น.1158 อาณาจักรแห่ง "ตัวกู-ของกู" ๑๒๑ ธรรมารมณ์ ได้ทุกตัณหา. คูณกันเข้า ๓ คูณ ๖ จึงเป็น ๑๘. ๑๘ ชนิดนี้เป็น ไปได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งมีอยู่ ๓ กาละ : ๓ คูณ ๑๘ เป็น ๕๔. ใน ๕๔ ชนิดนี้ พวกหนึ่งอาศัยเรือนเป็นเคหสิต พวกหนึ่งอาศัยเนกขัมมะเป็น เนกขัมมสิตเป็น ๒ ชนิดกันอยู่, ๒ คูณ ๕๔ เป็น ๑๐๘; จึงพูดกันให้เกิดความ รู้สึกที่น่ากลัวว่า "ตัณหา ๑๐๘” ซึ่งหมายความว่า ทำอย่างไรเสียสัตว์โลก ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา ไม่ชนิดใดก็ชนิดหนึ่ง ยากที่จะพ้นไปได้ เพราะมี มากมายเหลือเกินนั่นเอง. แต่ว่าทั้งหมดนั้นย่นลงได้เพียง ๓ อย่าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ดังที่ตรัสไว้ในเรื่องอริยสัจจ์. แต่แล้วทั้ง ๓ ชนิดนั้นก็ย่นลงมา เหลือเพียงคำเดียวว่า "ตัณหา" ซึ่งนักศึกษาจะเห็นได้ทันทีว่า คำ ๆ นี้ มันมี ความหมายกว้างกว่าความหมายของคำธรรมดาสามัญว่า "ความอยาก" สักเท่าไร; ฉะนั้น ถ้าจะเข้าใจธรรมะ หรือเข้าใจเรื่อง "ตัวกู-ของกู" กันให้ได้จริง ๆ แล้ว จะต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่า ตัณหาอันกว้างขวางนี้ ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่เสมอ ไป อย่าได้สำคัญว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรียกเป็นคำเดียวสั้น ๆ ว่า ตัณหา ดังนี้เลย. ตัณหา ๑๐๘ ชนิดนั้น เป็นเพียงหลัก. ถ้าไปเอาวัตถุสิ่งของ หรือ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัณหานั้นมาเป็นเครื่องคำนวณแล้ว ก็จะกลายเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ชนิดทีเดียว. นั้นแหละคือ ปัญหายุ่งยากที่มนุษย์ เราต่อสู้กับตัณหาไม่ไหว เว้นเสียแต่เราจะมี ความรู้ หรือ ความเฉลียวฉลาด เพียงพอ โดยอาศัยการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกำจัดที่ต้นตอ ของมันเพียงอย่างเดียวเสียได้ กล่าวคือ อวิชชานั่นแหละ ตัณหาทุกชนิดก็จะ สิ้นฤทธิ์สิ้นอำนาจไป ไม่ปรุงให้เกิด "ตัวกู-ของกู" ชนิดไหนหมด และจิตใจ ชนิดนั้น จะไม่ประสบกันกับความทุกข์เลย การเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู-ของกู" เนื่องอยู่กับตัณหา มีนัยดังที่กล่าวมานี้.
น.1159 ความสำคัญ หรือสิ่งสำคัญ หรือ สิ่งที่ควรจะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ของบรรดาสิ่งที่มีชีวิต นั้นก็คือ การกระทำที่ทำให้เกิดความ รอดพ้นให้แก่ตัวเอง นั่นเอง อันนี้คือ "ตัวแท้ของศาสนา" จากเรื่อง ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก
น.1160 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๑๖. “ตัวกู-ของกู” ที่เนื่องด้วยกาม การบรรยายในวันนี้จะได้กล่าวถึงความแตกต่างกัน ระหว่าง “ตัวกู-ของกู” ที่เกิดมาจากกาม และที่เกิด มาจากสิ่งอันมิใช่กาม. จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ศึกษาจะต้องสังเกต ให้เห็นว่า ในตัณหาทั้ง ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา นั้น ตัณหาประการแรกมีกามเป็นอารมณ์ และตัณหา ๒ ประการหลังนั้น หาได้มีกามเป็นอารมณ์ไม่; เราจึง สามารถแยกตัณหาออกได้ เป็น ๒ ประเภท คือ ตัณหาที่เนื่องด้วยกามและไม่เนื่องด้วยกาม หรือที่เรียกว่าเคหสิต และเนกขัมมสิต นั่นเอง. ทำให้เรากล่าวได้ว่า ศัตรูหรืออันตรายอันร้ายแรงของมนุษย์เรานั้น สำหรับในทางฝ่ายจิตหรือฝ่ายวิญญาณแล้ว ก็มีอยู่ ๒ อย่างนี้ และนิยมเรียกกัน สั้น ๆ ว่า “กาม” และ “ภพ” ซึ่งเป็นคำบัญญัติขึ้นเฉพาะ และมีความหมาย
น.1161 ของมันเองโดยเฉพาะอีกเหมือนกัน. แท้ที่จริงมี ๓ คือ กาม ภพ และวิภพ; แต่ภพกับวิภพนั้นรวมกันได้ โดยจัดเป็นประเภทเดียวกัน เรียกสั้น ๆ ว่า "ภพ” อีกทีหนึ่ง จึงเหลือแต่เพียง ๒ คือ กาม กับ ภพ ดังที่กล่าวแล้ว. เป็นสำนวนสั้น ๆ ที่พวกโยคี หรือมุนีใช้พูดกันว่า "สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว ก็คือกามและภพ ๒ อย่างนี้เป็นเหตุให้ออกแสวงหาหนทางรอดพ้น ด้วยการทำ ความเพียรอย่างยิ่ง. ส่วนคนธรรมดาสามัญเรา โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ แทบจะ ไม่รู้จักสิ่งทั้ง ๒ นี้ว่าอะไรเป็นอะไร และไม่สนใจที่จะรู้จักกันในลักษณะเช่นนี้ มีแต่ความต้องการและความบากบั่นพยายาม เพื่อระให้ได้ตามความต้องการ โดย ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องว่า สิ่งที่ตนต้องการนั้นคืออะไร. โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่คนต้องการก็คือกามและภพ นั่นเอง ไม่มีอะไรมาก ไปกว่านั้น; เพราะมัวแต่ต้องการและสาละวนแต่จะให้ได้ตามต้องการ จนไม่มี โอกาสหรือเวลาที่จะศึกษาหรือเข้าใจสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นกามและภพ และไม่ มองเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ในเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยลักษณะที่ไม่เหมาะสม. เขามัวเมาด้วยความต้องการ และการทำตามความต้องการ และมีการแข่งขัน กันก้าวหน้าในทางแห่งการกระทำเช่นนั้น เรียกว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ โดยวิธีที่ไม่เหมาะสม คือมีอวิชชาครอบงำมากเกินไป จนตกอยู่ในวิสัยที่เรียกว่า "เห็นงูเป็นปลา” แล้วก็เก็บเอามากอดรัดยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน คือ ความรู้สึก เป็น “ตัวกู-ของกู" โดยไม่รู้สึกตัวว่า ตนกำลังหลงรักต่อสิ่งที่เป็นอันตราย; หรือ เมื่อกล่าวให้ถูกแล้วก็คือ การทำสิ่งซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ ให้กลายเป็นสิ่งที่เป็น อันตรายอย่างยิ่งขึ้นมา. การหลงรักปลาก็เป็นอันตราย และเป็นสิ่งที่น่าติเตียนอยู่แล้ว แต่การที่ไปเอางูมาหลงรักว่าเป็นปลาอีกต่อหนึ่งนั้น น่าอันตราย และน่าติเตียน ยิ่งขึ้นไปกว่า เพราะเราต้องการจะอยู่ โดยไม่ต้องมีความหลงรักในสิ่งใดเลย คือ อยู่ด้วยจิตที่บริสุทธิ์เป็นอิสระ ไม่มีความรู้สึกว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" ในสิ่งใด และสามารถปฏิบัติการงาน หน้าที่ต่าง ๆ ไปได้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์นั้น.
น.1162 ” ที่เนื่องด้วยกาม สำหรับสิ่งที่เรียกว่ากามและภพ เมื่อเรารู้จักมันดีแล้วเราจะเห็นได้เองว่า กามเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า "ของกู" ยิ่งกว่าที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า "ตัวกู"; ส่วนภพนั้นก็ตรงกันข้าม คือเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า "ตัวกู" ยิ่งกว่า ที่จะยึดถือว่า "ของกู" แต่เราต้องไม่ลืมหลักที่มีอยู่ว่า ถ้ามีความรู้สึกว่า "ของกู" ก็ต้องมีความรู้สึกว่า "ตัวกู่" ซ่อนลึกอยู่ในนั้นด้วย เป็นสิ่งที่แน่นอนเปลี่ยนแปลง ไม่ได้. ที่นี้ หากแต่ว่าในกรณีหนึ่ง ๆ นั้น ในบางกรณีความรู้สึกว่า "ของกู" วิ่งออกหน้าความรู้สึกว่า "ตัวกู"; และในบางกรณีความรู้สึกว่า "ตัวกู" วึง ออกหน้าความรู้สึกว่า "ของกู" ทั้ง ๆ ที่แท้จริงมันมีอยู่ครบทั้ง ๒ อย่าง นั่นเอง; เราจึงหลงไปว่าอารมณ์บางอย่างทำให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู" อารมณ์บางอย่าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า "ของกู" ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาและสังเกตให้ดี อย่าให้ สิ่งเหล่านี้หลอกลวงได้อีกชั้นหนึ่ง. "ตัวกู” ที่มีมูลมาจากอารมณ์ที่เป็นกาม นั้น ในขณะนั้นจิตมุ่งมั่นอยู่ แต่ที่รสของกาม จิตในขณะนั้นจึงมีความรู้สึกยึดถือในกามอย่างเดือดพล่าน. ความ รู้สึกยึดถือในตัวจิตเองไม่ได้ทำหน้าที่ทางทวารของจิต เพราะจิตจะมีความรู้สึก ได้เพียงคราวละอย่างเดียว ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่ตายตัว; ฉะนั้น ความรู้สึก ในขณะนั้นจึงเป็นไปแต่ในทางเป็น "ของกู" อย่างออกหน้าออกตา; ส่วนความ รู้สึกว่า "ตัวกู" แฝงซ่อนอยู่; แต่ก็พร้อมอยู่เสมอ ที่จะปรากฏออกมา ในเมื่อ ถึงโอกาสที่จะแสดงความเป็นเจ้าของ เพื่อการต่อสู้ป้องกัน หรืออย่างอื่นทำนอง เดียวกันนั้น. เมื่อการบริโภคกามเป็นไปถึงที่สุด โดยไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง ความรู้สึกว่า "ของกู" ไม่ถูกรบกวนและมีอยู่ได้ตลอดเวลา จนกว่าจะเกิดความรู้สึก ที่เป็นความทะนงหรือความมักใหญ่ใฝ่สูงเกี่ยวกับกามนั้น ความรู้สึกจึงจะเปลี่ยนไป ในทางเป็น "ตัวกู” คือเปลี่ยนจากเรื่องของกามไปเป็นเรื่องของภพ. ถ้าเรื่อง
น.1163 ที่ทำให้ละอายหรือโกรธแทรกแซงเข้ามา ความรู้สึกที่เป็นเรื่องของภพก็เกิดขึ้น เต็มที่ : ความรู้สึกที่เป็นเรื่องของกามก็ซ่อนตัวหายไป ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า เปลี่ยนจากความรู้สึกว่า "ของกู" ไปเป็น "ตัวกู" นั่นเอง; การแข่งขันต่อสู้เกี่ยว กับภพจึงเป็นไปได้อย่างรุนแรง ยิ่งกว่าเป็นเรื่องของกามล้วน ๆ เพราะมันบวกกัน เข้าทั้ง ๒ เรื่อง คือทั้งกามและทั้งภพ. ทั้งหมดนี้แสดงให้เราเห็นว่าคนเราในโลกนี้ ยุ่งยากลำบากกันอยู่เป็น ประจำวัน ก็ด้วยเรื่องของกามและภพสองอย่างนี้เท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู- ของกู" นั้น ที่แท้ก็เป็นความรู้สึกตัวเดียวกัน ถ้าสมุฏฐานอยู่ที่กาม ก็เป็นเรื่อง "ของกู" ถ้าสมุฏฐานอยู่ที่ภพ ก็เป็นเรื่อง "ตัวกู" เกี่ยวเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นปัจจัยแก่กันและกัน แล้วแต่ว่าในขณะนั้นจิตถูกอวิชชาปรุงแต่งไปใน รูปไหน. เป็นเพราะสัตว์นั้น ๆ ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชาตลอดเวลา จึงไม่สามารถ จะแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู" นี้ได้. หรือถ้ากล่าวกันตามที่เป็นอยู่ จริงแล้ว สัตว์เหล่านั้นไม่มีความรู้เรื่อง "ตัวกู-ของกู" เลย มีอยู่ก็อย่างเดียว คือตกเป็นเหยื่อเป็นทาสของความหลอกลวง ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้โดยไม่มีความรู้สึกตัวแม้แต่น้อย. นี่แหละคือข้อที่ถือกันเป็นหลักในหมู่ผู้รู้ว่า ซาตาน หรือ พญามาร นั้น จะต้องมา หรือมีอยู่ในลักษณะที่ไม่มีใครรู้จักตัวเสมอไป; หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ รู้ผิดตัว เห็นเป็นไม่ใช่พญามารหรือศัตรู; แต่เห็นเป็น "ตัวกู" เสียเอง พญามาร จึงทำอันตรายเอาได้ตามชอบใจ เป็นความเสียหายที่เหลือจะพรรณนาได้ แต่พอ เกิดรู้จักมันเข้าเท่านั้น พญามารก็จะหายหน้าไปทันที หรือที่ชอบพูดเป็น สำนวนบุคคลาธิษฐานว่า "พญามารจะขาดใจตาย หรือปักหัวปักคอตัวเองตายลง ไปทันที" นี้แหละคือเรื่องที่เกี่ยวกับวิชชา หรืออวิชชาที่จะมาเป็น "ตัวกู" หรือ ว่างจากตัวกู คือจิตที่บริสุทธิ์ แต่ชาวโลกเราไม่ประสีประสาต่อสิ่งที่เรียกว่าพญามาร
น.1164 " ที่เนื่องด้วยกาม ๑๒๗ นี้เลย จึงมีแต่ "ตัว" ที่ทำความเผาลน "ตัวกู" อยู่ด้วยความสนุกสนาน หรือ ด้วยความสมัครใจอยู่อย่างเป็น กิจประจำวัน คือซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่ง หนักเข้า ๆ ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้ว่า นี่จะทำไปทำไมกัน. ทั้งหมดนี้เป็นโทษ ของการที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากามและภพอย่างเดียวเท่านั้น. การที่มนุษย์เป็นทุกข์ทรมานกันอยู่ในโลกและแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ นั้นก็มีมูลมาจากกามและภพ ตัวเดียวกันกับสมัยดึกดำบรรพ์ไม่รู้ กี่ล้านปีมาแล้ว. ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีแก่สิ่งที่เรียกว่ากามและภพ จะมีอยู่ก็ที่วัตถุหรือสิ่งที่เป็น อารมณ์ทางภายนอก. แต่ว่าแม้สิ่งที่เป็นเหยื่อหรือเป็นอารมณ์เหล่านั้นจะเปลี่ยน- แปลงไปอย่างไรก็ตาม กามและภพก็คือกิเลสตัวเดิม ตัวเดียวกันนั่นเอง. ข้อนี้ หมายความว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นเป็นตัวเดียวกัน ที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงมาก็ล้าน ปีแล้ว ฉะนั้น หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นหรือดับไป ของสิ่งที่เรียกว่ากาม และภพนั้นย่อมเป็นหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันตลอดเวลา โดยไม่ต้องสงสัยว่า เราจะ ต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้. คนแม้สมัยนี้จึงควรสนใจ ต่อความรู้อันเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้จะเป็นของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ จากพระพุทธเจ้า องค์นี้ หรือของพระพุทธเจ้าองค์ไหนก็ตาม ย่อมถูกตรงเป็นอันเดียวกัน สามารถ ใช้กำจัดอำนาจของกามและภพได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าในยุคไหนหรือในถิ่นไหน. โลกแห่งยุคปัจจุบันนี้ เป็นที่ยอมรับกันว่า เป็น โลกของวัตถุนิยม หรือ Materialism ยิ่งขึ้นทุกที ซึ่งก็ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าเป็นโลก ของกามยิ่งขึ้นทุกที : แม้จะทำได้ละเอียด ประณีต สุขุม น่าดูเพียงไร ก็หาได้เป็นไป ในทางที่ปลอดภัยจากโทษของกามไม่ มีแต่จะกลายเป็นทาสของกามอย่างประณีต ละเอียด สุขุม ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็นเพราะความที่ไม่ประสีประสา ต่อความรู้เรื่องกามและภพ ว่าโดยที่แท้จริงคืออะไร ดังที่กล่าวแล้ว การตกเป็น ทาสของกามหรือวัตถุ มีแต่ขยายตัวกว้างขวางออกไปไม่เคยหดแคบเข้ามา; ข้อนี้หมายความว่า ก่อนหน้านี้มีมนุษย์อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อย
น.1165 ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยม. ถ้าจะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้น ก็เป็นจำนวนที่น่าดูอยู่ หรือน่าปลื้มใจอยู่. บัดนี้จำนวนของบุคคลชนิดนั้นลดลง ตามลำดับ เพราะการขยายตัวของวัตถุนิยม ซึ่งสามารถรุกล้ำเข้าไปได แม้ในเขต วัดวาอารามทางศาสนา ซึ่งถือว่าเป็น ป้อมค่ายที่มั่นคงที่จะใช้ต่อต้านวัตถุนิยม แต่ ป้อมค่ายนี้ก็ค่อย ๆ พังทะลายไป. นี้เรียกว่าการขยายตัวของวัตถุนิยม หรือสิ่ง ที่เคยเรียกกันครั้งกระโน้นว่ากาม ซึ่งได้ขยายตัวออกไปๆ จนสามารถครอบงำ โลกได้ทั้งหมดหรือกล่าวได้ว่าแทบทั้งหมด. โลกนี้ก็กลายเป็นโลกของกามไป ไม่ มีพวกไหนที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของวัตถุนิยม ไม่ว่าเราจะแบ่งชนชั้นหรือประเภทของ คนในโลกนี้กันในลักษณะไหน เช่น อาจจะพูดได้ว่า พวกนายทุนก็เป็นพวกวัตถุ นิยม พวกกรรมกรก็เป็นพวกวัตถุนิยม หรือถ้ามีพวกที่จะเป็นกลางๆ ก็ยังเป็น พวกวัตถุนิยมอยู่นั่นเอง จนกระทั่งกล่าวได้ในที่สุดว่า พวกชาวบ้านก็เป็นพวก วัตถุนิยม พวกนักบวชก็เป็นพวกวัตถุนิยม. เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ใครจะเป็นที่พึ่งให้ แก่ใครในการที่จะทำตนให้ปลอดภัยจากอันตรายของวัตถุนิยม หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "กาม" ตามที่ใช้กันอยู่ในภาษาธรรมะมาแต่เดิม. เมื่อตกอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่าวัตถุนิยมหรือกามแล้ว ย่อม จะต้องคู่กันไปกับการตกอยู่ใต้อำนาจของภพ โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันเป็นของเนื่องกันอย่างสนิทเป็นตัวกู-ของกู ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อมีกามแล้วก็ประกาศตนเป็นเจ้าของกาม ซึ่งมีความหมายเป็นเกียรติหรือเป็นภพ; ครั้นเกิดมีผู้ต้องการหรือแสดงตัวว่าเป็นเช่นนั้นขึ้นมา เป็นฝ่ายตรงกันข้ามอีกหลาย ฝ่าย หรือเพียง ๒ ฝ่ายก็ตาม "ตัวกู" ที่เป็นภพก็จะแก่กล้ายิ่งขึ้นตามที่รู้สึกว่ามีผู้ แข่งขันหรือจะมาแย่งชิง. ครั้นมีผู้แข่งขันหรือแย่งชิงเข้าจริง ๆ "ตัวกู" ที่เป็นภพ ก็มีกำลังแก่กล้าหรือเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก; "ตัวกู" ก็เปลี่ยนจากกามหรือราคะมา เป็นโทสะ และเป็นโทสะยิ่งขึ้นจนถึงขนาดที่เรียกว่าลืมตัว คือมึนเมาใน "ตัวกู"
Buddhadasa