Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๖ — ๔. การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1052 ตัวกู - ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๔. การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ เมื่อได้กล่าวถึงปรารภเหตุ ที่ทำให้ควรมีคำอธิบาย หลักพระพุทธศาสนา ที่เหมาะสมกับชาวต่างประเทศ หรือ ผู้ที่ควรจัดไว้ในฐานะเป็น ชาวต่างประเทศ ต่อพุทธศาสนา มาพอสมควรแล้ว ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึง หลักพระพุทธ- ศาสนาตามที่เห็นว่า เหมาะสมแก่ชาวต่างประเทศนั้น สืบไป และข้อแรกที่สุดควรจะได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของ พุทธศาสนาว่ามีความมุ่งหมายอันแท้จริงอย่างไรกันเสียก่อน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าถือเอาความมุ่งหมายผิด อะไร ๆ นอกนั้นก็ย่อมจะผิดไปตาม. ความมุ่งหมายของพุทธศาสนานั้น. มักจะถูกเข้าใจไปเสียว่ามุ่งหมาย จะนำไปเมืองสวรรค์ หรือเมืองนิพพาน หรืออะไร ๆ ทำนองนั้น ซึ่งอาจจะ เปรียบเทียบกันได้กับความไปอยู่เป็นอันเดียวกัน กับพระเป็นเจ้าของลัทธิศาสนาที่มี

น.1053 พระเป็นเจ้า. ทั้งนี้เป็นเพราะเข้าใจความหมายของคำว่า นิพพาน หรือของคำว่า โลกุตตระ ผิดไปนั่นเอง ทำให้เกิดมีเมืองหรือมีดินแดน ซึ่งทุกคนจะต้องหวัง เพื่อจะไปให้ถึง ทำนอง The Land of Promise ของฝ่ายคริสเตียนเป็นต้นขึ้นมา และความหวังนั้นยังหวังเลยไปจนถึงชาติหน้า หรือชาติต่อ ๆ ไปอีกเป็นอันมาก จึงจะได้ประสบกับดินแดนอันเป็นที่หวังนั้น เขาไม่ได้หวังจะดับทุกข์กันที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ตามความมุ่งหมายอันแท้จริงของคำว่า "นิพพาน” แต่ประการใด เลย. นี่คืออุปสรรคอันสำคัญและเป็นอุปสรรคข้อแรกที่สุด ที่ทำให้เขาเข้าถึงจุด มุ่งหมายของพุทธศาสนาไม่ได้. ควรจะเข้าใจเสียให้ถูกต้องว่า สวรรค์ หรือนิพพานดังที่กล่าวว่าเป็น เมืองที่จะต้องไปให้ถึงนั้น เป็นการกล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน คือกล่าวถึงสิ่งที่ เป็นนามธรรม ให้เป็นบุคคลหรือเป็นวัตถุขึ้นมา. การกล่าวเช่นนั้นเป็นการกล่าว ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อในเบื้องต้น ที่เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ยังไม่มีสติ ปัญญามากพอที่จะเข้าใจถึงความหมายอันแท้จริงของนิพพานได้ จึงถูกบอกให้ยึดถือ ไว้ที่ก่อนว่า นิพพานนั้นคือเมืองแก้ว หรือนครแห่งความไม่ตายเป็นต้น มีลักษณะ อย่างเดียวกันกับ เทียนไท้ หรือสุขาวดี ของพวกอาซิ้มตามโรเจทั่วไป. สุขาวดีนั้น ตามความหมายอันแท้จริง ก็มิได้มีความหมายดังที่พวกอาซิ้มเข้าใจเช่นเดียวกัน; แต่มีความหมายถึงนิพพานที่ถูกต้อง หรือที่ควรมุ่งหมายอันแท้จริงอีกนั้นเอง. สุขาวดีที่แท้จริง มิได้หมายถึงบ้านเมืองอันสวยงามทางทิศตะวันตก มีพระพุทธเจ้า ชื่ออมิตภะประทับอยู่เป็นประธาน ที่ใครไปอยู่ที่นั่นแล้วก็ได้รับความสุขความ . พอใจทุกอย่างตามที่ตนหวัง แวดล้อมไปด้วยสิ่งสวยงามและรื่นรมย์ถึงที่สุด ที่มนุษย์ เราจะพึงมีพึงได้ หรือจะเรียกว่าเท่าที่พวกเทวดาจะมีได้ก็ตาม ซึ่งเป็นการกล่าวอย่าง ปุคคลาธิษฐานเช่นเดียวกัน. เพื่อจะให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง จะต้องเข้าใจ คำว่า อมิตาภะ แปลว่า สิ่งซึ่งมีแสงสว่างอันคำนวณไม่ได้ (อมิต=คำนวณไม่ได้+อาภา-แสงสว่าง=อมิตาภะ)

น.1054 หรือบางทีก็เรียกว่า อมิตายุ ซึ่งแปลว่า สิ่งซึ่งมีอายุอันคำนวณไม่ได้ (อมิต=คำนวณ ไม่ได้+อายุ=อมิตายุ) สิ่งซึ่งมีแสงสว่างหรืออายุอันคำนวณไม่ได้นั้นจะเป็นบุคคล ไปไม่ได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า จะเป็นวัตถุหรือสิ่งซึ่งเนื่องกันอยู่กับวัตถุก็ไม่ ได้ แต่ต้องหมายถึงสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นแสงสว่างอย่างยิ่ง สามารถส่อง ไปได้ลึกถึงสิ่งที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง คือสามารถส่องทะลุม่านของอวิชชา เข้าไปถึง จิตใจของผู้ปฏิบัติโดยถูกต้องได้ ดังนี้เป็นต้น และที่เรียกว่ามีอายุอันคำนวณไม่ได้ นั้น ก็หมายถึงสิ่ง ๆ เดียวกันนั่นเอง แต่มองกันในแง่ของ การที่สิ่ง ๆ นี้ไม่ขึ้นอยู่ กับเวลา หรือเวลาไม่สามารถทำความขราให้แก่สิ่ง ๆ นี้ได้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีอายุ ไม่เกี่ยวกับอายุแต่ก็มีอยู่ จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ตลอดกาล เป็นสิ่งที่ คำนวณไม่ได้ว่ามีอายุเท่าไร. แต่แล้วในที่สุดสิ่ง ๆ นี้ก็ถูกทำให้เป็นบุคคลขึ้นมา คือกล่าวอย่างมีบุคคล เป็นตัวเป็นตน และเรียกว่า "พระอมิตาภะพุทธะ" เมื่อต้องเขียนภาพของสิ่ง ๆ นี้ คนเขียนก็หมดปัญญาไม่รู้ว่าจะเขียนอย่างไร จึงจำเป็นต้องเขียนเป็นรูปคนเช่นเดียว กับรูปพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ. ครั้นมาถึงตอนที่จะต้องเขียนภาพเมืองสุขาวดีของท่าน ก็ประสบปัญหาอย่างเดียวกันอีก จึงจำเป็นต้องเขียนเป็นภาพเมืองสวรรค์ให้ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์เราจะนึกเอาได้ ดังที่เราจะเห็นได้ตามโรงเจทั่วไป หรือตามบ้านเรือน ของผู้ที่นับถือนิกายสุขาวดีอย่างมหายานชั้นต่ำทั่ว ๆ ไป; ส่วนพวกนิกายเซ็นไม่ยอม เชื่อว่าอมิตาภะเป็นเช่นนั้น แต่ได้เอาคำว่า อมิตาภะ นั้นมาเป็นชื่อของจิตเดิมแท้ อย่างที่เว่ยหล่างเรียก; หรือเอามาเป็นชื่อของความว่างอย่างที่ฮวงโปเรียก. เมื่อเป็น ดังนี้ อมิตาภะของพวกอาซิ้มตามโรงเจก็กลายเป็นของเด็กเล่นหรือของน่าหัวเราะ เยาะสำหรับบุคคลพวกนี้ไป. พวกนิกายเซ็น ถือว่าสิ่งที่มีแสงสว่างไม่มีประมาณ หรือมีอายุอันคำนวณ ไม่ได้นั้น มีแต่ความว่าง หรือสิ่งที่เรียกว่าความว่าง. แต่อาจจะเรียกโดยชื่ออื่น

น.1055 ได้อีกหลายชื่อ เช่น เรียกว่า "จิต," ว่า "พุทธะ" หรือ "ธรรมชาติแห่งความ เป็นพุทธะ" หรือเรียกว่า "ธรรมะ" เป็นต้น. ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ว่าความจำ เป็นมีอยู่อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการที่จะนำเอาสิ่งซึ่งลึกซึ้งเข้าใจยากและเป็น นามธรรมแท้ มากล่าวอย่างปุคคลาธิษฐาน คือกล่าวให้เป็นบุคคลหรือเป็นวัตถุ สถานที่ขึ้นมา เพื่อประโยชน์แก่ชนชาวบ้านทั่วไป เพื่อให้รู้จักมุ่งหวังถึงสิ่งประ- เสริฐสูงสุดไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดารู้จักกันอยู่ และเพื่อให้เขาทำความดีสำหรับจะได้ แลกเปลี่ยนเอาสิ่งที่เขามุ่งหวังนั้น เพื่อให้เขามีสถานะทางจิตทางวิญญาณที่ดีหรือ ที่สูงไปกว่าเดิม เมื่อเขายึดมั่นในสิ่งนั้น ก็สามารถทำจิตใจของเขาให้เข้มแข็งไม่มี ความทุกข์ร้อนอะไรเลย ไปจนกระทั่งตายได้เหมือนกัน เมื่อตายแล้วปัญหาเฉพาะ หน้าก็หมดไป ไม่จำเป็นที่จะต้องสะสางอีก. ปัญหาจึงมามีอยู่ในข้อที่ว่า อะไรเล่า เป็นวัตถุที่มุ่งหมายที่แท้จริง ของ พุทธบริษัท หรือของพุทธศาสนา ? สำหรับคำตอบนั้นจะตอบว่า เมืองสุขาวดี อันเป็นที่ประทับของพระอมิตาภะก็ได้ หรือจะตอบว่า ความว่างจากตัวตน เพราะ จิตปราศจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งใด ๆ ว่าเป็นตัวตน หรือว่าเป็นของของตน ดังนี้ก็ได้; มันถูกจริง ๆ ด้วยกันทั้งนั้น หากแต่ว่าขอให้ถือเอาความหมายของ คำเหล่านั้นให้ถูกต้องเท่านั้นเอง. ถ้าจะถือเอาความหมายของคำว่านิพพาน ให้ เป็นเมืองแก้วหรือเป็นนครแห่งความไม่ตาย ดังที่พวกทายกทายิกาทั่ว ๆ ไปถือ ; หรือให้เป็นสุขาวดีอย่างพวกอาซิ้มตามโรงเจถือ มันก็ถูกเฉพาะ หรือเหมาะกับคน พวกนั้นเท่านั้น จะถือเป็นหลักถูกต้องทั่วไปของพุทธศาสนาไม่ได้ หรือแม้ที่สุด แต่จะถือว่าเป็นสภาวะที่ปราศจากตัวตน ไม่มีความทุกข์โดยสิ้นเชิง อยู่ตามลำพัง ตัวมันเอง ดังนี้ก็ยังไม่นับว่าถูกต้องทั้งหมด คือรู้แต่เพียงว่ามันเป็นจุดหมายปลาย ทางเท่านั้น แต่ยังไม่รู้ว่าเราจะนำเอาสิ่งนั้นมาเป็นเครื่องมือ แก้ไขปัญหาเฉพาะ หน้าในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไร.

น.1056 เพราะฉะนั้นในทางที่ถูก เมื่อถามกันขึ้นว่ าพุทธศาสนามีความมุ่งหมาย อย่างไร ? ก็ควรจะตอบว่า มุ่งหมายจะแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันของคน ทุกคน ในโลก เพื่อให้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยไม่มีความทุกข์เลย. พูดอย่างตรง ๆ สั้น ๆ ก็ว่า ให้อยู่ในกองทุกข์โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ ; หรือพูดโดยอุปมาก็ว่า อยู่ในโลกโดย ไม่ถูกก้างของโลก ; หรือยิ่งไปกว่านั้นอีกก็ว่า อยู่ในท่ามกลางของเตาหลอมเหล็ก อันใหญ่หลวงมหึมาที่กำลังลุกโชนอยู่ แต่กลับมีความรู้สึกเยือกเย็นที่สุดดังนี้ เป็น ต้น. ดังนั้นควรจะสรุปว่า พุทธศาสนามุ่งหมายที่จะขจัดความทุกข์ให้หมดไป จากคนที่นี่และเดี๋ยวนี้ หาใช่มุ่งหมายจะพาคนไปเมืองนิพพาน อันยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ ไหนและจะถึงได้หลังจากตายแล้วหรือในชาติต่อ ๆ ไป ไม่รู้ว่าอีกกี่ชาติ กี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติ ดังนี้เป็นต้นไม่. บางคนอาจจะแย้งว่า หลักพระพุทธศาสนามีอยู่เป็นชั้น ๆ ความ มุ่งหมายก็ควรจะมีเป็นชั้น ๆ หลายชั้น เช่น ให้มีความเจริญในโลกนี้ แล้วมีความ เจริญในโลกหน้า แล้วจึงมีความเจริญอย่างเหนือโลก ดังที่ชอบพูดกันว่ามนุษย์ สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติดังนี้ก็มี. ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเขาไม่ ทราบว่า สมบัติทั้ง ๓ นั้น เป็นเพียงชั้นหรือระดับต่างๆ ที่ต้องลุถึงให้ได้ในโลก นี้และเดี๋ยวนี้ หรือในชาตินี้นั่นเอง ไม่ใช่เมืองสวรรค์ ต่อเมื่อตายแล้ว และเมือง นิพพานหลังจากนั้นไปอีกไม่รู้กี่สิบชาติ. ตามความหมายที่ถูกต้องนั้น มนุษย์ สมบัติ หมายถึงความเต็มพร้อมของประโยชน์อย่างที่มนุษย์ธรรมดาสามัญจะลุถึงได้ ด้วยการเอาเหงื่อไคลเข้าแลกเป็นอยู่อย่างผาสุก ชนิดที่คนธรรมดาสามัญจะพึ่งเป็น กันอยู่ทั่วไป, ส่วน สวรรค์สมบัติ นั้น หมายถึงความเต็มพร้อมของประโยชน์ที่ คนมีสติปัญญามีอำนาจวาสนาเป็นพิเศษจะพึงถือเอาได้โดย ไม่ต้องเอา เหงื่อ ไคลเข้า แลกก็ยังมีชีวิตรุ่งเรืองอยู่ได้ ท่ามกลางทรัพย์สมบัติเกียรติยศชื่อเสียง และความเต็ม

น.1057 เปี่ยมทางกามคุณ. ส่วน นิพพานสมบัติ นั้น หมายถึงการได้เต็มที่ในความสงบเย็น เพราะไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะ เบียดเบียน จัดเป็นประโยชน์ชนิดที่คน ๒ พวก ข้างต้นไม่อาจจะได้รับ เพราะเขาเหล่านั้นยังจะต้องเร่าร้อนอยู่ด้วยพิษร้ายของ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่ปริยายใดก็ปริยายหนึ่งเป็นธรรมดา. แต่ถึงกระนั้นก็ควรพิจารณา ให้เห็นว่า สมบัติทั้ง ๓ นี้เป็นเพียงประโยชน์ที่อยู่ในระดับหรือชั้นต่าง ๆ กัน ที่คน เราควรจะพยายามเข้าถึงให้ได้ทั้งหมดที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือในเวลาปัจจุบันทันตาเห็นนี้ จึงจะได้ชื่อว่าได้รับสิ่งซึ่งพุทธศาสนามีไว้ สำหรับมอบให้แก่ทุกคน. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เป็น ปัญหาที่จะต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบที่สุด ว่า ในบรรดาประโยชน์ทั้ง ๓ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ นั้นประโยชน์อันไหน เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมายอย่างแท้จริงของพุทธศาสนา หรือจะ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็กล่าวว่า ประโยชน์อันไหนจะเป็นเหมือนปลาที่มีก้าง และ ประโยชน์อันไหนจะเป็นเหมือนปลาที่ไม่มีก้าง และทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถ กินปลาที่มีก้างได้ทุก ๆ ชนิด โดยไม่ต้องถูกก้างเลยอีกด้วย. ในข้อนี้คนที่มีสติปัญญาอย่างธรรมดาสามัญทั่วไป ย่อมจะมองเห็นได้ ด้วยตนเองว่า มนุษย์สมบัติ และสวรรค์สมบัตินั้น เป็นเหมือนปลาที่มีก้างอย่าง เปิดเผยหรืออย่างเร้นลับ อย่างหยาบหรืออย่างละเอียด โดยสมควรแก่ชั้นเชิงของ มันทั้งนั้น. คนเราต้องหัวเราะและร้องไห้สลับกันไปอย่างไม่รู้จักเบื่อจักพอก็เพราะ ประโยชน์ทั้งสองนี้ ; ต้องทนทุกข์อย่างซ้ำซากก็เพราะประโยชน์ทั้งสองนี้; ต้อง เป็นทุกข์โดยตรง หรือโดยประจักษ์ชัดในเมื่อแสวงหามันมา; และต้องเป็น ทุกข์โดยทางอ้อม หรือโดยเร้นลับ ในเมื่อได้สมตามประสงค์ หรือเมื่อกำลัง บริโภคมันอยู่ หรือเมื่อเก็บรักษามันไว้ก็ตาม. ตลอดเวลาที่เขายังไม่ได้สมบัติ ที่ ๓ อยู่เพียงใด เขาจะต้องทนทุกข์อยู่อย่างซ้ำๆ ซาก ๆ อยู่ในท่ามกลางของสิ่งที่

น.1058 เขาหลงสำคัญผิดว่าความสุขอยู่เพียงนั้น. ต่อเมื่อใดสมบัติที่ ๓ มีเข้ามา เมื่อนั้น แหละเขาจะสามารถปลดเปลื้องพิษสง หรือความบีบคั้น ของสมบัติ ๒ ประเภท ข้างต้นออกไปได้ มีชีวิตอยู่อย่างอิสระ เหนือความบีบคั้นของสมบัติทั้ง ๒ นั้น ; ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ อันเนื่องด้วยสมบัติทั้ง ๒ นั้น อีกต่อไป. นี่แหละจงพิจารณาดูด้วยตนเองเถิดว่า การได้มาซึ่งสมบัติชนิดไหน ในลักษณะอย่างไร จึงจะนับว่าเป็นการได้ที่ดี. และการได้สมบัติทั้ง ๓ ชนิดนั้น จะขึ้นอยู่กับการได้สมบัติชนิดไหนเป็นส่วนสำคัญ อันจะทำให้เราหาพบความมุ่ง หมายอันแท้จริงของพระพุทธศาสนา. (รูปภาพ)

น.1059 หยุดสร้าง "หนาม" ยาว ๆ ออกกีดกั้นกันเสียเถิด ทุก ศาสนาในโลก ก็จะเข้าแถว เรียงลำดับ เป็นพี่น้องกัน ทำหน้าที่ ระงับทุกข์ บำรุงสุข ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิต .... จาก "กึ่งพุทธกาล"

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต