นความมุ่งหมายของธรรมชาติ เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าเป็นการบังเอิญของธรรมชาติก็สุดแท้. การวิวัฒน์ของธรรมชาติในสาย หรือกระแสที่มีการสืบพันธุ์เท่านั้น ที่จะยังคงเหลืออยู่มาให้เห็นจนทุกวันนี้ได้ ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าสัตว์ หรือพืช. ส่วนธรรมชาติในสายหรือ กระแสที่ไม่มีการสืบพันธุ์นั้น ย่อมสูญหายไปหมดแล้วก่อนที่จะมีวิวัฒนาการใด ๆ ทั้งสิ้น. เพราะฉะนั้นธรรมชาติสายที่เหลืออยู่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้นั้น ย่อมอยู่

น.1238 ได้เพราะ มีการสืบพันธุ์เป็นความหมายอันสำคัญ มันจึงเหลืออยู่ได้และกลายเป็น ของธรรมดาสำหรับธรรมชาติ ไป จนเกิดเป็น "ความรู้สึกที่เกิดได้เอง" หรือ เป็น instinct ขึ้นมาชนิดหนึ่งในบรรดา instinct ทั้งหลาย. ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่า การสืบพันธุ์นั้น เป็นงานหนัก หรืองานเจ็บปวด หรืองานทนทุกข์ทรมาน ฉะนั้น จักต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาปิดบังหรือเป็นเครื่อง พรางตาเอาไว้ ไม่ให้สัตว์เหล่านั้นมีความรู้สึกว่าเป็นความทุกข์ทรมาน หรือบาง ครั้งแม้จะมองเห็นการสืบพันธุ์เป็นความทุกข์ทรมานอยู่บ้าง ก็มีความรู้สึกกล้าใน การที่จะแลกเอาด้วยการได้รับเหยื่อหรือสินจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง มาเป็นเครื่อง ชดเชยกัน. ดังนั้นจะเป็นการกระทำที่เป็นไปด้วยเจตนา หรือเป็นไปโดยบังเอิญของ ธรรมชาติก็ตาม จำเป็นจะต้องมีความรู้สึกที่เป็น instinct อีกประเภทหนึ่ง คือ ความพอใจ ยินดี หลงใหล ในเหยื่อหรือสินจ้างที่ธรรมชาติมีให้ สำหรับ เป็นเครื่องล่อหรือจ้างให้สัตว์ทั้งหลาย ทนรับความทุกข์ทรมานอันเกิดจาก การสืบพันธ์ุ ได้ด้วยความสมัครใจ หรือด้วยหน้าชื่นตาบาน; กระหายหรือ กระหยิ่มที่จะรับค่าจ้างอันนั้นอยู่ด้วยกันทุกถ้วนหน้า. และ เหยื่อหรือสินจ้าง อันนี้ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า "กาม" นั่นเอง; เป็นสิ่งที่มีได้ทั้งแก่มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน และพืชซึ่งอยู่ในระดับละเอียด และหยาบลดหลั่นกันลงไป แต่ก็มีความหมายเหมือน กันหมด คือสิ่งที่สามารถล่อ หรือจ้างให้ยอมรับความทุกข์ทรมานดังกล่าวแล้ว. ด้วยเหตุนี้ การสืบพันธุ์จึงมีอยู่ได้ตามธรรมชาติ เพราะ สัตว์ยอมตกเป็น ลูกจ้างของธรรมชาติ ดังที่เห็น ๆ กันอยู่ทั่วไป. ฉะนั้น ลองพิจารณาดูเถิดว่า การตกเป็นลูกจ้างชนิดนี้ กับการไม่ตกเป็นลูกจ้างชนิดนี้ อันไหนจะ ประเสริฐกว่ากัน ? และ บุคคลชนิดไหน ควรจะได้นามว่าเป็นอริยะผู้ประเสริฐ แท้จริง ? และ หลักแห่งความเป็นพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่ โง่เง่างมงายหรือหาไม่ ? ดังนี้.

น.1239 สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า "ปฏิฆะ" นั้น หมายถึงความขัดใจ แต่ถ้า มองกันสืบไปว่า สิ่งที่เรียกว่าความขัดใจนี้ มีมูลมาจากอะไรดังนี้แล้ว ย่อมจะ พบว่า มีมูลมาจากกาม อีกนั่นเอง. ความขัดใจทุกชนิดเกิดขึ้นเพราะการไม่ได้สม ตามประสงค์ ไม่เป็นตามที่ประสงค์ ไม่คงอยู่ได้ตามที่ประสงค์ ดังนี้เป็นต้น. แล้วอะไรเล่าที่เป็น สิ่งที่พึงประสงค์สำหรับปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ? มันก็ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่เรียกว่า กาม ทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม อีกนั่นเอง. ถ้าละกามราคะเสียได้ ก็ย่อมเป็นการตัดต้นตอของการปฏิฆะอยู่โดยตรง. อย่า มีเรื่องกามเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ปฏิฆะก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้. มองดูให้ลึกซึ้งแล้ว สำหรับสัตว์ธรรมดาสามัญนั้น อะไรๆ ก็รวมอยู่ที่ กาม ดังที่ Sigmund Freud กล่าว แม้ที่สุดแต่ ความปฏิฆะ เพราะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือความตาย ก็ยังมีมูลมาจากกาม เพราะเขาอยากอยู่ มีชีวิตอยู่ก็เพื่อกาม ไม่อยาก เจ็บไข้ก็เพื่อกาม. ถ้าตัดความรู้สึกในเรื่องกามได้ ความปฏิฆะในเรื่องความเจ็บไข้ และความตาย ก็จะลดตามไปด้วยกัน. ดังนั้น เราไม่ควรจะมองสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิฆะ" กันแต่ในชั้นผิวหน้า จะต้องมองให้ลึกลงไปถึงกาม ซึ่งเป็นต้นตอของมัน ด้วยเสมอไป แล้วปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับปฏิฆะก็จะสิ้นสุดลงไปพร้อมกันกับความ สิ้นสุด แห่งปัญหาต่างๆ ของกามราคะนั่นเอง. พระอนาคามี มีความประเสริฐ มากน้อยเพียงไร เป็นสิ่งที่อาจจะได้รู้จากคุณค่าแห่งความดับไปของ "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปของกามราคะ และปฏิฆะ ดังกล่าวนี้. นี้คือความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู” ซึ่งใคร ๆ อาจจะมองเห็นได้ที่ ลักษณะแห่งความเป็นพระอนาคามี ว่าเป็นผู้ที่มี "ตัวกู-ของกู" น้อยลงไปอีก อย่างมากมายเพียงไร.

น.1240 ตัวกู – ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๖. ลักษณะของพระอรหันต์ ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับไปแห่ง “ตัวกู– ของกู” ที่ปรากฏอยู่ที่ลักษณะแห่งความเป็นพระอรหันต์ . ในวาระนี้ นับว่าเรามาถึงวาระสุดท้ายของ ความดับไปแห่ง “ตัวกู–ของกู” เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นโดย ง่ายและรวดเร็ว เราควรจะมองย้อนหลังไปดูถึงความดับไป แห่ง “ตัวกู–ของกู” ตั้งต้นที่พระโสดาบันขึ้นมาถึงพระ อรหันต์ ในคราวเดียวกัน : เหมือนกับมองดูทีเดียวตลอด สาย กันอีกสักครั้งหนึ่ง จนจับหลักส่วนใหญ่ได้ว่า พระ โสดาบันได้ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส นั้น ล้วนแต่เป็นการละ “ตัวกู–ของกู” ที่อยู่ในรูปของโมหะทั้งนั้น; และพระสกิทาคามีก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับพระอนาคามีที่ละกามราคะและปฏิฆะนั่น ก็คือเป็นการละ “ตัวกู–ของกู” ในส่วนที่เป็นราคะและโทสะ : และส่วนราคะนั้นก็หมายเพียงกามราคะ ฉะนั้น จึงยังเหลือรูปราคะและอรูปราคะไว้. ครั้นมาถึงพระอรหันต์ ก็จะต้องละรูปราคะ

น.1241 และอรูปราคะ ซึ่งเป็น "ตัวกู-ของกู" อันอยู่ในรูปของราคะ และจะต้องละมานะ อุทธิจจะและอวิชชา ซึ่งเป็น "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปของโมหะด้วยกันทั้งนั้น. และสำหรับอวิชชานั้น ยังแถมอยู่ในฐานะที่เป็นต้นตอหรือแม่บท หรือประธาน ของบรรดากิเลสทั้งหลายทุก ๆ อย่างด้วย. ถ้าเราจะมองดูอย่างสรุปสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ก็จะพบว่า พระโสดาบัน และพระสกิทาคามี เริ่มละกิเลสประเภทโมหะ; พระอนาคามีละกิเลส ประเภทราคะโดยเอกเทศ, และละกิเลสประเภทโทสะ : ส่วน พระอรหันต์ นั้น ละกิเลสประเภทราคะที่เหลืออยู่ และประเภทโมหะที่เหลืออยู่โดยสิ้นเชิง: ซึ่ง นับว่าเป็นความแตกต่างกันอยู่อย่างมากทีเดียว. อย่างไรก็ตามความแตกต่างนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร สำคัญอยู่ตรงที่เรา จะต้องจับหลักให้ได้ว่า เมื่อมองดูให้ตลอดแนวแห่งการละกิเลสของพระอริยเจ้า ทั้ง ๔ ประเภท อย่างติดต่อกันแล้ว เราจะพบว่า กิเลสประเภทโมหะจะต้อง ถูกละก่อน แล้วจึงจะมาถึงกิเลสประเภทราคะโทสะ แล้วจึงจะมาถึงกิเลส ประเภทราคะและโมหะที่เหลือ ซึ่งนับว่าเป็น หลักที่สำคัญอย่างยิ่ง คือเป็นการ เริ่มต้นด้วยปัญญา หรือสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นแสงสว่างประเภทนำหน้า ในบรรดาธรรมะที่เป็นแสงสว่างทั้งหลาย ดังที่เราจะสังเกตเห็นได้ ในเรื่องของ อริยมรรคมีองค์แปด ที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นองค์แรกที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องของ ปัญญา นำหน้ามาก่อน แล้วศีลและสมาธิตามมาทีหลัง นี้นับว่าเป็นการกระทำที่ฉลาด ไม่เป็นการกระทำอย่างโง่เขลา ชนิดหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า พอเริ่มลงมือก็เริ่มใช้ กำลังทีเดียว หาได้ใช้ปัญญาอย่างสุขุมรอบคอบก่อนไม่. ฉะนั้น ลักษณะที่ว่าจะทำ อะไร ๆ จะต้องใช้ปัญญานำหน้านี้ จะต้องถือว่าเป็น ลักษณะเฉพาะของพุทธบริษัท.

น.1242 การที่คนเราจะดำเนินกิจการอะไรให้เป็นรูปเป็นรอยนั้น จะต้องลงมือ ด้วยปัญญาประเภทที่ทำให้รู้จักทิศทางอย่างกว้าง ๆ เสียก่อน; ให้รู้แนวทางที่ตน จะต้องเดินนั้นอย่างถูกต้องหรือประจักษ์ชัดเสียก่อนที่จะลงมือเดินไป สิ่งที่กระทำ นั้นจึงจะดำเนินไปโดยสะดวกและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด. ข้อนี้ทำให้เรา มองเห็นได้ต่อไปว่า เป็นการเหมาะสมกันแล้ว ที่ พุทธศาสนานี้ได้ชื่อว่า เป็น ศาสนาแห่งปัญญา หรือ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารุ่งเรืองอยู่ได้ด้วย ปัญญา; เป็น ศาสนาที่อยู่ในอำนาจของเหตุผลตั้งแต่ต้นจนปลายที่เดียว; นับ ว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องถือเป็นหลักอยู่เสมอไป, ทีนี้ เราจะได้มองดูกันถึง ลักษณะของกิเลส หรือสังโยชน์ ที่มีชื่อ ต่าง ๆ อีก ๕ ชื่อ ซึ่งผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ จะพึงละต่อจากความเป็นพระ อนาคามีเป็นลำดับไป. สำหรับ รูปราคะ และอรูปราคะ นั้น ได้กล่าวถึงมาบ้างแล้วในตอน อันกล่าวด้วยเรื่องพระอนาคามี; และพึงสรุปความได้จากที่นั้นว่า ราคะ ๒ อย่างนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ากามแต่ประการใดเลย เป็นเพียงความยินดี พอใจในรส ของเวทนา อันเป็นความสงบสุขที่เกิดมาจากรูปฌาน และอรูปฌาน เป็นที่ยินดี อย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีจิตใจสะอาดจากกาม หรืออยู่เหนือกามโดยประการทั้งปวง มาแล้ว. ดังนั้นย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ว่า สุขเวทนาอันประณีตก็ย่อมเป็นที่ ตั้งแห่งความยึดถือขั้นประณีต ดังนั้นจึงเป็นสิ่งละได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก ดังคำกล่าว ที่กล่าวไว้ในรูปของบุคคลาธิษฐานว่า อายุของสัตว์ในพรหมโลกนั้นมิใช่ยืนยาว เพียงหมื่นปี แสนปี แต่ว่าจะเป็นล้าน ๆ ปี หรือเป็นกัปป์ๆ ทีเดียว ในเมื่อ เทียบกันกับอายุของมนุษย์ธรรมดา. ข้อนี้ย่อมหมายความว่า ความพอใจในรูปภพ และอรูปภพ หรือความที่ได้เป็นพรหมนั้นมีกำลังเหนียวแน่น และลึกซึ้งมาก ยากที่จะถอนออกได้ง่าย ๆ เมื่อเทียบส่วนกันกับความน่าพอใจในกามภพทั่ว ๆ ไป

น.1243 เช่น ความเป็นมนุษย์เป็นต้นนี้; ย่อมผิดกันเป็น หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่า นั่นเอง; ฉะนั้นจึงอยู่ในวิสัยที่พระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ จะละได้. ถ้ากล่าวให้ สั้นที่สุดก็กล่าวว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากความสงบของจิต เพราะอำนาจของสมาธิ นั้นมีรสชาติเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือยิ่งไปกว่าสุขเวทนาที่เกิดมาจากกาม อย่างที่จะ เปรียบกันไม่ได้ที่เดียว. แต่ว่าข้อนี้จะเป็นไปได้ก็เฉพาะสัตว์ที่มีใจสูง จนถึงกับ สามารถเข้าถึงสุขเวทนา อันเกิดจากฌานหรือสมาธิได้จริง ๆ เท่านั้น. ส่วนสัตว์ผู้ตก อยู่ในวิสัยแห่งกามนั้น จะไม่ประสีประสาต่อสุขเวทนาชนิดนี้เอาเสียเลยทีเดียว ส่วน การที่เรียกความพอใจในสุขเวทนาชนิดนี้ว่า รูปราคะ หรืออรูปราคะ นั้น ก็มีความ หมายอย่างเดียวกันกับกรณีของกามราคะ กล่าวคือ มีความย้อมติดแก่จิตใจอย่างที่ จะล้างออกได้โดยยาก หรือที่เราเรียกกันว่าความกำหนัดพอใจนั่นเอง; และเป็น การย้อมจิตที่เหนียวแน่นลึกซึ้งยิ่งไปกว่ากามราคะ ฉะนั้น จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็น กิเลสชั้นละเอียดประณีต หรือชั้นที่ผู้มีคุณธรรมสูงจริงๆ จะพึงละเท่านั้น. นี้คือ กิเลสประเภทราคะที่พระอรหันต์ละได้. ทีนี้ ก็มาถึง สังโยชน์ที่มีชื่อว่า มานะ. สังโยชน์ชื่อนี้เป็นความ หมายของความรู้สึกยึดถือว่า "ตัวกู" อย่างเต็มที่ คือ แทนที่จะไปมีลักษณะโง่เง่า หลงใหลโดยประการอื่น แล้วไปรักไปโกรธเป็นต้น ก็มาหลงใหลอยู่ในภาวะของ ตัวเองตามที่ตัวสำคัญว่าตัวเป็นอย่างไร โดยไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นว่า ตัวดีกว่าเขา ตัวเสมอกันกับเขา และ ตัวเลวกว่าเขา แล้วก็มีความดิ้นรนไปต่าง ๆ นานา แล้ว แต่ว่าตนจะมีความรู้สึกอย่างไร, เมื่อมีความรู้สึกที่เป็นไปในทำนองเปรียบเทียบ เช่นนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็เกิดความลิงโลดหลงระเริงไปทางหนึ่ง และเกิด ความเศร้าหรือหดหู่อีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย ไม่อย่างหยาบก็อย่างละเอียด, การที่ พระโสดาบันจนกระทั่งถึงพระอนาคามี ละสังโยชน์ข้อนี้ยังไม่ได้ ย่อมหมายความว่า พระอริยเจ้าเหล่านั้น ยังมีความรู้สึกที่เป็นตัวตนเหลืออยู่ จนเพียงพอที่จะรู้สึกว่าตน

น.1244 เป็นอะไร ทั้ง ๆ ที่ละกามและความโกรธได้แล้ว; เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ในรูป ของบุคคลาธิษฐานว่า พวกพรหมไม่เกี่ยวข้องกับกาม และโกรธไม่เป็น แต่มัว เมาหรือทะนงในภาวะของตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากกามและความโกรธ ทำนองจะอวด ผู้อื่นว่า เป็นสัตว์ที่สูงกว่าสัตว์ทั้งปวง บริสุทธิ์กว่าสัตว์ทั้งปวง มีความสงบสุข กว่าสัตว์ทั้งปวง ดังนี้เป็นต้น แล้วก็ชอบมาท้าทายลองภูมิพระพุทธเจ้าด้วยการ ตั้งคำถามอย่างนั้นอย่างนี้ ในทำนองที่เป็น การแข่งดี หาใช่ทูลถามเพราะความ ไม่รู้จริง ๆ อย่างสามัญสัตว์ทั่ว ๆ ไปไม่. นี่แหละคือตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า มานะ มีอยู่ในขั้นที่แม้แต่พระโสดาบัน และพระอนาคามี ก็ละมันไม่ได้โดยเด็ดขาด. คือแม้ว่ากิเลสชื่อนี้จะไม่ปรากฏออกมานอกหน้า แต่ก็อดที่จะมีความรู้สึกอยู่ภายในใจ ตัวเองไม่ได้; ไม่ใช่ท่านเป็นคนขี้โอ่ แต่ท่านก็อดนึกว่าตัวมีคุณธรรมสูงไม่ได้: ทั้งนี้ก็เพราะว่าความรู้สึกที่มีตัวมีตนอย่างนั้นอย่างนี้ยังเหลืออยู่นั่นเอง; ฉะนั้นการ ดับไปแห่งสังโยชน์ชื่อนี้ จึงหมายถึงความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" โดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ. สังโยชน์ถัดไปที่เรียกว่า อุทธัจจะ นั้น อย่าพึ่งนำไปปนกันเข้ากับ คำว่า อุทธัจจะ ที่เป็นชื่อของนิวรณ์ ในบรรดานิวรณ์ ๕ ประการ ซึ่งเป็น ข้าศึกของสมาธิ. อุทธัจจะที่เป็นสังโยชน์ข้อนี้ เป็นกิเลสชื่อเดียวกัน มีความหมาย ก็คล้ายๆ กัน หากแต่ว่าเป็นชั้นที่ประณีตละเอียดไปกว่า จนถึงกับมาตั้งอยู่ ในฐานะเป็น ข้าศึกของปัญญา, ฉะนั้น อุทธิจจะ ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงความ ฟังซ่านด้วยอำนาจอารมณ์รบกวน หรือกิเลสกลุ้มรุมอย่างชนิดที่เป็นนิวรณ์เลย แต่ว่าเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ จิตกระเพื่อมหรือไหวไป ด้วยอำนาจความทึ่งหรือความสงสัยเป็นต้น ต่อสิ่งต่างๆ ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น; แม้ว่าจะไม่ไปรักหรือเกลียดต่อสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะกิเลสประเภทเหล่านั้นละได้ขาดแล้ว แต่จิตก็ยังกระเพื่อม หรือไหวตัวเพราะ

น.1245 การกระทบอันนั้น เป็นเพียงแต่อยากจะรู้ว่ามันเป็นอะไร หรือมันจะเป็น อันตรายหรือไม่ หรือจะใช้ให้เป็นประโยชน์อะไรแก่ตน ดังนี้เป็นต้น. แม้ที่สุด แต่ความทึ่งหรือความสงสัย เพราะอยากรู้ ก็นับว่าเป็นอุทธิจจะในที่นี้แล้ว. ทั้งนี้ย่อมอธิบายได้ด้วย กฎเกณฑ์ที่ว่า ถ้าความรู้สึกว่าตัวตนหรือ "ตัวกู" ยังมี อยู่ ก็ย่อมอดสงสัยหรือทึ่งในสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ ว่านี้มันจะเป็นประโยชน์ หรือเป็นอันตรายแก่ "ตัวกู" หรือไม่อย่างไร. รวมความก็คือว่า ควรจะ ต้องการหรือไม่ควรจะต้องการอย่างไรนั่นเอง. ต่อเมื่อหมดความรู้สึกว่า "ตัวกู" โดยแท้จริงเท่านั้น จิตจึงจะเฉยได้ หรือไม่กระเพื่อมเลย ต่อการผ่านมาของอารมณ์ ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เมื่อละอุทธิจจะได้ก็ย่อมหมายความว่า มี จิตใจอยู่เหนือความหวั่นไหวต่อสิ่งทั้งปวงโดยสิ้นเชิงนั่นเอง. พระอริยเจ้าขั้นต้นๆ มีตัวตนเหลืออยู่อย่างมากพอที่จะแสวงหาสิ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตัวตน และเกลียดกลัวอันตรายที่จะมีมาแก่ตัวตน มีอยู่ก็แต่ พระอริยเจ้าขั้นสุดท้าย คือพระอรหันต์เท่านั้น ที่จะละความรู้สึกเหล่านี้เสียได้โดย เด็ดขาด เพราะหมดความรู้สึกว่าตัวตนโดยเด็ดขาดนั่นเอง. เมื่อความรู้สึกว่า "ตัว ตน" ถูกละขาดไปแล้ว ความรู้สึกว่า "ของตน" ก็ไม่มีที่ตั้งอาศัย จึงพลอยถูกละขาดไป ด้วยในตัว; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า อหังการ กับ มมังการ จึงเป็นสิ่งที่ เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน โดยอัตโนมัติ และถูกละขาดไปพร้อมกันได้โดยลักษณะดังกล่าวนี้ โดยไม่จำเป็นจะต้องออกไปวินิจฉัยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากกัน. เมื่อ ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ถูกละขาดแล้ว อาการแห่งอุทธิจจะ จึงไม่อาจจะมี ได้ด้วยเหตุดังกล่าวนี้. ทีนี้ ก็มาถึง สังโยชน์ข้อสุดท้ายคือ อวิชชา มีความหมายและ ลักษณะอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างละเอียดในการบรรยายข้างต้น; ที่ยกขึ้น มากล่าวถึงในที่นี้ในฐานะเป็นชื่อของสังโยชน์อันสุดท้ายที่จะต้องละ เพราะหมายถึง

น.1246 กิเลสประเภทโมหะที่เหลืออยู่รั้งท้ายเขาหมด ในฐานะเป็นรากเง่า หรือต้นตนของ กิเลสเหล่านั้น และของความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู” และอีกทางหนึ่งนั้นเรามอง กันไปในแง่ของ ความไม่รู้ในเมื่อเทียบกันกับความรู้ ซึ่งทำให้เรากล่าวได้ว่า เมื่อก่อนนี้มีความไม่รู้เต็มที่โดยประการทั้งปวง ครั้นมาถึงขั้นของพระโสดาบัน ความรู้เริ่มฉายแสงในลักษณะที่ท่านเรียกกันว่าเป็น รุ่งอรุณ ดังที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเรียกสัมมาทิฏฐิว่า "รุ่งอรุณของนิพพาน" นี้กล่าวได้ว่า อวิชชาในบาง ส่วนได้ลดถอยไปเท่านั้นเอง; วิชชาเกิดขึ้นบางส่วน แต่ไม่ถึงขนาดที่จะละอวิชชา โดยประการทั้งปวงได้. ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าสังโยชน์ ๓ ประการที่พระโสดาบันละได้ นั้น ล้วนแต่เป็นกิเลสประเภทโมหะทั้งนั้น แต่ก็ยังไม่ใช่เป็นการละโมหะโดยสิ้นเชิง. พระสกิทาคามี ก็ละไม่มากไปกว่านั้นนัก. พระอนาคามีก็จะได้ในเรื่องของราคะ และโทสะ. ครั้นมาถึงระดับของพระอรหันต์ จึงจะเป็นการกวาดล้างโมหะให้สูญสิ้น ไป ซึ่งเรียกโมหะขั้นสุดท้ายหรือขั้นต้นตอนี้ว่า อวิชชา. สิ่งที่เรียกว่าวิชชาเป็นไป ถึงที่สุด หมายถึงการรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะรู้ คือรู้ทุกข์ทั้งปวง, รู้มูลเหตุ ให้เกิดทุกข์ทั้งปวง, รู้ความดับสนิทแห่งทุกข์ทั้งปวง, และรู้วิธีที่จะใช้ในการ ดับความทุกข์ทั้งปวง; ซึ่งทุกอย่างเป็น ความรู้ชนิดที่ได้ผ่านไปด้วยจิตใจของตนเอง ไม่ใช่รู้เพราะได้ยินได้ฟัง หรือรู้เพราะการคิดคำนวณตามเหตุผล หากแต่เป็น ความรู้ชนิดที่มันได้เกิดขึ้น และมันได้ผ่านไปแก่จิตใจของตนโดยประจักษ์ จึงได้ เรียกว่า วิชชาอันสมบูรณ์ ที่ทำลายล้างอวิชชาโดยเด็ดขาด : เรียกว่ารู้สิ่งที่เป็นความ จริงของพระอริยเจ้า ๔ ประการ อันเรียกว่าอริยสัจจ์สี่ โดยลักษณะแห่งการรู้แจ้ง แทงตลอดด้วยความรู้สึกในจิตใจ หลังจากการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ตามความรู้ที่ได้ ยินได้ฟังในระยะแรก.

น.1247 ผู้ศึกษาควรจะสังเกตให้ดี ๆ ว่า ความรู้มีอยู่ต่างกันเป็น ๓ ชั้นดังกล่าว มานี้ ซึ่งอาจจะสรุปได้สั้นๆ ว่า รู้ตามที่ได้ยินได้ฟัง เรียกว่ารู้อย่างปริยัติ; รู้อย่าง เจนจัดด้วยใจ จากการที่ตนได้ลงมือกระทำหรือปฏิบัติลงไปแล้ว นี้เรียกว่า ความรู้จากการปฏิบัติ; ครั้นต่อมาผลสำเร็จเกิดขึ้นจากการที่ละกิเลสได้สำเร็จ โดยตรง ย่อมรู้จักความมีแห่งกิเลสและความสิ้นไปแห่งกิเลส จากใจตนเอง ล้วนๆ โดยประจักษ์ นี้เรียกว่าความรู้ที่เกิดมาจากปฏิเวธ ซึ่งเรียกว่าความรู้แจ้ง แทงตลอด. วิชชาหรือการรู้อริยสัจจ์ ซึ่งมุ่งหมายในกรณีนี้ หมายถึงความรู้ที่ขึ้นมา ถึงขั้นปฏิเวธแล้ว และเป็นไปอย่างครบถ้วนในเรื่องของความทุกข์ทั้งปวง. ที่ต้องใช้ คำว่า ทั้งปวง ก็เพราะหมายความว่าทุกชนิดและสิ้นเชิง. เราต้องไม่ลืมว่าพระโสดา- บันเป็นต้นนั้น ไม่ใช่จะไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ หากแต่ว่ารู้อย่างชนิดที่เรียกว่าทั้ง- ปวงหรือสิ้นเชิง จึงเป็นเพียงร้อริยสัจจ์ในระดับที่ต่ำลงไปในขั้นของพระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามี นั่นเอง; ซึ่งหมายความว่า ความทุกข์หาได้ดับ ไปโดยประการทั้งปวงไม่ เพราะอวิชชาไม่ได้ดับไปโดยประการทั้งปวงนั่นเอง. ฉะนั้น วิชชา หรือการรู้อริยสัจจ์ที่สมบูรณ์จนถึงกับละอวิชชาได้โดยประการทั้งปวง นั้น จึงมามีอยู่ในขั้นของพระอรหันต์ หรือการละสังโยชน์ในขั้นของพระอรหันต์ ; และเราอาจจะให้ความหมายแก่คำว่า อวิชชาในที่นี้ได้ว่า ความไม่รู้ต่ออริยสัจจ์ ทั้งปวง นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกละไปแล้วในขั้นนี้. เกี่ยวกับ ความรู้อริยสัจจ์นี้ อยากจะแนะให้รู้จักสังเกตไว้เป็นพิเศษ อีกส่วนหนึ่งว่า ถ้าเราจะนำไปใช้เป็นเรื่อง สากลเกี่ยวกับบุคคล หรือความรู้ทุก ประเภททุกแขนง แล้ว เราจะต้องวางหลัก แม้จะเป็นไปในทำนอง Logic ก็ตาม ลงไปว่า : ได้แก่ ความรู้ที่รู้ว่า สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนี้จากอะไร สิ่งนี้เพื่ออะไร และ สิ่งนี้โดยวิธีใด. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเรารู้จักสิ่งใดในลักษณะ ๔ ประการ นี้แล้วเรียกว่า เรา รู้จักสิ่งนั้นโดยวิธีของอริยสัจจ์ ; หรือกล่าวกลับกันอีกทางหนึ่ง

น.1248 ก็ว่า เรารู้อริยสัจจ์ของสิ่ง ๆ นั้น. เช่นในกรณีของความทุกข์นี้ : เรารู้ว่าความทุกข์ นั่นคืออะไร ก็คือ อาการที่ไม่พึงปรารถนาทุกอย่าง; และว่าความทุกข์จาก อะไร ก็คือ จากตัณหา อุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" และว่าความทุกข์นั้นเพื่อ อะไร ก็ว่า เพื่อจะดับมันเสียให้สนิทเป็นนิพพาน; และที่ว่าโดยวิธีใดนั้น ก็ว่า โดยวิธีการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อมันโดยประการทั้งปวง. นี่เราจะเห็นได้ชัดว่า ความรู้ที่สมบูรณ์นั้น หมายถึงรู้ผล และวิธีปฏิบัติ ซึ่งจะให้ได้มาซึ่งผลที่พึง ปรารถนาอย่างแท้จริงด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงแต่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร อะไรเฉย ๆ นี้เรียกว่า วิธีรู้ที่สำเร็จประโยชน์ของพุทธบริษัท หรือ หลักเกณฑ์ที่พุทธบริษัท จะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับรู้สิ่งทั้งปวง ดังนี้.

น.1249 ปุพฺเพ จาหิ ภิกฺขเว เอตรหิ จ, ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ. ภิกษุทั้งหลาย! แต่ก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี; ตถาคตบัญญัติขึ้นสอน แต่เรื่องทุกข์ และ ความดับสนิท ไม่มีเหลือแห่งทุกข์ เท่านั้น.

น.1250 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๗. ลักษณะของพระอรหันต์ (ต่อ) ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับไปแห่ง “ตัวกู” ที่ปรากฎอยู่ที่ลักษณะแห่งความเป็นพระอรหันต์ ต่อจาก วันก่อน. จากการที่พระอรหันต์ละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว เราจะเห็นได้ว่า การละอวิชชาเสียได้ นั่นแหละ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็น การละเสียได้ ซึ่งต้นตอแห่ง “ตัวกู-ของกู” ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว; และ เราจะเห็นได้สืบไปว่า มีลักษณะที่พึงสังเกตเป็นส่วนสำคัญ อยู่ ๓ ประการ คือ เป็น ผู้รู้ เป็น ผู้ละกิเลสได้ และ ผู้มีความสงบสุขถึงที่สุด เป็นผู้รู้ในที่นี้ก็คือรู้อริยสัจจ์โดยนัยดังที่กล่าวแล้ว; เป็นผู้ละกิเลสได้ ก็คือ ละราคะ

น.1251 โทสะ โมหะ ได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งหมายถึงการละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ โดยสิ้นเชิง เพราะเป็นชื่อที่ใช้แทนกันได้ และหมายถึงการดับไปแห่ง "ตัวกู" โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าในลักษณะเช่นไร; ที่ว่าเป็นผู้มีความสงบสุขนั้น ก็คือผลแห่งการละกิเลส หรือความยึดถือว่าตัวตนเสียได้นับว่าเป็นผู้ถึงความเต็ม เปี่ยม หรือสมบูรณ์ถึงที่สุด ในสิ่งที่มนุษย์พึงปรารถนา; หรือจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเป็น มนุษย์อย่างแท้จริง คือถูกต้องตามความหมายของคำว่า เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง คือมีใจสูงอยู่เหนือกิเลสเหนือทุกข์ หรือจะเรียกว่าเหนือภพ เหนือชาติ เหนือ อะไรทุก ๆ อย่าง อันเป็นความหมายของคำว่า อรหันต์ ซึ่งแปลว่า ผู้ไกล ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงไกลจากสิ่งที่เป็นข้าศึกอย่างเด็ดขาด ในลักษณะที่อยู่เหนือ โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. สำหรับคำว่า อรหันต์ นั้น จากหลักฐานที่มาต่าง ๆ ทำให้เห็นได้ ว่าเป็นคำที่มีใช้อยู่ก่อนพุทธกาล ; ใช้เรียกบุคคลที่ลุถึงขั้นสูงสุดแห่งการปฏิบัติ ตามลัทธินั้น ๆ เพราะฉะนั้นใคร ๆ ก็เรียกพระศาสดา หรือผู้ปฏิบัติถึงที่สุด ตามลัทธิของตนว่าเป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งนั้น. กระทั่งถึงยุคพุทธกาล ก็ได้ ใช้คำว่าอรหันต์นี้กันอยู่ในทุก ๆ ลัทธิ แม้แต่ลัทธิเปลือย. คนบางพวกถึงกับ ยอมรับพระอรหันต์ทุก ๆ ลัทธิว่า เป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผู้ที่เป็นพระราชาครองนคร จะยอมรับว่าหัวหน้าลัทธินั้น ๆ ทุกลัทธิเป็น พระอรหันต์ด้วยกันทั้งนั้น ; จะเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อ อะไร ก็ตาม แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว ย่อมปฏิบัติต่อพระอรหันต์เหล่านั้น อย่างเสมอกัน ทีเดียว. พวกบำเพ็ญทุกรกิริยาถึงขนาดสูงสุดก็ได้นามว่า พระอรหันต์ ; พวกที่เปลือยกายซึ่งมีความหมายว่า ไม่มีความยึดถือหรือไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย ก็ได้นามว่าพระอรหันต์ ; พวกที่มีวัตรปฏิบัติแปลก ๆ เข้าใจไม่ได้ ก็ได้นามว่า พระอรหันต์ ยิ่งในหมู่ชนที่ไม่มีการศึกษาเพียงพอแล้ว ยิ่งมีพระอรหันต์มากชนิด

น.1252 และแปลก ๆ ออกไป อย่างที่ไม่น่าจะเป็นได้. ฉะนั้นรวมความว่า คำ ๆ นี้เป็นคำ ที่ได้ใช้กันมาแต่โบราณกาลก่อนพุทธกาล มีความหมายแต่เพียงว่า ผู้ปฏิบัติ ประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดเท่านั้นเอง ; จึงต้องมีการจำกัดความหมายของคำว่า พระอรหันต์ตามลัทธิของตน ๆ เป็นลัทธิ ๆ ไป. สำหรับพุทธศาสนานั้น ไม่ถือ เอากิริยาอาการภายนอกเหล่านั้นเป็นเกณฑ์ แต่ ถือเอาความที่กิเลส หรืออาสวะ หรือสังโยชน์ ( ก็ตามแล้วแต่จะเรียก) ได้สิ้นไป ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตัวตนหรือของตน โดยประการทั้งปวง นั่นแหละ ว่าความ เป็นพระอรหันต์ เกี่ยวกับคำว่า อรหันต์นี้ มีความสับสนและผิดพลาดบางอย่างที่ใช้ กันอยู่ในการพูดการเขียน ที่เขียนโดยชาวต่างประเทศ หรือแม้แต่ชาวอินเดียเอง. ตามที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์ว่า คำว่า อรหิ หรือ อรหฺต นั้น เล็งถึงบุคคล ผู้เป็นพระอรหันต์ ดังกล่าวแล้ว ; ส่วนคำว่า อรหฺต นั้น หมายถึงภาวะแห่งความ เป็นพระอรหันต์ และเป็นชื่อของอริยมรรคขั้นสุดท้าย ที่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์ นั่นเอง ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคลโดยตรง. มีผู้ใช้คำนี้ผิด ๆ เช่น เอาคำว่า อรหฺต ไปใช้เป็นบุคคลเป็นต้น ทำให้สับสนกันไปหมด และเป็นทางให้เกิดความเข้าใจ ผิดด้วย. คำว่า อรหันต์ นี้ ใช้ได้ทั้งแก่พระศาสดา และใช้ได้แก่พระสาวกทั้งหลาย ที่เป็นพระอรหันต์ แต่เพื่อให้มีความต่างกันพอเป็นทางสังเกตสำหรับพระศาสดา ก็มีคำว่า สัมมาสัมพุทโธ เติมท้ายเป็น อรห์ สมฺมาสมฺฺทฺโธ ; ส่วนพระอรหันต์ ที่เป็นสาวกนั้น มีคำว่า ขีณาสโว เติมท้ายเป็น อรหํ ขีณาสโว ซึ่งแปลว่า พระ- อรหันต์ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว. โดยเนื้อแท้ที่เกี่ยวกับความดับทุกข์หรือสิ้นกิเลสนั้น ไม่มีการแตกต่างกันเลย ; แต่โดยคุณสมบัติพิเศษนั้น ย่อมแตกต่างกันไปเป็น พวก ๆ เช่น อรห์ สมุมาสมุพฺทฺโธ เราหมายถึงพระอรหันต์ที่เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยตน เอง คือเป็นพระศาสดาผู้ให้กำเนิดลัทธิ. ส่วน อรห์ ขีณาสโว นั้นหมายถึง

น.1253 พระสาวกที่เป็นพระอรหนด์ ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีแบ่งเป็นพวก ๆ ตามที่มีคุณ สมบัติพิเศษเฉพาะพวก คือถ้าเพียงแต่สิ้นกิเลสเฉย ๆ ก็เรียกว่า พวกสุกวิปสฺสก; ถ้าเป็นผู้ที่สิ้นกิเลสด้วยมีคุณสมบัติพิเศษ เชนมีความแตกฉานในวิชาความรู้ในการ สั่งสอน ในการใช้ภาษา กระทั่งการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ก็ได้นามว่าเป็นพวก ปฏิสมุภิทาปฺต หรือพวกฉฬภิญญ ดังนี้เป็นต้น ; แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นความ- หมายอันสำคัญของความเป็นพระอรหันต์. ความหมายอันสำคัญอยู่ที่ความสิ้น ไปแห่งกิเลส และสิ้นไปแห่งทุกข์ ดังที่กล่าวแล้ว. ยังมี สิ่งที่ควรทราบอีกอย่างหนึ่ง ว่า มีพระพุทธภาษิตตรัสยืนยันให้ ผู้ที่สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้นามต่าง ๆ กันออกไป คือ เป็น ภิกษุ เป็น สมณะ เป็น เถระ เป็น พราหมณ์ และอื่น ๆ อีกที่คล้ายกัน. ข้อนี้หมายความว่า ภิกษุตามธรรมดาที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ นั้น ยังไม่เป็น ภิกษุที่เต็มตามความ หมายของคำนั้น ๆ ในทางธรรม คือ เป็นภิกษุแต่ตามทางวินัยเท่านั้นเอง ; ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ จึงจะได้นามว่าเป็นภิกษุอย่างถูกต้องและสมบูรณ์. สำหรับ คำว่า สมณะ ก็เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่ออกบวชก็เป็นสมณะตามประเพณี; ต่อเมื่อสิ้นกิเลสแล้ว จึงจะเป็นสมณะสมบูรณ์และถูกต้อง. สำหรับคำว่าเถระ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก ตามวินัยถ้าบวชเกินกว่า ๑๐ พรรษา ก็เป็นเถระ แต่ตามทาง ธรรมะนั้น ต้องเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงจะเป็นพระเถระ คำ ๆ นี้แปลว่ามั่นคง ฉะนั้น ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้ากิเลสยังมีอยู่ ผู้นั้นย่อมมั่นคงไปไม่ได้ ย่อม หวั่นไหวไปตามอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดก็ด้วยความทึ่งหรือความสนใจในสิ่งที่มา กระทบดังที่กล่าวแล้วในกรณีของสังโยชน์ชื่ออุทธัจจะ. ส่วนข้อที่ว่าเป็นพระอรหันต์ แล้ว จึงจะได้ชื่อว่าพราหมณ์นั้น เป็นสิ่งที่เนื่องกันกับลัทธิอื่นอยู่อีกส่วนหนึ่ง เพราะคำว่า "พราหมณ์" นั้น เป็นคำโบราณดั้งเดิม ซึ่งลัทธินั้นๆ เขาถือว่า เป็นผู้หมดบาป หรือลอยบาปสิ้นไปแล้วตามลัทธิของเขา. พระพุทธองค์ไม่ทรง

น.1254 ยอมรับรองการลอยบาป หรือการหมดบาปในลักษณะเช่นนั้น แต่ได้ทรงบัญญัติ การลอยบาป และหมดบาป ที่ความสิ้นไปแห่งกิเลสอย่างที่กล่าวแล้ว และ ทรงบัญญัติผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิงว่าเป็นพราหมณ์. ฉะนั้น ผู้ศึกษาจะต้อง ระมัดระวังให้ดี เมื่อได้ยินคำว่าพราหมณ์ ๆ จะต้องสอบสวนให้แน่นอนเสียก่อนว่า เป็นพราหมณ์ชนิดไหนกัน เพราะในฝ่ายศาสนาพราหมณ์นั้น บัญญัติคนให้เป็น พราหมณ์โดยกำเนิด ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. พวกนี้แม้เป็นอยู่อย่างฆราวาสผู้ครองเรือน ก็เรียกว่าพราหมณ์. ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ก็บัญญัติผู้ที่ศึกษาจบไตรเพท ปฏิบัติกิจ หน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับลัทธินั้นสมบูรณ์แล้ว ก็เรียกว่าเป็นพราหมณ์. ส่วนใน พุทธศาสนานั้น ถือเอาพระอรหันต์พวกเดียวว่าเป็นพราหมณ์ ไม่ยอมลดลงมา แม้แต่พระอนาคามีหรือพระสกิทาคามี เป็นต้น ว่าเป็นพราหมณ์. ฉะนั้น พึงถือ เอา ความหมายของคำว่าพราหมณ์ ตรงที่มีความบริสุทธิ์จากบาปโดยประการทั้งปวง ตามความหมายดั้งเดิม ขอแต่ให้เป็นความบริสุทธิ์ที่แท้จริงก็แล้วกัน. ตัวอย่างที่ยก มาทั้งหมดนี้ เพื่อเป็นเครื่องชี้ให้เห็นความหมายที่ค่อนข้างจะกว้างขวางของคำว่า อรหันต์และมีทางที่จะเข้าใจได้ถูกต้องง่ายขึ้น. ทีนี้ อีกทางหนึ่งนั้น เป็นเรื่องของการแสดงคุณสมบัติหรือคุณวิเศษ ส่วนตัว มีคำซึ่งเป็นคำแทนชื่อ เรียกแทนชื่อพระอรหันต์อีกมากมาย เช่นคำว่า “ผู้จบพรหมจรรย์“ “ผู้ข้ามน้ำได้“ “ผู้เดินทางไกลถึงที่สุด“ “ผู้ขึ้นบกได้แล้ว“ “ผู้นั่งลงได้“ “ผู้ไม่แล่นไปในวัฏฏสงสาร“ “ผู้ไม่เลี้ยงคนอื่น“ “ผู้มีหาบหนักอัน ปลงลงได้แล้ว“ ดังนี้เป็นต้น. ถ้าผู้ศึกษาพยายามจับความหมายของคำเหล่านี้ให้ได้ มากยิ่งขึ้นเพียงใดก็จะเข้าใจพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น; เช่น คำว่า "ผู้นั่งลงได้" หมายความว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์นั้นย่อมมีกิเลสเป็นเครื่องกระตุ้นอยู่เสมอไป นั่ง ลงไม่ได้ทั้ง ๆ ที่แม้จะนอนหลับอยู่ ก็ยังไม่เรียกว่าผู้นั่งลงได้ ตามความหมายของ พระอรหันต์; เพราะเขามีกิเลสเป็นเครื่องดึงเครื่องจูง ไม่ยอมให้นั่งลงได้ แม้แต่

น.1255 จะหลับหรืออยู่นิ่ง ๆ โดยอิริยาบถอื่น; เพราะว่า ใจของเขาไม่นั่ง . ที่เรียกพระอร- หันต์เป็น “ผู้หยุด" เช่น กรณีในเรื่องพระองคุลิมาลก็มีความหมายอย่างเดียวกัน. หรือเช่นคำที่ใช้เรียกพระอรหันต์อีกคำหนึ่งว่า "ผู้มีขนอันตกลงราบสนิท" คือ ไม่เกิดขนลุกชันเพราะความกลัว นี้ย่อมหมายความว่า กิเลสที่เป็นเหตุให้กลัวนั้น ไม่มีอะไรเหลืออยู่แก่พระอรหันต์อีกต่อไป. บางทีก็เรียกตรง ๆ ว่า "ผู้ไม่สะดุ้ง" "ผู้ไม่หวาดเสียว" "ผู้ไม่วิ่งหนี" และมีคำอีกหมวดหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติ ที่ประเสริฐอย่างยิ่ง คือคำว่า "ผู้ไม่มีกังวล" "ผู้ไม่มีอาลัย" "ผู้ไม่มีที่หวัง" ข้อนี้หมายถึงความเป็นผู้ไม่มีทุกข์เหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว แม้ในลักษณะที่เป็นความ ทุกข์โดยอ้อม. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะสังเกตดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติ ทุกๆ อย่างที่กล่าวมานั้น หรือรวมทั้งที่ไม่ได้นำมากล่าวอีกมากมายด้วย ย่อมรวม ลงได้ในความหมายของคำ ๆ เดียว คือในคำว่าความดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" หรือที่เรียกเป็นบาลีว่า "พ้นแล้วจากอุปาทานทั้งหลาย" หรือ "ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน" นั่นเอง. ยิ่งพิจารณาก็จะเห็นชัดยิ่งขึ้นทุกทีว่า ลักษณะแห่งความเป็นพระอรหันต์ นั้น ย่อมเป็นลักษณะแห่งความดับของ "ตัวกู - ของกู" อยู่อย่างที่เรียกว่า ทุกกระ- เบียดนิ้ว ไม่มีที่ว่างเว้นแต่ประการใดเลย. กล่าวอย่างสั้นที่สุดก็คือว่า ความรู้สึก ว่าตัวตนหรือของตน ดับไปเสียอย่างเดียวเท่านั้น ทุกอย่างจะดับไปหมดจน ถึงกับเกิดความหมายขึ้นมาใหม่ว่าเป็น ความว่างไม่มีอะไรเลย ; คือไม่ อาจจะมีสิ่งใด ๆ ที่เป็นตัวตนหรือของตนได้ แม้แต่สิ่งเดียว ; ทั้งนี้เพราะว่ากิเลส ที่เป็นเหตุให้ยึดถือเช่นนั้น มันได้สูญสิ้นไปเสียแล้ว ไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องมือ สำหรับยึดถืออีกต่อไป. เมื่อไม่มีการยึดถือแล้ว แม้มีก็เหมือนกับไม่มี ฉะนั้น จึงเรียกว่า ว่างตามความหมายของหลักธรรม ในพระพุทธศาสนา ซึ่งหมาย ความว่า "ตัวกู" ว่างแล้ว ก็ว่างทั้งจากทุกข์และว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

น.1256 และว่างจากสิ่งที่จะยึดถือเอามาเป็นตัวตนให้เกิดทุกข์ เป็น ความว่างชนิดที่เป็นความหมายของคำว่านิพพาน อันเป็นที่สิ้นสุดลงแห่งความทุกข์ เป็นความว่างที่ไม่มีวี่แววของ "ตัวกู" หรือ "ของกู" อย่างสิ้นเชิงแท้จริง. สรุปความอย่างเหลียวมองกลับไปทางหลัง อีกครั้งหนึ่งว่า ปุถุชน ย่อมมี "ตัวกู" เต็มที่หรือเกินประมาณ ในรูปที่ต่างกัน ดีบ้างเลวบ้าง แล้วแต่กรณี. พระโสดาบัน เริ่มมี "ตัวกู" ในทางโมหะเบาบางลง; พระสกิทาคามี ทำอย่างนั้นเพิ่มได้มากขึ้นอีกบางส่วน; พระอนาคามี นอกจากจะเป็นเช่นเดียวกันแล้ว ยังมี "ตัวกู" ในทางราคะ และโทสะ สูญสิ้นไป; ส่วนพระอรหันต์ นั้นย่อมดับ "ตัวกู" ประเภทโมหะที่เหลืออยู่โดยสิ้นเชิง เป็น ผู้ถึงที่สุดแห่งการดับ "ตัวกู" ได้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่านั้น.

น.1258 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๘. สุญญตาคือแดนดับ “ตัวกู-ของกู” ในวันนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง ความดับไปแห่ง “ตัวกู – ของกู” ในวาระสุดท้าย ตามความหมายแห่ง คำว่า สุญญตา. ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนที่แล้วมาว่า การละ อวิชชาเสียได้ ทำให้รู้ความเป็นจริงในข้อที่ว่า โดย แท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่สิ่งซึ่งสักแต่ว่า ธรรมชาติอย่างหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรูปธรรมหรือฝ่าย นามธรรม หรือว่ารวมกันทั้งสองฝ่ายก็ตาม. เมื่อรู้แจ้งดังนี้ ความยึดถือในสิ่งต่างๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เคยยึดถือว่าเป็น “ตัวตน – ของตน” ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ แม้ในขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น เป็นต้น. นี้คือความดับไปแห่ง “ตัวกู – ของกู” อันเป็นอุปาทาน ซึ่งเกิดมาจากตัณหาในอารมณ์นั้นๆ. เมื่อความรู้สึกว่า “ตัวกู – ของกู” ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้แล้ว ก็ถือว่าเป็น ภาวะที่ว่างจาก “ตัวกู – ของกู” เรียกว่า ภาวะแห่งสุญญตา

น.1259 ๒๒๒ "ตัวกู - ของกู" ตามหลักแห่งพุทธศาสนา; ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับภาวะแห่งสูญญตาของลัทธิอื่น ทั้งที่อาจจะมีชื่อเรียกอย่างเดียวกัน. ความว่างจากความยึดมั่นด้วยอุปาทานว่า "ตัวกู - ของกู" เท่านั้น ที่เป็นความว่างตามความหมายแห่งคำว่า นิพพาน ซึ่งถือว่าเป็นความว่างอย่างยิ่ง เพราะเป็นความดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" โดยสิ้นเชิง; สมตามคำที่ว่า นิพพาน แปลว่า ดับไม่เหลือ ซึ่งหมายถึง ความดับไม่เหลือทั้งของกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และความดับไม่เหลือของความ ทุกข์ที่เป็นผลจากกิเลส; ซึ่งในการบรรยายตลอดมาในที่นี้ ใช้รวมเรียกเข้าเป็น คำ ๆ เดียวว่า "ตัวกู - ของกู"; ฉะนั้น ควรจะสรุปความให้สั้นที่สุดได้อีกครั้งหนึ่ง ว่า ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู” นั่นแหละ คือ ความว่างตามความหมาย แห่งคำว่า นิพพาน ดังที่ได้วิสัชนาวินิจฉัยกันมาแล้วอย่างยืดยาว; เหลืออยู่แต่ ที่จะชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมอันเกี่ยวกับ ความว่างขั้นสูงสุดนี้มีทางที่จะนำไปใช้ ในกรณีทั่ว ๆ ไป เป็นหลักสากลในโลกได้อย่างไร อีกครั้งหนึ่งเท่านั้น. พึงทำความกำหนดให้แม่นยำว่า ความดับไปแห่ง "ตัวกู" นี้ ถ้าสงเคราะห์ลงในเรื่องของอริยสัจจ์ ก็เป็นอริยสัจจ์ที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธ; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. สิ่งที่เรียกว่าความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น ต้อง เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แก่คนทั้งปวง และ ในกรณีทั้งปวง. ฉะนั้น เมื่อสิ่งที่เรียกว่า สุญญตาเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันกับความดับไม่เหลือแห่ง "ตัวกู-ของกู" ดังนี้แล้ว สิ่งที่ เรียกว่า สุญญตา ก็ต้องเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาแก่คนทั่วไป และทุกกรณีด้วย ใน เมื่อกล่าวโดยนิตินัย. ปัญหาเหลืออยู่แต่ทางพฤตินัย ในข้อที่ว่าคนทั้งหลาย ทั้งปวงไม่เข้าใจสิ่งนี้ หรือเข้าใจผิดต่อสิ่ง ๆ นี้ จนกระทั่งเกิดความเกลียดและ ความกลัวต่อสิ่ง ๆ นี้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้นับถือพุทธศาสนา หรือทั้ง ๆ ที่เป็นพุทธ- บริษัทประเภทบรรพชิต ซึ่งหมายถึงบริษัทในอันดับสูงของพุทธศาสนา. ดังนั้น เราควรจะได้วินิจฉัยกันโดยเจาะจงลงไปว่า สิ่งที่เรียกว่าสุญญตานี้คืออะไร ในทางที่

น.1260 จะใช้ได้แม้แก่ฆราวาสทั่วไปดังที่กล่าวค้างไว้ข้างต้น ว่าได้วินิจฉัยกันถึงประเด็น ข้อนี้. คนทั่วไปพอได้ยินคำว่า "ว่างจากตัวตน" หรือ "การบรรลุถึงความว่าง จากตัวตน" ก็มี ความรู้สึกเหมือนกับว่า จะพลัดตกลิ่ว ๆ ลงไปในที่ ๆ ไร้ที่เกาะ ที่จับที่ยึด และไม่มีที่สิ้นสุด. ทั้งนี้ก็เพราะเข้าใจไปว่ามันว่างอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง นอกจากตนของตนอย่างเดียวที่ยังเป็นดุ้นเป็นก้อนอยู่; หาได้เข้าใจว่า สิ่งที่ เรียกว่าตัวตนนั่นแหละว่างไป แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะพลัดตกลิ่ว ๆ ไปทางไหน แต่ ประการใดไม่. ข้อนั้นย่อมแสดงว่า เขาไม่เข้าถึงความว่าง ไม่เข้าใจความว่าง ได้แต่คาดคะเนเอาเองตามความรู้สึกของตนเอง จึงได้เข้าใจไปอย่างนั้น. ถ้าเขา ได้เข้าถึงความว่างจริง ตามลักษณะที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเกิด ความเห็นอย่างแจ่ม แจ้งว่า ตัวตนได้กลายเป็นของว่างไปพร้อมกันกับของตน. ดังที่กล่าวแล้วว่า อหังการย่อมดับพร้อมกันไปกับมมังการ หรือ มมังการย่อมดับพร้อมกันไปกับ อหังการ ดังนี้. เมื่อสิ่งที่จะยึดถือว่าเป็น "ตัวกู - ของกู" ได้ว่างไปในคราว เดียวกันกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงดังนี้แล้ว จะมีอะไรเล่าที่จะเป็นสิ่งพลัดตกลิ่ว ๆ ลง ไปในความว่าง ? เพราะมากลายเป็นของว่างไป ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ดังนั้น ภาวะแห่งสุญญตา จึงไม่ใช่ภาวะที่น่ากลัว ดังความเข้าใจของบุคคลผู้ประกอบอยู่ ด้วยอวิชชาและอุปาทาน; แต่จะกลายเป็นภาวะที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกลัว หรือ ความรู้สึกอื่นใดซึ่งเป็นประเภทเดียวกัน เช่น ความรัก ความโกรธ ความเกลียด เป็นต้น; นั่นแหละคือข้อที่สัตว์ เหล่านั้น จะไม่ถูกรบกวนด้วยความกลัว ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความวิตกกังวล และอะไรอื่นอีกทุกๆ อย่างซึ่งสรุปได้ว่า เขาจะไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งใด ๆ เลย และไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น. ความไม่ถูกรบกวนแต่ประการใดเลยนั่นแหละ คือ ความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์ ซึ่งสมมติเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ความสุขที่สุด ดังที่กล่าว

น.1261 ในรูปภาษาบาลีว่า " นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. ดังนั้นเมื่อ นิพพานเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันกับสุญญตาแล้ว ภาวะแห่งสุญญตาก็เป็นสุขอย่างยิ่ง เช่นเดียวกัน เพราะหลักก็มีอยู่อย่างตายตัวว่า ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน หรือ "นิพพานํ ปรมํ สุญญ์" ดังนี้. ฉะนั้นคนที่รักนิพพานแล้ว กลัวความว่าง อย่างยิ่งนั้นจึงเป็นเพียงคนที่อยู่ใน ความละเมอเพ้อฝันต่อสิ่งที่เรียกว่านิพพาน หรือความว่าง; ไม่มีความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ แม้แต่ประการใดเลย. ที่พูดถึง เรื่องนี้กันอยู่บ้าง ก็เป็นเพียงธรรมเนียมของคนที่นอนคุยกันตามศาลาวัด เพื่ออวด คนอื่นว่าตนมีความรู้ในสิ่งสูงสุดของพุทธศาสนาเท่านั้น; แต่หากพูดถึงความว่าง ขึ้นมาทีไร ก็เกิดความหวาดเสียวขึ้นในใจทุกที เพราะที่แท้จริงนั้นใจของเขาไม่อยาก จะว่างไปจากสิ่งที่เขารักเขาพอใจนันเอง นี่แหละคือ ลักษณะแห่งความว่าง ที่แท้จริง ที่ถูกเข้าใจผิดกันอยู่อย่างลึกซึ้ง จนไม่มีใครได้รับประโยชน์จากสิ่ง ที่เรียกว่าความว่าง อันจัดเป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน กับนิพพาน ซึ่งจัดเป็นบรมธรรมดังกล่าวแล้วข้างต้น. สรุปความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่า "ความว่าง” นั้นหมายถึง ความที่จิตไม่มีความรู้สึกยึดถือในสิ่งใด ๆ ว่าเป็น "ตัวกู" หรือ "ของกู" นี้เลย นั้นเอง; ว่างจาก "ตัวกู" และ "ของกู" โดยสิ้นเชิง แม้จะมีอะไรปรากฏอยู่ ก็ไม่ใช่ "ตัวกู - ของกู” สักอย่างเดียว; ไม่มีการกระทบกระทั่งแก่จิตใจ แม้แต่ ลักษณะไหนหมด; นี่แหละคือภาวะที่ว่าง. จิตก็เป็นสักว่าจิตตามธรรมชาติ : มันว่าง เพราะไม่มีอะไรกระทบกระทั่งมัน หรือแตะต้องมัน แม้แต่นิดเดียว : เพราะ มันเห็นสิ่งทั้งปวงทุกสิ่งโดยความเป็นของว่างไปหมด. เพราะมันหมดอวิชชาแล้ว ไม่มีความยึดถืออะไรว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" อีกต่อไป มันจึงไม่กระทบกันกับอะไร และไม่มีอะไรมากระทบมัน มันจึงเป็นจิตที่ว่างจากอหังการและมมังการ ถึงที่สุด ดังนี้; เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มันได้เข้าถึง ความดับไม่มีเชื้อเหลือ

น.1262 คนดับ "ตัวกู-ของกู" ๒๒๕ หรือที่เรียกอย่างโวหารปรมัตถ์ว่า ดับไปด้วยนิพพานธาตุ; เป็นความดับชนิดว่าง ไป ไม่มีเหลืออยู่ที่นี่และก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่ไหน ซึ่งนับว่าเป็นความว่างอย่างแท้จริง. ความดับที่ไม่ได้ดับไปด้วยนิพพานธาตุนั้น เป็นความดับที่มีเชื้อเหลือ จึงมีการเกิดใหม่หรืองอกใหม่ แล้วก็ดับอีก แล้วก็เกิดอีก เพราะเป็นการดับไปตาม ธรรมดาของสังขารที่มีการเกิดดับ ; ไม่ได้ดับด้วยนิพพานธาตุ ซึ่งเป็นวิสังขาร คือไม่ใช่สังขาร : กรณีเช่นนี้ ใจความสำคัญมันอยู่ที่ดับอุปาทานหรือไม่ดับอุปาทาน อีกนั่นเอง. การตายหรือการดับตามธรรมดาของสังขารนั้น ไม่เกี่ยวกับการดับ ของอุปาทานเลย ดังนั้น "ตัวตน" จะมีอยู่เรื่อยตลอดเวลาที่ยังมีความคิดนึกได้อยู่ แม้จะคิดว่าร่างกายดับลงไป แต่ "ตัวตน" ก็ไม่ยอมดับ. เมื่อความรู้สึกว่า "ตัวตน" ไม่ยอมดับ มันก็เกิดใหม่ได้อีก เรียกว่าเกิดดับไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวัฏฏสง- สารอยู่เรื่อยไป. นี่เป็นเป็นสิ่งที่เรียกว่านิพพานธาตุ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง. ถ้า นิพพานธาตุเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ย่อมดับความรู้สึกว่า "ตัวตน" อย่างสิ้นเชิง ส่วน ร่างกายจะยังมีชีวิตอยู่หรือจะสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีการดับเท่ากัน. โดยใจความที่แท้จริง แม้ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่นี่แหละ เมื่อหมดอุปาทาน ว่า "ตัวตน" แล้ว "ตัวตน" ก็ว่างไป ร่างกายหรืออะไรที่เหลืออยู่นั้น ไม่มี ปัญหาอะไร ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีคามสำคัญแต่อย่างไร เพราะชีวิตนั้นสิ้น ความหมายแห่งความเป็น "ตัวตน" เสียแล้ว. ดังนั้น จึงถือว่าเป็นการบรรลุ นิพพานแล้ว และเป็น นิพพานที่ไม่มีเชื้อเหลือ คื อดับกิเลสได้สิ้นเชิง เรียกว่า การลุถึง "อนุปาทิเสสนิพพาน" คือ ความดับไม่มีเชื้อเหลือ ครั้นอยู่ต่อมา ชีวิตนั้นถึงวาระสุดท้ายที่จะต้อง แตกดับในทางวัตถุ อีกครั้งหนึ่ง เราเรียกว่า รูปกายพร้อมทั้งชีวิตจิตใจนั้น บัดนี้เป็นเบญจขันธ์บริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลสใด ๆ เจืออยู่เลยนั้น จะดับไปอีกครั้งหนึ่ง และ ดับไปด้วยอำนาจอนุปาทิเสสนิพพาน ที่ได้ลูถึงมาแล้วนั่นเอง. มันจึงเป็นการดับที่สิ้นเชิงจริงๆ ไม่มีเชื้อสำหรับไป งอกงามใหม่หรือเกิดใหม่ การที่ถือกันว่าเป็นเช่นนั้น ก็เพราะมันดับด้วยอำนาจ ของ นิพพานธาตุที่มีชื่อว่า "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ไม่เหมือนกับการตาย

น.1263 ของคนธรรมดา ที่มันตายไปตามยถากรรม หรือตามเหตุตามปัจจัยของสังขารกลุ่มนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับนิพพานธาตุเลย. ดังนั้นเราจึงเรียกว่า "การตาย" คือตายอย่าง ธรรมดาหาใช่เป็นการดับไม่เหลือ หรือการนิพพานอย่างการดับของพระอรหันต์ไม่. ทั้งหมดนี้มีความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นว่า ถ้ามีการเข้าถึงความว่าง ก็หมายถึง ได้ลุถึงนิพพานแล้ว ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ หรือมีอะไร เป็นๆ อยู่; แม้กระทั่งถึงวาระสุดท้ายที่ร่างกายแตกดับ ก็มีความหมายอย่างเดียวกันหมด คือ ว่างอย่างเดียวกันหมด ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น หรือผิดแผกแตกต่างกันเลย. ความว่าง ในลักษณะเช่นนั้น เป็นความหมายของนิพพานโดยแท้จริง; หรือนิพพานโดย แท้จริงย่อมมีลักษณะเป็นความว่างอย่างนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวเลย. ยิ่งมีความ เข้าใจถูกต้องเพียงไร ก็ยิ่งเห็นพระนิพพานนั้นชัดขึ้นเพียงนั้น. ยิ่งเห็นชัดขึ้นเพียง ไรก็ยิ่งมีความพอใจ มีความสมัครใจน้อมไป เพื่อพระนิพพานมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น; แทนที่จะมีความกลัว กลับมีความกล้า และมีความพยายามเพื่อความเป็นอย่างนั้น อย่างสุดความสามารถของตนทีเดียว. นี่แหละคือข้อที่ว่า ภาวะแห่งสุญญตาที่ แท้จริงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่กลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างยิ่ง. สำหรับคำว่า " นิพพาน ” นั้นควรจะทราบเสียเลยในที่นี้ว่า แบ่งออก ได้เป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่มีเชื้อเหลือ และ ฝ่ายที่ไม่มีเชื้อเหลือ ฝ่ายที่ไม่มี เชื้อเหลือ ก็คือฝ่ายที่ดับ "ตัวกู-ของกู" สิ้นเชิง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ฝ่ายที่มีเชื้อเหลือนั้น หมายถึงการดับ "ตัวกู-ของกู" ยังไม่สิ้นเชิง แต่ก็เริ่ม มีการดับ "ตัวกู-ของกู" ลงไปแล้ว ซึ่งได้แก่การดับ "ตัวกู-ของกู" ของ พระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์นั่นเอง. ดังนั้น เราอาจจะกล่าว ลงไปตรง ๆ ได้ว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี พระอนาคามีก็ดี ล้วนแต่ ลุถึงนิพพานด้วยกันทั้งนั้น หากแต่เป็นนิพพานชนิดที่ยังมีเชื้อเหลืออยู่ตามสมควร;

น.1264 ดังนั้น จึงมีการ "เกิดใหม่" คือการเกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมา ได้ใหม่ โดยสมควรแก่เชื้อที่เหลืออยู่มากน้อยเพียงไร ; และก็เป็น "ตัวกู" ที่เบาบาง; หาได้เป็น "ตัวกู” ที่เต็มที่อย่างปุถุชนคนธรรมดา ซึ่งมีเชื้อ กล่าวคือ กิเลสยังเต็มปรี่อยู่อย่างเต็มที่ ไม่เคยถูกละไปแม้แต่ส่วนใดเลยนั้นไม่. นิพพานของพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ ที่มีเชื้อเหลืออยู่บ้างนี้ เรียกว่า " สอุปาทิเสส นิพพาน " แปลว่า นิพพานที่มีเชื้อเหลือ . ดังนั้นนิพพานที่ยังมีเชื้อเหลือนี้ จึงยัง มิใช่นิพพานที่เป็นอันเดียวกันกับที่เป็นความว่างอย่างยิ่ง หากแต่ว่าเป็นความว่าง ในระดับที่รองลงมา เพราะเหตุที่ยังไม่เป็นความดับที่ไม่มีเชื้อเหลือนั่นเอง. แต่ ถึงกระนั้นก็ยังนับว่าเป็นความประเสริฐยิ่งกว่าการที่ไม่ดับ หรือไม่ว่างเสียเลย อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ทีเดียว; และอยู่ในลักษณะที่ไม่น่ากลัว สำหรับ บุคคลธรรมดาสามัญอย่างมาก จึงไม่เกิดปัญหายุ่งยากเท่ากับความดับไม่เหลือชนิด ที่คนธรรมดาสามัญฟังแล้ว รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียอย่างสิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียว. นี้เรียกว่าเป็นความว่างในอันดับที่รองลงมา. ผู้ศึกษาพึงสังเกตและพิจารณาดูเองเถิดว่า ความดับแห่ง "ตัวกู" สิ้นเชิงไม่มีเหลือ ที่เป็นความว่างอย่างยิ่งนั้นก็ดี, ความดับแห่ง "ตัวกู" ที่ยังมีเชื้อเหลือ ซึ่งเป็นความว่างชนิดพอประมาณก็ดี ควรจะถูกมองเห็น เป็นสิ่งที่น่ากลัว หรือไม่น่ากลัวเพียงไร ทั้งนี้ มันขึ้นอยู่แก่ความเข้าใจผิด หรือความเข้าใจถูกต่อสิ่ง ๆ นี้เท่านั้น; และควรจะจับใจความสำคัญให้ได้ว่า "ว่าง-ว่าง” นี้มีความหมายที่ดิ้นได้ไปหลายอย่าง หรือใช้พูดกันอยู่ในความหมาย หลายชนิด. คำบาลีว่า สุญฺญ นั้นที่ถูกควรแปลว่า ว่าง , แต่ที่มา แปลกันผิด ๆ ว่าสูญเปล่า นั้นใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร; เป็นความหมายที่ไกลกันอย่างยิ่ง หรือตรงกันข้ามทีเดียว. ที่ว่า ว่าง-ว่าง นั้น มิได้หมายความว่าสูญเปล่า หรือไม่มีอะไร แต่หมายความว่า มีอยู่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะมี และใช้ประโยชน์อย่างยิ่งได้ทุกอย่าง หากแต่ว่า ว่างจากความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู๋ " เท่านั้นเอง. ดังนั้น การที่

น.1265 ไปแปลคำ นี้ว่า สูญเปล่า หรือการไม่มีอะไร นั้น เป็น การตู่พุทธศาสนา หรือถึงกับ ทำลายศาสนาของตนเองโดยน้ำมือของผู้ ที่อ้างตนเองว่าเป็นพุทธบริษัท . นี้แหละ เป็น สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง หาใช่สิ่งที่เรียกว่า "ความว่าง" เป็นสิ่งที่ น่ากลัวไม่. บางคนเพ่งเล็งไปแต่ในแง่ของวัตถุ จึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาเอง เป็นธรรมดาว่า มันต้องว่างไม่มีอะไรเลย คือว่างในทางสสาร ไม่มีสสารประเภทใด เหลืออยู่เลย แล้วก็เข้าใจว่าเป็นความว่างชนิดที่เป็นนิพพาน. ความเข้าใจอย่างนี้ ผิดตรงกันข้ามและไม่ใช่พุทธศาสนา ดังนั้น จึงต้องจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดหนึ่ง อย่าพึ่งไปข้องแวะด้วยเป็นอันขาด. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ได้ถือเอาสสาร หรือสิ่งที่มิใช่สสารเป็นหลัก เพราะ เราไม่ได้ถือเอาสิ่งซึ่งเป็นผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำเป็นหลัก แต่ถือเอาสิ่งซึ่งอยู่ นอกเหนือไปจากนั้นเป็นหลัก; คือว่า สิ่งที่เป็นผู้กระทำก็ดีหรือถูกกระทำก็ดี ต้องเป็นสิ่งที่ว่าง คือไม่ถูกยึดถือว่าเป็น "ตัวตน" หรือ "ของตน" ด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้น โลกหรืออารมณ์ต่าง ๆ ในโลก ซึ่งเป็นฝ่าย Passive ก็ดี และจิตซึ่งจะ เป็นสิ่งที่รู้หรือสัมผัสต่อสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นฝ่าย Active ก็ดี ต้องถูกพิจารณาเห็นตาม ที่เป็นจริงว่า มันเหมือนกัน และเป็นของว่างโดยประการทั้งปวงทุกฝ่ายจริง ๆ; มันว่างจากความเป็น "ตัวตน" ในตัวมันเอง และว่างจากคุณค่าที่ควรถูกยึดถือว่า เป็นตัวเป็นตน แก่ผู้ที่มองเห็นมัน. นี่แหละคือข้อเท็จจริง ที่ว่ามันไม่เกี่ยวกัน กับความว่างทางสสาร หรือ สิ่งที่มิใช่สสารแต่ประการใดเลย. ดังนั้น เราจะต้องตั้งหลักแห่งสมมติฐานสำหรับการมอง และการ พิจารณาขึ้นมาในอีกลักษณะหนึ่ง ตามแบบของพุทธศาสนาโดยตรง เราจึงจะไม่ เข้าใจผิดต่อคำว่า สุญญ หรือความว่าง และทำให้มันปรากฏแก่จิตใจได้ และเข้าถึง ความว่างชนิดที่เป็นที่มุ่งหมายของเราในกรณีนี้ได้

น.1266 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๙. โลกจะงดงามเพราะหมด “ตัวกู-ของกู” ในวันนี้จะกล่าวถึง สุญญตา ต่อจากที่ค้างไว้แต่ วันก่อน กล่าวคือ ข้อที่ความรู้เรื่องสุญญตา เป็น ความรู้ที่ จะต้องนำไปใช้ในทุกกรณี และแม้ที่สุดในกรณีที่เกี่ยว กับฆราวาส หรือเมื่อกล่าวให้กว้างกว่านั้น ก็คือสำหรับ ชาวโลกทั่วไปนั่นเอง. เท่าที่กล่าวมาแล้ว เป็นการชี้ให้เห็นได้ว่า สุญญตา มีความหมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน ในฐานะ ที่ว่างจากทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ และได้แก่ความดับหรือ ความว่างไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” นั่นเอง; และให้ทำการกำหนดหมายได้ว่า ความดับในที่นี้ไม่ได้เล็งถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุ หรือสสารแต่ประการใด เพราะโดยที่แท้ จริงนั้น สสารไม่มีการดับ มีได้แต่เพียงการเปลี่ยนรูป. การที่จะถือเอาระยะ แห่งการเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่ง ว่าเป็นความดับนั้น ไม่ใช่ความดับ

น.1267 ที่หมายถึงในที่นี้ เพราะไม่ใช่การดับที่แท้จริง; ยิ่งเปลี่ยนรูปมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็น ที่ตั้งแห่งการยึดถือมากขึ้นเท่านั้น ; ดังนั้น "ความดับ" ที่มุ่งหมายในที่นี้ จึงหมายถึง การดับความยึดถือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสภาพแห่งสสารหรือเกี่ยวข้องกับสสาร อันเปลี่ยน รูปอยู่เสมอเท่านั้น. มนุษย์เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากการเกี่ยวข้องกับสสาร เพราะว่า แม้แต่ร่างกายของมนุษย์เอง ก็คือสิ่งที่ล้วนแต่ประกอบอยู่ด้วยสสาร ฉะนั้น ในความหมายของคำว่า สุญญตาก็ดี นิพพานก็ดี ความดับไปแห่ง "ตัวกู" ก็ดี ไม่ได้เล็งถึงสสารหรือเกี่ยวข้องกับวัตถุเหล่านั้นเลย มุ่งแต่จะดับความยึดถือที่ไป มีในวัตถุเหล่านั้นเท่านั้น แต่แล้วก็เกิดมีสำนวนพูดอย่างภาษาธรรมะขึ้นมาอีก สำนวนหนึ่งว่า "ดับเสียได้ซึ่งรูปหรือสสารเหล่านั้น" ข้อนี้ย่อมหมายความแต่เพียง ว่า ถ้าดับความยึดถือในรูปธรรมเหล่านั้นเสียได้แล้ว รูปธรรมหรือว่าสสารเหล่านั้น ก็มีค่าเท่ากับไม่มี หรือมีค่าเท่ากับไม่ได้เกิดขึ้น เพราะใ นภาษาธรรมะนั้นถือว่า ต่อเมืองสิ่งใดเข้าไปเกิดเป็นรูปความคิด ความรู้สึกอยู่ที่ใจ จึงจะถือว่าสิ่งนั้น ได้เกิดขึ้น และเกิดขึ้นสำหรับบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ดังนั้นเราจึงสามารถทำให้ สิ่งต่าง ๆ แม้หมดทั้งโลก หรือทุกโลกมีอาการเสมือนหนึ่งว่าดับไป หรือมีค่าเท่ากับ ไม่มีอยู่ คือไม่มีอยู่สำหรับเป็นที่ตั้งของอุปาทาน และทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่ง ล้วนแต่เป็นความทุกข์สำหรับมนุษย์ทั้งสิ้น; แต่พร้อมกันนั้นเราก็มีโอกาสหรือความ สามารถในการที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ด้วยสติปัญญาพิเศษที่ได้อบรม มาตามแบบนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องหรือใช้สอยหรือบริโภคสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ได้ตามที่ ควรจะมี หรือจะเป็น หรือจะทำ โดยไม่ต้องมีความทุกข์เกิดขึ้นแม้แต่ประการใด. นี่แหละคือสำนวนพูดที่พูดว่า ดับเย็นอยู่ในโลกนี้ หรือนิพพานอยู่ในโลกนี้ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอุดมคติที่สูงสุดของพุทธศาสนา มิได้หมายถึงความตาย หรือ

น.1268 หลังจากการตายแล้ว หรือโลกทั้งปวงวินาศไปแล้ว; แต่หมายความว่า ยังมีครบ อยู่ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างได้ถูกทำให้ดับเย็นลงไปแล้ว และทำได้โดยไม่เหลือวิสัย ตรงที่ดับเสียซึ่งความยึดมั่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า อยู่ด้วยความดับเย็นหรือเป็นอยู่ด้วยความว่าง หรืออยู่ด้วยความดับไม่มีเชื้อเหลือ ก็ถูกทั้งนั้น เพราะมีใจความเป็นอย่างเดียวกันทั้งนั้น แต่เป็นสิ่งที่พึงยาก หรือ เข้าใจได้ยาก. พระพุทธองค์ตรัสว่า เรื่องเกี่ยวกับสุญญตา นั้น “คมฺภีรา" ลึกซึ้ง ; "คมฺภีรตฺถา" มีความหมายอันลึกซึ้ง ; ทุรนิพฺโพธา แทงตลอดหรือ เข้าใจตลอดได้โดยยากนั่นเอง; แต่ก็ยังตรัสว่า เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ ฆราวาส ดังที่กล่าวถึงแล้วในตอนต้นนั่นเอง. ทั้งนี้ก็เพราะทรงประสงค์มุ่งหมาย จะให้ทุกคนอยู่หรือเป็นอยู่ด้วยความดับเย็น ด้วยความว่าง หรือความดับไม่มีเชื้อเหลือ อยู่เป็นประจำวันนั่นเอง. ถ้าไม่ได้อาศัยหลัก หรือความจริงข้อนี้แล้วย่อมไม่มีใคร สามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ ซึ่งเป็นของมีประจำอยู่ในโลกนี้ได้เพราะว่าหนทางอื่น ไม่มีจริง ๆ. เพื่อจะให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราควรจะพิจารณากันถึง ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งคือข้อที่ว่า ถ้าเราอยู่ด้วยความรู้สึกที่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ โดย ความเป็นของที่ไม่น่ายึดถือว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" แล้ว ลองคำนวณดูเถิดว่า เราจะเกิดความรู้สึกว่า เราอยู่ในโลกนี้ หรือเกิดมาในโลกนี้เพื่อประโยชน์อะไร. การที่ใช้คำว่า "ลองคำนวณดู" ก็เพราะเหตุว่า เดี๋ยวนี้เรายังละ "ตัวกู-ของกู" ไม่ได้โดยสิ้นเชิง เราจึงต้องคำนวณดูจากการละ "ตัวกู-ของกู" ได้บ้างแล้วนี้ว่า ถ้าเราละมันได้หมด เราจะมีความรู้สึกต่อความเป็นอยู่ของเราอย่างไร; และย่อม ไม่เป็นการยากที่จะคำนวณดูว่า เราจะรู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อประโยชน์อะไร; หรือว่าทางที่ถูกนั้น เราควรจะถือว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร. หรือถ้าให้ถูกมากไปกว่า นั้นอีก ก็ว่าโดยที่แท้นั้น ธรรมชาติกำหนดให้เราเกิดมาเพื่ออะไร. เมื่อเราลอง

น.1269 หยั่งดูถึงความรู้สึกที่ปราศจากความยึดถือว่า "ตัวกู-ของกู" แล้ว เราอาจจะรู้สึก ได้ดีทีเดียวว่า การเกิด ที่คิดว่าเราเกิดมาเพื่อตัวเรานั้น จะเป็นของเล็กน้อยและน่า หัวเราะเยาะ ไปเสียแล้ว ; และถ้าจะคิดไปถึงว่า เราจะเกิดมาเพื่อความลุ่มหลงใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ นานาชนิดในโลกนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นคนบ้าบอ หรืออะไร ในทำนองนั้นไปทีเดียว; เป็นการฝืนธรรมชาติ อย่างยิ่ง เป็นการสู้รบกันกับธรรมชาติชนิดที่ไม่มีทางจะเอาชนะมันได้เลย จะมีแต่ ความพ่ายแพ้ตลอดเวลา คือตั้งแต่ลงมือทำ กำลังทำอยู่ และทำสำเร็จแล้ว. ดังนั้น เราจึงสรุปได้ว่า เราคงจะไม่ใช่เกิดมาเพื่อตัวเราเอง หรือเพื่อมามัวเมาในอารมณ์ ต่างๆ ในโลก ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำโลกนี้ให้เต็มไปด้วยความทุกข์ ความเศร้า หมองทั้งนั้น. ทีนี้ ลองมองย้อนไปดูอีกทางหนึ่งว่า ทางที่ถูกหรือที่ปลอดภัยนั้น มันควรจะเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ ? ข้อนี้อาจจะตอบได้ต่อไปจากส่วนที่มองเห็นแล้ว หรืออย่างตรงกันข้ามจากส่วนที่มองเห็นแล้วว่า ต้องเกิดมาเพื่อช่วยกันทำโลกนี้ไม่ให้ เป็นทุกข์ หรือเศร้าหมอง นั่นเอง. ถ้าทุกคนช่วยกันทำตนไม่ให้เป็นทุกข์ หรือเศร้า หมองแล้ว โลกทั้งหมดทั้งสิ้น ก็ไม่เป็นทุกข์ หรือเศร้าหมอง; ดังนั้นคนทุกคนใน โลกแม้ที่เป็นฆราวาสนั่นแหละ จะต้องรู้จักทำตนไม่ให้เป็นทุกข์หรือเศร้าหมอง จึง จะนับว่ามีการกระทำที่ตรงตามธรรม หรือตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ หรือกล่าวอีก อย่างหนึ่ง ก็คือตรงตามความจริงอันเด็ดขาดที่ใคร ๆ จะแย้งไม่ได้. ถ้าใครขืนแย้ง หรือไม่ทำตามนั้น ก็จะตกเป็นผู้เศร้าหมอง หรือเป็นทุกข์ทันที ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็น การถูกลงโทษอย่างยิ่ง . นี่แหละคือปัญหาข้อสำคัญ หรือประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่จะต้องมองให้ เห็นชัดแจ้งในฐานะที่จะใช้เป็นหลักมูลฐานสำหรับความคิดนึก ความเชื่อ และ การกระทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตอยู่ในโลกนี้; ฉะนั้น การที่ฆราวาสคนใดคนหนึ่ง

น.1270 จะเป็นฆราวาสที่มีชีวิตอยู่ในโลกอย่างสงบเย็น สมตามความหมายของคำว่ามนุษย์ ได้นั้น เขาจะต้องศึกษาในข้อนี้ เข้าใจในข้อนี้ และปฏิบัติในข้อนี้, แม้ไม่ต้อง พะวงถึงปัญญาข้ออื่นๆ ก็ยังนับว่าเป็นการเพียงพออยู่ในตัว คือจะเป็นผู้ที่ไม่อาจ จะเห็นผิด คิดผิด ทำผิด แต่ประการใดได้เลย; แล้วสังคมที่ประกอบอยู่ด้วย คนชนิดนี้ก็มีแต่ความสงบสุข ไม่มีปัญหายุ่งยากอันใดเหลืออยู่ให้ต้องสะสาง อย่างลำบากมากมาย เหมือนในปัจจุบันนี้ . นี้คือ อานิสงส์ของความเข้าใจอันถูกต้อง ว่า เรามิได้เกิดมาเพื่อตัวเรา. เมื่อไม่เกิดมาเพื่อตัวเราแล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นไป เพื่อโลกเป็นส่วนรวม กลายเป็นว่า เกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้งดงาม เต็มไปด้วยบุคคล ที่ไม่มี "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. นี้เป็น การมองอย่างกว้าง ๆ ในครั้งแรก คือมองในข้อที่ว่า ความดับ ไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ที่เรียก สุญญตา หรือ นิพพาน นั้น เป็นสิ่งที่ทำ โลกนี้ให้งดงามได้ในตัวมันเอง. และจักต้องเป็นอย่างนั้นโดยไม่มีทางจะเป็น อย่างอื่นได้. ในที่สุดเป็นอันยุติได้ว่า จะโดยเหตุผลของการคำนึงคำนวณของ เราเองก็ดี หรือจะโดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่บังคับอยู่อย่างตายตัวก็ดี สัตว์ไม่ ควรจะเกิดมาเพื่อ "ตัวกู" หรือ "ของกู"; แต่ควรจะเกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้ งดงาม คือให้โลกนี้ปราศจากบรรยากาศ หรือกลิ่นไอของ "ตัวกู-ของกู" ดังที่ กล่าวแล้ว : ฆราวาสทุกคนในโลกควรจะเป็นอย่างนี้ จึงจะได้ชื่อว่าไม่มีส่วนในการ จะทำโลกนี้ให้ล่มจม. ทีนี้ ก็มาถึง ปัญหาสำคัญส่วนบุคคล. ปัญหานี้ควรจะมีขึ้นใน เมื่อประสบข้อเท็จจริงว่า เมื่อมวลชนส่วนใหญ่ เขาไม่ยอมรับความคิดเห็นอัน นี้ แล้วเราซึ่งมีชีวิตอยู่ในโลนนี้กับเขาด้วยคนหนึ่งนั้น จะทำอย่างไร. ข้อนี้ก็ย่อมมี หลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือการพยายามทำความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง; หากแต่ไม่ใช่เพื่อโลกส่วนรวมโดยตรงเท่านั้น แต่จะได้แก่ตนเองอย่างเต็มเปี่ยม

น.1271 และก่อนใครอื่นทั้งหมด; และในกรณีเช่นนี้ คำว่า โลก นั้น จะหมายถึงเนื้อตัว แห่งบุคคลนั้น นั่นเอง หรือจะเรียกว่า กาย วาจา ใจ ของเขารวมกันเป็น โลกของเขาก็ได้. โวหารเช่นนี้ก็มีใช้อยู่ในพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา. ทีนี้ถ้าเขาจะถือหลักว่า เกิดมาเพื่อจะทำตัวเอง ซึ่งเป็นโลกน้อย ๆ ของเขาให้งดงาม เขาก็จ ะต้องเข้าใจคำว่า "งดงาม" ให้ถูกต้อง. นั่นก็คือ ให้มัน ปราศจากกลิ่นไอแห่ง "ตัวกู-ของกู” อย่างเดียวกันนั้นเอง. ความงามตาม ที่นิยมกันทางฝ่ายสสารหรือวัตถุ คือเครื่องประดับตกแต่งลูบทาต่าง ๆ เหล่านั้นเป็น คนละเรื่องกันกับความงามในที่นี้ แล้วยังแถมเป็นฝ่ายตรงกันข้าม คือมันเป็น ความงามตามแบบแห่ง "ตัวกู-ของกู": ไม่ใช่ความงามตามแบบแห่งการหมด "ตัวกู-ของกู"; มันเป็นความงามที่ทำฆราวาสให้ตกเป็นทาสของวัตถุอย่าง โสมมมอมแมมไปหมด แล้วจงลองคิดดูเถิดว่า มันจะงดงามที่ตรงไหน หรืองามได้ ในลักษณะอย่างไร. นี่แหละคือข้อที่ฆราวาสแท้จริงที่ดำเนินไปตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนานั้น แม้จะเป็นฆราวาส ก็ยังจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า สุญญตา หรือนิพพาน หรือความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในเมื่อเขามี จิตใจสูงพอที่จะถือว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อตัวเอง แต่เพื่อทำโลกนี้ให้งดงาม กล่าวคือ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อกิเลส แต่เกิดมาเพื่อสติปัญญาอันรุ่งเรือง. อีกทางหนึ่งนั้น ควรจะมองให้เห็นพร้อมกันไปเสียเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า สุญญตา ซึ่งเป็นเครื่องทำโลกนี้ให้งดงามนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถขัดเกลาหรือ กำจัดความสกปรก ให้หมดสิ้นไปจากโลก นี้ได้อีกทางหนึ่งพร้อมกันไปในตัว. เมื่อโลกนี้สกปรก ก็ต้องแก้ด้วยความรู้เรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามเสมอไป เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถเอาน้ำโคลนมาล้างเท้าที่เปื้อนโคลนให้สะอาดได้ เพราะ มันเป็นโคลนด้วยกัน ฉันใดก็ฉันนั้น. ฆราวาสย่อมหมายความว่า ยังเต็มไปด้วย "ตัวกู-ของกู" ที่เป็นเหตุให้เป็นอยู่อย่างฆราวาส. ถ้าเผอิญหมด "ตัวกู-ของกู"

น.1272 "โลกจะงดงามเพราะหมด "ตัวกู-ของกู" ๒๓๕ เมื่อไร ความเป็นฆราวาสก็จะหมดไปทันที ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ที่บ้านเรือนและอยู่ กับครอบครัว; ความงามแห่งโลกฆราวาส ก็จะเกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น. ข้อนี้ย่อม เป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดยิ่งกว่าระดับมาตรฐานการอยู่ดีกินดี ที่ชาวโลกสมัยนี้ใฝ่ฝัน กันนัก อย่างที่ไม่อาจจะเปรียบกันได้เลย. ส่วนฆราวาสที่อ้างสิทธิของความเป็น ฆราวาส เพราะตกอยู่ใต้อำนาจแห่ง "ตัวกู-ของกู" อย่างเต็มที่นั้น ย่อมดำเนิน ไปในทางตรงกันข้าม และนั่นแหละคือ การตกนรกทั้งเป็น และเป็นนรกที่แท้จริงที่ ตั้งอยู่ในส่วนลึกสุดของหัวใจของฆราวาสทั่วไป ซึ่งทำให้เป็นชีวิตที่เศร้าหมองไม่ งดงาม. เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล เรามีเรื่องของสังโยชน์ ๑๐ ประการ เป็นเครื่องวัด; ส่วนการที่จะชำระความเศร้าหมองของฆราวาส นั้น เรามีกิเลสนานาชนิดที่รองลงมาเป็นเครื่องวัด, ดังเช่น อุปกิเลส ๑๖ ประการดังที่จะ ได้กล่าวต่อไป.

น.1274 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๐. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “อุปกิเลส ๑๖” กิเลสหมู่หนึ่งที่ควรยกมากล่าวในที่นี้ก็คือ อุป- กิเลส ๑๖ ประการ. กิเลสเหล่านี้เรียกว่า อุปกิเลส เพราะ เป็นอาการของกิเลสส่วนใหญ่ ที่แสดงรูปออกมาให้เห็นใน ลักษณะที่เป็นกันมาก หรือเป็นบ่อยที่สุด ในหมู่สัตว์ที่ตั้ง อยู่ในกามวจรภูมิ ทำสัตว์ประเภทนี้ให้เศร้าหมองไป. คำว่า อุป ในที่นี้มีความหมายว่า รองลงมาคือไม่ได้เป็นกิเลสเต็มที่ ก็จริง แต่ก็มีมูลมาจากกิเลสที่เป็นประธาน คือ โลภะ โทสะ โมหะ. การละกิเลสเหล่านี้ โดยเนื้อแท้ก็คือ การละ โลภะ โทสะ โมหะ หากแต่ว่าเราจำแนกให้มากออกไป และให้ตรงตามลักษณะที่มักเกิด หรือมักแสดงอาการออกมาเป็นประจำวันจริง ๆ เท่านั้น; ดังนั้นจึงเป็นเหมือนการชี้ ให้เห็นว่ากิเลสที่เป็นประธาน ๓ ชื่อ คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั้น มันจะลุกขึ้น มาแสดงบทบาทอะไรได้กี่อย่างเป็นประจำนั่นเอง, ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็น ได้ว่า กิเลสเหล่านี้ทุกชื่อล้วนแต่เป็นอาการของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” ด้วย กันทั้งหมดอีกเช่นเดียวกัน, ถ้าทำความว่างจาก “ตัวกู-ของกู” ในระดับหนึ่ง

น.1275 อยู่ได้เป็นปรกติเท่านั้น สัตว์ในภูมิกามาวจร แม้ที่เป็นฆราวาสแท้ ๆ ก็ไม่อาจจะ เศร้าหมองได้. กิเลส ๑๖ อย่าง นั้น มีชื่อดังต่อไปนี้ :- ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ เป็นกิเลสประเภทโลภะ ที่เกิดขึ้นในขณะ ประสบอารมณ์ ย่อมทำจิตให้ผิดปรกติ เพราะความรู้สึกใคร่จะได้ มีการสอดส่อง พิจารณา เพื่อให้เห็นแง่แห่งประโยชน์หรือลู่ทางที่ควรจะได้ จนเกิดความอยากได้ ขึ้นมาจนได้; เป็นกิเลสที่เป็นไปทั้งในความอยากได้และในการสะสม ไม่ว่าจะเป็น ไปในทางบริโภคใช้สอยที่จำเป็น หรือเป็นไปในทางกามารมณ์ หรือแม้แต่ เพื่อประดับเกียรติ ประดับความต้องการของตนเป็นต้นก็ดี "อภิชฌา" แปลว่า เพ่งเฉพาะ หมายถึงเฉพาะสิ่งที่ปรากฏขึ้น หรือปรากฏอยู่ในขณะนั้น, แต่ในที่นี้ หมายถึงความอยาก ที่เป็นเหตุให้เข้าไปเพ่งต่อสิ่งนั้น ๆ. "วิสม" แปลว่าไม่เสมอ; หมายถึงความผิดปรกติ หรือสูญเสียความสงบหรือความว่าง. โลภะ แปลว่า โลภ คือมุ่งจะได้: รวมกันเป็น "อภิชฌาวิสมโลภะ" มีความหมายว่าโลภจนสูญเสีย ความปรกติแห่งจิตใจ และสติปัญญา เพราะอำนาจของความอยากจะได้ และมี ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ โลกโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ นั่นเอง. ถ้าเป็นเพียง ความต้องการหรือความประสงค์ที่สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลก็ตาม หาได้จัดเป็นกิเลสชื่อนี้ไม่ ฉะนั้น ทำให้เห็นได้ว่ามัน มีมูลมาจาก "ตัวกู-ของกู" โดยตรง และพลุ่งออกมาโดยปราศจากการควบคุม เมื่อสกัดกั้นไว้ไม่ได้ ก็กลายเป็นความโลภจัดยิ่งขึ้นทุกที หรือกลายเป็นนิสัยสันดาน ซึ่งเป็นความโลภที่เป็นประธานโดยสมบูรณ์. ผู้ปฏิบัติแม้ที่เป็นฆราวาสก็อาศัย หลักเกณฑ์อันเดียวกันกับบรรพชิต คือการมีสติสัมปชัญญะชนิดล่วงหน้า ได้แก่ ชนิดที่ทำให้มองเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือปราศจาก ตัวตนที่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ; และมีสติสัมปชัญญะในขณะนั้นโดยเฉพาะ คือเมื่อกระทบเข้ากับอารมณ์แล้ว ทำให้ระลึกได้ถึงความที่สิ่งทั้งปวง ไม่ควรไปยึดมั่น.

น.1276 ถือมั่นได้ และ มีสติสัมปชัญญะในภายหลัง คือเมื่อได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ก็ต้อง ไม่ให้ผิดพลาดเลยไปอย่างไม่รู้สึกตัวเสียเลย จนกระทั่งกี่เรื่องกี่รายก็ไม่รู้สึกตัวว่า ตนได้ทำผิดพลาด.(รายระเอียดพิศดารเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่ในคำบรรยายเรื่อง สุญญตา ปี ๒๕๐๓) ตามความเป็นจริงนั้น ถ้ามีสัมปชัญญะชนิดล่วงหน้าคือ หยุดอภิชฌาวิสมโลภะเสียได้ ก่อนแต่ที่มันจะเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์นั้น เป็น หลักปฏิบัติทั่วไปหรือทั้งหมด หรือเป็นหลักสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาทำนอง เดียวกับที่คนทั้งโลกถือหลักว่า "กันดีกว่าแก้" ต่อเมื่อกันไว้ไม่ทันจึงจะมาถึงปัญญา ที่จะต้องแก้ ดังนั้น สติที่เป็นไปในสุญญตา คือ การเฝ้าระวังจิตให้ว่างจาก การพลุ่งขึ้นมาแห่ง "ตัวกู-ของกู" ที่เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เข้าไปเพ่งเล็ง เพราะความอยากได้ในสิ่งใด ๆ อย่างสูญเสียสติสัมปชัญญะนั่นแหละ เป็นสิ่งที่ต้อง ประสงค์ในที่นี้ สัตว์ที่ติดบ่วงหรือเบ็ด ก็เพราะไป เพ่งเล็งที่เหยื่อ หรือสิ่ง อื่นนอกจากบ่วง หรือเบ็ดมากเกินไป นั่นเอง. ความเพ่งเล็งนั้นทำให้สูญเสีย สติสัมปชัญญะ และเป็นใจความสำคัญของอุปกิเลสชื่อนี้. ๒. โทสะ และ ๓. โกธะ และ ๔. อุปนาหะ ทั้ง ๓ ชื่อนี้เป็น กิเลสประเภทโทสะด้วยกันทั้งนั้น ที่เรียกโทสะ ก็เพาะมุ่งไปในทางประทุษ- ร้ายทำอันตรายผู้อื่น; ที่เรียกโกธะ มุ่งในทางแผดเผาตัวเอง : ที่เรียกอุปนาหะ มุ่งไปในทางพยาบาท หรือความเกลียดชังที่ไม่รู้จักลืม ซึ่งเป็นไปทั้งในทาง ประทุษร้ายผู้อื่นและแผดเผาตัวเองด้วยกันทั้งนั้น. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า กิเลส ประเภทโทสะ มีความหมายไปในทางปฏิเสธ หรือผลักออก หรืออยากทำลาย: ตรงกันข้ามจากกิเลสประเภทโลภะ ซึ่งมีลักษณะดึงเข้ามาและทะนุถนอม ฉะนั้น กิริยาอาการที่แสดงออกจึงแตกต่างกัน ถึงกับเป็นเครื่องช่วยให้กำหนดได้ชัดเจนว่า เป็นกิเลสประเภทไหน. แต่แม้จะตรงกันข้ามอย่างไรก็ยังเป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้ เศร้าหมองได้เท่ากัน. กิเลสประเภทราคะหรือโลภะ แสดงอาการที่เร่าร้อนที่ลึก

น.1277 ไม่เหมือนประเภทโทสะ ซึ่งรุนแรงและเปิดเผย. อย่างแรกเปรียบเหมือนกับ อันตรายที่เกิดจากน้ำ; ส่วนประเภทหลังนี้เหมือนกับอันตรายที่เกิดจากไฟ; แต่ ก็ต้องถือว่าเป็นอันตรายด้วยกันทั้งนั้น โดยหลักทั่วๆ ไป หรือในขั้นต้น ๆ ก็ สอนให้ปฏิบัติในทางเมตตากรุณา; แต่ตามที่เป็นจริงนั้น การปฏิบัติเช่นนั้นยัง ไม่เพียงพอและไม่ทันท่วงที ไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรได้ อย่างดีที่สุดก็เป็นเพียง การกระทำอย่างเป็นการป้องกันชนิดที่ทำเผื่อไว้เท่านั้น การปฏิบัติที่แท้จริง ก็อยู่ที่ สติสัมปชัญญะอีกนั่นเอง เพราะว่ากิเลสเหล่านี้พลุ่งขึ้นมาจาก "ตัวกู-ของกู" เพราะสูญเสียสติสัมปชัญญะเช่นเดียวกับกรณีของอภิชฌาวิสมโลภะ. ดังนั้น การมี สติสัมปชัญญะในการรับอารมณ์ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ หรือแม้แก่การที่ จะปล่อยให้จิตของตนหวนระลึกไปถึงบุคคลหรือสิ่งของในอดีตก็ตาม ทำตนให้รู้สึก ตัวอยู่เสมอ ไม่ให้ "ตัวกู-ของกู" พลุ่งออกมาตามความปรารถนาของมันเท่านั้น จึงจะห้ามกันหรือหยุดกิเลสประเภทโทสะเสียได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำลังเดือด พล่านอยู่ในใจนั้น จะไปแก้มันด้วยการเจริญเมตตาก็ดูจะเป็นการเล่นละครตลกชนิด หนึ่งมากกว่า ทางที่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติ ก็คือ เรียกเอาสติสัมปชัญญะที่ สูญเสียไปนั้นกลับมา โดยอาการที่ ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ต่อการที่ตน เป็นพุทธบริษัท หรือเป็นสุภาพบุรุษ แล้วมามีอาการอย่างนี้; หรือ ให้รู้สึก ถึงความเสียหาย นานาชนิด ที่จะเกิดขึ้นโดยทางอื่นอีกมากมาย เพราะอำนาจ โทสะนี้ เช่น โดยทางภายนอก จะต้องเสียทรัพย์ เสียชื่อเสียงเป็นต้น และไม่เฉพาะ แก่ตนเอง จะเกิดขึ้นแก่บุคคลข้างเคียงในครอบครัวด้วย; ส่วนความเสียหายใน ภายในนั้น หมายถึงการสูญเสียธรรมะ ทั้งที่เป็นจริยธรรม และสัจจธรรม ตลอด ถึงสันติสุขที่จะพึงได้รับทางจิตใจ จนกระทั่งว่าความโกรธนั้น เป็นการทอนอายุ ให้สั้น แสลงแก่โรคภัยที่ตนกำลังมีอยู่ หรืออาจจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต โดย กระทันหันก็ได้. สติสัมปชัญญะเหล่านี้ทำให้เกิดความสลดสังเวช ที่มีกำลังมากพอ

น.1278 ที่จะหยุดกิเลสประเภทนี้ได้ ถ้าหากว่าได้มีการฝึกฝน หรือตระเตรียมการคิดนึก และการพิจารณาในทำนองนั้นอยู่เป็นประจำ ส่วนการเจริญ เมตตากรุณา นั้น ทำไปในฐานะที่เป็นการแก้ไขทางพื้นฐานที่ดีเท่านั้น. เมื่อได้ประกอบกันเข้าทั้ง ๒ อย่าง ก็จะเป็นเครื่องชำระชะล้างอุปกิเลสเหล่านี้ได้เต็มที่ สมตามความประสงค์ กิเลสประเภทอุปกิเลส ที่ ๕ ถึง ที่ ๑๖ ส่วนที่ยังเหลือต่อไป เป็นกิเลสที่ส่วนใหญ่มีมูลมาจากโมหะ หรือเป็น การแสดงออกของโมหะในรูป ต่าง ๆ กัน คือ :- ๕. มักชะ ความรู้สึกที่ทำให้มองข้ามความที่สัตว์ในโลกมีบุญคุณต่อกัน หรือมีประโยชน์ต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนไม่ต้องอาศัยผู้อื่น หรือไม่เป็นหนี้ ผู้อื่น จึงไม่รู้จักรักและขอบคุณใคร แม้กระทั่งบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ; เป็น จิตใจที่หยาบหรือกระด้างไปทางหนึ่ง ซึ่งเป็นอันตราย และไม่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง. เพราะ ถ้าเราเพียงแต่รู้สึกว่า บุคคลอื่นหรือสัตว์อื่น ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ หรือมีคุณแก่เรา หรือแก่กันและกันด้วยแล้ว จิตใจก็จะสุภาพสมกับที่เป็น จิตใจของมนุษย์. แต่ "ตัวกู-ของกู ประเภทโมหะ มันทะนงตัวหรือยกตัวเอง มากเกินไป จึงทำให้มองไม่เห็น แม้สิ่งที่มีอยู่จริง ๆ และก็ไม่ลึกลับอะไรมากมาย นัก. การลดความทะนงเช่นนั้นลงมาเสียด้วยสติสัมปชัญญะ และมีปัญญาพิจารณา ให้เห็นความที่มนุษย์เราเป็นหนี้บุญคุณ แม้แก่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น นก และแมลง เป็นต้น แล้วยอมรับนับถือคุณหรือค่าของมันได้ นี้เป็นเครื่องมือแก้ไขกิเลส ชื่อนี้ได้ดีขึ้นมาตามลำดับ. ๖. ปลาสะ หมายถึงกิเลสที่เป็นเหตุให้ตีตนเสมอกับผู้ที่สูงกว่า คือยก ตนเองขึ้นเกินกว่าฐานะของความจริงเสมอไป ; ทำหน้าที่คู่กันกับมักขะ ซึ่งมี การกดผู้อื่น : เป็นอาการของ "ตัวกู" อย่างยิ่ง อย่างที่เห็นได้ชัด. ข้อนี้

น.1279 เหตุให้ไม่เชื่อฟัง หรือไม่เคารพความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นต้น ซึ่งเป็นอาการ ที่เห็นได้ทั่ว ๆ ไป ในหมู่ชนที่การศึกษาไม่เพียงพอ. แม้ตนจะเป็นคนโง่เง่า อย่างไร ก็จะต้องแสดงอะไรออกไปในลักษณะที่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าฉลาด และ ไม่ยอมรับการแนะนำตักเตือนที่ดี เ พราะถือว่าไม่มีใครตั้งอยู่ในฐานะที่สูงกว่า หรือควรว่ากล่าวสั่งสอนตน ; ผลเสียเกิดขึ้นแก่คนหนุ่มหรือยุวชนเป็นอันมาก เพราะเหตุนี้ กิเลสชื่อนี้เป็นสิ่งที่คนธรรมดาเข้าใจได้ยาก จะละมันได้ก็ต้องอาศัย สติสัมปชัญญะขั้นประณีตและลึกซึ้ง ที่มีมูลมาจากปัญญาที่เพียงพอเท่านั้น ซึ่งเรา อาจจะกล่าวได้ว่า นอกจากระบบคำสอน ที่เป็นไปเพื่อทำลายอหังการ มมังการแล้ว จะไม่มีคำสอนระบบไหนเป็นคู่ปรับกับมันได้ , และพึงทราบว่ากิเลสประเภทนี้ ซึ่งมีอยู่หลายชื่อจะละได้เด็ดขาดก็ด้วยอำนาจของอรหัตตมรรคเท่านั้น. สำหรับคน ทั่วไปนั้นจะทำได้เพียงแต่ควบคุมหรือกลบเกลื่อนไว้. ๗. อิสสา ความริษยา เป็นกิเลสซึ่งใคร ๆ ย่อมรู้จักดี เกิดง่าย แก่ทุกคน และมากที่สุดอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ข้อนี้มีมูลมาจากการที่ "ตัวกู" ไม่อยากให้ใครดีเท่าหรือดีกว่า จึงมีความคิดที่จะบั่นทอน หรือทำลายล่วงหน้า ป้องกันเอาไว้ มีผลทำให้มีความรู้สึกไม่เป็นสุข และคิดทำลายคู่แข่งขันโดยทางจิต ใจอยู่เสมอ ทั้งที่รู้สึกว่าเป็นผลร้ายทำลายตัวเองอย่างยิ่ง ก็ยังไม่อาจจะละมันได้ ฉะนั้น จึงไม่อาจจะละมันได้ด้วยเจริญเมตตา กรุณ า และ มุทิตา ซึ่งทำไป อย่างดื้อ ๆ และเป็นการหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าอีกตามเคย. ที่ถูกจะต้องตั้งต้น ขึ้นมาจาก ส ติสัมปชัญญะชนิดที่ทำให้ระลึกได้ว่า สัตว์ทั้งหลายจะต้องเป็นไปตาม กรรมดังนี้เป็นต้น และระลึกได้ว่า เราไปมุ่งร้ายทำลายเขานั้น เป็นการทำลายตัว เราเองก่อนเสมอไป เราจะต้องวินาศในทางจิตใจก่อนเขาเสมอ ; และอีกทาง หนึ่งว่า สิ่งที่เราจะต้องทำนั้นคือหน้าที่ของเรา แล้วไม่ต้องไปเอาใจใส่ในเรื่องของ คนอื่น. ถ้าเราไปเอาใจใส่ในเรื่องของคนอื่น ในลักษณะที่เป็นการริษยานั้น เราจะ

น.1280 ไม่มีจิตใจดีพอที่จะปฏิหน้าที่ของเราเอง และการทำเช่นนั้นนับว่าเป็น สิ่งที่น่า ละอายมาก. ความเชื่อในเรื่องกรรม นั้น นับว่าเป็นมูลฐานสำคัญของพุทธ- บริษัทเราในการที่จะกำจัดความริษยาเสีย. ถัดมาก็ถึง ปัญญา หรือความอยู่ใน อำนาจของเหตุผล ; และถัดมาก็คือ ความรู้จักละอายในการกระทำที่เป็นความ โง่หลง ทำลายประโยชน์ของตนเอง และสูญเสียความเป็นพุทธบริษัท ; นี้นับว่า เป็นหลักใหญ่หรือเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในการที่จะกำจัดอุปกิเลสชื่อนี้. ส่วน เมตตา กรุณา ทั่วไป และ มุทิตา คือความยินดีในความดีของผู้อื่นนั้นจะตาม มาเองได้โดยง่าย และตั้งอยู่ในฐานะเป็นเหมือน ยอด หรือมงกุฎที่ช่วยให้เกิด ความงามแก่จิตใจ ในฐานะที่เป็นเครื่องประดับที่ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น. เมื่อมีครบ ก็ นับว่าสมบูรณ์ในการละกิเลสในชื่อนี้. ๘. มัจฉริยะ ความตระหนี่ ข้อนี้มีมูลมาจาก ความเห็นแก่ "ของคู่" มากเกินไป นั่นเอง แต่ก็เนื่องมาจากความเห็นแก่ "ตัวกู" เพราะอยากจะมีอะไร มากกว่าเขาหรือดีกว่าเขาอีกนั่นเอง. ความหมายของความตระหนี่เพ่งเล็งไปถึงการ ลืมตัว ในการมีหรือการสะสม เพื่อให้มีมากสมความอยาก หรือความยึดมั่นของ "ตัวกู" เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งความคิดที่คิดจะกีดกันผู้อื่นไม่ให้มีมากเท่าตนหรือ เหนือตน แต่ไม่เลยไปจนถึงกับคิดทำลายผู้อื่น ดังนั้น การกีดกันนั้นจึงเป็นเพียง การเฉย หรือแกล้งทำเฉยต่อการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์ของผู้อื่น ; เพียงเท่านี้ ก็นับว่าเป็นกิเลสชื่อนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว. อาการดังที่กล่าวนี้ก็เป็นเพียงอาการตาม ธรรมดาอันหนึ่ง ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกนั่นเอง คือเห็นแก่ตนเอง มาก ถึงขนาดที่แม้จะเหลือกินเหลือใช้อย่างไรแล้ว ก็ยังจะสงวนเอาไว้เป็นของกู ต่อไปอย่างแน่นแฟ้น ไม่ยอมบริจาคเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ; ไม่ใช่เพราะความ โลก แต่เพราะความโง่ หรือความหลง จนไม่รู้ว่า ถ้าทำอย่างโน้นเสียยัง จะดีกว่า ; พอเกิดรู้ว่าให้ผู้อื่นเสียเป็นการดีกว่า หรือเป็นการได้ที่ดีกว่า ตนก็

น.1281 จะให้หรือบริจาคทันที, ฉะนั้น การชำระชะล้าง มัจฉริยะ จึงต้องอาศัยสติปัญญา อีกอย่างเดียวกัน ; ที่จะผืนทำเป็นผู้ไม่โลภ หรือทำทาน เพื่อเกิดในสวรรค์เป็น ต้นนั้น ไม่อาจจะแก้ไขมัจฉริยะได้ เพราะคงหลงสวรรค์ หรือคุณความดีอย่างอื่น ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่นั่นเอง. แต่ถึงอย่างไรก็ดี การฝืนบริจาคอยู่เสมอ ๆ นั้น ก็เป็นเครื่องช่วยได้ตามส่วน เพราะมันเป็นการฝืนความรู้สึกแห่ง "ตัวกู-ของกู" อยู่มากเหมือนกัน. ๙. มายา แปลตามตัวว่า มารยา โดยใจความ หมายถึงอาการที่ การกระทำทางกายและวาจา ไม่เท่าหรือไม่ตรงกัน กับความรู้สึกทางจิต เพราะอาศัย กิเลสที่มีชื่ออย่างนี้เป็นต้นเหตุ เมื่อความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู" ได้สูญเสียความ ปรกติ หรือความอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล ไม่มีกำลังพอที่จะมั่นคงในความสัตย์ ความจริง หรือแม้ที่สุดแต่ในการที่จะควบคุมตัวเองให้อยู่ในร่องในรอย อาการที่ "ไม่ตรง" แสดงออกมาในรูปต่าง ๆ กัน ทางกาย และวาจา ในภายนอก เพื่อแสดง แก่ผู้อื่น ; และ เป็นไปในภายใน คือมี ความคิดหลอกลวงตัวเองอยู่โดยที่ ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น เช่นอาการที่ตน มีความคิด ชนิดที่เป็นการแก้ตัวให้ แก่ตน ในการที่ตนบกพร่องหรือเหลวไหลต่อหน้าที่ของตน ได้อย่างเรื่อยเปื่อย หรือสนุกสนานไปทีเดียว. แต่เมื่อกล่าวโดยส่วนใหญ่แล้ว ย่อมมุ่งหมายถึงการ แสดงออกต่อผู้อื่น จึงจะเรียกว่าเป็นมายาที่สมบูรณ์ ดังนั้นมายาที่เป็นภายในใจ ล้วน ๆ จะต้องมีการสมมติว่า มีบุคคล ๒ คน อยู่ภายในใจ เป็นฝ่ายดำ และฝ่าย ขาว เล่นตลกแก่กันอยู่ก็แล้วกัน. กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดมายานั้น อาจจะมีมูลมา จากโลภะ หรือโทสะ บ้างก็ได้ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับ โมหะ คือความโง่ เพราะโง่ จึงได้มีมายา. แม้ว่าอาการของมายาที่แสดงออกมา จะเป็นอาการของความเฉลียว ฉลาด แต่ก็เป็น ความเฉลียวฉลาดที่ถูกความเข้าใจผิดอมหรือกลืนเขาไว้ ทั้งหมดทั้งสิ้น ดั งนั้นจึงถือว่ามีมูลมาจากความโง่ความหลงเป็นประการสำคัญ.

น.1282 ส่วนที่เป็น เรื่องทางสังคมนั้น ย่อมหมายถึงกลอุบายต่าง ๆ ที่ใช้ไปในทางแย่งชิงเอา ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวทุกชนิด แม้ที่สุดแต่ กลอุบายที่เป็นไปด้วยการใช้ อิทธิปาฏิหาริย์ก็เรียกว่า มายา ด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นการแสดงออกครั้งสุดท้าย ของกิเลสชื่อนี้ ซึ่งมีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ฉะนั้น ในการแก้ไขกิเลสชื่อมายานี้ จึงไม่มีการเพ่งเล็งถึงสติสัมปชัญญะโดยเฉพาะหรือเป็นส่วนใหญ่ แต่เพ่งเล็งถึง ปัญญากับสัจจะเป็นส่วนใหญ่ : ต้องมี ความพินิจถูกต้องในเรื่องความจริงอย่าง ทั่วถึงเสียก่อนแล้วจึงยึดถือสัจจะหรือความจริงเป็นหลัก อย่างที่เขากล่าวกันว่า "สัจจะ เป็นนโยบายที่ดีเลิศ" นั่นเอง ส่วนสติสัมปชัญญะนั้น คงทำหน้าที่แต่เพียง ช่วยให้ระลึกได้ทันท่วงทีในเบื้องต้น ว่าอะไรเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง. ระเบียบ ปฏิบัติที่เรียกกันว่า การตั้งสัจจะ คือทำสิ่งหนึ่งอย่างคงเส้นคงวา เป็นประจำวันนั้น เป็นวิธีการแก้ไขที่ช่วยแวดล้อมเข้าไปจากภายนอกได้มากเหมือนกัน : ถ้าทำได้จน เคยชินเป็นนิสัย ก็จะช่วยให้ปัญญาอยู่ในร่องในรอยได้ง่าย ในการที่จะเปลี่ยนนิสัย หรือแก้กิเลสชื่อนี้ และเป็น การประหยัดแรงของสติสัมปชัญญะได้เป็นอย่างดี ด้วย. สิ่งที่ควรสังเกตมีอยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น เป็นสิ่งที่แปลก ประหลาดจนถึงกับทำการคดโกงตัวเองก็ได้ทั้งที่มีความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง เพราะได้ ถือเอาความคดโกงนั้น เป็นอารมณ์สนุกอย่างหนึ่งไปโดยไม่เกี่ยวกับโลภะเลย เพราะ มันเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นพิเศษแก่ "ตัวกู" ดังนั้นจึง ต้องแก้ไขมัน เยียวยามันด้วยหยูกยา ที่มีไว้เฉพาะและโดยวิธีเฉพาะ ซึ่งนับว่า เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากอย่างยิ่ง; และดูเหมือนว่าสัญชาตญาณ ก็ได้ส่งเสริมอาการ ดังกล่าวนี้อยู่มาก เช่นเด็ก ๆ ที่ไม่เดียงสา ถ้าได้ร้องไห้เสียให้มากก็สบายใจ หรือ บรรเทาความตึงเครียดในใจได้ จนกลายเป็นอยากร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลอะไรมาก ไปกว่านั้น. ดังนั้น เราจึงต้องไม่ทำเล่นกับกิเลสประเภทที่มีอะไรซับซ้อนเช่นนี้ ซึ่งโดยที่แท้ก็คือ "ตัวกู-ของกู" เกิดเล่นตลกอย่างซับซ้อน ขึ้นมานั่นเอง.

น.1283 การบำรุงพระศาสนานั้น จะบำรุงให้ถูกตัวศาสนา จริง ๆ แล้ว ก็คือตัวเอง รีบปฏิบัติธรรมะ ให้ถูก ให้ตรงเสียโดยเร็ว นั้น คือการ บำรุง พระ ศาสนา ที่ถูกต้อง และรวดเร็ว จากเรื่อง การบำรุงพระศาสนา

น.1284 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๑. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “อุปกิเลส ๑๖” (ต่อ) ๑๐. สาเถยยะ กิเลสชื่อนี้หมายถึงความโอ้อวด คือความอยากจะอวดสิ่งซึ่งตนคิดว่าจะทำให้ตนดีกว่าผู้อื่น ได้ เปรียบผู้อื่น ให้ผู้อื่นยอมรับ ความเป็นอย่างนั้น หรือพ่ายแพ้ แก่ตนในเรื่องนั้นๆ นับว่าเป็นความรู้สึกแห่ง “ตัวกู-ของกู” ที่เห็นได้ชัดอีกชื่อหนึ่ง. ตามปรกติกิเลสชื่อนี้เป็นกิเลสที่มี มูลมาจากโมหะโดยตรง; ถ้ามีมูลจากราคะ เช่นความรู้สึกทาง เพศตรงกันข้ามเข้ามารวมด้วย อาการของกิเลสชื่อนี้ก็ยิ่งเป็น ไปมากขึ้นเป็นทวีคูณ. คำว่าอวดในที่นี้ มิได้หมายความว่า อวดความดีที่มีอยู่จริง ๆ หรือที่สมควรแก่การอวดจริง ๆ หากแต่เป็น ความรู้สึกที่ คดโกง ชนิดหนึ่ง คือมิได้มีความดีที่มีอยู่จริงหรือควรอวด แต่ก็มีความรู้สึกที่อยาก จะอวด ตามความรู้สึกของกิเลสชื่อนี้ ซึ่งเป็นไปได้มาก ถึงขนาดเป็นสัญชาตญาณ ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เพราะแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็ยังมีอาการที่มีแววแห่ง กิเลสชื่อนี้ เป็นการอวดให้ฝ่ายตรงกันข้ามกลัว หรืออวดให้เพศตรงกันข้ามรัก

น.1285 ต้น จึงเป็นกิเลสที่ละได้ยาก ถึงขนาดที่ต้องอาศัยอรหัตตมรรคด้วยเหมือนกัน จึงจะละกิเลสชื่อนี้ได้ถึงรากเหง้าโดยสิ้นเชิง. สำหรับคนทั่วไปควรจะถือหลักว่า ถ้าความดีนั้นมีอยู่จริงมีมากพอและสมควรแก่การอวด และการอวดนั้นเป็นไปใน ลักษณะที่เพียงแสดงให้ปรากฏเท่านั้น ก็หาจัดว่าเป็นกิเลสชื่อนี้ไม่ คือไม่ใช่เป็น คนขี้โอ่ เป็นแต่เพียงเปิดเผยความดีที่มีอยู่จริงให้ปรากฏ. แต่สำหรับบรรพชิต ในพุทธศาสนานั้น มีระเบียบวินัยห้ามขาดโดยประการทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นการอวด ชนิดไหนหมด; เป็นระเบียบวินัยส่วนหนึ่ง ซึ่งมุ่งหมายให้หมู่คณะงดงาม เช่นเดียวกับความมุ่งหมายของทางธรรมด้วยเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อกล่าวโดย ทั่วไปแล้ว ความรู้สึกที่เป็นกิเลสชื่อนี้ เป็นสิ่งที่ควรข่มขี่โดยประการทั้งปวง. การถือหลักสุภาษิตที่ถือกันมาแต่โบราณว่า "ให้ผู้อื่นรู้ความดีของตนโดยไม่ต้อง อวด ดีกว่าที่จะมีการอวด" ย่อมเป็นความปลอดภัย หรือมีผลดีทั้งทางโลกและทาง ธรรม. ยิ่งอวดก็ยิ่งหมดความงดงาม มีแต่ความน่าเกลียดเข้ามาแทนที่. ฉะนั้น การประกาศความดีที่มีอยู่จริงออกไปได้โดยปลอดภัยนั้น นับว่าเป็นศิลปชั้นสูงสุด : แต่ข้อนี้ต้องหมายถึงการที่ไม่ถูกความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ครอบงำจน น่าเกลียดด้วยเหมือนกัน. ๑๑. ถัมภะ หมายถึงความดื้อดึง ที่เรียกกันทั่วไปว่าหัวแข็ง หรือ หัวรั้น กิเลสที่เป็นเหตุให้มีการกระทำอย่างนั้น ก็พลอยมีชื่อว่าถัมภะไปด้วย คำนี้ตามธรรมดาแปลว่า เสา. ถ้ารู้จักความหมายที่เป็นอาการของเสาในแง่ที่ไม่ พึงปรารถนา ก็อาจจะเข้าใจถึงความหมายของกิเลสชื่อนี้ได้โดยง่าย คือความ มีหัวรั้นหัวสูง ใคร ๆ กดไม่ลงนั่นเอง. ที่ว่ากดไม่ลงนั้น มิได้หมายความว่า มีความดี หรือมีความเข้มแข็ง ที่ประกอบด้วยความถูกต้องหรือความเป็นธรรม หากแต่ว่าเป็นอาการของความโง่หลงหรือโมหะต่างหาก ที่แสดงออกมาเช่นนั้น. ที่เป็นไปมาก ก็ถึงขนาดยอมตาย ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมเชื่อฟัง. กิเลสชื่อนี้

น.1286 มีรากฐานคล้าย ๆ กับกิเลสที่ชื่อมายา หากแต่แสดงออกมาในลักษณะที่กระด้าง ผิดจากมายาที่แสดงออกในลักษณะที่นิ่มนวล; เป็นอาการของ "ตัวกู-ของกู" ที่เห็นได้ชัด คือมีความยึดถือใน "ตัวกู-ของกู" มากเท่าไร หรือว่า "ตัวกู- ของกู" พลุ่งขึ้นมาจัดเท่าไร ความดื้อก็มีมากเท่านั้น; ยิ่งเป็นโมหะ หรือไม่อยู่ ในอำนาจของเหตุผลมากขึ้นเท่านั้น; ไม่มีความงดงามเหลืออยู่แต่ประการใดเลย. ๑๒. สารัมภะ ความบิดพลิ้ว ซึ่งมีอาการเถลไถลตลอดถึงการ หาช่องทางแก้ตัวต่าง ๆ นานา ไม่ยอมรับหรือไม่ยินยอมต่อสิ่งที่ควรยินยอม เช่นเดียวกับถัมภะ; แต่มิได้แสดงอาการอย่างถัมภะหรือดื้อซึ่งหน้า; คือไม่ คิดจะดื้อดึงเลย คิดแต่จะ ต่อสู้ด้วยการบิดพลิ้วเอาตัวรอดจากการที่ต้องทำตามที่ตน ไม่อยากจะทำ. การบิดพลิ้วนี้มีได้ทั้ง ต่อผู้อื่น เช่น บิดามารดา หรือผู้บังคับ บัญชาเป็นต้น; และ ต่อตัวเอง คือต่อเหตุผล หรือต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เช่นความรู้สึกฝ่ายต่ำ บิดพลิ้วต่อการที่จะทำให้ความรู้สึกฝ่ายสูงเป็นฝ่ายชนะ. ถ้าจะ สรุปเอาแต่ใจความสั้น ๆ ก็คือ การต่อสู้ด้วยความบิดพลิ้ว ซึ่งก็เป็นการต่อสู้ ซึ่งหน้าเหมือนกัน. ที่เห็นได้ง่ายและทั่วไปก็คือ สิ่งที่เราเรียกกันว่า การไม่ ยอมรับผิด และการหาข้อแก้ตัวของคนผิด เช่น จำเลยเป็นต้น; แม้จะเป็นผู้ฆ่าเขา ก็จะแย้งว่าเป็นความผิดของผู้ตายเองเสมอ. ถ้าทำไปอย่างนิ่มนวล ก็เรียกว่า สารัมภะ ทั้งนั้น. การบิดพลิ้วเช่นนี้ รู้สึกกันว่า เป็นความไม่งดงามอย่างยิ่ง อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ไม่ใช่เป็นการโกหกเพื่อหาประโยชน์ แต่เป็นการ บิดพลิ้วเพราะความยึดถือตัวตน หรือเพราะเกียรติแห่งตัวตน ถึงกับว่าถ้าไม่มี อะไรดีที่ตรงไหน ก็จะเอาดีตรงที่ว่าบิดพลิ้วเก่งที่สุดนั่นเอง จึงจัดเป็นกิเลส ประเภทโมหะโดยตรง. การต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้อื่นด้วยกิเลสชื่อสารัมภะนี้ ไม่ถือ ว่าเป็นการต่อสู้ที่เป็นธรรมหรือควรได้รับอภัย แม้ว่าในบางกรณีจะเป็นไปเพื่อเอา ตัวรอด: ซึ่งเป็นที่นิยมกัน แต่ควรต่อสู้ด้วยความจริง. แม้ในคติทั่วไปที่ไม่ใช่

น.1287 พุทธศาสนาก็ยังจัดว่าการกระทำอย่างนี้เป็นของผิด ไม่เป็นสุภาพบุรุษหรือเป็น นักกีฬา เป็นที่ดูหมิ่นกันอยู่ทั่วไป ดังนั้นในทางพุทธศาสนา จึงนำมาจัดเรียงลำดับ ไว้ในหมู่กิเลส ที่พึงรังเกียจอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน. ๑๓. มานะ และ ๑๔. อติมานะ สองชื่อนี้มีความหมายคล้ายกัน หรือเครือเดียวกัน. อย่างแรก หมายถึงการถือตัวตามปรกติ. อย่างหลัง นั้นเป็นไปรุนแรงจนถึงกับล่วงล้ำเข้าไปในขอบเขตของผู้อื่น จึงกลายเป็นอาการ ดูหมิ่นผู้อื่น ทำให้มีความหมายที่แยกกัน คือ มานะ หมายถึงถือตัว, อติมานะ หมายถึงดูหมิ่นผู้อื่น กล่าวคือ ความถือตัวที่ควบคุมไว้ไม่อยู่. คำว่า มานะ แปลว่า รู้. แต่ในที่นี้หมายถึง รู้ผิด คือรู้ไปตามอำนาจของกิเลส มิได้รู้ ไปตามอำนาจของสติปัญญา. เมื่อกล่าวโดยเจาะจงก็ได้แก่ ความสำคัญ มั่นหมายว่าตัวเป็นอะไร หรือรู้สึกว่าตัวเป็นอะไร เช่นสำคัญว่าตัวเป็นคน ก็ต้องดีหรือสูงกว่าสัตว์; ตัวเป็นลูกคนรวยก็ต้องดีกว่าลูกคนจน, ตัวเป็นคนรูปร่าง สวยก็ต้องดีหรือมีบุญกว่าคนที่รูปไม่สวย; และในทางที่กลับกัน ก็คือสำคัญว่า ตนเป็นคนก็ต้องเลวกว่าเทวดา; หรือว่าตนเป็นคนจนก็ต้องเลวกว่าคนรวย; หรือการเป็นคนขี้เหร่ก็ต้องเลวกว่าคนสวยดังนี้เป็นต้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ตนเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็นำไปเปรียบกับผู้อื่น จนเกิดความรู้สึกว่า ดีกว่ากัน เลวกว่ากัน หรือ เสมอกัน ดังนี้เป็นต้น แล้วก็ถือตัวไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสมควรแก่ความรู้สึก หรือความสำคัญมั่นหมายของตน เป็นเหตุให้เกิดความ เคียดแค้นหรือความไม่ยอมตามสมควรแก่ความรู้สึกนั้น ๆ แต่ยังไม่ถึงกับก้าวก่ายเข้า ไปในขอบเขตของผู้อื่น. ส่วน อติมานะ นั้น หมายถึงการรุกล้ำเข้าไปในขอบเขต ของผู้อื่น ในเมื่อรู้สึกว่าตนมีอะไรหรือมีส่วนหนึ่งส่วนใด ที่พอจะรุกล้ำผู้อื่นได้. แม้ที่สุดแต่ด้วยคารมลมปากที่เก่งกว่าเขา ไม่มีความดีอันแท้จริงใด ๆ เลย ก็ยัง อาศัยกิเลสชื่อนี้ แล้วทำการรุกล้ำผู้อื่นด้วยการกระทำ ด้วยการพูด หรือด้วยการ

น.1288 คิดได้อย่างเต็มที่. ความรู้สึกที่จะดูหมิ่นผู้อื่นนี้ เป็นไปได้ง่ายในหมู่ชนที่มีการ ศึกษาอบรมชนิดที่เปิดช่อง หรือเปิดโอกาสให้แก่กิเลสชื่อนี้ เช่นโอกาสแห่งการ แข่งขันที่ปราศจากการตักเตือนแนะนำที่ดี คือไม่เข้าใจในความหมายของคำว่าการ แข่งขัน ความรู้สึกที่เป็นไปในทางที่จะทำลายผู้อื่น หรือดูหมิ่นผู้อื่นย่อมก่อตัวขึ้น โดยง่าย แม้ในกรณีที่ตัวเป็นฝ่ายสูงกว่า ดีกว่า โดยแท้จริง ความรู้สึกก็ยังเอียง ไปในลักษณะที่เป็นกิเลสอยู่นั่นเอง ไม่ถือว่าเป็นความรู้สึกที่ถูกต้อง หรือควร คิดเช่นนั้น; ประสงค์จะให้คิดไปในทางที่เห็นว่า สัตว์ทั้งหมดเป็นไปตามกรรม และตามเหตุตามปัจจัยทั้งหลายทั้งปวง แม้ที่สุดแต่การศึกษาและอบรมเป็นต้น ดังนั้น จึงไม่ควรจะดูหมื่นกัน ซึ่งจัดว่าเป็นความสำคัญผิดหรือเข้าใจผิด ควรจะ ละอายมากกว่า ไม่ควรภาคภูมิใจในเมื่อทำเช่นนั้น. ๑๕. มทะ ความเมา หมายถึงความเมาในทางจิตที่มีมูลมาจากโมหะ. สำหรับความเมาในทางวัตถุ เช่น การดื่มกินของเมา และมีอาการเมานั้น ไม่รวมอยู่ ในข้อนี้ (แต่จะไปรวมอยู่ในข้อถัดไป), ความเมาในที่นี้หมายถึงความหลงใหล ในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล คือเหลือวิสัยที่สติปัญญาของคนธรรมดาที่ ไม่มีการศึกษาธรรมะเสียเลยจะรู้สึกตัวได้; ได้แก่ เมาลาภ เมายศ เมาสวย เมารวย เมาเกียรติต่างๆ จนลืมความจริงที่ควรรู้สึกอยู่เป็นปรกติ. ที่สูงขึ้นไป คือมัวเมาในโลก จนลืมความตาย; หรือมัวเมาในความสนุกสนานจนลืมว่าอายุ ล่วงเข้าไปทุกวัน ๆ ดังนี้เป็นต้น. ภาษาโลกโดยธรรมดาดูเหมือนจะเรียกกันว่า "ความบ้า" เช่น บ้าสวย บ้ารวย บ้าเกียรติยศ เป็นต้นอีกนั่นเอง แต่ไม่ใช่ ความบ้าชนิดที่ต้องนำไปส่งโรงพยาบาลบ้า; ซ้ำกลับจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นที่พออกพอใจแก่คนบางคนหรือบางพวกไปเสียอีก ถึงกับไม่นิยมกันว่าเป็น กิเลส หรือเป็นความเสียหายอะไรเลย เว้นไว้แต่จะมากเกินไปจนน่าเกลียดเท่านั้น. ส่วนทางธรรมะนั้น ยอมรับไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง คือจะน่าเกลียด หรือไม่น่าเกลียด

น.1289 ก็ตาม ถ้าเป็นความมัวเมาแล้ว แม้จะเพียงแต่รู้สึกอยู่ในใจของตน ไม่ล่วงรู้ไปถึง บุคคลผู้อื่น ก็จัดว่าเป็นกิเลสที่น่ารังเกียจอย่างไม่มีทางยกเว้น. ความมั่วเมานี้ ดูคล้ายกับว่า มิได้เป็นอาการแห่ง "ตัวกู-ของกู" เพราะว่าทำไปโดยไม่รู้สึกตัว. แต่ที่แท้จริงนั้น มันเป็นอาการแห่ง "ตัวกู -ของกู" อย่างยิ่ง คือ อาการที่มัน เมาต่อตัวมันเอง เพราะว่าสิ่งที่มันเมานั้น คือสิ่งที่เป็น "ตัวกู" เป็น "ของกู" ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ๑๖. ปมาทะ (ปะ = ทั่ว + มทะ = เมา) ตามตัวพยัญชนะแปลว่า เมาอย่างทั่วถึงหรือเมาเสร็จแล้ว. นี้ได้แก่อาการสูญเสียสติสัมปชัญญะ ซึ่งจะ เป็นผลมาจากอะไรก็ตาม เรียกว่าความประมาท ซึ่งอาจจะเรียกโดยชื่ออื่นว่า ความสะเพร่า ความเลินเล่อ ความไม่รู้สึกตัว เป็นต้น ได้ตามควรแก่กรณี; หรือลักษณะของการสูญเสียสติสัมปชัญญะ เช่น ดื่มกินของเมาเข้าไป ทำให้ระบบ ประสาทไม่อยู่ในระเบียบ อาการที่เรียกว่าประมาทก็เกิดขึ้น มีความสะเพร่า เลินเล่อไม่รู้สึกตัวเป็นต้น ซึ่งเป็นความเมาฝ่ายรูปธรรม หรือเนื่องด้วยรูปธรรม จากภายนอกโดยตรง. อีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นภายในเป็นเรื่องทางจิตใจ มีมูลมา จากโมหะ ก็ทำให้เกิดความเลินเล่อ สะเพร่าไม่รู้สึกตัว เป็นต้น ได้อย่างเดียวกัน หากแต่ว่าลึกซึ้งกว่ากัน จนไม่อาจจะเทียบกันได้ ดังนั้นคำว่า ประมาทในที่นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงสะเพร่า หรือเลินเล่อตามธรรมดาสามัญ แต่เป็นความสะเพร่า เลินเล่อในเรื่องของชีวิตจิตใจ ที่เกี่ยวกับความทุกข์ความสุข ในขั้นลึกหรือขั้นสูง อีกด้วย. ตัวอย่างเช่น โง่หรือหลง ไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งทำให้การเกิดมาชาติหนึ่ง ของตนนี้ถึงกับเป็นหมันไป หรือแม้แต่ไม่ได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้รับเต็มตามที่ มนุษย์ควรจะได้รับ ซึ่งเราเห็นได้ว่าเป็น ความสะเพร่าเลินเล่อตั้งแต่เกิดจนตายทีเดียว ดังนี้เป็นต้น. ส่วนความสะเพร่าเลินเล่อที่เป็นเหตุให้ทำอะไรผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น ยังไม่มีความหมายเต็มตามความหมายของกิเลสชื่อนี้. กิเลสชื่อ มทะ มีมูลมาจาก “ตัวกู-ของกู” อย่างไร กิเลสชื่อ ปมาทะ ยิ่งจะมีมูลจาก "ตัวกู-ของกู" ยิ่งไปกว่านั้นอีก เพราะเป็นความมัวเมาอย่างทั่วถึง หรือมัวเมาที่มีผลถึงที่สุดแล้ว.

น.1290 สัตว์ในกามาวจรภูมิ ต้องเศร้าหมองไม่งดงาม เพราะอาศัยอุปกิเลส ๑๖ ประการนี้ อย่างที่เห็นได้ชัด หรืออย่างเพียงพอทีเดียว. การดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในรูปแห่งการดับไปของอุปกิเลสทั้ง ๑๖ ประการนี้ อาจจะกล่าว ได้ว่า เป็น สุญญตาของฆราวาส คืออยู่ในวิสัยที่ฆราวาสควรพยายามดับมันให้ได้ ให้ว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ในระดับที่ฆราวาสควรจะว่างได้ ก็จะทำให้เกิด ความงดงามอย่างยิ่งแก่พวกฆราวาส และเป็นฆราวาสสากลคือทั่วไปของโลก ไม่ เฉพาะแต่พุทธบริษัท. ทั้งนี้ เพราะว่าการดับเสียซึ่งอุปกิเลส ๑๖ ชื่อนี้จะไม่ขัดกัน แต่ จะเข้ากันได้กับจริยธรรมสากล หรือแม้แต่ทุกศาสนาในโลกไม่ว่าเล็กใหญ่หรือใหม่เก่า เพียงไร. นี้เรียกว่าเป็นการทำสัตว์ในชั้นกามาวจรภูมิให้งดงามได้จริง ๆ. ส่วน สัตว์ในชั้นรูปาวจรภูมิ นั้น นอกจากจะงามด้วยความไม่มี อุปกิเลสเหล่านี้ได้เหมือนกันแล้ว ยังมีความงามเพิ่มขึ้นไป ด้วยความงามของการ ตั้งอยู่ในความสงบอันเกิดมาจากรูปฌานทั้งหลายเป็นเครื่องประกอบอีกด้วย; และ สัตว์ในชั้นอรูปาวจรภูมิ ก็ได้อาศัยอรูปฌานทั้งหลาย เป็นเครื่องประกอบส่วนนี้. ส่วน สัตว์แห่งโลกุตตรภูมิ นั้น มีความงามยิ่งไปกว่านั้น เพราะว่า การละอุปกิเลส หรือกิเลสทั่วไปของสัตว์ในชั้นนี้ เป็น การละชนิดเด็ดขาดไม่กลับไป กลับมา คือ ไม่เพียงแต่ละไปด้วยเหตุแห่งการบังคับ หรือเจตนาที่สำรวมระวัง ซึ่ง เป็นเหตุให้ กลับไปกลับมาไม่เด็ดขาด เหมือนการละโดยอริยมรรคซึ่งเป็นการละ อย่างสมุจเฉทประหานนั่นเอง. สรุปความ ในตอนนี้ว่า ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" เป็น สิ่งที่ทำได้ทั้งฆราวาสและบรรพชิต ตามสมควรแก่ภูมิชั้นของตน ๆ คือเป็นอย่าง ชั่วคราว หรือเป็นอย่างถาวร แล้วแต่ว่าสัตว์นั้น ๆ ตั้งอยู่ในภูมิไหน ในบรรดา ภูมิทั้งสี. ข้อนั้นล้วนแต่จะทำให้สัตว์นั้น ๆ มีความงามสมแก่เพศ และภูมิของตน ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ใครๆ ไม่ควรจะเข้าใจผิดและเกิดความท้อถอยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ประการใดเลย.

น.1291 สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตฺติ. ธรรมชาติทั้งหลายล้วน ๆ แปรเปลี่ยนไป ๆ ไม่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น

น.1292 ฉบับสมบูรณ์ เรือง ๓๒. หลักของการดับ “ตัวกู-ของกู บัดนี้เรามาถึงปัญหาข้อสุดท้าย คือ วิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับความดับไม่เหลือแห่ง “ตัวกู-ของกู”. วิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับความดับไม่เหลือแห่ง “ตัวกู-ของกู” นั้น ได้แก่สิ่ง ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า มรรค ซึ่งแปลว่า ทาง หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งก็ว่า พรหมจรรย์ หรือแม้แต่เรียกว่า ศาสนา ก็เรียก; เพราะ ตัวแท้ของศาสนานั้นมีส่วนสำคัญอยู่ที่ตัวการปฏิบัติ. แต่ที่เก่าแก่ที่สุด เรียกกันว่า “ธรรม” ซึ่งในที่นี้หมายถึง การปฏิบัติโดยเฉพาะ อีกอย่างเดียวกัน. คำว่าศาสนา และคำว่า ธรรม นั้น มีความหมายกว้าง คือครอบคลุม เรื่องทั้งหมด ซึ่งได้แก่การศึกษาเล่าเรียน อันเป็นบุพภาคของการปฏิบัติ และการ บรรลุมรรคผล ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติเข้าไว้ด้วย. สำหรับในที่นี้ให้ถือว่า การศึกษาเล่าเรียนหรือปริยัตินั้น เป็นเพียงอุปกรณ์ของการปฏิบัติ และนับรวม เข้าไว้ในสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติ; ส่วนผลของการปฏิบัติหรือปฏิเวธนั้น เป็นสิ่งที่

น.1293 ได้กล่าวแล้วข้างต้นก่อนหน้านี้ คือ ความดับไปแห่ง "ตัวกู" นั่นเอง; และควร จะถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเองอย่างหลีกไม่พ้น ในเมื่อมีการปฏิบัติที่แท้จริง. ดังนั้นการกล่าวว่า การปฏิบัติเป็นตัวแท้ของศาสนา หรือของพรหมจรรย์ หรือ ของธรรมะ นั้น ย่อมเป็นการเพียงพอ; และเรียกในที่นี้ว่า "ทาง" ในฐานะ ที่เป็นแนวทางการปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัตินั่นเอง. ดังนั้นการกล่าวแต่เพียงสั้น ๆ ว่าทางก็ดี ธรรมะก็ดี ย่อมเพ่งเล็งถึงสิ่ง ๆ นี้เป็นส่วนสำคัญ. ธรรมะนั่นแหละเป็นตัว ทาง หรือ สิ่งที่เป็นทางได้แท้จริงนั่นเองคือ ธรรม. ข้อนี้ทำให้กล่าวได้สืบไปว่า เห็นธรรมะก็คือเห็นทาง หรือ เห็นทางก็คือเห็นธรรมะ; หรือว่าการเดินไปตามทาง นั่นแหละ คือการเดินไปตามธรรมะ และ การลุถึงจุดหมายปลายทาง ก็คือ การลุ ถึงขั้นสูงสุดของธรรมะ ซึ่งจะเรียกว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ หรือ พระนิพพาน หรืออะไรอื่นอีกหลายอย่าง แล้วแต่จะเรียก ซึ่งในที่นี้เราเรียกกันว่า ความดับไม่เหลือแห่ง "ตัวกู-ของกู" ก็พอแล้ว. ดังนั้นวิธีปฏิบัติเพื่อความดับ ไม่เหลือแห่ง "ตัวกู" จึงได้แก่สิ่งที่เรียกว่า ทาง ดังที่กล่าวแล้ว และเมื่อเรียกอย่าง เต็มคำก็เรียกว่า อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์แปด ที่จัดเป็นอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ นั่นเอง. อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรียกว่า "ทาง" นี้ นอกจากจะชี้ไปในลักษณะ ที่เป็นหนทางอันประกอบไปด้วยองค์แปดแล้ว ยังอาจจะชี้ให้เห็นในรูปอื่น หรือใน ลักษณะอื่นได้อีกมากมายหลายอย่าง โดยที่ใจความสำคัญนั้น เป็นอย่างเดียวกัน หรือเท่ากัน. การที่มีการชี้ไว้ต่าง ๆ กันหลายลักษณะนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปตาม กรณีแวดล้อม เพื่อให้เกิดความเหมาะสมแก่ผู้ฟัง เป็นเรื่อง ๆ ราย ๆ ไป แล้ว แต่ผู้ชี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นว่าควรจะชี้ไปใน ลักษณะอย่างไร แก่ใคร อย่างย่อหรืออย่างพิศดารเพียงใด โดยตรงหรือโดยอ้อม อย่างไร ดังนี้เป็นต้น. ดังจะได้ยกตัวอย่างมาให้เห็นสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่องอริยสัจจ์.

น.1294 เรื่องอริยสัจจ์ที่เป็นขนาดย่อมหรือเป็นขนาดธรรมดา นั้น พระองค์ ทรงจำแนกความทุกข์เป็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น; เหตุให้เกิดทุกข์ทรง จำแนกเป็นตัณหา ๓ ประการ; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ทรงชี้ไปยังความดับ ไม่เหลือแห่งตัณหา; วิธีปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ ทรงจำแนกเป็น อริยมรรคมีองค์แปด. ส่วน อริยสัจจ์ขนาดใหญ่ หรือที่เรียกได้ว่า เต็มภาคภูมินั้น ได้ตรัสไว้โดยหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือเรื่องความทุกข์ ทรงยกความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ขึ้นแสดงอย่างเดียวกัน; แต่เหตุให้เกิดทุกข์นั้น ทรงระบุชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ วิญญาณ สังขาร และอวิชชาเป็นที่สุด เป็นลำดับกันมาดังนี้; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น ทรงระบุไปยังความพ้นจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ซึ่งจะมีได้เพราะการ ดับไปแห่ง ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา ตามลำดับอีกนั่นเอง; และการปฏิบัติก็หมายถึง การปฏิบัติที่เป็นการทำลายอวิชชาเป็นลำดับมา จนกระทั่ง ความทุกข์ดับไปไม่มี เหลือ ซึ่งโดยใจความแล้ว ก็ได้แก่วิถีแห่งอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ในตัวอีกนั่นเอง เพราะว่าการเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปดนั้น ย่อมมีผล ทำให้อวิชชาเกิดไม่ได้ หรือดับไปอยู่ตลอดเวลา. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การกล่าวโดยชื่อนั้น อาจจะกล่าวได้ต่าง ๆ กัน คือแล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน; ส่วนตัวจริงซึ่งเป็นเจ้าของชื่อนั้น จักต้องเป็นของ สิ่งเดียวกัน. ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่า ถ้าเรื่องมันยืดยาวเกินไป ทำอย่างไรจึงจะ ลดให้สั้นเข้ามาให้เหลือแต่ใจความสำคัญ หรือให้เป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด แต่ก็เพียงพอที่จะดับทุกข์ได้โดยตรง หรือให้เหมาะสมแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งไม่สามารถ หรือไม่จำเป็นจะต้องศึกษาเล่าเรียน หรือท่องจำเป็นการใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ สำเร็จประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาเล่าเรียนที่เพ้อไปแต่ อย่างเดียว.

น.1295 มื่อการปฏิบัติตามหลักอริยสัจจ์อย่างย่อ หรืออริยสัจจ์เล็ก เล็งถึงมรรค มีองค์แปดเป็นส่วนสำคัญ: และการปฏิบัติตามหลักแห่งอริยสัจจ์ใหญ่ หรือพิศดาร เล็งถึงการทำให้สิ่งต่าง ๆ ดับลง ตามหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารเป็นส่วน สำคัญดังนี้แล้ว ควรจะได้พิจารณาถึงข้อที่ว่า มีใจความสำคัญอยู่ที่ตรงไหน ที่ตรงเป็นอันเดียวกัน และเป็นใจความที่สั้นที่สุด. สำหรับมรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวต้น และมีสัมมาสมาธิเป็น ที่สุดนั้น พึงมองให้เห็นว่า มรรคนั้นมีองค์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ ข้อนี้ หมายถึง วิชชา ซึ่งตรงกันข้ามจาก อวิชชา อยู่แล้ว; หมายความว่าอย่างน้อย ก็ต้องเริ่มขึ้นด้วยการดับอวิชชาแม้บางส่วน สิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยอวิชชาก็จะดับ ไปตาม; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อวิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความถูกต้อง อย่างอื่น ๆ ก็เกิดตามขึ้นมาได้โดยง่าย จนรวมกันครบเป็นแปดองค์ กลายเป็นมรรค หรือเป็นวิชชาที่เต็มที่ขึ้นมาตามลำดับ ก็จะเป็นวิชชาที่มีกำลังสูงยิ่งขึ้น ในการที่ จะทำลายอวิชชาสืบต่อไปได้ในตัวมันเอง ยิ่งขึ้นทุกคราว ที่ได้ทำให้เกิดเพิ่มขึ้น โดยวิธีนี้ ดังนั้นจึง เป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารอยู่ในนั้นอย่างลึกซึ้ง หรือ อย่างมองไม่เห็นตัว และเป็นไปอย่างอัตโนมัติด้วย. นี้กล่าวได้ว่า ในอริยมรรคมี องค์แปดนั้น มีปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารอยู่ในตัวมันเอง. ทีนี้ ถ้าเราจะมองไป ทางปฏิจจสมุปบาท เราจะต้องทราบว่าเรื่องนี้ จะต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหลักวิชาหรือทฤษฎีส่วนหนึ่ง; อีกส่วนหนึ่ง ก็เป็นส่วนการปฏิบัติโดยตรง. ที่เป็นส่วนทฤษฎี นั้น ก็คือการบอกให้ทราบว่า อะไรเกิดขึ้นเพราะอะไร ๆ ตามลำดับ และอะไรดับลงไปเพราะการดับแห่งอะไร ตามลำดับ จนตลอดสายด้วยกันทั้งนั้น : เป็นเพียงการบอกการชี้ให้รู้ความจริงเพียง เท่านี้เท่านั้น. ที่เป็นส่วนของการปฏิบัตินั้น ต้องเล็งถึงการกระทำที่ กระทำลงไป ในลักษณะที่จะไม่ให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารเกิดขึ้นได้ และในลักษณะที่จะ

น.1296 ให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารเป็นไปได้ นั่นเอง. ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ทำให้ วิชชาเกิด เพื่อดับอวิชชาเสีย แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะดับไปตามจนกระทั่งถึงความทุกข์ ดับไป. แต่แม้การกล่าวอย่างนี้ ก็ยังค่อนไปข้างทฤษฎี หรือเป็นเพียงหลักวิชาอยู่ นั่นเอง. ดังนั้น การปฏิบัติที่แท้จริง จึงต้องระบุให้ชัดลงไปว่า จะต้องปฏิบัติ แก่อะไรเมื่อไร และ อย่างไร ซึ่งคำตอบก็จะมีว่า ปฏิบัติ แก่จิต; ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; เมื่อเวลา ที่อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย; และปฏิบัติ อย่างที่ จะทำให้อารมณ์ เหล่านั้น ไม่สามารถปรุงเป็นเวทนาขึ้นมาได้ หรือถ้าปรุงเป็นเวทนาขึ้นมาได้ เสียแล้ว ก็ต้องไม่ให้ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาได้ คือให้หยุดเสียเพียงความรู้สึกที่เป็น เวทนานั่นเอง. เมื่อตัณหาเกิดขึ้นไม่ได้ อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ ทั้งหลายก็เกิดขึ้นไม่ได้ ทีนี้ ใจความสำคัญในการที่จะทำให้เวทนา ไม่ปรุงตัณหา ขึ้นมาได้ นั้น ก็ต้องอาศัยวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้เห็นแจ้งชัดว่าเวทนาทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือเป็นเพียงมายาล้วน ๆ นั่นเอง; สิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นหัวใจของอริยมรรคมีองค์แปด จึงมามีความสำคัญอยู่ที่นี่ ในฐานะที่เป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาทอยู่ที่ตรงนี้ ฉะนั้นจึงได้กล่าวว่า โดยหัวใจ หรือโดยเนื้อแท้นั้น ย่อมเป็นอย่างเดียวกันทั้งปฏิจจสมุปบาท และทั้งอริยมรรค มีองค์แปด จึงจะนับว่าเป็นการปฏิบัติที่แท้จริง ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะยังคงเป็นเพียง ปริยัติที่เหลือเพื่อและเพ้อ อยู่นั่นเอง ซึ่งจะทำให้เห็นไปว่า ปฏิจจสมุปบาท ก็ปฏิจจสมุปบาท; มรรคมีองค์แปด ก็มรรคมีองค์แปดอยู่ดังนี้เรื่อยไป ไม่มีทาง ที่จะเกิดการปฏิบัติตัวจริงขึ้นมาได้. ข้อปฏิบัติในทางที่กลับกัน ก็มีอยู่ กล่าวคือเราอาจจะลืมปฏิจจสมุป- บาท และมรรคมีองค์แปดกันเสียก่อนก็ได้ คือไม่ต้องไปใส่ใจถึงชื่อเหล่านี้;

น.1297 ริ่มต้นก็เริ่มขึ้นด้วยปัญหาว่า เมื่อมีสิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ การกระทบอารมณ์ ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น เป็นต้น เกิดขึ้นแล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะเป็นความ ปลอดภัยและเป็นผลดีที่สุดแก่เรา; ในที่สุดเรื่องก็จะไปหยุดอยู่ที่การปฏิบัติต่อสิ่งที่ มากระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น ให้ถูกต้องตามวิธีที่กล่าวแล้ว ซึ่งอาจจะสรุปให้ สั้นที่สุดก็คือโดยวิธีที่ไม่ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" ขึ้นมา เท่านั้นเองแล้วเรื่องก็จะจบลงเพียงนั้น คือความทุกข์ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดย ประการทั้งปวง และโดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องจำแนกแจกแจง เป็นเวทนา เป็น ตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ และเป็นความทุกข์ในที่สุด แต่อย่างใด เลยก็ได้. ทั้งนี้เพราะว่าถ้าไม่เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" แล้ว ก็ไม่มีทางที่ จะเกิดทุกข์ขึ้นได้แต่ประการใด. ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุด ก็มีอยู่ในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน ในเครือของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ดังนั้นเป็นอันกล่าว ได้ว่า การดับไปแห่งความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" มีอยู่ในที่ใด ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารก็มีอยู่ในที่นั้น; การปฏิบัติที่ทำให้ความรู้สึกว่า "ตัวกู -ของกู" เกิดขึ้นไม่ได้ มีอยู่ในที่ใด การปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารที่ แท้จริง ก็มีอยู่ในที่นั้น; ดังนั้น การปฏิบัติที่มีหลักแต่เพียงว่าไม่ให้ "ตัวกู - ของกู" เกิดขึ้นเท่านั้น ก็เป็นการปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทตลอด ทั้งสายอันยาวยืด และเป็นอริยมรรคมีองค์แปดอย่างครบถ้วนรวมอยู่ในนั้น เพราะอำนาจของสัมมาทิฏฐิที่ทำให้ความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู” เกิดขึ้นไม่ได้ นั่นเอง. ในขณะนั้น สัมมาสังกัปโปก็ดี "สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิก็ดี ย่อมมีอยู่เอง และ เป็นไปเองอย่างสมบูรณ์ อย่างอัตโนมัติ อยู่ในนั้น ซึ่งใครๆ ก็มองเห็นได้ด้วยตนเอง ด้วยกันทุกคนว่า มันได้มีอยู่อย่างไร. ทั้งนี้เพราะว่า การที่จะเกิด มิจฉาสังกัปโป

น.1298 มิจฉาวาจา ฯลฯ มิจฉาสมาธิ ขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีมูลมาจากความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" ขึ้นมาในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเสียก่อนทั้งนั้น คือไปหลงยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าแล้ว จึงจะเกิดมิจฉัตตะ คือความเป็นมิจฉาต่าง ๆ ขึ้นมา ได้ทุกชนิด. ดังนั้นจึงกล่าวได้โดยสรุปในที่สุดว่า การปฏิบัติเพียงเท่าที่จะไม่ให้เกิด ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาได้นี้แหละ คือการปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้น ในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะจำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา; เป็นอริยมรรค มีองค์แปด; เป็นปฏิจจสมุปบาท; หรือเป็นอะไร ๆ ก็ตาม ออกไปได้อย่าง ครบถ้วน. และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ในความดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" นั่นเอง ย่อมมีความเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติทั้งหมด รวมอยู่ในนั้นแล้วอย่างครบ ถ้วน; ดังนั้น เราจงมาสนใจกันแต่เพียงประโยคสั้น ๆ ว่า วิธีปฏิบัติในลักษณะที่ จะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า “ตัวกู - ของกู " ขึ้นมาได้ ดังนี้แต่อย่างเดียวเถิด. ถึงแม้เป็นวิธี ที่ลัดสั้นที่สุด แต่ก็เพียงพอ และเหมาะสมที่สุดสำหรับคนทุกคน ไม่ว่า จะมีการศึกษามาก หรือมีการศึกษาน้อยเพียงไร. อย่างไรก็ตาม เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ ทุกคนจะเห็นได้แล้วว่า การปฏิบัติเพียงเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น เป็นหัวใจของ การปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้น ส่วนที่มีการจำแนกไว้เป็นหมวดเป็นหมู่อย่างมากมายนั้น เหลือที่จะศึกษาและจดจำ. แต่แล้วการปฏิบัติกี่หมวด ก็หมู่ก็ตาม ทั้งหมดนั้นล้วนแต่ มามีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตนหรือของตน ด้วยกันทั้งนั้น และระบุชัดลงไปตรงที่จะต้องไม่เกิดยึดมั่นถือมั่นในขณะเมื่อมี อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น เป็นใจความที่ตรงกันทุกหมวดและทุกชื่อ ของหลักธรรมะที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือความหลุดพ้น หรือนิพพานโดยตรง.

น.1299 ถึงแม้การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการดับเสียซึ่งความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" ก็มีหลัก อย่างเดียวกันนี้ อย่างที่จะผิดแผกแปลกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง เดียวกันแท้ เป็นแต่ย่นย่อให้เหลือแต่ใจความสำคัญ อย่างสั้นที่สุด หรือ ลัดที่สุด และที่เป็นพิเศษอย่างยิ่งนั้น ก็เพื่อให้เป็นข้อปฏิบัติ ที่สากลที่สุด แก่คนทุกคนในโลก เท่านั้น. ดังนั้นเราจะได้วินิจฉัยกันโดยแนวนี้สืบไป เท่าที่เห็นว่าจำเป็นจะต้องรู้ ต้องเข้าใจ และจำเป็นแก่การปฏิบัติเท่านั้นเอง ไม่ให้มีส่วนที่เหลือเฟือเข้ามาปะปน อยู่ด้วยเลย เพราะไม่ใช่เวลาที่จะเป็นผู้ทำตนให้แตกฉานในทางปริยัติชนิดที่เป็น ไปเพื่อความเป็นนักปราชญ์ แต่แล้วก็ดับทุกข์ไม่ได้แต่ประการใดเลย ยังแถมกลาย เป็นปริยัติที่กลับเป็นงูพิษขึ้นมาเพราะเหตุนั้น ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น. วิธีปฏิบัติ ที่ลัดสั้นที่สุดดังที่กล่าวนี้ แม้จะลัดสั้นเพียงใด ก็ยังจะ ต้องแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะที่เป็นอยู่ตามปรกติ ยังไม่มีอารมณ์ใด ๆ มา กระทบ นี้อย่างหนึ่ง; อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ระยะที่มีอารมณ์มากระทบทางตา เข้าแล้วเป็นต้น. และ ทั้งสองระยะนี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือการปฏิบัติ ในระยะที่ยังไม่มีอารมณ์มากระทบนั้น ก็เป็นการปฏิบัติที่อยู่ในรูปของการเตรียมตัว ที่พร้อมจะเผชิญกับอารมณ์ที่มากระทบนั่นเอง. ครั้นอารมณ์มากระทบเข้าจริง ๆ ก็เป็นการปฏิบัติที่ใช้ความรู้ความชำนาญที่เตรียมไว้แล้วนั้น โดยผ่านทางสติ- สัมปชัญญะ เมื่อเผชิญกับอารมณ์นั้นๆ ดังนั้นหลักเกณฑ์ที่เป็นใจความสำคัญ ของการปฏิบัติทั้ง ๒ ระยะ ก็กลายเป็นของสิ่งเดียวกันอีก คือมีใจความสำคัญรวม อยู่ที่ความรู้โดยประจักษ์ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็น ตัวตนหรือของตน หรือของใครก็ตาม. เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบ ก็สนใจ พิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เห็นแจ้งตามที่เป็นจริง อย่าให้ถูกหลอกลวงโดยสิ่ง ทั้งปวง อย่าให้หลงใหลในมายาของสิ่งทั้งปวง แต่ให้เข้าถึงความจริงซึ่งเป็นศูนย์ กลางของสิ่งทั้งปวง คือความเป็น อนัตตา หรือสุญญตา ของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.

น.1300 ใจความสำคัญมีอยู่นิดเดียว ในข้อที่ว่า ให้เห็นอย่างแท้จริง จนเกิด ความสลดสังเวช ในการที่จะไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงอยู่เป็นประจำ เท่านั้น. นี้เรียกว่าเป็นการบ่มความรู้ หรือปัญญา หรือวิชชา หรือแสงสว่าง หรือสัมมาทิฏฐิ แล้วแต่จะเรียก, อยู่ตลอดเวลา ให้มีลักษณะแคล่วคล่องว่องไว เข้มแข็งเฉียบขาด อย่างเพียงพอจริง ๆ ครั้นถึงคราวที่อารมณ์มากระทบ ทางใดทางหนึ่ง เรื่องก็มีอยู่ แต่เพียงว่า ความรู้หรือแสงสว่างนั้น จะต้องแทรกแซงเข้ามาโดยทันท่วงที ไม่ให้ โอกาสแก่การหลงยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์นั้น ๆ. การแทรกแซง เข้ามาทันท่วงทีของความรู้ที่บ่มไว้นั้น เราเรียกว่าสติสัมปชัญญะ. เมื่อสิ่งที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะในลักษณะเช่นนี้เป็นไปได้ ปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เป็นความยากลำบาก. สติสัมปชัญญะนั่นเองเป็นสิ่งสกัดกั้นความ ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้มีทางเกิดขึ้นได้ โดยความหมายที่ควบคู่พร้อมกันไปทั้ง ๒ อย่าง คือ สติระลึกได้ และสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่เสมอ. รวมเป็นสิ่งเดียวกัน คือ ระลึกเอาความรู้ที่แท้จริงขึ้นมาเพื่อพร้อมอยู่เสมอต่ออารมณ์ที่มากระทบ ความสลด สังเวชจึงจะเกิดขึ้นต่อการที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้น ๆ ความยึดมั่นถือมั่น จึงเกิดขึ้นไม่ได้. ความรู้สึกว่าเป็น "ตัวกู" เป็น "ของกู" ไม่มีทางเกิด เพราะ อำนาจของความรู้สึกนั้น. นี่แหละคืออาการที่ข้อปฏิบัติทั้ง ๒ ระยะ เป็นสิ่งที่เนื่องกันและมีความ หมายอย่างเดียวกัน คือมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น โดยความเป็น "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" นั้น ซึ่งจะได้วินิจฉัยกัน สืบไปว่าจักต้องปฏิบัติอย่างไร.

น.1302 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๓. สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในวันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความ ดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” โดยอาศัยหลักความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น; ต่อจากที่ได้กล่าว ค้างไว้แต่วันก่อน. ผู้ศึกษาจะต้องระลึกไว้เสมอ เป็นการทบทวนว่า โดยหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ดี อริยมรรคมีองค์แปดก็ดี จะต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิหรือความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น; และแม้แต่จะ แจกซอยละเอียดลงไปว่า มีการปฏิบัติอยู่ ๒ ระยะ คือระยะที่อารมณ์ภายนอก ยังไม่มากระทบ และระยะที่อารมณ์ภายนอกมากระทบ; ถึงอย่างนั้นในการปฏิบัติ ก็ยังคงอาศัยหลักความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นเอง. โดยสรุปก็คือ เมื่ออารมณ์ภายนอกยังไม่มากระทบ เราก็ต้องทำการศึกษาว่า อารมณ์ทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น; เมื่ออารมณ์มากระทบก็มีสติสัมปชัญญะเอาความรู้นั้นมาใช้ให้ได้ทัน ท่วงที ทำให้รู้ว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้น คือสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง.

น.1303 อนนี้ทำให้เห็นได้ส่วนหนึ่งแล้วว่า การปฏิบัติทั้งหมด สรุปรวมลง ในการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเลย. ที่ทำดังนั้นเพื่อประสงค์อะไรเล่า ? ก็ตอบได้ทันทีว่า เพื่อจะดับเสียซึ่งความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง; หรือเมื่อ จะกล่าวกันตามที่กล่าวกันทั่วไปก็คือ เพื่อจะดับตัณหาเสีย หรือเพื่อไม่ให้ตัณหา เกิดขึ้นในเวทนา อันมีมูลมาจากอารมณ์ที่มากระทบนั้น เพื่อไม่ให้เกิดอุปาทาน ต่อไปว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด ก็เพื่อดับ ตัณหาและดับอุปาทาน. แม้จะไม่จำแนกเป็นอริยมรรคมีองค์แปด จะจำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ยังมีความมุ่งหมายดังเดิมอยู่ทุกประการ กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเป็นไปถึงที่สุดแล้ว ก็มุ่งหมายจะดับตัณหา หรือกิเลสอีกนั่นเอง; และทั้งหมดนั้นต้องอาศัยความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มาเป็นพื้นฐาน ด้วยกันทั้งนั้น การปฏิบัตินั้น ๆ จึงจะเป็นไปถูกทาง และโดยเร็ว ไม่เป็นศีลที่เขว ไม่เป็นสมาธิที่เขว ไม่เป็นปัญญาที่เขว จนกลายเป็นมิจฉาญาณไป เป็นต้น. เมื่อผู้ศึกษาทราบแล้วว่า การปฏิบัติทุกอย่างเป็นไปเพื่อการดับตัณหา ดังนี้แล้ว ควรจะได้ พิจารณากันเฉพาะการดับตัณหา เพื่อความเข้าใจ ที่ถูกต้อง กันสักเล็กน้อย คือจะต้องพิจารณาจนเห็นว่า การดับตัณหานั้น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ ดับจริง กับ ดับไม่จริง หมายถึงดับชนิดที่กลับเกิดอีก และไม่กลับเกิดอีก. ถ้าไม่กลับเกิดอีกก็เป็นการดับจริง ถ้ากลับเกิดอีกก็เป็นการ ดับไม่จริง. สำหรับการดับที่ไม่จริงนั้น. ก็มีอยู่หลายอย่าง : อย่างแรกที่สุดก็คือ ที่มันดับไปเองตามธรรมดา คือว่า เมื่อตัณหาได้ผ่านเหยื่อนั้น ๆ ไปแล้ว มันก็ดับไป ในตัวมันเอง เพื่อไปหาเหยื่ออันใหม่ หรืออารมณ์อันใหม่: ที่สูงขึ้นมาหน่อย ดับเพราะความประจวบเหมาะบังเอิญ เช่น ได้อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด สังเวช เช่น ทรากศพ หรือสิ่งปฏิกูล เป็นต้น เข้ามาแทรกแซง แล้วมัน ดับไปเพราะความประจวบเหมาะ เช่นนั้น นี้ก็อย่างหนึ่ง; ที่สูงขึ้นมาอีกก็คือ

น.1304 ในบางรายหรือบางกรณี การพิจารณาไปตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือตามอำนาจ ของเหตุผล ก็ทำให้ตัณหาในบางกรณีดับไปได้เหมือนกัน แต่หาได้เป็นการดับ ที่แท้จริงไม่ เป็นเพียงการดับชั่วคราว และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีก่อน เท่านั้นเอง. นี่แหละคือข้อที่ว่า ทำไมศึกษาเรื่องอริยสัจจ์กันมาตั้งนมนานแล้ว ก็ยังไม่ดับตัณหาได้ ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า เป็นการดับอย่างชั่วคราว เป็นอย่างมากเท่านั้นเอง. การดับตัณหาที่แท้จริงนั้น เรียกโดยบาลีว่า "อเสสวิราคนิโรธ" หรือ "อเสสวิราคนิโรธ" แปลว่า ดับไม่มีส่วนเหลือด้วยอำนาจของวิราคะ คือการ จางคลาย ได้แก่การจางคลายของตัณหา ซึ่งเกิดสืบต่อมาจาก นิพพิทา ความ เบื่อหน่าย ซึ่งเกิดมาจากความเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวตน" หรือ "ของตน" หรือ ไม่อาจ จะยึดมั่นถือมั่นว่า เป็น "ตัวตน-ของตน" เพราะมันเป็นสิ่งที่ว่างจาก ตัวตนอย่างยิ่งนั่นเอง. การดับตัณหาด้วยอุบาย และด้วยอาการอย่างนี้เท่านั้น จึงเป็นการดับที่แท้จริง นอกไปจากนั้นเป็นการดับเพียงชั่วคราว; หรือถ้ามาก ไปกว่านั้น ก็เป็นการเล่นตลก ได้แก่การที่คนบางคนบริกรรม หรือภาวนาว่า ดับตัณหา ๆ หรือบางคนก็ตั้งใจเอาเฉย ๆ ว่าจะดับตัณหา เช่นแกล้งทำเฉยต่อสิ่ง ทั้งปวงด้วยการบังคับข่มขี่ แต่แล้วก็ไปไม่รอด เพระมีกำลังไม่มากพอที่จะดับ ตัณหาอันมีกำลังมากมายนั้นได้. ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ การคดโกงหลอกลวง หลอกลวงผู้อื่นด้วยมายา ต่าง ๆ ว่า ตนเป็นผู้ดับตัณหาได้แล้ว แล้วก็แสดงอาการแปลกๆ ออกมา; ที่เป็นการ หลอกลวงตนเองโดยตรงก็มี คือการคิดเอาดื้อ ๆ กล่าวเอาดื้อ ๆ ว่า เราไม่ยินดี ยินร้าย ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ดังนี้เป็นต้น แต่มีการกระทำชนิดที่เป็นไปตามอำนาจ ของตัณหา เป็นการหลอกลวงตัวเองพร้อมกันไปในตัว ซึ่งล้วนแต่เป็น การดับ

น.1305 ตัณหาที่คดโกง ที่โง่เขลา ที่ไม่แท้จริงถาวร ทั้งนั้น. ดังนั้นจึงเหลืออยู่แต่เพียง ประการเดียวเท่านั้น คือการดับชนิดที่เรียกว่า อเสสวิราคนิโรธ อันมีมูลมาจาก ความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อย่างแท้จริงเท่านั้น. สำหรับความรู้ หรือ ความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นก็เหมือนกัน ต้องพึงเข้าใจว่า มันมีอยู่หลายระดับ และมีอยู่ระดับ เดียวเท่านั้น ที่จะให้เกิดนิพพิทา อันเป็นบันไดขั้นต้นให้เกิดวิราคะได้. ผู้ศึกษาควรจะมองให้เห็นตามที่เป็นจริงทั่ว ๆ ไปเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า เกี่ยวกับสิ่ง ที่เรียกว่าความรู้ หรือการรู้นี้ อย่างน้อยมีอยู่ ๓ ชั้น คือ รู้ตามที่ได้ยินได้ฟัง นี้เรียกว่า ความรู้; รู้เพราะไปคิดค้นเอาตามอำนาจของเหตุผล นี้เรียกว่า ความเข้าใจ; ส่วนความรู้ที่เกิดมาหลังจากนั้น คือหลังจากผ่านสิ่งนั้น ๆ ไปแล้ว ด้วยการปฏิบัติอย่างครบถ้วน มีความรู้สึกซึมซาบในทุกสิ่งทุกอย่างทุกขั้น ทุกตอน กระทั่งถึงผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้น ๆ อย่างนี้เรียกว่า ความรู้ แจ้งแทงตลอด. ลองเรียงลำดับกันดูใหม่อีกทีว่า ความรู้ ความเข้าใจ และความรู้แจ้ง แทงตลอด ทั้ง ๓ นี้มันแตกต่างตื้นลึกสูงต่ำกว่ากันสักเท่าไร และอันไหนจะมี ผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนลึกของจิตใจ และอันไหนเป็นไปอย่างผิวเผิน มีผลเล็กน้อยแล้วก็สิ้นฤทธิ์สิ้นอำนาจไป ดังนี้เป็นต้น; ในที่สุดก็จะทราบได้เองว่า การที่เราจะมีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั้น จะเป็นความรู้ ชนิดไหนคือเป็นเพียงความรู้ เพราะได้ยินได้ฟัง หรือเป็นเพียงความเข้าใจเพราะ คิดไปตามเหตุผล หรือว่าจะต้องเป็นไปถึงขนาดรู้แจ้งแทงตลอด เพราะได้ซึม- ซาบต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างทั่วถึงด้วยการผ่านไปโดยจิตใจจริง ๆ; แล้วก็จะทราบได้เอง พร้อมกันไปในตัวอีกว่า รู้ถึงขนาดไหน จึงจะเกิดนิพพิทา คือความเบื่อหน่าย และส่งเสริมให้เกิดวิราคะ คือการจางคลายของกิเลส. เมื่อกล่าวตามคัมภีร์แล้ว

น.1306 ไม่ต้องสงสัยเลย ย่อมมุ่งหมายเอาความรู้ชนิดที่เป็นความรู้แจ้งแทงตลอด ที่สามารถ เปลี่ยนความรู้สึกในจิตใจได้นั่นเอง. ฉะนั้นเป็นการกล่าวได้ว่า การดับตัณหาชนิด ที่เป็นอเสสวิราคนิโรธ นั้น ต้องตั้งราาฐานอยู่บนความรู้แจ้งแทงตลอดว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ที่เห็นชัดด้วยปัญญาถึงขนาดเป็นญาณทัสสนะ หรือเป็นอริยมรรคนั่นเอง. ทีนี้ก็มาถึง ความสำคัญของประโยคที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ประโยคนี้เป็นภาษาบาลีก็มีว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ตามตัวพยัญชนะก็แปลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันไม่ควรเพื่อเข้า ไปยึดมั่นถือมั่น; หรือตามตัวพยัญชนะจริงๆ ก็ว่า ไม่ควรเพื่อจะฝังตัวเข้าไป โดยอาศัยคำว่า อภินิเวส เป็นหลัก ซึ่งแปลว่า เข้าไปอย่างยิ่งอย่างที่เราเรียกกัน ในภาษาไทยธรรมดาว่า ฝังจิต ฝังใจ ฝังเนื้อ ฝังตัว เข้าไป ในสิ่งนั้น ๆ จนหมดสิ้น; นั่นแหละคืออาการที่เรียกว่า ความยึดมั่น คือมีจิตฝังเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น หรือว่ายึดมั่นถือมั่นด้วยการฝังจิตเข้าไป ด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า นี้ ตัวเรา นี้ของเรา ซึ่งกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็ได้แก่ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. คำกล่าวประโยคนี้ ควรจะถือว่า เป็น หัวใจของพุทธศาสนา เพราะ มีเรื่องราวกล่าวอยู่ในบาลีว่า เมื่อมีผู้มาทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงประมวลคำสอน ทั้งสิ้นให้เหลือเพียงประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว พระองค์ก็ทรงทำดังนี้ และได้ตรัสประโยคที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย; และทรงยืนยันว่า นี่แหละคือใจความของคำสอนทั้งหมดในบรรดาคำสอนของพระองค์; ทรงยืนยันว่า ถ้าได้ฟังคำนี้ ก็คือได้ฟังทั้งหมด; ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนี้ ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด; ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลจากการปฏิบัติทั้งหมด ไม่มีอะไร มากไปกว่านี้. ดังนั้นจึงกล่าวว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.

น.1307 เราจะมองเห็นตามได้ทันทีว่า การศึกษาเล่าเรียน พระคัมภีร์เรื่องราว ทั้งหมด ก็คือเรียนเรื่องไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด; นอกนั้นเป็นการเรียน ที่เฟ้อ. ทีนี้มาถึง การปฏิบัติ ก็ต้องปฏิบัติเพื่อละความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งปวง นอกนั้นเป็นการปฏิบัติที่เฟ้อ เพราะความงมงายหรือความคดโกงอย่างใดอย่างหนึ่ง เสมอ; เช่น จะรักษาศีล ก็จะต้องให้มีผลเป็นไปเพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น ที่กำลังมีอยู่อย่างมากมายนั้นเสีย : การฆ่าเขา การลักของของเขา การประพฤติผิด ในกาม เป็นต้นนี้ ล้วนมีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น. ถ้าเจริญสมาธิ ก็เป็น ไปเพื่อหยุดความยึดมั่นถือมั่นเสีย เป็นจิตว่าง จิตสงบ จากความยึดมั่นถือมั่น; ถ้าผิดจากนี้ก็ไม่เป็นสมาธิที่ตรงตามจุดหมายของพุทธศาสนา. ถ้าเป็นการเจริญ ปัญญา หรือวิปัสสนา ก็เป็นการขุดรากเง่าของความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาทำลาย เสีย ไม่ให้กลับงอกงามขึ้นมาอีกต่อไป จึงจะเป็นปัญญาที่ถูกต้องตามหลักของ พุทธศาสนา; ผิดจากนี้ก็เป็น ปัญญาหลอกลวง หรือ ปัญญางมงายเพราะแสงสว่าง เข้าตา หรือ ความโลภเข้าตาอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทั้งหมดนี้แหละทำให้กล่าวได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งรวมกันแล้วเรียกสั้น ๆ ว่า การปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ; หรือเรียกอย่างกว้าง ๆ ว่า เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด ๆ. ทีนี้ก็มองไปถึง ผลของการปฏิบัติ ที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน นั่นเล่า นั่นแหละคือตัวสภาพที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือมั่น หรือว่าเป็นผลที่ เกิดมาจากการทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้โดยสิ้นเชิงแล้ว หรือว่าเหลืออยู่เพียง เอกเทศก็ตาม แต่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นบางส่วนที่ได้ดับไปแล้ว. ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า บรรดาวิชาความรู้ทั้งหมด. การปฏิบัติ ทั้งหมด และผลของการปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนานั้น สรุปรวมลงในประโยค สั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" และจัดได้ว่า

น.1308 เป็นหัวใจของพุทธศาสนาจริงๆ. ดังนั้นถ้าถูกถามว่าจะดับตัณหา หรืออุปาทาน ด้วยใช้อะไรเป็นเครื่องมือ เราก็ตอบได้อย่างไม่ผิดว่า “ฉันจะดับมันด้วยหัวใจ ของพุทธศาสนา" ดังนี้. เมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเห็นปานน เราควรจะได้ศึกษากันโดยละเอียด ว่า เราจะนำมาใช้ดับตัณหานั้นอย่างไร และเมื่อไร ให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้นไปกว่า ที่แล้วมา จนสามารถปฏิบัติได้จริง ๆ. ในขั้นแรกนี้ จะกล่าวถึง วิธีปฏิบัติ ทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ได้แก่คนทุกคน ก่อน ไม่ว่าฆราวาส หรือบรรพชิต ถ้ามีการดับ ตัณหาอุปาทานแล้ว ก็ต้องใช้หลักดังต่อไปนี้ :- ในขณะที่ไม่มีอารมณ์ใด ๆ รบกวนใจ คือไม่มีอารมณ์ใดๆ มา กระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น เราก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพินิจพิจารณาให้ รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร และทำไมสิ่งทั้งปวง จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนถึงขั้นที่เกิดความรู้สึก สลดสังเวชต่อ ความที่สิ่งทั้งปวงเป็นมายา ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นจริง ๆ; และเกิดความ สลดสังเวชในความโง่ หลงของตัวเอง ที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น; ให้ทำอย่างนี้อยู่เป็น ประจำ ฉลาดทำยิ่งขึ้นทุกที เรียกว่า มีทั้ง ความรู้ ความเข้าใจ และ ความ รู้แจ้งแทงตลอด โดยสมควรแก่กรณี ในความจริงข้อนี้อยู่เสมอ มีความจางคลาย คือจางคลายของโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ด้วย เพราะอำนาจความสลดสังเวชนั้น ๆ กระทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไป จนชินเป็นนิสัย ถึงขนาดที่ว่า มีความวางเฉยต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงได้เองอยู่เป็นส่วนมาก. นี้เรียกว่าเป็นวิธีที่ ๑ เป็นวิธีที่ต้องกระทำ ทุกโอกาส เมื่อไม่มีการรับอารมณ์ทางตา เป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึงวิธีที่ ๒ ได้แก่วิธีที่จะต้องใช้ เมื่อเกิดมีอารมณ์มากระทบ หรือว่าได้รับเอาอารมณ์เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นี้พวกหนึ่ง และทางใจ อีกพวกหนึ่ง. เกี่ยวกับอารมณ์นี้ควรจะทราบหลัก

น.1309 ใหญ่ ๆ เสียก่อนว่า คนเราตามปรกตินั้น อยู่ว่างได้น้อยที่สุด เพราะมันว่างได้ ยากนั่นเอง คือไม่มีอะไรมากระทบจากข้างนอกแล้ว ใจมันก็ยังสามารถรับอารมณ์ ข้างในคือนึกคิดเรื่องราวอันหนึ่งอันใด โดยอาศัยสัญญาในอดีตเป็นตัวการสำคัญ คือการย้อนระลึกไปถึงสิ่งต่าง ๆ แต่หนหลัง จนกระทั่งเกิดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นในใจจนได้ นี้เรียกว่ากำลังกระทบ หรือ กำลังได้รับอารมณ์ภายในทางใจ และด้วยใจ. ทีนี้ ทางภายนอกนั้น ยังมีประตูที่จะเปิดรับอารมณ์ส่งเข้าไปให้ใจ อีกถึง ๕ ทาง คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และผิวกาย. คนเรายากที่ จะอยู่ด้วยอาการที่เรียกว่า ปิดหู ปิดตา ปิดจมูก เพราะฉะนั้นมันจึงได้เห็น ได้ยิน หรือได้กลิ่นอยู่เป็นประจำ และง่ายที่สุด ฉะนั้นอารมณ์จึงมีมากมาย และง่ายต่อ การกระทบอย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนี้พึงถือเป็นหลักว่า ถ้าไม่มีอารมณ์ทางภายนอกมากระทบ ก็มักมี อารมณ์ทางภายในกระทบใจอยู่เป็นประจำ อย่าได้หลง สำคัญผิดไปว่า ถ้าตาไม่ได้ เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้ลิ้มรส และผิวกายไม่ได้รับสัมผัส แล้ว เราจะไม่มีอะไรมารบกวน. แท้ที่จริงอารมณ์ภายในนั้นรบกวนไม่น้อยไป กว่าอารมณ์ภายนอก และแถมจะยุ่งยากหรือลึกซึ้ง ดังนั้นเราจะต้องระวังให้ดี คือรู้จักสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” ให้ถูกตัว คือจับตัวอารมณ์นั้นให้ได้เสมอไป สำหรับจะได้นำมาพิจารณาว่า อารมณ์ก็คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ในคำกล่าวที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. เราจะได้รู้จักอารมณ์นั้นๆ ได้ ถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นมายา คือ ยั่วให้ยึดมั่นถือมั่น ทั้ง ๆ ที่มันไม่มี สาระแก่นสารอะไรเลย แต่คนก็หลงยึดมั่นถือมั่นกันอย่างยิ่ง และเกิดเป็นทุกข์ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น. ดังนั้นการปฏิบัติตามวิธีที่ ๒ นี้ ก็คือการดึงเอาความรู้อย่างแท้จริงของ วิธีปฏิบัติที่ ๑ โน้น มาใช้ในขณะที่กระทบอารมณ์ให้ได้ทันท่วงที ด้วยอำนาจของ สติสัมปชัญญะ จนเกิดความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์

น.1310 เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจริง ๆ; ทันใดนั้นก็เกิดความสลดสังเวชขึ้นมา ต่ออารมณ์นั้น และต่อการที่ตนจะไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ ทั้งเป็นการสลด สังเวชเช่นเดียวกันกับความสลดสังเวช ที่เกิดขึ้นในวิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ จนเกิด นิพพิทา ความเบื่อหน่าย และความจางคลายของกิเลสตามสมควรแก่กรณีอย่าง เดียวกันด้วย. นี่ ทำให้เราเห็นได้ชัดแจ้งทีเดียวว่า อาการที่ปฏิบัติ แม้จะต่างกัน โดยระยะกาล หรือวิธีการบางอย่าง แต่ใจความสำคัญนั้น เป็นอย่างเดียว กันแท้ ทั้ง ๒ วิธี คือ เป็นการกระทำไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้ ให้อยู่ ด้วยความจางคลายของกิเลส หรืออย่างน้อยก็ความทีไม่ถูกกิเลสรบกวน ; ไม่มี "ตัวกู - ของกู" พลุ่งขึ้นมา : มีแต่ถูกปิดกั้น ให้มันอดอาหาร จนกว่ามันจะ ตายไปเอง ดังนี้.

น.1311 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๔. ศีล สมาธิ ปัญญา ในวันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติ ที่ต้องใช้ใน เวลาปรกติ เพื่อความเข้าใจที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป. การปฏิบัติตามปรกติ หมายถึงหลักปฏิบัติทั่วไป ในขณะที่มิได้เผชิญกับอารมณ์ นั้น มีทางที่จะแบ่งออก ได้เป็น ๒ ประเภท คือตามหลักวิชาสำหรับนักศึกษา ผู้คงแก่เรียน ซึ่งนับได้ว่าเป็นการศึกษาและปฏิบัติที่เป็น เทคนิคนี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นวิธีปฏิบัติสำหรับ คนทั่วไปที่ไม่คงแก่เรียน เป็นเทคนิคโดยไม่รู้สึกตัว และ ไม่มากมายถึงกับเรียกได้ว่าไม่ปรากฏอยู่ในรูปเทคนิค ซึ่งจะมีประโยชน์เฉพาะผู้มี การศึกษาน้อย มีกำลังใจต่ำ หรือมีอายุมาก ดังนี้เป็นต้น. แต่ แม้ว่าการปฏิบัติ จะมีวิธีแตกต่างกันอย่างไร ผลที่มุ่งหมายก็เป็นอย่างเดียวกัน คือการระงับไป แห่ง “ตัวกู – ของกู” ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าเปรียบกับที่อาศัย ก็ต้องมองดูกันในข้อที่ ว่าแม้พวกหนึ่งจะสร้างด้วยเหล็กหรือคอนกรีต หรือจะสร้างด้วยทองคำก็ตาม;

น.1312 อีกพวกหนึ่งสร้างด้วยไม้ ด้วยใบไม้ แต่ถ้าเพ่งเล็งถึงเพียงเพื่อประโยชน์ของการ อาศัยอยู่ได้แล้ว ก็อยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่พวกหนึ่งต้องลงทุนมาก เหนื่อยมาก มีความยุ่งยากลำบากมาก ; อีกพวกหนึ่งไม่เป็นอย่างนั้น ประโยชน์ที่มุ่งหมาย แท้จริงก็ยังได้รับเท่ากัน ; ส่วนที่มันแปลกกันอย่างมากมายนั้นเป็นเรื่องอื่น. ใจความสำคัญมันมีอยู่ว่า จะให้พวกหนึ่งไปทำตามวิธีของอีกพวกหนึ่งนั้นเป็นสิ่ง ยากที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นหลักสำคัญจึงไปอยู่ที่ว่า ทุกคนเลือกวิธีที่เหมาะแก่ตน. จะเป็นโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ถ้าทำอย่างผิดฝาผิดตัวแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ : จะให้คนมีสติปัญหาแก่กล้ามาทำตามวิธีของคนโง่หรือสติปัญญาทึบก็ไม่สบอัธยาศัย และทำไม่ลง: หรือจะให้คนมีสติปัญญาทึบไปทำตามวิธีของคนมีสติปัญญาสูงก็ทำไป ไม่ได้ : ด้วยเหตุนี้แหละจึงต้องแยกกัน. สำหรับ ผู้ที่มีองค์ประกอบที่เรียกว่าอินทรีย์พร้อมมูล นั้น ก็มีหลัก การ ที่จะต้องศึกษาและกระทำ ให้พอเหมาะพอดีกันกับอุปนิสัยหรืออินทรีย์ ของตน แต่ยังมี ปัญหาอยู่อีกบางประการ คือว่าแม้จะเป็นผู้มีปัญญาโดยกำเนิด แต่ปัญญานั้นยังไม่ถึงขนาดแก่รอบ ถ้ารอให้เป็นไปถึงขนาดแก่รอบตามธรรมชาติ ก็ยังจะต้องใช้เวลาอีกนาน ดังนั้นจึงได้ ผนวกวิธีที่จะบ่มปัญญาเร็ว ๆ เข้าไปใน วิธีปฏิบัติเพื่อดับกิเลสโดยตรง นั้นด้วย และให้ผสมกลมกลืนเป็นเรื่อง เดียวกันไป โดยไม่ต้องแยกเป็นสองเรื่อง จึงจะเรียกว่าแนวปฏิบัติที่ดีและ นิยมใช้กันอยู่. ดังนั้นสิ่งที่เป็นเทคนิคจึงมีมากขึ้น ผลที่ได้รับก็เป็น การบ่ม กำลังจิต และกำลังปัญญาพร้อมกันไป เมื่อดับกิเลสได้ก็เป็นพระอริยบุคคล ประเภทพิเศษ. มีคุณวิเศษส่วนอื่นประกอบมากออกไปจากการดับกิเลสโดยตรง เพียงอย่างเดียว. สายของการปฏิบัติค่อนข้างจะยืดยาวและรัดกุมตามวิธีของเทคนิค ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ได้แก่วิธีที่เรียกกันว่า การทำกัมมัฏฐานอย่างใด อย่างหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง กินเวลามาก ใช้ความพากเพียรมาก แต่ก็ได้ ผลดีคุ้มค่ากัน.

น.1313 การปฏิบัติตามแนวนี้ มีการเตรียมตัวในการศึกษาเรื่องนั้นๆ ก่อน แล้วจึงเตรียมสถานที่ เตรียมการเป็นอยู่หรือการกินอยู่เป็นต้น ตลอดถึงการ เตรียมร่างกายให้เหมาะสม แล้วก็ลงมือ ปฏิบัติชนิดที่สมบูรณ์ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเต็มขนาด พร้อมกันไป. โดย หลักใหญ่ๆ ก็ว่า ตลอดเวลานั้นเป็นผู้มีศีล บริสุทธิ์ คือบำเพ็ญศีลอย่างดีเต็มที่; แต่ว่าโดยพฤตินัยนั้น ถ้ากำลังหมกมุ่นอยู่ กับการบำเพ็ญภาวนาแล้ว ศีลย่อมเป็นไปได้เองคือบริสุทธิ์อยู่ได้เองและถือเอา การสำรวมระวังในขณะแห่งภาวนาทุกขั้นทุกตอนนั่นแหละว่าเป็นตัวศีล เพราะว่าเมื่อมี การสำรวมอยู่อย่างนั้น โอกาสแห่งการล่วงศีลย่อมไม่มีเลย ความสำรวมก็มีอยู่อย่าง เต็มที่ ความปรกติก็มีอยู่อย่างเต็มที่ ปัญหาเรื่องศีลจึงหมดไปอย่างที่เรียกว่าไม่ต้อง คำนึงถึงก็ได้. ส่วนเรื่องสมาธินั้นคือ การปรับปรุงจิตให้เหมาะสมแก่ปัญญา มีการฝึกตามแบบวิธีนั้น ๆ เพื่อให้จิตตั้งมั่น มีอารมณ์เดียวบริสุทธิ์ และพร้อมที่จะ ใช้งานอย่างที่เรียกกันว่า Active ถึงที่สุด ซึ่งมีการฝึกจนกระทั่งถึงเป็นฌานในระดับ ต่าง ๆ กัน แล้วจึงใช้จิตที่อบรมดีแล้วถึงขนาดนั้น ทำงานในทางปัญญา. ส่วน การเจริญปัญญานั้นหมายถึงการทำให้รู้อย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดคือ รู้ความจริงของ สังขารทั้งปวง ถึงขนาดที่ทำไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู -ของกู" ขึ้นมา ได้โดยเด็ดขาด เกิดความสลดสังเวช เกิดความเบื่อหน่ายต่อการยึดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งหลายว่า "ตัวกู-ของกู” มีความจางคลายออกจากกิเลส ด้วยอำนาจแห่งความรู้ และความเบื่อหน่ายนั้น ๆ จนถึงขั้นที่ไม่อาจจะหลงกลับมายึดมั่นถือมั่นได้อีกต่อไป ในกิเลสส่วนนั้น ๆ และเป็นไปยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ จนหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง เพราะ อำนาจของความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นทุกที แก่กล้าและเฉียบขาดยิ่งขึ้นทุกที. การทำให้รู้นั้น เรียกว่าการเจริญปัญญา. ปัญญาชนิดที่ทำลายกิเลสได้จริงนั้น เรียกว่า อริยมรรค. การสิ้นไปแห่งกิเลสนั้น ๆ เรียกว่า มรรค ผล และนิพพาน ในที่สุด.

น.1314 ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ตัวการปฏิบัตินั้นมีอยู่ ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในฐานะที่เป็นประธานหรือเป็นหลัก. ข้อปฏิบัติที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น อีกมากมายนั้น รวมลงได้ในข้อปฏิบัติ ๓ ชื่อนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงถือกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญานี้เป็นหลักปฏิบัติโดยตรง มีนามเรียกว่า ไตรสิกขา คือสิ่งที่ จะต้องศึกษา ๓ ประการ. แต่คำว่า "สิกขา" ในที่นี้หมายถึง การศึกษาและ ปฏิบัติที่รวมตัวเป็นอันเดียวกัน ไม่ใช่การศึกษาเล่าเรียนเฉย ๆ; แต่เป็นการศึกษา ที่เป็นไปในทางปฏิบัติ โดยถือหลักว่า ต้องปฏิบัติหรือเมื่อปฏิบัติอยู่จึงจะรู้. ทีนี้การที่มีข้อปฏิบัติมากชื่อออกไป ก็เนื่องมาจากการจำแนกสิกขา ๓ นี้ให้มากออกไปโดยจำนวน เช่นในกรณีของมรรคมีองค์แปด : ปัญญาสิกขา แจกออกไปเป็น สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปโป; ศีลสิกขา จำแนกออกไปเป็น สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต และ สัมมาอาชีโว; สมาธิสิกขา หรือจิตสิกขา จำแนกออกไปเป็น สัมมาวายาโม สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ ; รวมกันเป็นแปด เลยได้ชื่อว่ามรรคมีองค์แปดไป ที่แท้ก็คือไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในรูป ที่ใช้อยู่จริงเท่านั้นเอง. ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตให้เห็นว่า เมื่อมีการใช้อยู่จริง หรือมีการ ปฏิบัติอยู่จริงนั้น ปัญญาสิกขาไพล่มาอยู่ข้างหน้า มาอยู่ก่อนในฐานะเป็นผู้นำ แล้วจึงถึงศีลสิกขา สมาธิสิกขา. ส่วนในทางทฤษฎี นั้น เรียงลำดับ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา. ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเรื่องนี้ เลยหลงไปว่าจะต้องยึดหลักทฤษฎี อย่างนี้ คือ หลักที่จะต้องทำไปตามลำดับของ ศีล สมาธิ ปัญญา; เมื่อทำเช่นนั้น อาการที่เรียกว่า กลิ้งครกขึ้นภูเขาจะเกิดขึ้นทันที เพราะว่าทั้งหมดนั้นถ้าไม่เอา ปัญญามาเป็นผู้จูง หรือผู้นำแล้วจะเป็นไปไม่ได้เลย ศีลก็เป็นไปไม่ได้ สมาธิ ก็เป็นไปไม่ได้ ขืนให้เป็นไปก็จะเฉหรือถลากไถลออกนอกทางและมีอาการกลิ้งครก ขึ้นภูเขา ซึ่งมีความหมายว่า ยากลำบากอย่างยิ่ง และพร้อมที่จะกลับตกลงมา

น.1315 หรือว่าถอยหลังลงมาอยู่เสมอไป; ดังนั้น จึงต้องเอาปัญญามาก่อน และ เรียงลำดับเสียใหม่ว่า ปัญญา ศีล สมาธิ แทนที่จะเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. ข้อนี้หมายความว่าให้ ปัญญาเป็นผู้นำผู้จูงในทุกกรณีไป นับตั้งแต่จูงเข้ามา วัดจูงเข้ามาหาศาสนา จูงเข้ามาศึกษาหรือมองดูชีวิตในทุกแง่ทุกมุม จูงมาเลือกเฟ้น ข้อปฏิบัติที่เหมาะสม และเป็นผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญานั้นเสียก่อนว่า ข้อปฏิบัติ ชื่อนี้มันเป็นอย่างนี้ ๆ เมื่อปฏิบัติลงไปแล้วมันกระทบกระเทือนแก่กิเลสอย่างนี้ ๆ หรือว่ามันทำลายกิเลสชื่อนี้ ให้หมดไปโดยลักษณะอาการอย่างนี้ๆ แล้วจึงลงมือ ปฏิบัติไปตามนั้น. ดังนั้นศีลของผู้นั้นจึงเป็นไปโดยง่ายและสมบูรณ์ ทำลายกิเลสหยาบ ๆ ได้สิ้นเชิง เป็นอุปกรณ์อย่างดีเลิศแก่สมาธิ ซึ่งนับว่าถึงที่สุดแห่งหน้าที่ของศีลแล้ว สำหรับสมาธินั้นเล่า เมื่อมีปัญญาเป็นผู้นำก็เป็นไปได้โดยง่ายดาย มีคุณภาพพอที่จะ ทำหน้าที่ของมัน คือเกิดความสงบทางจิตใจ มีกำลังจิตใจเข้มแข็งที่พร้อม และ เหมาะสมที่จะทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่ของธรรมชาติล้วน ๆ อยู่ มากโดยไม่ต้องใช้เจตนา ปัญญาก็เกิดขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของ สมาธิชนิดนั้น ปัญญา ที่เกิดขึ้นจึงสามารถทำหน้าที่ของมัน ซึ่งรวมเรียกว่าทำลายกิเลส; แต่ว่า มันมิได้ เป็นไปเพียงเท่านั้น มันกลับย้อนไปส่งเสริมเพิ่มกำลังให้แก่ ศีล สมาธิ และ ตัวมันเอง ให้เป็นไปในอันดับที่สูงยิ่งขึ้นทุกที ๆ จนกว่าจะหมดปัญหาเรื่องการดับ กิเลส กล่าวคือการดับกิเลสสิ้นเชิงในขั้นที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วเรื่องก็จบ กัน คือสิ่งที่เรียกว่าพรหมจรรย์ ถึงที่สุดลงที่ตรงนี้. ทีนี้ก็มาถึง ตัวเทคนิคที่ยิ่งขึ้นไป ของการปฏิบัติที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น. ตามหลักใหญ่ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เราสรุปได้ว่า ต้องให้ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้อง และถึงที่สุด ไม่ใช่ ทำตามตัวหนังสือหรือตามพิธี เช่นจะเข็นไปในรูปของ ศีล สมาธิ ปัญญา

น.1316 ย่างกลิ้งครกขึ้นภูเขา แทนที่จะทำ อย่างกลิ้งครกลงจากภูเขา โดยวิธีของ ปัญญา ศีล สมาธิ ดังนี้เป็นต้น ยังจะต้องมีความฉลาดอย่างลึกซึ้งถึงที่สุด ในการที่จะ วางรูปการปฏิบัติอย่างไร ให้มันดำเนินไปโดยสะดวกตั้งแต่ต้นจนปลาย คือ โดยเร็วที่สุด โดยปลอดภัยที่สุด หรือแน่นอนที่สุด. แต่ทว่าเผอิญเป็นบุญของ พวกเราที่ว่า เราไม่ต้องลำบากในการทำหน้าที่นี้ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ทรงวางกฎเกณฑ์อันนี้เป็นประธานไว้แล้ว กล่าวคือแนวปฏิบัติที่ถูกต้องที่พระองค์ ได้ทรงวางไว้จริง ๆ นั่นเอง. เราพยายามเลือกให้ได้ของจริงมา อย่าให้ถูกของปลอม ก็แล้วกัน ซึ่งในที่นี้ขอระบุไปยังสติปัฏฐานทั้ง ๔ ซึ่งอยู่ในรูปของอานาปานสติที่ ถูกต้อง ซึ่งจะต้องระวังอย่าให้ไปถูกสติปัฏฐาน หรือมหาสติปัฏฐานที่เพ้อ หรือ อย่าให้ไปถูกอานาปานสติที่ปลอมดังนี้เป็นต้น. เราจะได้วินิจฉัยกันต่อไปว่าโดย ใจความที่สำคัญที่สุดของสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่อยู่ในรูปของอานาปานสติ นั้น มันมีเทคนิคของมันอย่างไร. ในขั้นแรกที่สุด จะต้องมีอะไรมาใช้เป็นบทเรียน สำหรับฝึก การสำรวมและฝึกการกำหนดจิตให้เป็นสมาธิกันเสียก่อน. ในบรรดาสิ่งที่จะ เอามาใช้ได้ตั้งหลายสิบอย่างนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าลมหายใจ เพราะว่ามัน สะดวก ตรงที่มันติดกันอยู่กับตัวเรา ไม่ต้องเที่ยวเสาะหา โยกย้าย หรือแสวงหาที่ไหน นี้อย่างหนึ่ง ; และเมื่อฝึกลมหายใจอยู่นั้น ทำให้มีผลดีแก่อนามัยทางกาย เกิดความผาสุกทางกายเป็นกำไรส่วนหนึ่ง และ ส่งเสริมอนามัยทางจิต ให้เป็น จิตที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป นี้อย่างหนึ่ง ; และที่ดีเป็นพิเศษอีก อย่างหนึ่งก็คือ การปฏิบัติตามวิธีนี้เป็นวิธีที่สุขุมละเอียด สงบรำงับ ไม่เอะอะ ตึงตัง หรือน่าหวาดเสียว เหมือนอารมณ์อย่างอื่นมากชนิด. เพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับ เหตุผลที่ว่า ทำไมจึงทรงระบุให้เลือกลมหายใจ เอามาเป็นอารมณ์สำหรับฝึก

น.1317 ทีนี้ ก็มาถึง ค วามมุ่งหมายของการฝึกในระยะแรกนี้. โดยหลัก ใหญ่ ๆ มีอยู่ว่า ตามกฎของธรรมชาติ นั้น ถ้าเราต้องการจะให้ความรู้สึกอย่างใด หรือแม้แต่ความรู้อย่างใด มาประทับใจอย่างแน่นแฟ้นและเป็นไปนานแล้ว เราก็ จะต้องมี วิธีฝึกในการที่จะนำเอาเรื่องนั้นมาประทับไว้กับใจ ให้แน่นแฟ้น และนานถึงที่สุด นั่นเอง. การทำดังนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่า การทำมันทุกลม หายใจเข้า-ออก หรือมี อาการอย่างกับว่าผังมันเข้าไปในลมหายใจ เพื่อให้ความ รู้สึกหรือความรู้นั้น รู้สึกอยู่ได้ทุกลมหายใจเข้า-ออก. ที่เราเห็นได้ง่าย ๆ เช่น ถ้าเราอยากจะเกลียดใครให้ถึงที่สุด ก็ลองเอาความชั่ว หรือความเลวร้ายของเขา มานึกอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา ความรู้สึกเกลียดก็จะแน่นแฟ้น. ในทำ- นองที่ตรงกันข้ามก็เป็นอย่างเดียวกัน เช่น อยากจะรักใครอย่างแน่นแฟ้นก็ลองนึก ถึงความดีหรือความน่ารักของบุคคลผู้นั้นอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลาผลก็ จะเกิดขึ้นตามที่ต้องการ. นี้ใจความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเราต้องการจะให้ความ รู้สึกอย่างใดฝังแน่นลงไปในจิตของเรา เราจะต้องฝึกกันถึงอย่างนี้. ทีนี้เรื่องของเราไม่ใช่เพียงเท่านั้น คือไม่ใช่มีเพียงจะให้รักใครหรือ เกลียดใคร แต่เรา ต้องการจะให้ความรู้ ความเข้าใจ และความเห็นแจ้งแทง ตลอด ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน หรือของตน ก็ตาม ให้มาประทับใจอยู่ตลอดเวลา แน่นแฟ้นและเฉียบขาด พอที่จะดับ หรือจะทำลาย กิเลส ตัณหา อุปทาน หรือแม้อย่างน้อยที่สุดก็ป้องกันมันไม่ ให้เกิดขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา; ดังนั้น เราต้องมีวิธีฝึกที่จะทำให้ความรู้สึกใน ความจริงข้อนี้มาประทับใจไว้ตลอดเวลา บทเรียนจึงเกิดขึ้นทันทีว่า เราจะต้องฝึก หัดกำหนดสิ่งที่เราจะต้องการกำหนดให้ได้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกกันเสียก่อน. แต่ว่าในระยะแรกนี้ เราจะไปคว้าเอาสัจจธรรมข้อที่ว่า ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น มากำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก เสียเลยนั้น เราไม่อาจจะทำได้ เพราะมันละเอียดสุขุมและยากเกินไป จะต้องรอไว้ทีหลังก่อน. เราต้องมาเลือกเอา

น.1318 ๒๘๒ "ตัวกู-ของกู" สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ง่ายกว่า มาทำให้สำเร็จประโยชน์ ในข้อที่ว่า ถ้าเราต้องการจะ กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เราจะต้องทำให้ได้ และสิ่งที่เหมาะสมในระยะแรกที่สุด นี้ก็คือ ตัวลมหายใจ นั่นเอง. มันเหมาะสมที่สุดก็เพราะว่า มันเนื่องอยู่ใน กายเราเองแล้ว และมันก็หายใจเป็นระยะเป็นจังหวะอยู่แล้ว จึงเหมาะสมกว่า สิ่งอื่นทั้งหมดที่จะนำมาเป็นอารมณ์สำหรับฝึก. เราเริ่มกำหนดที่ลมหายใจในระยะ แรกนี้แต่เพียงความมุ่งหมายอย่างเดียวว่า จะกำหนดมันให้ได้ทุกครั้งที่เราหายใจ เข้าและออก ไม่ให้สติ (หรือที่เรามักจะเรียกกันว่าจิต หรือตัวเราก็ตาม) ผละหนีออกไปจากลมหายใจนั้นได้ : ดังนั้นจึงมี อุบายที่จะสังเกตศึกษาเกี่ยวกับ ลมหายใจตามที่จำเป็น จนกระทั่งฝึกได้สำเร็จในข้อที่ว่า เราสามารถทำสติให้กำหนด อยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกโดยตรง และได้นานตามที่เราต้องการ. นี้เรียกว่าเรา ประสบความสำเร็จในขั้นที่จะฝึกจิตของเรา ให้กำหนดอยู่ที่อะไรตามที่เราต้องการ ให้กำหนด ได้อย่างแน่นแฟ้นและนานตามที่เราต้องการ. (รายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่องนี้พึงศึกษาจากเรื่องอานาปานสติในตอนที่ว่าด้วยเรื่องนี้) ทีนี้ก็มาถึง สิ่งที่เราจะต้องทราบต่อไป. การฝึกจิตในลักษณะ เช่นนี้ เมื่อทำได้ถูกวิธีแล้ว ร่างกายจะรำงับลง ๆ จิตใจก็จะสงบลงพร้อมกันไป ความรู้สึกอันใหม่ที่แปลกประหลาดต่อเราที่สุด ก็จะเกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น คือ ความสงบที่เป็นสุขที่ไม่เคยรู้รสมาแต่ก่อน ชนิดที่ใครไปรู้สึกเข้าก็จะพอใจหลงใหล ด้วยกันทั้งนั้น จนกล่าวได้ว่าเป็นยอดสุขของสุขเวทนา ไม่มีสุขเวทนาชนิดไหน จะเสมอเหมือน ; แม้ที่สุดแต่สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ ก็ไม่อาจจะเปรียบ กับสุขเวทนาประเภทนี้ได้. แต่ ข้อที่สัตว์ทั้งหลายไปหลงใหลแต่ในสุขเวทนาของ กามารมณ์ ไม่ติดใจในสุขเวทนาประเภทนี้ ได้ ก็เพราะว่าเขาไม่สามารถจะเข้าถึงมัน ได้โดยเหตุผลมากมายหลายประการทีเดียว ; ดังนั้นเขาจึงไปหลงใหลกันอยู่แต่สุข- เวทนาทางกามารมณ์. ถ้าหากว่ามีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้เข้าถึงสุขเวทนา

น.1319 อันนี้ได้ สุขเวทนาทางกามารมณ์ จะกลายเป็นของจืดชืด หรือถึงกับน่าขยะแขยง ไปทีเดียว ; ดังนั้นเคล็ดลับหรือเทคนิคที่จะดำเนินต่อไป ก็เกิดมีหลักขึ้นมาว่า ถ้าสามารถเอาชนะสุขเวทนาชนิดที่สูงสุดเสียให้ได้จริงๆ แล้ว สุขเวทนาที่ต่ำๆ เตี้ย ๆ รอง ๆ ลงมาก็จะหมดปัญหาไปเอง จึงให้มุ่งหมายที่จะพิจารณาสุขเวทนา ชั้นยอดให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมความว่ามันเป็นสักว่ามายา ไม่ควร แก่การยึดถือโดยประการทั้งปวง ขึ้นมาให้ได้จริง ๆ เถิด บรรดาเวทนาทั้งหลายที่ จะมีอยู่กี่ร้อยกี่พันชนิดก็ตาม จะหมดอำนาจไปทันที. ดังนั้นจึงมีวิธีฝึกให้ กำหนด ที่สุขเวทนานั่นเอง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก แทนที่จะไปกำหนดลมหายใจ ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก ก็ให้มากำหนดที่สุขเวทนาอันนี้ แล้วดำเนินข้อปฏิบัติ ต่อไปในข้อที่จะพิจารณาว่า เวทนาเป็นอย่างไร เกิดขึ้นดับไปอย่างไร มีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง และตกอยู่ใต้อำนาจของเหตุปัจจัยนั้นอย่างไร. รวมความ ก็คือว่า มันเป็นของว่างเปล่าหรือเป็นมายาเท่าไร เท่านั้นเอง ; จะได้เกิดความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัดต่อเวทนาทั้งหลาย แม้ว่าจะถือกันว่าเป็นสุขอย่างไร. แต่ว่า ในขั้นนี้เรายังไม่สามารถที่จะกระทำทีเดียวได้ตลอดสาย จึงมีระยะ การปฏิบัติอีกระยะหนึ่งแทรกแซงเข้ามา คือจะต้องฝึกฝน ด้วยการดูที่ตัวจิตเอง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก หรือให้เป็นผู้รู้เท่าทัน และใช้ความรู้เท่าทันต่อลักษณะ ของจิตนั้น เป็นเครื่องมือ สำหรับกำหนดเวทนาและธรรมะอื่นๆ ที่เนื่องด้วยเวทนา นั้นให้สูงขึ้นไปตามลำดับจนกว่าจะถึงที่สุด ; เราจึงมีการฝึกการกำหนดจิตอยู่ทุกลม หายใจเข้า-ออก แทนการกำหนดเวทนา ดังจะได้วินิจฉัยกันต่อไปในวันหลัง.

น.1320 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๔๕. อานาปานสติ ในวันนี้จะได้กล่าวถึง การปฏิบัติ ที่เป็นใจความ สำคัญของสติปัฏฐาน ต่อจากที่ค้างไว้แต่วันก่อน กล่าวคือ เรื่องการกำหนดจิต ต่อจากการกำหนดเวทนา. การฝึกการกำหนดจิต นั้น หมายถึงการเฝ้า ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่จิต และได้ทำจิตให้อยู่ในลักษณะ อย่างไร นี้อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่งก็คือ การฝึกน้อมจิต นั้นไปตามที่ตนประสงค์ เช่นทำให้เกิดความรู้สึกกล้าหาญ ร่าเริงบรรเทิงกระทั่งทำให้ว่างหรือปล่อยวางความยึดถือต่างๆ ให้มาก และให้คล่องแคล่วตามที่ต้องการ. วิธีอย่างแรกนั้น เพื่อรอบรู้ในการที่จะ สังเกตว่าจิตมีความรู้สึกเปลี่ยนไปได้กี่อย่างหรือกี่สิบอย่าง เช่นเอียงไปทาง โลภะ หรือ โทสะ หรือโมหะ, มีอาการอ่อนเพลีย หรือฟุ้งซ่านเกินไป; เพื่อกำหนดมันให้ ได้ทุก ๆ ลักษณะ. และการกำหนดนั้นก็กำหนดให้เห็นลักษณะของจิตนั้น อยู่ทุก

น.1321 ครั้งที่หายใจเข้า-ออก จนกว่าลักษณะอันนั้นจะกลายไป หรือเปลี่ยนไปเป็นกำหนด อย่างอื่น. ส่วนวิธีอย่างหลังนั้นเป็นการฝึกเพื่อจะแก้ไขมัน ซึ่งมีหลักว่าใน บางคราวก็ข่มขี่มัน ในทางตรงกันข้ามก็ประคับประคอง หรือยกมัน ; ในบาง คราวก็มีอาการที่เรียกว่าชี้ชวน คือนำจิตไปสู่ความคิดนึกที่ควรคิดนึกที่ตนต้องประ- สงค์คือที่สามารถเอาชนะกิเลสได้. จะต้องฝึกหรือควบคุมมันไว้ ในลักษณะที่ถูกต้อง อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่หายใจเข้าและหายใจออกเช่นเดียวกัน จนกล่าวได้ว่า เป็นผู้ฉลาดในเรื่องของจิต รู้จักมันทุกชนิดและรู้เท่าทัน สามารถข่มขี่บังคับหรือจูง ไปได้ตามแนวที่ตนต้องการ. ครั้นเสร็จ การปฏิบัติในขั้นควบคุมจิตแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปฝึกในการ กำหนดที่สัจจธรรม หรือความจริงที่ควรรู้ เข้าถึงความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก เช่นการ เพ่งให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่ง ทั้งปวง อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก ; เพ่งดูความจางคลายของกิเลส อันจะมี ขึ้นได้ เพราะธรรมะอะไร หรือ ดูที่ธรรมะอันเป็นเครื่องมือทำความจางคลายแก่ กิเลส ตามที่ปรากฏชัดแก่ตนมาแล้วอย่างไร ตลอดถึงสิ่งที่อาจจะคำนึงคำนวณเอาได้ ต่อไปในกาลข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาที่หายใจเข้า-ออก; แล้ว พิจารณาดูความดับ คือความดับไปแห่งกิเลสและความทุกข์ ซึ่งเราเรียกว่าความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในที่นี้ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้ด้วยธรรมะอะไรและโดยวิธีใด ในสภาวะหรือปรากฏการณ์ เช่นไร ; และในที่สุดก็พิจารณาถึงอาการที่เรียกกันว่า การที่จิตปล่อยวางหรือ สลัดคืนสิ่งทั้งปวง ว่ามีภาวะเช่นไร เป็นไปได้โดยวิธีใดในสภาวะหรือปรากฏการณ์ เช่นไร : และในที่สุดก็พิจารณาถึงอาการที่เรียกกันว่า การที่จิตปล่อยวางหรือ สลัดคืนสิ่งทั้งปวง ว่ามีภาวะเช่นไร เป็นไปได้เพราะอำนาจแห่งธรรมะอะไร. ทั้งหมดนี้ล้วนแต่พิจารณาให้เห็นชัดอยู่ตลอดเวลาที่หายใจเข้า-ออก. ในการพิจารณาเหล่านี้ อาจจะยักย้ายพิจารณาหรือดูธรรมะในรูป เรื่องที่มีชื่อเรื่องต่าง ๆ กัน เช่น ในรูปของไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมทั้งสุญญตาด้วย ; ในรูปของอริยสัจจ์สี และในรูปของปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ;

น.1322 ซึ่งเมื่อสรุปสั้น ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความจริงเรื่องการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และความดับไปแห่งทุกข์ แต่ได้สรุปให้เป็นหัวข้อพอสมควรที่จะพิจารณาได้โดย สะดวกเท่านั้น ไม่ให้พร่ำเพรื่อเหลือเพื่อหรือเพ้อไปจนกลายเป็นเรื่องการท่องจำ หรือเล่าเรียน ดังนี้เป็นต้น. ในที่สุดเราก็จะมองเห็นได้ว่า โดยหลักใหญ่นั้นคือ การฝึกสติ ซึ่ง ในสตินั้นย่อมเป็นสัมปชัญญะหรือญาณไปในตัว และ ในตัวการ กระทำนั้น ย่อมเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาไปในตัว ตลอดถึงเป็นศรัทธา เป็นพละเป็นความเพียรเป็นต้น รวมอยู่ในนั้นด้วยเสร็จ. นี้เรียกว่า "การฝึกสติ" มีเพียงสั้น ๆ เท่านี้เอง. ทีนี้ ก็มาถึง สิ่งที่ถูกฝึก หรือนำมาใช้ในการฝึก. สิ่งนี้ถ้า กล่าว โดยตรงก็ได้แก่จิต เป็นการฝึกจิตให้มีสติ ถ้าเรียกอย่างสมมติก็เรียกว่าตัวเราถูกฝึก ให้ตัวเรามีสติ. แต่ถ้าจะพูดกันอย่างลึกซึ้ง โดยโวหารปรมัตถ์ โดยเพ่งเล็งถึง ธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรจะเรียกว่า ฝึกองคาพยพ หรืออวัยวะทางฝ่าย นามธรรม คือ ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณทุก ๆ แขนงพร้อมกันไปนั่นเอง แต่ก็ไม่ จำเป็นต้องไปรู้จักชื่อของสิ่งเหล่านั้น ให้ละเอียดลออ จะกลายเป็นเรื่องจิตวิทยาที่ ใหญ่หลวงไม่มีสิ้นสุดไป. จงทำการปฏิบัติไปตามระเบียบที่วางไว้ก็พอแล้ว ; สิ่งเหล่านั้นจะถูกฝึกอย่างครบถ้วน และตรงตามที่พึงประสงค์ หรืออย่างเพียงพอ แก่การดับทุกข์ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปค้นคว้า หรือเดินไปตามทางจิตวิทยาหรือ ปรัชญาที่ซับซ้อนมากมาย จนเวียนหัวหรือเกิดความทุกข์ขึ้นมาใหม่ โดยไม่แก้ ความทุกข์เก่าแต่ประการใด. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เป็นอารมณ์สำหรับใช้ในการฝึก ซึ่งเห็น ได้ชัดแล้วว่ามีอยู่ ๔ อย่าง คือ ลมหายใจ อย่างหนึ่ง, เวทนา อย่างหนึ่ง, จิต อย่างหนึ่ง และ สัจจธรรมของสิ่งทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง รวมเป็น ๔ อย่าง. ลมหายใจนั้น เรียกโดยบาลีว่า กาย เพราะว่าเป็นส่วนสำคัญของกาย เนื่องอยู่กับกาย ดังนั้น

น.1323 จึงเรียกการฝึกกำหนดลมหายใจว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน ที่หนึ่ง. การกำหนดที่เวทนาโดยลักษณะต่าง ๆ กัน กระทั่งถึงการฝึกการควบคุม ไม่ให้เวทนานั้นปรุงแต่งจิต ทั้งหมดนี้เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. การกำหนดจิตและการฝึกจิตโดยวิธีที่กล่าวแล้วเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. การกำหนดสัจจธรรมหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้นเรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน. การกำหนดหรือพิจารณาทั้งหมดนี้ทุกขั้นทุกตอน ล้วนแต่เป็นการกำหนด อยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจเข้า-ออก ตลอดเวลาที่หายใจเข้า ตลอดเวลาที่หายใจออก ไม่มีระยะเวลาว่างเว้นเลย. ไม่ใช่ว่าหายใจเข้ากำหนดที่หนึ่ง หายใจออกกำหนดที่ หนึ่ง แต่ว่าต้องกำหนดสิ่งนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาหายใจเข้า แล้วก็กำหนดอย่างเดียวกัน ตลอดเวลาที่หายใจออก : แปลว่า รู้สึกหรือกำหนดสิ่งนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาติดต่อกัน ไม่มีระยะว่างเว้น. เพราะเหตุที่เป็นการกำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกนั่นเอง การปฏิบัติ ทั้ง ๔ ประการนี้จึงได้นามว่า อานาปานสติ เหมือนกันหมดทั้ง ๔ หมวด : หมวด แรกเป็นการกำหนดลมหายใจ ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. หมวดที่ ๒ กำหนดเวทนา ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. หมวดที่ ๓ เป็นการกำหนด จิต ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. และหมวดสุดท้ายเป็นการกำหนดธรรม ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้นเช่นเดียวกัน. จึงได้เห็นรูปโครงว่า โดยหมวด- ใหญ่ ๆ มีอยู่ ๔ หมวด : โดยละเอียดมีอยู่ ๑๖ ขั้น : มีรายละเอียดอันจะพึงศึกษา ได้ จากเรื่องอานาปานสติโดยตรง (คือการบรรยาย ปี ๒๕๐๒). สำหรับ ผลที่จะเกิดขึ้นนั้น สรุปได้สั้นๆ คือ เป็นการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัว : การกำหนดอยู่ในลักษณะอย่างนั้นเรียกว่า สติ : ความรู้ที่เกิดขึ้นทุกชนิดแม้ที่สุดแต่รู้ว่าลมหายใจเป็นอย่างไร นี้เรียกว่า ญาณ

น.1324 คือความรู้; จนกระทั่งถึงญาณสุดท้ายในขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติเป็นความรู้ในขั้น ที่กิเลสหมดไป รู้ความที่จิตหมดกิเลสแล้ว เหล่านี้ เรียกว่า ญาณ; ดังนั้น จึงเป็นการรู้สิ่งที่เรียกกันว่า มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นความจริงอยู่อย่างไร อยู่ตามธรรมชาติธรรมดา และเป็นความรู้ธรรมเหล่านั้น ในส่วนที่ตนได้บรรลุ ถึงแล้ว กระทั่งถึงความรู้ว่า หมดเรื่องกันที่; ทั้งนี้ล้วนแต่เรียกว่า ญาณ และแต่ละญาณล้วนแต่มีชื่อเป็นภาษาบาลียืดยาวด้วยกันทั้งนั้น. สำหรับในที่นี้ อยากจะสรุปสั้น ๆ แต่เพียงว่า เป็น ความรู้ในการที่ทำให้ "ตัวกู-ของกู" ดับไปอย่างสิ้นเชิงและแท้จริง จนหมดปัญญาอันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่พุทธ บริษัทเราจะต้องปฏิบัติ ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นความยุ่งยากลำบากอีกต่อไป; เรียกว่า ถึงที่สุดของการปฏิบัติ หรือจบพรหมจรรย์ดังนี้. เท่าที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น ทุกคนอาจจะเห็นได้ด้วยตนเอง ว่าเป็น เรื่องของหลักวิชาและการปฏิบัติที่ละเอียดสุขุม และมีเทคนิคมากมาย. ผู้ ศึกษาและผู้ปฏิบัติจะต้องมีอะไร ๆ ที่เหมาะสมกัน หรือใช้เวลาอันยาวนานที่จะ ปรับปรุงให้เหมาะสมกัน แล้วลงมือปฏิบัติไปจนกว่าจะถึงที่สุด ด้วยความเฉลียว- ฉลาดและอดกลั้นอดทนที่มากมายเพียงพอ; ทำให้บุคคลเหล่านั้นได้นามว่า โยคี คือ ผู้ที่สนใจง่วนอยู่ด้วยการศึกษาและปฏิบัติ จนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะประสบ ความสำเร็จ; ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า สำหรับชาวบ้านตามธรรมดาสามัญเล่า จะทำ อย่างไร ? ข้อนี้ถ้ากล่าวตามความจริงแล้วก็กล่าวได้อย่างสั้น ๆ และตรงๆ ว่า ต้องมีวิธีลัดหรือวิธีที่ปรับปรุงให้รัดกุมและเหมาะสมสำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่ ไม่อาจจะบำเพ็ญตนเป็นโยคีเช่นนั้นได้ แต่ให้มีหลักปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน นำไป สู่ผลอย่างเดียวกัน คือ การควบคุม "ตัวกู-ของกู" เรื่อยไปจนกว่าจะดับมันได้ โดยเด็ดขาดในที่สุด. ข้อนี้ก็ได้แก่การที่เราเลิกนึกถึงวิธีปฏิบัติที่จัดเป็นระเบียบต่างๆ

น.1325 อย่างมากมายเหล่านั้นเสีย คล้ายกับว่าสิ่งเหล่านั้นมิได้มีอยู่ในโลกทีเดียว คง กำหนดไว้แต่ปัญหาสั้น ๆ โดยเฉพาะ ว่า เราวางจิตใจไว้ในลักษณะเช่นไร ควบคุม มันไว้ในลักษณะเช่นไร ความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น และก็ทำไปอย่างนั้น; จะเกิด ความรู้ความชำนาญเพิ่มมากขึ้นทุกทีตามลำดับ ๆ ได้ในตัวมันเอง. ด้วยการปฏิบัติ วิธีลัดนี้เราอาจจะเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า "การเป็นอยู่อย่างถูกต้อง อยู่ทุกลมหายใจ เข้า-ออก" เหมือนกัน. หมายความว่า ตลอดเวลา เราจะอยู่ด้วยความรู้สึก ที่ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรที่น่าเข้าไปเอา หรือเข้าไปเป็น ด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น. ข้อนี้หมายความว่า แม้ตัวเราจะมีอะไรหรือเป็น อะไรอยู่ ก็ให้มีหรือเป็นแต่สักว่า โลกสมมติ หรือกฎหมายรับรอง ดังนี้ เป็นต้นเท่านั้น อย่าไปมี หรือไปเอา หรือไปเป็นเข้า ด้วยชีวิตจิตใจ หรือด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง; คอยควบคุมตัวเอง ให้มีความระลึกหรือมีสติสัมปชัญญะเช่นนี้ อยู่เสมอ นี้เรียกว่าการเป็นอยู่ที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก; เพราะว่า การเป็น อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะหรือปัญญา ในลักษณะที่กล่าวนั้น มันเป็นศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัวเอง แต่เราอย่าไปนึกถึงมันเลยจะดีกว่า เรื่องมันจะมากขึ้นมาอีก หรือมัน จะเดินไปในรูปของการปฏิบัติที่เป็นเทคนิค อย่างยุ่งยากลำบากมากมาย ขึ้นมาอีก. เราเป็นเพียงแต่มั่นใจว่าในนั้นมีศีล สมาธิ ปัญญา ในนั้นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีอะไรทุกอย่างที่ควรจะมีสำหรับพุทธบริษัท แต่ว่า ไม่ต้องไประลึก นึกถึง เพราะว่าเรื่องมันจะมากขึ้นมา ดังที่กล่าวมาแล้ว. เพียงแต่เฝ้าระมัด ระวังเพื่อกำหนดแต่จิตของตัวเอง ไม่ให้เผลอไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า แต่ให้ทำ สิ่งต่าง ๆ ไปโดยอาศัยสติปัญญาล้วนๆ ไม่เจืออยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเลย หรือ ถ้าจะมีบ้างก็เป็นความยึดมั่นถือมั่นในฝ่ายดี แต่ก็ให้เบาบางที่สุด คือเท่าที่จะ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจ ให้ทำหน้าที่ของตนไปได้โดยสะดวกเท่านั้น ซึ่ง ในที่สุดก็จะค่อย ๆ ละไปเองจนหมดสิ้น กลายเป็นบุคคลผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาเอง เหมือนในลักษณะที่จะทำอะไรด้วยอาศัยอำนาจของสติปัญญาเท่านั้น แต่ไม่อาศัย

น.1326 อำนาจหรือกำลังของความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" หรือ Egoism เป็นต้น เหล่านั้นเลย. เมื่อมาถึงขั้นนี้จะไม่มีอะไรยุ่งยากลำบากสำหรับที่จะฝึกการเป็นอยู่ อย่างถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งเรียกได้ว่า มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ไม่ได้ มีชีวิตอยู่ด้วยกิเลสตัณหา. นี่แหละคือความหมายของคำว่า "เป็นอยู่อย่าง ถูกต้อง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก" ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ดังที่ได้กล่าว แล้วข้างต้น ในการที่จะควบคุมความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" โดยพิจารณา ให้เห็นโทษที่น่าเกลียดและน่ากลัวของมันอยู่เสมอไปนั่นเอง. การเป็นอยู่อย่างถูกต้องชนิดที่กล่าวนี้ ควรจะกล่าวว่า ไม่ใช่มันดี วิเศษอยู่ตรงที่ในนั้นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน อยู่ในตัวมันเอง เพราะความคิดเช่นนั้นล้วนแต่ยังทำให้เกิด ความยึดมั่นถือมั่นอย่างใหม่ อย่างงมงาย โดยไม่รู้ว่าความหมายอันแท้จริง หรือสิ่งที่ มีค่าอย่างแท้จริงก็ได้. ความหมายอันแท้จริง หรือสิ่งที่มีค่าสูงสุด ในการปฏิบัติ อย่างที่ว่านั้น มันอยู่ที่ว่า การเป็นอยู่อย่างถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกชนิดนั้น นั่นมันเป็นการตัดอาหารด้วยวิธีการ Boycott ทุกทิศทุกทางต่อกิเลส ทำให้กิเลส ไม่ได้รับอาหารเลย ทั้งที่เราก็ไม่มีความยุ่งยากลำบากแต่ประการใด. จึงพูดเป็น หลักขึ้นมาได้ใหม่อีกว่า "เป็นอยู่โดยถูกต้องเท่านั้น กิเลสหมดอาหารเอง" เท่า ๆ กับเราจะพูดกันว่า "เลี้ยงแมวเท่านั้น หนูก็หมดไปเอง" โดยที่เราไม่ต้องยุ่ง ยากอะไรกับหนู; จึงถือว่าเป็นวิธีลัดและแน่นอนที่สุดในการที่จะกำจัดสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนา; ฉะนั้นทุกคนจึงควรนิยมใช้ อาวุธที่มีชื่อว่า การเป็นอยู่อย่างถูก ต้องทุกลมหายใจเข้า-ออก ตามแนวที่กล่าวนี้. ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อพิจารณาเห็นอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้แล้ว เมื่อตากระทบรูปก็ดี หูกระทบเสียงก็ดี กระทั่ง ถึงความคิดเกิดขึ้นในใจก็ดี ค วามรู้ที่กล่าวแล้วจักเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ปรุงเป็น

น.1327 วทนาที่น่าหลงใหลขึ้นมา ไม่ว่าจะหลงใหลไปในทางรัก หรือหลงใหลไปในทางชัง ล้วนแต่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น. ขอแต่ให้มีสติสัมปชัญญะทันท่วงที คือให้ ความรู้นั้นมาช่วยทันท่วงทีได้เท่านั้นเอง. ข้อนี้ย่อม ไม่เป็นการยากสำหรับบุคคลที่ ระลึกถึงอยู่เสมอ ฝึกซ้อมอยู่เสมอ เหมือนนักกีฬาที่ฝึกซ้อมหน้าที่ของตนอยู่เสมอ. คนไปหลงใหลในเรื่องอื่นมากเกินไป ไม่สนใจในการฝึกซ้อม เหล่านี้ จึงดูเป็นของยากลำบาก. แต่ถ้าเราทำอยู่เสมอ เหมือนกับกิจการ บางอย่างที่เราชอบทำแล้ว มันก็ไม่ใช่ของยากเย็นอะไรเลย. เมื่อเวทนาไม่ถูก ปรุงขึ้นมาแล้ว ตัณหาก็ไม่เกิด: หรือถ้าสมมติว่า เวทนาได้เกิดขึ้นเสียแล้ว แต่ ความรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงนั้น จะสามารถป้องกันไม่ให้เวทนามัน ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาได้ อุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น ภพ ชาติ และความทุกข์ทั้งหลายก็พลอยไม่เกิดขึ้น. นี่แหละคือ ปฏิจจสมุปบาทที่แท จริง ฝ่ายนิโรธวารที่มีอยู่ในการปฏิบัติตามวิธีลัด ดังนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการ ปฏิบัติของคนแก่ที่ไม่รู้หนังสือ แต่ก็เป็นตัวการปฏิบัติที่แท้จริง มีผลแท้จริง ประเสริฐกว่าการปฏิบัติของพวกมหาเปรียญที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ซึ่งมีอยู่ ทั่ว ๆ ไป. นี่ แหละคือ ความลับ ของประโยคที่ว่า เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ย่อมเป็น การ Boycott ทางมาแห่งอาหารของกิเลสโดยสิ้นเชิง. อาหารไม่อาจจะเข้ามา หล่อเลี้ยงกิเลสทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย และทางใจเอง คือ มโนทวาร : กิเลสจึงตกอยู่ในสภาวะที่เหมือนกับเสือที่ถูกเขาบีดล้อมไว้ทุกวิถีทาง ไม่มีอาหารที่จะกินได้ในวงล้อมนั้น ก็ทรุดโทรมถอยกำลังลงและตายไปเอง โดย ‘ไม่ต้องไปลงมือฆ่า; แต่ว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก นั่นแหละเป็นผู้ฆ่า. นี้เรียกว่า เป็นใจความที่เป็นส่วนสำคัญของ การปฏิบัติที่เรียกว่าวิธีลัด อันใช้ได้แก่คนธรรมดาสามัญทุกคน และเป็นสากล ไม่ว่าเป็นชาติใด ภาษาใด หรือนับถือศาสนาไหน; ดังนั้นเราควรจะได้วินิจฉัยพิจารณาศึกษากันให้เข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งให้เพียงพอแก่การปฏิบัติตามวิธีนี้ให้จนได้.

น.1328 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๖. ทางลัดของทุกคน! วันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติชนิด ที่เป็นการตัดลัดอย่างยิ่งตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด เพื่อ ประโยชน์แก่ผู้สนใจไปเสียด้วย. นอกจากจะเป็นการตัดลัด ที่สุดแล้ว ยังง่ายดายที่สุดเท่าที่จะง่ายดายได้สำหรับผู้ที่ มีการศึกษาน้อย แม้ที่สุดแก่ยายแก่ตาแก่ที่ไม่รู้หนังสือ. ก่อนอื่นทั้งหมดจะต้องทบทวน ความจำไว้อย่าง แม่นยำว่า “เราจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา” “สิ่ง ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”; เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงหลุดพ้น”; ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่ามันสำคัญอยู่ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทำ ไม่ให้เกิด “ตัวกู-ของกู” นั่นเอง. ดังนั้นการปฏิบัติตั้งแต่ต้นที่สุด จนถึง เบื้องปลายที่สุด จึงล้วนแต่เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าผิดจากนี้ก็เป็น พุทธศาสนาเทียมหรือปลอม ที่มีผู้อธิบายไปด้วยอคติอย่างใดอย่างหนึ่ง; ฉะนั้นเรา

น.1329 มีหน้าที่ที่จะค้นให้พบว่าการปฏิบัติแนวไหนที่จะเป็น การไม่ยึดมั่นถือมั่นไป ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดจริง ๆ แล้วให้ง่ายดายสำหรับคนที่มีการศึกษาน้อยจริง ๆ ด้วย. ผลสุดท้ายก็พบว่า หลักเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ สำหรับทุกคน นั่นเอง และวางไว้ในลักษณะที่ทุกคนเข้าใจได้ทันที : แทนที่จะพูด ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็ขยายความออกไปว่า " สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปเอา หรือเข้าไปเป็น ด้วยความยึดมั่นถือมั่น " เพราะว่ามันจะกลายเป็นยาพิษ หรืออันตราย อย่างยิ่งขึ้นมาทันที; ดังนั้นจึงยักพูดเสียใหม่ว่า "ในบรรดาสิ่งทั้งปวงไม่มีอะไร ที่น่าเอา-น่าเป็น" เพราะมันเป็น มายา และพร้อมที่จะกลายเป็น ยาพิษ อยู่เสมอ. หากแต่ว่าคนเรามีความจำเป็นตามธรรมชาติหรือทางสังคม หรือทาง ร่างกายก็ตาม มันบังคับให้มีการเอา การเป็น การได้ การครอบครองอะไร ๆ ต่าง ๆ อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราจะต้องดูให้ดีๆ ว่า จะไปเอาไป เป็นมันอย่างไร จึงจะไม่เกิดอันตราย; ผลสุดท้ายก็พบว่าพึงเข้าไปเกี่ยวข้อง กับมัน ในลักษณะที่เป็นของไม่น่าเอาไม่น่าเป็นนั่นเอง คือ เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่ จำเป็น เท่านั้น และ ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติปัญญา. เหมือนอย่างว่า ถ้าจำเป็นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ร้าย เช่นเสือเป็นต้น ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันด้วยสติปัญญาถึงที่สุด บกพร่องหรือเผลอไม่ได้ จึงจะ ทำมันให้อยู่ในอำนาจของเราได้, ฉันใดก็ฉันนั้น, อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกเป็นสิ่ง อันตรายยิ่งกว่าเสือ แต่ก็ไม่มีใครมองเห็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะว่า อารมณ์เหล่านั้น ทำอันตรายคนอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก และทั่วทุกตัวคนไม่ยกเว้นใคร ในบรรดาที่เป็นบุคคลธรรมดาสามัญ; ส่วนเสือนั้นยังไม่ได้ทำอันตรายแก่ใคร เลย นานทีปีหนจึงจะมีสักครั้งหนึ่ง และก็เฉพาะในบางถิ่น ซึ่งนับว่าน้อยที่สุด ในโลก. อีกทางหนึ่งสัตว์เช่นเสือ ทำอันตรายได้ก็แต่เพียงกาย แต่ไม่อาจจะทำ ให้เสียผู้เสียคน; ส่วนอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ทำอันตรายได้ถึงขนาดทำให้เสียผู้

น.1330 เสียคน หรือเสียเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์จึงว่าน่ากลัวกว่าเสือเป็นไหน ๆ : ดังนั้น เราพึงมีชีวิตอยู่ในท่ามกลางอารมณ์ที่ไม่น่าเอา-น่าเป็น นี้อย่างที่เรียกว่าด้วยอุบาย อันแยบคาย หรือเป็น ศิลปะอันสูงสุด นั่นเอง. มันเป็น ศิลปะแห่งชีวิตในตัว ชีวิต หรือในการเป็นอยู่นั่นเอง ซึ่งกล่าวได้ว่า มีชีวิตอยู่อย่างไม่เอาอะไร ไม่เป็น อะไรเลย. นี้คือโดยความรู้สึกภายในใจ หรือโดย สติปัญญาที่ทำให้เกิดการกระทำ ทางใจ อันเป็นความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง. แม้โดยโลกสมมติหรือโดยกฎหมายจะมีว่า คนนั้นได้สิ่งนั้น มีสิ่งนั้น หรือเป็นอย่างนั้น เราก็ให้เป็นไปแต่สักว่าโลกสมมติ หรือตามกฎหมายที่ บัญญัติไว้เท่านั้น ; ดังนั้นถ้าต้องมีการกระทำที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ แล้ว ทางภายนอก ก็ยังคงทำไปตามโลกสมมติ หรือกฎหมาย หรือตามที่ถูก ที่ควรแก่สังคม, ส่วนในทางภายในที่เป็นจิตใจส่วนลึกจริง ๆ ที่คนอื่นรู้ ไม่ได้นั้น มันยังสงบเฉยอยู่ คือเท่ากับ ไม่ได้ทำ ไม่ได้เอา ไม่ได้เป็น ไม่ได้มี ไม่ได้ยึดครองสิ่งใด เพราะว่าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในการกระทำ หรือผลของ การกระทำที่เป็นภายนอกเหล่านั้นเลย. สิ่งทั้งหมดเป็นไปในด้านดีทั้งสองด้าน คือทาง ภายนอก หรือ เรื่องโลก ก็มีกินมีใช้ มีการเป็นอยู่ที่สบาย ทำอะไร กับใครก็ได้ มีภาระหน้าที่ที่สูงสุดอย่างไรก็ได้ : ส่วนทางภายใน คือจิตใจก็ยัง คงว่างหรือเป็นปรกติอยู่ตามเดิม ไม่มีความร้อนไม่มีความหนัก ไม่ขึ้น ไม่ลง คือไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือ ผิดคาด ผิดหวัง หรือได้สมหวัง แล้วแต่กรณี. การเป็นอยู่ชนิดนี้ ถ้าจะกล่าว โดยอุปมา ก็ต้องกล่าวว่า ข้างนอกเป็นวัฏฏสงสาร แต่ข้างในเป็นนิพพาน แต่แท้ที่จริงนั้นไม่เป็นอะไรเลย หรือถ้าจะให้เป็น ก็เป็นนิพพานไปหมด คือว่าง จากทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์ โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. นี่คือ ศิลปะแห่ง ชีวิตที่เป็นไปตามหลักแห่งพุทธศาสนา.

น.1331 ทีนี้ ที่กล่าวว่า ใช้ได้แม้แก่คุณย่าคุณยายที่ไม่รู้หนังสือ นั้น ข้อนี้ หมายความว่า ผู้เฒ่าเหล่านั้น ไม่ต้องศึกษาอะไร นอกจาก หันมองดูที่ความไม่ น่าเอาน่าเป็นของทุกสิ่ง โดยลักษณะที่กล่าวแล้วข้างต้นอยู่เป็นประจำ เท่านั้น แล้วก็อย่าไปเอา ไปเป็น ด้วยจิตใจ คือ เกิดอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" มากขึ้นก็ แล้วกัน. ที่ว่า ไม่ต้องศึกษาอะไรมาก ก็หมายความแต่เพียงว่า ศึกษาแต่เพียง เท่าที่จะให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ไม่น่าเอาน่าเป็น เช่น เป็นคนดีก็มีความ ทุกข์ไปตามแบบของคนดี; เป็นคนชั่ว ก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนชั่ว: ดังนั้น การ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเสียเลย คือไม่เป็นอะไรทั้งคนดีและคนชั่ว นี่แหละ จึงจะไม่มีทุกข์. อีกทีหนึ่งก็ว่า ถ้าเป็นคนมีบุญ ก็ต้องเป็นทุกข์ไปตาม ประสาของคนมีบุญ ซึ่งแตกต่างกันมากไปจากความทุกข์ของคนมีบาป แต่เป็น ทุกข์เหมือน ๆ กันก็ตรงที่ว่า มันเป็นการแบกของหนักเอาไว้ทั้งนั้น : ผิดกันแต่ว่า ของหนักของอีกคนหนึ่งนั้น กำลังลุกเป็นไฟ แต่ ของหนักของอีกคนหนึ่ง นั้นหอมหวนเยือกเย็น. แต่มันก็หนักอย่างเดียวกัน. อีกทีหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไปก็ว่า เกิดมาเป็นผู้มีความสุข ก็ยังต้องทุกข์ไปตามแบบตามประสาของคนมีความสุข ไม่แพ้บุคคลที่เกิดมามีความทุกข์. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความสุขนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่ ต้อง "แบก" อยู่นั่นเอง เพราะว่า ค วามสุขนั้นตั้งรากฐานอยู่บนความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บนความเปลี่ยนแปลง และบน อารมณ์ทั้งหลายที่เป็นมายาที่สุด จึง เป็นของหนัก หรือภาระหนัก; จึงกล่าวว่า มีความทุกข์ ไปตามประสาคนมีสุข; สู้ไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้. นี่แหละจึงว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็น. ทีนี้ เมื่อมองดูไปถึงสิ่งทั้งปวง ก็จะมองเห็นได้ว่า สิ่งทั้งหลาย เหล่านั้น มีความหมายอยู่เพียง ๒ อย่าง คือเป็น คุณ อย่างหนึ่ง และ เป็น โทษ อย่างหนึ่ง; และ ทุกอย่างจะต้องมีทั้งคุณและโทษ ไม่มีอะไรที่จะมีได้ แต่คุณอย่างเดียว หรือโทษอย่างเดียว; แต่เป็นเพราะ ปุถุชนคนธรรมดา

น.1332 สามัญมองไม่ออก เท่านั้น จึงได้หลงไปว่าอย่างนั้นเป็นคุณ อย่างนี้เป็นโทษ; แต่ ความจริงที่ยิ่งกว่านั้น มีอยู่ว่า ทั้งคุณและโทษล้วนแต่เป็น มายา ยึดถือ ไม่ได้ ยึดถือแล้วจะต้องเป็นทุกข์ และ สิ่งที่เป็นคุณนั่นแหละจะให้ทุกข์ อย่างลึกซึ้งมากกว่าสิ่งที่เป็นโทษ เพราะว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นยิ่งกว่าสิ่ง ที่เป็นโทษ. และอีกทางหนึ่งนั้น สิ่งที่เป็นโทษ ย่อมจะสอนอะไรให้มากกว่า สิ่งที่เป็นคุณ เพราะว่าสิ่งที่ถือกันว่าเป็นคุณนั้น มีแต่จะทำให้เหลิง หรือลืมตัว; ดังนั้นจึง สู้ ไม่ไหว ทั้งสิ่งที่เป็นคุณและเป็นโทษ; ไม่เอาอะไรเสียเลยดีกว่า คือมี จิ ตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งสองนั้น แล้วก็ควบคุมสิ่งทั้งสอง นั้นให้อยู่ใต้อำนาจ เท่าที่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับมันเท่านั้น. นี่แหละคือ ความหมาย ของคำว่า "ไม่เอาอะไร" ซึ่งคู่กับคำว่า "ไม่เป็นอะไร" ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น. ถ้าจะให้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับผู้เฒ่าเหล่านั้น ก็ตั้งปัญหาไปใน ทำนองว่า มันน่าสนุกไหม ในการที่จะเป็นคน หรือเป็นสัตว์; เป็นผู้หญิง น่าสนุกไหม เป็นผู้ชายน่าสนุกไหม เป็นผัวน่าสนุกไหม เป็นเมียน่าสนุกไหม เป็นแม่เขาน่าสนุกไหม เป็นลูกเขาน่าสนุกไหม ผู้เฒ่าเหล่านั้นจะสั่นศีรษะกันไป ทุกคนทีเดียว เพราะได้มี Spiritual Experience ในสิ่งเหล่านั้น มาอย่างโชกโชน ซึมซาบเต็มที่แล้ว; ไม่เหมือนกับเด็ก ๆ หรือคนหนุ่มคนสาว ที่ยังไม่ประสี ประสาต่อความเป็นเช่นนั้น หรือความหมายของสิ่งเหล่านั้น แต่อาจจะมีเด็กหรือ คนหนุ่มสาวบางคน ซึ่งถ้าได้รับคำอธิบายแล้ว ก็เข้าใจได้เหมือนกัน, นั่นแหละคือผู้ที่ จะเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีได้ ดังที่ถือกันว่ามีอยู่ไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ แห่งพุทธศาสนา. ถ้าคิดเพียงสองสามคู่เท่านี้ยังไม่พอ ก็คิดมากออกไปได้อีกหลาย ๆ คู่ เช่นเป็นคนเลี้ยงดูเขากับให้เขาเลี้ยงดู ทั้งคู่นี้น่าสนุกไหม ; เป็นนายสนุกไหม

น.1333 ป็นบ่าวสนุกไหม, เป็นผู้ชนะเขาสนุกไหม เป็นผู้แพ้เขาสนุกไหม, เป็นผู้ทำเขา สนุกไหม เป็นผู้ถูกเขาทำ สนุกไหม. ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ก็เช่นว่าเป็น คนฉลาดสนุกไหม เป็นคนโง่สนุกไหม ซึ่งมันหมายความว่า แม้จะเป็นคนฉลาด อย่างไร ภาระของความเป็นคนฉลาดก็เพิ่มหนักขึ้นตามส่วน ดังนั้นสู้ไม่ยึดมั่น ในการที่จะเป็นอะไรหมดไม่ได้ คือไม่คิดจะเป็นอะไรเสียเลยนั่นเอง ปล่อยให้จิต ว่างจากความยึดถือจากการเป็นนั่นเป็นนี้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ให้ชีวิตถูก ควบคุมอยู่ด้วยสติปัญญาอย่างนี้ แล้วดำเนินกิจประโยชน์ต่าง ๆ ไปด้วยอำนาจ ของสติปัญญานั้น ผู้เฒ่าเหล่านั้นก็จะมีความสุขสดชื่น กลับกลายเป็นว่า มีความ หนุ่มความสาวขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง ; เป็น ความหนุ่มสาวนิรันดร ที่ไม่กลับแก่เฒ่า แม้ว่าร่างกายจะเน่าเข้าโลงไป. นี่แหละคือ ศิลปะแห่งชีวิต หรือ ตัวชีวิตที่เป็นอันเดียวกับศิลปะ และเป็น อันเดียวกับ หัวใจของพุทธศาสนา; ทำให้เราเห็นได้ว่า พุทธศาสนาก็คือ ยอดของศิลปะ และอาจเป็นอันเดียวกับชีวิตได้ นั่นแหละคือภาวะอันแท้จริง ของ นิพพาน ชนิดที่ผู้เฒ่าไม่รู้หนังสือ งก ๆ เงิ่น ๆ ก็เข้าถึงได้ ในเมื่อดำเนิน ตนไปอย่างถูกทางดังที่กล่าวแล้ว. ยังมี อุบายที่ง่ายไปกว่านั้นอีก คือว่า เมื่อสติปัญญามองเห็นว่าไม่มีอะไร ที่น่าเอา - น่าเป็น ที่ไหน ดังนี้แล้ว จิตย่อมน้อมไปสู่ความไม่เอาอะไร ไม่เป็น อะไรโดยอัตโนมัติในตัวมันเอง เพราะมันไม่มีอะไรน่าเอา น่าเป็นที่ไหนจริง ๆ นี้เรียกว่า จิตน้อมไม่สู่ความดับไม่เหลืออยู่เป็นปรกติ แม้ว่าจะยังดับเดี๋ยวนี้ไม่ได้ มันก็ยังจะน้อมไปได้อยู่นั่นเอง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่น่าเอา - น่าเป็นนั่นแหละ มันกดดัน มันผลักไส ให้จิตถอยกลับ หรือกระดอนกลับหรือสลัดคืน แล้วไหล เอียงไปในทางดับไม่เหลือ หรือนิพพาน. เมื่อเป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ก็เป็นอัน

น.1334 ว่า จิตใจนั้นพร้อมที่จะตกลงสู่ความดับไม่เหลือ หรือนิพพานอยู่อย่างเต็มที่แล้ว. เมื่อมี อารมณ์ใดมาสะกิดเหมาะ ๆ ก็เกิดปัญญาถึงที่สุด ก็ตกลงสู่ความดับไม่เหลือ หรือ นิพพานได้ในวันใดวันหนึ่ง ก่อนแต่ที่ร่างกายจะแตกดับ. ทีนี้ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น คือ มีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งถึงขณะที่ร่างกายจะ แตกดับ โอกาสที่ดีเลิศก็มีอยู่ในวินาทีสุดท้าย คือในวินาทีที่จิตจะดับ ก็ให้ถือ เอาอุบายชนิดที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" กล่าวคือเมื่อร่างกายจะแตกดับ โดยแน่นอนแล้ว "ตัวกู - ของกู" ก็พลอยกระโจนตามไป ด้วยความแน่ใจว่าไม่มี อะไรเหลืออยู่ที่ไหน ที่น่าเอา - น่าเป็นแต่ประการใดเลย. ความรู้ในเรื่อง ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็นที่ได้ศึกษา และปฏิบัติอยู่อย่างซึมซาบแตกฉานนั้น อาจจะมาช่วยได้ทันท่วงทีในวินาทีนั้น. ด้วยอุบายอย่างนี้นี่แหละเรียกว่า การดับ ขันธ์ได้ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง และ ลุถึงนิพพานได้ด้วยอุบายที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" ซึ่งถ้าได้รับการปรับปรุงจนเข้าใจกันดีแล้ว ท่านผู้เฒ่า ทุกคนจะทำได้ แม้จะเป็นคนแก่งก ๆ เงิ่น ๆ ไม่รู้หนังสือเลยก็มีทางที่จะได้รับสิ่งที่ดี ที่สุดในพระพุทธศาสนา และทันแก่เวลา ได้ด้วยอุบายอย่างนี้. แม้ว่ากรณีการดับขันธ์จะเป็นไปโดย Accident หรืออุบัติเหตุ เช่นอุบัติเหตุในท้องถนน เช่นถูกรถยนต์ทับ เป็นต้น เวลาจะมีเหลืออยู่สักวินาที หนึ่งหรือครึ่งวินาทีก็ตาม ก่อนแต่จะหมดความรู้สึกจริง ๆ ก็ให้ผู้เฒ่าเหล่านั้นระลึก ถึงความรู้ในเรื่องความดับไม่เหลือนี้ขึ้นมาให้ได้ และสามารถน้อมจิตไปสู่ความดับ ไม่เหลือ แล้วปล่อยให้นามรูปดับไป ก็เป็น การบรรลุนิพพานได้ แม้ในที่เกิด อุบัติเหตุในท้องถนนนั่นเอง ! ดังนั้นจงเตรียมพร้อม ที่จะดับไม่เหลืออยู่เป็น ประจำ ฝึกฝนให้คล่องแคล่วชำนาญมีความแน่ใจถึงที่สุด เพื่อตกกระไดแล้ว

น.1335 พลอยโจน ให้ถูกวิธีที่สุด อย่าไปนึกถึงหมอ ถึงผู้ช่วยเหลือ หรือถึงทรัพย์สมบัติ ลูกหลานหรือสิ่งต่าง ๆ ในขณะนั้น; จงถือเอาแต่เพียงอย่างเดียว คือความดับ ไม่เหลือเท่านั้นเอง. นี้เรียกว่า วิธีปฏิบัติอย่างลัดสั้นที่สุด ง่ายดายที่สุด และ ใ ช้ได้แก่ ทุกคนที่สุด ซึ่งทุกคนควรจะสนใจ ตั้งไว้เป็นพื้นฐานและมาตรฐานที่ทุกคนต้อง เข้าถึง. ส่วนการที่บางคนสามารถทำอะไรได้ดีหรือมากไปกว่านี้นั้น ให้ถือว่าเป็น สิ่งเหลือเฟือ หรืออย่างดีที่สุดก็เป็น เครื่องประดับให้ความหลุดพ้นของผู้นั้น ดูงดงามขึ้นกว่าธรรมดา ; แต่ทุกคนอย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่าเครื่องประดับนั้น มองดูให้ดีแล้วไม่ใช่สิ่งจำเป็น; และ ถ้ามองให้ดีขึ้นไปอีก ก็อาจจะกลายเป็น สิ่งที่ทำให้รกรุงรังเกินความจำเป็นไปก็ได้; ดังนั้นจึงควรถือเอาตามที่ได้กำหนดไว้ เป็นมาตรฐานอย่างไร ก็พอแล้ว.

น.1336 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๗. สักแต่ว่า!! ในโอกาสอันเป็นวาระสุดท้าย แห่งการบรรยายนี้ จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติในขณะที่เผชิญกับอารมณ์; เพื่อ ความดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” . การปฏิบัติเพื่อความดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” ในขณะที่เผชิญกับอารมณ์ มีรูปกระทบตาเป็นต้น นั้น โดยใจความสำคัญอาศัย หลักพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระพาหิยะ- ทารุจิริยะที่ว่า “ดูก่อนพาหิยะ ! เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว สักแต่ ว่าเห็น, ได้ฟังเสียงแล้วสักแต่ว่าฟัง, ได้กลิ่นแล้วก็สักแต่ ว่าได้กลิ่น, ลิ้มรสแล้ว ก็สักแต่ว่าได้ลิ้ม, ได้รับสัมผัสทางผิวกายแล้วก็สักแต่ว่า สัมผัส, ดังนี้แล้ว; เมื่อนั้น “เธอ” จักไม่มี . เมื่อใด “เธอ” ไม่มี; เมื่อนั้น เธอก็ไม่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในโลกอื่น และไม่ปรากฏในระหว่างแห่ง โลกทั้งสอง , นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ” ดังนี้. (อุ.ขุ. ๒๕/๘๓/๔๘)

น.1337 หรับ การปฏิบัติที่สูงขึ้นไป หรือที่จะสำเร็จประโยชน์โดยแท้จริง นั้น ยังจะต้องมีอุบายที่แยบคายไปกว่านั้น กล่าวคือ มีการปฏิบัติชนิดที่ทำให้ เห็น สุขเวทนา ทั้งหลายเป็นสิ่งที่เป็น มายา หลอกลวงอยู่เป็นประจำ; ทั้งนี้เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ย่อมมีความหมายแก่สัตว์ทั้งหลาย อยู่ตรงที่จะให้เกิดสุขเวทนา เท่านั้น. สำหรับ ทุกขเวทนา นั้น เป็นผลอีกอันหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนาที่ไม่ได้อย่างใจนึก: ถ้าความยึดมั่นถือมั่นในสุข- เวทนาไม่มีแล้ว ทางที่จะเกิดไปยึดมั่นถือมั่นในทุกขเวทนาก็ย่อมไม่มี; ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงมักกล่าวถึงกันแต่สุขเวทนา ซึ่งที่แท้ก็ มีทุกขเวทนาแฝงอยู่ด้วยใน ส่วนลึกของความหมายตามทางปรมัตถธรรมของคำ ๆ นี้. เมื่อสุขเวทนาเป็นสิ่งที่ไม่มี ความหมายไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำหรับทุกขเวทนาก็พลอยไม่มี ความหมายไปด้วย จึงไม่ยั่วให้เกิดความยึดถืออารมณ์ในทางตาเป็นต้น ในเมื่อ ได้เห็นภาพที่สวยงาม อันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสตัณหาทางตา; ดังนั้นจึงมีใจความ สำคัญอยู่ในข้อที่ว่า ต้องมีความรู้ในการที่จะตัดมูลรากอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือต่ออารมณ์นั้นๆ เสียก่อน. ข้อนี้ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า " คุณ" หรือ “ความหมาย” ของอารมณ์นั้น ๆ นั่นเอง. เช่น ความสวย ความงาม ความหอม หรืออะไรก็ตาม ซึ่งสัตว์เข้าไป หลงติดในอารมณ์นั้น ๆ หรือในวัตถุนั้นๆ ก็เพราะ “ความหมาย” อันนี้. ถ้ามี การทำลาย "คุณ” หรือ “ความหมาย” อันนี้เสียได้ด้วยปัญญา สิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ด้วย "คุณ" เหล่านี้ ก็กลายเป็นหมันไป ในการที่จะทำให้เกิดความ ยึดมั่นถือมั่น. ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่า การเห็นรูปเป็นต้น ของบุคคลที่มีปัญญาถึง ขนาดที่ทำลาย "ความหมาย" หรือ "คุณ" ของรูปต่าง ๆ ที่ได้เห็นนั้นเสียได้ นั่นแหละ คือ การเห็นที่สักแต่ว่าเห็น. ส่วนการได้ยินที่สักแต่ว่าได้ยิน การได้กลิ่นที่สักแต่

น.1338 ว่าได้ดม เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เขา ไม่เป็นทาสของสุขเวทนา แต่เป็นผู้ที่ทำลาย "คุณ" หรือ "ความหมาย" เสียได้ ทั้งของสุขเวทนา และทั้งสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสุขเวทนา ; การกระทบกับอารมณ์ ของบุคคลนั้น จึงเป็นสักแต่ว่า ผัสสะ คือการกระทบ ไม่เกิดเป็นเวทนาขึ้นมา ; หรือแม้แต่เกิดเป็นเวทนาขึ้นมาแล้ว ก็กลายเป็นแต่ สักว่าผัสสะต่อเวทนานั้น ไม่มีการถือเอา "ความหมาย" หรือ "คุณ" ของเวทนานั้น; เวทนานั้น จึงสักว่า เวทนา แล้วก็ดับไป ไม่อาจจะปรุงเป็นตัณหาอุปาทาน จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติ และเป็นทุกข์ขึ้นมาได้. ใจความสำคัญที่สุดจึงมีอยู่ว่า การปฏิบัตินั้นๆ มิได้เป็นการตรงรี่เข้าไป จัดการกับอารมณ์ที่ได้เห็น แต่กลับเป็นการจัดการย้อนเข้าไปในภายใน มีการ จัดการทำในภายใน โดยทางสติปัญญา ที่จะทำลายตัวการหรือต้นเหตุที่จะ ทำให้ออกไปรับอารมณ์ด้วยความยึดมั่นถือมั่นต่างหาก ; คือให้ผัสสะเป็นเพียง สักว่าผัสสะหรือถ้ากล่าวเป็นไทย ๆ ก็ว่า ให้การกระทบทางตาเป็นต้น เป็นเพียงสัก ว่าการกระทบ แล้วก็หยุดกันเพียงเท่านั้น. ตัวผู้กระทบ หรือผู้เป็นเจ้าของแห่ง การกระทบก็ตาม หามีไม่ ; มีแต่กระทบของตากับรูป และจักขุวิญญาณเท่านั้น ซึ่งก็รวมอยู่กับคำว่าตา เพราะฉะนั้น จึงเหลือแต่ตากับรูปกระทบกันเท่านั้น ไม่มี "ตัวกู" ผู้เป็นเจ้าของแห่งการกระทบหรือผู้กระทบก็ตาม. เมื่อความรู้สึกว่า ‘ตัวกู” ไม่มี ก็คือไม่มีตัณหาอุปาทานในอารมณ์นั้น ๆ หรืออารมณ์ไหน ๆ: นี้เรียกว่าไม่มี "ตัวกู” อยู่ในโลกนี้หรืออยู่ในโลกไหน กลายเป็นว่างจาก "ตัวกู" ซึ่งมีความหมายเป็นนิพพานอยู่เป็นปรกติ เพราะอำนาจที่ไม่ก่อเป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายสมุทรวารขึ้นมาได้นั่นเอง นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณากันอย่าง- ละเอียดต่อไปอีกสักเล็กน้อย. ใจความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทที่ ไม่อาจจะก่อขึ้นเป็นทุกข สมุทัย ในที่นี้นั้น โดยตัวหนังสือก็ตรงที่ว่า "เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าได้เห็น ได้กลิ่นก็สัก

น.1339 แต่ว่าได้กลิ่น" ดังนี้เป็นต้น แล้วมันจะมีเรื่องยืดยาวเป็นสายตลอดปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทย์วารได้อย่างไรกัน. สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างรวบรัดเช่นผู้เฒ่าที่ปฏิบัติตามหลัก ไม่เอา-ไม่เป็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ย่อมไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัย; แต่ สำหรับผู้ปฏิบัติที่ประสงค์จะศึกษาเป็นเครื่องเรืองปัญญานั้น ย่อมมีทางที่จะศึกษาได้ และเท่าที่จำเป็น กล่าวคือในขณะที่มี การเห็นสักแต่ว่าเห็น นั้น มันเป็นเพียงแต่ กระทบกันของสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ตามธรรมชาติล้วน ๆ คือของรูปวัตถุภายนอก และของดวงตาที่ประกอบอยู่ด้วยจักษุประสาทเท่านั้นเอง : เป็นเรื่องของธรรมชาติ ล้วน ๆ ที่ไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดครอง หรือเข้าไปสิงอยู่แต่ประการใดในส่วนไหน มันจึงเป็นเพียง ธรรมชาติล้วน ๆ กระทบกัน ไม่มีผลเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ดังกล่าวแล้ว. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือมีการดับลง นับตั้งแต่ เวทนาลงมาถึงตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์ทั้งหลาย, ย่อมมีอยู่อย่างเห็น ได้ชัด. ส่วนปฏิจจสมุปบาทส่วนที่ย้อนหลังขึ้นไป คือจากเวทนาไปยังผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา นั้น มันดับไปหรือไม่มีอยู่หรือ ไม่เกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างไรนั้น ต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง จึงจะมองเห็นว่า มันเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ขึ้นไปกระทั่งถึงอวิชชาทีเดียว หรือตั้งแต่ อวิชชาลงมาตามลำดับจนตลอดสายทีเดียว; และอันนี้เอง เป็นความหมาย ที่เข้าใจยากที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" แต่ ความจริงนั้นมีอยู่ง่ายๆ และนิดเดียว คือข้อที่ว่า ถ้าเมื่อผัสสะคือการกระทบ เป็นเพียงเพื่อการกระทบ แล้ว อายตนะคือตาและรูปเป็นต้น ที่เป็นที่ตั้งแห่งการกระทบนั้น มันจะมีค่าหรือมี ความหมายอะไร คือมันมีค่าเท่ากับไม่มีนั่นเอง เช่นเดียวกับที่ผัสสะไม่มีค่าในกรณี เช่นนี้: นั่นแหละคือความดับไปของอายตนะ หรือการไม่มีอยู่ของอายตนะ มีตา กับรูปเป็นต้น. อายตนะเป็นหมันเท่ากับที่ผัสสะเป็นหมัน จึงเรียกว่ามันดับอยู่ เมื่ออายตนะมีลักษณะเป็นหมันเช่นนี้ นามและรูป หรือนามรูปอันเป็นที่ตั้งของ

น.1340 อายตนะ ก็เป็นหมัน หรือมีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่เหมือนกัน. เมื่อ นามรูปเป็นหมัน วิญญาณธาตุที่ปรุงแต่งนามรูปนั้น ในขณะนั้นหรือในกรณีนั้น ก็เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มีหรือดับอยู่. เมื่อวิญญาณธาตุเป็นหมัน สังขารที่ปรุง แต่งให้เกิดวิญญาณธาตุนั้นก็พลอยเป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่; เมื่อ สังขารเป็นหมัน อวิชชาซึ่งปรุงแต่งสังขารในกรณีนั้น ก็เป็นหมัน คือมีค่าเท่ากับ ไม่มี หรือดับอยู่. ทั้งหมดนี้ก็เพราะ เหตุนิดเดียวที่มีอยู่ที่ตรงกลาง คือที่ตรงกลาง สายของปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือผัสสะที่เป็นหมันนั่นเอง. เมื่อผัสสะเป็นหมัน ไม่ให้เกิดเวทนาแล้ว ปฏิจจสมุปบาททั้งสายก็เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มีอะไร เกิดขึ้น. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือฝ่ายดับทุกข์ได้มีอยู่อย่าง สมบูรณ์. ยังมีสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษที่สุด คือ ความจริงที่มีอยู่อย่างลึกซึ้ง ในข้อที่ว่า อวิชชามันได้ดับไป หรือไม่อาจจะ ก่อขึ้นในขณะผัสสะ คือขณะที่ตากระทบรูปเป็นต้นนั่นเอง ; เมื่ออวิชาก่อขึ้น ไม่ได้ที่ตรงนี้ ปฏิจจสมุปบาททั้งสายก็ก่อขึ้นไม่ได้ ตรงที่อวิชชาก็ไม่ ปรุงสังขาร กล่าวคืออำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้วิญญาณธาตุเกิดกลาย เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ของมันไม่ได้ นั่นก็คือ การปรุงนามรูปชนิดที่ใช้การไม่ได้นั่นเอง. เมื่อนามรูปไม่ถูกปรับปรุงในลักษณะเช่นนั้น ก็เป็นนามรูปที่ไม่ทำหน้าที่ของมัน มีอยู่ก็เหมือนกับไม่มี : เพราะฉะนั้นอายตนะต่าง ๆ ที่เนื่องอยู่ด้วยนามรูปนั้นก็ไม่ อาจจะทำหน้าที่ของมันได้เต็มความหมาย; นี้เรียกว่าดับอยู่. เมื่ออายตนะดับอยู่ คือไม่ทำหน้าที่ของมันเต็มตามความหมาย ด้วยอำนาจของอวิชชาเป็นมูลแล้ว ผัสสะ นั้น ๆ ก็เป็นเพียงผัสสะล้วน ๆ คือเป็นเพียงการกระทบกันของสิ่งที่เป็นเพียง ธรรมชาติล้วน ๆ ไม่เป็นผัสสะที่อำนวยให้เกิดเวทนา และไม่เกิดตัณหา อุปาทาน เป็นลำดับไป; โดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้มองเห็นใจความ

น.1341 คัญ ที่พลิกแพลงและเร้นลับที่สุดตรงข้อที่ว่า ในขณะแห่งผัสสะนั้น มันมี อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นเอง. ผัสสะใดมือวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผัสสะนั้นเป็นที่ตั้งแห่ง ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทรวาร (คือเกิดขึ้นแห่งทุกข์) จนตลอดสายที่เดียว. ในทางตรงกันข้าม ผัสสะใดถูกควบคุมไว้ดี อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ ผัส- สะนั้นก็เป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร (คือดับไปแห่งทุกข์) จน ตลอดสายอย่างเดียวกัน. ผัสสะของคนพาล คนโง่ คนหลง คือผัสสะที่อวิชชา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; ผัสสะของพระอริยเจ้า หรือของคนมีปัญญา ที่เต็มตามความ หมายของการปฏิบัติข้อนี้ เป็นผัสสะที่ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; มันจึง เป็นเพียงสักว่าผัสสะ คือการกระทบ ; ไม่มี "ตัวกู" หรือ "ตัวเธอ" เกิดขึ้น มาได้ : จึงเป็นความดับแห่งทุกข์อยู่ร่ำไป. นี่แหละคือข้อที่ต้องตั้งข้อสังเกต ให้ดี ๆ ให้พบความจริงที่ว่า ความเกิดขึ้นหรือความดับไปก็ตามแห่งอวิชชานั้น จะต้องตั้งต้นเมื่อตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้ดมกลืน หรือลิ้นได้ รู้รส หรือกายได้รับสัมผัสทางผิวกาย อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป จึงจะเป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน และเป็นความรู้ที่อาจใช้ เป็นเครื่องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทที่ เพื่อไปตามตัวหนังสือ หรือตามคารมลมปากที่แย่งกันอธิบาย ซึ่งทั้งหมดนั้นใช้ให้ เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ สักนิดเดียวก็ไม่ได้. สรุปความว่า เมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ เช่น รูปกระทบตา เป็นต้น ต้องมีสติสัมปชัญญะนำเอาความรู้เรื่องสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น เข้ามาช่วยให้ทันท่วงที เมื่อสติสัมปชัญญะเกิดแล้ว อวิชชาก็จัก ไม่เกิดขึ้นปรุงแต่ง อันจะทำให้เกิดอำนาจชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า สังขารที่ปรุงแต่ง วิญญาณธาตุ ให้ปรุงแต่งนามรูป อันจะเป็นที่ตั้งของอายตนะ ซึ่งมีประสิทธิภาพ

น.1342 ทำให้เกิดผัสสะชนิดที่ปรุงให้เกิดเวทนา ชนิดที่ปรุงให้เกิด ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ในที่สุด. ความรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นตัววิชชา ที่เป็นตัวทำลายล้างอวิชชาอยู่เสมอไป. ดังนั้น เมื่อมี การกระทบทางตาเป็นต้น ก็ให้มีวิชชาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเท่านั้น ผัสสะนั้นก็จะเป็น เพียงสักว่าผัสสะ และทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น. นี้เรียกว่า การปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติเมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ มีรูป กระทบทางตาเป็นต้น ซึ่งเป็นคู่กันกับการปฏิบัติอีกสายหนึ่ง ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่ เป็นประจำ โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้ว, เมื่อมีการปฏิบัติที่เป็นไปได้ทั้ง ๒ แนว หรือ ๒ สาย ดังนี้แล้ว "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้น; และตรง กันข้าม มีแต่จะซูบผอมตายไป เพราะอดอาหาร ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ และขาดสูญสิ้นเชื้อไปในที่สุด : เป็นการดับตัณหา อุปาทาน ได้สิ้นเชิง หมดทุกข์โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. เท่าที่มีการบรรยายมาตลอดเวลา ๓๗ ครั้งนี้ เป็นการชี้ให้เห็น ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู"; เห็นมูลเหตุแห่งการเกิด ขึ้นของมัน; เห็นสิ่งตรงกันข้ามคือ ความเงียบหรือความว่างจากความมี "ตัวกู-ของกู" และเห็นวิธีปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ในฐานะที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล เพราะว่าความทุกข์ทั้งปวง ของสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภูมิไหน สูงต่ำอย่างไร ล้วนแต่มีความทุกข์ เพราะสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้ทั้งนั้น. "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละ เป็นตัวทุกข์ ดังที่ตรัสว่า "โดยสรุปสั้นที่สุดแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์." อวิชชาเป็นมูลเหตุให้เกิด "ตัวกู-ของกู" และ นั่นแหละเป็นมูลเหตุของทุกข์โดยตรง ซึ่งเป็นต้นเงื่อนอันแรกที่สุด. ดับ "ตัวกู" เพราะดับอวิชชาเสียได้นั่นแหละคือดับทุกข์สิ้นเชิง. การมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง

น.1343 ทุกลมหายใจเข้า-ออก ทั้งในขณะปรกติไม่มีอารมณ์รบกวน และทั้งใน ขณะที่เผชิญหน้ากันกับอารมณ์ นั่นแหละคือการเป็นอยู่ชอบ หรือ ตัวพรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนา ที่จะดับอวิชชาอันเป็นบ่อเกิดแห่ง "ตัวกู-ของกู" เสียได้ อันจะทำให้มนุษย์ชาติประสบสันติสุขอันถาวรทั้งภายนอกและภายใน ทั้ง ส่วนสังคมและส่วนปัจเจกชน. ตลอดเวลาที่มนุษย์เราไม่เข้าถึงความจริงข้อนี้ โลกนี้จะยังคงมีวิกฤติ- การณ์ถาวรระส่ำระสายวุ่นวายไม่มีหยุด อย่างที่ไม่มีใครจะช่วยได้ เพราะเป็นการ กระทำที่ฝืนนหลักความจริงของธรรมะ หรือของธรรมชาติ หรือกล่าวอย่างปุคคลา- ธิษฐานก็ว่า ฝืนพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า นั่นเอง. มันเป็นการต่อสู้กันกับธรรมะ หรือธรรมชาติ หรือกับพระเป็นเจ้าก็ตาม ชนิดที่มนุษย์ไม่มีทางที่จะเอาชนะ ได้เลย. ฉะนั้น จึงอย่าได้ประมาท จงได้พิจารณาดูมันใหม่ ให้มีสัมมาทิฏฐิ หรือความเข้าใจอย่างถูกต้องจริง ๆ แล้วมาตั้งต้นกันใหม่ด้วยการเดินไปตามทางที่ ถูกต้อง ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ตลอดถึงความเชื่อและความคิดเห็น; ก็จะได้ประสบสิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้รับ โดยไม่ต้อง สงสัยเลย. พุทธศาสนามีความมุ่งหมายเพียงเท่านี้ ; เดิมมี ใจความสำคัญของ พุทธศาสนาจึงมีอยู่เพียงเท่านี้. ผู้หวังที่จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนาอย่างแท้จริงและหวัง จะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ จงพยายามศึกษาและพินิจพิจารณา ด้วยการกระทำที่สุขุมและรอบคอบเถิด จะได้รับประโยชน์ครบถ้วนจากพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาโดยไม่ต้องสงสัยเลย.

น.1344 จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า เขาเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. เขาเป็นเพื่อน เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยกันกะเรา. เขาก็ตกอยู่ใต้ อำนาจกิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง. เขาก็มี ราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา. เขาย่อมพลั้งเผลอ บางคราว เหมือนเรา. เขาก็ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา, ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา. เขาก็โง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่. เขาก็ ตามใจ ตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ. เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง. เขาก็ มักจะกอบโกย และ เอาเปรียบ เมื่อมีโอกาสเหมือนเรา. เขามีสิทธิ ที่จะบ้า ดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา. เขาเป็น คนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่างๆ เหมือนเรา. เขาไม่มี หน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา. เขาเป็น เพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา. เขาก็ ทำอะไร ด้วย ความคิดชั่วแล่น และ ผลุนผลัน เหมือนเรา. เขามีหน้าที่ รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา. เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเลือก (แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะใช้ สมบัติสาธารณะ เท่ากันกับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ จากเรา. เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น. เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเรา, สำหรับจะอยู่ในโลก. ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการ ขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ โมกขพลาราม ๒๒ พฤษภาคม ๓๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต