Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๓๐ — ๒๔. ลักษณะของพระสกิทาคามี

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1226 วันนี้จะได้กล่าวถึง การดับไปแห่ง “ตัวกู–ของกู” ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่าพระโสดาบัน กล่าวคือ ในระดับที่เป็นพระสกิทาคามี. เท่าที่กล่าวมาแล้วควรจะ สังเกตให้เห็นว่าการดับไปแห่ง “ตัวกู–ของกู” นั้น มีได้ตั้งแต่อันดับที่ต่ำ แล้วค่อย ๆ สูงขึ้นไปเป็นลำดับ คือ “ตัวกู” ที่ดับได้ยากยิ่งขึ้นไปตามลำดับ. ข้อนี้หมายความว่าถ้าดับ “ตัวกู–ของกู” ได้มากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งห่างจากโลกียวิสัย กลายไปเป็นโลกุตตรวิสัยมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น; และโลกุตตรวิสัยอันดับแรก ก็คือความ เป็นพระโสดาบันนั่นเอง. แม้ว่าพระโสดาบันจะไม่อยู่เหนือโลกโดยสิ้นเชิง ก็ยังกล่าวได้ว่าอยู่เหนือโลก และจักอยู่เหนือโลกโดยสิ้นเชิงอย่างที่จะเป็นอื่นไปไม่ได้ในกาลอนาคต. เราเรียกระดับจิตใจแห่งพระอริยเจ้าทั้งหมด นับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปถึงพระอรหันต์ ว่า

น.1227 ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิ หรือ สภาวะที่เป็นโลกุตตรวิสัย; มีความหมายสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ไม่ตกต่ำอยู่ภายใต้ความย่ำยีของโลก เพราะความรู้เท่าทันโลก จนอารมณ์ทั้งปวง ในโลกไม่เป็นที่ตั้งแห่งการเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู - ของกู" หรือเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด ในพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ และเป็นการแน่นอนว่า ไม่เกิดเต็มที่อย่างที่เกิดแก่ปุถุชน. แม้ว่าพระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ จะยังคงมีความทุกข์อยู่บ้าง เพราะการดับ "ตัวกู - ของกู" ยังไม่หมดสิ้น ก็ยังเป็นความทุกข์ที่แตกต่างกันกับความทุกข์ของ ปุถุชน คือว่าแม้พระอริยเจ้าจะมีอาการแห่งความทุกข์ ก็ยังเป็น ความทุกข์ของบุคคล ผู้รู้เท่าทัน มีสติปัญญาเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องของความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ และหนทางที่จะดับไม่เหลือแห่งความทุกข์; ซึ่งวิสัยของ ปุถุชนย่อมไม่ประสีประสาต่อสิ่งเหล่านี้เลย กล่าวได้ว่าจมอยู่ในความทุกข์อย่าง หลับหูหลับตา. ส่วนพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดคือขั้นพระอรหันต์นั้น ย่อมถึงที่สุด แห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง เพราะความดับไปโดยสิ้นเชิงแห่ง "ตัวกู - ของกู" นั่นเอง; ทำให้สรุปความได้ว่า ปุถุชนไม่รู้จักดับ "ตัวกู - ของกู" แม้แต่ประการใด; พระ- อริยเจ้าคือผู้ที่รู้จักดับ "ตัวกู - ของกู" ได้มากหรือน้อยตามส่วนแห่งชั้นของท่าน จนกระทั่งถึงดับได้หมดในขั้นพระอริยเจ้าขั้นสุดท้าย. เพราะฉะนั้น เมื่อมีการ กล่าวถึงการดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" ของพระอริยเจ้าที่สูงขึ้นไปย่อมหมายความ ว่าเป็นการดับ "ตัวกู - ของกู" ชนิดที่ละเอียดหรือลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปนั่นเอง. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พระโสดาบันย่อมละสังโยชน์ ๓ ประการ ในเบื้องต้น ยังมีสังโยชน์เหลืออีก ๗ ประการ ซึ่งพระอริยเจ้านอกนั้นจะต้องละ หรือดับ. พระอริยเจ้าขั้นต่อไปจากพระโสดาบัน กล่าวคือพระสกิทาคามี นั้น ไม่อาจจะดับสังโยชน์ ๗ ประการ ที่เหลือแม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งให้เด็ดขาดลงไป เพียงแต่ว่านอกจากจะละสังโยชน์ ๓ ประการที่เคยละมาแล้วในขั้นของพระโสดาบัน แล้วก็ยังสามารถดับ "ตัวกู - ของกู" ที่อยู่ในรูปของ โลภะ โทสะ โมหะ อย่างอื่น ๆ ให้เบาบางลงได้บ้าง แต่ว่ามากไปกว่าพระโสดาบันเท่านั้น.

น.1228 อนึ่ง พึงทราบเสียเลยในที่นี้ว่า สังโยชน์ชื่อใด ๆ ก็ตาม ล้วนแต่มี ความหมายรวมลงได้ในคำว่า โลภะ โทสะ โมหะ แต่ที่ไม่นิยมเรียกว่า โลภะ โทสะ โมหะ เพียง ๓ อย่าง ทั้งนี้ก็โดยที่มุ่งหมายจะจำแนกให้เห็นชัดในลักษณะ อาการของกิเลสชื่อนั้น ๆ หรือในความเกิดขึ้นแห่ง "ตัวกู - ของกู" ที่โพลงขึ้น ในรูปนั้น ๆ หรือในลักษณะอาการเช่นนั้น ๆ นั่นเอง. เพื่อสะดวกแก่การที่จะ รู้จักมัน เข้าใจมันได้ แล้วปฏิบัติเพื่อละมันเสีย หรือเพื่อเป็นเครื่องจำแนก ให้เห็นง่ายๆ ถึงระดับหรือชั้นเชิงแห่งบุคคลผู้ละหรือดับ ที่จะต้องเป็นไป ในชั้นเชิงอย่างไร อีกอย่างเดียวกัน. ท่านเรียงลำดับชื่อของสังโยชน์นั้น ๆ ไว้ ตามลำดับของการที่มันละได้ยากยิ่งขึ้นไปทุกที คือนับตั้งแต่สักกายทิฏฐิเป็นลำดับ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงอวิชชา. ฉะนั้นเราอาจจะกล่าวให้สั้น ๆ ลงไปได้ว่า สำหรับ "ตัวกู - ของกู" ซึ่งอยู่ในรูปของสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสนั้น พระสกิทาคามีย่อมละ ได้หมดเหมือนพระโสดาบัน; ส่วน "ตัวกู - ของกู" ที่อยู่ในรูปหรือชื่อของสังโยชน์ ๗ อย่างที่เหลือนั้น พระสกิทาคามี เพียงแต่ทำให้เบาบางลงได้เท่านั้น ไม่ได้ละ สังโยชน์ชื่อใดให้เด็ดขาดลงไป จนถึงเป็นการเพิ่มเติมจำนวนของสังโยชน์ที่ละได้ นั้นเลย. และถ้าจะกล่าวโดยการถือเอา โลภะ โทสะ โมหะ เป็นหลัก ก็ต้อง กล่าวรวม ๆ กันไปว่า โลภะ โทสะ โมหะ ที่อยู่ในรูปหรือที่เกี่ยวเนื่องกันกับ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสนั้น พระสกิทาคามีก็จะได้สิ้นเชิงเช่นเดียว กับพระโสดาบัน; ส่วน โลภะ โทสะ โมหะ ที่อยู่ในรูปหรือชื่อของสังโยชน์ทั้ง ๗ ที่เหลือนั้น พระสกิทาคามีไม่ได้ละส่วนหนึ่งส่วนใด ชื่อหนึ่งชื่อใดให้เด็ดขาดลงไป เพียงแต่ทำให้เบาบางลงไปได้อย่างประปรายทั่วๆ ไปเท่านั้น. แม้กระนั้นก็ยัง กล่าวได้ว่า พระสกิทาคามีละกิเลสหรือสังโยชน์ได้มากกว่าพระโสดาบัน จัดเป็น พระอริยเจ้าผู้อยู่ในภูมิที่สูงขึ้นไปกว่า ส่วนที่จะสูงไปกว่ามากน้อยเพียงไรนั้น อาจ จะรู้ได้จากความหมายแห่งชื่อที่ใช้เรียกนั่นเอง.

น.1229 คำว่า สกิทาคามี แปลว่า ผู้มาเพียงครั้งเดียว ( สกึ = ครั้งเดียว + อาคามี = ผู้มา). คำว่า "มาเพียงครั้งเดียว" นั้น หมายความว่า ย้อนมาหาสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความอาลัยเพียงครั้งเดียว. สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอาลัยในที่นี้ หมายถึง โลกที่มีกาม หรือพูดโดยเจาะจงก็คือกามนั่นเองที่จัดว่าเป็นอาลัยอย่างยิ่ง ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยภาพจินตนาการ ก็พึงทำการนึกว่า เหมือนกับบุคคลที่จะต้องละทิ้งเหย้าเรือนของตนไป ยังมีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่บางประการ จนถึงกับว่าออกเดินทางไปแล้ว ก็ย้อนหรือวกกลับมาดูอีกครั้งหนึ่ง จึงออกเดินทางไปได้ในที่สุด. เพราะว่าเหย้าเรือนนั้น เคยเป็นอาลัย คือที่อาศัยเพื่อความหลงติด หรือหมกจมอยู่ด้วยความเคยชิน; มีความดึงดูดอย่างเหนียวแน่นยากที่จะละให้ขาดไปได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับจิตใจของสัตว์ที่จะเปลี่ยนจากปุถุชนไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า ซึ่งหมายถึง การขึ้นจากน้ำหรืออาลัย กล่าวคือกาม นั้น ย่อมเป็น การฝืนหรือการทวนกระแสอย่างยิ่ง แม้กำลังของสติปัญญาจะมีอยู่มาก แต่ความเหนี่ยวรั้ง ซึ่งเป็นกำลังของกิเลส กล่าวคือ "ตัวกู - ของกู" นี้ก็มีอยู่มาก หรือเหนียวแน่น หรือลึกซึ้งเช่นกัน จึงทำให้พระอริยเจ้าขั้นแรก คือพระโสดาบัน ยังคง บริโภคกามอยู่ในลักษณะบางลักษณะด้วยสติปัญญาของพระอริยเจ้า. ส่วนพระสกิทาคามีนั้น ไปได้ไกลกว่านั้น คือเหินห่างออกไปจากกามบ้างแล้ว แต่ยังมีอาลัยอาวรณ์ให้เหลียวกลับมาดูอีกครั้งหนึ่งเป็นอย่างน้อย ก่อนที่จะจากไปอย่างเด็ดขาด ฉะนั้นจึงได้นามว่า “สกิทาคามี” คือผู้มาอีกครั้งเดียว; ต่างจากพระโสดาบัน ซึ่งแปลว่าผู้ถึงกระแส หมายความว่าทั้ง ๆ ที่บริโภคกามบางอย่างอยู่ ยังไม่ได้จากไป แต่ก็ มีความแจ่มแจ้งในหนทางของการออกไปจากกาม และมีจิตน้อมไปในทางนั้นแล้วโดยสมบูรณ์: จึงผิดกันอยู่คนละระดับดังนี้, ส่วนข้อที่พระโสดาบันที่เป็นบรรพชิตจะต้องเว้นจากการเกี่ยวข้องกับกาม เพราะการบังคับทางวินัยของบรรพชิตนั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก คือเป็นเรื่องของวินัย แต่ถึงกระนั้นก็ยังหมายความว่าเนื้อแท้แห่งจิตใจของท่าน ก็ยังมีอาลัยอยู่ในกามตามภูมิตามชั้นของพระโสดาบันนั่นเอง หาได้สูงหรือมากไปกว่าพระโสดาบัน

น.1230 ที่เป็นผู้ครองเรือนไม่ : หากแต่ไม่ทำ หรือไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุกามในขณะนั้น ก็เพราะวินัยบังคับเท่านั้น หาใช่โดยเนื้อแท้ของจิตใจไม่. ฉะนั้น เป็นอันกล่าวได้ว่า จิตใจแห่งพระโสดาบัน ย่อมอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ครองเรือน หรือบรรพชิต ในเมื่อกล่าวโดยหลักใหญ่ของการละสังโยชน์ หรือความหมายอันแท้จริงของคำว่า "โสดาบัน" และโดยปรกตินั้น ความเป็นพระโสดาบันไม่ได้บีบบังคับบุคคลนั้น ๆ ให้ละจากบ้านเรือนไปสู่ความเป็นบรรพชิต. ส่วน ความเป็นพระสกิทาคามีนั้น มีความผลักดันบุคคล ให้ไปสู่ความเป็นบรรพชิตมากขึ้น เป็นธรรมดา; ความห่างไกลจากโลกหรือกาม จึงมีมากกว่าพระโสดาบันเพราะเหตุนั้น. เพราะฉะนั้นแม้ว่าท่านจะละสังโยชน์ได้เพียง ๓ ประการเหมือนกัน แต่ก็ยังสูงต่ำกว่ากัน ด้วยคุณธรรมอย่างอื่น. ลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนี่แหละ คือ ความที่ "ตัวกู - ของกู" ของพระสกิทาคามีนั้นเบาบางกว่าของพระโสดาบันอย่างที่เห็นได้ชัด. ทีนี้ ก็มาถึงเรื่องที่เราจะมองให้กว้าง ๆ ออกไปจากขอบเขตของคำว่าพุทธศาสนา เช่นที่เราเคยมองกันมาแล้วในเรื่องของพระโสดาบันข้างต้น คือว่า ถ้าเราจะมองพระสกิทาคามีกันในลักษณะของอารยชนสากล ที่อาจจะยอมรับกันได้ทั่วไป ไม่ว่าชนชาติไหน ภาษาไหน หรือถือศาสนาไหน เพราะมีอะไร ๆ ล้วนแต่ไม่เป็นอันตรายแก่ใคร ไม่ขัดกับความรู้สึกของการศึกษาระบบไหน โดยแท้จริงเลย ดังนั้นแล้ว พอมาถึงชั้นพระสกิทาคามีนี้ สามัญสัตว์อาจจะเกิดความรู้สึกกลัว ในข้อที่ว่าจะต้องเหินห่างจากกามออกไปมากกว่าปรกติ ไม่อยู่ในสภาพที่พอดี หรือพอประมาณเหมือนพระโสดาบัน; ดังนั้นแล้ว ตามความรู้สึกของคนทั่วไป ย่อมจะไม่ปรารถนาในอาการที่ว่า เดินห่างออกไปจากกาม ด้วยการเหลียวหลังมาดูเพียงคราวเดียว ดังนี้. เมื่อเราเข้าใจความหมายข้อนี้ได้ดี เราก็ย่อมจะเข้าใจความที่พระอริยเจ้า จะแยกทางเดินออกไปต่างหากจากปุถุชนได้มากขึ้นที่ตรงนี้ ซึ่งมากไปกว่าที่จะมองดู

น.1231 กันตรงที่ภูมิธรรมของพระโสดาบันอย่างเดียว ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น; นับว่าเป็นสิ่ง ที่ฝืนความรู้สึกของปุถุชนมากยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง; ปริมาณของการเป็นพระโสดาบัน ตามที่มีในประวัติการณ์ จึงมีมากกว่าปริมาณของพระสกิทาคามีอย่างที่ไม่อาจจะเทียบ กันได้ และกลายเป็นเรื่องที่ปุถุชนเข้าใจไม่ได้ ว่าจะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนายิ่งขึ้นไป อีก. และเมื่อมองเขยิบขึ้นไปถึงขั้นพระอนาคามีและพระอรหันต์ด้วยแล้ว ลักษณะ ดังที่กล่าวมานี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น และความที่สัตว์จะพยายามก้าวสูงขึ้นไปถึงขั้นนั้น ก็ยิ่งมี น้อยลง ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก. นั่นแหละคือระดับความสูงต่ำแห่ง "ตัวกู" หรือ "ของกู" ที่ จะต้องละในระดับต่อไป ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ หรือรู้จักพระอริยเจ้าเหล่านั้นได้ตรง ตามที่เป็นจริง ไม่นำไปสู่ความงมงาย ดังที่เข้าใจหรือศึกษากันโดยนัยอย่างอื่น. แต่อย่างไรก็ดีขอให้คำนวณดูเถิดว่า ถ้าเพียงแต่คนในโลกเราเป็น เพียงแต่พระโสดาบันกันเท่านั้น ไม่ต้องขึ้นไปถึงขั้นพระสกิทาคามีเลย โลกเรา ก็จะประสบสันติภาพอันถาวร เพียงพอแก่ความต้องการของชาวโลกตามธรรมดา เสียแล้ว หรืออาจจะล้น หรือ เกินกว่าที่ชาวโลกธรรมดาควรจะได้รับเสียอีก ในเมื่อเป็นได้เพียงพระโสดาบันเท่านั้น; ดังนั้นมันจึงเป็นการแสดงอยู่ในตัวว่า ความหมายที่ว่าอยู่เหนือโลก หรือโลกุตตรภูมินั้น มันช่างอยู่เหนือโลกเสียจริง ๆ อย่างที่จะกล่าวได้ว่า เพียงแต่ขั้นต้น ๆ เท่านั้น ก็อยู่ในระดับสูงสุดของโลกเสียแล้ว หรือเหนือไปกว่าวิสัยโลกตามธรรมดาเสียแล้ว; ยิ่งขั้นต่อไปก็อยู่ใน ระดับที่ชาวโลก ต้องแหงนคอชะเง้อมอง ยากที่จะตัดสินใจลงไปได้ว่าจะเดินตามท่านไปในทางนั้นดี หรือจะอยู่ที่นี่ดี แล้วก็มีความกลัวอย่างมาก ๆ ที่จะสละสิ่งที่เป็นที่รักที่อาลัย แล้วเดินตามท่านไปจริง ๆ นี่แหละจะเป็นเครื่องวัดให้เรารู้ว่า ความเห็นแก่ตัว หรือความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" ของพระอริยเจ้าในขั้นเหล่านี้ มีเหลืออยู่ สักกี่มากน้อย ในเมื่อนำไปเปรียบกับปุถุชนคนธรรมดาสามัญทั่วไป ดังนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต