Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๑๘ — ๑๔. อาณาจักรของ "ตัวกู-ของกู" (เคหสิต)

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1144 ๑๐๗ อาณาจักรของ "ตัวกู-ของกู" ความรู้สึกที่เกิดเป็นกิเลสขึ้นนั้น จะมีสมรรถภาพตรงกับการที่จะปฏิบัติ ต่ออารมณ์นั้น ๆ ตามที่อวิชชาจะบันดาลให้เป็นไปในรูปใด. เราสามารถแบ่ง กิเลสเป็นหลายชื่อ และเป็นหมวดเป็นหมู่กันได้ด้วยเหตุนี้ : ความรู้สึกที่เป็นไปใน ทาง เร่เข้าหาอารมณ์ นั้น เราเรียกว่า ความโลภ หรือความกำหนัด หรือความรัก เป็นต้น; ส่วนความรู้สึกที่ทำให้ ผงะหรือผลักออกจากอารมณ์ นั้น เราเรียกว่า ความโกรธ ความเกลียด หรือ โทสะ เป็นต้น; ส่วนความรู้สึก ที่ยังไม่แน่ใจแต่ มีความทึ่งอยู่ในอารมณ์ นั้น ทำให้วนเวียนอยู่โดยรอบ ด้วยความสงสัยหรือความ ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปอย่างไรดี อย่างนี้เราเรียกว่า โมหะ หรือ ความหลง; แต่ทั้งหมดนี้ก็คืออวิชชานั่นเอง. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าตัณหา ซึ่งจัดเป็น ประเภทความอยากหรือความโลภนั้น จึงเป็นอาการของอวิชชาโดยแท้ คือ อวิชชา ในความหมายแห่งตัณหา หรือ อวิชชาเมื่อทำหน้าที่อยาก หรือเป็นเหตุให้อยาก และเป็น ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู"; หรือที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ในฐานะเป็นแดนเกิดของความทุกข์ เรียกว่าทุกขสมุทัย ดังที่ตรัสไว้ในรูป ของอริยสัจจ์ ๔, เราจึงควรรู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ตัณหา" นี้กันโดยละเอียด. ตัณหา แปลว่า ความอยาก แบ่งออกได้เป็นความหมายใหญ่ ๆ ๓ ประการ คืออยากไปตามความใคร่ในทางกาม เรียกว่า กามตัณหา เรียกสั้นๆ ว่า “อยากได้” นี้อย่างหนึ่ง; เป็นความอยากชนิดที่รู้จักกันได้ง่าย ๆ และเห็นกัน อยู่ทั่ว ๆ ไป ก็คือความอยากชนิดนี้เอง; ส่วนความอยากชนิดที่ทำให้อยากเป็นนั่น เป็นนี่ หรือแม้แต่เพียงอยากจะเป็นอยู่ไม่อยากให้ตาย นี้รวมเรียกว่า ภวตัณหา เรียกสั้นๆ ว่า "อยากเป็น" นี่ไม่เกี่ยวข้องกับกาม. ส่วนความอยากประเภทสุดท้าย นั้น ตรงกันข้ามจากภวตัณหา. กล่าวคือ อยากไม่ให้มี ไม่ให้เป็นขึ้นมา หรืออยาก ไม่ให้เป็นอย่างนั้นอยากไม่ให้เป็นอย่างนี้ แม้กระทั่งอยากไม่มีชีวิตอยู่ คืออยากตาย อยากดับหายไป เหล่านี้ รวมเรียกว่า วิภวตัณหา, เรียกสั้นๆ ก็คือ "อยากไม่เป็น- ไม่มี" คือไม่ให้มีตัว.

น.1145 ขอบอกกล่าวไว้ในที่นี้เสียเลยว่า การทำความเข้าใจอย่างชัดแจ้งใน ความหมายของตัณหาทั้ง ๓ นี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด. ถ้าปนกันหรือฟื่นเฝือแล้ว ยากที่จะเข้าใจธรรมะได้ หรือไม่อาจจะเข้าใจได้เลย ฉะนั้น จะต้องรู้จักพิจารณา แยกแยะแบ่งแยกกันให้ได้โดยเด็ดขาดเป็นประเภท ๆ ไป เช่น กามตัณหาต้อง เนื่องด้วย กามโดยตรง : ถ้ามาก็มาจากกาม, ถ้าอยู่ก็อยู่เพื่อกาม, ถ้าจะไป ก็ไปเพื่อกาม. ส่วนตัณหาอีกสองอย่างนั้นไม่เนื่องด้วยกามเลย แต่ไปเนื่องกับ ความเป็น. ถ้าอยากในความเป็น ก็เป็นอย่างที่เรียกว่าภวตัณหา. ถ้าอยาก ในความไม่เป็น คือตรงกันข้ามจากภวตัณหาแล้ว ก็เรียกว่าวิภวตัณหา. ผู้ศึกษา พึงใคร่ครวญเปรียบเทียบเพ่งเล็งถึงตัวอย่างให้เห็นชัดแจ้งด้วยตนเอง จนกระทั่ง มองเห็นว่ามันเป็นความอยากเหมือนกันทั้ง ๓ อย่าง จึงจะเพียงพอแก่การที่จะศึกษา ธรรมะข้อต่อไป และทำให้เห็นชัดว่า คำว่าตัณหาในภาษาบาลีนั้นมันกว้างกว่า ความหมายของคำว่า อยาก ในภาษาไทยธรรมดา หรือแม้กระทั่งภาษาอื่น ๆ ด้วย ที่เป็นภาษาต่างประเทศชนิดที่พูดกันอยู่ตามธรรมดา. ขอให้ถือว่าคำ ๆ นี้เป็นที่คำ ที่มีความหมายเฉพาะ และ ควรเรียกมันด้วยภาษาเดิมว่า "ตัณหา" จะเป็นการดี กว่าที่จะแปลมาเป็นภาษาของตัวเองแคบ ๆ สั้นๆ ว่าความอยาก. คำนี้แม้จะ เป็นคำเดียวกันกับคำว่า ตฤษณา ของภาษาสันสกฤต ที่แปลมาเป็นภาษาไทยว่า ดำฤษณา ก็อย่าได้ใช้ คำว่าดำฤษณานั้น ในฐานะเป็นคำที่มีน้ำหนัก เท่ากับ "ตัณหา"; เพราะคำว่า ดำฤษณา ในภาษาไทยเรา หมายถึงความกำหนัดในทาง กามอย่างเดียว. ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ต่อไปว่า บางทีเราก็เอาคำว่า ตัณหา มาใช้ เป็นรูปภาษาไทย ให้มีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า ดำฤษณา. คำว่า ตัณหา ในภาษาไทยอย่างนี้ ไม่พอที่จะใช้รวบความหมายของคำว่า ตัณหา ในภาษาบาลี และโดยเฉพาะที่เป็นภาษาธรรมะ; เพราะนั่นหมายถึงแต่เรื่องกามอย่างเดียวอีก นั่นเอง.

น.1146 ถ้าจะให้เข้าใจ ความหมายของคำว่า ตัณหา ๓ ประการ อย่างรัดกุม ที่สุดแล้ว ควรจะถือเอาตามแนวของอรรถกถาที่ชี้ไว้ เป็นแนวว่า กามตัณหามาจาก ความรู้สึกในทางกาม เช่นความเห็นว่าสวย ว่างาม ว่าอร่อย เป็นต้น. ส่วน ภวตัณหานั้นมีมูลมาจากสัสสตทิฏฐิ คือความเห็นว่าสิ่งนั้นๆ มีความเที่ยงแท้ถาวร (Permanence) มีความใคร่ในความเที่ยงแท้ถาวร จึงเกิดเป็นภวตัณหา คือความ ใคร่ในความเป็น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสูงไปกว่าความใคร่ไปในทางกาม จึงถือว่า ดีกว่า หรือสูงกว่า ดังที่กล่าวกันว่าพวกพรหมสูงกว่า ประเสริฐกว่าพวกเทวดา ที่อยู่ในสวรรค์ชั้นกามาวจร; หรือที่กล่าวอย่างสำนวนปรมัตถ์ว่า "สัตว์ในชั้น รูปาวจร สูงกว่าสัตว์ในชั้นกามาวจร" ดังนี้เป็นต้น. ส่วน วิภวตัณหานั้น มีมูล มาจากอุจเฉททิฏฐิ คือความเห็นว่าสิ่งต่างๆ ขาดสูญ หรือมีมูลจากนัตถิกทิฏฐิ คือเห็นว่าอะไรๆ ก็ไม่มี ซึ่งรวมทั้งการเห็นอนัตตา สุญญตา อย่างผิด ๆ จนกลาย เป็นคนสิ้นหวังในการที่จะอยู่หรือจะทำอะไร จึงมีความอยากที่น้อมไปในทางดับสูญ หรือทำลายตัวเอง ด้วย อำนาจความเห็นผิด. ถ้าอาศัยหลักมูลฐานดังที่กล่าวมานี้ แล้ว ความอยากทั้ง ๓ ประการนี้ จะไม่มีทางที่จะปะปนกันหรือฟั่นเฝือได้เลย. จะเห็นได้อย่างกระจ่างชัดว่า มันเป็นความอยากที่ต่างกันจริง ๆ จนไม่อาจจะจัด เป็นประเภทเดียวกันได้ แต่เราก็รวมเรียกทั้งหมดนั้นว่า "ตัณหา"; และทุก ๆ อย่างเป็นเหตุให้เกิดอุปาทาน คือเป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู" ว่า "ของกู" ได้ด้วยกัน ทั้งนั้น. เราจะเห็นได้พร้อมกันทันทีในที่นี้อีกว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู" นั้นจะมี อยู่เป็นชั้น ๆ สูงต่ำกว่ากันเป็นอย่างมาก ตามความหมายของคำว่าตัณหานั่นเอง. เช่น เป็น "ตัวกู" ที่เป็นสัตว์ธรรมดาสามัญ รวมทั้งเทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจร นี้ประเภทหนึ่ง คือเป็น "ตัวกู" ชนิดที่ยังติดพันอยู่ในกาม. ถัดจากนั้นก็เป็น "ตัวกู" ชั้นพรหม จืดสนิทจากกามจึงมีความบริสุทธิ์ หรือสูงกว่า ประเสริฐกว่า ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง, เรียกว่า "ตัวกู” ที่ติดพันอยู่ในรูปธรรมบริสุทธิ์ เรียกว่า

น.1147 ชั้นรูปาวจร. สูงไปกว่านั้นอีกก็คือ "ตัวกู" ที่เป็นอรูปพรหม, คือ "ตัวกู" ที่ผูกพัน อยู่ในสิ่งที่ไม่มีรูป หรือในความบริสุทธิ์ของความไม่มีรูป เรียกว่า "ตัวกู" ชั้นอรูปาวจร ซึ่งนับว่าเป็นสภาวะ หรือสถานะสูงที่สุดที่มนุษย์จะนึกอยากไปได้. เราจึงได้ "ตัวกู" เป็น ๓ ประเภท ตามประเภทของตัณหา. ฉะนั้น เราจะต้องมองให้เห็นความทะนงตัวของ "ตัวกู” ที่มีอยู่ตาม ประเภทของตัณหา เป็น ๓ ประเภท ดังที่กล่าวแล้ว : "ตัวกู" ในประเภทกาม ก็ทะนงเกี่ยวกับเรื่องกาม, "ตัวกู" ประเภทพรหมก็ทะนงตัวเกี่ยวกับความเป็นพรหม คือทะนงว่าตัวสูงหรือประเสริฐกว่าพวกที่พัวพันในกาม. "ตัวกู" ประเภทอรูปพรหม ก็ทะนงตัวว่า ความบริสุทธิ์ของตนนั้น สูงกว่าความบริสุทธิ์ของพวกรูปพรหม เพราะไปพอใจในสิ่งที่ไม่มีรูป; ดังนั้นมันจึงเป็นมานะหรือทิฏฐิไปด้วยกันทั้งนั้น. ไม่มีพวกไหนพ้นจากมานะหรือทิฏฐิ จึงถือว่ายังมีคำว่า "ตัวกู-ของกู" อยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น และเป็นความทุกข์เสมอกันหรือลึกซึ้งแยบคายกว่ากัน. ยิ่งเข้าใจว่าสูงมาก ประเสริฐมากก็ยิ่งยึดถือมาก ฉะนั้นแม้จะไม่เกี่ยวกับกาม แต่ก็อาจจะมีความทุกข์ ชนิดที่เหนียวแน่นลึกซึ้งยิ่งไปกว่ากาม เพราะความยึดถือว่าสูงมาก บริสุทธิ์มาก ประเสริฐมากนั่นเอง เมื่อกล่าวโดยทางปรมัตถ์แล้ว ภาวะทั้งหมดนี้มีได้ในหมู่มนุษย์เราครบ ทุกอย่างทุกประการ คือทุกชนิดของตัณหา และทุกชนิดของ "ตัวกู" : เช่น ในบางคราว จิตของคนเราผละไปจากกามไปยึดถือที่เกียรติ หรือที่อะไรบางอย่าง ที่ไม่เกี่ยวกับกาม แต่มีความหมายเป็นนั่นเป็นนี่ ที่สูงไปกว่ากาม. นี้ก็คืออาการ ที่ถูกภวตัณหาครอบงำ หรือกล่าวอย่างสมมติก็ว่า กำลังเป็นพรหม เป็น "ตัวกู" ชนิดพรหม ที่ไม่ข้องแวะกับกาม. ทีน สำหรับบางคนหรือบางคราว จิตเลื่อน ไปสูงกว่านั้น คือไม่เห็นแก่กาม ไม่เห็นแก่เกียรติ หรืออะไรหมด แต่ไปพัวพัน กับนามธรรมอันละเอียด เช่นรู้ความจริง ความดีจริง เป็นต้นของตัว แม้จะไม่มี

น.1148 ใครทราบ ก็ยังพอจะกล่าวได้ว่า มีจิตใจสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือไปมี "ตัวกู" อยู่ที่สิ่งที่ไม่มีรูปอันบริสุทธิ์นั้น. เราอาจจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่าย ด้วยการเทียบเคียง ดูจนเห็นว่า พวกที่หลงใหลในนกเขา หรือต้นบอน หรือไม้ดัดเป็นต้น ย่อมมีใจ สะอาดกว่าพวกที่กำลังหลงใหลในกามคุณ คือเรื่องทางเพศตรงข้าม มีความพอใจ หรือความทะนงตัวอยู่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ และสูงไปกว่ากามตามธรรมดา ฉะนั้นการแบ่งเป็นชั้น ๆ คือชั้นกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจรดังที่กล่าวแล้ว จึงเป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้ตามธรรมดา หรือตามธรรมชาติ ของสัตว์ ตามที่อวิชชาจะดึงจูงไปในรูปไหนในขณะนั้น; แต่ในที่สุดจะต้อง มองให้เห็นชัดว่า ทั้งหมดนั้นยังเป็นเพียงตัณหาที่มีมูลมาจากอวิชชา และจะต้อง เป็นทุกข์เสมอกัน แม้ในรูปที่ต่างกัน. เมื่อเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ตัณหา" อย่างแจ่มกระจ่างเช่นนี้แล้ว เราจะได้ พิจารณากันถึง การที่ตัณหาเกิดขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ จนกระทั่งเกิดอุปาทาน หรือ "ตัวกู - ของกู" ต่อไป. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในวันก่อนว่า ตัวการหรือความหมายอันสำคัญของสิ่ง ที่เรียกว่า อารมณ์ อยู่ที่ “ความหมาย” ของอารมณ์ ยิ่งกว่าอยู่ที่คุณค่าของอารมณ์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า “ความหมาย” นั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็นเหยื่อของตัณหา โดยตรง; ส่วนคุณค่าล้วน ๆ ของมันนั้น ไม่เป็นที่สนใจของตัณหา เว้นเสียแต่ว่า คุณค่านั้นได้ก่อให้เกิดความหมายอันใดอันหนึ่งขึ้นมาอีก ฉะนั้นเราอาจจะกล่าว ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ความหมาย นั้นมาจากคุณค่าก็ได้ ไม่ต้องมาจากคุณค่าก็ได้ เว้นเสียแต่เราจะให้ความหมายของคำว่า คุณค่า กว้าง จนถึงกับว่ามีประโยชน์ ก็เรียกว่า คุณค่า ไม่มีประโยชน์ก็เรียกว่า คุณค่า ไปอีกทางหนึ่ง; เช่นว่าแม้มีโทษ ก็ถือว่ามีคุณค่าไปในทางให้เกิดโทษ อย่างนี้ก็แปลว่าทุกสิ่งมีคุณค่า และคุณค่า นั้นอาจจะก่อให้เกิดความหมาย คือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือเป็นเหยื่อของ ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยกันทุกอย่าง.

น.1149 ตัวอย่างเช่น เมื่อเรามองเห็นภาพ ๆ ใดภาพหนึ่ง เช่น ภาพดอกไม้ ที่งดงามดอกหนึ่ง; ความรู้สึกอาจจะเกิดขึ้นในทางที่เป็นเหยื่อของตัณหาก็ได้ ในทางที่ไม่เป็นเหยื่อของตัณหาเลยก็ได้; เช่น ถ้ารู้สึกสวยงามติดอกติดใจ หลงใหลในสีและกลิ่นเป็นต้น การเห็นรูปในที่นี้ก็กลายเป็นที่เกิดของตัณหา หรือเป็นเหยื่อของตัณหาไป; แต่ถ้าหากการเห็นนั้น ก่อให้เกิดความรู้สึกที่เดินไป ในทางตรงกันข้าม เช่น เป็นการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติล้วนๆ หรือเดินไปใน ทางจิตใจมากขึ้น คือเกิดความรู้สึกว่า อ้ายนี่เป็นมูลเหตุของความเหน็ดเหนื่อย ความหมดเปลือง ความลุ่มหลงของมนุษย์, หรืออ้ายนี่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ซ่อนไว้ภายใต้ความงามความหอม เป็นต้น; อย่างนี้เรียกว่าไม่ถูกความหมาย ของรูปนั้นครอบงำ และรูปนั้นก็ไม่ได้เป็นที่ตั้ง หรือเป็นเหยื่อของตัณหา เพราะ ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่กลับมีวิชชาเข้ามาแทน, แม้ความหมายเกิดขึ้น ไม่ได้ แต่คุณค่าคงมีไปตามเดิม. เมื่อตัณหาไม่เกิดก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะ ตัวกู ไม่เกิด. นี่คือหลักเกณฑ์อันเกี่ยวกับความหมายของอารมณ์ที่มากระทบทางตา. ส่วนอารมณ์ ที่มากระทบ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ถ้าจิตประกอบไปด้วยอวิชชา ไปสร้างความหมายในทางที่จะเป็นที่ตั้งแห่ง ความยึดถือแล้ว จิตจะรี่เข้าหา "ความหมาย" ได้แก่การผลิตสิ่งที่เรียกว่า ตัณหาขึ้นมา นั่นเอง เพราะมีอวิชชาเป็นเครื่องหนุนหลังอยู่. ขึ้นชื่อว่า ความหมาย แล้ว ย่อมก่อให้เกิดตัณหา ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เพราะตัณหามีถึง ๓ ประเภท มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมความหมายทุกประการ. ถ้าเผอิญมีสติสัมปชัญญะเพียงพอ ก็จะยับยั้งอำนาจของอวิชชาเสียได้ มีวิชชา เกิดขึ้นแทน แล้วรับอารมณ์ต่าง ๆ ด้วยสติสัมปชัญญะ คือประกอบอยู่ด้วย วิชชาดังที่กล่าวแล้ว สิ่งที่เรียกว่าความหมายก็จะเป็นหมันไปเอง คือไม่ถูกยึด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต