น.1060 ตัวกู - ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๕. หลักสุญญตาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนทุกชั้น ความเข้าใจผิดที่เป็นอุปสรรค ต่อหลักเกณฑ์ อันนี้ มีอยู่อย่างหนึ่ง โดยเฉพาะแม้ในประเทศไทยเราก็ยัง มักจะเข้าใจกันว่า หลักพระพุทธศาสนาอันว่าด้วยสุญญตาหรือ อนัตตานั้น ไม่มีความมุ่งหมาย หรือไม่อาจนำมาใช้กับคน ธรรมดาสามัญทั่วไป ใช้ได้แต่กับผู้ปฏิบัติในชั้นสูงที่อยู่ตามถ้ำ ตามป่า เป็นนักบวชที่มุ่งหมายจะบรรลุมรรคผลโดยเร็วเท่านั้น แล้วก็เกิดบัญญัติขึ้นมาใหม่ว่า จะต้องมีหลักพุทธศาสนาอีก ระดับหนึ่ง ซึ่งเหมาะสำหรับคนทั่วไปที่เป็นฆราวาสอยู่บ้านเรือน; และคนพวกนี้ เองที่ยึดมั่นในคำว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ แล้วจัดตัว เองให้มุ่งหมายเพียงมนุษย์สมบัติ และสวรรค์สสบัติเท่านั้น. ส่วนนิพพานสมบัติ นั้นจัดไว้เป็นสิ่งสูงสุดวิสัย ไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องเกี่ยวข้อง หรือแม้ด้วยการกล่าว ถึง จึงไม่ต้องพูดถึงการปฏิบัติเพื่อนิพพาน. คนพวกนี้ยังห่างไกลต่อการได้ยินได้ ฟังถึงหลักพุทธศาสนาอันแท้จริง กล่าวคือ เรื่องสุญญตา หรืออนัตตา เป็นต้น
น.1061 นั้น คงสาระวนกันอยู่แต่เรื่องทำบุญให้ทาน ชนิดที่ทำให้เป็นผู้มีโชคดีในชาตินี้แล้ว ไปเกิดสวยเกิดรวยในชาติหน้า และได้ครอบครองสวรรค์หรือวิมานในที่สุด; วน เวียนกันอยู่แต่ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งก็มีให้เลือกมากหลากหลาย เรื่องนิพพานสมบัติ จึงเป็นเรื่องที่สลัว กลายเป็นเพียงนครในความฝันดังที่กล่าวแล้ว หรือบางทีถึง กับกลายเป็นเรื่องที่ดำมืดสนิทไป คือ เข้าใจไม่ได้โดยประการทั้งปวง แล้วยังแถม มีความหวาดกลัวอย่างยิ่ง เพราะรู้สึกคล้ายกับว่า การบรรลุนิพพานนั้นเหมือนกับ การถูกจับโยนลงไปในเหวอันลึกเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เขาจะปัดทิ้งเสียทีเดียวก็ ไม่ได้ เพราะยังมีความเชื่ออยู่ว่าเป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา จึงได้แต่เพียง ห้ามปรามกันไม่ให้พูดถึง แม้ในหมู่บุคคลชั้นสมภารเจ้าวัดดังที่กล่าวแล้ว พวก ชาวบ้านทั่วไปจึงห่างไกลจากการได้ยินได้ฟังเรื่องซึ่งเป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนา หรือเป็นหลักพระพุทธศาสนาอันแท้จริง ที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายหรือมีไว้ เพื่อ ประโยชน์แก่คนทุกคน และทุกชั้น เพื่อเขาจะได้อยู่ในโลก โดยไม่ถูก "ก้าง" ของโลก ดังที่กล่าวแล้ว. ข้อเท็จจริงเรื่องการที่พวกฆราวาสหวาดกลัวเรื่องสุญญตา นี้ทราบได้ จากพระบาลีตอนหนึ่งแห่งสังยุตตนิกายและที่อื่น ๆ ซึ่งตรงกัน ข้อความในพระบาลี นั้น มีใจความพอที่จะสรุปได้สั้นๆ ว่า พวกชาวบ้านผู้มีอันจะกินกลุ่มหนึ่งได้เข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลให้ทรงทราบตามสภาพที่เป็นจริงว่า พวก เขาเป็นผู้ครองบ้านเรือน อัดแออยู่ด้วยบุตรภรรยา ลูบไล้กระแจะจันทน์ของหอม ประกอบการงานอยู่อย่างสามัญชนทั่วไป ขอให้พระองค์ทรงแสดงข้อธรรมที่ทรง เห็นว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่เขาผู้อยู่ในสภาพเช่นนั้น. พระพุทธองค์ ได้ทรงแนะถึงหลักเรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาให้แก่คนเหล่านั้น โดยที่ทรงเห็นว่า เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ชนเหล่านั้นโดยตรง และ ทรงให้เขาถือเป็นหลักว่า เรื่องสุญญตาเท่านั้นที่เป็นเรื่องซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กล่าว ; ส่วนเรื่องอันสวยสดงดงามต่าง ๆ นอกจากนี้นั้น เป็นเรื่องของคน
น.1070 ชั้นหลังกล่าว. พวกชาวบ้านเหล่านั้นได้ทูลแย้งขึ้นว่า เรื่องสุญญตาเช่นนั้นสูงเกินไป ขอให้ทรงแสดงเรื่องที่ลดต่ำลงมา พระองค์จึงได้แสดงเรื่องที่เรียกว่า "โสตาปัตติ- ยังคะ" หรือ เรื่องการเตรียมตัวเพื่อความเป็นผู้ลูถึงกระแส ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ข้อปฏิบัติเพื่อลุถึงความเป็นโสดาบัน อันได้นามว่าเป็นกระแสแห่งพระนิพพาน. ข้อปฏิบัติที่กล่าวนั้นมีใจความโดยสรุปคือ มีศรัทธาในพระพุทธ ในพระธรรม ใน พระสงฆ์ อย่างไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน กับมีศีลชนิดที่พระอริยเจ้าชอบใจ คือ เป็นศีลชนิดที่ผู้นั้นเองก็ติเตียนตนเองไม่ได้. พวกชาวบ้านเหล่านั้นก็แสดงความ พอใจและกราบทูลว่า ตนก็ยึดมั่นในหลักปฏิบัติเหล่านั้นอยู่แล้ว. เรื่องนี้เป็น เรื่องที่จะต้องพิจารณากันอย่างละเอียด เพื่อความเข้าใจ ถึงความมุ่งหมายอันแท้จริงของหลักพระพุทธศาสนา. ข้อแรก ที่สุดที่จะต้องพิจารณา คือข้อที่ว่า พระองค์ทรงแสดงเรื่องสุญญตาแก่บุคคลผู้ครองเรือนในฐานะที่เป็นเรื่อง เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เขา ตามที่เขาร้องขอออกมาตรงๆ ในลักษณะที่คนใน ปัจจุบันนี้พากันค้านว่า มันเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวกันทีเดียว. แต่สำหรับข้อเท็จจริง นั้น เราจะต้องยอมรับว่า พระพุทธองค์ทรงพระประสงค์จะให้พวกฆราวาสรับเอา เรื่องสุญญตาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะมันไม่มีเรื่องอื่นจริงๆ. ส่วน ข้อที่สอง นั้น ก็คือข้อที่ว่า เรื่องที่ลดหลั่นลงไปจากเรื่องสุญญตานั้น ได้แก่ข้อปฏิบัติที่ทำ ความเป็นพระโสดาบันนั้นเอง . เรื่องนี้เป็น เรื่องเตรียมตัวสำหรับการบรรลุนิพพาน โดยตรง นับว่าเป็นเรื่องเข้าถึงสุญญตาโดยอ้อมอีกนั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องทำบุญ ให้ทานด้วยความมัวเมาในมนุษย์สมบัติ และสวรรค์สมบัติ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นไม่; แต่ก็ไม่วายที่พวกนักอธิบายในชั้น หลังจะดึงเอาเรื่องเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกับสวรรค์- สมบัติเสียจนได้ และทำไปในลักษณะที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อยิ่งขึ้นทุกที จึงทำ ให้เรื่องชนิดที่เป็นบันไดขั้นต้นของนิพพานหรือของสุญญตา ต้องสลัวหรือลับเลือน ไปจนพวกฆราวาสเหล่านั้นไม่มีทางที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสุญญตา หรือนำเอาเรื่อง
น.1071 สุญญตาอันเป็นตัวแท้ของพระพุทธศาสนามาใช้ในการบำบัดทุกข์ประจำวันของตน อันนับว่าเป็นปัญหาที่แท้จริงของมนุษย์ได้ เขาจึงต้องเหินห่างจากหัวใจของพุทธ- ศาสนาด้วยเหตุนี้. ข้อที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องสุญญตาแก่ฆราวาสนี้ มีความหมายว่า ปัญหาต่างๆ ของฆราวาสต้องแก้ด้วยหลักสุญญตา; ความเป็นไปในชีวิตประจำวัน ของฆราวาส จะต้องถูกควบคุมอยู่ด้วยความเข้าใจอันถูกต้อง ในเรื่องอันเกี่ยวกับ สุญญตา เขาจะทำอะไรไม่ผิด คือไม่เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา ก็เพราะมีความรู้ในเรื่อง สุญญตา เข้ามาคอยกำกับอยู่ด้วยส่วนหนึ่งเสมอ. ถ้าผิดจากนี้แล้ว ฆราวาสก็คือ พวกที่จะต้องหัวเราะและร้องไห้สลับกันไป ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่น่าชื่นใจ แต่น่า สมเพชสงสารมากกว่า. เพื่อที่จะให้ฆราวาสไม่ต้องเป็นเช่นนั้นนั่นเอง พระองค์จึง ได้ตรัสเรื่องสุญญตาแก่ฆราวาส ในฐานะที่เป็นสิ่ง "เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาส" ดังที่กล่าวแล้ว. ข้อที่เรื่องสุญญตาจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ฆราวาสอย่างไรนั้น จะได้ วินิจฉัยกันโดยละเอียดข้างหน้าในตอนที่กล่าวถึงการปฏิบัติโดยตรง. * ที่นำมาวินิจฉัย ในที่นี้ก็เท่าที่จะชี้ให้เห็นในเบื้องต้นว่า หลักพุทธศาสนาอันสูงสุดนั้น มีเรื่องเดียว คือเรื่องสุญญตานี้ และใช้ได้แม้แก่พวกฆราวาส และมุ่งหมายที่จะดับทุกข์ของฆราวาส โดยตรง เพื่อฆราวาสผู้อยู่ในท่ามกลางกองทุกข์นี้ กลายเป็นบุคคลที่ความทุกข์ แปดเปื้อนไม่ได้นั่นแหละ. ถ้ามีนิพพานก็มีอยู่ที่ตรงนี้ คือตรงที่ความทุกข์ แปดเปื้อนไม่ได้นั่นเอง. ถ้าแปดเปื้อนไม่ได้เลย เป็นการเด็ดขาดและถาวร ก็เรียกว่าเป็นผู้บรรลุพระนิพพานในขั้นที่เป็นพระอรหันต์; ถ้าเป็นแต่เพียงการ แปดเปื้อนที่น้อยลงมา ก็เป็นการบรรลุนิพพาน ในขั้นที่เป็นพระอริยบุคคลขั้นที่ รอง ๆ ลงมา. หรือถ้าความเป็นเช่นนั้น เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวบางกาลบางเวลา ก็ยังนับว่าเขาเป็นปุถุชนชั้นดี คือเป็นกัลยาณปุถุชน. กัลยาณปุถุชนก็คือเป็นผู้ที่มี * ได้แก่การบรรยายครั้งที่ ๒๘ และครั้งถัดไปอีกบางครั้ง
น.1072 ศรัทธามั่นคงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลชนิดที่เป็นที่พอใจ ของพระอริยเจ้าได้ในกาลต่อไปนั่นเอง. ส่วนข้อที่ว่า โสตาปัตติยังคะ คือศรัทธาอันแน่นแฟ้นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และความมีอริยกันตศีล ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นการเตรียมตัว เพื่อลุ สุญญตา หรือ นิพพานนั้น อธิบายว่า ศรัทธา หรือความเชื่อจะยังไม่ แน่นแฟ้นแท้จริง จนกว่าจะได้มองเห็นว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้เรื่องสุญญตา คือเรื่องสูงสุดที่ดับทุกข์ได้จริง; และพระธรรมนั้นก็ไม่ใช่เรื่องอะไรอื่น นอกไปจาก เรื่องทั้งหมดของสุญญตาที่ดับทุกข์ได้จริง กล่าวคือ คำสอนและการปฏิบัติรวมทั้งผล ของการปฏิบัติที่มีมาจากความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง. ส่วนพระสงฆ์นั้น ก็คือ ผู้ที่ปฏิบัติและได้รับผลของการปฏิบัติเช่นนั้นนั่นเอง. เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ศรัทธาจึงจะแน่นแฟ้นมั่นคงไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน จัดเป็นอจละสัทธา ได้. ส่วน อริยกันตศีล นั้นก็เหมือนกัน คือศีลที่จะบริสุทธิ์หมดจด จนถึง กับถูกจัดเป็นอริยกันตะ คือเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อศีลนั้นมีมูล มาจากการเห็นสุญญตาแล้วเท่านั้น แม้ไม่โดยสิ้นเชิงก็ต้องโดยเอกเทศ คืออย่างน้อย จะต้องมีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือยึดมั่นถือมั่นไม่ได้จริง ๆ เท่านั้น เขาจึงจะเป็นผู้ที่ไม่มีเจตนา ที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปในลักษณะที่ เป็นการผิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีลข้อไหนก็ตาม. ถ้ากล่าวโดยเจาะจงก็คือ สุขเวทนา และสิ่งอันเป็นที่ตั้งของสุขเวทนานานาชนิดในโลกนั่นเอง อันเป็นที่ตั้งของความ ยึดมั่นถือมั่น และทำให้คนเราล่วงศีลทั้งๆ ที่รู้อยู่ หรือทั้ง ๆ ที่พยายามจะไม่ให้ล่วง มันก็ล่วงจนได้; ยิ่งไปบีบบังคับหนักเข้า มันก็ยิ่งมีปฏิกิริยามากขึ้น และเป็นไป ในทางที่ต่อสู้กันไม่ไหว. ถ้าหากมีทางระบายความกดดันอันนี้ออกเสียได้ด้วยความ รู้เรื่องสุญญตาอยู่เสมอ ๆ แล้ว การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ก็จะมีได้เป็นได้โดยง่ายดาย ไม่สู้จะต้องมีการฝืนหรือต่อสู้อะไรมากมาย ศีลก็บริสุทธิ์ถึงขนาดที่เป็นที่พอใจของ พระอริยเจ้าได้.
น.1073 ทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้ว่าโสตาปัตติยังคะทั้ง ๔ องค์นี้ แม้จะเป็นสิ่งที่ พระองค์ตรัส เพื่อหลีกเลี่ยงคำแย้งของพวกฆราวาสเหล่านั้น ในเรื่องอันเกี่ยวกับ สุญญตา มันก็ยังไม่พ้นไปจาก ขอบวงของเรื่องสุญญตา อยู่นั่นเอง. ถ้าจะกล่าว อย่างโวหารธรรมดาสามัญ ก็กล่าวได้ว่า เป็นการซ้อนกลบังคับให้รับเอา เรื่อง สุญญตาไปในลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น หรือในลักษณะที่ความรู้เรื่องสุญญตา นั้นจักต้องงอกงามเบิกบานออกไปได้ ในอนาคตในตัวมันเองโดยแน่นอน. ถ้าเขา จะมีศรัทธาจริง มีศีลจริงดังที่กล่าวมานี้ มันก็ต้องเป็นศรัทธา หรือศีลที่มีมูลมาจาก สุญญตา. ศรัทธาหรือศีลที่มีมูลมาจากความกระหายต่อสวรรค์เป็นต้น นั้น แม้จะ เป็นไปอย่างรุนแรงเพียงใด ก็หาเป็นสิ่งที่แน่นแฟ้นมั่นคง หรือเป็นที่พอใจของ พระอริยเจ้าไปได้ไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อถูกย้ำในข้อที่ต้องมีศรัทธา และมีศีลอย่าง มั่นคง มันก็ต้องถูกลากเข้ามาในวงของศรัทธา และศีล ที่มีมูลมาจากสุญญตาเข้า วันหนึ่งจนได้ เพราะว่าศรัทธา และศีลที่มีมูลมาจากสิ่งอื่นนั้น จะต้องล้มลุก คลุกคลานอยู่เสมอไป. ครั้นล้มลุกคลานหนักเข้า เจ้าตัวก็จะเบื่อหน่ายต่อศรัทธา และศีลเช่นนั้นขึ้นมาเอง จักดิ้นรนกระเสือกกระสนจนมาพบ ศรัทธาและศีล ที่มี มูลมาจากสุญญตา เข้าวันหนึ่งจนได้; ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวอย่างสำนวนชาวบ้าน หรือโวหารธรรมดาสามัญยิ่งขึ้นไปอีกเราก็อาจจะกล่าวได้ว่า พระพุทธองค์ได้ทรงวาง กับดักล่วงหน้าไว้ดีแล้ว จนกระทั่งว่าทำอย่างไรเสียพวกชาวบ้านเหล่านั้น ก็ไม่หลุด รอดไปจากขอบวงของเรื่องสุญญตาได้ ทั้งๆที่บัดนี้กำลังปฏิเสธอยู่อย่างแข็งขันก็ตาม สรุปความว่า ในหมู่บุคคลผู้มีสติปัญญาสูงก็ดี ในหมู่ชนชั้นชาวบ้าน ตามธรรมดาสามัญก็ดี โดยธรรมชาติที่แท้จริงแล้ว คนทั้งปวงย่อมต้องการ หลักธรรมะ หรือหลักแห่งพระศาสนาอันเดียวกันข้อเดียวกัน เพียงแต่ลดหลั่น กว่ากันตามลำดับเท่านั้นเอง กล่าวคือเรื่อง สุญญตาในระดับใดระดับหนึ่ง ที่เหมาะสม
น.1074 แก่บุคคลเหล่านั้นเป็นระดับ ๆไป โดยไม่จำเป็นจะต้องแบ่งแยกว่า คนในระดับนั้น ต้องการธรรมะชื่อนี้ ๆ ส่วนคนในระดับโน้น ต้องการธรรมะชื่อโน้น ๆ ดังนี้ เป็นต้นไม่. แต่ข้อเท็จจริงมันมาไขว้กันอยู่ในข้อที่ว่า คนเหล่านั้นไม่ได้ต้องการ สิ่งที่จะมาดับทุกข์ตามภูมิตามชั้นของตน ๆ ให้เหมาะสมกันกับความทุกข์ของตน ๆ แต่เขาได้แล่นเตลิดออกไปนอกลู่นอกทาง คือไปต้องการความสุขชนิดใดชนิดหนึ่ง ตามแต่ที่เขาจะชอบ และนึกฝันเอาเอง. เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะต้องไปติดบ่วงของการ เมาสวรรค์เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่; ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการจึงไม่ใช่ความดับทุกข์ หรือธรรมะที่อาจจะดับทุกข์ตามที่พุทธศาสนาจะมีให้ แต่มันได้กลายเป็นว่า เขาต้อง การสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะมาอำนวยความสุข ตามที่เขาคาดฝันเอาเอง ตามความพอใจ ของเขาเองไปเสียแล้ว. ข้อนี้เองเป็น ข้อที่ทำให้ทายกทายิกา หรือพุทธบริษัททั้งหลาย มีความมุ่งหมายที่จะได้อะไร ๆ จากศาสนาของตน ๆ แตกต่างจากความมุ่งหมายเดิม แท้จริงของพระพุทธศาสนา แล้วมัวแต่เถียงกันวุ่นวายไปหมด จนกระทั่งจับหลัก กันไม่ได้ว่า พระพุทธศาสนามุ่งหมาย จะอำนวยประโยชน์อันแท้จริงอะไรให้แก่ มนุษย์เรา และหลักธรรมะที่จะเป็นเครื่องมือเช่นว่านั้นคืออะไร. เท่าที่บรรยายมาแล้วนี้ พอจะสรุปสั้นๆ ได้ว่า พ ระพุทธศาสนามุ่งหมาย จะให้สัตว์ทั้งหลาย อยู่ในท่ามกลางกองทุกข์ โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะ อาศัยความรู้และการปฏิบัติ ในเรื่องสุญญตานั่นเอง. หาใช่เพื่อความเมามาย ในสวรรค์วิมาน ตามที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ อยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ทั่วไปไม่. (รูปภาพ)
น.1075 " ......... อย่าได้ไปคำนึงถึงชนชาตินั้นชาตินี้ นับถือศาสนานั้น นับถือศาสนานี้ กันเลย; ปัดออกไปให้หมด ให้เหลือแต่มนุษย์ทุกคน ทั้งโลกนี้ มีจิตใจอยู่แต่เพียงดวงเดียวเหมือน กันหมด คือจิตใจที่กำลังเต็มอัดอยู่ด้วยความ รู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. มันกำลัง ผลิตให้เกิดพิษสงอย่างไรขึ้นมาบ้าง ก็รีบหา ทางกำจัดมันเสียเท่านั้น ให้เป็นตัวกูที่สะอาด ขึ้นหรือดีขึ้น จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกยึดถือ ว่า "ตัวกู-ของกู" อยู่ในตัวมันเองเท่านั้น แล้วโลกก็จะประสบสันติสุขอันถาวร ..... " จากเรื่อง "ตัวกู-ของกู"
Buddhadasa