น.1258 วันนี้จะได้วินิจฉัยกันถึง ความดับไปแห่ง “ตัวกู – ของกู” ในวาระสุดท้าย ตามความหมายแห่ง คำว่า สุญญตา. ดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนที่แล้วมาว่า การละ อวิชชาเสียได้ ทำให้รู้ความเป็นจริงในข้อที่ว่า โดย แท้จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นตัวตน มีแต่สิ่งซึ่งสักแต่ว่า ธรรมชาติอย่างหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรูปธรรมหรือฝ่าย นามธรรม หรือว่ารวมกันทั้งสองฝ่ายก็ตาม. เมื่อรู้แจ้งดังนี้ ความยึดถือในสิ่งต่างๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เคยยึดถือว่าเป็น “ตัวตน – ของตน” ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ แม้ในขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น เป็นต้น. นี้คือความดับไปแห่ง “ตัวกู – ของกู” อันเป็นอุปาทาน ซึ่งเกิดมาจากตัณหาในอารมณ์นั้นๆ. เมื่อความรู้สึกว่า “ตัวกู – ของกู” ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้แล้ว ก็ถือว่าเป็น ภาวะที่ว่างจาก “ตัวกู – ของกู” เรียกว่า ภาวะแห่งสุญญตา
น.1259 ๒๒๒ "ตัวกู - ของกู" ตามหลักแห่งพุทธศาสนา; ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับภาวะแห่งสูญญตาของลัทธิอื่น ทั้งที่อาจจะมีชื่อเรียกอย่างเดียวกัน. ความว่างจากความยึดมั่นด้วยอุปาทานว่า "ตัวกู - ของกู" เท่านั้น ที่เป็นความว่างตามความหมายแห่งคำว่า นิพพาน ซึ่งถือว่าเป็นความว่างอย่างยิ่ง เพราะเป็นความดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" โดยสิ้นเชิง; สมตามคำที่ว่า นิพพาน แปลว่า ดับไม่เหลือ ซึ่งหมายถึง ความดับไม่เหลือทั้งของกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และความดับไม่เหลือของความ ทุกข์ที่เป็นผลจากกิเลส; ซึ่งในการบรรยายตลอดมาในที่นี้ ใช้รวมเรียกเข้าเป็น คำ ๆ เดียวว่า "ตัวกู - ของกู"; ฉะนั้น ควรจะสรุปความให้สั้นที่สุดได้อีกครั้งหนึ่ง ว่า ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู” นั่นแหละ คือ ความว่างตามความหมาย แห่งคำว่า นิพพาน ดังที่ได้วิสัชนาวินิจฉัยกันมาแล้วอย่างยืดยาว; เหลืออยู่แต่ ที่จะชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมอันเกี่ยวกับ ความว่างขั้นสูงสุดนี้มีทางที่จะนำไปใช้ ในกรณีทั่ว ๆ ไป เป็นหลักสากลในโลกได้อย่างไร อีกครั้งหนึ่งเท่านั้น. พึงทำความกำหนดให้แม่นยำว่า ความดับไปแห่ง "ตัวกู" นี้ ถ้าสงเคราะห์ลงในเรื่องของอริยสัจจ์ ก็เป็นอริยสัจจ์ที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธ; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. สิ่งที่เรียกว่าความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น ต้อง เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แก่คนทั้งปวง และ ในกรณีทั้งปวง. ฉะนั้น เมื่อสิ่งที่เรียกว่า สุญญตาเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันกับความดับไม่เหลือแห่ง "ตัวกู-ของกู" ดังนี้แล้ว สิ่งที่ เรียกว่า สุญญตา ก็ต้องเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาแก่คนทั่วไป และทุกกรณีด้วย ใน เมื่อกล่าวโดยนิตินัย. ปัญหาเหลืออยู่แต่ทางพฤตินัย ในข้อที่ว่าคนทั้งหลาย ทั้งปวงไม่เข้าใจสิ่งนี้ หรือเข้าใจผิดต่อสิ่ง ๆ นี้ จนกระทั่งเกิดความเกลียดและ ความกลัวต่อสิ่ง ๆ นี้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้นับถือพุทธศาสนา หรือทั้ง ๆ ที่เป็นพุทธ- บริษัทประเภทบรรพชิต ซึ่งหมายถึงบริษัทในอันดับสูงของพุทธศาสนา. ดังนั้น เราควรจะได้วินิจฉัยกันโดยเจาะจงลงไปว่า สิ่งที่เรียกว่าสุญญตานี้คืออะไร ในทางที่
น.1260 จะใช้ได้แม้แก่ฆราวาสทั่วไปดังที่กล่าวค้างไว้ข้างต้น ว่าได้วินิจฉัยกันถึงประเด็น ข้อนี้. คนทั่วไปพอได้ยินคำว่า "ว่างจากตัวตน" หรือ "การบรรลุถึงความว่าง จากตัวตน" ก็มี ความรู้สึกเหมือนกับว่า จะพลัดตกลิ่ว ๆ ลงไปในที่ ๆ ไร้ที่เกาะ ที่จับที่ยึด และไม่มีที่สิ้นสุด. ทั้งนี้ก็เพราะเข้าใจไปว่ามันว่างอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง นอกจากตนของตนอย่างเดียวที่ยังเป็นดุ้นเป็นก้อนอยู่; หาได้เข้าใจว่า สิ่งที่ เรียกว่าตัวตนนั่นแหละว่างไป แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะพลัดตกลิ่ว ๆ ไปทางไหน แต่ ประการใดไม่. ข้อนั้นย่อมแสดงว่า เขาไม่เข้าถึงความว่าง ไม่เข้าใจความว่าง ได้แต่คาดคะเนเอาเองตามความรู้สึกของตนเอง จึงได้เข้าใจไปอย่างนั้น. ถ้าเขา ได้เข้าถึงความว่างจริง ตามลักษณะที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเกิด ความเห็นอย่างแจ่ม แจ้งว่า ตัวตนได้กลายเป็นของว่างไปพร้อมกันกับของตน. ดังที่กล่าวแล้วว่า อหังการย่อมดับพร้อมกันไปกับมมังการ หรือ มมังการย่อมดับพร้อมกันไปกับ อหังการ ดังนี้. เมื่อสิ่งที่จะยึดถือว่าเป็น "ตัวกู - ของกู" ได้ว่างไปในคราว เดียวกันกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงดังนี้แล้ว จะมีอะไรเล่าที่จะเป็นสิ่งพลัดตกลิ่ว ๆ ลง ไปในความว่าง ? เพราะมากลายเป็นของว่างไป ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ดังนั้น ภาวะแห่งสุญญตา จึงไม่ใช่ภาวะที่น่ากลัว ดังความเข้าใจของบุคคลผู้ประกอบอยู่ ด้วยอวิชชาและอุปาทาน; แต่จะกลายเป็นภาวะที่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกลัว หรือ ความรู้สึกอื่นใดซึ่งเป็นประเภทเดียวกัน เช่น ความรัก ความโกรธ ความเกลียด เป็นต้น; นั่นแหละคือข้อที่สัตว์ เหล่านั้น จะไม่ถูกรบกวนด้วยความกลัว ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความวิตกกังวล และอะไรอื่นอีกทุกๆ อย่างซึ่งสรุปได้ว่า เขาจะไม่ถูกรบกวนด้วยสิ่งใด ๆ เลย และไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น. ความไม่ถูกรบกวนแต่ประการใดเลยนั่นแหละ คือ ความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์ ซึ่งสมมติเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ความสุขที่สุด ดังที่กล่าว
น.1261 ในรูปภาษาบาลีว่า " นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง. ดังนั้นเมื่อ นิพพานเป็นสิ่ง ๆ เดียวกันกับสุญญตาแล้ว ภาวะแห่งสุญญตาก็เป็นสุขอย่างยิ่ง เช่นเดียวกัน เพราะหลักก็มีอยู่อย่างตายตัวว่า ว่างอย่างยิ่งนั่นแหละ คือนิพพาน หรือ "นิพพานํ ปรมํ สุญญ์" ดังนี้. ฉะนั้นคนที่รักนิพพานแล้ว กลัวความว่าง อย่างยิ่งนั้นจึงเป็นเพียงคนที่อยู่ใน ความละเมอเพ้อฝันต่อสิ่งที่เรียกว่านิพพาน หรือความว่าง; ไม่มีความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ แม้แต่ประการใดเลย. ที่พูดถึง เรื่องนี้กันอยู่บ้าง ก็เป็นเพียงธรรมเนียมของคนที่นอนคุยกันตามศาลาวัด เพื่ออวด คนอื่นว่าตนมีความรู้ในสิ่งสูงสุดของพุทธศาสนาเท่านั้น; แต่หากพูดถึงความว่าง ขึ้นมาทีไร ก็เกิดความหวาดเสียวขึ้นในใจทุกที เพราะที่แท้จริงนั้นใจของเขาไม่อยาก จะว่างไปจากสิ่งที่เขารักเขาพอใจนันเอง นี่แหละคือ ลักษณะแห่งความว่าง ที่แท้จริง ที่ถูกเข้าใจผิดกันอยู่อย่างลึกซึ้ง จนไม่มีใครได้รับประโยชน์จากสิ่ง ที่เรียกว่าความว่าง อันจัดเป็นสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน กับนิพพาน ซึ่งจัดเป็นบรมธรรมดังกล่าวแล้วข้างต้น. สรุปความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่า "ความว่าง” นั้นหมายถึง ความที่จิตไม่มีความรู้สึกยึดถือในสิ่งใด ๆ ว่าเป็น "ตัวกู" หรือ "ของกู" นี้เลย นั้นเอง; ว่างจาก "ตัวกู" และ "ของกู" โดยสิ้นเชิง แม้จะมีอะไรปรากฏอยู่ ก็ไม่ใช่ "ตัวกู - ของกู” สักอย่างเดียว; ไม่มีการกระทบกระทั่งแก่จิตใจ แม้แต่ ลักษณะไหนหมด; นี่แหละคือภาวะที่ว่าง. จิตก็เป็นสักว่าจิตตามธรรมชาติ : มันว่าง เพราะไม่มีอะไรกระทบกระทั่งมัน หรือแตะต้องมัน แม้แต่นิดเดียว : เพราะ มันเห็นสิ่งทั้งปวงทุกสิ่งโดยความเป็นของว่างไปหมด. เพราะมันหมดอวิชชาแล้ว ไม่มีความยึดถืออะไรว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" อีกต่อไป มันจึงไม่กระทบกันกับอะไร และไม่มีอะไรมากระทบมัน มันจึงเป็นจิตที่ว่างจากอหังการและมมังการ ถึงที่สุด ดังนี้; เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มันได้เข้าถึง ความดับไม่มีเชื้อเหลือ
น.1262 คนดับ "ตัวกู-ของกู" ๒๒๕ หรือที่เรียกอย่างโวหารปรมัตถ์ว่า ดับไปด้วยนิพพานธาตุ; เป็นความดับชนิดว่าง ไป ไม่มีเหลืออยู่ที่นี่และก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่ไหน ซึ่งนับว่าเป็นความว่างอย่างแท้จริง. ความดับที่ไม่ได้ดับไปด้วยนิพพานธาตุนั้น เป็นความดับที่มีเชื้อเหลือ จึงมีการเกิดใหม่หรืองอกใหม่ แล้วก็ดับอีก แล้วก็เกิดอีก เพราะเป็นการดับไปตาม ธรรมดาของสังขารที่มีการเกิดดับ ; ไม่ได้ดับด้วยนิพพานธาตุ ซึ่งเป็นวิสังขาร คือไม่ใช่สังขาร : กรณีเช่นนี้ ใจความสำคัญมันอยู่ที่ดับอุปาทานหรือไม่ดับอุปาทาน อีกนั่นเอง. การตายหรือการดับตามธรรมดาของสังขารนั้น ไม่เกี่ยวกับการดับ ของอุปาทานเลย ดังนั้น "ตัวตน" จะมีอยู่เรื่อยตลอดเวลาที่ยังมีความคิดนึกได้อยู่ แม้จะคิดว่าร่างกายดับลงไป แต่ "ตัวตน" ก็ไม่ยอมดับ. เมื่อความรู้สึกว่า "ตัวตน" ไม่ยอมดับ มันก็เกิดใหม่ได้อีก เรียกว่าเกิดดับไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวัฏฏสง- สารอยู่เรื่อยไป. นี่เป็นเป็นสิ่งที่เรียกว่านิพพานธาตุ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง. ถ้า นิพพานธาตุเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ย่อมดับความรู้สึกว่า "ตัวตน" อย่างสิ้นเชิง ส่วน ร่างกายจะยังมีชีวิตอยู่หรือจะสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีการดับเท่ากัน. โดยใจความที่แท้จริง แม้ยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่นี่แหละ เมื่อหมดอุปาทาน ว่า "ตัวตน" แล้ว "ตัวตน" ก็ว่างไป ร่างกายหรืออะไรที่เหลืออยู่นั้น ไม่มี ปัญหาอะไร ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีคามสำคัญแต่อย่างไร เพราะชีวิตนั้นสิ้น ความหมายแห่งความเป็น "ตัวตน" เสียแล้ว. ดังนั้น จึงถือว่าเป็นการบรรลุ นิพพานแล้ว และเป็น นิพพานที่ไม่มีเชื้อเหลือ คื อดับกิเลสได้สิ้นเชิง เรียกว่า การลุถึง "อนุปาทิเสสนิพพาน" คือ ความดับไม่มีเชื้อเหลือ ครั้นอยู่ต่อมา ชีวิตนั้นถึงวาระสุดท้ายที่จะต้อง แตกดับในทางวัตถุ อีกครั้งหนึ่ง เราเรียกว่า รูปกายพร้อมทั้งชีวิตจิตใจนั้น บัดนี้เป็นเบญจขันธ์บริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลสใด ๆ เจืออยู่เลยนั้น จะดับไปอีกครั้งหนึ่ง และ ดับไปด้วยอำนาจอนุปาทิเสสนิพพาน ที่ได้ลูถึงมาแล้วนั่นเอง. มันจึงเป็นการดับที่สิ้นเชิงจริงๆ ไม่มีเชื้อสำหรับไป งอกงามใหม่หรือเกิดใหม่ การที่ถือกันว่าเป็นเช่นนั้น ก็เพราะมันดับด้วยอำนาจ ของ นิพพานธาตุที่มีชื่อว่า "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ไม่เหมือนกับการตาย
น.1263 ของคนธรรมดา ที่มันตายไปตามยถากรรม หรือตามเหตุตามปัจจัยของสังขารกลุ่มนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับนิพพานธาตุเลย. ดังนั้นเราจึงเรียกว่า "การตาย" คือตายอย่าง ธรรมดาหาใช่เป็นการดับไม่เหลือ หรือการนิพพานอย่างการดับของพระอรหันต์ไม่. ทั้งหมดนี้มีความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นว่า ถ้ามีการเข้าถึงความว่าง ก็หมายถึง ได้ลุถึงนิพพานแล้ว ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ หรือมีอะไร เป็นๆ อยู่; แม้กระทั่งถึงวาระสุดท้ายที่ร่างกายแตกดับ ก็มีความหมายอย่างเดียวกันหมด คือ ว่างอย่างเดียวกันหมด ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น หรือผิดแผกแตกต่างกันเลย. ความว่าง ในลักษณะเช่นนั้น เป็นความหมายของนิพพานโดยแท้จริง; หรือนิพพานโดย แท้จริงย่อมมีลักษณะเป็นความว่างอย่างนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวเลย. ยิ่งมีความ เข้าใจถูกต้องเพียงไร ก็ยิ่งเห็นพระนิพพานนั้นชัดขึ้นเพียงนั้น. ยิ่งเห็นชัดขึ้นเพียง ไรก็ยิ่งมีความพอใจ มีความสมัครใจน้อมไป เพื่อพระนิพพานมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น; แทนที่จะมีความกลัว กลับมีความกล้า และมีความพยายามเพื่อความเป็นอย่างนั้น อย่างสุดความสามารถของตนทีเดียว. นี่แหละคือข้อที่ว่า ภาวะแห่งสุญญตาที่ แท้จริงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่กลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างยิ่ง. สำหรับคำว่า " นิพพาน ” นั้นควรจะทราบเสียเลยในที่นี้ว่า แบ่งออก ได้เป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่มีเชื้อเหลือ และ ฝ่ายที่ไม่มีเชื้อเหลือ ฝ่ายที่ไม่มี เชื้อเหลือ ก็คือฝ่ายที่ดับ "ตัวกู-ของกู" สิ้นเชิง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ฝ่ายที่มีเชื้อเหลือนั้น หมายถึงการดับ "ตัวกู-ของกู" ยังไม่สิ้นเชิง แต่ก็เริ่ม มีการดับ "ตัวกู-ของกู" ลงไปแล้ว ซึ่งได้แก่การดับ "ตัวกู-ของกู" ของ พระอริยเจ้าชั้นต้น ๆ ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์นั่นเอง. ดังนั้น เราอาจจะกล่าว ลงไปตรง ๆ ได้ว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี พระอนาคามีก็ดี ล้วนแต่ ลุถึงนิพพานด้วยกันทั้งนั้น หากแต่เป็นนิพพานชนิดที่ยังมีเชื้อเหลืออยู่ตามสมควร;
น.1264 ดังนั้น จึงมีการ "เกิดใหม่" คือการเกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมา ได้ใหม่ โดยสมควรแก่เชื้อที่เหลืออยู่มากน้อยเพียงไร ; และก็เป็น "ตัวกู" ที่เบาบาง; หาได้เป็น "ตัวกู” ที่เต็มที่อย่างปุถุชนคนธรรมดา ซึ่งมีเชื้อ กล่าวคือ กิเลสยังเต็มปรี่อยู่อย่างเต็มที่ ไม่เคยถูกละไปแม้แต่ส่วนใดเลยนั้นไม่. นิพพานของพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ ที่มีเชื้อเหลืออยู่บ้างนี้ เรียกว่า " สอุปาทิเสส นิพพาน " แปลว่า นิพพานที่มีเชื้อเหลือ . ดังนั้นนิพพานที่ยังมีเชื้อเหลือนี้ จึงยัง มิใช่นิพพานที่เป็นอันเดียวกันกับที่เป็นความว่างอย่างยิ่ง หากแต่ว่าเป็นความว่าง ในระดับที่รองลงมา เพราะเหตุที่ยังไม่เป็นความดับที่ไม่มีเชื้อเหลือนั่นเอง. แต่ ถึงกระนั้นก็ยังนับว่าเป็นความประเสริฐยิ่งกว่าการที่ไม่ดับ หรือไม่ว่างเสียเลย อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ทีเดียว; และอยู่ในลักษณะที่ไม่น่ากลัว สำหรับ บุคคลธรรมดาสามัญอย่างมาก จึงไม่เกิดปัญหายุ่งยากเท่ากับความดับไม่เหลือชนิด ที่คนธรรมดาสามัญฟังแล้ว รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียอย่างสิ้นเนื้อประดาตัวทีเดียว. นี้เรียกว่าเป็นความว่างในอันดับที่รองลงมา. ผู้ศึกษาพึงสังเกตและพิจารณาดูเองเถิดว่า ความดับแห่ง "ตัวกู" สิ้นเชิงไม่มีเหลือ ที่เป็นความว่างอย่างยิ่งนั้นก็ดี, ความดับแห่ง "ตัวกู" ที่ยังมีเชื้อเหลือ ซึ่งเป็นความว่างชนิดพอประมาณก็ดี ควรจะถูกมองเห็น เป็นสิ่งที่น่ากลัว หรือไม่น่ากลัวเพียงไร ทั้งนี้ มันขึ้นอยู่แก่ความเข้าใจผิด หรือความเข้าใจถูกต่อสิ่ง ๆ นี้เท่านั้น; และควรจะจับใจความสำคัญให้ได้ว่า "ว่าง-ว่าง” นี้มีความหมายที่ดิ้นได้ไปหลายอย่าง หรือใช้พูดกันอยู่ในความหมาย หลายชนิด. คำบาลีว่า สุญฺญ นั้นที่ถูกควรแปลว่า ว่าง , แต่ที่มา แปลกันผิด ๆ ว่าสูญเปล่า นั้นใช้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร; เป็นความหมายที่ไกลกันอย่างยิ่ง หรือตรงกันข้ามทีเดียว. ที่ว่า ว่าง-ว่าง นั้น มิได้หมายความว่าสูญเปล่า หรือไม่มีอะไร แต่หมายความว่า มีอยู่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะมี และใช้ประโยชน์อย่างยิ่งได้ทุกอย่าง หากแต่ว่า ว่างจากความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู๋ " เท่านั้นเอง. ดังนั้น การที่
น.1265 ไปแปลคำ นี้ว่า สูญเปล่า หรือการไม่มีอะไร นั้น เป็น การตู่พุทธศาสนา หรือถึงกับ ทำลายศาสนาของตนเองโดยน้ำมือของผู้ ที่อ้างตนเองว่าเป็นพุทธบริษัท . นี้แหละ เป็น สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง หาใช่สิ่งที่เรียกว่า "ความว่าง" เป็นสิ่งที่ น่ากลัวไม่. บางคนเพ่งเล็งไปแต่ในแง่ของวัตถุ จึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาเอง เป็นธรรมดาว่า มันต้องว่างไม่มีอะไรเลย คือว่างในทางสสาร ไม่มีสสารประเภทใด เหลืออยู่เลย แล้วก็เข้าใจว่าเป็นความว่างชนิดที่เป็นนิพพาน. ความเข้าใจอย่างนี้ ผิดตรงกันข้ามและไม่ใช่พุทธศาสนา ดังนั้น จึงต้องจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิชนิดหนึ่ง อย่าพึ่งไปข้องแวะด้วยเป็นอันขาด. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ได้ถือเอาสสาร หรือสิ่งที่มิใช่สสารเป็นหลัก เพราะ เราไม่ได้ถือเอาสิ่งซึ่งเป็นผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำเป็นหลัก แต่ถือเอาสิ่งซึ่งอยู่ นอกเหนือไปจากนั้นเป็นหลัก; คือว่า สิ่งที่เป็นผู้กระทำก็ดีหรือถูกกระทำก็ดี ต้องเป็นสิ่งที่ว่าง คือไม่ถูกยึดถือว่าเป็น "ตัวตน" หรือ "ของตน" ด้วยกันทั้งนั้น. ดังนั้น โลกหรืออารมณ์ต่าง ๆ ในโลก ซึ่งเป็นฝ่าย Passive ก็ดี และจิตซึ่งจะ เป็นสิ่งที่รู้หรือสัมผัสต่อสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นฝ่าย Active ก็ดี ต้องถูกพิจารณาเห็นตาม ที่เป็นจริงว่า มันเหมือนกัน และเป็นของว่างโดยประการทั้งปวงทุกฝ่ายจริง ๆ; มันว่างจากความเป็น "ตัวตน" ในตัวมันเอง และว่างจากคุณค่าที่ควรถูกยึดถือว่า เป็นตัวเป็นตน แก่ผู้ที่มองเห็นมัน. นี่แหละคือข้อเท็จจริง ที่ว่ามันไม่เกี่ยวกัน กับความว่างทางสสาร หรือ สิ่งที่มิใช่สสารแต่ประการใดเลย. ดังนั้น เราจะต้องตั้งหลักแห่งสมมติฐานสำหรับการมอง และการ พิจารณาขึ้นมาในอีกลักษณะหนึ่ง ตามแบบของพุทธศาสนาโดยตรง เราจึงจะไม่ เข้าใจผิดต่อคำว่า สุญญ หรือความว่าง และทำให้มันปรากฏแก่จิตใจได้ และเข้าถึง ความว่างชนิดที่เป็นที่มุ่งหมายของเราในกรณีนี้ได้
Buddhadasa