Buddhadasa.org

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนที่ ๓๒ — ๒๖. ลักษณะของพระอรหันต์

ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ตัวกู-ของกู หรือ หลักพุทธศาสนา สำหรับนักศึกษา ผู้ไม่เคยสนใจมาก่อน (๔๑ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.1240 วันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับไปแห่ง “ตัวกู– ของกู” ที่ปรากฏอยู่ที่ลักษณะแห่งความเป็นพระอรหันต์ . ในวาระนี้ นับว่าเรามาถึงวาระสุดท้ายของ ความดับไปแห่ง “ตัวกู–ของกู” เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นโดย ง่ายและรวดเร็ว เราควรจะมองย้อนหลังไปดูถึงความดับไป แห่ง “ตัวกู–ของกู” ตั้งต้นที่พระโสดาบันขึ้นมาถึงพระ อรหันต์ ในคราวเดียวกัน : เหมือนกับมองดูทีเดียวตลอด สาย กันอีกสักครั้งหนึ่ง จนจับหลักส่วนใหญ่ได้ว่า พระ โสดาบันได้ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส นั้น ล้วนแต่เป็นการละ “ตัวกู–ของกู” ที่อยู่ในรูปของโมหะทั้งนั้น; และพระสกิทาคามีก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับพระอนาคามีที่ละกามราคะและปฏิฆะนั่น ก็คือเป็นการละ “ตัวกู–ของกู” ในส่วนที่เป็นราคะและโทสะ : และส่วนราคะนั้นก็หมายเพียงกามราคะ ฉะนั้น จึงยังเหลือรูปราคะและอรูปราคะไว้. ครั้นมาถึงพระอรหันต์ ก็จะต้องละรูปราคะ

น.1241 และอรูปราคะ ซึ่งเป็น "ตัวกู-ของกู" อันอยู่ในรูปของราคะ และจะต้องละมานะ อุทธิจจะและอวิชชา ซึ่งเป็น "ตัวกู-ของกู" ที่อยู่ในรูปของโมหะด้วยกันทั้งนั้น. และสำหรับอวิชชานั้น ยังแถมอยู่ในฐานะที่เป็นต้นตอหรือแม่บท หรือประธาน ของบรรดากิเลสทั้งหลายทุก ๆ อย่างด้วย. ถ้าเราจะมองดูอย่างสรุปสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง ก็จะพบว่า พระโสดาบัน และพระสกิทาคามี เริ่มละกิเลสประเภทโมหะ; พระอนาคามีละกิเลส ประเภทราคะโดยเอกเทศ, และละกิเลสประเภทโทสะ : ส่วน พระอรหันต์ นั้น ละกิเลสประเภทราคะที่เหลืออยู่ และประเภทโมหะที่เหลืออยู่โดยสิ้นเชิง: ซึ่ง นับว่าเป็นความแตกต่างกันอยู่อย่างมากทีเดียว. อย่างไรก็ตามความแตกต่างนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญอะไร สำคัญอยู่ตรงที่เรา จะต้องจับหลักให้ได้ว่า เมื่อมองดูให้ตลอดแนวแห่งการละกิเลสของพระอริยเจ้า ทั้ง ๔ ประเภท อย่างติดต่อกันแล้ว เราจะพบว่า กิเลสประเภทโมหะจะต้อง ถูกละก่อน แล้วจึงจะมาถึงกิเลสประเภทราคะโทสะ แล้วจึงจะมาถึงกิเลส ประเภทราคะและโมหะที่เหลือ ซึ่งนับว่าเป็น หลักที่สำคัญอย่างยิ่ง คือเป็นการ เริ่มต้นด้วยปัญญา หรือสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นแสงสว่างประเภทนำหน้า ในบรรดาธรรมะที่เป็นแสงสว่างทั้งหลาย ดังที่เราจะสังเกตเห็นได้ ในเรื่องของ อริยมรรคมีองค์แปด ที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นองค์แรกที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องของ ปัญญา นำหน้ามาก่อน แล้วศีลและสมาธิตามมาทีหลัง นี้นับว่าเป็นการกระทำที่ฉลาด ไม่เป็นการกระทำอย่างโง่เขลา ชนิดหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า พอเริ่มลงมือก็เริ่มใช้ กำลังทีเดียว หาได้ใช้ปัญญาอย่างสุขุมรอบคอบก่อนไม่. ฉะนั้น ลักษณะที่ว่าจะทำ อะไร ๆ จะต้องใช้ปัญญานำหน้านี้ จะต้องถือว่าเป็น ลักษณะเฉพาะของพุทธบริษัท.

น.1242 การที่คนเราจะดำเนินกิจการอะไรให้เป็นรูปเป็นรอยนั้น จะต้องลงมือ ด้วยปัญญาประเภทที่ทำให้รู้จักทิศทางอย่างกว้าง ๆ เสียก่อน; ให้รู้แนวทางที่ตน จะต้องเดินนั้นอย่างถูกต้องหรือประจักษ์ชัดเสียก่อนที่จะลงมือเดินไป สิ่งที่กระทำ นั้นจึงจะดำเนินไปโดยสะดวกและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด. ข้อนี้ทำให้เรา มองเห็นได้ต่อไปว่า เป็นการเหมาะสมกันแล้ว ที่ พุทธศาสนานี้ได้ชื่อว่า เป็น ศาสนาแห่งปัญญา หรือ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารุ่งเรืองอยู่ได้ด้วย ปัญญา; เป็น ศาสนาที่อยู่ในอำนาจของเหตุผลตั้งแต่ต้นจนปลายที่เดียว; นับ ว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องถือเป็นหลักอยู่เสมอไป, ทีนี้ เราจะได้มองดูกันถึง ลักษณะของกิเลส หรือสังโยชน์ ที่มีชื่อ ต่าง ๆ อีก ๕ ชื่อ ซึ่งผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ จะพึงละต่อจากความเป็นพระ อนาคามีเป็นลำดับไป. สำหรับ รูปราคะ และอรูปราคะ นั้น ได้กล่าวถึงมาบ้างแล้วในตอน อันกล่าวด้วยเรื่องพระอนาคามี; และพึงสรุปความได้จากที่นั้นว่า ราคะ ๒ อย่างนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่ากามแต่ประการใดเลย เป็นเพียงความยินดี พอใจในรส ของเวทนา อันเป็นความสงบสุขที่เกิดมาจากรูปฌาน และอรูปฌาน เป็นที่ยินดี อย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีจิตใจสะอาดจากกาม หรืออยู่เหนือกามโดยประการทั้งปวง มาแล้ว. ดังนั้นย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ว่า สุขเวทนาอันประณีตก็ย่อมเป็นที่ ตั้งแห่งความยึดถือขั้นประณีต ดังนั้นจึงเป็นสิ่งละได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก ดังคำกล่าว ที่กล่าวไว้ในรูปของบุคคลาธิษฐานว่า อายุของสัตว์ในพรหมโลกนั้นมิใช่ยืนยาว เพียงหมื่นปี แสนปี แต่ว่าจะเป็นล้าน ๆ ปี หรือเป็นกัปป์ๆ ทีเดียว ในเมื่อ เทียบกันกับอายุของมนุษย์ธรรมดา. ข้อนี้ย่อมหมายความว่า ความพอใจในรูปภพ และอรูปภพ หรือความที่ได้เป็นพรหมนั้นมีกำลังเหนียวแน่น และลึกซึ้งมาก ยากที่จะถอนออกได้ง่าย ๆ เมื่อเทียบส่วนกันกับความน่าพอใจในกามภพทั่ว ๆ ไป

น.1243 เช่น ความเป็นมนุษย์เป็นต้นนี้; ย่อมผิดกันเป็น หมื่นเท่า แสนเท่า ล้านเท่า นั่นเอง; ฉะนั้นจึงอยู่ในวิสัยที่พระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ จะละได้. ถ้ากล่าวให้ สั้นที่สุดก็กล่าวว่า สุขเวทนาที่เกิดมาจากความสงบของจิต เพราะอำนาจของสมาธิ นั้นมีรสชาติเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือยิ่งไปกว่าสุขเวทนาที่เกิดมาจากกาม อย่างที่จะ เปรียบกันไม่ได้ที่เดียว. แต่ว่าข้อนี้จะเป็นไปได้ก็เฉพาะสัตว์ที่มีใจสูง จนถึงกับ สามารถเข้าถึงสุขเวทนา อันเกิดจากฌานหรือสมาธิได้จริง ๆ เท่านั้น. ส่วนสัตว์ผู้ตก อยู่ในวิสัยแห่งกามนั้น จะไม่ประสีประสาต่อสุขเวทนาชนิดนี้เอาเสียเลยทีเดียว ส่วน การที่เรียกความพอใจในสุขเวทนาชนิดนี้ว่า รูปราคะ หรืออรูปราคะ นั้น ก็มีความ หมายอย่างเดียวกันกับกรณีของกามราคะ กล่าวคือ มีความย้อมติดแก่จิตใจอย่างที่ จะล้างออกได้โดยยาก หรือที่เราเรียกกันว่าความกำหนัดพอใจนั่นเอง; และเป็น การย้อมจิตที่เหนียวแน่นลึกซึ้งยิ่งไปกว่ากามราคะ ฉะนั้น จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็น กิเลสชั้นละเอียดประณีต หรือชั้นที่ผู้มีคุณธรรมสูงจริงๆ จะพึงละเท่านั้น. นี้คือ กิเลสประเภทราคะที่พระอรหันต์ละได้. ทีนี้ ก็มาถึง สังโยชน์ที่มีชื่อว่า มานะ. สังโยชน์ชื่อนี้เป็นความ หมายของความรู้สึกยึดถือว่า "ตัวกู" อย่างเต็มที่ คือ แทนที่จะไปมีลักษณะโง่เง่า หลงใหลโดยประการอื่น แล้วไปรักไปโกรธเป็นต้น ก็มาหลงใหลอยู่ในภาวะของ ตัวเองตามที่ตัวสำคัญว่าตัวเป็นอย่างไร โดยไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นว่า ตัวดีกว่าเขา ตัวเสมอกันกับเขา และ ตัวเลวกว่าเขา แล้วก็มีความดิ้นรนไปต่าง ๆ นานา แล้ว แต่ว่าตนจะมีความรู้สึกอย่างไร, เมื่อมีความรู้สึกที่เป็นไปในทำนองเปรียบเทียบ เช่นนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็เกิดความลิงโลดหลงระเริงไปทางหนึ่ง และเกิด ความเศร้าหรือหดหู่อีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย ไม่อย่างหยาบก็อย่างละเอียด, การที่ พระโสดาบันจนกระทั่งถึงพระอนาคามี ละสังโยชน์ข้อนี้ยังไม่ได้ ย่อมหมายความว่า พระอริยเจ้าเหล่านั้น ยังมีความรู้สึกที่เป็นตัวตนเหลืออยู่ จนเพียงพอที่จะรู้สึกว่าตน

น.1244 เป็นอะไร ทั้ง ๆ ที่ละกามและความโกรธได้แล้ว; เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ในรูป ของบุคคลาธิษฐานว่า พวกพรหมไม่เกี่ยวข้องกับกาม และโกรธไม่เป็น แต่มัว เมาหรือทะนงในภาวะของตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากกามและความโกรธ ทำนองจะอวด ผู้อื่นว่า เป็นสัตว์ที่สูงกว่าสัตว์ทั้งปวง บริสุทธิ์กว่าสัตว์ทั้งปวง มีความสงบสุข กว่าสัตว์ทั้งปวง ดังนี้เป็นต้น แล้วก็ชอบมาท้าทายลองภูมิพระพุทธเจ้าด้วยการ ตั้งคำถามอย่างนั้นอย่างนี้ ในทำนองที่เป็น การแข่งดี หาใช่ทูลถามเพราะความ ไม่รู้จริง ๆ อย่างสามัญสัตว์ทั่ว ๆ ไปไม่. นี่แหละคือตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า มานะ มีอยู่ในขั้นที่แม้แต่พระโสดาบัน และพระอนาคามี ก็ละมันไม่ได้โดยเด็ดขาด. คือแม้ว่ากิเลสชื่อนี้จะไม่ปรากฏออกมานอกหน้า แต่ก็อดที่จะมีความรู้สึกอยู่ภายในใจ ตัวเองไม่ได้; ไม่ใช่ท่านเป็นคนขี้โอ่ แต่ท่านก็อดนึกว่าตัวมีคุณธรรมสูงไม่ได้: ทั้งนี้ก็เพราะว่าความรู้สึกที่มีตัวมีตนอย่างนั้นอย่างนี้ยังเหลืออยู่นั่นเอง; ฉะนั้นการ ดับไปแห่งสังโยชน์ชื่อนี้ จึงหมายถึงความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" โดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ. สังโยชน์ถัดไปที่เรียกว่า อุทธัจจะ นั้น อย่าพึ่งนำไปปนกันเข้ากับ คำว่า อุทธัจจะ ที่เป็นชื่อของนิวรณ์ ในบรรดานิวรณ์ ๕ ประการ ซึ่งเป็น ข้าศึกของสมาธิ. อุทธัจจะที่เป็นสังโยชน์ข้อนี้ เป็นกิเลสชื่อเดียวกัน มีความหมาย ก็คล้ายๆ กัน หากแต่ว่าเป็นชั้นที่ประณีตละเอียดไปกว่า จนถึงกับมาตั้งอยู่ ในฐานะเป็น ข้าศึกของปัญญา, ฉะนั้น อุทธิจจะ ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงความ ฟังซ่านด้วยอำนาจอารมณ์รบกวน หรือกิเลสกลุ้มรุมอย่างชนิดที่เป็นนิวรณ์เลย แต่ว่าเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ จิตกระเพื่อมหรือไหวไป ด้วยอำนาจความทึ่งหรือความสงสัยเป็นต้น ต่อสิ่งต่างๆ ที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น; แม้ว่าจะไม่ไปรักหรือเกลียดต่อสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะกิเลสประเภทเหล่านั้นละได้ขาดแล้ว แต่จิตก็ยังกระเพื่อม หรือไหวตัวเพราะ

น.1245 การกระทบอันนั้น เป็นเพียงแต่อยากจะรู้ว่ามันเป็นอะไร หรือมันจะเป็น อันตรายหรือไม่ หรือจะใช้ให้เป็นประโยชน์อะไรแก่ตน ดังนี้เป็นต้น. แม้ที่สุด แต่ความทึ่งหรือความสงสัย เพราะอยากรู้ ก็นับว่าเป็นอุทธิจจะในที่นี้แล้ว. ทั้งนี้ย่อมอธิบายได้ด้วย กฎเกณฑ์ที่ว่า ถ้าความรู้สึกว่าตัวตนหรือ "ตัวกู" ยังมี อยู่ ก็ย่อมอดสงสัยหรือทึ่งในสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้ ว่านี้มันจะเป็นประโยชน์ หรือเป็นอันตรายแก่ "ตัวกู" หรือไม่อย่างไร. รวมความก็คือว่า ควรจะ ต้องการหรือไม่ควรจะต้องการอย่างไรนั่นเอง. ต่อเมื่อหมดความรู้สึกว่า "ตัวกู" โดยแท้จริงเท่านั้น จิตจึงจะเฉยได้ หรือไม่กระเพื่อมเลย ต่อการผ่านมาของอารมณ์ ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เมื่อละอุทธิจจะได้ก็ย่อมหมายความว่า มี จิตใจอยู่เหนือความหวั่นไหวต่อสิ่งทั้งปวงโดยสิ้นเชิงนั่นเอง. พระอริยเจ้าขั้นต้นๆ มีตัวตนเหลืออยู่อย่างมากพอที่จะแสวงหาสิ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตัวตน และเกลียดกลัวอันตรายที่จะมีมาแก่ตัวตน มีอยู่ก็แต่ พระอริยเจ้าขั้นสุดท้าย คือพระอรหันต์เท่านั้น ที่จะละความรู้สึกเหล่านี้เสียได้โดย เด็ดขาด เพราะหมดความรู้สึกว่าตัวตนโดยเด็ดขาดนั่นเอง. เมื่อความรู้สึกว่า "ตัว ตน" ถูกละขาดไปแล้ว ความรู้สึกว่า "ของตน" ก็ไม่มีที่ตั้งอาศัย จึงพลอยถูกละขาดไป ด้วยในตัว; ฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า อหังการ กับ มมังการ จึงเป็นสิ่งที่ เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน โดยอัตโนมัติ และถูกละขาดไปพร้อมกันได้โดยลักษณะดังกล่าวนี้ โดยไม่จำเป็นจะต้องออกไปวินิจฉัยเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากกัน. เมื่อ ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ถูกละขาดแล้ว อาการแห่งอุทธิจจะ จึงไม่อาจจะมี ได้ด้วยเหตุดังกล่าวนี้. ทีนี้ ก็มาถึง สังโยชน์ข้อสุดท้ายคือ อวิชชา มีความหมายและ ลักษณะอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วอย่างละเอียดในการบรรยายข้างต้น; ที่ยกขึ้น มากล่าวถึงในที่นี้ในฐานะเป็นชื่อของสังโยชน์อันสุดท้ายที่จะต้องละ เพราะหมายถึง

น.1246 กิเลสประเภทโมหะที่เหลืออยู่รั้งท้ายเขาหมด ในฐานะเป็นรากเง่า หรือต้นตนของ กิเลสเหล่านั้น และของความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู” และอีกทางหนึ่งนั้นเรามอง กันไปในแง่ของ ความไม่รู้ในเมื่อเทียบกันกับความรู้ ซึ่งทำให้เรากล่าวได้ว่า เมื่อก่อนนี้มีความไม่รู้เต็มที่โดยประการทั้งปวง ครั้นมาถึงขั้นของพระโสดาบัน ความรู้เริ่มฉายแสงในลักษณะที่ท่านเรียกกันว่าเป็น รุ่งอรุณ ดังที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเรียกสัมมาทิฏฐิว่า "รุ่งอรุณของนิพพาน" นี้กล่าวได้ว่า อวิชชาในบาง ส่วนได้ลดถอยไปเท่านั้นเอง; วิชชาเกิดขึ้นบางส่วน แต่ไม่ถึงขนาดที่จะละอวิชชา โดยประการทั้งปวงได้. ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าสังโยชน์ ๓ ประการที่พระโสดาบันละได้ นั้น ล้วนแต่เป็นกิเลสประเภทโมหะทั้งนั้น แต่ก็ยังไม่ใช่เป็นการละโมหะโดยสิ้นเชิง. พระสกิทาคามี ก็ละไม่มากไปกว่านั้นนัก. พระอนาคามีก็จะได้ในเรื่องของราคะ และโทสะ. ครั้นมาถึงระดับของพระอรหันต์ จึงจะเป็นการกวาดล้างโมหะให้สูญสิ้น ไป ซึ่งเรียกโมหะขั้นสุดท้ายหรือขั้นต้นตอนี้ว่า อวิชชา. สิ่งที่เรียกว่าวิชชาเป็นไป ถึงที่สุด หมายถึงการรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะรู้ คือรู้ทุกข์ทั้งปวง, รู้มูลเหตุ ให้เกิดทุกข์ทั้งปวง, รู้ความดับสนิทแห่งทุกข์ทั้งปวง, และรู้วิธีที่จะใช้ในการ ดับความทุกข์ทั้งปวง; ซึ่งทุกอย่างเป็น ความรู้ชนิดที่ได้ผ่านไปด้วยจิตใจของตนเอง ไม่ใช่รู้เพราะได้ยินได้ฟัง หรือรู้เพราะการคิดคำนวณตามเหตุผล หากแต่เป็น ความรู้ชนิดที่มันได้เกิดขึ้น และมันได้ผ่านไปแก่จิตใจของตนโดยประจักษ์ จึงได้ เรียกว่า วิชชาอันสมบูรณ์ ที่ทำลายล้างอวิชชาโดยเด็ดขาด : เรียกว่ารู้สิ่งที่เป็นความ จริงของพระอริยเจ้า ๔ ประการ อันเรียกว่าอริยสัจจ์สี่ โดยลักษณะแห่งการรู้แจ้ง แทงตลอดด้วยความรู้สึกในจิตใจ หลังจากการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ตามความรู้ที่ได้ ยินได้ฟังในระยะแรก.

น.1247 ผู้ศึกษาควรจะสังเกตให้ดี ๆ ว่า ความรู้มีอยู่ต่างกันเป็น ๓ ชั้นดังกล่าว มานี้ ซึ่งอาจจะสรุปได้สั้นๆ ว่า รู้ตามที่ได้ยินได้ฟัง เรียกว่ารู้อย่างปริยัติ; รู้อย่าง เจนจัดด้วยใจ จากการที่ตนได้ลงมือกระทำหรือปฏิบัติลงไปแล้ว นี้เรียกว่า ความรู้จากการปฏิบัติ; ครั้นต่อมาผลสำเร็จเกิดขึ้นจากการที่ละกิเลสได้สำเร็จ โดยตรง ย่อมรู้จักความมีแห่งกิเลสและความสิ้นไปแห่งกิเลส จากใจตนเอง ล้วนๆ โดยประจักษ์ นี้เรียกว่าความรู้ที่เกิดมาจากปฏิเวธ ซึ่งเรียกว่าความรู้แจ้ง แทงตลอด. วิชชาหรือการรู้อริยสัจจ์ ซึ่งมุ่งหมายในกรณีนี้ หมายถึงความรู้ที่ขึ้นมา ถึงขั้นปฏิเวธแล้ว และเป็นไปอย่างครบถ้วนในเรื่องของความทุกข์ทั้งปวง. ที่ต้องใช้ คำว่า ทั้งปวง ก็เพราะหมายความว่าทุกชนิดและสิ้นเชิง. เราต้องไม่ลืมว่าพระโสดา- บันเป็นต้นนั้น ไม่ใช่จะไม่รู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ หากแต่ว่ารู้อย่างชนิดที่เรียกว่าทั้ง- ปวงหรือสิ้นเชิง จึงเป็นเพียงร้อริยสัจจ์ในระดับที่ต่ำลงไปในขั้นของพระโสดาบัน พระสกิทาคามี และพระอนาคามี นั่นเอง; ซึ่งหมายความว่า ความทุกข์หาได้ดับ ไปโดยประการทั้งปวงไม่ เพราะอวิชชาไม่ได้ดับไปโดยประการทั้งปวงนั่นเอง. ฉะนั้น วิชชา หรือการรู้อริยสัจจ์ที่สมบูรณ์จนถึงกับละอวิชชาได้โดยประการทั้งปวง นั้น จึงมามีอยู่ในขั้นของพระอรหันต์ หรือการละสังโยชน์ในขั้นของพระอรหันต์ ; และเราอาจจะให้ความหมายแก่คำว่า อวิชชาในที่นี้ได้ว่า ความไม่รู้ต่ออริยสัจจ์ ทั้งปวง นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกละไปแล้วในขั้นนี้. เกี่ยวกับ ความรู้อริยสัจจ์นี้ อยากจะแนะให้รู้จักสังเกตไว้เป็นพิเศษ อีกส่วนหนึ่งว่า ถ้าเราจะนำไปใช้เป็นเรื่อง สากลเกี่ยวกับบุคคล หรือความรู้ทุก ประเภททุกแขนง แล้ว เราจะต้องวางหลัก แม้จะเป็นไปในทำนอง Logic ก็ตาม ลงไปว่า : ได้แก่ ความรู้ที่รู้ว่า สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนี้จากอะไร สิ่งนี้เพื่ออะไร และ สิ่งนี้โดยวิธีใด. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเรารู้จักสิ่งใดในลักษณะ ๔ ประการ นี้แล้วเรียกว่า เรา รู้จักสิ่งนั้นโดยวิธีของอริยสัจจ์ ; หรือกล่าวกลับกันอีกทางหนึ่ง

น.1248 ก็ว่า เรารู้อริยสัจจ์ของสิ่ง ๆ นั้น. เช่นในกรณีของความทุกข์นี้ : เรารู้ว่าความทุกข์ นั่นคืออะไร ก็คือ อาการที่ไม่พึงปรารถนาทุกอย่าง; และว่าความทุกข์จาก อะไร ก็คือ จากตัณหา อุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" และว่าความทุกข์นั้นเพื่อ อะไร ก็ว่า เพื่อจะดับมันเสียให้สนิทเป็นนิพพาน; และที่ว่าโดยวิธีใดนั้น ก็ว่า โดยวิธีการปฏิบัติให้ถูกต้องต่อมันโดยประการทั้งปวง. นี่เราจะเห็นได้ชัดว่า ความรู้ที่สมบูรณ์นั้น หมายถึงรู้ผล และวิธีปฏิบัติ ซึ่งจะให้ได้มาซึ่งผลที่พึง ปรารถนาอย่างแท้จริงด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงแต่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร อะไรเฉย ๆ นี้เรียกว่า วิธีรู้ที่สำเร็จประโยชน์ของพุทธบริษัท หรือ หลักเกณฑ์ที่พุทธบริษัท จะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับรู้สิ่งทั้งปวง ดังนี้.

น.1249 ปุพฺเพ จาหิ ภิกฺขเว เอตรหิ จ, ทุกฺขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกฺขสฺส จ นิโรธํ. ภิกษุทั้งหลาย! แต่ก่อนนี้ก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี; ตถาคตบัญญัติขึ้นสอน แต่เรื่องทุกข์ และ ความดับสนิท ไม่มีเหลือแห่งทุกข์ เท่านั้น.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต