น.1196 การดับ "ตัวกู" ในรูปของ "สักกายทิฏฐิ" ๑๕๙ และเป็น สิ่งที่มีความมุ่งหมายโดยตรง เพื่อขจัดเสียซึ่งสิ่งอันไม่พึงปรารถนา เหล่านั้น; โลกเราจึงต้องประสบชตากรรมอย่างนี้ และลุกลามจาก วิกฤติการณ์ ส่วนบุคคล ไปเป็น วิกฤติการณ์ส่วนรวมของโลก, จาก วิกฤติการณ์ชั่วคราว ไปเป็น วิกฤติการณ์ถาวร, จนถึงขนาดเหลือวิสัยที่มนุษย์ผู้ยังงมอยู่ในลักษณะเช่นนี้จะแก้ไข มันได้. การข่มขืนสตรี การตัดช่องย่องเบา หรือการปล้นสดมภ์ การลัก การขโมย การฆ่ากันโดยบันดาลโทสะ หรือโดยเจตนา และการกระทำอย่างอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่า อาชญากรรมนั้น มีต้นตอที่ลึกซึ้งอยู่ที่การพลุ่งออกไปของ "ตัวกู -ของกู" ไม่มีอำนาจใด ๆ จะมาบังคับหรือป้องกันมันได้: เพราะเหตุว่า ความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" นี้ ถ้าพลุ่งขึ้นมาถึงขีดสุดแล้ว มันทำให้ ไม่กลัวอะไร ฉะนั้น อำนาจการบังคับหรืออำนาจกฎหมายเป็นต้นย่อมควบคุม สิ่งเหล่านี้ไว้ไม่ได้ เพราะในขณะนั้นเขาไม่กลัวแม้แต่ความตาย หรือความเสื่อม เสียใด ๆ ทั้งสิ้น. ทีนี้ เราก็หันมาใช้วิธีที่ไม่เป็นการบังคับ เช่น วิธีศึกษาอบรมกันทั่วไป. แต่เนื่องจากความไม่เข้าใจในเรื่องอันเกี่ยวกับ "ตัวกู-ของกู๋ " การศึกษาอบรมนั้น ๆ จึงกลายเป็นไปในทำนองส่งเสริม "ตัวกู-ของกู" อีกทางหนึ่ง แทนที่จะเป็น เครื่องมือปราบปราม "ตัวกู-ของกู" กลับกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริม "ตัวกู-ของกู" โดยไม่รู้สึกตัวไปเสียทางหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้คนเรายังตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ ต่างๆ ในโลกอยู่นั่นเอง; การศึกษาอบรมนั้น ๆ จึงไม่มีกำลังเพียงพอที่จะยับยั้ง คนเราไว้ในระเบียบวินัยหรือศีลธรรมได้. ครั้นพูดกันถึงความดับแห่ง "ตัวกู - ของกู" ก็เกิดความเข้าใจผิด ไปเสียว่า ถ้าดับความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้เสียแล้ว คนเราจะไม่ทำอะไร หรือ แม้แต่อยากจะทำก็ทำไม่ได้. เรื่องจึงกลายเป็นการปล่อยไปตามเดิม คือปล่อยไปตาม การศึกษาอบรมชนิดที่แม้จะมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มกำลังให้แก่"ตัวกู-ของกู "
น.1197 มากขึ้นเท่านั้น. แรงงาน ทุนทรัพย์ ตลอดถึงสติปัญญาและอื่น ๆ ที่เราทุ่มเทกันลง ไปในการปราบปราม สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่พึงปรารถนาในโลกนี้ก็กลายเป็นหมันไป ทั้ง ๆ ที่เพิ่มทวีขึ้นทุก ๆ วันเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึง ขอย้ำในการที่มนุษย์เรา จะต้องมีความเข้าใจถูก ในเรื่องความดับแห่ง "ตัวกู-ของกู” นี้อยู่เสมอ : และ ขอยืนยันว่า เมื่อดับ “ตัวกู" ได้สิ้นเชิง คนเราก็จะมีสติปัญญาโดยสมบูรณ์ ในการที่จะควบคุม โลกนี้ให้เป็นไปในวิถีทางที่เราต้องการ. ถ้ามีการดับ "ตัวกู-ของกู" ได้มาก เท่าไร เราก็อยู่ในวิสัยของสติปัญญาหรือเหตุผลได้มากขึ้นเพียงนั้น ไม่ใช่ว่าถ้าดับ "ตัวกู-ของกู" หมดแล้วก็เลิกกัน ไม่มีอะไรเหลืออยู่. ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การดับไปแห่ง " ตัวกู - ของกู" ก็คือการเกิดขึ้นแห่ง สติปัญญา : หรือ การดับไปแห่งสติปัญญาก็คือการเกิดขึ้นแห่ง"ตัวกู-ของกู" หรือกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ การปรากฏออกมาแห่ง "ตัวกู-ของกู" นั้น หมายความ ว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่ได้พ่ายแพ้และหลบซ่อนหายไป ; หรือถ้าสติปัญญาปรากฏ ออกมาก็หมายความว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น ได้พ่ายแพ้ และหลบซ่อนหายไป, มันเป็นเหมือนกับการรบ หรือ การทำสงครามในภายในตัวบุคคลซึ่งมีประจำอยู่ตลอด เวลา. ถ้าหากว่าเอาชนะสงครามภายในนี้ไม่ได้แล้ว คนเราย่อมไม่มีหวังที่จะเอา ชนะสงครามภายนอกได้ ไม่ว่าสงครามระหว่างบุคคลระหว่างประเทศ หรือระหว่าง กลุ่มของประเทศก็ตาม ; เนื่องจากความขาดสติปัญญาที่ถูกต้อง และเป็นธรรม นั้นเอง. ดังนั้นเมื่อถือเอาตามหลักแห่งพุทธศาสนา ก็ย่อมจะกล่าวได้ว่า ศีลธรรม ก็ดี สัจจธรรมที่สูงขึ้นไปก็ดี หรือธรรมใดๆ ประเภทไหนก็ดี ล้วนแต่ มีความมุ่งหมายที่จะ เข่นฆ่าสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" ให้ดับไป ; ให้เหลือแต่
น.1198 สติปัญญาเป็นเครื่องควบคุมชีวิตนี้ ให้ดำเนินไปถึงจุดหมายที่แท้จริงที่มนุษย์ควร จะไปได้; ไม่ใช่เพื่อมัวเบียดเบียนกันไปเบียดเบียนกันมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด. จริยธรรมที่มีชื่อไพเราะต่าง ๆ นานา เช่น ความซื่อสัตย์ ความเห็นแก่ ผู้อื่น ความรักใคร่ เมตตากรุณา การสารภาพความผิดดังนี้เป็นต้น ซึ่งปรารถนา กันนักในโลกนี้ มีได้แต่เพียงสักว่าชื่อตามป้ายหรือตามฉลากที่ปิดไว้ ตามที่ต่าง ๆ หรือสมาคมต่างๆ ไม่สามารถจะมีของจริงหรือตัวจริงขึ้นมาได้ ก็เพราะว่า "ตัวกู-ของกู" ของมนุษย์ในโลกทุกวันนี้ ได้หนาแน่นยิ่งขึ้น และรุนแรงถึงกับ เดือดพล่านนั่นเอง. ถ้าเราหวังที่จะมีจริยธรรมเหล่านั้น มาเป็นที่พึ่งของโลกแล้ว จะต้องสนใจในเรื่องความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ให้มากเป็นพิเศษ สมตามที่ หลักแห่งพุทธศาสนายืนยันว่ามันเป็นเพียงสิ่งเดียว ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ทั้งปวง. เพื่อความเข้าใจถึงความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ได้โดยง่าย และเป็นหลักเกณฑ์ที่รัดกุม เราควรจะได้พิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า "สังโยชน์ ๑๐ ประการ" แล้วผู้ศึกษาก็จะทราบได้ด้วยตนเองว่า พุทธศาสนามีความมุ่งหมาย ที่จะทำการดับเสียซึ่ง "ตัวกู-ของกู" อย่างมีขอบเขตกว้างขวางเพียงไร และพร้อม กันนั้นก็จะเป็นการชี้ให้เห็นชัดด้วยว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น มันได้ เปลี่ยนรูปไปอยู่ในลักษณะที่แปลกประหลาดได้อย่างไรบ้าง หรือไปทำหน้าที่ที่ แปลกออกไป จนคนธรรมดาสามัญไม่อาจเข้าใจได้ว่า แม้นี้ก็เป็นฝีมือของสิ่งที่ เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" สังโยชน์ประการที่ ๑ มีชื่อโดยภาษาบาลีว่า "สักกายทิฏฐิ" หมายถึง ความคิดเห็นหรือความยึดถือว่า กายนี้ของตน. สิ่งที่เรียกว่า "กาย" ในที่นี้แปลว่า หมู่หรือกลุ่ม ดังนั้นจึงหมายถึงหมู่หรือกลุ่มของอะไรก็ตามที่คนเรา
น.1199 เข้าไปยึดถือว่านี้เป็นกาย "ของเรา" หรือเป็นตัว "ของเรา" ซึ่งตามความรู้สึก ของสัญชาตญาณแล้ว ย่อมหมายถึงหมู่แห่งร่างกายกับจิตใจรวมกัน แล้วแต่ว่า เขาจะรู้สึกในสิ่งที่เรียกว่าร่างกายและจิตใจได้มากน้อยเท่าไร. เขามีความรู้สึกได้ มากน้อยเท่าไร เขาก็ยึดถือได้มากเท่านั้น ว่าเป็นกาย "ของเขา" ส่วนที่จะถูกหรือ จะผิดต่อเขานั้นไม่เป็นปัญหาเลย. เขาสำคัญเอาตามความรู้สึกของเขาเอง ด้วย ความรู้สึกของเขาเอง ว่านี้คือกายและกายนั้นของข้าพเจ้า ดังนี้ก็พอแล้ว. เมื่อ มีความรู้สึกว่าเป็นกาย "ของเขา" แล้ว เขาก็หวงแหนอยากให้มันดี มันประเสริฐ มันเที่ยงแท้ถาวร และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ เพื่อประโยชน์แก่ "ตัวเขา" โดยไม่ต้อง คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น. ถ้าจะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นบ้างก็ต้องเป็นไป ในทางที่จะให้ผู้อื่นมาเป็นประโยชน์แก่ตัวเขา ให้เขาได้อยู่กับกายหรือกับประโยชน์ ที่เที่ยงแท้ถาวรก็แล้วกัน. ใจความสำคัญของสังโยชน์ข้อนี้มีอยู่ว่า โดยธรรมชาติที่แท้นั้น มันไม่มี อะไรที่จะเป็นของใครได้ แต่กิเลสหรือความหลงมันมีอยู่ ในลักษณะที่จะต้อง มีอะไรเป็นของเขาเองให้จนได้ มันก็ต้องไปคว้าเอาสิ่งที่ไม่อาจเป็นของใครได้ นั่นแหละมาเป็น “ของเขา" คือไปคว้าเอากายกับใจ ซึ่งที่แท้เป็นเพียงธาตุตาม ธรรมชาตินั้น มาเป็นของเขา หรือเป็น “ตัวเขา" "ของเขา" ซึ่งก็ล้วนแต่เป็น เพียงมายาทั้ง "ตัวเขา" และ "ของเขา" ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ที่รวมกลุ่มกันอยู่ก็ถูกยึดถือ เป็นกาย "ของเขา" ซึ่งเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ไปยึดเอากลุ่มของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามธรรมชาติ ซึ่งที่แท้ไม่ใช่กาย หรือไม่ใช่อะไรของใคร มาให้เป็นกาย "ของเขา" ความรู้สึกที่ยึดมั่นถือมั่นประจำใจอย่างนี้ เรียกว่า สักกายทิฏฐิ; เป็น “ตัวกู-ของกู" ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยอาศัยความโง่ ความหลง ของส่วน ที่เป็นจิตใจในกลุ่มนั้นเอง แล้วก็ยึดถือตัวมันเองในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้นมันจึงมี
Buddhadasa