Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๓๑ — ๒๕. ลักษณะของพระอนาคามี

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1232 วันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับแห่ง “ตัวกู – ของกู” ในรูปของความเป็นพระอนาคามี. ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ย่อมทำให้เห็นได้ว่า ความ ประเสริฐแห่งบุคคล ย่อมขึ้นอยู่ที่ความดับไปแห่ง “ตัวกู” ซึ่งแล้วแต่จะดับได้มากน้อยเพียงไร; ดับ “ตัวกู” ได้มาก ขึ้นเท่าไร ความเป็นพระอริยบุคคลก็มีมากขึ้นเท่านั้น. ความ ข้อนี้มีอยู่ดังที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พระโสดาบัน ดับ “ตัวกู – ของกู” ซึ่งอยู่ในรูปของสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้; และพระสกิทาคามี ย่อมดับ “ตัวกู” ซึ่งอยู่ในรูปของ โลภะ โทสะ โมหะ หรือกิเลสทั่วๆ ไปนั้น เพิ่มขึ้นได้อีกบางส่วน แต่ไม่มีชื่อ เรียกระบุไว้ชัด; ส่วนพระอริยบุคคลลำดับถัดไปคือ พระอนาคามีนั้น จะต้อง ละสังโยชน์อีก ๒ ประการ คือกามราคะและปฏิฆะ ซึ่งหมายถึงความ รู้สึกที่เป็น “ตัวกู – ของกู” ที่เกิดอยู่ในรูปของ ความยินดีในกาม และ ความพลุ่งขึ้นมาเป็น ความโกรธขัดใจ หรือแม้แต่หงุดหงิด.

น.1233 เมื่อพิจารณาดูตามนี้แล้ว ย่อมทำให้เห็นได้ว่า พระโสดาบัน และพระ- สกิทาคามี ต่างจากพระอนาคามีอย่างไร. ข้อนี้หมายความว่า กิเลสประเภทกาม และความโกรธนั้น เป็นสิ่งที่ละได้ยาก จนถึงกับพระอริยบุคคล ๒ ประเภท ข้างต้น ไม่สามารถจะละได้เด็ดขาด แล้วนับประสาอะไรกับปุถุชนที่จะเอาชนะ กิเลส ๒ ชื่อนี้ได้. ผู้ที่จะเอาชนะให้ได้จะต้องใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่เรียกว่า เป็นพระอนาคามีดังกล่าวแล้ว, แต่ควรทราบให้เป็นที่เข้าใจ ชัดเจนเสียด้วยว่า แม้ว่าพระโสดาบันและพระสกิทาคามีจะไม่สามารถละกิเลส ๒ ชื่อ นี้ได้ก็จริง แต่ก็มิได้หมายความว่าท่านเป็นผู้หนาไปด้วยกิเลส ๒ ชื่อนี้ ดังที่ปุถุชน คนธรรมดาเป็นกันอยู่. ฉะนั้น ความยินดีในกามของท่านเหล่านี้ จึงมิได้หมายถึง ความมัวเมา หากเพียงเป็นไปตาม สัญชาตญาณที่ถูกควบคุมไว้ด้วยสติปัญญาของพระอริยเจ้า ๒ ประเภท นี้; ฉะนั้น จึงไม่เป็นไปเพื่อทุกข์โทษ หรือนำไปสู่อบายได้แต่ ประการใดเลย. ทั้งนี้ เพราะว่าการตัดความยินดีในกามได้เด็ดขาดนั้น เป็นคุณธรรม ขั้นสูงสุดอย่างหนึ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับกาม สำหรับ ปฏิฆะ หรือความขัดใจ นั้น ก็เป็นอย่างเดียวกัน คือ มิได้หมายถึงความโกรธ อย่างคนธรรมดาสามัญโกรธ เป็นแต่เพียงอาการของจิต ที่เกิดการกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ขัดใจรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิดอยู่ชั่วขณะในบางขณะ มิได้หมายถึงการโกรธเป็นพืนเป็นไฟ; ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในวิสัยที่พระโสดาบันและพระสกิทาคามีจะละได้. สังโยชน์ทั้ง ๒ ข้อนี้ จึงมาอยู่ในอันดับที่พระอนาคามีจะต้องละ; พระอนาคามีจึงอยู่ในฐานะที่อยู่เหนือ ความยินดีในกามและโกรธหรือขัดใจ ไม่เป็น. ฉะนั้น เราจึงไม่อาจจะเห็นความ รู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" พลุ่งขึ้นมาในรูปของความกำหนัดในกาม หรือความ โกรธความขัดเคือง แม้แต่ประการใดได้อีกต่อไป.

น.1234 เราอาจจะรู้จักพระอนาคามีได้โดยง่าย ด้วยการทราบถึงความหมาย ของคำที่เป็นชื่อของท่านนั่นเอง; คำว่า อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มา (น = อน = ไม่ + อาคามี = ผู้มา) และพึงย้อนไประลึกถึงความหมายของคำว่า สกิทาคามีอีกครั้งหนึ่ง ก็ย่อมจะเข้าใจลักษณะของพระอนาคามีได้โดยง่าย. ข้อนี้คือ ข้อที่พระสกิทาคามี ยังมีความอาลัยย้อนหลังมาสู่กามอีกครั้งหนึ่ง. ส่วนบุคคลที่เป็น อนาคามีนั้น ไม่มีอาการเช่นนั้นเลย คือไม่มีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่ในกาม ไม่มีความพะวงหวนกลับมาระลึกถึงกาม จึงทำให้ได้ชอว่า ผู้ไม่กลับมาอีก. ข้อนี้ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ในการวางระดับมาตรฐานของพระอริยเจ้านั้น มีการใช้สิ่งซึ่งเรียกว่าถามเป็นเครื่องวัดระดับอยู่อย่างมาก และอาจจะเข้าใจได้ดี สำหรับคนทั่วไป; และทำให้เห็นได้สืบไปว่า สิ่งที่เรียกว่ากามนั้นเป็นปัญหาใหญ่ หรือเป็น ปัญหายุ่งยากของมนุษย์ เรามาแล้วตั้งแต่โบราณกาลทีเดียว . ฉะนั้นเมื่อ จะกล่าวถึงสิ่งซึ่งเป็น อุตริมนุสสธรรม ก็ต้องเพ่งเล็งกันถึง สิ่งที่ละได้ยาก; และ การละสิ่งซึ่งละได้ยากเสียได้นั่นเอง เป็นตัวอุตริมนุสสธรรม คือธรรมที่ยิ่งไปกว่า ระดับธรรมดาของมนุษย์. พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงไว้ซึ่งอุตริมนุสสธรรม ตามขั้นที่ กำหนดไว้ สำหรับพระอริยเจ้าขั้นนั้น ๆ. ดังที่เราจะเห็นได้จากในกรณีของ พระอนาคามีนี้ว่า ทรงไว้ซึ่งอุตริมนุสสธรรม ถึงขนาดที่จิตใจอยู่ในภาวะที่ไม่อาจจะ รักโกรธได้อีกต่อไป แม้โดยประการใด ๆ หรือในระดับใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็น ผู้จะต้องเดินทางต่อไป จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะแห่งพระอริยเจ้าขั้นสุดท้าย คือเป็น พระอรหันต์ ซึ่งเป็นเหมือนกับผู้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง คืออยู่เหนือโลก โดยประการทั้งปวงอย่างสิ้นเชิงจริง ๆ. สำหรับพระอนาคามีนั้น แม้ว่าจะละราคะ และความโกรธได้โดยสิ้นเชิง แต่ ส่วนที่เป็นโมหะยังเหลืออยู่บางประการ ซึ่งเป็น

น.1235 ชั้นที่ละเอียดประณีตอย่างยิ่ง อันจะต้องละให้สั้นไปอีกขั้นหนึ่ง; จึงเป็นเหตุให้ กล่าวได้ว่า แม้ว่า "ตัวกู" ในรูปของกามราคะ และปฏิฆะ จะไม่มีทางเกิดอีกต่อไป แล้ว แต่ก็ยังมี "ตัวกู" ประเภทที่ละเอียดไปกว่านั้น เหลืออยู่สำหรับให้ละอีกต่อไป. ต่อไปนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง คำว่า "กามราคะ" และ "ปฏิฆะ". สำหรับ คำว่า "กามราคะ" นั้น ควรจะเข้าใจคำว่า ราคะ กันให้ เป็นที่ถูกต้องเสียก่อน มิฉะนั้นจะมี ทางเข้าใจผิดไปได้ตั้งแต่ต้นมือ, คำว่า ราคะ มาจากรากศัพท์ที่แปลว่า ย้อมติด ; แต่ในทางภาษาธรรมะหมายถึง ความกำหนัด ; เพราะเหตุว่าความกำหนัดเป็นสิ่งที่ย้อมติดอยู่ในใจอย่างยิ่ง ความกำหนัดหรือความย้อมติดนี้ อาจจะมีในอะไรก็ได้; ถ้ามีในกามก็เรียกว่า กามราคะ ; ถ้ามีในความสุขที่เกิดมาจากฌานหรือสมาธิที่ไม่เกี่ยวกับกามเลย ก็มีชื่อเรียกว่า รูปราคะ และ อรูปราคะ แล้วแต่กรณีที่ความสุขนั้นเกิดมาจาก รูปฌาน หรืออรูปฌาน. ทีนี้ ถ้ายินดีในสิ่งที่สูงไปกว่านั้นอีก มีชื่อเรียกว่า ธรรมราคะ หรือ ธรรมนันทิ เช่นนี้ ย่อมเป็นคำแปลกหูสำหรับคนทั่ว ๆ ไป เพราะมีที่ใช้และพูดถึงน้อยมาก บางคนก็แทบว่าจะไม่เคยได้ยินเลย; และที่รองลง มา จากนั้นก็คือ คำว่า รูปราคะ และ อรูปราคะ นั่นเอง. คนที่ไม่เคยสนใจกับศาสนาจะไม่เคยได้ยินคำ ๒ คำนี้ แต่ถ้ามาเกี่ยวข้อง กับการศึกษาในทางศาสนาบ้าง ก็ย่อมจะเคยได้ยินได้ฟัง ไม่เหมือนกับคำว่า ธรรมราคะ ซึ่งแม้แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอยู่โดยตรงก็ยัง ยากที่จะผ่านหูผ่านตา เพราะมีกล่าวถึงเพียงไม่กี่แห่งนั่นเอง. แต่คำ ที่ได้ยิน กันมากที่สุด และ เข้าใจกันได้ทันที นั้น ก็คือคำว่า กามราคะ อันเป็นสังโยชน์ที่ ๔ ที่พระอนาคามีละได้นั่นเอง. ดังนั้นคำว่า ราคะในความหมายธรรมดาสามัญของคน ทั่วไป จึงมีความหมายเล็งถึงกามราคะโดยเฉพาะ หาได้หมายถึงราคะทุกชนิดดังที่ กล่าวมาแล้วไม่.

น.1236 พระอนาคามีละกามราคะได้ก็จริง แต่ไม่สามารถที่จะละรูปราคะและ อรูปราคะ. ส่วนพระอรหันต์นั้นละรูปราคะ และอรูปราคะได้จริง แต่ก็หา จำเป็นที่จะต้องละธรรมราคะไม่ ในเมื่อคำว่า "ธรรมราคะ" นั้นหมายถึงแต่เพียง ความพอใจในพระนิพพานไปตามอำนาจของสติปัญญา เท่านั้นเอง หาได้ เป็นไปเพื่อกิเลสตัณหาแต่ประการใดไม่. นี่แหละคือความหมายของคำว่า "ราคะ" ซึ่งมีอยู่กว้างขวางถึงเพียงนี้ ซึ่งเราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนจึงจะ ทราบได้อย่างแจ่มแจ้ง ว่ากามราคะที่พระอนาคามีละได้นั้น หมายถึงอะไร ; และ รูปราคะ กับอรูปราคะ ที่พระอนาคามีจะต้องละสืบต่อไป นั้นหมายถึงอะไร และ มีราคะอะไรอีกบ้าง ซึ่งใคร ๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องละดังนี้ . แม้คำว่า "กามราคะ" ซึ่งเข้าใจอยู่ดีแล้วนั้น ก็ยังอาจจะแบ่งเป็นอย่าง หยาบอย่างละเอียด ซึ่งเป็นวิสัยของปุถุชน และเป็นวิสัยของพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ จะพึงมีหรือพึงละ ตามสมควรแก่กรณีอีกประเภทหนึ่ง. ฉะนั้น ถ้าจะกล่าว โดยคำธรรมดาสามัญ เราอาจจะกล่าวได้ว่า พระอริยเจ้าประเภทพระโสดาบันและ พระสกิทาคามี นั้นกำลังละกามอยู่ แต่ไม่อาจจะละความอาลัยในกามได้. ส่วน พระอนาคามี นั้นละความอาลัยหรือเยื่อใยในกามได้โดยสิ้นเชิง . ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า " ความอาลัยในกาม " นั่นเอง เป็น เครื่องวัดให้ทราบระดับจิตใจของพระอริยเจ้า หาใช่กิริยาอาการแห่งการบริโภคกามโดยตรงไม่ ซึ่งหากผู้ใดมีความเข้าใจ ไม่ถูกต้องในเรื่องนี้แล้ว ย่อมจะเกิดความรู้สึกเกลียด หรือกลัวต่อการปฏิบัติเพื่อ ความเป็นพระอริยเจ้า หรือไม่อยากจะเข้าใกล้พุทธศาสนาอีกเลย เพราะเข้าใจ ไปว่า เพียงแต่ในระยะเริ่มแรกเท่านั้น ก็ถูกกีดกันให้เว้นจากกามโดยสิ้นเชิงไปเสีย แล้ว ซึ่งเป็นการเหลือวิสัยที่ใครจะทำได้ : หรือเห็นเป็นเรื่องทารุณโหดร้ายต่อ ปุถุชนคนธรรมดามากเกินไป. สิ่งที่ควรพิจารณาสืบต่อไป อีกข้อหนึ่ง ก็คือข้อที่ว่า การที่ละกามราคะ เสียได้ หรือเป็นผู้อยู่เหนืออำนาจของกามนั้น จะเป็นบุคคลที่อยู่ในระดับสูง

น.1237 หรือประเสริฐได้อย่างไร และเพียงไหน? คนธรรมดาสามัญ หรือปุถุชนทั่วๆ ไป อาจจะเห็นไปในทางตรงกันข้าม คือเห็นไปว่าไม่ประเสริฐอะไร และความ ประเสริฐนั้นควรจะไปอยู่ที่ ความเพียบพร้อมไปด้วยกาม ต่างหาก. ถ้าหากว่ายังมีความเห็นดังกล่าวนี้อยู่แล้ว ก็ย่อมไม่มีทางที่จะเข้าใจ พุทธศาสนาได้ว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษา หรือเป็นสิ่งที่อาจจะเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้ อย่างไร; ต่อเมื่อเขาผู้นั้น บริโภคกามอยู่ และพร้อม ๆ กันกับการที่ เขาถูกถามนั้น เคี้ยวกินขบกัดอยู่ จนกระทั่ง มองเห็นโทษของกามนั้นได้เนือง ๆ เขาย่อมจะรู้สึก ขึ้นมาได้ด้วยตนเองว่า กามนั้นเหมือนกับสิ่งที่เป็นพิษ ประกอบไปด้วยทุกข์ และ โทษดังที่กล่าวไว้จริงๆ หากแต่ว่ามันเป็นไปอย่างซ่อนเร้นปิดบังยากที่จะเข้าใจได้ เท่านั้น. โดยที่แท้แล้วมันเป็นสิ่งที่แผดเผาอยู่ตลอดเวลา แต่ แผดเผาอยู่ในลักษณะ อาการของความเปียกชุ่ม จึงยากที่ใคร ๆ จะรู้สึกได้ ว่าเป็นการแผดเผา. เมื่อเป็นดังนี้ เขาก็จะเริ่มสนใจในธรรมะของพุทธศาสนา ที่เป็นไปเพื่อการขจัดเสียซึ่งอำนาจ ของกามให้เป็นผู้อยู่เหนือกาม แล้ว บริโภคสิ่งที่เรียกว่ากามนั้นอยู่ โดยความหมายที่ ไม่เป็นกาม และไม่ก่อให้เกิดทุกข์หรือโทษแต่ประการใดเลย. ใครก็ตามถ้าพิจารณาดูจริง ๆ แล้ว ย่อมจะเห็นได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่ เรียกว่า "กาม" นั้น เป็นเหมือนกับ เหยื่อหรือสินจ้างที่ธรรมชาติใช้ล่อหรือ จ้างสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ให้ทนรับความทุกข์ทรมานอันเนื่องมาจากการสืบ พันธุ์. การสืบพันธุ์นั้นเป็นความมุ่งหมายของธรรมชาติ เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าเป็นการบังเอิญของธรรมชาติก็สุดแท้. การวิวัฒน์ของธรรมชาติในสาย หรือกระแสที่มีการสืบพันธุ์เท่านั้น ที่จะยังคงเหลืออยู่มาให้เห็นจนทุกวันนี้ได้ ในบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าสัตว์ หรือพืช. ส่วนธรรมชาติในสายหรือ กระแสที่ไม่มีการสืบพันธุ์นั้น ย่อมสูญหายไปหมดแล้วก่อนที่จะมีวิวัฒนาการใด ๆ ทั้งสิ้น. เพราะฉะนั้นธรรมชาติสายที่เหลืออยู่ได้จนกระทั่งทุกวันนี้นั้น ย่อมอยู่

น.1238 ได้เพราะ มีการสืบพันธุ์เป็นความหมายอันสำคัญ มันจึงเหลืออยู่ได้และกลายเป็น ของธรรมดาสำหรับธรรมชาติ ไป จนเกิดเป็น "ความรู้สึกที่เกิดได้เอง" หรือ เป็น instinct ขึ้นมาชนิดหนึ่งในบรรดา instinct ทั้งหลาย. ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่า การสืบพันธุ์นั้น เป็นงานหนัก หรืองานเจ็บปวด หรืองานทนทุกข์ทรมาน ฉะนั้น จักต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาปิดบังหรือเป็นเครื่อง พรางตาเอาไว้ ไม่ให้สัตว์เหล่านั้นมีความรู้สึกว่าเป็นความทุกข์ทรมาน หรือบาง ครั้งแม้จะมองเห็นการสืบพันธุ์เป็นความทุกข์ทรมานอยู่บ้าง ก็มีความรู้สึกกล้าใน การที่จะแลกเอาด้วยการได้รับเหยื่อหรือสินจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง มาเป็นเครื่อง ชดเชยกัน. ดังนั้นจะเป็นการกระทำที่เป็นไปด้วยเจตนา หรือเป็นไปโดยบังเอิญของ ธรรมชาติก็ตาม จำเป็นจะต้องมีความรู้สึกที่เป็น instinct อีกประเภทหนึ่ง คือ ความพอใจ ยินดี หลงใหล ในเหยื่อหรือสินจ้างที่ธรรมชาติมีให้ สำหรับ เป็นเครื่องล่อหรือจ้างให้สัตว์ทั้งหลาย ทนรับความทุกข์ทรมานอันเกิดจาก การสืบพันธ์ุ ได้ด้วยความสมัครใจ หรือด้วยหน้าชื่นตาบาน; กระหายหรือ กระหยิ่มที่จะรับค่าจ้างอันนั้นอยู่ด้วยกันทุกถ้วนหน้า. และ เหยื่อหรือสินจ้าง อันนี้ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า "กาม" นั่นเอง; เป็นสิ่งที่มีได้ทั้งแก่มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน และพืชซึ่งอยู่ในระดับละเอียด และหยาบลดหลั่นกันลงไป แต่ก็มีความหมายเหมือน กันหมด คือสิ่งที่สามารถล่อ หรือจ้างให้ยอมรับความทุกข์ทรมานดังกล่าวแล้ว. ด้วยเหตุนี้ การสืบพันธุ์จึงมีอยู่ได้ตามธรรมชาติ เพราะ สัตว์ยอมตกเป็น ลูกจ้างของธรรมชาติ ดังที่เห็น ๆ กันอยู่ทั่วไป. ฉะนั้น ลองพิจารณาดูเถิดว่า การตกเป็นลูกจ้างชนิดนี้ กับการไม่ตกเป็นลูกจ้างชนิดนี้ อันไหนจะ ประเสริฐกว่ากัน ? และ บุคคลชนิดไหน ควรจะได้นามว่าเป็นอริยะผู้ประเสริฐ แท้จริง ? และ หลักแห่งความเป็นพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนานั้น เป็นสิ่งที่ โง่เง่างมงายหรือหาไม่ ? ดังนี้.

น.1239 สำหรับ สิ่งที่เรียกว่า "ปฏิฆะ" นั้น หมายถึงความขัดใจ แต่ถ้า มองกันสืบไปว่า สิ่งที่เรียกว่าความขัดใจนี้ มีมูลมาจากอะไรดังนี้แล้ว ย่อมจะ พบว่า มีมูลมาจากกาม อีกนั่นเอง. ความขัดใจทุกชนิดเกิดขึ้นเพราะการไม่ได้สม ตามประสงค์ ไม่เป็นตามที่ประสงค์ ไม่คงอยู่ได้ตามที่ประสงค์ ดังนี้เป็นต้น. แล้วอะไรเล่าที่เป็น สิ่งที่พึงประสงค์สำหรับปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ? มันก็ ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่เรียกว่า กาม ทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม อีกนั่นเอง. ถ้าละกามราคะเสียได้ ก็ย่อมเป็นการตัดต้นตอของการปฏิฆะอยู่โดยตรง. อย่า มีเรื่องกามเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ปฏิฆะก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้. มองดูให้ลึกซึ้งแล้ว สำหรับสัตว์ธรรมดาสามัญนั้น อะไรๆ ก็รวมอยู่ที่ กาม ดังที่ Sigmund Freud กล่าว แม้ที่สุดแต่ ความปฏิฆะ เพราะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือความตาย ก็ยังมีมูลมาจากกาม เพราะเขาอยากอยู่ มีชีวิตอยู่ก็เพื่อกาม ไม่อยาก เจ็บไข้ก็เพื่อกาม. ถ้าตัดความรู้สึกในเรื่องกามได้ ความปฏิฆะในเรื่องความเจ็บไข้ และความตาย ก็จะลดตามไปด้วยกัน. ดังนั้น เราไม่ควรจะมองสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิฆะ" กันแต่ในชั้นผิวหน้า จะต้องมองให้ลึกลงไปถึงกาม ซึ่งเป็นต้นตอของมัน ด้วยเสมอไป แล้วปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับปฏิฆะก็จะสิ้นสุดลงไปพร้อมกันกับความ สิ้นสุด แห่งปัญหาต่างๆ ของกามราคะนั่นเอง. พระอนาคามี มีความประเสริฐ มากน้อยเพียงไร เป็นสิ่งที่อาจจะได้รู้จากคุณค่าแห่งความดับไปของ "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปของกามราคะ และปฏิฆะ ดังกล่าวนี้. นี้คือความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู” ซึ่งใคร ๆ อาจจะมองเห็นได้ที่ ลักษณะแห่งความเป็นพระอนาคามี ว่าเป็นผู้ที่มี "ตัวกู-ของกู" น้อยลงไปอีก อย่างมากมายเพียงไร.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต