Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๓ — ๒. ลักษณะของการถือผิดจากหลักพุทธศาสนา

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1038 ตัวกู - ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒. ลักษณะของการถือผิดจากหลักพุทธศาสนา การถือเอาหลักของพุทธศาสนาไว้อย่างผิด ๆ ย่อมทำให้ ไม่เข้าถึงจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของพุทธศาสนาได้ อยู่ในตัวมันเอง เพราะเมื่อถือเอาข้อใหญ่ใจความผิดเสียแล้ว จะสามารถทำให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนาได้อย่างไร. อาการอันนี้เอง ที่นำผู้ปฏิบัติไปสู่ สีลัพพตปรามาส ทั้งโดย ทางปฏิบัติและทางหลักวิชา ทำให้เกิดการยึดมั่นถือมั่นในแบบ ของการปฏิบัติต่างๆ นานากันไป ตามความคิดเห็นของตน และยึดมั่นในท่าทางของการปฏิบัตินั้นเองว่าเป็นตัวศาสนา โดย ไม่ต้องทราบความมุ่งหมายอันแท้จริง. ข้อนี้ทำให้เกิด การปฏิบัติชนิดที่เรียกกันทั่วไปว่า “เถรส่องบาตร” ขึ้น เป็นอันมาก กล่าวคือ การปฏิบัติชนิดที่ดูแต่ท่าทาง แล้วก็ทำตาม ๆ กันไป เป็น สิ่งที่น่าสมเพชอย่างยิ่ง. จะเห็นได้ง่าย ๆ เช่นที่ชาวต่างประเทศผลุนผลันเข้ามา

น.1039 ทำวิปัสสนาอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในสำนักวิปัสสนาบางแห่ง เสร็จแล้วก็ยังมืดมัว ต่อหลักพุทธศาสนาอยู่ตามเดิม. หรืออีกทางหนึ่งก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิด อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาอีก เนื่องด้วยการทำวิปัสสนาแบบนั้น. ถึงแม้ในหมู่ชาวไทย เรา ก็ยังมีอาการดังกล่าวนี้อยู่เหมือนกัน จนเกิดมีการยึดมั่นขึ้นในหมู่ชนเหล่านั้น แต่เพียงว่า ถ้าจะให้สำเร็จความรู้ทางพุทธศาสนา ก็ต้อง นั่งกุฏิ หรือที่เรียกกันว่า นั่งทางใน และการนั่งกุฏิหรือนั่งทางในนั้นเล่า ก็กลายเป็นเพียงแบบของกิริยาท่าทาง หรือของวิธีการคิดนึกที่วางแบบกันขึ้นไว้ อย่างตายตัว จนกระทั่งกลายเป็นเพียงพิธี รีตองไปหมดสิ้น. ข้อนี้หมายความว่า เป็นสิ่งที่ทำไปตามแบบพิธีโดยไม่ต้องทราบ ถึงความมุ่งหมาย; เป็นเหตุให้เกิดแบบต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่ากัมมัฏฐานขึ้นอย่าง มากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลเลย. ทั้งหมดนี้รวมเรียกสั้น ๆ ว่า สีลัพพตปรามาส กล่าวคือการบำเพ็ญศีล และพรตที่ทำไปโดยไม่ทราบความมุ่งหมายก็ดี หรือถือเอาความมุ่งหมายผิดก็ดี. สิ่งเหล่านี้มีได้ตั้งแต่ต้นจนปลาย กล่าวคือตั้งแต่การทำบุญให้ทานขึ้นไป จนถึงการ รักษาศีล การถือธุดงค์ และการเจริญกัมมัฏฐานภาวนาเป็นที่สุด. พวกทายกทายิกาก็ ยึดมั่นถือมั่นการทำบุญให้ทานแบบต่าง ๆ อย่างนั้นอย่างนี้ ว่าเป็นตัวพุทธศาสนา. นักปฏิบัติที่สูงขึ้นมาหน่อยก็ยึดมั่นถือมั่นศีลและวัตรที่เคร่งครัด และลึกซึ้งเข้าใจยาก ของตน ๆ ว่า นี้เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. และการยึดมั่นถือมั่นนั้นก็มีมาก จน กระทั่งดูหมื่นผู้อื่น. ส่วนนักปฏิบัติที่สูงขึ้นไปอีก ก็ยึดมั่นถือมั่นในแบบของกัม- มัฏฐาน หรือวิธีแห่งโยคะที่แปลก ๆ และทำได้ยาก มาเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา. ความสำคัญผิดของบุคคลประเภทนี้มีมาก จนถึงกับไปควานเอาวิธี แห่งโยคะต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนพุทธศาสนาบ้าง นอกพุทธศาสนาแต่ในยุคเดียวกันบ้าง และในยุคหลังจากพุทธกาลต่อมาบ้าง มาใส่เข้าไว้ในพุทธศาสนาของตนจนเต็มอัด ไปหมด โดยที่เขาไม่ทราบความจริงว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ตัวแท้ของพุทธศาสนา

น.1040 ดังนัยแห่งพระพุทธภาษิตที่ว่า ไม่ใช่เพราะศีล หรือเพราะวัตรอันแปลกประหลาด และยึดมั่นถือมั่นเหล่านั้น ที่จะทำสัตว์ให้บริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายได้ แต่ที่แท้ต้องเป็นเพราะมีความเข้าใจอันถูกต้องในเรื่องของความทุกข์ และ เหตุให้เกิดทุกข์ ในเรื่องความดับสนิทแห่งความทุกข์ และทางดำเนิน ให้ลุถึงความดับสนิทแห่งความทุกข์นั้น. ข้อนี้หมายความว่าผู้ปฏิบัติจะต้องถือเอา เรื่องของความทุกข์มาเป็น มูลฐานอันสำคัญของปัญหาที่ตนจะต้องสะสาง หาใช่ เริ่มต้นขึ้นมา ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งแปลกประหลาด ถึงขนาดเป็นของต่าง ประเทศแก่ตน หรือเป็นสิ่งที่เขาเล่าลือระบือกันว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์ หรือประเสริฐ ดังนี้เป็นต้น ไม่. ข้อนี้มีลักษณะอย่างเดียวกันกับมูลเหตุ ที่ทำให้คนหนุ่มเข้ามาบวช ในพระพุทธศาสนา ซึ่งส่วนมากเข้ามาเพราะความยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อแบบของการบวชนั้น โดยตนเองบ้าง โดยบุคคลอื่น เช่น บิดา มารดา เป็นต้นบ้าง หรือโดยประเพณีบ้าง เหล่านี้เป็นต้น. แต่มีน้อยเหลือเกิน หรือแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มี ที่เข้ามาบวชเพราะเห็นภัยในความทุกข์ อย่างถูกต้อง และแท้จริง เหมือนการบวชของบุคคลในครั้งพุทธกาล เมื่อมูลเหตุอันแท้จริงมีอยู่ ดังนั้นแล้ว ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องจับฉวยเอาตัวแท้ของพุทธศาสนา ไว้ในลักษณะที่ต่าง ๆ กัน. อีกทางหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างน่าขบขันนั้น ได้แก่ ความยึดมั่นถือมั่นที่ เดินออกไปถึงเปลือก หรือถึงกระพี้ของพุทธศาสนา. ชาวยุโรปบางคนที่ได้ รับยกย่องว่า เป็นศาสตราจารย์ทางฝ่ายพุทธศาสนา มีการยืนยันว่า เขาเป็น พุทธบริษัทที่แท้จริง เพราะเขาเป็นนักเสพผัก (Vegetarian) หรือพวกถือมังสวิรัติ; และเขาเสียใจ ที่ภรรยาของเขาเป็นพุทธบริษัทไม่ได้ ตรงที่ไม่สามารถเป็นนักเสพ ผักได้นั่นเอง. นึกดูก็น่าสมเพช และมิหนำซ้ำ จะเป็นที่น่าหัวเราะเยาะของพวก

น.1041 อาซิ้มตามโรงเจ เพราะอาซิ้มเหล่านั้น นอกจากจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์แล้วยังเว้น ผักที่มีรสจัดหรือกลิ่นแรงอีกมากมายหลายชนิด และบริโภคแต่ผักที่ต้มหรือดองแล้ว เป็นส่วนใหญ่. ส่วนพวก Vegetarian นั้น ไม่กินเนื้อสัตว์ก็จริง แต่ยังกินไข่ และกินนม และกินผักดิบผักสดทุกชนิด ดังนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเพราะความยึดมั่นถือ- มั่นในทางรูป หรือแบบแห่งพิธีรีตองนั้นเอง. แม้ในหมู่ชาวไทยเรา ก็ยังมีผู้ที่อ้างว่าตนเป็นพุทธบริษัทในที่บางแห่ง มีการถือเป็นหลักปฏิบัติว่า บ้านของชาวพุทธต้องมีศาลพระภูมิ เป็นต้น ไว้ทำ พิธีบูชา ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็เป็นคนนอกศาสนา. ข้อนี้เป็นเครื่องแสดงอยู่แล้ว ในตัวว่า บุคคลประเภทนี้ยังเข้าใจผิดต่อศาสนาของตนอยู่มากน้อยเพียงไร. ถ้าเรา จะลองเปรียบเทียบกันดู ระหว่างบุคคลที่กล่าวมาแล้วนี้ กับบุคคลที่ออกบวช แล้วบรรลุพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล เราก็จะเห็นได้ว่า พุทธศาสนาของท่าน เหล่าโน้น ปราศจากแบบหรือพิธีโดยสิ้นเชิง มีแต่ความจริงที่เข้าถึงแล้ว. ส่วนพุทธศาสนาของคนในยุคนี้ มีแต่แบบหรือพิธี และวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเอง และไม่ยกเว้นแม้แต่พุทธบริษัทชาวต่างประเทศ ที่ยังไม่เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา. อีกทางหนึ่งนั้น ในครั้งพุทธกาลไม่มี ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับพระคัมภีร์ หรือตำรับตำราอันแสนจะมากมายของพุทธศาสนา ข้อนี้ได้แก่การที่มีบุคคล ทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทยเราบางพวก มีความยึดมั่นถือมั่นว่า เขาจะเข้าถึง พุทธศาสนาได้ ก็แต่โดยทางทำตนให้เป็นผู้แตกฉานในคัมภีร์เหล่านั้นเท่านั้น. บางคนมีเหตุผลมาอ้างอย่างมากมาย ซึ่งสรุปรวมเป็นใจความได้ว่า เวลาล่วงมาแล้ว ตั้ง ๒๐๐๐ กว่าปี สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก เราจะต้องศึกษาเอาจากคัมภีร์ทั้ง หมดเพื่อให้ทราบว่าพุทธศาสนาเดิมแท้ แห่งครั้งกระโน้นนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งก็นับ ว่าน่าฟังอยู่มาก. โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุผล และ

น.1042 เชื่อยาก ก็ยิ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในหลักการข้อนี้มากขึ้นไปอีก. เขาคิดว่าเขาจะต้อง อ่านพระไตรปิฎกทั้งหมดด้วยตนเอง แล้วประมวลหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ออกมาด้วย ตนเอง เพราะเขาไม่ไว้ใจในความรู้ความสามารถของนักศึกษา หรือพุทธบริษัท ชาวเอเซีย ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส ดังนี้ก็มี. แม้ในหมู่ชนชาวไทยเรา ที่มีความเชื่อและความยึดถืออย่างเดียวกันนี้ก็ยังมี. ฉะนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาพระไตรปิฎก และคัมภีร์อื่น ๆ ที่เนื่องกัน นั่นก็เป็นปัญหาสำคัญอันหนึ่ง หรือถึงกับกลายเป็น อุปสรรคไปในที่สุด. เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ อยู่ที่เราจะต้องทราบความ พอเหมาะพอดีของการศึกษา หรือสิ่งที่เราจะต้องศึกษา. การที่จะพูดว่าไม่ต้องศึกษา เสียเลยนั้นไม่ถูก หรือไม่ถูกแน่ แต่ การที่จะพูดว่าต้องศึกษาพระคัมภีร์ เสียให้หมดแล้วจึงจะรู้พุทธศาสนานั้น ยิ่งไม่ถูกมากขึ้นไปอีก หรือไม่ถูก เอาเสียเลยทีเดียว ความจริงข้อนี้มีอยู่ว่า ธรรมะที่แท้จริงนั้นถ่ายทอดกัน ไม่ได้ทางเสียงหรือทางตัวหนังสือ; แต่ว่าวิธีปฏิบัติเพื่อให้ธรรมะปรากฏแก่ใจนั้น เราบอกกล่าวกันได้ทางเสียงหรือทางตัวหนังสือ. แต่มันมีข้อเท็จจริงที่สำคัญยิ่งไป กว่านั้นอีกคือ ข้อที่ว่า ถ้าจิตใจของเขาเหล่านั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะรู้จัก หรือเข้าใจ อย่างซึมซาบต่อสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์แล้ว แม้จะมีการถ่ายทอดกันทางเสียง หรือตัวหนังสือให้มากมายสักเท่าไร เขาก็หาอาจจะถือเอาได้ไม่. ยิ่งเมื่อไป ยึดมั่น ที่เสียงหรือตัวหนังสือ เข้าด้วยกัน ก็จะยิ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการที่จะเข้าใจ พุทธศาสนามากยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งกลายเป็นผู้เมาหนังสือหรือตำรา มีความรู้ ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะปริยัติได้กลายเป็นงูพิษ ดังที่ได้ตรัสไว้ในบาลี "อัลลคัททูปมสูตร" นั่นเอง. ชาวต่างประเทศที่มีมันสมองดี ได้กลายเป็นนักปริยัติ ประเภทนี้ไปเสียมากต่อมาก อย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นจะต้อง กล่าวถึงนักศึกษาชาวไทยเรา ที่จำเจอยู่กับการเรียนปริยัติธรรม เพื่อผลประโยชน์ ทางวัตถุกันจนเป็นของธรรมดาไปเสียแล้ว.

น.1043 เราไม่จำเป็นจะต้องศึกษา เรื่องราวทางปริยัติอย่างมากมาย เพราะเหตุว่า คัมภีร์เหล่านั้นเป็นที่รวมแห่งเรื่องต่าง ๆ ทั้งหมด หลายประเภท หลายแขนง หลายทิศหลายทางด้วยกัน ในบรรดาเรื่องตั้งหลายสิบเรื่องนั้นมีเรื่อง ที่เราควรขวนขวายให้รู้เพียงเรื่องเดียว คือ เรื่องความดับทุกข์โดยแท้จริง นั้นอย่างไร. หรืออย่างมากที่สุดก็ควรขยายออกเพียง ๒ เรื่อง คือ เรื่องความทุกข์อันแท้จริง พร้อมทั้งต้นเหตุอันแท้จริงของมัน นี้เรื่องหนึ่ง; อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องตรงกันข้าม กล่าวคือ ความมีขึ้นไม่ได้แห่งความทุกข์นั้น พร้อมทั้งวิธีทำเพื่อให้เป็นเช่นนั้น ได้จริง ถ้าผู้ใด สนใจเฉพาะประเด็นที่สำคัญเพียง ๒ ประเด็น เท่านี้แล้ว ชั่วเวลา ไม่กี่มากน้อย เขาก็จะเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งปริยัติอันกว้างขวาง คือ สามารถเข้าถึงหัวใจ ของปริยัติในลักษณะที่เพียงพอสำหรับจะนำไปปฏิบัติให้ถึงที่สุดได้. เราต้องไม่ลืมว่าในครั้งพุทธกาลโน้น การศึกษาปริยัติในลักษณะที่กล่าวนี้ เขาใช้เวลากันไม่กี่นาที หรือไม่กี่วัน คือ ชั่วเวลาที่พระพุทธองค์ทรงซักไซร้ สอบถาม แล้วทรงชี้แจงข้อธรรมะซึ่งถูกตรงกับความต้องการแห่งจิตใจของเขา เขาก็สามารถบรรลุ ธรรมะอันเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาได้ในที่นั้นนั่นเอง หรือในที่เฉพาะพระพักตร พระพุทธเจ้านั่นเอง. คนเป็นอันมากจะแย้งว่า นั่นมันเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงทำเอง และเป็นเรื่องในยุคโน้นจะนำมาใช้ในยุคนี้อย่างไรได้. คำแย้งข้อนี้ นับว่ามีส่วนถูกอยู่มาก แต่ก็มีส่วนผิดหรือส่วนที่มองข้ามไปเสียอยู่มากเหมือนกัน คือมองข้ามในส่วนที่ว่าธรรมะ ไม่ได้เกี่ยวเนื่องอยู่กับเวลา และไม่ได้เนื่องอยู่ที่ บุคคลไปเสียทั้งหมด. หมายความว่า ถ้าเขามีต้นทุนที่เพียงพอ เขาก็สามารถเข้าถึง ธรรมะได้ ด้วยเหตุเพียงสักว่าได้ฟังคำพูดบางประโยคของหญิงทาสี ที่ตักน้ำอยู่ ตามบ่อน้ำสาธารณะ ดังที่พระพุทธองค์ก็ได้ทรงยืนยันความจริงข้อนี้. สำหรับข้อที่ว่า มีต้นทุนมาแล้วอย่างเพียงพอ นั้น หมายความว่า เขามีความเจนจัดในด้านวิญญาณหรือจิตใจ (Spiritual Experience) มาแล้วอย่าง

น.1044 เพียงพอ คือเขาได้อ่านชีวิตนี้มามากแล้วก่อนหน้านั้น ถึง ขั้นที่มองเห็นความ น่าเบื่อหน่ายของความตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ต้องทนทรมานอยู่อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ รู้สึกอึดอัดในฐานะแห่งบุคคลผู้ถูกบีบคั้น และไร้อิสรภาพ; มองเห็นชัดอยู่ว่า ตนยังปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวงอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเอาชนะมันไม่ได้ เขารู้จักสิ่ง ต่าง ๆ มากมาย ยังเหลืออยู่เพียงจุดเดียวที่เขายังคว้าไม่พบ ซึ่งถ้าคว้าพบเมื่อใด ความพ้นทุกข์สิ้นเชิงก็จะมีได้โดยง่ายและทันที เหมือนเราคว้าพบสวิตช์ไฟในที่มืด ฉันใดก็ฉันนั้น. ต้นทุนดังที่กล่าวนี้ไม่มีหรือไม่ค่อยจะมีแก่บุคคลแห่งยุคที่มัวสาละวน อยู่แต่ความเจริญก้าวหน้าในทางวัตถุ ซึ่งก้าวหน้าได้ไม่มีที่สิ้นสุด. คนเหล่านี้ถูก เสน่ห์ของวัตถุยึดจับเอาไว้ และลากพาตัวไปไม่มีที่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน จึงไม่ประสี- ประสาต่อความจริงแท้ของธรรมชาติ และโดยเฉพาะในด้านจิตใจว่ามันมีอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้น แม้ว่าเขาจะเป็นคนเฉลียวฉลาด และมีการศึกษาแห่งยุคปัจจุบันมามาก แล้วสักเพียงใด ก็ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่า เขาเป็นผู้มีต้นทุนอย่างเพียงพอ ในการ ที่จะเข้าถึงธรรมะตามแบบหรือวิธีแห่งยุคพระพุทธเจ้าได้. ผู้แย้งหรือผู้ค้านควรจะ ลองทำตัวให้เป็นผู้มีต้นทุนชนิดที่กล่าวนี้เสียก่อน แล้วจึงค่อยมาแย้ง เห็นว่าจะเหมาะ ดี และในที่สุดปัญหาต่าง ๆ ก็จะหมดไป ธรรมะก็จะเป็นของไม่จำกัดกาล คืออาจ จะปรากฏได้ทุกเวลาแก่ผู้ปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรมนั้นโดยแน่นอน. พระพุทธเจ้าที่แท้จริง ย่อมปรากฏหลังจากที่ธรรมะปรากฏแล้วเสมอไป ฉะนั้นในกรณีเช่นนี้ เรายังไม่ต้องพูดถึงพระพุทธเจ้าก่อนก็ได้. ขอแต่ให้เรา ทำอย่างพินิจพิจารณาอย่างแยบคายที่สุดในการมองดูตัวเอง, มองดูชีวิต มองดู สภาวะอันแท้จริงของชีวิต ให้รู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริงเรื่อย ๆ ไปก็พอแล้ว เขาก็ พร้อมที่จะบรรลุถึงธรรม ด้วย เครื่องกระตุ้นเพียงสักว่า ได้ยินคำพูดบางประโยค ของหญิงทาสีที่คุยกันเล่นอยู่ตามบ่อน้ำสาธารณะ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น. หรือยิ่งกว่า

น.1045 นั้นก็ด้วยการได้เห็น หรือได้ยิน รูปหรือเสียงของมด หรือแมลง นก หรือต้นไม้ หรือลมพัด เป็นต้น แล้วบรรลุธรรมะถึงที่สุดได้ตามวิธีง่ายๆ และเฉพาะตน ของพวกปัจเจกพุทธะ, ถ้าใครปฏิบัติอยู่ดังนี้ ปัญหาเรื่องใครเป็นชาวต่างประเทศ หรือใครเป็นคนไทย ก็จะหมดไปทันที. ไม่มีใครเป็นชาวต่างประเทศ หรือเป็น คนไทย ในการที่จะเข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนา; และยังไม่มีปัญหาว่า ใครเป็น คนเรียนมากเรียนน้อย ฉลาดมากฉลาดน้อย คิดเก่ง คิดไม่เก่ง ดังนี้เป็นต้นอีกด้วย, ทั้งหมดนี้คือวิธีที่จะขจัดปัญหาอันยุ่งยากและมากมายเนื่องด้วยปริยัติ หรือตำรับตำรา ต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา ทำให้พ้นจากอุปสรรคอันจะเกิดมาจากปริยัตินั้นได้ทุก ประการ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต