น.1120 ดับ "ตัวกู-ของกู" ขจัดปัญหาของโลกได้ ๘๓ จึงได้มีหลักปฏิบัติซึ่งเป็นไปแต่ในทางที่จะจัดการกับสิ่ง ๆ นี้เป็นขั้น ๆ ไป นับแต่ ต้นจนปลายโดยไม่เกี่ยวกับสิ่งอื่นเลย. แต่ก็ไม่อยากจะขัดคอใครในเรื่องพระเจ้า เรื่องนรก เรื่องสวรรค์อันยืดยาว ก็เลยปล่อยเรื่องเหล่านี้ไปตามเดิม หรือไปตาม ความเชื่อตามความประสงค์ของเขา. ถ้าหากจะนำเรื่องเหล่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ก็นำมาเพื่อเป็นเครื่องช่วยสำหรับบุคคลขั้นต้น ๆ หรือบุคคลที่เคยมีความเชื่ออย่าง นั้นมาก่อน จะได้อาศัยเพื่อเป็นกำลังใจสำหรับจะละความชั่วเป็นต้นเท่านั้น หาถึง กับสามารถกำจัด "ตัวกู-ของกู" โดยสิ้นเชิงไม่ เราจึงไม่ถือว่าเรื่องเหล่านั้นเป็น ตัวแท้ของพุทธศาสนา. ทั้งนี้เพราะเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่า แม้เราจะเว้นความชั่วได้ ทุกอย่าง กระทำความดีทุกอย่าง กระทั่งไปเกิดในสวรรค์แล้ว เราก็ยังไม่พ้นจาก การบีบคั้นของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" จักต้องไปหัวเราะร้องไห้อยู่ในสวรรค์ เช่นเดียวกัน. เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีหลักเกณฑ์อันอื่น ซึ่งสูงไปกว่านั้น กล่าวคือ หลักปฏิบัติที่สามารถกำจัดอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" เสียได้โดยสิ้นเชิง ทั้งเป็น หลักกลางที่สามารถใช้ได้ทั่วไปไม่ว่าในหมู่มนุษย์หรือเทวดาในเมืองสวรรค์. และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้น เราต้องการใช้กันที่นี่เดี๋ยวนี้ ! เพราะฉะนั้นขอให้ชาว ต่างประเทศหรือผู้ใหม่ต่อศาสนา ที่เข้ามาสนใจพุทธศาสนา โดยมีวัตถุประสงค์ อันนี้เป็นมูลฐาน ให้เข้าถึงพุทธศาสนาตัวแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยสนใจในสิ่งที่ เป็นเพียงเปลือก เพียงกระพี้ต่อไป เช่นเรื่องการศึกษา เปรียบเทียบในแง่ ของวรรณคดี เป็นต้น. เราต้องไม่ลืมว่า ยังมีสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำให้สังคมไม่เป็นสุขและ ทำให้ปัจเจกชนไม่ได้รับความสงบเย็น และถ้าไม่กำจัดสิ่งซึ่งมีอยู่เพียง สิ่งเดียวนี้เท่านั้นให้ออกไปเสียแล้ว มนุษย์เราก็แทบจะกล่าวได้ว่าเกิดมาเพื่อ
น.1121 ทนทุกข์อย่างเดียว หรือกล่าว อีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่ได้รับสิ่งที่มนุษย์ควร จะได้รับ เพราะฉะนั้นเราควรจะประกวดประชันกันในการที่ค้นให้พบว่า เรา จะต้องทำอย่างไรมนุษย์จึงจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ และเมื่อ ได้พบสิ่งนั้นเข้าจริง ๆ แล้ว จักต้องถือว่ามันเป็นสิ่งทั่วไปแก่มนุษย์ทุกคน คือเป็น เรื่องของมนุษย์สำหรับมนุษย์โดยตรง และต้องโดยน้ำมือของมนุษย์ด้วย ไม่ต้องไป ฝากไว้กับพระเป็นเจ้าหรือกับพระศาสดาต่าง ๆ เพราะ ถ้ายิ่งไปข้องแวะกับพระ ผู้เป็นเจ้าหรือศาสดาต่าง ๆ แล้ว มีแต่จะถูกดึงให้ไกลออกไปจากตัวแท้ของสิ่งที่จะ กำจัดความทุกข์ของมนุษย์ยิ่งขึ้นทุกที. ฉะนั้น จึงต้องยืนยันในข้อที่ว่า เอาพระเป็นเจ้า เอาพระศาสดาต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะของบุคคลผู้ยึดมั่นถือมั่น นั้นไปเก็บไว้เสียที่อื่นก่อน แล้วมาสนใจและจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้ให้สำเร็จเด็ดขาดลงไป ครั้นทำดังนี้เสร็จแล้วพระเป็นเจ้าหรือพระศาสดาต่าง ๆ หรือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ตาม จะพรูกันเข้ามาหาเราเอง หรือมี เต็มเปี่ยมอยู่แล้วในการกระทำที่เราทำเสร็จไปแล้วนั้น เพราะว่า ความบริสุทธิ์ สะอาดหมดจดจากความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นต่างหาก นั่นแหละคือองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง หรือพระเป็นเจ้าที่แท้จริง คือเป็น ที่พึ่งให้แก่เราได้จริง. ถ้าผิดไปจากนั้นแล้วก็เป็นเพียงบุคคลาธิษฐาน คือเป็น เพียงเปลือกนอกของพระเจ้า หรือของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามทัศนะ ของผู้นั้น ซึ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่งเกิด "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาอีก อย่างใหม่ ๆ แปลก ๆ สำหรับทะเลาะวิวาทหรือแข่งดีกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. เมื่อ เป็นดังนี้แทนที่มนุษย์จะจัดการกับ "ตัวกู" หรือ "ของกู" เรื่องก็กลับกลายเป็นว่า มนุษย์ถูก "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละ หลอกลวงหนักยิ่งขึ้นไปอีก จนหา สันติภาพไม่ได้ ทั้งในวงการของชาวโลก และในวงการของพระศาสนา ตามวัดวาอารามต่างๆ ทั่วทั้งโลก.
น.1122 นี่แหละคือข้อที่เราจะต้องเห็นอกเห็นใจกัน จะต้องเข้าใจกันและกัน ให้ถูกต้อง จนเห็นว่ามนุษย์ทั้งสิ้นในสากลโลกมีปัญหาอย่างเดียวกัน มีหัวอกอย่าง เดียวกันราวกับว่าเป็นมนุษย์คนเดียวกัน และ มีศัตรูที่จะต้องกำจัดร่วมกันเพียงสิ่งเดียว คือสิ่งที่เรียกในที่นี้ว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง หรือที่เรียกในหลักธรรมชั้นสูงของ พุทธศาสนาว่า "อัสมิมานะ" อันมีความหมายตรงกับคำว่า Egoism อย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อกำจัดเสียได้แล้วจะประสบสิ่งที่เรียกว่านิพพาน คือความสิ้นสุดลงแห่ง ความทุกข์. คำว่า “อิสมิมานะ" แปลว่า ความสำคัญว่าตัวฉันมีอยู่ มานะ แปลว่า ความสำคัญหรือความสำคัญมั่นหมายในทางจิตใจ. อัสมิ แปลว่า "ข้าพเจ้ามีอยู่" และมีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า "อหังการ"; ตั้งอยู่ในฐานะที่เป็นศูนย์ กลางหรือเป็นประธานของความรู้สึกทุกๆอย่างทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าในทางดีหรือชั่ว. ถ้ากล่าวให้ถูกกว่านั้นก็กล่าวว่า เป็นศูนย์กลางของการกระทำ แล้วทำทุกอย่างตาม ที่มันต้องการ แล้วจึงมีการบัญญัติกันขึ้นเองในชั้นหลังว่าดีหรือชั่ว โดยถือเอา ลักษณะที่น่าทำหรือไม่น่าทำ น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนาเป็นเกณฑ์; เพราะ ฉะนั้น ความดีหรือความชั่วก็ตาม ย่อมมีความหมายเท่ากันสำหรับสิ่งที่เรียกว่า อัสมิมานะ หรือสำหรับอหังการ หรือแม้สำหรับความเห็นแก่ตัวที่เรียกว่า Egoism ก็ตาม . ด้วยเหตุนั้นเอง การละเสียซึ่งอัสมิมานะนั้น ถ้าจะให้ถึงที่สุดแล้ว ต้องละเสียทั้งชนิดดีและชนิดชั่ว จึงจะนับว่าถึงที่สุดของการละเสียซึ่ง อัสมิมานะหรือสิ่งที่เรียกว่า Egoism. การละเสียแต่เพียงฝ่ายชั่ว และยึดถือเอาไว้ ซึ่งฝ่ายดีนั้น ตามลัทธิอื่นหรือในสังคมปัจจุบัน อาจจะถือว่า เป็นการละ Egoism แล้วก็ได้ แต่ทางฝ่ายพุทธศาสนา นั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการละความเห็นแก่ตัวหรือ Egoism เลย เพียงแต่ ละตัวที่น่าเกลียดแล้วไปยึดเอาตัวที่น่ารักไว้ เท่านั้น. ต่อเมื่อ
น.1123 ละได้หมด ไม่มีส่วนที่น่าเกลียดหรือน่ารักยึดถือไว้ จึงจะเรียกว่า "ตัวกู" หรือ "ของภู" ถูกละไปหมด. ถ้าเข้าใจหลักอันนี้ ก็จะเข้าใจพุทธศสนาได้ โดยง่าย หรือรวดเร็วทันทีทันใดที่เดียว. แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการปฏิบัติที่เป็นการละอัสมิมานะสิ้นเชิงนี้ เป็นการปฏิบัติขั้นสูงสุดและทำได้ยาก จึงได้มีหลักเกณฑ์สำหรับ การปฏิบัติที่ วางไว้ในขั้นที่รอง ๆ ลงมา คือให้มี การยึดถือตัวตนแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ไป พลางก่อน และต้องเป็นตัวตนที่อาจจะบัญญัติได้ว่าเป็นฝ่ายดี เว้นตัวตนที่เป็น ฝ่ายชั่วเสียโดยเด็ดขาด สำหรับคนสามัญทั่วไปจะได้ยึดเป็นหลักปฏิบัติ พุทธ- ศาสนาก็ยอมรับรองในข้อนี้ จึงได้มีหลักปฏิบัติที่เราถือกันว่าเป็น หัวใจของ พุทธศาสนา อยู่ในรูปพระพุทธภาษิตว่า "การไม่ทำความชั่วทุกอย่าง การทำ ความดีให้สมบูรณ์ และ การชำระจิตให้ขาวสะอาด สามอย่างนี้เป็นคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" หรือถ้าจะกล่าวให้สั้นที่สุด ก็กล่าวว่า "เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้สะอาด" จากคำว่า " ทำใจให้สะอาด" นั่นเอง เราจะพบว่า ยังมีการกระทำอีก ขั้นหนึ่ง ซึ่งสูงไปกว่าการทำดี หรือกล่าวกลับกันอีกทางหนึ่งก็กล่าวว่า การทำ สิ่งที่ตนยึดถือว่าดีนั้น แม้ถึงที่สุดแล้ว ใจก็ยังไม่สะอาด . นี่แหละคือร่องรอย อันแสดงให้เห็นว่า การละความเห็นแก่ตัวหรือ Egoism ชั้นเลวเสีย แล้วตั้งตน อยู่ในฐานะเป็นคนดีเต็มที่แล้ว ก็ยังหาจัดว่าเป็นการละ Egoism โดยสิ้นเชิงไม่ ต้องมีการปฏิบัติอีกชั้นหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไป คือ ชำระใจให้สะอาดปราศจาก Egoism โดยประการทั้งปวง จึงจะถือว่ากำจัด "ตัวกู" หรือ "ของกู" ออกไปได้. ขอเตือน ให้สังเกตซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า คำว่า Egoism นั้นบาลีใช้คำว่า อัสมิมานะ คำนี้แปลว่า ความสำคัญว่า "ข้าพเจ้ามีอยู่" เท่านั้นเอง. นี้หมายความว่า ไม่ต้องพูดกันถึง เรื่องดีเรื่องชั่ว. ถ้ามันเป็นความรู้สึกว่าข้าพเจ้ามีอยู่ ซึ่งมีความหมายอยู่ว่า
น.1124 "ฉันเป็นฉัน" อยู่ดังนี้แล้ว ก็ยังเรียกว่ามี "ตัวกู" อยู่ และจะเป็นที่ตั้งแห่ง ความทุกข์หนักไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงถือเป็นหลักว่า ลำพังความรู้สึก ว่า "ตัวกู” หรือตัวข้าพเจ้า หรือตัวฉันก็ตาม ไม่ต้องจำแนกเป็นดีหรือชั่วก็เป็น สิ่งที่ต้องขจัดออกไป ใจจึงจะสะอาด ปราศจากอัสมิมานะหรือ Egoism โดยประการ ทั้งปวง. ฉะนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ขึ้นชื่อว่า "ตัวกู" แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชนิด ไหน จะต้องละหมด. เพื่อความสะดวกในการศึกษาและทำความเข้าใจ เราอาจจะมี การแบ่ง ตัวกูออกได้เป็นชั้น ๆ; คือ ตัวกูที่ชั่ว ตัวกูที่ดี ตัวกูที่เบาบางลง ๆ และตัวกูที่ว่าง จากความรู้สึกว่ามี "ตัวกู"; รวมเป็นสี่ชั้นด้วยกัน ดังนี้; นี้ทำให้เราได้รูปของ การปฏิบัติเกี่ยวกับตัวกูเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน คือ (๑) กำจัดตัวกูที่ชั่วให้สูญ สิ้นไป (๒) สร้างตัวกูที่ดีขึ้นมา (๓) ทำตัวกูนั้นให้เบาบางลง ๆ จนกระทั่ง ไม่มีเหลือ. ทั้งนี้แล้วแต่ว่าบุคคลประเภทไหน อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติในขั้นไหน และนับรวมได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาด้วยกันทั้งหมด สมตามหลัก ๓ ข้อ ที่เรียกว่าหัวใจพุทธศาสนา ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง. การกล่าวในชื่อใหม่ หรือ ในรูปปฏิบัติแนวใหม่ ดังนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยง คำที่เข้าใจยาก หรือคำบาลีซึ่งเป็นเสมือนคำต่างประเทศ; แต่มาพูดด้วยคำที่แสดง ความรู้สึกได้ด้วยตัวมันเองแก่คนทุกชั้นทุกวัยแม้แต่เด็ก ๆ และแก่คนทั่วไปไม่ว่า ชาติใดภาษาใด หรือถือศาสนาไหน. ทั้งนี้ก็เพื่อประกันการเดินออกนอกลู่นอกทาง หรือความงมงายบางอย่างบางประการที่จะแทรกแซงเข้ามา. ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ยิ่งแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนานั้นเป็นของสำหรับมนุษย์ทุกคน ที่มีความรู้สึกคิดนึก ได้เองอย่างมนุษย์ ไม่ใช่เฉพาะของชาวอินเดียชาวเอเซีย หรือชาวตะวันออก ชาวตะวันตก หรือแม้แต่ของพระศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งเลย. การเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็นของพระพุทธเจ้า ชื่อสิทธัตถะโคตมะนั้น เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธความเป็นเจ้าของธรรมะ หรือ
น.1125 เป็นเจ้าของศาสนาโดยสิ้นเชิง และทรงยืนยันว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อน คือก่อนสิ่งทั้งปวง ; พระองค์ทรงค้นพบในฐานะ มนุษย์คนหนึ่งซึ่งต้องการค้น ให้พบสิ่งที่จำเป็นแก่มนุษย์ และทรงค้นเฉพาะแต่ในแง่ที่จะเป็น ความดับทุกข์ สิ้นเชิง แล้วก็ทรงแสดงพระองค์เป็นผู้เคารพธรรมนั้น พร้อมทั้งชักชวนคน ทุกคนให้เคารพธรรมะและเข้าถึงธรรมะ; ทั้งทรงประกาศไว้ด้วยว่าสิ่งที่ควรเข้าถึง และเคารพนั้นหาใช่พระองค์ไม่ แต่เป็นธรรมะ. หรือ ถ้าใครจะขึ้นหรือผื่นมีพระ- องค์ให้ได้ ก็ขอให้ไปมีที่ธรรมะ อย่ามามีที่เนื้อที่ตัวของพระองค์ . ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนกับการประกาศว่า ธรรมะนั้นเป็นของมนุษย์ เพื่อมนุษย์ โดยมนุษย์ และพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ต้องหมายถึงธรรมะ บริสุทธิ์ หรือธรรมะล้วน ๆ ที่กล่าวนี้; ต้องไม่เป็นของผู้ ใดหรือของศาสดาองค์ใด ซึ่งมีแต่จะกลายเป็นเรื่อง "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาอีก . แม้จะมีชื่อว่าพุทธศาสนา ก็ให้มีความหมายแต่เพียงว่า เป็นคำสอนของผู้รู้ คือผู้ที่รู้ถึงที่สุดแล้วจะเป็นใคร ก็ได้; และสิ่งที่รู้และนำมาสอนนั้นคือธรรมะ; ฉะนั้นขอให้มองเห็นว่า พุทธศาสนา กับธรรมะเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน; อย่าให้ธรรมะนั้นเกิดมีการผูกขาด หรือเกิด ความมีสิทธิเป็นเจ้าของขึ้นแก่บุคคลผู้ใด หรือแก่ส่วนไหนของโลกขึ้นมาเป็น อันขาด จึงจะสามารถใช้เป็นเครื่องกำจัด "ตัวกู- ของกู" อันเป็น ศัตรูที่ร้ายกาจ ที่มีอยู่เพียงตัวเดียวของโลกได้ . ชาวต่างประเทศหรือผู้ใหม่ต่อพุทธศาสนา พึงเบิ่งตาดูพุทธศาสนา ในลักษณะดังที่กล่าวมานี้เถิด จะได้เดินตรงเข้าไปสู่พุทธศาสนาตัวแท้ได้โดยไม่มี ทางที่จะผิดพลาดเลย; และจะมีความเห็นพ้องต้องกันหมดว่า เราควรสนใจกับสิ่ง ที่เรียกว่า " ตัวกู-ของกู " นี้ เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น เราก็จะสามารถขจัดปัญหาของโลก ทั้งหมด และเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาได้ พร้อมกันไปในตัวในเวลาเดียวกัน; ไม่ต้องห่วงหรือลังเลถึงธรรมะชื่ออื่น แนวอื่น ว่าจะยังมีอยู่โดยที่ไม่เกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู" นี้เลย.
Buddhadasa