น.1200 การดับ "ตัวกู" ในรูปของ "สักกายทิฏฐิ" ๑๖๓ ลักษณะเฉพาะของมัน คือ ความเห็นแก่ตัว หรือ Egoism ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วมันก็ทำอะไรไปในลักษณะที่เป็นความทุกข์ยากลำบากแก่มันเอง และแก่ผู้อื่น มากหรือน้อยตามส่วนแห่งความที่มันเป็น "ตัวกู-ของกู" อย่างพลุงจัดหรือเพียง เบาบาง; หรืออีกทางหนึ่งก็คือ เท่าที่สติปัญญาจะเกิดขึ้นแทรกแซงได้มากน้อย เพียงไร; และสติปัญญานั้นๆเป็นอย่างโลก คือส่งเสริม "ตัวกู-ของกู" หรือว่าสติปัญญานั้นเป็นอย่างธรรมแท้ คือเป็นไปเพื่อบั่นทอน "ตัวกู-ของกู" นี้อีกส่วนหนึ่งด้วย. การดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู” ซึ่งอยู่ในรูปของสักกายทิฏฐิ เช่นนี้ ย่อมหมายถึงการเกิดสติปัญญาขึ้นมาว่า จิตนี้ประกอบไปด้วยอวิชชา ไปยึดมั่น ถือมั่นหรือสำคัญผิดโดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นขึ้นมาแล้ว; และสติปัญญา นั้นเอง ทำลายความรู้สึกอันนั้นให้หายไป ในเมื่อได้รับการศึกษาอบรมที่ถูกทาง หรือในทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักแห่งพุทธศาสนา. ผลที่เกิดตามมาก็คือ เขา ไม่อาจจะมี "ตัวกู-ของกู" ชนิดที่จะไปฆ่า ไปลัก หรือเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งเป็น การกระทำชั้นหยาบชั้นเลวต่อไปได้ และจะเริ่มมี การนึกถึงความที่กายทุกกาย หรือ ทุกกลุ่ม เป็นเพื่อนกัน มีปัญหาอย่างเดียวกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างเดียวกัน ดังนี้เป็นต้น; ไม่หมายมั่นปั้นมือที่จะเอาประโยชน์อะไรเป็นของตนเองล้วนๆ ดังแต่ ก่อน. ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ชนิดนี้ทำให้เกิดความสงบเย็น; ความสงบเย็น ทำให้เกิดความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ; ความสมบูรณ์ แห่งสติสัมปชัญญะทำให้เขาสามารถทำความปลอดภัยให้แก่ตนเอง และ ผู้อื่นอย่างมีขอบเขตกว้างขวางออกไปอีกไม่มีประมาณ , เป็นสติปัญญา ที่กล้ารับผิดชอบกว้างขวาง กว่าสติปัญญาของสามัญสัตว์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู"
น.1201 ถ้าเพียงแต่คนเราในโลกสามารถละสังโยชน์ข้อที่ ๑ นี้ได้เท่านั้น โลกนี้ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดที่เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือเสียแล้ว ทั้งๆ ที่ผลดี อันจะเกิดขึ้นจากการละสังโยชน์ทั้งหมดนั้น ยังไปได้ไกล หรือมากกว่านั้นอีกเป็น ไหน ๆ หรืออย่างน้อยที่สุด การเบียดเบียนกันจะหายไปจากโลก แล้วจะมีการ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอย่างแท้จริงเข้ามาแทน ความสุขสวัสดีชนิดที่อาจจะกล่าวได้ว่าสูง สุดในโลกได้มีขึ้นแล้ว เพราะเหตุเพียงเท่านี้. นี้คือความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในลักษณะที่ ๑.
น.1202 ตัวกู − ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๑. การดับ “ตัวกู−ของกู” ในรูปของ “วิจิกิจฉา” ในวันนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง การดับแห่ง “ตัวกู−ของกู” สืบต่อไปจากที่แล้วมา. ในวันนี้จะได้กล่าวถึง “ตัวกู” และความดับ ไปแห่ง “ตัวกู” ในรูปของสิ่งที่เรียกว่า วิจิกิจฉา. วิจิกิจฉา หมายถึงความลังเล เนื่องมาจากความสงสัยหรือ ความกลัว เป็นต้น. ถ้าไม่พิจารณาให้ดีก็จะไม่เห็นว่าเป็น เรื่อง “ตัวกู” หรือ “ของกู”. คนธรรมดาจะไม่นึกได้ หรือแม้แต่เฉลียวใจว่าความลังเลนี้ มีมูลมาจากความยึด− มั่นถือมั่นใน “ตัวกู−ของกู”. ยิ่งกว่านั้นมักจะมองข้ามกันไปเสียว่า วิจิกิจฉา หรือความลังเลนี้ ไม่มีความสำคัญอะไร ในเรื่องอันเกี่ยวกับความทุกข์ และความ ดับทุกข์. แต่แท้ที่จริงนั้น วิจิกิจฉา ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับกิเลส ในระดับเดียวกันที่มีชื่ออื่น ๆ : ถ้าเป็นการปฏิบัติในขั้นสมาธิ วิจิกิจฉานี้ก็เป็น
น.1203 นิวรณ์ คือการปิดกั้น หรือรบกวนจิตไม่ให้เป็นสมาธิ. ถ้าเป็นการปฏิบัติที่สูงขึ้นไป คือในขั้นปัญญา วิจิกิจฉาก็เป็นเครื่องรบกวนความเชื่อและปัญญาไม่ให้อยู่ ในร่องในรอยได้; คนเราจึงไม่สามารถเอาชนะความทุกข์ได้; และตัวความ ลังเลนั้นเอง ก็เป็นเครื่องรบกวนความสุข หรือเป็นความทุกข์ชนิดหนึ่งอยู่ในตัว มันเอง. และถ้าจะกล่าวอย่างกว้างที่สุด คือครอบคลุมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทางศาสนาหรือเรื่องตามธรรมดาของชาวโลก ก็ยังอาจจะกล่าวไว้ว่า วิจิกิจฉา เป็นเครื่องรบกวน หรือทำลายความสุขสวัสดีของมนุษย์เราอย่างยิ่งสิ่งหนึ่งด้วย เหมือนกัน; และอาจจะกล่าวได้ว่า การต่อสู้กันระหว่างความรู้สึกฝ่ายต่ำกับ ฝ่ายสูงนั่นเอง เรียกว่าวิจิกิจฉา ในที่นี้; และอาจจะขยายความออกไปเป็น ความไม่แน่ใจ ความไม่กล้าหาญ ความไม่ไว้ใจ หรือเชื่อถือตัวเอง เป็นต้น, ทุกอย่างอีกด้วย. วิจิกิจฉาชนิดที่เป็นอย่างโลก ๆ ที่สุด ก็เช่น ไม่แน่ใจว่าจะประกอบ อาชีพอะไร จะทำอะไร จะแสวงหาชื่อเสียงอย่างไรดี ดังนี้เป็นต้น, และที่สูงขึ้นมา ก็คือความไม่แน่ใจในการที่จะยึดมั่นความดี และความยุติธรรม เป็นต้น ให้เป็น หลักที่แท้จริง; ความกลัวจะเสียประโยชน์ กลัวจะเสียเปรียบเขา จะพ่ายแพ้เขา เป็นเหตุให้ไม่แน่ใจในการที่จะยึดเอาความดี ความจริง เป็นหลัก; และในบาง กรณีก็ต้องฝืนใจทำทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าผิดไปจากหลักธรรม หรือความดี ความจริง ความถูกต้อง เป็นต้น, แต่แล้วบางทีก็กลับมีความคิดในการที่จะยึดถือเอา ความดี ความจริงเป็นหลักต่อไป ยอมเสียเปรียบ หรือยอมให้เป็นไปตามเหตุการณ์ดังนี้ เป็นต้น; มันเป็นความกระอักกระอ่วนใจในทางศีลธรรม ซึ่งย่อมจะเกิดขึ้นแก่ บุคคลผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่มีขอบเขตกว้างขวาง เช่น รับผิดชอบความมีอยู่หรือ ความสลายไปของมนุษยธรรมในโลกเป็นต้น. ความไม่ชนะตัวเองให้เด็ดขาดลงไป ในเรื่องอย่างนี้ เรียกว่า วิจิกิจฉา.
น.1204 ” เราพอจะมองเห็นได้แล้วว่า ความระส่ำระสายทุกข์ยากลำบาก หรือ วิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในโลก ย่อมเกิดมาจากความไม่แน่ใจของชาวโลกนั่นเอง และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ของชนชั้นผู้นำกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่แน่ใจในการที่จะยึดมั่นในความ ดีหรือความจริง จนกระทั่งยอมเสียชีวิต. ตัวอย่างเช่นพอเจ็บไข้หรือหวาดกลัว ขึ้นมา ก็หันหน้าไปหาพระเจ้าหรือศาสนา, แต่พอเหตุการณ์อันนั้นผ่านไป ก็หันหน้าไปหาประโยชน์ที่จะพึงได้ให้แก่ "ตัวกู-ของกู". ไม่มีฝ่ายไหนแน่ใจ ในการที่จะยึดถือความดี ความจริงเป็นหลัก ทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร: โลกทั้งหมดจึงตกอยู่ในห้วงแห่งความเท็จ หรือความโลเลหลอกลวงตัวเอง โดย อำนาจของการที่ไม่สามารถบังคับความเชื่อ หรือสติปัญญาของตนให้แน่วแน่อยู่ ในร่องในรอยได้, โลกนี้จึงมีอาการเหมือนกับวิจิกิจฉาเสียเอง คือเคว้งคว้าง ไปตามความลังเลของคนในโลก ที่ขณะหนึ่งก็ยึดมั่นในความดี ขณะหนึ่งก็ยึดมั่น แต่ในประโยชน์ด้วยอำนาจของ "ตัวกู-ของกู" ที่แล้วแต่ว่าในขณะไหนมันจะถูก ปรุงขึ้นมาในลักษณะอย่างไร. ทั้งหมดนี้อาจจะ สรุปได้สั้น ๆ ว่าเป็น ความลังเล ในเรื่องกรรม หรือความลังเลต่อกฎของกรรม ซึ่งมีแก่ชนทุกชาติ ทุกภาษา ทุกศาสนา ทั้งในกรณีที่เป็นไปอย่างโลก ๆ และกรณีที่เป็นไปในทางธรรมหรือทาง ฝ่ายศาสนาโดยตรง. สำหรับ วิจิกิจฉาในทางฝ่ายพุทธศาสนา นั้น เมื่อกล่าวไปตามหลัก ที่ถือ ๆ กันอยู่ ก็กล่าวว่าได้แก่ความลังเลในพระพุทธ ลังเลในพระธรรม ลังเลในพระสงฆ์ และส่วนสำคัญก็คือลังเลในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า; แต่ถ้า ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ก็คือความลังเลทั่ว ๆ ไป ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเอง. ความลังเลในพระพุทธเจ้า ก็คือความลังเลในการที่จะเชื่อหรือจะถือเป็นหลัก ตามคำแนะนำของบุคคลที่เป็นผู้ชี้แจงสั่งสอนสักคนหนึ่ง แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็น ผู้ประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นมาแล้ว. มูลเหตุที่ทำให้ลังเล ก็คือการขัดต่อความ
น.1205 รู้สึกของตนที่มีอยู่ก่อน และการขัดต่อประโยชน์ที่ตนหวังจะได้รับ ดังนี้เป็นต้น จึงได้ลังเล การลังเลในพระธรรม ก็เป็นอย่างเดียวกัน : กฎเกณฑ์ทางศีลธรรม ทางปรัชญา หรือทางศาสนาย่อมมีอยู่เป็นแบบฉบับเพียงพอที่จะขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ตนก็ลังเลในการที่จะเลือกสักแนวหนึ่ง; หรือเมื่อเลือกเอามาแล้ว ก็ยังลังเล ในการที่จะยึดมั่นด้วยชีวิตจิตใจ; ทั้งนี้ก็เพราะรู้สึกว่าขัดต่อประโยชน์ หรือขัดต่อ ความรู้สึกเดิม ๆ ของตน อย่างเดียวกันอีกนั่นเอง. พอ "ตัวกู-ของกู" ใหม่ ๆ แปลก ๆ ถูกปรุงขึ้นมา ความรู้สึกก็เกิดขัดกันขึ้นกับที่รู้สึกอยู่ก่อน; เมื่อผู้นั้นพ่าย แพ้ต่ออำนาจแห่ง "ตัวกู-ของกู" กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็รวนเรไปหมดสิ้น เลยทำให้ คนถือศาสนาหรือแม้ปรัชญากันเพียงแต่ปาก หรือเล่นตลกกับพระเป็นเจ้าของตน ซึ่งใคร ๆ ก็เห็นได้ว่าอาการเช่นนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป. สำหรับ ความลังเลในพระสงฆ์ นั้น หมายถึงความลังเลนับตั้งแต่ ในการที่จะตัดสินใจว่าตนจะเป็นเช่นนั้นกับเขาด้วยคนหนึ่งหรือไม่; จนกระทั่ง ถึงกับเห็นตัวอย่างว่า เขาเป็นผู้พ้นจากทุกข์ได้อย่างนั้น ๆ แล้ว ตนก็ยังลังเลที่จะ เดินตาม. สรุปความก็คือ ลังเลในการที่จะกระโดดเข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มชนผู้ ทำการดับทุกข์นั่นเอง โดยที่ไม่เชื่อว่าคนเหล่านั้นพ้นทุกข์ได้จริงบ้าง หรือไม่เชื่อ ว่าการพ้นทุกข์ของชนเหล่านั้นจะนำมาใช้แก่ตนได้บ้าง. ถ้าจะกล่าวให้กว้างเป็นส่วนรวมครอบคลุมโลก ก็จะกล่าวได้ว่าลังเล ในตัวผู้สอน ตัวสิ่งที่นำมาสอน และในหมู่คนที่เคยปฏิบัติตามคำสอนจนประสบ ความสำเร็จมาแล้ว, บุคคลชนิดนี้แม้จะเรียนไป ศึกษาไปสักเท่าไร ๆ ก็มีแต่ จะยิ่งเพิ่มความลังเล หรือกลายเป็นคนลังเลเก่งมากขึ้นตามส่วนเพียงนี้ และ ในที่สุดก็พอจะสรุปได้ว่า เป็นผู้มี ความลังเลต่อตัวเอง คือลังเลในสติปัญญา ลังเล
น.1206 " ๑๖๔ ในความสามารถ ความผิดถูกของตนเอง จนกลายเป็นผู้กระสับกระส่ายอยู่ด้วย ความลังเล. ถ้าเป็นไปมากก็จะกลายเป็นโรคทางประสาทหรือทางจิตขึ้น. สำหรับ ความลังเลในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นั้น เป็นเรื่องที่ แคบเข้ามา และหมายถึงเฉพาะในวงของพวกพุทธบริษัท แต่ความหมายหรือใจ ความที่แท้จริงก็เป็นอย่างเดียวกันกับที่ชาวโลกลังเล ในกฎเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป ความ ลังเลในวิชาความรู้หรือคำสอนของพระศาสดาของตนตามปรกติ จะมีอยู่ตลอดเวลา ที่ตนยังมีความเชื่อชนิดที่ไม่มีสมุฏฐานมาจากปัญญา ชนิดที่สามารถทำลายกิเลสได้ โดยสิ้นเชิง; ข้อนี้หมายความว่า ตลอดเวลาที่ยังไม่เกิดญาณทัสสนะต่อกิเลสที่ตนได้ ทำลายให้หมดสิ้นไปแล้ว ความลังเลยังจะมีอยู่ไม่มากก็น้อย; เพราะฉะนั้นเราจะ เอาความขาดสูญจากความลังเลมากถึงปานนั้น แก่บุคคลที่เริ่มลงมือปฏิบัติ หรือว่า เริ่มเข้ามาสู่ศาสนานี้ยังไม่ได้ ขอแต่อย่าให้ลังเลในการที่จะปฏิบัติตามก็แล้วกัน. เมื่อเขาได้รับคำชี้แจงว่า ควรปฏิบัติอย่างไร เขาจะต้องนำเอาระบอบแห่งการปฏิบัติ ทั้งหมดนั้น มาพิจารณาดู จนกระทั่งมีความเห็นแจ้งด้วยตนเองว่า ถ้าปฏิบัติตาม คำสอนระบอบนั้นแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ จะเบาบางลงจนกระทั่งขาดสูญได้ จริง ตนก็ยินดีปฏิบัติตามคำแนะนำของพระศาสดา เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว. เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ย่อมจะเห็นได้ว่า การที่คนเราเกิดความคิด ลังเลขึ้นมาได้ แม้ในพระศาสดาของตน ในหลักธรรมหรือหลักปรัชญาที่ได้ศึกษา มา กระทั่งในตัวอย่างของบุคคลผู้ประสบความสำเร็จมาแล้ว เป็นเพราะความไม่อยู่ ในร่องในรอยของจิต ที่ถูกสิ่งแวดล้อมปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู " ขึ้นมาในรูปต่าง ๆ กัน สูงต่ำกว่ากัน กว้างแคบกว่ากัน และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นั่นเอง. ความคิดหรือหลักเกณฑ์ที่เคยรู้สึกว่าถูก ในวันหนึ่ง ก็กลายเป็นไม่ถูก ไปในอีกวันหนึ่ง โดยไม่ต้องพูดกันเป็นเดือนหรือเป็นบี. หรือถ้ามากไปกว่านั้นอีก ความคิดของชั่วโมงนี้กับชั่วโมงหลังก็ขัดกันเสียแล้ว จนกระทั่งนาทีนี้กับนาทีหลัง
น.1207 ความคิดก็ขัดกันเสียแล้ว เพราะสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นานา แวดล้อมเข้ามาจาก ภายนอก ทำให้สติปัญญาของเขาตั้งตัวไม่ติด มีลักษณะโอนเอนหวั่นไหวอยู่เสมอ โดยอำนาจความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่เพ่งเล็งอยู่แต่ประโยชน์หรือความ เอร็ดอร่อยที่มันหวังจะได้ โดยเฉพาะที่ตรงกับความต้องการของมันอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ของความผิดความถูกเป็นต้น ว่ามีอยู่อย่างไร หรือ แม้ว่ามีอยู่อย่างไรก็เปลี่ยนไปตามความต้องการของ "ตัวกู-ของกู" อยู่เสมอ. ฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า "ตัวกู-ของกู" นั้นเอง เป็นมูลเหตุ อันแท้จริงแห่งความลังเล, ถ้าเราดับความลังเลหรือควบคุมความลังเลได้ ก็ย่อม หมายความว่าเราดับหรือควบคุม "ตัวกู -ของกู" ได้; และควรจะมองให้เห็นชัด เสียด้วยว่า อาการแห่งความลังเลก็คือลักษณะอย่างหนึ่งของ "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. หรือถ้าจะกล่าวตรง ๆ ให้เป็นภาษาชาวบ้านยิ่งขึ้น ก็อาจที่จะกล่าวได้ว่า ความเห็นแก่ตัวนั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดความลังเล และเป็นอย่างนี้เสมอกัน หมดทั้งในทางโลกและทางธรรม. ถึงแม้วิกฤติการณ์ในโลกปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ยืดเยื้อ ไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เนื่องมาจากความลังเลของผู้สร้างวิกฤติการณ์ ซึ่งล้วนแต่ มีความเห็นแก่ตนด้วยกันทั้งนั้น และเขากำลังลังเลในข้อที่ว่า จะถือตามความจริง ความถูกต้อง ความยุติธรรมดี หรือว่าจะถือเอาประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ดี ซึ่งเมื่อ ลังเลไปลังเลมาหนักเข้าก็เกิดถือว่า การได้ประโยชน์แก่ตน นั่นแหละเป็นความดี ความจริง ความงาม ความยุติธรรม ขึ้นมาดังนี้เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นก็ยัง ประสบกับความลังเลในทางสติปัญญาหรือความสามารถของตนต่อไปอีก; ทั้งยังมี ความหวาดกลัว ทำให้เขาหันเหออกไปนอกทางของธรรมะมากขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง โลกเราจึงมีแต่วิกฤติการณ์ถาวร ไม่เคยประสบสันติภาพอันถาวร ทั้งนี้ก็เพราะ ความลังเลอันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัว ซึ่งเรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ในที่นี้นั่นเอง.
Buddhadasa