น.1030 การบรรยายประจำวันในพรรษานี้ จะได้บรรยาย หลักพระพุทธศาสนา ในลักษณะที่เห็นว่าเหมาะสม สำหรับผู้ที่ไม่เคยสนใจพระพุทธศาสนามาก่อน ซึ่ง อาจจะกินความถึงทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทย ที่ถือ พุทธศาสนามาสักว่าพอเป็นพิธียังเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา ไม่ได้. ในข้อแรกนี้ขอให้ตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่ถือศาสนาของตน ๆ มาใน ลักษณะที่เรียกว่าเคร่งครัด แต่ยังไม่เข้าถึงตัวแท้แห่งศาสนาของตนก็มีอยู่ ทั่วไป และมีอยู่ด้วยกันทุกศาสนา มิหนำซ้ำคนพวกนี้เองที่เป็นคนหัวดื้อถือรั้น หรืออวดดีจนกระทั่งยกตนข่มท่านในกรณีอันเกี่ยวกับศาสนา เพราะฉะนั้นแม้ว่าเขา จะได้นับถือศาสนาใดมาหลายชั่วบรรพบุรุษแล้วก็ตาม เขาก็ยังหาเข้าถึงตัวแท้แห่ง ศาสนาของเขาไม่ เขายังคงเป็นเหมือนชาวต่างประเทศต่อศาสนาของเขาอยู่นั่นเอง ฉะนั้นจึงจัดรวมเข้าไว้ด้วยกันในฐานะเป็นชาวต่างประเทศอีกประเภทหนึ่ง.
น.1031 ผู้ที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัทในประเทศไทยเรา แทบทั้งหมดก็ตกอยู่ใน ลักษณะเช่นนี้ ทำให้มีความรู้ในศาสนาของตัวน้อยกว่าชาวต่างประเทศหรือต่าง ศาสนาที่เพิ่งเข้ามาสนใจในพุทธศาสนา หรือสู้ชาวต่างประเทศเหล่านั้นไม่ได้ใน บางกรณีก็ยังมี. ฉะนั้น จึงมีความเห็นว่า การบรรยายหลักพระพุทธศาสนาใน ลักษณะที่จะให้เป็นที่เข้าใจได้สำหรับชาวต่างประเทศนั้น ย่อมใช้ได้สำหรับพุทธ บริษัทชาวไทยได้โดยตรง ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว และข้อนี้เป็นเครื่องยืนยัน ว่า เป็นสิ่งที่หมายถึงกรณีที่ยังไม่เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาด้วยกันทั้งสองฝ่าย และยังแถมเป็นการชี้ให้เห็นชัดลงไปว่า การเข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาโดยวิธี ปรัมปราหรือปฏิบัติตาม ๆ กันมาอย่างงมงายนั้น แม้จะได้กระทำสืบ ๆ กันมาตั้งหลาย ชั่วบรรพบุรุษ ก็หาสามารถทำให้เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาได้ไม่ มีแต่จะกลายเป็น เรื่องเรื้อรังหมักหมมทับถมกันมากเข้า จนกระทั่งเกิดเป็นลัทธิใหม่ ๆ กันขึ้นมา ซึ่งได้เคยขนานนามลัทธิใหม่ ๆ เหล่านี้ว่า "พุทธศาสนาเนื้องอก" ในการบรรยาย ตามที่ต่าง ๆ หลายแห่งมาแล้ว. ข้อนี้มีผลทำให้เกิดการถอยห่างจากตัวแท้ของพุทธศาสนาออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดการกลัวต่อการบรรลุมรรคผลและนิพพาน ซึ่งเราได้เห็นได้ยินกันอยู่ ใครขืนนำมาพูด คนนั้นจะถูกหาว่าอวดดี หรือถูกหาว่านำเอาเรื่องที่เหลือ วิสัยมาพูด แล้วก็ขอร้องให้พูดกันแต่เรื่องต่ำ ๆ กลายเป็นเรื่องจริยธรรมสากล ที่แม้ในศาสนาไหนก็มีด้วยกันทั้งนั้น. นี่แหละคือสถานะอันแท้จริงของการศึกษา และปฏิบัติพุทธศาสนาในประเทศไทยเรา และแม้กระทั่งในวงการของศาสนาอื่น ๆ ในโลกดังที่กล่าวแล้ว และมีผลทำให้พุทธบริษัทชาวไทยเรากลายเป็นชาวต่างประ- เทศต่อศาสนาของตนไปดังนี้ จึงเห็นได้ว่าเขาควรตั้งต้นศึกษาและปฏิบัติหลักพระ- พุทธศาสนาของเขาขึ้นมาใหม่ ตั้งต้นแต่ขั้นทารกสอนเดินไปทีเดียว อย่ามัวหลง สำคัญผิดว่า ตนรู้พุทธศาสนาของตนดีกว่าชาวต่างประเทศไปอีกเลย.
น.1032 สำหรับข้อที่ว่า ชาวต่างประเทศ ยังเป็นชาวต่างประเทศต่อพุทธ- ศาสนา นั้น มีข้อเท็จจริงอยู่เป็น ๒ ประการ คือ พวกหนึ่งยังไม่รู้และไม่สนใจ ต่อพุทธศาสนา หรือมีความสนใจแล้วแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าจะศึกษาที่ไหน และโดยวิธีใด จึงจะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา นี้พวกหนึ่ง ส่วน อีกพวกหนึ่งนั้น ได้ลูบคลำมามากแล้ว จนกระทั่งเป็นผู้เขียนหรือผู้แต่งตำรับตำราเกี่ยวกับพุทธ- ศาสนามาแล้ว หากแต่ว่า ได้ไปคว้าเอาตัวพุทธศาสนาผิด ๆ หรือไปถูกแต่เพียงกระพี้ ของพุทธศาสนา หรือไปคว้าเอาพุทธศาสนาเนื้องอกใหม่ ๆ มาอวดอ้างยืนยันว่า นี่ เป็นพุทธศาสนาเดิมแท้ แสดงตนเป็นผู้เชี่ยวชาญในหลักพุทธศาสนาไปก็มี ฉะนั้น หนังสือพุทธศาสนาที่ชาวต่างประเทศเขียนขึ้นในยุคแรก ๆ จึงมีสิ่งที่ยังมิใช่ตัวแท้ ของพุทธศาสนารวมอยู่ด้วยถึง ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ. ทั้งนี้มิใช่เพราะเหตุอะไรอื่น แต่เป็นเพราะการกระทำของผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วนำไปปนกันยุ่งไปหมดกับลัทธิอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศอินเดีย ซึ่งบางอย่าง ก็คล้ายคลึงกันมาก จนถึงกับผู้ที่ไม่แตกฉานเพียงพอ อาจจะนำไปสับเปลี่ยนหรือ ใช้แทนกันได้ทีเดียว. นักศึกษาชาวยุโรปบางคน มีความมุ่งหมายจะศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง ศาสนา เป็นทุนอยู่ในใจของตนอยู่มากเกินไป เตรียมหัวข้อสำหรับจะเปรียบเทียบ มาอย่างมากมาย แล้วก็มีการเปรียบนั้นเทียบนี่ เป็นข้อ ๆ ไป มีอาการจับพลัด จับผลูเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตนอยู่ทั่วไป หรือตลอดเวลาในงานที่ตนได้ ทำลงไป. ข้อนี้ทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นใหม่ ๆ สำหรับจะต้องโต้เถียงกันต่อไปอีก แม้กระทั่งถึงปัญหาที่ว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงปรัชญา ดังนี้เป็นต้น. อีกทางหนึ่งนั้น บางพวกก็มุ่งหมายจะเปรียบเทียบกับหลักเรื่องพระ เป็นเจ้า ในฐานะที่จัดให้พุทธศาสนาเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ต่อลัทธิพระเป็นเจ้า
น.1033 เหล่านั้นไปเสียทั้งหมด ในที่สุดก็เกิดการกล่าวอย่างลำเอียงต่อพุทธศาสนาขึ้นมาใน หนังสือเล่มนั้น. การกระทำเช่นว่านี้ เป็นการกระทำของพวกบาทหลวงที่มีใจ ลำเอียงต่อพุทธศาสนาอยู่ก่อนแล้วก็มี แต่เมื่อบาทหลวงผู้นั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงและ มีคนนับถือกว้างขวาง หนังสือเล่มนั้นก็กลายเป็นที่เชื่อถือของผู้อ่านไปตาม ๆ กัน. เราได้พบหนังสือชนิดนี้ด้วยตนเอง พิมพ์ขึ้นเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีมาแล้วนี้พวกหนึ่ง. ยังมีนักศึกษาชาวยุโรปบางพวกมีความเข้าใจผิด โดยยึดมั่นว่าพุทธศาสนา เกิดขึ้นในอินเดีย ในยุคอุปนิษัท ฉะนั้น จะต้องมีอะไร ๆ ลงเป็นอันเดียวกันได้ กับหลักของศาสนาใหญ่ ๆ อื่น ๆ แห่งยุคอุปนิษัทนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ หลักเรื่องกรรมและเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเป็นต้น. เมื่อเขาหาความกระจ่าง ในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้จากคัมภีร์ของพุทธศาสนาโดยตรง เพราะเขาศึกษาแล้ว ไม่เข้าใจ หรือเพราะศึกษาไม่เพียงพอก็ตาม จึงได้ไปคว้าเอาหลักเรื่องกรรมและ เรื่องการเกิดใหม่ ตามหลักของลัทธิอุปนิษัทนั้นมาใส่ลงไปในพุทธศาสนาทั้งดุ้น ๆ แล้วก็ให้ชื่อหนังสือเล่มนั้นว่า "พุทธศาสนา" หรือ "พุทธศาสนาที่แท้จริง" ดังนี้ เป็นต้น. ตัวอย่างที่กล่าวนี้ นับว่าเป็น ตัวอย่างที่สำคัญมาก ในการที่เกิดการ จับพลัดจับผลูกันขึ้น จนกระทั่งเอาสิ่งซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนามาเป็นพุทธศาสนา ถ้าพูดกันถึงความเสียหาย ก็นับว่าเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่พุทธศาสนา ถ้าพูดกันถึงอันตราย ก็นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่ผู้อ่าน และมันก็ได้ทำให้ เพื่อนชาวยุโรปกันเองพลอยเสียเวลาไปเป็นอันมาก ด้วยการหลงเข้าใจผิดในเรื่อง อันเกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่ตนสนใจและตั้งใจจะศึกษา ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์; ฉะนั้น ตัวอย่างที่ยกมานี้ควรได้รับการวินิจฉัยแยกแยะให้เห็นชัดต่อไปอีก. สำหรับ เรื่องกรรม นั้น หลักที่กล่าวว่า ทำดี-ได้ดี, ทำชั่ว-ได้ชั่ว, และบุคคลผู้ทำเป็นผู้ได้รับผลกรรมนั้น เป็นหลักที่มีมาก่อนพุทธกาล และมีกัน
น.1034 ทั่วไป จนแทบจะกล่าวได้ว่า มีอยู่ในทุกศาสนาใหญ่ ๆ ฉะนั้น การที่จะถือเอาว่า หลักเรื่องกรรมเพียงเท่านี้ เป็นหลักของพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ, ทั้งนี้เพราะข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า พุทธศาสนาต้องการจะแสดงเรื่องกรรมด้วยเหมือนกัน แต่ต้องการที่จะแสดงมากไปกว่านั้น คือแสดงอย่างสมบูรณ์ถึงที่สุด ว่าผลกรรม เพียงเท่านั้น หรือตามหลักที่กล่าวนั้นเป็นเพียงมายา ยึดถือไม่ได้, และที่ยิ่งไปกว่า นั้นอีก คือเราสามารถประพฤติกรรมที่ ๓ ที่สามารถลบล้างอำนาจของกรรมดี กรรมชั่ว นั้นเสียได้โดยสิ้นเชิง แล้วเป็นผู้อยู่เหนือกรรม โดยประการทั้งปวง; และการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานนั่นแหละ คือกรรมที่ ๓ ดังที่ได้กล่าว แล้วดังนี้. ถ้ากล่าวอย่างนี้ จึงจะเป็น การกล่าวเรื่องกรรม ตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนาที่ถูกต้อง เพราะว่าหลักพระพุทธศาสนาขั้นสูงสุดนั้น มีความมุ่งหมาย ที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด คือให้อยู่ เหนือความที่จะต้องไปตามกรรม, ฉะนั้น มันจึง ไม่ใช่ ลัทธิกรรมขนาดที่เด็กอมมือก็พูดได้ ว่า ทำดี - ได้ดี, ทำชั่ว - ได้ชั่ว ดังนี้ แล้วก็หมดกัน. สำหรับเรื่อง การเวียนเกิด นั้น อาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีในหลักของ พุทธศาสนา หรือไม่ใช่หลักของพุทธศาสนา เพราะว่ามันมีคู่กันมา กับหลักเรื่อง กรรมอย่างตื้นๆ ง่าย ๆ ก่อนยุคอุปนิษัทไปเสียอีก. คนในยุคโน้นเชื่อและสอน กันอยู่แล้วว่า สัตว์หรือคนก็ตาม ตายแล้วเกิดใหม่ ตายแล้วเกิดใหม่เรื่อยไป แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีที่สิ้นสุด เป็นตัวตนหรืออาตมันที่ถาวร เวียนว่ายตายเกิด เรื่อยไปในวัฏฏสงสาร คือในกระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง แล้วก็ไป มีจุดจบต่าง ๆ กัน ตามแต่ลัทธินั้น ๆ จะบัญญัติไว้อย่างไร ทั้งนี้เพราะผลบาป ผลบุญของตนนั่นเอง เป็นเหตุเป็นปัจจัย; ฉะนั้น การที่จะมากล่าวว่าพุทธศาสนา มีหลักในเรื่องการเกิดใหม่ในทำนองนี้นั้น เป็นสิ่งที่น่าหัวเราะเยาะอย่างเดียวกัน
น.1035 อีก ทั้งนี้ก็เพราะข้อเท็จจริงที่ว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นการ ค้นพบความจริงว่า โดยที่แท้นั้น คนหรือสัตว์ไม่ได้มีอยู่จริง หากแต่อวิชชาและ อุปาทานเกิดอยู่ในใจ ทำให้คนและสัตว์นั้น เกิดความสำคัญผิดว่า ตนมีอยู่จริง แล้วก็ไปรวบรัดเอาอาการที่เรียกว่าการเกิดหรือการตายเข้ามาเป็นของตนด้วย. ข้อนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นอย่างสมบูรณ์ว่า มีคน มีสัตว์ มีการเกิด การตาย มีการ เวียนว่ายในการเกิดการตาย เป็นปัญหาอันใหญ่หลวง เกี่ยวกับความทุกข์ขึ้นมา ดังนี้. การประกาศพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นก็คือ การประกาศ ความจริงพร้อมทั้งวิธีปฏิบัติ จนสามารถทำให้สัตว์รู้หรือเข้าถึงความจริงว่าไม่มีตัวเรา หรือของเรา; และเมื่อเป็นดังนั้น ปัญหาเรื่องการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และการ เวียนว่ายไปในวัฏฏสารนั้น ก็จะสิ้นสุดลงทันที. เมื่อข้อเท็จจริงมีอยู่ดังนี้แล้ว การที่มากล่าวว่า พุทธศาสนามีหลักเรื่อง การเกิดใหม่ ในทำนองความเชื่อของลัทธิในขั้นทารกสอนเดินแห่งยุคอุปนิษัทนั้น ย่อมเป็น ความลำเอียง และเป็นความไม่ยุติธรรมต่อพุทธศาสนา หรือต่อ กิจการระหว่างศาสนาเป็นอย่างยิ่ง. ชาวยุโรปเหล่านั้นใหม่เกินไป ต่อลัทธิ ทางจิตทางวิญญาณของอินเดีย พอมาได้ยินเข้าก็ตื่นเต้นเป็นของใหม่ แล้วเลย เหมาเอาว่า พวกอินเดียทั้งหมด มีความรู้ในเรื่องนี้ มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ ตรงเป็นอันเดียวกันหมด แม้กระทั้งในพุทธศาสนา โดยที่เขาไม่อาจจะเข้าใจได้ จนถึงว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องไม่มีคน เมื่อไม่มีคนแล้ว จะมีการเกิด หรือการตาย ได้อย่างไรกัน. และนี่แหละคือปมที่เข้าใจได้ยากที่สุดของพุทธศาสนา จนถึงกับ ทำให้ชาวต่างประเทศเหล่านั้น เขียนข้อความซึ่งเป็นการตู่พุทธศาสนาได้เป็น เล่ม ๆ และให้ชื่อว่า หลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย ในระยะ ๒๐-๓๐ ปีมานี้ และนักเขียนเหล่านั้น จะยกเอาบทที่ชื่อว่า กรรมและการเกิดใหม่
น.1036 นั่นเองขึ้นเป็นบทเอก หรือเป็นใจความสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา. ส่วนเรื่อง ความไม่มีตัวตนหรือบุคคล และวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความรู้สึกเช่นนั้น ยังไม่เป็นที่ กระจ่างแก่เขา เขามักจะเว้นเสีย หรือถ้าจะกล่าว ก็กล่าวอย่างอ้อมแอ้ม คลุมเครือ ไม่เป็นที่กระจ่างได้เลย; จึงยังจะต้องจัดบุคคลประเภทนี้ หรือผู้เขียน ตำราพุทธศาสนาเป็นเล่ม ๆ ในลักษณะเช่นนี้ ไว้ในฐานะเป็นชาวต่างประเทศต่อ พุทธศาสนาไปตามเดิม. (รูปภาพ)
น.1037 การให้การศึกษา ชนิดที่ขัดเกลาความเห็นแก่ตัว อันลึกซึ้งไปเสียแต่วัยเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง จาก : เรื่องปมเขื่อง
Buddhadasa