Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๑๙ — ๑๕. อาณาจักรของ "ตัวกู-ของกู" (เนกขัมมสิต)

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1150 ๑๑๓ อาณาจักรของ "ตัวกู-ของกู" ส่วนสิ่งที่เรียกว่า คุณค่า นั้น ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแทน แล้วมีการจัด การทำไปตามควรแก่กรณี. ทุกข์หรือโทษไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ คงถือ เอาได้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์หรือควรทำ, อย่างนี้เรียกว่า สามารถควบคุม ตัณหา หรือการผลิตตัณหาของอวิชชาไว้ได้, อารมณ์ก็เป็นสักว่าอารมณ์, ผัสสะหรือเวทนาที่เกิดมาจากอารมณ์นั้น ๆ ก็เป็นแต่สักว่าผัสสะสักว่าเวทนา ไม่ก่อให้เกิดตัณหาหรืออุปาทาน หมายความว่าไม่ทำความทุกข์ให้เกิดขึ้น แต่เป็น ความว่างจากทุกข์อยู่ตามเดิม; และสติปัญญางอกงามไปในทางที่จะทำลายความทุกข์ ในกาลข้างหน้ายิ่งขึ้น. ทั้งหมดนี้สรุปความว่า ตัณหาย่อมแสวงหาเหยื่อที่ความหมาย ของอารมณ์ ไม่ใช่ที่คุณค่าอันบริสุทธิ์ของอารมณ์: และ “ความหมาย” นั้น ๆ เกิดมาจากความสำคัญผิด เพราะเนื่องมาจากอวิชชานั่นเอง. ยังมีสิ่งที่จะต้องพิจารณาอีกสิ่งหนึ่ง คือ “ความหมาย” ที่เนื่องไปใน ทางเพศตรงกันข้าม. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อารมณ์นั้นจำแนกเป็นรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นพวกรูปธรรมนี้พวกหนึ่ง ; และมี ธรรมารมณ์อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม หรือที่เป็นไปได้ด้วยจิตล้วน ๆ ไม่ต้อง เนื่องด้วย วัตถุในขณะนั้น; และอารมณ์ทั้ง ๖ นั้น มีความหมายในตัว มันเอง เมื่อถูกเกี่ยวข้องด้วยอวิชชา; และเป็นเหยื่อที่ดียิ่งของตัณหา คือผลิต ตัณหาขึ้นมา. ทีนี้ ถ้าหากว่าอารมณ์ทั้ง ๖ นั้นเนื่องอยู่กับความหมายของเพศ ตรงกันข้ามเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งแล้ว ความหมายนั้นก็จะรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นสองเท่า หรือหลายเท่า. อารมณ์ที่เล็กน้อยนั้นจะกลายเป็นอารมณ์ที่ใหญ่ยิ่งขึ้นมาทันที เช่น การสัมผัสดอกไม้ที่มีสีสวยและกลิ่นหอม ซึ่งตามธรรมดาก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ อยู่แล้ว แต่ถ้าเผอิญความรู้สึกเดินเลยไปถึงว่า นี้คือสัญญลักษณ์ของเพศ ตรงกันข้าม หรือมีความหมายไปถึงอะไร ๆ อื่น ที่เนื่องไปถึงเพศตรงกันข้าม ดังนี้แล้ว ความหมายของดอกไม้ดอกเดียวกันนั้น จะมีน้ำหนักหรืออิทธิพลเพิ่มขึ้น

น.1151 จากความเป็นอารมณ์เล็กน้อย ไปสู่ความเป็นอารมณ์ใหญ่ยิ่งได้ทันที. ในทางรูปนี้ เป็นอย่างไร ในทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางโผฏฐัพพะก็เป็นอย่างเดียวกัน. นี้เป็นการกล่าวถึงรูป เสียง กลิ่น รส ตามธรรมดา แต่ผู้นั้นได้ดึงความหมาย ไปสู่ความหมายที่เนื่องด้วยเพศตรงกันข้าม. ทีนี้ถ้าหากว่าอารมณ์นั้น คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสนั้น ๆ มาจากเพศตรงข้ามโดยตรง น้ำหนักหรืออิทธิพลก็ยิ่งมากขึ้นไปอีกในการที่จะครอบ งำจิตอย่างยิ่ง หรือสร้างตัณหาอุปาทานอย่างยิ่ง สำหรับสามัญสัตว์ประเภท กามาวจร. ทั้งนี้เพราะว่าเพศตรงข้ามย่อมมี ความหมายของคำว่า เพศตรงข้าม ชนิดที่สามัญสัตว์รู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณ ปัญหายุ่งยากก็ทวีขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เพราะ ว่าความหมายของเพศตรงข้ามได้เข้ามาบวก รวมกันเข้ากับความหมายของ อารมณ์ตามธรรมดา. คนหนุ่มคนสาวจึงได้รับปัญหาที่หนักกว่าเด็ก ๆ ซึ่งยังไม่มี ความหมายของเพศตรงข้ามเข้าไปเจืออยู่ นี้ทำให้เห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “ความหมาย” นั้น มีอยู่เป็นชั้น ๆ และเป็นพวก ๆ ด้วยเหมือนกัน. การกำจัดความหมายให้หมดไป ย่อมจำเป็นอยู่เอง ที่จะต้องขึ้นอยู่กับ การรู้จักจำแนกให้รู้ว่าเป็นความหมายของอะไร หรือเป็นความหมายในชั้นไหน ระดับไหน ดังนี้เป็นต้น ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มสติสัมปชัญญะมากขึ้นตามส่วนในการ ที่เกี่ยวข้องกันกับอารมณ์ชนิดนั้น ๆ. สรุปความได้สั้น ๆ ว่า ตัณหาย่อมเกิดใน “ความหมายของอารมณ์" และ จะมีปัญหายุ่งยากมากขึ้นในเมื่อความหมาย นั้นเกี่ยวกับเพศตรงกันข้าม.

น.1152 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๕. อาณาจักรของ “ตัวกู-ของกู” (เนกขัมมสิต) การบรรยายในวันนี้ จะได้ กล่าวต่อไปถึงการ เกิดขึ้นแห่ง “ตัวกู-ของกู” ในตอนที่แล้วมาได้กล่าวถึง ตัณหาที่อาศัยอารมณ์ อันเป็นไปในทางกาม และมีความหมาย เกี่ยวด้วยเพศตรงกันข้าม ซึ่งเป็นเรื่องของกามโดยสมบูรณ์ ฉะนั้นตัณหาที่เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ถูกจัดไว้เป็นประเภท ที่อาศัยบ้านเรือน เรียกโดยบาลีว่า “เคหสิต” ไม่ว่าจะเกิดขึ้น เพราะอาศัยรูปหรือเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรืออนาคต หรือปัจจุบัน อันเราจะกล่าว ได้ว่าเป็นปัญหาของสัตว์ทั่วไปในภูมิกามาวจร คือสามัญสัตว์ ที่ยังตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากาม ถือว่าเป็นของ ธรรมดาสามัญที่สุด. ทีนี้ ก็มาถึง ตัณหาประเภทที่แปลกเป็นพิเศษออกไป คือ ไม่ต้อง อาศัยสิ่งที่เรียกว่ากามหรือบ้านเรือน และซ้ำมีความรู้สึกรังเกียจต่อสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา พวกนั้นจึงมีนามว่า “เนกขัมมสิต”.

น.1153 ตัณหาประเภทเนกขัมมสิต ก็คือ ตัณหาประเภทที่มีสัสสตทิฏฐิและ อุจเฉททิฏฐิเป็นมูลฐาน. ข้อนี้หมายความว่า คนเราบางพวกหรือบางขณะมีจิต ที่ไม่แยแสต่อกาม แต่ก็ไปลุ่มหลงอยู่ในสิ่งบางสิ่ง ซึ่งมีอำนาจดึงดูดจิตใจเท่ากัน กับกาม. สำหรับสิ่งที่จะมีได้แก่คนธรรมดาสามัญนั้น เช่น ความอยากในเกียรติ ในบุญกุศล ในความดีความงาม อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ตนยึดถือหรือ ที่รู้สึกว่าน่าปรารถนา และทำไปด้วยอำนาจของอวิชชาที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น บางคราวเรารู้สึกอยากจะอยู่เฉย ๆ ไม่มีใครรบกวน บางคราวอยากจะเดินทางไกล หรือไปพักผ่อนในที่เงียบที่ชายทะเลเป็นต้น ไปนั่งนิ่ง ๆ คนเดียว แล้วก็ พอใจในรสชาติที่เกิดขึ้นเพราะการทำอย่างนั้น. เมื่อเป็นสิ่งที่ถูกใจ ก็มีความอยาก. ตัณหาชนิดนี้ไม่ควรถูกจัดไว้เป็นพวกกาม หรือเคหสิตดังที่กล่าวแล้ว; แต่เป็น ตัวอย่างของตัณหาประเภทเนกขัมมสิต ได้เป็นอย่างดี. และที่ยิ่งขึ้นไป กว่านั้น ก็คือความลุ่มหลงของผู้ที่พอใจในความสุขอันเกิดจากฌาน อย่างบทกลอนที่ เราได้ยินกันในหนังสือแบบเรียนสมัยก่อนว่า "เข้าฌานนานนับเดือน ไม่เขยื้อน เคลื่อนกายา จำศีลกินวาตา เป็นผาสุกทุกคืนวัน" ล้วนแต่มีความหมายอัน แสดงว่าเป็นความต้องการ หรือความมุ่งมาดอย่างแรงกล้า ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ ลุ่มหลงเท่ากันกับกาม มีได้เป็นได้แก่สัตว์ที่อยู่เหนือภูมิของกาม; และยังมีบทที่ กล่าวไว้ว่า "ฌานกีฬํกีฬนฺโต" ซึ่งแปลว่า เล่นอยู่ด้วยเครื่องเล่นคือฌาน ซึ่งมีความหมายว่า ฌานเป็นกีฬาของบุคคลประเภทนี้ มีวิธีทำแปลก ๆ ไม่มีที่ สิ้นสุด นำความพอใจมาให้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด; รวมความว่าเขาเป็นนักสมาธิ และ บำเพ็ญตนเป็นโยคี. ถ้าเขาทำไปเพราะหวังความสุขจากฌานล้วน ๆ ไม่เกี่ยว กับกามเลย ก็เรียกว่าเนกขัมมสิตโดยแท้. แต่บางพวกมีความเชื่อและความมุ่งหมายแปลกออกไป คือมีความเชื่อ ว่า ด้วยการบูชายัญ หรือการบำเพ็ญตบะต่าง ๆ นั้น จะนำมาซึ่งผลเป็นความสุข

น.1154 ของกู" เกิดจากเพศตรงข้ามหลังจากตายแล้ว เช่นการเกิดในสวรรค์ที่สมบูรณ์ด้วยกามคุณ เป็นต้น ความอยากของเขาก็ต้องจัดเป็นตัณหาประเภทเคหสิตไปตามเดิม. ข้อนี้ อาจจะเปรียบเทียบได้กับคนบางคน ยึดมั่นในเกียรติหรือความดีก็จริง แต่มีความ หวังอยู่ว่าเกียรติหรือความดีนั้น จะเป็นทางมาของวัตถุปัจจัยอันเป็นที่ตั้งของกาม หรือความสุขอันเกิดจากเพศตรงข้ามก็ตาม ตัณหาของเขาก็กลายเป็นกามตัณหาแทน ที่จะเป็นภวตัณหาซึ่งสูงขึ้นไป. สำหรับพวกโยคีที่มีความเชื่อใน อัตตาถาวร เช่น ความเป็นพรหมเป็นต้น เขาอาศัยสัสสตทิฏฐิเช่นนั้น เขาปรารถนาความเป็น เช่นนั้น จึงได้บำเพ็ญฌาน: อย่างนี้ตัณหาของเขาเป็นเนกขัมมสิตไม่ใช่เคหสิต; ไม่ใช่กามตัณหา แต่เป็นภวตัณหา. ถ้าความคิดหรือความเชื่อของเขาอาศัยอุจเฉททิฏฐิ คือความเชื่อที่เดิน เลยเถิดไปว่า อะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นมายา ไม่มีสาระอะไรที่ไหนหรืออย่างใดใน การที่มีชีวิตอยู่ ; เขาระอาต่อการมีอัตตภาพ อยากจะไม่มีอัตตภาพ แต่ถอน ความเห็นว่า "ตัวกู-ของกู" ไม่ได้ ความเห็นก็สับสนกัน กลายเป็นอยากจะ เป็น “ตัวกู" ที่ไม่มีอัตตภาพ จึงได้พยายามเพื่อความเป็นอย่างนั้น; บางพวกก็ ฆ่าตัวตายโดยหวังว่าจะได้สิ้นสุดกันที, บางพวกก็พยายามเพื่อความไม่มีอัตตภาพ, บางพวกก็พยายามจนกระทั่งไม่มีความรู้สึก คือ จะเป็นคนตายแล้วก็ไม่ใช่ เป็นอยู่ก็ ไม่ใช่ เพราะไม่อยากจะมีความรู้สึก โดยเขาคิดว่า ความเป็นอย่างนั้น เป็น ความไม่มีชาติหรือไม่มีตัวตน; แต่ที่แท้ก็ยังเป็นความเข้าใจผิดเพราะเขายังมีความ อยากเนื่องด้วยตนอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ซึ่งเรียกได้ว่ายังมีตัณหาอยู่นั่นเอง แต่เป็น ตัณหาชนิดที่ละเอียดสุขุมเข้าใจได้ยาก. แม้ตัณหาชนิดนี้จะไม่มีแก่คนธรรมดาสามัญ แต่ก็มีแก่พวกนักคิด หรือ ในหมู่ชนที่นิยมในเรื่องทางจิตทางวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่นในยุคอุปนิษัท ของประเทศอินเดีย และก่อนหน้านั้นขึ้นไป ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์

น.1155 รงนำมากล่าวไว้ ทำให้พวกเราทราบได้ว่า ค นเรานั้นอาจจะคิดไปได้ไกลถึงเพียงนั้น อย่างที่เราจะพูดได้ว่าไกลไปนอกฟ้าป่าหิมพานต์หรือนอกโลก แต่แล้วก็หาพ้นทุกข์ ไปได้ไม่: เพราะนอกโลกชนิดนี้นั้นไม่มีความหมายที่ถูกต้อง เพียงแต่ระอาโลก อย่างนี้แล้วก็ไปสร้างโลกอย่างใหม่ขึ้นด้วยความคิดนึกของตนเอง แล้วก็ไม่รู้สึกว่า นั้นก็เป็นโลกอีกชนิดหนึ่ง คือเป็นโลกทางจิตใจ มีอะไร ๆ ที่น่าลุ่มหลงยิ่งไปกว่า โลกตามธรรมดาสามัญ. ดังที่เราได้ยินกันทั่ว ๆ ไปว่า มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก เป็นต้น; หรือบางทีก็เรียกว่า กามโลก รูปโลก อรูปโลก ซึ่งพอจะถือเอาใจความสั้น ๆ ได้ว่า กามโลกเป็นโลกของสามัญสัตว์ ; รูปโลก คือโลกของบุคคลที่มีจิตใจมองข้ามกาม แล้วไปติดอยู่ที่ความน่าพอใจของสิ่งที่เป็นรูปธรรมล้วน ๆ ที่ตนนำมาใช้เป็นอารมณ์ สำหรับการเพ่งจิตหรือการบำเพ็ญฌานนั่นเอง ; และ อรูปโลก ก็หมายถึงโลกที่สูง ไปกว่านั้นอีก เพราะมีความละเอียดประณีตยิ่งขึ้นไป คือโลกของหมู่ชนที่มีความ ลุ่มหลงในสิ่งที่ไม่มีรูป ซึ่งตนนำมาใช้เป็นอารมณ์สำหรับการเพ่งจิตหรือเพ่งฌาน ของตนนั่นเอง ; เมื่อทำสำเร็จก็นำมาซึ่งความพอใจหรือลุ่มหลงที่ยิ่งไปกว่ากาม. ตัณหามีได้ในโลก ทั้ง ๓ ประเภท นี้ ซึ่งพอจะจัดคู่กันได้ว่า กาม ตัณหาย่อมเป็นไปในกามโลก ; ภวตัณหาย่อมเป็นไปในรูปโลก ; และ วิภวตัณหาย่อมเป็นไปในอรูปโลก ; เพราะคำว่าวิภวตัณหานั้น แปลได้ว่าตัณหา ในวิภว หรือวิภพ. คำว่าวิภพนี้เถียงกันอยู่ว่า อุปสรรค วิ นั้น มีความหมายเป็น ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ หรือมีความหมายว่าวิเศษ. ถ้าเป็นอย่างแรกก็มีความหมาย ว่าไม่ใช่ภพ คือมีตัณหาในสิ่งที่ไม่ใช่ภพ. ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็แปลว่าในภพอัน วิเศษสูงสุดกว่าบรรดาภพทั้งหลายทั้งปวง แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็มีทางที่จะ ปรองดองกันได้ โดยให้เข้าใจว่าภพที่วิเศษเหนือภพทั้งหลายนั้น ก็คือ ภพที่มี ลักษณะอาการราวกับว่าไม่ใช่ภพ นั่นเอง. เพราะอาศัยเหตุที่มีความคิดเห็น

น.1156 ของกู" ๑๑๙ แล่นไปสุดโต่ง ถึงกับว่าภพตามธรรมดาสามัญนี้เป็นมายา คือมีเหมือนกับไม่มี น่าเอือมระอาที่สุด แล้วเขาก็อยากมีภพชนิดที่ตรงกันข้าม ซึ่งมีความหมายเป็นอภพ หรือไม่ใช่ภพ หรือภพที่วิเศษหรือพิเศษนอกออกไปจากภพทั้งหลาย. นี่แหละ คือที่สุดของความคิดของมนุษย์ปุถุชนเรา ผู้ที่พยายามคิดค้นด้วยหวังว่าจะพบสิ่งที่ดี ที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้. แม้จะมาถึงที่สุดเช่นนี้แล้ว ก็ยังหาดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ เพราะความที่เขาไม่สามารถนำ "ตัวกู-ของกู" ออกไปเสียได้นั่นเอง เขาจึงตกอยู่ใน ขอบวงของตัณหาเรื่อยไป หรือพยายามเท่าไรก็ออกไปพ้นจากขอบวงของตัณหา ไม่ได้ เพราะตัณหามีมากมายหลายสิบหลายร้อยชนิด ดังที่กล่าวแล้ว. นับว่าเป็น เรื่องที่ต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งจริง ๆ. สำหรับตัณหานั้นไม่ว่าชนิดไหนหมด หรือจะทำอย่างไรก็ตาม มันจะ ต้องมีมูลฐานอยู่ที่อารมณ์ทั้ง ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ นั่นเอง. ทุกคนจะต้องมองให้เห็นชัดว่า อารมณ์ทั้ง ๖ นี่แหละ คือโลก ; หรือโลก คือสิ่งทั้ง ๖ นี่แหละ; ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลย. จะเป็น อย่างกามโลก หรือรูปโลก หรืออรูปโลกก็ตาม ย่อมตั้งรากฐานอยู่บนสิ่งทั้ง ๖ นี้ ทั้งนั้น ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม; ฉะนั้น เราจะต้องมองต่อไปให้ดีจนกระทั่งเห็นว่า รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ๕ อย่างนี้ เป็นฝ่ายรูปธรรมหรือเป็นฝ่าย วัตถุ: ถ้าประกอบด้วยกาม หรือเจือ หรือเกี่ยวเนื่องอยู่กับกาม ก็เป็นอารมณ์ ของกามโลกฝ่ายวัตถุโดยตรง; ถ้าไม่เกี่ยวเนื่องกับกาม กล่าวคือเป็นรูปธรรม บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้ว ก็เป็นอารมณ์สำหรับรูปโลก: ส่วนอารมณ์ที่ ๖ ที่เรียกว่า ธรรมารมณ์นั้น ถ้าเกี่ยวกับกามก็เป็นอารมณ์ของกามโลก; ถ้าไม่เกี่ยวกับกาม ก็เป็นอารมณ์ของรูปโลกหรืออรูปโลกแล้วแต่กรณี. ทำให้เราเห็นได้ว่าโลกทั้งหมด ไม่มีอะไรมากไปกว่าอารมณ์ทั้ง ๖; และตัณหาทุกชนิดนั้นก็ไม่ได้อาศัยอะไรอื่น นอกจากอารมณ์ทั้ง ๖ : จนกระทั่งกล่าวได้ว่า เมื่อตัณหาจะเกิดก็เกิดในอารมณ์ทั้ง ๖ เมื่อดับก็ดับในอารมณ์ทั้ง ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป.

น.1157 ทีนี้มีสิ่งจะต้องพิจารณาต่อไปอีกก็คือ อารมณ์ ๖ นี้ มิได้หมายความ ว่าหมายถึงแต่อารมณ์เฉพาะหน้า เพราะว่าแม้อารมณ์ในอดีตที่ล่วงไปแล้ว คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ผ่านไปแล้ว ก็ยังเป็นอารมณ์ของตัณหาได้อยู่ดี ด้วยการเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ในปัจจุบันบ้าง ด้วยการย้อนระลึกนึกถอยหลังไป ถึงบ้าง ซึ่งเราเรียกกันว่าความกังวลหรือความห่วงใยอาลัยอาวรณ์. ที่นี้สำหรับ อารมณ์ในอนาคตนั้นเล่า คือ รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น ที่จะพึงได้ข้างหน้านั้น ก็เป็นอารมณ์ของตัณหาอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน. ข้อนี้ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ความ หวัง และดูจะเป็นสิ่งที่เป็นปัญหายุ่งยากกว่าอย่างอื่นด้วยซ้ำไป เพราะว่าเราอาจจะ หวังกันได้มาก ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และมันก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจจนกระ- ทั้งพากันถือว่าชีวิตนี้อยู่ได้ด้วยความหวัง. คนเราจึงปะทะเข้ากับปัญหาทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ทั้งตรงกลาง; ถ้าความหวังดำเนินไปหรือพุ่งไปข้างหน้า ก็พบกับกาม- ตัณหา และภวตัณหา : ถ้าความหวังถอยหลังกลับหรืออ่อนละโหยลง เราก็ พบกันกับวิภวตัณหา. เพียงเท่านี้เราก็เห็นได้ว่า อารมณ์ในอนาคตนั่นแหละเป็น ปัญหายุ่งยากที่สุดสำหรับมนุษย์เรา คือมันเป็นไปได้กว้างขวางที่สุด และ ทรมานใจที่สุด : หรือแม้ที่สุดแต่ปัญหายุ่งยากของโลกในปัจจุบันนี้ ซึ่งจะเป็น วิกฤติการณ์ขนาดใหญ่เล็กชนิดไหนก็ตาม หรือถึงกับวินาศกันทีเดียวทั้งโลกก็ตาม ล้วนแต่มีมูลมาจากอารมณ์ในอนาคตของตัณหาทั้งนั้น. รวมความว่าอารมณ์ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ล้วนแต่เป็น ปัญหาได้ด้วยกันทั้งนั้น และในรูปที่ต่าง ๆ กัน; เราจะไปสนใจแต่เพียงพวกใด พวกหนึ่งไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องมีความรู้มากพอที่จะจัดการกับอารมณ์ที่มีอยู่อย่างผิด แปลกแตกต่างกันไปเป็นพวก ๆ. เพื่อความเข้าใจง่ายจำง่าย เราอาจะมี แผนผังเกี่ยวกับตัณหา ดัง ต่อไปนี้: ตัณหามีอยู่ ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา. ตัณหาทั้ง ๓ นี้ เป็นไปในอารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต