Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๑๔ — ๑๐. ความสำคัญของ "ตัวกู-ของกู"

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1110 วันนี้จะได้กล่าวถึง ความสำคัญของสิ่งที่ เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” ; และเป็นการตอบคำถามพร้อมกัน ไปในตัวว่า ทำไมจึงได้ยกเอาคำๆ นี้มาเป็นหัวข้อของเรื่อง ทั้งหมดที่เราจะศึกษากัน และขอร้องให้ศึกษาเพียงเรื่องเดียว ก็ยืนยันว่าพอแล้ว และเป็นการศึกษาพุทธศาสนาทั้งหมด ทั้งสิ้นพร้อมกันไปในตัว ซึ่งนับว่ามีความสำคัญที่น่าสนใจ หรือถึงกับตกใจ. ความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” นี้ มีอยู่ตรงที่มันเป็น ต้นเหตุหรือเป็นตัวการแท้ของความทุกข์ทุกอย่างทุกประการ และทั้งหมด ทั้งสิ้น แต่ว่าก่อนที่จะรู้จักความสำคัญของมันนั้น เราควรจะได้รู้จักตัวสิ่งนั้นให้ชัด เจนเพียงพอเสียก่อน; เมื่อเรารู้จักสิ่งนั้นดี เราก็จะรู้จักความสำคัญของมันได้เอง.

น.1111 ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ในที่นี้นั้น มีชื่อโดยภาษาบาลีว่า “ อหังการ " และ " มมังการ " แต่ชื่อเช่นนี้เป็น ชื่อเรียก ทางจริยธรรมหรือทางศาสนาใช้ ถ้าเป็นคำตามธรรมดาหรือคำทางจิตวิทยา จะเรียกว่า " อัตตา " และ " อัตตนียา " ก็ได้. อัตตา ก็แปลว่าตัวตน: อัตตนียา แปลว่า เนื่องด้วยตนหรือของของตนนั่นเอง. คำว่า อหังการ แปลว่าการกระทำว่าฉัน; มมังการก็แปลว่าการกระทำว่าของฉัน ถ้าความรู้สึกเป็นไปรุนแรง ก็มีความหมาย เท่ากับคำในภาษาไทยว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ด้วยกันทั้งนั้น. ฉะนั้นขอให้ถือว่า จะกล่าวว่า "อัตตา" หรือ "อัตตนียา" ก็ตาม; จะกล่าวว่า "อหังการ" หรือ "มมังการ" ก็ตาม ย่อมหมายถึงสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู” ในที่นี้ด้วยกัน ทั้งนั้น. และพึงเข้าใจไว้ทีก่อนว่า เป็นเรื่องของนามธรรม ฉะนั้นจึงเป็นเพียง ความรู้สึกทางจิตหรือภาวะทางจิตอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง หาได้มีตัวมีตนเป็นชิ้น เป็นก้อนอย่างวัตถุแต่ประการใดไม่. ที่นี้ เราจะลองนึกไปถึง คำในภาษาอื่นซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี บ้างว่า สิ่งที่เราเรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู” นี้ เขาเรียกกันว่าอะไร. ในวงของจริยธรรม หรือปรัชญาทั่วไป รู้จักกันด้วยคำในภาษาลาตินว่า Ego ซึ่งคำ ๆ นี้แปลว่า Self หรือตัวตน; และคำอีกคำหนึ่งของชาวกรี๊กว่า Centrikon ซึ่งเป็นคำที่ มีความหมายตรงกับคำ Ego ของลาติน แต่คำ ๆ นั้นแปลว่า Center หรือ ศูนย์กลาง. นี้ทำให้เราเห็นได้ชัดทีเดียวว่า คำว่า Ego นั้น ตรงกับคำว่า "อัตตา" ของภาษาบาลีโดยแท้ และความหมายของคำว่า Centrikon ของชาว กรี๊กนั้น ก็เล็งถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน คือสิ่งที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางหรือเป็นใจกลาง ของคนเรา ซึ่งชาวอินเดียเรียกมันว่า "อาตมัน" หรือ "อัตตา" นั่นเอง; หรือที่ชาวบ้านชั้นต่ำเรียกมันว่าวิญญาณ ว่าจิต ว่าเจตภูต ดังนี้เป็นต้น, ล้วนแต่ ถูกถือว่าเป็นศูนย์กลางแห่งอัตภาพของคนเรานี้ทั้งนั้น ฉะนั้นเราจึงได้ความหมาย

น.1112 จากคำเหล่านี้ว่า คนเรามีสิ่งนี้เป็นตัวตนหรือเป็นศูนย์กลาง เพื่อไม่ให้ไปถือเอา ตัวตนที่ร่างกาย หรือที่เปลือกนอกเป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึงความรู้สึกที่เป็นการยึดถือตัวตน หรือการเห็นแก่ตนอย่างยิ่ง ที่เรียกว่า Egoism. คำ ๆ นี้ ตามความหมายทางจริยธรรม หมายถึงความเห็นแก่ตน ซึ่งเป็นกิเลสอันน่ารังเกียจ. แต่ถ้าเป็นความหมายทางจิตวิทยาธรรมดา ก็หมายเพียง ความรู้สึกที่เป็นเหตุให้คนเราทำอะไรลงไป เพราะหวังจะได้อะไรที่เป็นประโยชน์ แก่ตน ซึ่งเป็นความรู้สึกของสามัญสัตว์ตามธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นคำว่า "ตัวกู" และ “ของกู" ในที่นี้ควรถือว่ามีความหมายตรงกับคำว่า Egoism ตามทางจริยธรรม เท่านั้น. ผู้ที่ทราบความความหมายของคำว่า Ego หรือ Egoism ดีอยู่แล้ว ย่อม ทราบความมุ่งหมายที่ต้องการจะกล่าวด้วยถ้อยคำว่า "ตัวกู" และ "ของกู" นี้ได้ ทันทีและได้เป็นอย่างดี. และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมองให้เห็นชัดว่า สิ่งเหล่านี้เป็น เพียงความรู้สึกของจิต หรือภาวะของจิตในลักษณะหนึ่งซึ่งถูกปรุงขึ้นมาด้วยสิ่งซึ่ง ปรุงแต่งหรือแวดล้อมจิต. หรือบางพวกอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นตัวจิตเสียเลยก็แล้ว แต่เขาจะเรียก. ข้อสำคัญขอแต่ให้รู้จักสิ่ง ๆ นี้ก็พอแล้ว. สำหรับพุทธศาสนานั้น หาได้เรียกสิ่งนี้ว่าจิตไม่ เป็นเพียงกิเลสที่เกิด ขึ้นครอบงำจิต และมีคำบัญญัติเฉพาะเพื่อเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “เจตสิก" แต่ว่า เจตสิกนั้นไม่ตั้งอยู่ในฐานะที่จะเป็นเจ้าของเรื่อง ตัวสิ่งที่เรียกว่าจิตต่างหากตั้งอยู่ ในฐานะเป็นเจ้าของเรื่อง เมื่อจิตถูกเจตสิกชนิดใดปรุงแต่งหรือครอบงำแล้ว จิตก็เปลี่ยนรูปไปตามลักษณะของเจตสิกนั้น ๆ เหมือนอย่างว่าลิงตัวหนึ่ง เราจะ แต่งตัวให้มันด้วยเครื่องแต่งตัวแบบไหน เราก็ดูเป็นลิงแบบนั้น เช่น เป็นลิงฝรั่ง หรือลิงจีนไปทันที. เพราะฉะนั้นคำว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" ในที่นี้ จึงหมายถึง จิตที่กำลังถูกครอบงำอยู่ด้วยอหังการ และมมังการ หรือ Egoism นั่นเอง แต่เรา เอาคำ ๆ นั้นมาเป็นชื่อของจิตในที่นี้. เพราะฉะนั้นเมื่อจะกล่าวให้ชัดหรือให้ตรง

น.1113 ลงไป ก็จำเป็นที่จะต้องกล่าวว่า "ตัวกู" และ "ของกู" ในที่นี้นั้น หมายถึงจิตที่ กำลังกลัดกลุ้มอยู่ด้วยอหังการและมมังการ กล่าวคือความรู้สึกที่เห็นแก่ตัวและของ- ของตัว และกำลังดิ้นรนทุกอย่างเพื่อจะทำตามนั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงศีลธรรมหรือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ. เราจะต้องศึกษามันต่อไป ว่ามันเป็น ต้นเหตุหรือ ตัวการเพียงอย่างเดียว ที่บันดาลให้ความทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นในโลกนี้ จนกระทั่งทำให้ มนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องมีวัฒนธรรม และศาสนาอย่างที่จะขาดเสียไม่ได้ จริงหรือไม่. เมื่อเราได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" มาโดยสังเขป ดังนี้แล้ว ย่อมสามารถที่จะพิจารณาถึงความสำคัญของสิ่งๆ นี้ได้ ซึ่งเราจะได้วินิจฉัย กันสืบไป. เมื่อกล่าวให้แคบเข้ามา สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู๋" นี้ มีชื่อเฉพาะเป็น ภาษาบาลีว่า " อุปาทาน" คำ ๆ นี้แปลว่าความยึดมั่นถือมั่น เป็นความยึดมั่นถือมั่น ทางจิตใจ เช่นยึดมั่น เบญจขันธ์ คือร่างกายและจิตใจรวมกันว่าเป็น "ตัวกู" และยึดมั่นถือมั่นสิ่งที่ถูกใจที่จะเกี่ยวข้องด้วยว่า "ของกู" ดังนี้ก็มี; หรือที่ละเอียด ลงไปกว่านั้นก็ยึดถือเอาจิตส่วนหนึ่งว่าเป็น "ตัวกู" แล้วยึดถือเอารูป ร่างกาย เวทนา สัญญา สังขาร สี่อย่างนี้ว่าเป็น "ของกู" ดังนี้ก็มี; ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ ความรู้สึกซึ่งเกิดมาจากการศึกษา หรือความรู้ความเข้าใจตามที่มันได้รับการอบรม มาอย่างไร. แต่เมื่อกล่าวโดยใจความแล้ว ย่อมเหมือนกันทั้งสิ้น กล่าวคือ มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็น "ตัวกู" หรือ "ของกู" นั่นเอง. ทั้งนี้แล้วแต่ว่าในคราวไหนมันจะได้ไปยึดมั่นในสิ่งใด และสิ่งนั้นอำนวยให้ยึดโดย ความเป็น "ตัวกู” หรือให้ยึดโดยความเป็น "ของกู" นั่นเอง; และเราเรียก ความยึดมั่นถือมั่นนี้ว่า "อุปาทาน" ด้วยกันทั้งนั้น. และอุปาทานนี่เอง เป็นตัวเหตุ ตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์เพียงอย่างเดียว.

น.1114 หลักที่เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่อยู่ในรูปของ พุทธภาษิต มีว่า "เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์" ดังนี้; ใจความสำคัญมีอยู่ว่าเบญจขันธ์ คือร่างกายจิตใจของ คนเราที่กำลังถูกอุปาทานว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู" เข้าสิงอยู่เท่านั้น จึงจะเป็น เบญจขันธ์ที่ เป็นทุกข์ คือแสดงอาการที่ทนยากแก่บุคคลนั้น และแสดงอาการ ที่น่าเกลียดน่าเอือมระอาแก่บุคคลที่ได้พบเห็นทั่วไป. ส่วนเบญจขันธ์ที่กำลังว่างจาก อุปาทานยึดครองนั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่. ยังไม่จำเป็นจะต้องกล่าวถึงเบญจขันธ์ ของพระอรหันต์ เอาแต่เพียงเบญจขันธ์อย่างบุคคลธรรมดาสามัญนี่แหละ ในขณะ ที่ไม่ถูกอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" เข้าสิง ก็หาได้เป็นทุกข์แต่ประการใดไม่ แม้ว่า ร่างกายจะกำลังถูกเชือดเฉือนอยู่ หรือจิตใจกำลังมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาทำทรมานอยู่. ถ้าเผอิญอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว อาการแห่งความทุกข์ก็หา มีไม่. ในทำนองที่ตรงกันข้าม หากว่าร่างกายของเขาก็ไม่ถูกเบียดเบียนเลย จิตใจ ของเขาก็ไม่มีอะไรมาทรมานเลย แต่ถ้าเขาเกิดมีการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น ขึ้นมาเท่านั้น อาการแห่งความทุกข์ก็ปรากฏออกมาทันที. ฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าว ได้ว่าต้องมี "ตัวกู" และ "ของกู" เข้ามาเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอไป ความ ทุกข์จึงจะเกิดขึ้นได้. สำหรับกรณีของพระอรหันต์นั้น ความทุกข์ไม่อาจจะเกิด เพราะ เบญจขันธ์นั้นไม่ถูกยึดถืออยู่ด้วยอุปาทาน และไม่อาจจะถูกยึดถืออีกต่อไป เรา เรียกกันว่าเบญจขันธ์บริสุทธิ์ คือเบญจขันธ์ล้วนๆ ไม่มีอุปาทานประกอบอยู่ หรือเจืออยู่ หรือปนอยู่ในร่างกาย และจิตใจนั้น หรือในทุก ๆ ขันธ์ทั้ง ๕ ขันธ์ นั้นเอง. สำหรับร่างกายแท้ ๆ ล้วน ๆ นั้น ไม่ว่าของใครหมดย่อมบริสุทธิ์และไม่ เป็นทุกข์อยู่เองแล้ว; แต่สำหรับจิตหรือใจนั้น ถ้าจิตหรือใจของใครมีอาสวะ หรือ กิเลสครอบงำอยู่ เช่นมีอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" สิงอยู่ จิตนั้นก็เศร้าหมอง ไม่เป็นอิสระ คือไม่หลุดพ้นจากการครอบงำของสิ่งที่เป็นความเศร้าหมองนั่นเอง

น.1115 ฉะนั้น คำว่าบริสุทธิ์หรือหลุดพ้น จึงหมายถึงหลุดพ้นจากสิ่งเศร้าหมอง คืออุปาทาน ว่า "ตัวกู” "ของกู" นี้โดยตรง. แม้ว่ามันจะได้ไปยึดในสิ่งต่าง ๆ กันก็อย่างก็ ตาม หรือยึดด้วยอำนาจอะไรก็ตาม มันก็คือสิ่ง ๆ เดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้นจึงมี พระพุทธภาษิตว่า "สัตว์ทั้งหลายย่อมหลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน" ดังนี้. ซึ่งมีใจความสั้น ๆ ว่า ถ้ายังมีอุปาทานก็ยังไม่พ้นจากบ่วงของ ความทุกข์. สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ในที่นี้นั่นแหละตั้งอยู่ในฐานะเป็นบ่วง ทุกข์ ที่คล้องหรือร้อยรัดผูกพันสัตว์ทั้งหลายอยู่. เราตัดบ่วงนี้ให้ขาดไม่ได้อยู่ เพียงใด เราจะต้องทนทุกข์อยู่เช่นนั้นไม่ว่าในกรณีเช่นไร คือว่าจะเป็นปัจเจกชน หรือจะเป็นมวลชนก็ตาม ฉะนั้นเราควรจะมองให้เห็นความสำคัญ หรือความ เป็นตัวการสำคัญในทางที่จะทำให้เกิดความทุกข์ไม่มีหยุด ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู- ของกู" ในที่นี้. สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า "วิมุติ" นั้น คำ ๆ นี้แปลว่าความหลุดพ้น และเป็น วัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ดังพระพุทธภาษิตตรัสเป็นใจความว่า "พรหมจรรย์นี้มิได้มีลาภสักการะเสียงสรรเสริญ เป็นอานิสงส์, มิได้มีกามสุขในสวรรค์เป็นอานิสงส์, มิได้มีการเข้าถึงความเป็น อันเดียวกับพรหมในพรหมโลกเป็นอานิสงส์ แต่ว่ามีวิมุติเป็นอานิสงส์" ดังนี้. ดังนั้นวิมุติในที่นี้ก็หมายถึง ความหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของลาภสักการะ เสียงสรรเสริญ, ของกามสุขในสวรรค์, ของความน่าปราถนาในความได้เป็น พรหมในพรหมโลกเหล่านั้นนั่นเอง. ทีนี้เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรียก ว่า "ตัวกู - ของกู" นั่นแหละ เป็นตัวการที่นำไปสู่ลาภสักการะเสียงสรรเสริญ, สู่กามสุขในสวรรค์, หรือสู่ความเป็นพรหม คือเป็นสัตว์อันสูงสุดและใหญ่ยิ่ง เพราะมันเป็นความรู้สึกที่อยากได้ อยากเป็น อยากเอา ตามที่มันเห็นว่า น่าได้ น่าเอา น่าเป็น อยู่เสมอไป. ถ้ามีการได้ การเอา การเป็น ด้วยอุปาทานนี้อยู่ เพียงใดแล้ว ความทุกข์ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้อยู่เสมอไป. ต่อเมื่อเอาอุปาทานนี้ ออกไปเสียก่อนแล้ว การได้ การเอา การเป็นชนิดไหนก็จะไม่เป็นทุกข์.

น.1116 ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ อย่างหนึ่งมันเป็นการได้ การเอา การเป็น ด้วยอุปาทาน; อีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นการได้ การเอา การเป็นด้วยสติปัญญา ไม่มีอุปาทาน; และคำว่า "สติปัญญา" ในที่นี้ หมายถึงสติปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่ สติปัญญาชนิดที่อุปาทานลูบคลำเล่นได้ และลูบคลำอยู่ได้เสมอไป ดังเช่นสติ ปัญญาของสัตว์ธรรมดาทั้งหลายในโลกปัจจุบันนี้ แม้ที่ถือกันว่ามีการศึกษาก้าวหน้า เจริญที่สุด แต่สติปัญญาของเขากลับจมดิ่งอยู่ภายใต้อำนาจของอุปาทาน หรือสิ่งที่ เขาเรียกมันว่า Egoism นั่นเอง. เขากลับจะตามใจมันหรือบูชามันไปเสียอีก แล้วสติ ปัญญาของเขาจะเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์สะอาดหมดจดได้อย่างไร ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สติ ปัญญาตามความหมายของพุทธศาสนา. เขาไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการควบคุม ของสติปัญญา แต่ไปมีชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของอุปาทานว่า "ตัวกู - ของกู" นี้อยู่เสมอไป บรรยากาศของโลกสมัยนี้จึงมีแต่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" กลุ้มอยู่ทั่วไปหมด และเข้มข้นมากขึ้นทุกที ๆ นั่นแหละคือพิษสงของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" และเป็นปัญหาที่น่าอันตรายอย่างใหญ่หลวงที่โลกกำลังประสบอยู่ ถึงกับทำให้นอนตาหลับไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อวดอ้างอยู่ว่าอะไร ๆ ก็เจริญ การศึกษา ก็เจริญ ประดิษฐกรรมและอุตสาหกรรมก็เจริญดังนี้เป็นต้น. ความทุกข์ยากที่ทรมานอยู่ทางด้านจิตด้านวิญญาณในโลกสมัยนี้ เขาสลัด ให้พ้นออกไปไม่ได้ก็เพราะอำนาจของสิ่งนี้สิ่งเดียวคือสิ่งที่มีชื่อว่า "ตัวกู - ของกู" ในที่นี้นั่นเอง; ฉะนั้นแม้ว่าโลกสมัยนี้จะได้ทำตนให้มี Activeness มากขึ้นเท่าใด, Activeness เหล่านั้น ก็มีแต่จะพาให้ไหลไปสู่สังสารวัฏฏ์ คือความทุกข์ที่มีซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีส่วนที่จะไหลไปใกล้นิพพาน กล่าวคือ สันติภาพอันแท้ จริงและถาวรได้เลย; มีแต่จะยิ่งห่างออกไป ๆๆ จากสันติภาพนั้น ฉะนั้นเราจะ เห็นได้ว่า กรรมนียภาวะ หรือ Activity ของโลกเราสมัยนี้ มีแต่จะกลายเป็น มิจฉากรรมนียภาวะ หรือ Wrong Activity ไปเสียแล้ว แล้วเราจะปรารถนามัน ไปทำไมกัน. จงเอาสิ่งที่เรียกชื่อว่า "ตัวกู-ของกู” ในที่นี้ออกไปให้พ้นเสียก่อน โลกนี้จึงจะมีสัมมากรรมนียภาวะ หรือ Right Activity ที่พึงปรารถนา.

น.1117 นี่แหละ คือความสำคัญใหญ่ยิ่งที่ควรศึกษาเกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู " ที่นับว่าน่าสนใจ หรือถึงกับน่าตกใจดังที่กล่าวแล้ว และขอร้องให้ถือว่าเป็น หัวข้อเพียงหัวข้อเดียว สำหรับการศึกษาพุทธศาสนาของคนทุกคน ในฐานะที่เรียกได้ว่า เป็น บทเรียนสากล โดยไม่ต้องมีการจำกัดว่าเป็นพุทธศาสนา หรือเป็นศาสนาไหน หมด เพราะว่าสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหมดทั้งสิ้นในสากลจักรวาล ย่อมมีปัญหาอย่างเดียว กัน มีหัวอกอย่างเดียวกัน ในลักษณะเช่นนี้ทั้งนั้น ไม่มีผิดแปลกแตกต่างกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติอะไร อยู่ที่มุมโลกไหน หรือกำลังถือศาสนาอะไร. โลก ทั้งหมดกำลังเดือดร้อนเพราะ "ตัวกู่" ตัวเดียวกันนี้.

น.1118 บับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๑. ดับ “ตัวกู-ของกู” คือทางขจัดปัญหาทั้งหมดของโลก ในวันนี้จะได้กล่าวถึง สิ่งซึ่งเป็นตัวการสำคัญ คือสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” นั้น เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และเป็นการง่ายยิ่งขึ้นในการ ที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา. ชาวต่างประเทศหรือผู้ใหม่ต่อศาสนา ไม่ควรจะเข้ามาสนใจ พุทธศาสนา ในฐานะเป็นของแปลก หรือเพื่อการศึกษาเปรียบเทียบ เพราะการทำเช่นนั้นจะไม่ช่วยให้เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาได้เลย; จะได้ไปก็ เพียงความรู้เรื่องฝอย เรื่องเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น. ยิ่งไปสนใจ ในทางที่จะสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องพระเป็นเจ้า เรื่องนรก เรื่องสวรรค์ด้วยแล้วก็มี แต่จะยิ่งเดินห่างออกไปจากตัวแท้ของพุทธศาสน์ยิ่งขึ้นทุกที. หรือถ้าจะใช้คำ เหล่านี้เป็นหลักสำหรับศึกษาค้นคว้า ก็จะต้องให้ความหมายใหม่ ซึ่งต่างจากที่ ถือกันอยู่ทั่ว ๆ ไป แก่คำเหล่านั้น เช่น คำว่าพระเป็นเจ้า นรก สวรรค์ เป็นต้น. พุทธศาสนามุ่งหมายที่จะจัดการกับสิ่งที่ทำสังคมให้เดือดร้อน และที่ทำให้ปัจเจกชน

น.1119 หาความสงบสุขอันแท้จริงไม่ได้ แม้ว่าเขาจะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ อำนาจวาสนา หรือสติปัญญาก็ตาม . แต่เราต้องการจะรู้จักและกำจัดสิ่งซึ่งเป็นตัวการแห่งความ เดือดร้อนอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่สมมติเอาหรือยึดถือด้วยความเชื่อ; เพราะฉะนั้น จะต้องศึกษาค้นคว้าไปจนกระทั่งพบเข้าจริง ๆ ว่าอะไรเป็นตัวการ ซึ่งในที่นี้ขอ ยืนยันว่าได้แก่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. เราจะต้องมีความรู้กันให้ถูกต้องเสียก่อนว่า ไม่ใช่พระเจ้าเป็นผู้สั่ง บังคับลงมาให้เรามีศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ ห รือมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีอย่างนั้นอย่างนี้ หากแต่ว่ามันเป็นความเดือดร้อนของเราเอง และเป็น ความเดือดร้อนที่เกิดมาจากพิษสงของ "ตัวกู-ของกู" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อมนุษย์เราเดือดร้อนหนักเข้า ๆ ก็คิดค้นหาวิธีที่จะกำจัดความเดือดร้อนเหล่านั้น หรือเพื่อป้องกันความเดือดร้อนเหล่านั้นก็ตาม มนุษย์จึงได้ค้นพบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ นานาว่า เราควรปฏิบัติต่อกันอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อตัวเราเองอย่างนั้นอย่างนี้ พร้อมทั้งสร้างหรือสมมติสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อความเคารพ เพื่อให้ทำตามนั้น อย่างแน่นแฟ้น เช่น มีพระเป็นเจ้าเป็นต้น, ขึ้นมาในลักษณะที่จะทำให้เชื่อ หรือยึดมั่นอย่างแน่นแฟ้นทีเดียว และพยายามอธิบายให้สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นที่ตั้ง แห่งความเชื่ออันแน่นแฟ้นสืบไป. แท้ที่จริง การที่ความรู้หรือความเข้าใจอันถูก ต้องปรากฏออกมา นั่นแหละคือความที่พระเป็นเจ้าอันแท้จริงได้ปรากฏแล้ว. ดังนั้นใคร ๆ ทุกคนจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า เราต่างหากที่สร้างพระเจ้าขึ้นมา ตลอดถึงขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและศาสนา และ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ พิษสงแห่งความบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. เราจะต้องหลับตามองให้เห็นชัดเจนเสียจริง ๆ ก่อนว่า อำนาจและพิษสง ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" และ "ของกู" นั้น มันมีอยู่อย่างนี้จริง ๆ พุทธศาสนา ต้องการจะขจัดสิ่งซึ่งเป็น ทุกข์ภัยเหล่านี้ ซึ่งเป็นพิษสงของ "ตัวกู-ของกู"

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต