น.1250 วันนี้จะได้กล่าวถึง ความดับไปแห่ง “ตัวกู” ที่ปรากฎอยู่ที่ลักษณะแห่งความเป็นพระอรหันต์ ต่อจาก วันก่อน. จากการที่พระอรหันต์ละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ ประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว เราจะเห็นได้ว่า การละอวิชชาเสียได้ นั่นแหละ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็น การละเสียได้ ซึ่งต้นตอแห่ง “ตัวกู-ของกู” ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว; และ เราจะเห็นได้สืบไปว่า มีลักษณะที่พึงสังเกตเป็นส่วนสำคัญ อยู่ ๓ ประการ คือ เป็น ผู้รู้ เป็น ผู้ละกิเลสได้ และ ผู้มีความสงบสุขถึงที่สุด เป็นผู้รู้ในที่นี้ก็คือรู้อริยสัจจ์โดยนัยดังที่กล่าวแล้ว; เป็นผู้ละกิเลสได้ ก็คือ ละราคะ
น.1251 โทสะ โมหะ ได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งหมายถึงการละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ โดยสิ้นเชิง เพราะเป็นชื่อที่ใช้แทนกันได้ และหมายถึงการดับไปแห่ง "ตัวกู" โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าในลักษณะเช่นไร; ที่ว่าเป็นผู้มีความสงบสุขนั้น ก็คือผลแห่งการละกิเลส หรือความยึดถือว่าตัวตนเสียได้นับว่าเป็นผู้ถึงความเต็ม เปี่ยม หรือสมบูรณ์ถึงที่สุด ในสิ่งที่มนุษย์พึงปรารถนา; หรือจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความเป็น มนุษย์อย่างแท้จริง คือถูกต้องตามความหมายของคำว่า เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง คือมีใจสูงอยู่เหนือกิเลสเหนือทุกข์ หรือจะเรียกว่าเหนือภพ เหนือชาติ เหนือ อะไรทุก ๆ อย่าง อันเป็นความหมายของคำว่า อรหันต์ ซึ่งแปลว่า ผู้ไกล ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงไกลจากสิ่งที่เป็นข้าศึกอย่างเด็ดขาด ในลักษณะที่อยู่เหนือ โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. สำหรับคำว่า อรหันต์ นั้น จากหลักฐานที่มาต่าง ๆ ทำให้เห็นได้ ว่าเป็นคำที่มีใช้อยู่ก่อนพุทธกาล ; ใช้เรียกบุคคลที่ลุถึงขั้นสูงสุดแห่งการปฏิบัติ ตามลัทธินั้น ๆ เพราะฉะนั้นใคร ๆ ก็เรียกพระศาสดา หรือผู้ปฏิบัติถึงที่สุด ตามลัทธิของตนว่าเป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งนั้น. กระทั่งถึงยุคพุทธกาล ก็ได้ ใช้คำว่าอรหันต์นี้กันอยู่ในทุก ๆ ลัทธิ แม้แต่ลัทธิเปลือย. คนบางพวกถึงกับ ยอมรับพระอรหันต์ทุก ๆ ลัทธิว่า เป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผู้ที่เป็นพระราชาครองนคร จะยอมรับว่าหัวหน้าลัทธินั้น ๆ ทุกลัทธิเป็น พระอรหันต์ด้วยกันทั้งนั้น ; จะเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อ อะไร ก็ตาม แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว ย่อมปฏิบัติต่อพระอรหันต์เหล่านั้น อย่างเสมอกัน ทีเดียว. พวกบำเพ็ญทุกรกิริยาถึงขนาดสูงสุดก็ได้นามว่า พระอรหันต์ ; พวกที่เปลือยกายซึ่งมีความหมายว่า ไม่มีความยึดถือหรือไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย ก็ได้นามว่าพระอรหันต์ ; พวกที่มีวัตรปฏิบัติแปลก ๆ เข้าใจไม่ได้ ก็ได้นามว่า พระอรหันต์ ยิ่งในหมู่ชนที่ไม่มีการศึกษาเพียงพอแล้ว ยิ่งมีพระอรหันต์มากชนิด
น.1252 และแปลก ๆ ออกไป อย่างที่ไม่น่าจะเป็นได้. ฉะนั้นรวมความว่า คำ ๆ นี้เป็นคำ ที่ได้ใช้กันมาแต่โบราณกาลก่อนพุทธกาล มีความหมายแต่เพียงว่า ผู้ปฏิบัติ ประสบความสำเร็จขั้นสูงสุดเท่านั้นเอง ; จึงต้องมีการจำกัดความหมายของคำว่า พระอรหันต์ตามลัทธิของตน ๆ เป็นลัทธิ ๆ ไป. สำหรับพุทธศาสนานั้น ไม่ถือ เอากิริยาอาการภายนอกเหล่านั้นเป็นเกณฑ์ แต่ ถือเอาความที่กิเลส หรืออาสวะ หรือสังโยชน์ ( ก็ตามแล้วแต่จะเรียก) ได้สิ้นไป ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตัวตนหรือของตน โดยประการทั้งปวง นั่นแหละ ว่าความ เป็นพระอรหันต์ เกี่ยวกับคำว่า อรหันต์นี้ มีความสับสนและผิดพลาดบางอย่างที่ใช้ กันอยู่ในการพูดการเขียน ที่เขียนโดยชาวต่างประเทศ หรือแม้แต่ชาวอินเดียเอง. ตามที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์ว่า คำว่า อรหิ หรือ อรหฺต นั้น เล็งถึงบุคคล ผู้เป็นพระอรหันต์ ดังกล่าวแล้ว ; ส่วนคำว่า อรหฺต นั้น หมายถึงภาวะแห่งความ เป็นพระอรหันต์ และเป็นชื่อของอริยมรรคขั้นสุดท้าย ที่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์ นั่นเอง ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคลโดยตรง. มีผู้ใช้คำนี้ผิด ๆ เช่น เอาคำว่า อรหฺต ไปใช้เป็นบุคคลเป็นต้น ทำให้สับสนกันไปหมด และเป็นทางให้เกิดความเข้าใจ ผิดด้วย. คำว่า อรหันต์ นี้ ใช้ได้ทั้งแก่พระศาสดา และใช้ได้แก่พระสาวกทั้งหลาย ที่เป็นพระอรหันต์ แต่เพื่อให้มีความต่างกันพอเป็นทางสังเกตสำหรับพระศาสดา ก็มีคำว่า สัมมาสัมพุทโธ เติมท้ายเป็น อรห์ สมฺมาสมฺฺทฺโธ ; ส่วนพระอรหันต์ ที่เป็นสาวกนั้น มีคำว่า ขีณาสโว เติมท้ายเป็น อรหํ ขีณาสโว ซึ่งแปลว่า พระ- อรหันต์ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว. โดยเนื้อแท้ที่เกี่ยวกับความดับทุกข์หรือสิ้นกิเลสนั้น ไม่มีการแตกต่างกันเลย ; แต่โดยคุณสมบัติพิเศษนั้น ย่อมแตกต่างกันไปเป็น พวก ๆ เช่น อรห์ สมุมาสมุพฺทฺโธ เราหมายถึงพระอรหันต์ที่เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยตน เอง คือเป็นพระศาสดาผู้ให้กำเนิดลัทธิ. ส่วน อรห์ ขีณาสโว นั้นหมายถึง
น.1253 พระสาวกที่เป็นพระอรหนด์ ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีแบ่งเป็นพวก ๆ ตามที่มีคุณ สมบัติพิเศษเฉพาะพวก คือถ้าเพียงแต่สิ้นกิเลสเฉย ๆ ก็เรียกว่า พวกสุกวิปสฺสก; ถ้าเป็นผู้ที่สิ้นกิเลสด้วยมีคุณสมบัติพิเศษ เชนมีความแตกฉานในวิชาความรู้ในการ สั่งสอน ในการใช้ภาษา กระทั่งการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ก็ได้นามว่าเป็นพวก ปฏิสมุภิทาปฺต หรือพวกฉฬภิญญ ดังนี้เป็นต้น ; แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นความ- หมายอันสำคัญของความเป็นพระอรหันต์. ความหมายอันสำคัญอยู่ที่ความสิ้น ไปแห่งกิเลส และสิ้นไปแห่งทุกข์ ดังที่กล่าวแล้ว. ยังมี สิ่งที่ควรทราบอีกอย่างหนึ่ง ว่า มีพระพุทธภาษิตตรัสยืนยันให้ ผู้ที่สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์ได้นามต่าง ๆ กันออกไป คือ เป็น ภิกษุ เป็น สมณะ เป็น เถระ เป็น พราหมณ์ และอื่น ๆ อีกที่คล้ายกัน. ข้อนี้หมายความว่า ภิกษุตามธรรมดาที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ นั้น ยังไม่เป็น ภิกษุที่เต็มตามความ หมายของคำนั้น ๆ ในทางธรรม คือ เป็นภิกษุแต่ตามทางวินัยเท่านั้นเอง ; ต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ จึงจะได้นามว่าเป็นภิกษุอย่างถูกต้องและสมบูรณ์. สำหรับ คำว่า สมณะ ก็เป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่ออกบวชก็เป็นสมณะตามประเพณี; ต่อเมื่อสิ้นกิเลสแล้ว จึงจะเป็นสมณะสมบูรณ์และถูกต้อง. สำหรับคำว่าเถระ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก ตามวินัยถ้าบวชเกินกว่า ๑๐ พรรษา ก็เป็นเถระ แต่ตามทาง ธรรมะนั้น ต้องเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงจะเป็นพระเถระ คำ ๆ นี้แปลว่ามั่นคง ฉะนั้น ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้ากิเลสยังมีอยู่ ผู้นั้นย่อมมั่นคงไปไม่ได้ ย่อม หวั่นไหวไปตามอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดก็ด้วยความทึ่งหรือความสนใจในสิ่งที่มา กระทบดังที่กล่าวแล้วในกรณีของสังโยชน์ชื่ออุทธัจจะ. ส่วนข้อที่ว่าเป็นพระอรหันต์ แล้ว จึงจะได้ชื่อว่าพราหมณ์นั้น เป็นสิ่งที่เนื่องกันกับลัทธิอื่นอยู่อีกส่วนหนึ่ง เพราะคำว่า "พราหมณ์" นั้น เป็นคำโบราณดั้งเดิม ซึ่งลัทธินั้นๆ เขาถือว่า เป็นผู้หมดบาป หรือลอยบาปสิ้นไปแล้วตามลัทธิของเขา. พระพุทธองค์ไม่ทรง
น.1254 ยอมรับรองการลอยบาป หรือการหมดบาปในลักษณะเช่นนั้น แต่ได้ทรงบัญญัติ การลอยบาป และหมดบาป ที่ความสิ้นไปแห่งกิเลสอย่างที่กล่าวแล้ว และ ทรงบัญญัติผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิงว่าเป็นพราหมณ์. ฉะนั้น ผู้ศึกษาจะต้อง ระมัดระวังให้ดี เมื่อได้ยินคำว่าพราหมณ์ ๆ จะต้องสอบสวนให้แน่นอนเสียก่อนว่า เป็นพราหมณ์ชนิดไหนกัน เพราะในฝ่ายศาสนาพราหมณ์นั้น บัญญัติคนให้เป็น พราหมณ์โดยกำเนิด ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. พวกนี้แม้เป็นอยู่อย่างฆราวาสผู้ครองเรือน ก็เรียกว่าพราหมณ์. ที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ก็บัญญัติผู้ที่ศึกษาจบไตรเพท ปฏิบัติกิจ หน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับลัทธินั้นสมบูรณ์แล้ว ก็เรียกว่าเป็นพราหมณ์. ส่วนใน พุทธศาสนานั้น ถือเอาพระอรหันต์พวกเดียวว่าเป็นพราหมณ์ ไม่ยอมลดลงมา แม้แต่พระอนาคามีหรือพระสกิทาคามี เป็นต้น ว่าเป็นพราหมณ์. ฉะนั้น พึงถือ เอา ความหมายของคำว่าพราหมณ์ ตรงที่มีความบริสุทธิ์จากบาปโดยประการทั้งปวง ตามความหมายดั้งเดิม ขอแต่ให้เป็นความบริสุทธิ์ที่แท้จริงก็แล้วกัน. ตัวอย่างที่ยก มาทั้งหมดนี้ เพื่อเป็นเครื่องชี้ให้เห็นความหมายที่ค่อนข้างจะกว้างขวางของคำว่า อรหันต์และมีทางที่จะเข้าใจได้ถูกต้องง่ายขึ้น. ทีนี้ อีกทางหนึ่งนั้น เป็นเรื่องของการแสดงคุณสมบัติหรือคุณวิเศษ ส่วนตัว มีคำซึ่งเป็นคำแทนชื่อ เรียกแทนชื่อพระอรหันต์อีกมากมาย เช่นคำว่า “ผู้จบพรหมจรรย์“ “ผู้ข้ามน้ำได้“ “ผู้เดินทางไกลถึงที่สุด“ “ผู้ขึ้นบกได้แล้ว“ “ผู้นั่งลงได้“ “ผู้ไม่แล่นไปในวัฏฏสงสาร“ “ผู้ไม่เลี้ยงคนอื่น“ “ผู้มีหาบหนักอัน ปลงลงได้แล้ว“ ดังนี้เป็นต้น. ถ้าผู้ศึกษาพยายามจับความหมายของคำเหล่านี้ให้ได้ มากยิ่งขึ้นเพียงใดก็จะเข้าใจพระอรหันต์มากขึ้นเพียงนั้น; เช่น คำว่า "ผู้นั่งลงได้" หมายความว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์นั้นย่อมมีกิเลสเป็นเครื่องกระตุ้นอยู่เสมอไป นั่ง ลงไม่ได้ทั้ง ๆ ที่แม้จะนอนหลับอยู่ ก็ยังไม่เรียกว่าผู้นั่งลงได้ ตามความหมายของ พระอรหันต์; เพราะเขามีกิเลสเป็นเครื่องดึงเครื่องจูง ไม่ยอมให้นั่งลงได้ แม้แต่
น.1255 จะหลับหรืออยู่นิ่ง ๆ โดยอิริยาบถอื่น; เพราะว่า ใจของเขาไม่นั่ง . ที่เรียกพระอร- หันต์เป็น “ผู้หยุด" เช่น กรณีในเรื่องพระองคุลิมาลก็มีความหมายอย่างเดียวกัน. หรือเช่นคำที่ใช้เรียกพระอรหันต์อีกคำหนึ่งว่า "ผู้มีขนอันตกลงราบสนิท" คือ ไม่เกิดขนลุกชันเพราะความกลัว นี้ย่อมหมายความว่า กิเลสที่เป็นเหตุให้กลัวนั้น ไม่มีอะไรเหลืออยู่แก่พระอรหันต์อีกต่อไป. บางทีก็เรียกตรง ๆ ว่า "ผู้ไม่สะดุ้ง" "ผู้ไม่หวาดเสียว" "ผู้ไม่วิ่งหนี" และมีคำอีกหมวดหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติ ที่ประเสริฐอย่างยิ่ง คือคำว่า "ผู้ไม่มีกังวล" "ผู้ไม่มีอาลัย" "ผู้ไม่มีที่หวัง" ข้อนี้หมายถึงความเป็นผู้ไม่มีทุกข์เหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว แม้ในลักษณะที่เป็นความ ทุกข์โดยอ้อม. แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะสังเกตดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติ ทุกๆ อย่างที่กล่าวมานั้น หรือรวมทั้งที่ไม่ได้นำมากล่าวอีกมากมายด้วย ย่อมรวม ลงได้ในความหมายของคำ ๆ เดียว คือในคำว่าความดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" หรือที่เรียกเป็นบาลีว่า "พ้นแล้วจากอุปาทานทั้งหลาย" หรือ "ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วย อุปาทาน" นั่นเอง. ยิ่งพิจารณาก็จะเห็นชัดยิ่งขึ้นทุกทีว่า ลักษณะแห่งความเป็นพระอรหันต์ นั้น ย่อมเป็นลักษณะแห่งความดับของ "ตัวกู - ของกู" อยู่อย่างที่เรียกว่า ทุกกระ- เบียดนิ้ว ไม่มีที่ว่างเว้นแต่ประการใดเลย. กล่าวอย่างสั้นที่สุดก็คือว่า ความรู้สึก ว่าตัวตนหรือของตน ดับไปเสียอย่างเดียวเท่านั้น ทุกอย่างจะดับไปหมดจน ถึงกับเกิดความหมายขึ้นมาใหม่ว่าเป็น ความว่างไม่มีอะไรเลย ; คือไม่ อาจจะมีสิ่งใด ๆ ที่เป็นตัวตนหรือของตนได้ แม้แต่สิ่งเดียว ; ทั้งนี้เพราะว่ากิเลส ที่เป็นเหตุให้ยึดถือเช่นนั้น มันได้สูญสิ้นไปเสียแล้ว ไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องมือ สำหรับยึดถืออีกต่อไป. เมื่อไม่มีการยึดถือแล้ว แม้มีก็เหมือนกับไม่มี ฉะนั้น จึงเรียกว่า ว่างตามความหมายของหลักธรรม ในพระพุทธศาสนา ซึ่งหมาย ความว่า "ตัวกู" ว่างแล้ว ก็ว่างทั้งจากทุกข์และว่างจากกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
น.1256 และว่างจากสิ่งที่จะยึดถือเอามาเป็นตัวตนให้เกิดทุกข์ เป็น ความว่างชนิดที่เป็นความหมายของคำว่านิพพาน อันเป็นที่สิ้นสุดลงแห่งความทุกข์ เป็นความว่างที่ไม่มีวี่แววของ "ตัวกู" หรือ "ของกู" อย่างสิ้นเชิงแท้จริง. สรุปความอย่างเหลียวมองกลับไปทางหลัง อีกครั้งหนึ่งว่า ปุถุชน ย่อมมี "ตัวกู" เต็มที่หรือเกินประมาณ ในรูปที่ต่างกัน ดีบ้างเลวบ้าง แล้วแต่กรณี. พระโสดาบัน เริ่มมี "ตัวกู" ในทางโมหะเบาบางลง; พระสกิทาคามี ทำอย่างนั้นเพิ่มได้มากขึ้นอีกบางส่วน; พระอนาคามี นอกจากจะเป็นเช่นเดียวกันแล้ว ยังมี "ตัวกู" ในทางราคะ และโทสะ สูญสิ้นไป; ส่วนพระอรหันต์ นั้นย่อมดับ "ตัวกู" ประเภทโมหะที่เหลืออยู่โดยสิ้นเชิง เป็น ผู้ถึงที่สุดแห่งการดับ "ตัวกู" ได้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่านั้น.
Buddhadasa