น.1218 วันนี้จะได้กล่าวถึง การดับไปแห่ง “ตัวกู” ในระดับที่ทำบุคคลนั้นให้เป็น พระโสดาบัน เพื่อความ เข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไป. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ถ้า “ตัวกู-ของกู” ดับไปโดยสิ้นเชิง คือไม่มีอหังการ มมังการ โดยประการ ทั้งปวงแล้ว บุคคลนั้นย่อมถึงความเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น ในกรณีแห่งพระโสดาบันนี้ย่อมหมายความว่า ความดับไป แห่ง “ตัวกู-ของกู” ในขั้นนี้ เป็นเพียงเอกเทศในระดับหนึ่งเท่านั้น และจะ เข้าใจได้ง่ายจาก ความหมายของคำว่า “โสดาบัน” นั่นเอง, โสตาปนฺน แยก ศัพท์เป็น โสต+อาปนฺน. โสต แปลว่า กระแส, อาปนฺน แปลว่า ถึงทั่ว สิ่งที่ เรียกว่ากระแสในที่นี้ หมายถึงทางที่ไปสู่นิพพาน เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ มรรค หมายถึงอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งมีตัวการสำคัญอยู่ที่ญาณ หรือสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้
น.1219 รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็น ‘ตัวกู" หรือ "ของกู" นั่นเอง. รายละเอียดเกี่ยวกับมรรคมีองค์แปด มีอยู่อย่างไร จักได้กล่าวข้างหน้า ในตอนที่ว่าด้วยวิธีปฏิบัติเพื่อทำ "ตัวกู-ของกู" ให้ดับไป โดยเฉพาะ ส่วนในที่นี้จะชี้ให้เห็นเพียงลักษณะที่เป็นกระแส ที่ไหลไปสู่นิพพาน โดยแน่นอนเท่านั้น. เพื่อให้เข้าใจง่าย ผู้ศึกษาจะต้องระลึกถึงข้อที่ว่า ผู้เป็นพระโสดาบันนั้น เป็นผู้ครองเรือนก็มี เป็นนักบวชก็มี แล้วลักษณะอะไรเล่าที่ทำให้คน ๒ พวกนี้ มีความเข้าถึงกระแสแห่งนิพพานโดยเสมอกัน. คำตอบก็มีอยู่ง่ายๆ คือ การ ละเสียได้ซึ่งสังโยชน์ ๓ ประการ ดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง ; ซึ่งระบุอยู่แล้วว่า นักบวชก็ละได้ ผู้ครองเรือนก็ละได้. เมื่อผู้ครองเรือนหรือผู้ยังบริโภคกาม ก็ยัง สามารถละได้ดังนี้แล้ว ย่อมหมายความว่าการละสังโยชน์ทั้ง ๓ นั้นเป็นการละอะไร บางอย่าง ซึ่งเป็นเบื้องต้นหรือข้างหน้า ก่อนที่จะต้องปะทะกับสิ่งที่เรียกว่ากาม หรือถ้าจะกล่าวให้ตรง ๆ ลงไป ก็ต้องกล่าวว่า การละสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการที่กล่าว แล้วนั้น ต้องเป็นสิ่งซึ่งมีได้ก่อนที่จะละกามโดยสิ้นเชิง กล่าวคือทั้ง ๆ ที่บุคคลยัง เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่ากามอยู่ ก็สามารถละสังโยชน์ ทั้ง ๓ นั้นได้; แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า ผู้นั้นเป็นผู้หมกมุ่นหรือมัวเมาในกามเสียเหลือเกิน. ฉะนั้น จะต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า สังโยชน์ทั้ง ๓ นั้นให้ดี อย่าให้มีทางเข้าใจผิดเหมือนกับ ที่เข้าใจผิดกันอยู่ทั่วไป ที่จะเกณฑ์ให้พระโสดาบันต้องละสิ่งต่าง ๆ ที่เกินกว่า สภาวะที่แท้จริงของพระโสดาบันจะละได้. เช่นบางคนถือว่าพระโสดาบันต้องเหาะได้ พระโสดาบันต้องไม่กลัว ตายโดยสิ้นเชิง ถึงกับจะทดลองด้วยการขู่เข็ญด้วยอาการที่น่ากลัวต่าง ๆ นานา เคยได้ฟังมาว่า ในกาลครั้งหนึ่ง ผู้ที่ถือกันว่าเป็นพระโสดาบัน ถูกทดลองด้วย เอาน้ำปริมาณมากมารด ด้วยการอยากทราบความจริงของผู้พิสูจน์ และด้วยความ
น.1220 สมัครใจของผู้ที่ยืนยันว่าตัวเป็นพระโสดาบัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่แสนจะงมงาย ยิ่งไปกว่าสีลัพพตปรามาสตามธรรมดาไปเสียอีก, และก็มีอยู่เป็นส่วนมาก ที่เชื่อว่าพระโสดาบันต้องเป็นผู้หมดความเยื่อใยในกามโดยประการทั้งปวง มิฉะนั้นจะไม่ถือว่าเป็นพระโสดาบัน. ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่นึกเดาเอาเอง วินิจฉัยเอาเอง; และการที่ให้มีอะไรมากเกินไปเช่นนั้น ก็เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ที่มีอยู่ในบุคคลผู้คิดนึกเช่นนั้นอีกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เมื่อจะเข้าใจความหมายที่ถูกต้องของคำว่า "พระโสดาบัน" แล้ว ก็ต้องอย่าลืมความหมายของคำที่ว่า เป็นแต่เพียง ผู้แรกถึงกระแสของนิพพาน เท่านั้น. มันเป็นที่แน่นอนว่า พระโสดาบัน จะต้องมี โลภะ โทสะ โมหะ หรือราคะ โกธะ โมหะ เบาบางกว่าคนสามัญเป็นธรรมดา แต่มิได้หมายความว่า เป็นผู้หมด ราคะ โทสะ โมหะ โดยสิ้นเชิง. ฉะนั้นเป็นอันว่าการละ ราคะ โทสะ โมหะ เพียงเอกเทศหรือเพียงบางระดับนั้นเป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้ และในที่นี้ก็คือการละ ราคะ โทสะ โมหะ ได้ ในลักษณะสังโยชน์ทั้ง ๓ หมดสิ้นไปนั่นเอง. สังโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้ โดยเนื้อแท้ก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ ในรูปลักษณะหนึ่งๆ ซึ่งมีอยู่หลายลักษณะนั่นเอง. ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่า สังโยชน์ชนิดไหนก็ตาม ย่อมเป็นความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" อยู่ด้วยกันทั้งนั้น; เพราะฉะนั้นถึงแม้ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ ชื่อนี้ ก็เป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกอย่างเดียวกัน เพียงแต่เราไม่กล่าวกันไว้ในความหมายอีกอย่างหนึ่ง. เราสามารถจะให้คำจำกัดความได้ว่า : ความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่รวบรัดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาหาตัว เพราะความอยากได้นั้นคือ ราคะ หรือ โลภะ; ความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่ผลักดันสิ่งใดออกไปเพราะความเกลียด นั้นก็คือ โทสะ หรือ โกธะ ความโกรธ; ส่วนความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ที่วนเวียนพัวพันอยู่รอบ ๆ สิ่งที่ตัวสงสัยไม่เข้าใจ นั้นก็คือ โมหะ. อาการที่เป็นความหมายของ ราคะ โทสะ โมหะ จึงเป็นอาการของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" อยู่ด้วยกันทั้งนั้น.
น.1221 เมื่อพระโสดาบันไม่อยู่ในฐานะที่จะละได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งหมายถึงการลุถึง นิพพานโดยสมบูรณ์แล้ว พระโสดาบันจึงละได้แต่เพียง ในลักษณะที่ทำให้กล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่กำลังเดินอยู่ในหนทางอันถูกต้อง และจะลุถึงนิพพานโดยแน่นอนในกาลข้างหน้าเท่านั้นเอง. หรือถ้าจะกล่าวอย่างธรรมดาสามัญที่สุดก็กล่าวว่า เป็นผู้ที่แน่นอนต่อการบรรลุถึงนิพพานในระยะกาลอันใกล้เท่านั้น. ฉะนั้นคำว่า "กระแส" ในที่นี้จึงหมายถึงสิ่งที่แน่นอน หรือมีความแน่นอน ที่จะทำผู้ลุถึงกระแสนั้น หรือผู้ตกลงสู่กระแสนั้นแล้ว หรือเดินไปตามกระแสนั้นแล้ว จักต้องถึงนิพพานโดยแน่นอน, ก่อนหน้านี้หมายความว่า เขายังมืดมนต่อสิ่งเหล่านี้โดยประการทั้งปวง ยังไม่รู้ว่ามีทางที่จะต้องเดินด้วยซ้ำไป แล้วจะไปรู้ว่าทางนั้นจากไหนไปถึง ไหนได้อย่างไร. ส่วนบัดนี้มีความรู้หรือความสว่าง ถึงขนาดที่ว่าจากไหนไปถึงไหน จะต้องเดินอย่างไร และกำลังรีบเดินอยู่แล้วในหนทางอันถูกต้องนั้น และเรียกกันสั้น ๆ ว่า ผู้ถึงกระแส คือย่างเท้าก้าวลงสู่กระแสชนิดที่เลื่อนไหลตรงไปสู่นิพพาน อย่างที่จะเป็นอื่นไปไม่ได้. ทำไมจะต้องละสังโยชน์ ๓ ประการเสียก่อน จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ถึง กระแสแห่งนิพพาน ? ข้อนี้ยิ่งเป็นสิ่งที่จะต้องมองดูด้วยสายตากว้าง ๆ ทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดวงอยู่แต่ในขอบเขตทางศาสนาอย่างเดียว คือจะต้องมองให้เห็นชัดทีเดียวว่าสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดาสามัญที่สุด และมีอยู่อย่างหนาแน่นในคนธรรมดาสามัญ จึงจัดคนชนิดนั้นว่าเป็นปุถุชน ซึ่งแปลว่าคนหนา, หนาในที่นี้ หมายถึงมีสิ่งปิดบังจิตใจหนา จนไม่อาจจะมองเห็นความจริงของพระอริยเจ้าได้ เรียกกันสั้น ๆ อีกอย่างหนึ่งว่า คนกิเลสหนา คือ มีกิเลสมากเต็มอัตราธรรมดาของคนธรรมดา. คนชนิดนี้ยังไม่อาจจะเข้าใจพระอริยเจ้า; พระอริยเจ้าก็ไม่อาจจะพอใจความเป็นอยู่ของคนชนิดนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องแบ่งแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายคนธรรมดาหรือคนหนาอยู่ตามเดิมนั้นพวกหนึ่ง ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นไปได้ไกล ตรงที่มีความหนาลดน้อยลง จนจิตใจมองเห็นสิ่ง
น.1222 ต่าง ๆ ถูกต้องตามที่เป็นจริง แล้วไปดำรงตนอยู่ในสภาพที่กล่าวได้ว่าพ้นอันตราย หรือพ้นจากการเสียหาย ไม่มีการต้องตกอบายเป็นต้นโดยแน่นอน และ สิ่งที่จะเป็น เส้นขีดแบ่งปั่นเขตแดนกันระหว่างคน ๒ พวกนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการละสังโยชน์ ๓ ประการดังที่กล่าวนั่นเอง. และเมื่อละสังโยชน์ ๓ ประการนั้นได้แล้ว จึงจะเรียกว่า เดินอยู่ในทางหรือถึงแล้วซึ่งกระแสของนิพพาน ไปได้ไกลจนปลอดภัยจากข้าศึก คือกิเลส และได้นามใหม่ว่า “อารยชน" ซึ่งตามตัวพยัญชนะแปลว่า ผู้ไปแล้วจาก ข้าศึกคือกิเลส. (อริ = ข้าศึก + ยะ = ไป). ข้อนี้ทำให้เราสร้างภาพจินตนาการขึ้น ได้ว่าปุถุชน คือพวกที่ถูกผ้าคาดปิดตาไว้อย่างงัวเงียอยู่ที่นี่ ส่วนอริยชนนั้นไม่มี อะไรปิดตา และกำลังเดินดุ่ม ๆ ไปสู่จุดหมายปลายทาง รวมทั้งผู้ที่ไปจนถึง จุดหมายปลายทางแล้วด้วย. และความหมายอันนี้เองที่ทำให้พระโสดาบันได้นามว่า "จักขุมา" คือผู้มีดวงตา ซึ่งหมายถึงดวงตาเห็นธรรม; ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเลย และมีอาการเหมือนคนตาบอดหรือคน ไม่มีตา. เมื่อพระโสดาบันได้นามว่าเป็น พวกมีตาเป็นพวกแรก ดังนแล้ว พระ- อริยเจ้าในอันดับที่สูงขึ้นไป ก็ต้องเป็นผู้ที่มีตายิ่งขึ้นไปอีกโดยแน่นอน. สิ่งที่ทำให้ ตาบอดหรือมีอาการเหมือนกับไม่มีตานั้น ก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" ที่มีอยู่ อย่างหนาแน่นเต็มที่เต็มอัตรานั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จะต้องจางไปหรือบางไปจนมี ลักษณะที่เรียกว่า "เริ่มลืมตา" คือมองเห็นอะไรได้ จึงจะเรียกว่าเป็นปุถุชนชั้นดี และมองเห็นนิพพานโดยประจักษ์ชัด และแน่นอนที่จะไปถึงแม้อยู่ในระยะไกล ก็เรียกได้ว่าเป็นพระโสดาบัน หรือพระอริยเจ้าในอันดับแรกได้แล้ว. ดังนั้น มาตรฐานแห่งการละ "ตัวกู - ของกู" ขนาดที่จะทำให้ได้นามว่าพระโสดาบัน หรือพระอริยเจ้าในอันดับแรกที่สุดนั้น ก็คือการละสังโยชน์ ๓ ประการ ดังที่กล่าว แล้วข้างต้น และมีความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ดับไปแล้วในลักษณะเช่นนั้น และโดยอัตราส่วนเท่านั้น; ส่วน "ตัวกู - ของกู" ที่ยังเหลืออยู่นั้นเป็นหน้าที่ ที่ของพระอริยเจ้าในอันดับที่สูงขึ้นไปจะต้องละต่อไปโดยลำดับ.
น.1223 ทีนี้ เรามาพิจารณากัน ถึง ความหมายที่รวบรัดของการละสังโยชน์ ๓ ประการ ที่อาจจะนำไปใช้ได้แก่คนทั้งปวง : ในข้อแรกที่สุด เราจะต้อง ให้ความหมายแก่คำว่า "สักกายทิฏฐิ" นั้น ว่า ความเป็นคนเห็นแก่ตัวจัด; และให้ความหมายแก่คำว่า “วิจิกิจฉา" ว่า ความไม่รู้ว่าชีวิตนี้จักต้องดำเนินไปใน ทิศไหน ทางไหน ยั งไม่รู้ หรือยังเลือกไม่ถูก; และจะต้องให้ความหมายแก่คำ ว่า สีลัพพตปรามาส" ว่า ความงมงายถึงขนาดใช้เครื่องมือที่ดีที่แท้อย่างผิด ๆ จนเป็น อันตรายแก่ตัวเอง . ซึ่งเครื่องมือใน ที่นี้เราหมายถึงวัฒนธรรม จริยธรรม และศาสนา โดยตรง. เมื่อเป็นดังนี้แล้วลองคิดดูเถิดว่า ไม่จำเป็นจะต้องพูดกันถึงเฉพาะบุคคล ในวงของศาสนาเลย แต่พูดกันถึงมนุษย์ทั่วไปทั้งหมดทีเดียว ว่าถ้าใครยังประกอบ อยู่ด้วยการเห็นแก่ตัวจัด มีความไม่รู้จักชีวิตของตัวเอง ว่าจะต้องเดินไปทางไหน และความที่กำลังทำอะไรผิด ๆ ต่อจริยธรรม และมนุษยธรรมอยู่เป็นประจำดังนี้แล้ว เราควรจะจัดบุคคลชนิดนั้นไว้ในลักษณะเช่นไร. แม้แต่จะถามว่าเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์แล้วหรือยัง ? ก็คงจะไม่มีใครกล้ายืนยันว่า บุคคลชนิดนี้อยู่ในฐานะ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว. ส่วนในทางตรงกันข้าม การที่จะถือเอาบุคคลที่หมด ลักษณะอันไม่พึงปรารถนา ๓ ประการนี้แล้ว ว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็คงจะไม่มี ใครค้าน คงจะยอมรับว่าเขาเป็นบุคคล ชั้นอารยชนได้ทีเดียว. เมื่อพิจารณาดูตามนี้ ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกว่า หลักแห่งการละเสีย ซึ่งสังโยชน์ ๓ ประการ นั้นไม่ควรถูกจำกัดเขตอยู่ในขอบวงของพุทธศาสนา แต่ ควรจะเป็นหลักเกณฑ์ที่นำไปใช้ได้แก่คนทุกคนในโลก และจะทำให้เราเข้าใจ ได้ดีขึ้น ถึงระดับที่แตกต่างกันอยู่ ระหว่างอนารยชน กับ อารยชน ว่าที่แท้นั้น มันควรจะเป็นอย่างไร. ข้อแตกต่างชั้นปลีกย่อยนั้นอาจจะมีอยู่มาก แต่โดยใจความ สำคัญแล้วจะตรงเป็นอันเดียวกันหมด และเราก็ยังมีทางที่จะกำหนดความหมายของ คำ ๆ นั้นให้พอเหมาะพอดีตามที่เราต้องการได้ด้วย. โดยเฉพาะเช่น คำว่า " ความ- เห็นแก่ตัว" เราหมายถึงความเห็นแก่ตัวตามธรรมดาสามัญทั่วๆ ไปก็ได้ ซึ่งแม้จะละ
น.1224 ได้หมดแล้วก็ยังไม่ถึงกับเป็นพระอรหันต์; ฉะนั้นเราจึงเอา "ความเห็นแก่ตัว" ในระดับนี้มาเป็นความหมายของคำว่า "สักกายทิฏฐิ" สำหรับอารยชนทั่ว ๆ ไป. ส่วนในกรณีของวิจิกิจฉานั้น หมายความว่า ไม่ลังเลต่อจุดหมาย ปลายทางของชีวิต. จุดหมายปลายทางของชีวิตที่จะต้องไม่มีความลังเลนั้นเล่าจะ ต้องหมายถึงชีวิตที่ไม่มีความมัวเมา ที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจฝ่ายต่ำโดยประการทั้งปวง; หรือถ้าพูดอย่างศาสนาที่มีพระเป็นเจ้าก็ต้องพูดว่า ชีวิตชนิดที่จะอยู่กับพระเป็นเจ้า ได้นั่นแหละ เป็นชีวิตชั้นจุดหมายปลายทางที่จะต้องเข้าให้ถึงโดยไม่ต้องมามัวลังเล ว่า ความได้ลุ่มหลงเอร็ดอร่อยอยู่ในโลกอันสวยงาม จะมีค่ายิ่งไปกว่าชีวิตชนิดนั้น. แม้ว่าร่างกายจะยังต้องอยู่ในโลกอันสวยงามชนิดนี้ แต่จิตใจก็ยอมรับนับถือคุณค่า อันสูงสุดของชีวิตชนิดที่กล่าวแล้ว และกำหนดไว้ในฐานะเป็นจุดที่จะต้องลุถึงให้ได้ ในเวลาอันควร. สำหรับ สีลัพพตปรามาส หรือความเข้าใจผิดต่อสิ่งอันเป็นเครื่องมือ ที่มนุษย์จะใช้เป็นเครื่องมือเอาตัวรอดให้ได้นั้น เราหมายถึงความเข้าใจถูกต้องและ ปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้องต่อวัฒนธรรม อารยธรรม จริยธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ จะเรียก ชนิดที่แท้จริงของมนุษย์ และปฏิบัติอยู่ด้วยการอยู่ในอำนาจของเหตุผล. ทั้งหมดนี้เป็นความหมายทั่วไปของสังโยชน์ และการละสังโยชน์ ๓ ประการในพระพุทธศาสนา. แล้วเราลองพิจารณาดูเถิดว่า พวกไหนบ้างที่จะยอมรับ หลักเกณฑ์อันนี้ไม่ได้ในโลกนี้ . เมื่อเป็นดังนี้ย่อมทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า พระ- โสดาบันก็คืออารยชนที่แท้จริง ที่โลกพึงประสงค์อย่างแท้จริงนั่นเอง. ส่วน เรื่องที่ยังบริโภคกามหรือไม่บริโภคกามแล้วนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยว ข้องกันเลย และการละกามเสียโดยประการทั้งปวงนั้น เป็นเรื่องของพระอริยเจ้า ในขั้นที่สูงขึ้นไปกว่านี้ นี้คือการดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" ในขั้นที่เรียกว่า พระโสดาบัน.
น.1225 " ... ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งหนุ่มนี้ มันก็ล้วนแต่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น ไม่เคยทำบทเรียนเพื่อผู้อื่น หรือ เพื่อสละออกไปเพื่อความว่างเลย ทีนี้เราก็เป็นผู้ขาดความรู้ในส่วน นี้ แล้วก็เกินมากในความรู้ส่วน ที่เห็นแก่ตัว ... " จากเรื่อง "การบวชคือการฝึกกระทำเพื่อผู้อื่น"
Buddhadasa