Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๑๗ — ๑๓. การเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู"

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1134 วันนี้จะได้กล่าวถึง การเกิดของ “ตัวกู-ของกู” ต่อจากวันก่อน. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าอวิชชาเป็นมูลเหตุให้ เกิด “ตัวกู-ของกู”; ในวันนี้จะได้กล่าวถึงมูลเหตุ คือ อวิชชานั้นได้อาศัยอะไรเป็นปัจจัยและเป็นอุปกรณ์จึงได้ ปรุง “ตัวกู-ของกู” ให้เกิดขึ้นได้. ตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา พึงทราบไว้เป็นหลักกว้าง ๆ ที่สุด เสียก่อนว่า บรรดาเรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่จิตนั้นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” เป็นที่ตั้งที่อาศัยเป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย หรือที่เรียกว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เหมือน อย่างนายช่างหม้อจะปั้นหม้อ ก็ต้องมีดินมาใช้ปั้น ฉันใดก็ฉันนั้น : ฉะนั้นผู้ศึกษา จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องอารมณ์อย่างทั่วถึงเสียก่อน จึงจะเป็นการสะดวกและง่าย ในการที่จะเข้าใจเรื่องทั้งหลาย. สำหรับคำว่า อารมณ์ นั้น แปลว่า สิ่งหรือที่เป็นที่หน่วงที่ยึดด้วยความ ยินดี. คำนี้ ตามตัวพยัญชนะแปลว่า “เป็นที่มายินดี” ; แต่ตามความหมาย

น.1135 ที่แท้จริงนั้น เป็นที่ยึดที่หน่วง เพื่อยินดีก็ได้ ยินร้ายก็ได้ ถ้าว่าเป็นที่มายินดี ก็หมายถึงเป็นที่ยินดีของอายตนะที่ได้กระทบ. เหมือนสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม เช่น บวก กับลบ เป็นต้น เมื่อมีความประสงค์ที่จะเป็นกลาง ย่อมมีความประสงค์ที่จะกระทบ เพื่อรวมกันเป็นกลาง แล้วหยุดความประสงค์อันนั้นเสียได้. ข้อนี้เราอาจจะกล่าว ได้ว่าเป็นความต้องการของธรรมชาติ หรือเป็นกิริยาของธรรมชาติ ซึ่งดูราวกับว่า มีชีวิตจิตใจ เพราะมีความประสงค์ที่จะกระทบ. อำนาจอันเร้นลับอันนี้เอง ที่ทำให้ สิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” เกิดมีความหมาย และกลายเป็นตัวการที่สร้างความวุ่นวาย นานาชนิดขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับในเรื่องของไฟฟ้าซึ่งต้องมีตัวการที่ต่างกันเป็น บวกและลบ เราจึงสามารถถือเอาพลังงานและประโยชน์อื่น ๆ จากมันได้ ซึ่งถ้า ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะไม่ได้รับอะไรเลย ที่เป็นประโยชน์อันแท้จริงจากไฟฟ้า. สำหรับสิ่งที่เกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ เรานั้น เราจะต้องสังเกตจนพบว่ามันมี อยู่ ๒ ฝ่าย ; ฝ่ายที่เป็นภายในเรียกว่า "อายตนะภายใน" ส่วนฝ่ายที่เป็นภายนอก เรียกว่า "อายตนะภายนอก” ฝ่ายที่เป็นภายใน ก็คือส่วนที่จะเป็นสื่อ หรือเป็น เครื่องมือสำหรับหน่วงเอาอารมณ์ภายนอก. ตามหลักธรรมะในพุทธศาสนา หรือ ศาสนาใกล้เคียงถือว่าสิ่งเหล่านั้นมีประจำอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเอง. ตัวอวัยวะ คือ ตา หู จมูก ลิ้นเป็นต้น ล้วน ๆ นั้นเรียกว่า "ทวาร" ซึ่งแปลว่า ประตู มีความหมายว่าเป็นเหมือนประตูที่จะเปิดรับเอาสิ่งภายนอกเข้ามา. คำว่า ตา หู จมูก เป็นต้นเหล่านี้ หมายถึง ตา หู ที่ประกอบอยู่ด้วยประสาทสำหรับรู้สึก จึงหมายถึง ตา หู เป็นต้น ของสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีความเตรียมพร้อมและความไว ต่อการที่จะรับอารมณ์ จึงดูราวกับว่า มีความยินดีในการจะรับอารมณ์เป็นลักษณะ เฉพาะของมัน. ส่วนอายตนะภายนอกนั้น ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” นั่นเอง.

น.1136 เมื่ออายตนะภายในมีอยู่ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดังที่กล่าวแล้ว อารมณ์หรืออายตนะภายนอกก็ถูกแบ่งเป็น ๖ ไปตาม คือตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง จมูกคู่กับกลิ่น ลิ้นคู่กับรส กายคู่กับโผฏฐัพพะ คือการสัมผัสทางผิวหนัง และใจคู่กับธรรมารมณ์ คือความรู้สึกนึกคิดขึ้นในใจ. ความสำคัญมีอยู่ในข้อที่ว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายต้องมีด้วยกัน. ถ้าขาดไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็ไร้ความหมาย หรือมีค่าเท่ากับไม่มี; และเมื่อมาพร้อมเป็นคู่กัน การกระทบกันเป็นสิ่งที่ต้องมี. หลังจากนั้น อายตนะภายนอกอันนั้นก็แสดงอำนาจ หรือแสดงคุณสมบัติของมันออกมา ผลจึงเกิดขึ้นตามมาว่า จิตจะพอใจหรือไม่พอใจ. ถ้าพอใจก็มีความหมายไปอย่างหนึ่ง ถ้าไม่พอใจก็มีความหมายไปอีกอย่างหนึ่ง. สำหรับจิตนั้น แล้วแต่ว่าจิตนั้นได้รับการอบรมอย่างไร คือมีวิชชาหรือมือวิชชานั่นเอง :ตากระทบรูป หรือหูกระทบเสียงอย่างเดียวกันแท้ๆ แต่จิตที่ได้รับการอบรมมาต่างกัน ย่อมเกิดความรู้- สึกในขณะนั้นต่างกัน หรือต่างกันอย่างตรงกันข้ามทีเดียวก็ได้. แต่แม้ว่าจะต่างกันอย่างไร ในที่สุดก็เป็นที่ตั้งแห่งการเกิดขึ้นของ "ตัวกู-ของกู" ด้วยกันทั้งนั้น เว้นเสียแต่ว่าจิตนั้นเป็นจิตที่หมดอวิชชาแล้วโดยสิ้นเชิงเท่านั้น, ถ้ายังมีอวิชชาอยู่ จักต้องเกิดความรู้สึกว่า ข้าพเจ้าเห็นนั้น, ข้าพเจ้าได้ยินนั่น, ก็เกิดเป็น "ตัวกู" ที่เห็นนั่นเห็นนี่ ได้ยินนั้นได้ยินนี่ขึ้นมาทันที; มีตัวผู้เห็นและมีตัวสิ่งที่ถูกผู้นั้นเห็น. สิ่งที่ถูกตัวผู้นั้นเห็น ก็เป็น "ตัวกู" ขึ้นมาทันที. นี้เป็นการกล่าวรวบรัด อย่างหยาบ ๆ เพื่อความเข้าใจง่าย ชั้นหนึ่งก่อน ว่าอวิชชาเป็นมูลเหตุให้ เกิด "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยสิ่งที่เรียกว่า "อารมณ์" เป็นปัจจัย ทีนี้สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไป ก็คือ คุณค่าหรือความหมาย ที่มีอยู่ใน อารมณ์นั้น ๆ. ตัวอารมณ์ล้วนๆ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส อะไรก็ตาม ต้องมีคุณค่า และมีความหมาย; และสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า และความหมาย

น.1137 นั่นเอง เป็นตัวการสำคัญ ที่มีอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ. "คุณค่า" ในที่นี้ เราหมายถึง คุณสมบัติที่ทำให้เกิดผลทางฝ่ายวัตถุ มากกว่า. ส่วน "ความหมาย" นั้น หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ชิดกับกิเลสหรือเป็นเหยื่อของอวิชชามากไปกว่า. ที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่นในกรณีที่กินอาหารอยู่ เคี้ยวอาหารอยู่ ได้รับคุณค่า ในส่วนที่บำรุงร่างกายได้หรือแก้หิวได้เป็นต้น; แต่ส่วน “ความหมาย” นั้น มันหมายถึงว่า เขารู้สึกว่าเขากำลังกินอะไร เช่นกินเนื้อกินไข่ที่ปรุงกันขึ้นเป็นอาหารชื่อนั้นชื่อนี้ที่ถูกปากของเขา หรือว่าเขาได้พบกันกับสิ่งที่ถูกอารมณ์ของเขา. โดยทางจิตวิทยาเราจักต้องแยกกันอย่างนี้ว่า คุณค่าของอาหารนั้นเป็นอย่างหนึ่ง แล้วความ- หมายของสิ่งที่ถูกปาก หรือของโปรดของผู้นั้น ๆ เป็นอีกอย่างหนึ่ง และอย่างหลังนี่แหละเป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังให้ดี เพราะว่าเรื่องราวที่จะเป็นไปเพื่อความทุกข์นั้นมันตั้งอยู่บนสิ่ง ๆ นี้ และตรงกันกับความหมายของคำว่า “อารมณ์” กล่าวคือ สิ่ง หรือ ที่ซึ่งเป็นที่จดจ่อของใจ. เนอปลา หรือไข่อย่างเดียวกันแท้ๆ ถ้าปรุงไปในลักษณะที่ถูกปากของเขา ก็เป็นอารมณ์ดี, ถ้าปรุงไปในลักษณะที่ไม่ถูกปากของเขา ก็เป็นอารมณ์ร้าย ; แต่คุณค่าทางอาหารนั้นยังเหมือนกัน ; เราจึง ต้องรู้จักแยกเอา "ความหมาย" ออกมาเสียจากสิ่งที่เราเรียกว่า "คุณค่า" แม้ว่าในตัวของคุณค่าเองก็มีความหมาย แต่เราก็จะต้องรู้จักแยกคุณค่าออกจากความหมายเสมอไป เพื่อจับให้ได้ว่า อะไรเป็นเนื้อแท้ของสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด เวทนา ตัณหา อุปาทานไปตามลำดับ เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงจะสามารถควบคุมการเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู" ได้. ผู้ศึกษาจะต้องสังเกต ให้เข้าใจในข้อที่ว่า เมื่อบุคคลกำลังเสวย อารมณ์ร้ายอยู่ คือไม่ถูกใจ ก็เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู" เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หรือเป็นตัวกูที่ร้ายไปตามอารมณ์ ; ส่วนในขณะที่เสวยอารมณ์ดีนั้นก็มีความรู้สึกว่า

น.1138 ตัวกูเป็นอย่างนั้น ตัวกูเป็นอย่างนี้ไปตามเรื่องของการเสวยอารมณ์ดี. อารมณ์ ทุกชนิดเป็นเหตุให้เกิด "ตัวกู" ได้เท่ากันเสมอ; แล้วสิ่งที่เป็น อารมณ์ดี หรือร้ายนั้นก็เป็น "ของกู" ได้โดยเท่ากัน. เมื่อมีความรู้สึกเป็นตัวกู เป็น ของกู เกิดขึ้นมาอย่างเต็มรูปเช่นนี้แล้วก็นับว่า เรื่องนั้นได้เป็นไปถึงที่สุดแล้ว สำหรับสิ่งที่เรียกว่า การเกิด หรือ ชาติ และหลังจากนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ จักต้องตามมาตามสมควรแก่กรณี คือ ตามมากตามน้อย. นี่เป็นการกล่าวโดยหลักทั่วไปสำหรับบุคคลธรรมดา ที่ยังประกอบอยู่ ด้วยอวิชชาอย่างปุถุชนสามัญ เพื่อให้เห็นว่าความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร. ส่วนในกรณีของผู้ที่หมดอวิชชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พระอรหันต์นั้น มันแยกทางกันเดินตรงที่ท่านไม่ยึดถือในความหมาย รวมทั้งไม่ ยึดถือในคุณค่าด้วย. สำหรับคุณค่านั้นไม่มีปัญหาอะไรนัก ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ข้างต้น และเป็นสิ่งที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ และไม่เป็นสิ่งที่ยั่วให้ยึดถือด้วย อุปาทาน เว้นไว้แต่จะไปจับฉวยเอาความหมายของคุณค่านั้นอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเรื่องก็จะ กลายเป็นการยึดถือในความหมายไป. สิ่งทั้งหมดจึงไม่มีความหมายสำหรับพระ อรหันต์ คือไม่มีอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ถูกปากถูกใจ หรือไม่ถูกปากถูกใจ กล่าวคือ ไม่ปรุงให้เป็นอารมณ์ดี หรือเป็นอารมณ์ร้ายขึ้นมาได้ ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" จึงไม่มีช่องทางที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยว ข้อง มีแต่วิชชาที่แท้จริงอยู่เป็นประจำ การกระทบของอายตนะทางตาเป็นต้น ก็ เป็นสักแต่ว่ากระทบ พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็สิ้นสุดลง ไม่ปรุงเป็นเวทนา หรือเป็นตัณหาขึ้นต่อไปได้. ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" จึงไม่อาจจะเกิดขึ้น เพราะถูกตัดตอนในกระแสแห่งการเกิดเสียแล้วตั้งแต่ในขั้นของการกระทบ. ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เพราะอวิชชามีอยู่ อารมณ์ทั้งหลาย จึงได้เกิดมีความหมายขึ้นมา. จิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา ย่อมยึดถือเอา

น.1139 ความหมายนั้น ๆ ปรุงเป็นความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์นั้น ๆ ขึ้นมาอย่างเต็มรูป. ถ้าปราศจากอวิชชาแล้ว ย่อมหมายความว่าจิตไม่ถูกลวง ด้วยความหมาย คือไม่ตกอยู่ภายใต้วิสัยที่จะถูกลวงด้วย "ความหมาย" ของสิ่ง ทั้งปวง. อารมณ์ทางตามีเรื่องราวเป็นอย่างไร ลักษณะเป็นอย่างไร หลักการ เป็นอย่างไร อารมณ์ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเองก็เป็นอย่างนั้น คือ ทุกอารมณ์มีคุณค่าและความหมาย จึงได้เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น ของจิตที่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เป็นที่เกิดแห่ง "ตัวกู-ของกู่" ได้เสมอกัน. อารมณ์ที่ประทับใจแรงและนาน เรียกว่า อารมณ์ใหญ่ หรือใหญ่ยิ่งแล้วแต่กรณี. อารมณ์ที่มีความประทับใจนิดหน่อย เรียกว่า อารมณ์เล็ก หรือ เล็กอย่างยิ่ง แล้วแต่กรณี. ส่วนที่อยู่ในระหว่างนั้นเรียกว่า อารมณ์ธรรมดา คือ มีการประทับใจ ที่มากและนานพอที่จะให้เกิดเรื่องราวได้ตามธรรมดา. กรรมต่าง ๆ ที่กระทำลงไป ก็วัดกันด้วยกำลังของอารมณ์ที่มากหรือน้อย ที่ใหญ่หรือเล็ก ดังที่กล่าวมานี้เอง. อารมณ์ที่เป็นเหตุให้ทำกรรมขนาดใหญ่ ย่อมมีกำลังมากพอที่จะทำให้ ร่างกายสั่นหรือใจสั่นในขณะนั้นได้ หมายความว่ามีการประทับใจมาก จึงมีเจตนา มาก มีประโยคคือตัวการกระทำนั้นมากและหนัก มีผลเกิดขึ้นคือทำให้เกิด "ตัวกู-ของกู" ชนิดที่ใหญ่หลวง ชนิดที่ทำให้เกิดความระส่ำระสายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. ถ้าอารมณ์มีอำนาจน้อย คือมีความหมายน้อยก็เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม. แต่ อย่าลืมว่าขึ้นชื่อว่า "ตัวกู-ของกู" แล้ว จะต้องมีการเกิดขึ้นมาในลักษณะดังกล่าว นี้ทั้งนั้น ซึ่งสรุปได้ว่าจะต้อง มีอวิชชาเป็นมูลเหตุ; มีอารมณ์เป็นปัจจัย หรือเป็น อุปกรณ์; และ มีสิ่งที่เรียกว่า “ความหมาย” เป็นตัวการสำคัญอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ; มีสิ่งที่เป็นเหมือนสถานที่หรือออฟฟิศทำงาน อยู่ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กายและใจเอง.

น.1140 ซึ่งเรียกว่า "ทวาร" ในที่นี้ และปรุงเป็น "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาได้ในรูปร่าง ที่ต่างกัน เพราะมาจากอารมณ์ที่ต่างกัน; ฉะนั้น จึงเป็น ตัวกูอย่างมนุษย์ ธรรมดา ก็ได้ เป็น ตัวกูอย่างสัตว์นรกหรือสัตว์เดียรฉาน ก็ได้ หรือเป็น ตัวกูอย่างธรรมดาหรือพรหมก็ได้. และยังมีส่วนที่ปลีกย่อยออกไป เช่น ในกรณีที่เป็นตัวกูอย่างมนุษย์นั้น ก็อาจจะผิดแปลกแตกต่างกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้แล้วแต่ความรู้สึกที่เป็นผล ก็อาจจะผิดแปลกแตกต่างกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้แล้วแต่ความรู้สึกที่เป็นผล เกิดขึ้นว่า ตัวเองเป็นอะไรในขณะนั้น เช่น เป็นบิดา เป็นมารดา เป็นลูก เป็นหลาน เป็นบุตรภรรยาสามี เป็นคนร่ำรวย เป็นคนยากจน เป็นนายเป็นบ่าว เป็นคนสวย คนไม่สวย เป็นคนแพ้คนชนะ เป็นคนถูกเขาเอาเปรียบ หรือเป็นคน เอาเปรียบเขา กระทั่งรู้สึกว่าตัวเป็นคนโง่หรือเป็นคนฉลาด คนมีบุญ คนมีบาป คนดีคนชั่ว คนมีสุขหรือคนมีทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น. นี่แหละคือ "ตัวกู" ที่ถูกปรุง ขึ้นมาด้วยอวิชชา ในรูปต่างๆ กัน ในระดับต่าง ๆ กัน ล้วนแต่จะต้องเป็นทุกข์ เพราะความยึดถือว่าเป็นอย่างนั้น ๆ ด้วยกันทั้งนั้น; เพราะจะต้องมีความเห็นแก่ตัว สมแก่ความเข้าใจว่า ตัวเป็นอย่างไรเสมอกันทั้งนั้น. ทั้งนี้เพราะว่าแม้จะมีรูปลักษณะ ต่างกันอย่างไร โดยเนื้อแท้แล้วย่อมมาจากอวิชชาตัวเดียวกัน . ทั้งหมดนี้คือ อาการที่ "ตัวกู-ของกู" เกิดมาจากอวิชชา โดยได้ อาศัยปัจจัยและอุปกรณ์ต่างๆ ที่แวดล้อมดังที่กล่าวแล้ว.

น.1141 คนสมัยนี้ พราหมณ์เอย ! มนุษย์ในสมัยนี้ กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภจัดเกินไป มุ่งหน้าแต่ในทางที่ผิดธรรม. ครั้นมนุษย์ เหล่านั้น พากันกำหนัดยินดี ไม่เป็นธรรม. โลภจัดเกินไป มุ่งหน้าแต่ในทางผิดธรรม. จึงเกิดทุพภิกขภัย ข้าวน้ำเสียหาย ด้วยเหตุนั้นจึงพากันตายมาก. พุทธภาษิต ติก. อํ. ล. ๒๑ บ. ๕๕๖

น.1142 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๔. อาณาจักรของ “ตัวกู-ของกู” (เคหสิต) การบรรยายในวันนี้ จะได้กล่าวถึงการเกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” ต่อจากวันก่อน. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า “ตัวกู-ของกู” ต้องเกิดมาจากอวิชชา มีอารมณ์ ๖ ชนิด ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก เป็นต้น เป็นปัจจัยอันสำคัญ; และอารมณ์นั้นมี “ความหมาย” เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. บัดนี้จะกล่าวถึงข้อที่ “ความหมาย” ก่อให้เกิดความ รู้สึกที่เป็นความยึดถือขึ้นมาได้อย่างไร สืบไป. ก่อนแต่จะเกิดความยึดถือนั้น ต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ตัณหา” ขึ้นก่อน. ตัณหา แปลว่า ความอยาก. เมื่อมีความอยากชนิดหนึ่งชนิดใด; ในสิ่งใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าความยึดถือหรืออุปาทานก็เกิดขึ้น เพราะ ในความ รู้สึกอยากนั้น จะต้องมีความรู้สึกเป็น ตัวผู้อยาก รวมอยู่ด้วยโดยอัตโนมัติ

น.1143 เสมอไป : อารมณ์ที่มีความหมายถูกใจ ก็ทำให้เกิดความอยากขึ้นชนิดหนึ่งเป็น ธรรมดา; แต่ถึงแม้อารมณ์ที่ไม่ถูกใจ ก็ยังทำให้เกิดความอยากขึ้นอีกชนิดหนึ่ง; แม้จะมีอาการตรงกันข้าม ก็เรียกว่า “ความอยาก" ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ขอให้ทราบความหมายของคำ ๆ นี้ไว้ว่า มันมีความหมายผิดแปลกแตกต่างจากคำ ธรรมดาสามัญที่ใช้พูดกันอยู่ในภาษาไทย; แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็พอจะเข้าใจได้. เมื่อมีความอยากไม่ว่าชนิดไหนหมด ย่อมมีความรู้สึกที่เป็นตัวผู้อยากรวมอยู่ด้วย โดยอัตโนมัติเสมอไป. ความรู้สึกที่เป็นตัวผู้อยากนั่นแหละคือ "ตัวกู " ในที่นี้. มันรู้สึกอยากในสิ่งใดแล้ว สิ่งนั้นแหละจะเป็น "ของกู" ขึ้นมา. ความรู้สึก ทั้งสองชนิดนี้เรียกว่าความยึดถือ หรืออุปทาน คือยึดถือว่า "ตัวกู" ยึดถือว่า "ของกู" ผู้ศึกษาจะสังเกตเห็นได้เป็นเลา ๆ แล้วว่า ความรู้สึกในทางจิต เช่น ตัณหา และอุปาทานนี้ มีมูลมาจากอวิชชา เช่นอาจจะมองเห็นได้เองว่า เพราะไม่รู้อย่างถูกต้องจึงได้ไปอยากเข้า; เพราะไม่รู้จึงได้ไปยึดถือเข้า. นี้เป็น ความถูกต้องอย่างยิ่ง จึงควรถือโอกาสทำความเข้าใจกันเสียเลยในที่นี้ว่า ความรู้สึก ทุกชนิดที่เป็นไปในทางผิด ล้วนแต่มีมูลมาจากอวิชชาทั้งนั้น เช่น ที่มีความโลภ ก็เพราะไม่รู้ว่าไม่ควรโลภ. ที่มีความโกรธก็เพราะไม่รู้ว่าไม่ควรโกรธ. ที่มีความ หลงก็เพราะไม่รู้ว่าไม่ควรหลง. นี้แสดงว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีมูล มาจากอวิชชา. แม้จะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น ความรัก ความโกรธ ความ เกลียด ความกลัว เป็นต้นก็ดี อีกมากมายหลายสิบอย่างนั้น ก็ล้วนแต่อาจจะรวม กันได้ในคำว่า โลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นความรู้สึกทั้งหลายที่เป็นของผิด คือ เป็นมิจฉา จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม ล้วนแต่มาจากอวิชชาทั้งนั้น; ฉะนั้น อวิชชา เพียงตัวเดียวเท่านั้น สามารถแบ่งเป็นหมวดเป็นหมู่เป็น Faculty หรือเป็นคณะ แห่งกิเลสต่าง ๆ ได้ตามความมุ่งหมาย ตามแต่อารมณ์นั้น ๆ จะดึง หรือปรุงไป ในทางไหน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต