น.1208 การดับ "ตัวกู" ในรูปของ "วิจิกิจฉา" ๑๗๑ สรุปความ ว่าการที่จะดับ "ตัวกู" เสียได้ทุกแง่ทุกมุมนั้น เราจะต้อง ศึกษาให้รู้จัก "ตัวกู" กันทุกแง่ทุกมุม กระทั่งถึง "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปของ ความลังเล ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้าดับ "ตัวกู-ของกู" เสียได้โดยสิ้นเชิง ความลังเล ก็จะหยุดรบกวนมนุษย์โดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน. ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ยังมีอยู่ตราบใด ความลังเลจะยังมีอยู่ตราบนั้น เราจึงควรสนใจศึกษาให้รู้จัก "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปที่เข้าใจได้ยาก คือความลังเลดังที่กล่าวนี้ให้ชัดแจ้ง. นี้ นับว่าเป็นการดับแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในรูปที่สอง.
น.1209 ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า, ข้าพเจ้า เป็น ทาส ของ พระ พุทธ เจ้า, พระ พุทธ เจ้า เป็น นาย ของ ข้าพเจ้า, เพราะเหตุ ดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า "พุทธทาส" จากเรื่อง "ตามรอยพระอรหันต์"
น.1210 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๒๒. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “สีลัพพตปรามาส” ในวันนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง ความดับแห่ง “ตัวกู” ในรูปแห่งความดับของ สีลัพพตปรามาส. สีลัพพตปรามาส เป็นชื่อของสังโยชน์ที่ ๓ แปลว่า ความเข้าใจผิดต่อศีลและพรต ซึ่งเป็นเครื่องมือปฏิบัติสำหรับความดับทุกข์. แม้สังโยชน์ข้อนี้ก็เป็น อีกข้อหนึ่ง ซึ่งถ้าดูอย่างผิวเผินแล้วคล้ายกับว่า ไม่เกี่ยวกับ “ตัวกู-ของกู”; แต่โดยที่แท้แล้ว ย่อมเนื่องกันโดยตรง เช่นเดียวกับสังโยชน์ ๒ ชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อกล่าวโดยวงกว้างทั่ว ๆ ไป ความหมายของคำว่า สีลัพพตปรามาส ก็คือ ความเข้าใจผิด นำมาใช้ผิด กระทำผิด ต่อสิ่งที่ถือกันว่าเป็นเครื่องมือ ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ซึ่งที่แท้ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือธรรมะ นั่นเอง; มีทางที่จะแบ่งแยกได้เป็น ๒ ฝ่ายด้วยกัน คือ เข้าใจผิดหรือปฏิบัติผิดในสิ่งที่ เป็นของผิดมาแต่เดิม นี้อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เข้าใจผิดหรือปฏิบัติ
น.1211 ผิดต่อสิ่งที่ถูกที่ดีอยู่แล้ว คือเข้าใจผิดต่อสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แล้วก็ปฏิบัติไป อย่างงมงายหรือผิด ๆต่อสิ่งที่ถูกต้องดีอยู่แล้วนั้น. แต่เมื่อสรุปรวมเข้าด้วยกัน แล้วก็ มีความหมายเหมือนกัน คือ กำลังเข้าใจผิดอย่างงมงาย ต่อสิ่งที่ตนกำลัง ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เป็นผลดีแก่ตนนั่นเอง; และมีมูลมาจาก การที่ "ตัวกู-ของกู" มีความประมาทสะเพร่าหรือทะนง แทนที่จะมีสติปัญญาอย่าง สุขุมรอบคอบ จึงได้จับฉวยเอาข้อปฏิบัติเหล่านั้นผิดจากความหมายที่แท้จริง เป็น เรื่องความโง่ความดื้อของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกนั่นเอง. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นปรกติแก่สามัญสัตว์ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป จนมี ความเคยชินคล้ายกับเป็นสัญชาตญาณชนิดหนึ่ง ใ นการที่จะ จับฉวยเอาอย่างปุบปับ ในสิ่งที่แปลกประหลาดหรืออัศจรรย์ ซึ่งตัวคิดได้เองก็ตาม หรือมีผู้นำมาสอนให้ ก็ตาม: ตลอดถึงมีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในสิ่งที่ตนคิดขึ้นประดิษฐ์ขึ้น หรือกำลังกระทำอยู่ แล้วก็มีความทะนงในสิ่งนั้น ๆ จนกลายเป็นความ งมงายว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ แต่แล้วก็หาเป็นไปได้ไม่ คง เป็นสักว่าพิธีรีตอง เป็นสักว่าเครื่องปลอบใจตัวเองหรือหลอกตัวเอง ให้ หายกลัวไปพักหนึ่ง จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องชนิดผักชีโรยหน้าไปโดยไม่รู้สึกตัว. แต่ถ้าสรุปให้สั้นที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล หรือไม่ สบหลักวิชานั่นเอง และตนก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น. สำหรับ สีลัพพตปรามาสชนิดที่เป็นของผิดมาแต่เดิม แล้วเอามา ยึดมั่นถือมั่นเพื่อปฏิบัตินั้น ส่วนมากเป็นเรื่องของการกระทำปรัมปราสืบ ๆ กันมา แต่ยุคแรกที่สุดแม้กระทั่งยุคหิน ที่มีคนบางพวกยึดมั่นถือมั่นอยู่จนเดี๋ยวนี้ เพราะมัน เข้ารูปกันได้กับภูมิธรรมของเขา, แม้ตกมาถึงสมัยนี้ก็ยังประพฤติกันอยู่อย่างเคร่งครัด ส่วนอีกแขนงหนึ่งนั้น คือการประพฤติบ้าบิ่นนอกคอกนอกรีตต่าง ๆ ซึ่งพวก มิจฉาทิฏฐิที่ฉลาดบัญญัติขึ้น เป็นเครื่องตบตาคนอื่นก็มี หรือด้วยความหลง
น.1212 สำคัญผิดคิดว่าเป็นของดีของจริงของถูกก็มี ซึ่งล้วนแต่อุตริวิตถารด้วยกันทั้งนั้น. นี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่ผิดมาแต่เดิม แล้วถูกนำมายึดมั่นถือมั่นเป็นหลักปฏิบัติตาม ๆ กันไปด้วยความงมงาย. เรียกว่าสีลัพพตปรามาสชนิดที่ผิดมาแต่เดิม. ส่วน สีลัพพตปรามาสที่เป็นไปในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้นั้นจับฉวย เอามาผิดเอง นั้น ได้แก่หลักธรรมะในศาสนาต่าง ๆ ตลอดถึงระเบียบวิธีปฏิบัติ ต่าง ๆ ซึ่งได้บัญญัติไว้อย่างถูกต้อง เป็นหลักวิชาที่เป็นไปตามเหตุผล ซึ่งเมื่อ ปฏิบัติตามนั้นแล้วก็สามารถดับทุกข์ได้จริง, แต่ก็ยังมีการจับฉวยเอาผิด ๆ เรียกว่า เป็นการลูบคลำ ทำให้สิ่งซึ่งบริสุทธิ์สะอาดนั้นกลายเป็นของสกปรกได้ด้วยอำนาจ ของความงมงายอีกนั่นเอง. สีลัพพตปรามาสชนิดนี้ มีได้แม้ในหมู่นักศึกษาที่ เรียกว่า มีการศึกษาอย่างดีที่สุด ตามที่นิยมกันในหมู่มนุษย์, แต่ไม่ได้มีการศึกษา เฉพาะข้อธรรมะ หรือศาสนานั้น ๆ อย่างถูกต้องและสมบูรณ์. เพราะมันเป็น คนละเรื่องกัน. ดังที่เราเห็น ๆ กันอยู่ทั่วไป นับตั้งแต่การเข้าใจว่าพระพุทธเจ้า เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ อาจจะดลบันดาลให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตัวต้องการ ใน เมื่อมีการบูชาอ้อนวอนหรือประกอบพิธีทางศาสนา; ที่งมงายมากก็ถึงกับบนบานขอ ให้เกิดบุตรแก่ผู้ไม่มีบุตรก็ยังมี. บางคนคิดว่าการรดน้ำมนต์ล้างซวยหรือให้ร่ำรวย อะไรในทำนองนั้นก็เป็นพุทธศาสนาด้วย; บางคนสำเร็จการศึกษากลับมาจาก เมืองนอก ก็รีบไปหาพระรดน้ำมนต์ทันที ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าการศึกษาที่ไป เรียนมาอย่างมากมายนั้น ก็ยังไม่ทำให้เข้าใจศาสนาของตัวได้ แล้วก็มาเกณฑ์ให้ ศาสนามีหน้าที่ทำอะไรตามที่ตัวต้องการเช่นนั้น โดยที่ได้ยินแต่เพียงแว่ว ๆ ว่า ธรรมะหรือศาสนานี้เป็นเครื่องช่วยดับทุกข์ และมีความศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ. นี่เขาเข้าใจความศักดิ์สิทธิ์ผิดไป อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ถึงแม้ใน ศาสนาอื่นก็เป็นอย่างเดียวกัน เช่น เขาจัดพระเป็นเจ้าไว้ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่ ปลอบใจเมื่อจนแต้ม. ที่เขาไปโบสถ์หรือปฏิบัติตามระเบียบพิธีต่าง ๆ ก็เพียง
น.1213 แต่ทำเผื่อ ๆ ไว้ เพราะจะได้เป็นที่ถูกใจพระเป็นเจ้าไว้พลาง หรือเป็นการสะสม บุญกุศลไว้พลาง มีอาการที่กระทำเหมือนกับคนละเมอ ๆ โดยที่ไม่เข้าใจอย่าง ถูกต้องว่า พระเจ้าที่แท้จริงนั้นคืออะไร หรือบุญกุศลที่แท้จริงนั้นคืออะไร และ ไม่รู้เลยสักนิดเดียวว่า พระเจ้าหรือบุญกุศลที่แท้จริงนั้น คือ การชำระจิตใจ ให้สะอาด ด้วยการกระทำที่ถูกต้อง ทำกันที่นี่ และทำกันเดี๋ยวนี้ ด้วย การบั่นทอนหรือทำลาย "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. ไปมัวหวังแต่พระเจ้าที่ไหนก็ ไม่รู้ ให้คอยช่วยคุ้มครองตนอย่างคุ้มครองเด็ก ๆ: และเมื่อทุกข์ร้อนหรือจนแต้ม ขึ้นมา ก็โวยวายให้สิ่งที่ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหนนั่นแหละมาช่วยตน ไม่สามารถ ใช้สัมมาทิฏฐิของตนปลดปล่อยตนเอง หรือขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนในใจของตน ให้ออกไปจากตนได้ ทั้ง ๆ ที่ ข้อปฏิบัติทางธรรมะหรือทางศาสนานั้น ทุก ๆ ข้อ ทุก ๆ อย่าง ล้วนแต่เป็นไปเพื่อชำระ กาย วาจา ใจ ให้สะอาด เกิดมีภาวะใหม่ ขึ้นมาเป็นความไม่มีทุกข์ หรือมีทุกข์น้อยลงไปกว่าเดิมอยู่ในตัวแล้ว. สำหรับในทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า. สีลัพพต- ปรามาสได้งอกงามมากขึ้นในหมู่พุทธบริษัทด้วยเหมือนกัน ทั้งในทางปริยัติ และ ในทางปฏิบัติ . ในทางปริยัตินั้น ได้มีการจับพลัดจับผลู ไปกวาดล้อมเอาสิ่ง ซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนาเข้ามาเป็นพุทธศาสนาอยู่เรื่อย ๆ: ทำสิ่งที่ไม่ใช่พุทธภาษิต ให้เป็นเหมือนพุทธภาษิต; นิยมศึกษาทฤษฎีที่ลึกซึ้งกว้างขวางไม่รู้จักจบ เพื่อ ความเป็นนักปราชญ์ ยิ่งกว่าที่จะศึกษาเฉพาะเรื่องของการดับทุกข์โดยตรง. แทน ที่จะพูดจะสอนจะอภิปรายกันถึงเรื่องดับทุกข์โดยตรง เช่น เรื่องอริยสัจจ์เป็นต้น ก็กลายเป็นไปนำเอาเรื่อง "อัพยากตวัตถุ" ที่พระพุทธองค์ทรงห้าม ไม่ให้นำ เอามาพูดกันให้เสียเวลา และพระองค์เองก็ไม่ทรงพยากรณ์. เรื่องเหล่านี้เช่น เรื่อง คนตายแล้วเกิดหรือไม่ เป็นต้น มาศึกษาวิพากษ์วิจารณ์ค้นคว้ากันอย่างเป็น วรรคเป็นเวร โดยที่หลงเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาดังนี้เป็นต้น.
น.1214 แม้แต่ คำอธิบายเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา และเรื่องนิพพาน ก็ยังดำเนินไปอย่างผิด ๆ เพราะจับฉวยเอาผิดถึงขนาดที่ไปคว้าเอาเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ของศาสนาอื่น มาเป็นกรรม อนัตตา และนิพพาน ในพุทธศาสนา ; จนกระทั่ง เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุนี้. แม้ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎกเอง ก็มีความยึดมั่นถือมั่นอย่างผิด ๆ อยู่หลายประการ เช่น ยึดมั่นถือมั่นว่าทุกตัวอักษรที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ออกมา จากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น จะไปแตะต้องด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้. บางพวกก็บูชาพระไตรปิฎกอย่างวัตถุศักดิ์สิทธิ์. บางพวกก็คิดว่าเพียงแต่ซื้อหรือ สร้างพระไตรปิฎกขึ้นเท่านั้น ก็พ้นทุกข์ได้แล้ว. บางคนเป็นไปมาก ถึงกับเอา พระไตรปิฎกบางเล่มมาใช้เป็นเครื่องมือเสี่ยงทาย เช่นเสียบไม้เข้าไปในระหว่าง ใบลานหรือหน้าหนังสือนั้น แล้วเปิดดูว่ามันจะถูกเรื่องดีหรือร้ายโดยถือเอาข้อความ ในหน้าที่ตนเอาไม้เสียบเข้าไปนั่นเองเป็นหลัก และมีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า เป็นการทำนายที่ถูกต้อง; นี่นับว่าเป็น สีลัพพตปรามาสหรือความงมงายที่ยัง ไม่เคยมีมาก่อน และได้เกิดมีขึ้นเกี่ยวกับพระคัมภีร์ ดังนี้เป็นตัวอย่าง. เขาหา ทราบไม่ว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร อังคุตตรนิกาย, หรือตรัสไว้ในเรื่องมหาปเทศ สำหรับวินิจฉัยข้อความที่มีผู้ นำมากล่าวว่าถูกหรือผิด ควรเชื่อถือหรือไม่ควรเชื่อถือดังนี้เป็นต้นไม่. เขาไม่ เคยทราบตามนัยแห่งโบราณคดีที่มีเหตุผลแท้จริงว่า สิ่งที่เรียกว่า พระไตรปิฎกนั้น มีความเป็นมาอย่างไรเป็นต้น. ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างแห่งสีลัพพตปรามาสในส่วน ปริยัติ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายเหลือที่จะนำมากล่าวให้หมดสิ้นได้. สำหรับ สีลัพพตปรามาสในส่วนการปฏิบัติ นั้น ยิ่งมีทางเกิดขึ้นได้ มากมายกว่านั้นอีก เพราะคนส่วนมากเชื่อง่ายและเต็มไปด้วยความกลัว ไม่มีสติ ปัญญา หรือความรู้เพียงพอที่จะควบคุมความเชื่อและความกลัว จึงทำอะไรอย่าง
น.1215 งมงาย หรือผลีผลาม ไปตามอำนาจของความเชื่อ และความกลัวเหล่านั้น ในลักษณะง่ายๆ และสะดวกดี หรือถึงกับวานหรือใช้คนอื่นช่วยทำแทนให้ก็ยังมี; เช่น บาปของตัวเอง ก็อาจจะให้คนอื่นช่วยล้างให้ได้, หรือเชื่อว่าความตายเป็น สิ่งที่ผัดเพี้ยนไว้ได้, อายุเป็นสิ่งที่ต่อได้ด้วยการทำพิธีตามที่มีผู้บอกให้ และถือว่า อะไร ๆ ที่ตัวกลัว หรือเป็นทุกข์อยู่นั้นย่อมแก้ได้หมดด้วยพิธีต่างๆ ในทางศาสนา. มองอีกทางหนึ่ง ก็คือการเชื่อว่า ถ้าเป็นเรื่องพิธีที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เป็นพุทธ- ศาสนา หรือเป็นพุทธศาสนาที่ถูกต้องไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใครที่ไหน. นี้เป็นตัวอย่างแห่งความงมงายชั้นต่ำที่สุด ซึ่งมีอยู่มากมายเหลือที่จะนำมากล่าวด้วย เหมือนกัน. ส่วนที่สูงขึ้นมาจากนั้น หมายถึง ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมาย ของการทำบุญ ให้ทาน การบวช การบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ตลอดถึง วัตรปฏิบัติปลีกย่อย อื่นๆ เขามีความเข้าใจผิดถึงกับทำให้เกิดผลตรงกันข้าม ไปเสียทุกอย่างทุกประการ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ วัตรปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งหมด นั้น โดยที่แท้แล้วย่อมเป็นไปเพื่อเป็นการขูดเกลา คือขูดเกลากิเลส เช่น ความยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" โดยเฉพาะ แต่ก็กลับมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นไป ในทางที่ส่งเสริมความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ให้เป็นไปอย่างเหนียวแน่นประณีต ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเรื่อง ของความขลังความศักดิ์สิทธิ์ที่จะดลบัลดาล ให้ตนได้รับสิ่งที่ตนต้องการสมตามความปรารถนาทุก ๆ อย่าง ซึ่งที่แท้ก็คือ กิเลส ที่เป็น "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละเป็นผู้ต้องการ; หาใช่สติปัญญาที่บริสุทธิ์เป็นผู้ ต้องการไม่; ฉะนั้น จึงเกิดมีการทำบุญให้ทานที่มีรูปร่างท่าทางแปลกๆ มุ่งหมาย แปลกๆ และเป็นภัยแก่สังคม หรือศาสนาเองในที่สุด. สำหรับการรักษาศีล ก็มีการรักษาศีลด้วยการคิดว่าเป็นระเบียบปฏิบัติ ที่ทำให้เกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นการรับประกันอะไรบางอย่างในกาล
น.1216 อนาคต; แทนที่จะเป็นการกำจัดกิเลสที่เป็นเหตุให้ตามใจตัวเอง. ครั้นไปถึงขั้น การทำสมาธิและวิปัสสนา ก็ยิ่งเขวออกนอกทางมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องทางจิต หรือทางนามธรรม และมีช่องทางที่จะทำให้ประหลาดมหัศจรรย์ น้อมเอียงไป ตามความต้องการอันไม่เป็นธรรมของผู้ปฏิบัติได้มากขึ้น ดังนั้นจึงเกิดมีการกระทำ ที่เรียกว่าวิปัสสนาในลักษณะแปลก ๆ ต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นไป เพื่อการกำจัดกิเลส, แต่เป็นไปเพื่ออิทธิปาฏิหาริย์ หรือเครื่องมือหาลาภสักการะ สรรเสริญ ของบุคคลเหล่านั้นไป โดยอำนาจแห่ง "ตัวกู-ของกู" เข้ามาครอบงำ และลากจูงไปนั่นเอง. เมื่อสิ่งเหล่านี้ดำเนินมาผิดความหมาย หรือความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่า มรรคผลแล้ว นิพพานของผู้นั้นก็เลยผิดตามไปด้วย, จนกระทั่งไปเป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่างสมบูรณ์ในที่สุด . นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาสที่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม. เมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้งหมดก็กลายเป็นเหมือนกับเนื้อร้ายหรือเนื้องอก ที่เพิ่งงอก ออกมาใหม่ ๆ บนตัวพุทธศาสนา สำหรับทำลายพุทธศาสนาเอง และมีมูลมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู-ของกู" ด้วยกันทั้งนั้น. ทีนี้ ถ้าจะมองให้กว้างออกไป เราอาจจะกล่าวได้ว่า อาการที่เข้าใจ สิ่งใดผิด แล้วนำไปใช้อย่างผิดความมุ่งหมายที่แท้จริง คือในทางที่จะไม่เป็น ประโยชน์อย่างถูกต้องแล้ว, ย่อมรวมเรียกได้ว่า "สีลัพพตปรามาส" ทั้งนั้น. เช่น วิชาความรู้ หรือสิ่งประดิษฐ์แขนงหนึ่ง ๆ ควรจะถูกนำไปใช้ เป็นเครื่องอำนวย สันติสุขแก่สังคม แต่กลับถูกนำไปใช้เพื่อทำความยุ่งยากลำบาก หรือความทุกข์ ให้เกิดแก่สังคมอย่างไม่รู้สึกตัวหรืองมงายที่สุด; อย่างนี้ก็ยังอาจจะเรียกว่า สีลัพพต- ปรามาสได้. ข้อนี้จะทำให้เรามองเห็นได้เป็นวงกว้างออกไปว่า มนุษย์ส่วนมาก ในโลกกำลังใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ธรรมชาติมีให้ อย่างเป็นไปในทางที่ผิดความมุ่งหมายที่แท้จริง
น.1217 ด้วยอำนาจแห่งความรู้สึกที่เป็น "'ตัวกู-ของกู๋" ครอบงำ สิ่งที่สะอาดหรือเป็น คุณประโยชน์ ก็กลายเป็นของสกปรก หรือกลายเป็นทุกข์เป็นโทษไป เพราะเหตุนั้น; และ มนุษย์นั่นเองเป็นผู้รับบาปอันนี้. แต่ในที่สุดเราอาจจะมองเห็นว่า การกระทำหรือความเป็นไปเช่นนี้ เป็นสิ่งธรรมดาสามัญสำหรับสามัญสัตว์ที่เต็มไปด้วย "ตัวกู-ของกู". เมื่อเป็น ดังนี้การดับ "ตัวกู-ของกู" ลงไปเสียได้เท่าใด ย่อมทำให้สีลัพพตปรามาสของ มนุษย์ไม่ว่าแขนงไหนหมด น้อยลงไปเพียงนั้น; และนั่นเอง คือ ลักษณะสังเกต เฉพาะของการที่มนุษย์จะเลื่อนจากภูมิของปุถุชน ขึ้นมาสู่ภูมิของอารยชนที่แท้จริง คือ พระอริยเจ้า ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ดับ "ตัวกู-ของกู" ได้ ใน อันดับที่น่าพอใจ อันดับหนึ่ง ซึ่งท่านกำหนดไว้ว่า ผู้ที่ดับหรือละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาและ สีลัพพตปรามาสเสียได้นั้น เป็นผู้ที่ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน หรือเรียกเป็น บาลีว่า "โสตาปนฺน" ซึ่งเรียกกันในภาษาไทยเราว่า พระโสดาบัน นั่นเอง.
Buddhadasa