น.1126 วันนี้จะกล่าวถึง การเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู -ของกู” การเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” นั้น คือ จิตที่ ตั้งไว้ผิด. คำว่าจิตที่ตั้งไว้ผิดนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องศึกษากัน โดยละเอียด. พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า จิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมนำ มาซึ่งอันตราย หรือเป็นการทำอันตรายแก่ผู้นั้น ยิ่งกว่า อันตรายที่ศัตรูหรือโจรใจอำมหิตจะพึงกระทำไห้; และตรัสไว้ โดยนัยตรงกันข้ามอีกว่าจิตที่ตั้งไว้ถูก จะนำมาซึ่งประโยชน์ ยิ่งกว่าคนที่หวังดีที่สุด มีบิดามารดาเป็นต้น จะทำไห้ได้. นี้เป็นการชี้ให้เห็น โทษของการที่ตั้งจิตไว้ผิด ว่าเป็นโทษที่ร้ายกาจกว่า โทษทั้งหลาย หรือถ้าพูดในฐานะเป็นภัยคือสิ่งที่ควรกลัว ก็ขอให้ทราบว่าเป็นภัยที่ ควรกลัวกว่าภัยทั้งหลาย; ทั้งนี้ไม่ว่าเรื่องส่วนตัวบุคคล หรือเรื่องสังคมที่รวม กันหมดทั้งเป็นโลก. แต่แล้วเราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่มนุษย์ในโลกกลัวกันนั้น หาใช่ สิ่งๆ นี้ไม่ เขายังไม่รู้จักสิ่งๆ นี้ เพราะไม่เคยคิดถึงสิ่งๆ นี้ จึงไปสนใจกลัวสิ่ง
น.1127 ซึ่งถ้าว่ากันโดยที่แท้แล้วไม่น่ากลัวเท่าสิ่ง ๆ นี้เลย และที่ถูกยิ่งไปกว่านี้ก็คืออาจจะ กล่าวได้ว่า ทุกข์ภัยทั้งหมดของโลกมาจากจิตที่ตั้งไว้ผิดนี้เอง . สิ่งที่ชาวโลกกำลังกลัวกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เช่น ลัทธิการเมืองฝ่ายตรงข้าม สงคราม หรือความอดอยาก การด้อยความเจริญ เป็นต้น เป็นสิ่งที่สนใจกัน มากที่สุด และถือเป็นปัญหาอย่างยิ่ง แล้วก็กลัวกันจนถึงกับหมดความสุข หรือ กลายเป็นความทุกข์ทั้งกลางวันกลางคืน. ทั้งนี้เป็นความเข้าใจผิด หรือเป็น จิตที่ ตั้งไว้ผิดถึง ๒-๓ ชั้น คือ จิตที่ตั้งไว้ผิดทำให้เกิดลัทธิที่ไม่พึงปรารถนาขึ้น หรือทำให้เกิดความอดอยาก การเบียดเบียน และการด้อยความเจริญ เป็นต้น อันนี้ ชั้นหนึ่ง; อีกชั้นหนึ่งก็คือเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ชาวโลกก็หาได้สนใจ ไม่ ว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไรกันแน่ : มีความเข้าใจผิดต่อสิ่งเหล่านี้แล้วก็จัดการ แก้ไขไปอย่างผิด ๆ และยัง ทำผิดตรงที่กระทำไปด้วยความกลัว เพราะไม่มี ธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งสามารถกำจัดความกลัวออกไปเสียก่อน แล้วจัดการกับ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนาทั้งปวงโดยไม่ต้องมีความกลัว. แม้ ลำพังความกลัวล้วนๆ ท่านก็ ถือว่าเป็นจิตที่ตั้งไว้ผิด , เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า มีจิตที่ตั้งไว้ผิดอยู่เป็น ตอน ๆ ต่อเนื่องกันไปหลายระดับ แล้วก็ ยังมาจมอยู่ที่จิตที่ตั้งไว้ผิดอยู่นั่นเอง ซึ่งหมายความว่า ไม่ได้มีการตั้งจิตไว้ในลักษณะที่ถูกต้องเลย. สิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” หรือจิตที่ตั้งไว้ผิดนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีอยู่ มากมายเต็มไปหมดทั้งโลก แม้กระนั้นก็ไม่มีใครเอาใจใส่ หรือไม่ได้สนใจว่ามัน มีอยู่ และก็ไม่ได้สนใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร; กลายเป็นเรื่องของอวิชชาไปเสีย ตลอดกาล ทำให้โลกนี้ตกอยู่ในสภาพที่อยู่ใต้กะลาครอบของอวิชชา คือมืดมน อลเวงอยู่ภายใต้กะลาครอบอันเต็มไปด้วยปัญหายุ่งยาก และสรุปแล้วก็คือความทุกข์. แต่เนื่องจากมีความทุกข์บางอย่างเป็นความทุกข์ที่ซ่อนเร้นไม่เปิดเผย หรือบางทีถึง กับเห็นเป็นของน่าสนุกไป ชาวโลกจึงเผชิญกับปัญหาการแก้ไขความทุกข์กันไป
น.1128 เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยอาการที่รู้สึกว่าสนุกดี คือได้ลองฝีมือใช้สมองสติปัญญา ใหม่ ๆ แปลก ๆ กันไป แม้จะแก้ไขความทุกข์ของโลกไม่ได้ ก็ยังเพลิดเพลินอยู่ ด้วยความรู้หรือความสามารถใหม่ ๆ เหล่านั้น เป็นเสมือนหนึ่งเครื่องหลอกให้อุ่นใจ ไปที่ก่อน อย่างไม่มีสิ้นสุดอีกเหมือนกัน. อาการเช่นนี้เอง เป็นเครื่องปิดบังไม่ ให้ไปสนใจถึงต้นเหตุอันแท้จริงของวิกฤตการณ์ทั้งหลาย ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ไม่สนใจในเรื่องจิตที่ตั้งไว้ผิด กล่าวคือความสำคัญ มั่นหมายว่า "ตัวกู-ของกู" กระแสแห่ง "ตัวกู-ของกู" จึงไหลไปได้เรื่อย และเกิดทะยอยกันขึ้นมาได้เรื่อยไป โดยไม่ประสบการต้านทาน เพราะอำนาจ แห่งอวิชชาของสัตว์โลกนั่นเอง ดังนั้นทำให้เราเห็นได้ว่า อะไรเป็นต้นกำเนิด ของ "ตัวกู-ของกู"; กล่าวคือมันไม่มีสิ่งอื่นไปได้ นอกจากอวิชชา. สิ่งที่เรียกว่าอวิชชา นั้น น่าประหลาดอย่างยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง คือใคร ๆ ก็พยายามจะแสดงตนว่าเป็นผู้รู้จักอวิชชา และให้ความหมายของอวิชชากันไปเอง ตามชอบใจของตน ดูประหนึ่งว่าเป็นผู้เข้าใจหรือรู้จักอวิชชาอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน แต่แล้วก็เป็นที่น่าขบขัน ที่ความรู้นั้นใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว และ ยังแถมเข้ากันไม่ได้กับความหมายของอวิชชาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้. ทั้งนี้ เพราะว่ามันเป็น อวิชชาที่อธิบายโดยผู้ที่มีอวิชชา. นี้แหละคือมูลเหตุทั่วไป ที่ทำให้เราเอาชนะความทุกข์ในโลกไม่ได้. ข้อนี้มันมีอาการคล้ายๆ กันกับการ ที่เราจะเกณฑ์ให้คนเมาหรือคนบ้ารู้จักตัวเองว่า กำลังเมาหรือกำลังบ้า เขามีแต่จะ เถียงว่าเขาไม่เมาไม่บ้า ทั้ง ๆ ที่เขากำลังทำอะไรอยู่อย่างคนเมาหรือคนบ้า หรือคน ที่ทำอะไรซึ่งล้วนแต่เป็นการทำลายตัวเองทั้งนั้น. สัตว์โลกที่อยู่ภายใต้กะลาครอบของอวิชชาก็เป็นเช่นเดียวกัน เขาไม่ ยอมรับว่าเขาเป็นเช่นนั้น และเขาจะเถียงว่าเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ภายใต้กะลาครอบนั้นก็มีแสงสว่างอยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแสงของอวิชชาเป็น แสงสว่าง
น.1129 ที่บังลูกตาสัตว์ทั้งหลายไม่ให้เห็น หรือรู้จักสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงอย่างไร; เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าอวิชชานี้ ไม่ได้หมายถึงความไม่รู้อะไรเลย กลับจะหมาย- ถึงรู้อะไร ๆ มากมายไม่มีที่สิ้นสุดด้วยซ้ำไป แต่ว่าล้วนแต่เป็นความรู้ผิดทั้งนั้น คือเห็นกลับตรงกันข้ามไปหมด เช่น เห็นมูลเหตุของความทุกข์ว่าเป็นมูลเหตุของ ความสุขไป อย่างที่เรียกว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" เขาไม่เห็นอย่างถูกต้อง ตามที่เป็นจริงว่า ความทุกข์นั้นมันเป็นอย่างไรกันแน่, อะไรเป็นมูลเหตุที่แท้จริง ของความทุกข์ สภาพที่ปราศจากความทุกข์จริง ๆ โดยไม่หลอกลวงนั้นเป็นอย่างไร. และมีวิธีปฏิบัติอย่างไรคนเราจึงจะเข้าถึงสภาพที่ไม่มีความทุกข์นั้น. เราอาจจะกล่าวได้ว่าความรู้ชนิดใดมากมายเท่าใดก็ตาม ถ้าปราศจาก ความรู้ที่ถูกต้องในสิ่งทั้งสี่ดังที่กล่าวมานี้แล้ว ต้องถือว่าเป็นอวิชชาทั้งนั้น คือ เป็นความรู้ของอวิชชา หรือเป็นความรู้ที่ใช้ไม่ได้เลยในการที่จะกำจัดความทุกข์ ฉะนั้นถ้าจะมีคำแปลที่ถูกต้องรัดกุม แก่คำว่า "อวิชชา" แล้ว จะต้องแปลว่า ธรรมชาติที่ปราศจากความรู้ชนิดที่จะดับทุกข์ได้ " หรือจะกล่าวว่า "สภาวะที่ ปราศจากความรู้ที่ดับทุกข์ได้" นี่แหละคืออวิชชา. มีครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป แม้ในประเทศไทย เรานี้เอง แปลคำ อวิชชา ทางพุทธศาสนาว่า สิ่งที่เราไม่อาจจะรู้จักมันได้. นี้เป็นการแปลเอาตามชอบใจตัวเอง ตามที่ตัวหนังสือมันอำนวยให้แปลได้ตามทาง ของไวยากรณ์ เป็นต้น แต่ไม่ตรงตามความมุ่งหมายที่พระพุทธองค์ทรงหมายถึง สำหรับคำว่าอวิชชา. คำแปลเช่นนั้นนำมาใช้ในเรื่องของการดับทุกข์ไม่ได้ ทั้ง เข้ากันไม่ได้กับคำว่า อวิชชา ในปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น. แม้จะเป็นคำแปลที่ อวดฉลาด หรือมีแววฉลาดสักเท่าไร มันก็พ้นจากอำนาจกะลาครอบของอวิชชา ไปไม่ได้ ฉะนั้นเราจะเว้นเสียไม่ถือเอาตามความหมายเช่นนั้น แม้ว่าจะเป็นคำแปล ที่น่าฟัง หรืออาจจะใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้มากมายก็ตามที แต่ในเรื่องของ การดับทุกข์แล้ว ยังใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย.
น.1130 ตัวกู-ของกู" นักแปลอีกพวกหนึ่ง แปลคำ อวิชชา ว่า ความไม่รู้ คำแปลเช่นนี้กำกวม หรือดิ้นไปได้ จนเอาแน่นอนไม่ได้ก็ได้ กล่าวคือ ถ้าจะถือว่าปราศจากความรู้ โดยประการทั้งปวงแล้วก็ไม่ถูกเลยทีเดียว เพราะว่าในอวิชชานั้นเต็มไปด้วย ความรู้ที่รู้ผิดอย่างมากมายมหาศาล ต่อเมื่อจะถือว่า ความรู้ผิดมีค่าเท่ากับความไม่รู้ จึงจะพอฟังได้ แต่ก็มีทางที่จะเถียงกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด คือจะมีผู้เถียงว่า เมื่อท่าน กล่าวว่าความไม่รู้แล้วจะให้มาหมายถึงความรู้ผิดมาก ๆ อย่างไรกันเล่า; และความ รู้ที่ผิดนั้นไม่ใช่จะผิดไปเสียทั้งหมด ย่อมจะมีส่วนถูกอยู่บ้างไม่มากก็น้อย; และ ที่ยิ่งไปกว่านั้นที่จะต้องระวังให้ดีก็คือว่า ความรู้ที่ถูกต้อง แต่ไม่เป็นประโยชน์ อะไรแก่ความดับทุกข์เลยก็ยังมีอยู่มาก แล้วท่านจะจัดความรู้ชนิดนี้ว่าเป็นวิชชา หรืออวิชชาเล่า. ท่านจะต้องระวังให้ดี ความรู้ชนิดนี้แหละที่ครอบงำชาวโลก หรือยึดหน่วงชาวโลกไว้อย่างมั่นคง ภายใต้กะลาครอบของอวิชชา แล้วท่านจะ ยอมรับไหมว่า ความรู้ถูกของชาวโลกชนิดนี้นั้นเป็นอวิชชา ทั้ง ๆ ที่เป็นความรู้ ชนิดหนึ่ง. ถ้าท่านปฏิเสธก็จะกลายเป็นด้านตัวเองในข้อที่ว่า ความรู้ที่ถูกต้อง แล้วเป็นวิชชาไปหมด. ฉะนั้น ถ้าจะกล่าวอวิชชาว่าเป็นความไม่รู้แล้ว ต้องหมายความว่า ยังไม่รู้ ในสิ่งที่ควร หรือสิ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง คือความรู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิด ทุกข์ เรื่องสภาพที่ปราศจากทุกข์แท้จริง และเรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อให้ลุถึงสภาพ เช่นนั้น อันเรียกกันว่า เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการ. เราควรจะจำกัดความหมาย ให้ชัดลงไปว่า ต่อเมื่อเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ชนิดที่ใช้เป็นเครื่องมือดับทุกข์ได้จริง เท่านั้น จึงจะเรียกว่าวิชชา; และเมื่อมีความรู้ชนิดนี้แล้วเท่านั้น จึงจะเรียกว่า พ้นจากอวิชชา หรือออกมาเสียได้จากกะลาครอบของอวิชชา. สำหรับ คำว่าอวิชชานั้น เมื่อดูตามตัวพยัญชนะ และอาศัย ไวยากรณ์ของภาษาบาลี แล้ว ยังมีทางที่จะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่ง อวิชชา หมายถึง ความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้ หรือ วิชชาที่ไม่ใช่วิชชา : อ แปลว่าไม่
น.1131 เช่นแปลว่าไม่เจริญ หรือแปลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความหมายกลับกัน. คำว่า "วิชชา" แปลว่ารู้แจ้ง รู้วิเศษ; เมื่อเอาความหมายของคำว่า อ มาประกอบ คำว่าวิชชา ก็หมายความว่า ไม่ใช่วิชชา. คือ วิชชาที่ไม่ใช่วิชชา การถือเอา ความหมายอย่างนี้เข้ากันได้กับคำอธิบายของคำว่า อวิชชา ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ โดยเฉพาะ คือตรัสความไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ว่าเป็นอวิชชา; หมายความว่า แม้เขาจะมีความรู้มากมายเท่าไร อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ แล้ว จะถูกจัดว่าเป็นวิชชาที่ไม่ใช่วิชชาอยู่นั่นเอง และเรียกว่า อวิชชา ในที่นี้. ฉะนั้น จึงเป็นการทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจนอีกว่า โลกเรากำลังอยู่ใต้กะลาครอบของ วิชชาที่ไม่ใช่วิชชา คือวิชชาที่ไม่สามารถจะช่วยโลกได้ แม้จะมีความรู้ มากมายและก้าวหน้าไปเพียงไร ในที่สุดก็เข้าทำนองที่เรียกว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" และจมน้ำแห่งความรู้ ตายอยู่ในที่นั้นเอง กล่าวคือ ความรู้ชนิด นั้นจะกลายเป็นเครื่องครอบงำท่วมทับสัตว์โลกให้วินาศอยู่ภายใต้ความรู้นั้น และโดยความรู้นั้น ; จตที่ตั้งไว้ผิด คือ "ตัวกู-ของกู” จึงเกิดขึ้นเต็มไปหมด และแสดงบทบาทของมันถึงที่สุดแล้วในสภาวะเช่นนั้น. นี้ทำให้เราสรุปความได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู่" นั้น เกิดมาจาก อวิชชา หรือวิชชาที่ไม่ใช่วิชชานั่นเอง. นี้เป็นการกล่าวอย่างสรุปความหรือโดย ย่อที่สุด; ส่วนรายละเอียดที่มันจะเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างไรนั้น จะได้วินิจฉัยกัน ข้างหน้า แต่ต้องไม่ลืมว่าแม้มันจะมีรายละเอียด หรืออาการปลีกย่อยเกี่ยวข้อง ไปถึงสิ่งอื่นใดมากมายเท่าใดก็ตาม โดยสรุปแล้วมูลเหตุที่แท้จริงย่อมอยู่ที่อวิชชา. เกี่ยวกับ คำว่ามูลเหตุนี้ เราหมายถึง ตัวเหตุที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึง สิ่งที่เรียกว่า ปัจจัย และอุปกรณ์ต่าง ๆ. ยกตัวอย่าง เช่น การปั้นหม้อของ นายช่างหม้อ; ถ้าถามว่าเขาปั้นด้วยอะไร ก็ตอบว่าเขาปั้นด้วยดิน; ถ้าถามว่า ทำไมเขาจึงปั้น ก็ตอบว่าเพราะมีคนมาซื้อ. อย่างนี้เราจะต้องสังเกตให้เห็นว่า
น.1132 ดินหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในการปั้นก็ดี คนที่มาซื้อก็ดี หาใช่มูลเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้เขาปั้นหม้อไม่. มูลเหตุที่แท้จริงอยู่ที่เขารักตัวเขา รักบุตรภรรยาของเขา ไม่อยากให้เขาหรือบุตรภรรยาเขาลำบากหรืออดตายเป็นต้น เขาจึงปั้นหม้อ และ การปั้นหม้อก็เกิดขึ้น ส่วนดินหรือเครื่องมือเครื่องใช้หรือคนมาซื้อนั้น เป็นเพียง ปัจจัย หรืออุปกรณ์แวดล้อมออกไปเท่านั้น. ทั้งนี้เพราะว่า แม้มีดินและคนมาซื้อ แต่ถ้าไม่มีความเห็นแก่ "ตัวกู-ของกู" ของนายช่างหม้อเองแล้ว การปั้นหม้อ จะมีขึ้นไม่ได้ มูลเหตุที่แท้จริงที่ควรแก่นามว่ามูลเหตุ นั้นอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" หรือความเห็นแก่ตัวเองของนายช่างหม้อนั่นเอง. ทั้งนี้เพื่อให้ เข้าใจความหมายของคำว่ามูลเหตุ ให้ถูกตรงกันเสียก่อน ไม่เอาไปปนกับคำว่า ปัจจัยหรืออุปกรณ์ เป็นต้น แล้วเราก็จะได้รับความปลอดภัยหรือสะดวก ในการที่ จะศึกษาถึงมูลเหตุของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นอีกต่อหนึ่ง ซึ่งได้แก่ อวิชชานั่นเอง. ซึ่งเราจะได้ศึกษากันสืบไปว่า มันมีรายละเอียดอย่างไร และมีอะไร เป็นปัจจัย หรือเป็นอุปกรณ์เป็นต้น. ถ้าเราทำได้สำเร็จในเรื่องนี้ เราก็จะสามารถ ตัดต้นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู” หรือ Egoism นั้นได้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย.
น.1133 วิญญาณที่หลุดแล้วจากการ หุ้มห่อของอวิชชาจึงสามารถ เป็นผู้นำของวิญญาณอื่นๆ ที่ ยังไม่หลุด และนำไปสู่ความ หลุดจากอวิชชาอันเป็นกรงขัง หรือแดนจำกัดของวิญญาณ ที่ยังมืดมนนั่นเอง จากเรื่อง "มัคคุเทศก์ ทางวิญญาณ"
Buddhadasa