น.1266 วันนี้จะกล่าวถึง สุญญตา ต่อจากที่ค้างไว้แต่ วันก่อน กล่าวคือ ข้อที่ความรู้เรื่องสุญญตา เป็น ความรู้ที่ จะต้องนำไปใช้ในทุกกรณี และแม้ที่สุดในกรณีที่เกี่ยว กับฆราวาส หรือเมื่อกล่าวให้กว้างกว่านั้น ก็คือสำหรับ ชาวโลกทั่วไปนั่นเอง. เท่าที่กล่าวมาแล้ว เป็นการชี้ให้เห็นได้ว่า สุญญตา มีความหมายอย่างเดียวกันกับนิพพาน ในฐานะ ที่ว่างจากทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ และได้แก่ความดับหรือ ความว่างไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” นั่นเอง; และให้ทำการกำหนดหมายได้ว่า ความดับในที่นี้ไม่ได้เล็งถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุ หรือสสารแต่ประการใด เพราะโดยที่แท้ จริงนั้น สสารไม่มีการดับ มีได้แต่เพียงการเปลี่ยนรูป. การที่จะถือเอาระยะ แห่งการเปลี่ยนรูปจากรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่ง ว่าเป็นความดับนั้น ไม่ใช่ความดับ
น.1267 ที่หมายถึงในที่นี้ เพราะไม่ใช่การดับที่แท้จริง; ยิ่งเปลี่ยนรูปมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็น ที่ตั้งแห่งการยึดถือมากขึ้นเท่านั้น ; ดังนั้น "ความดับ" ที่มุ่งหมายในที่นี้ จึงหมายถึง การดับความยึดถือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสภาพแห่งสสารหรือเกี่ยวข้องกับสสาร อันเปลี่ยน รูปอยู่เสมอเท่านั้น. มนุษย์เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นจากการเกี่ยวข้องกับสสาร เพราะว่า แม้แต่ร่างกายของมนุษย์เอง ก็คือสิ่งที่ล้วนแต่ประกอบอยู่ด้วยสสาร ฉะนั้น ในความหมายของคำว่า สุญญตาก็ดี นิพพานก็ดี ความดับไปแห่ง "ตัวกู" ก็ดี ไม่ได้เล็งถึงสสารหรือเกี่ยวข้องกับวัตถุเหล่านั้นเลย มุ่งแต่จะดับความยึดถือที่ไป มีในวัตถุเหล่านั้นเท่านั้น แต่แล้วก็เกิดมีสำนวนพูดอย่างภาษาธรรมะขึ้นมาอีก สำนวนหนึ่งว่า "ดับเสียได้ซึ่งรูปหรือสสารเหล่านั้น" ข้อนี้ย่อมหมายความแต่เพียง ว่า ถ้าดับความยึดถือในรูปธรรมเหล่านั้นเสียได้แล้ว รูปธรรมหรือว่าสสารเหล่านั้น ก็มีค่าเท่ากับไม่มี หรือมีค่าเท่ากับไม่ได้เกิดขึ้น เพราะใ นภาษาธรรมะนั้นถือว่า ต่อเมืองสิ่งใดเข้าไปเกิดเป็นรูปความคิด ความรู้สึกอยู่ที่ใจ จึงจะถือว่าสิ่งนั้น ได้เกิดขึ้น และเกิดขึ้นสำหรับบุคคลนั้นโดยเฉพาะ ดังนั้นเราจึงสามารถทำให้ สิ่งต่าง ๆ แม้หมดทั้งโลก หรือทุกโลกมีอาการเสมือนหนึ่งว่าดับไป หรือมีค่าเท่ากับ ไม่มีอยู่ คือไม่มีอยู่สำหรับเป็นที่ตั้งของอุปาทาน และทำให้เกิดเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่ง ล้วนแต่เป็นความทุกข์สำหรับมนุษย์ทั้งสิ้น; แต่พร้อมกันนั้นเราก็มีโอกาสหรือความ สามารถในการที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ด้วยสติปัญญาพิเศษที่ได้อบรม มาตามแบบนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องหรือใช้สอยหรือบริโภคสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ได้ตามที่ ควรจะมี หรือจะเป็น หรือจะทำ โดยไม่ต้องมีความทุกข์เกิดขึ้นแม้แต่ประการใด. นี่แหละคือสำนวนพูดที่พูดว่า ดับเย็นอยู่ในโลกนี้ หรือนิพพานอยู่ในโลกนี้ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอุดมคติที่สูงสุดของพุทธศาสนา มิได้หมายถึงความตาย หรือ
น.1268 หลังจากการตายแล้ว หรือโลกทั้งปวงวินาศไปแล้ว; แต่หมายความว่า ยังมีครบ อยู่ทุกอย่าง แต่ทุกอย่างได้ถูกทำให้ดับเย็นลงไปแล้ว และทำได้โดยไม่เหลือวิสัย ตรงที่ดับเสียซึ่งความยึดมั่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า อยู่ด้วยความดับเย็นหรือเป็นอยู่ด้วยความว่าง หรืออยู่ด้วยความดับไม่มีเชื้อเหลือ ก็ถูกทั้งนั้น เพราะมีใจความเป็นอย่างเดียวกันทั้งนั้น แต่เป็นสิ่งที่พึงยาก หรือ เข้าใจได้ยาก. พระพุทธองค์ตรัสว่า เรื่องเกี่ยวกับสุญญตา นั้น “คมฺภีรา" ลึกซึ้ง ; "คมฺภีรตฺถา" มีความหมายอันลึกซึ้ง ; ทุรนิพฺโพธา แทงตลอดหรือ เข้าใจตลอดได้โดยยากนั่นเอง; แต่ก็ยังตรัสว่า เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ ฆราวาส ดังที่กล่าวถึงแล้วในตอนต้นนั่นเอง. ทั้งนี้ก็เพราะทรงประสงค์มุ่งหมาย จะให้ทุกคนอยู่หรือเป็นอยู่ด้วยความดับเย็น ด้วยความว่าง หรือความดับไม่มีเชื้อเหลือ อยู่เป็นประจำวันนั่นเอง. ถ้าไม่ได้อาศัยหลัก หรือความจริงข้อนี้แล้วย่อมไม่มีใคร สามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ ซึ่งเป็นของมีประจำอยู่ในโลกนี้ได้เพราะว่าหนทางอื่น ไม่มีจริง ๆ. เพื่อจะให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราควรจะพิจารณากันถึง ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งคือข้อที่ว่า ถ้าเราอยู่ด้วยความรู้สึกที่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ โดย ความเป็นของที่ไม่น่ายึดถือว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" แล้ว ลองคำนวณดูเถิดว่า เราจะเกิดความรู้สึกว่า เราอยู่ในโลกนี้ หรือเกิดมาในโลกนี้เพื่อประโยชน์อะไร. การที่ใช้คำว่า "ลองคำนวณดู" ก็เพราะเหตุว่า เดี๋ยวนี้เรายังละ "ตัวกู-ของกู" ไม่ได้โดยสิ้นเชิง เราจึงต้องคำนวณดูจากการละ "ตัวกู-ของกู" ได้บ้างแล้วนี้ว่า ถ้าเราละมันได้หมด เราจะมีความรู้สึกต่อความเป็นอยู่ของเราอย่างไร; และย่อม ไม่เป็นการยากที่จะคำนวณดูว่า เราจะรู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อประโยชน์อะไร; หรือว่าทางที่ถูกนั้น เราควรจะถือว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร. หรือถ้าให้ถูกมากไปกว่า นั้นอีก ก็ว่าโดยที่แท้นั้น ธรรมชาติกำหนดให้เราเกิดมาเพื่ออะไร. เมื่อเราลอง
น.1269 หยั่งดูถึงความรู้สึกที่ปราศจากความยึดถือว่า "ตัวกู-ของกู" แล้ว เราอาจจะรู้สึก ได้ดีทีเดียวว่า การเกิด ที่คิดว่าเราเกิดมาเพื่อตัวเรานั้น จะเป็นของเล็กน้อยและน่า หัวเราะเยาะ ไปเสียแล้ว ; และถ้าจะคิดไปถึงว่า เราจะเกิดมาเพื่อความลุ่มหลงใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ นานาชนิดในโลกนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นคนบ้าบอ หรืออะไร ในทำนองนั้นไปทีเดียว; เป็นการฝืนธรรมชาติ อย่างยิ่ง เป็นการสู้รบกันกับธรรมชาติชนิดที่ไม่มีทางจะเอาชนะมันได้เลย จะมีแต่ ความพ่ายแพ้ตลอดเวลา คือตั้งแต่ลงมือทำ กำลังทำอยู่ และทำสำเร็จแล้ว. ดังนั้น เราจึงสรุปได้ว่า เราคงจะไม่ใช่เกิดมาเพื่อตัวเราเอง หรือเพื่อมามัวเมาในอารมณ์ ต่างๆ ในโลก ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำโลกนี้ให้เต็มไปด้วยความทุกข์ ความเศร้า หมองทั้งนั้น. ทีนี้ ลองมองย้อนไปดูอีกทางหนึ่งว่า ทางที่ถูกหรือที่ปลอดภัยนั้น มันควรจะเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่ ? ข้อนี้อาจจะตอบได้ต่อไปจากส่วนที่มองเห็นแล้ว หรืออย่างตรงกันข้ามจากส่วนที่มองเห็นแล้วว่า ต้องเกิดมาเพื่อช่วยกันทำโลกนี้ไม่ให้ เป็นทุกข์ หรือเศร้าหมอง นั่นเอง. ถ้าทุกคนช่วยกันทำตนไม่ให้เป็นทุกข์ หรือเศร้า หมองแล้ว โลกทั้งหมดทั้งสิ้น ก็ไม่เป็นทุกข์ หรือเศร้าหมอง; ดังนั้นคนทุกคนใน โลกแม้ที่เป็นฆราวาสนั่นแหละ จะต้องรู้จักทำตนไม่ให้เป็นทุกข์หรือเศร้าหมอง จึง จะนับว่ามีการกระทำที่ตรงตามธรรม หรือตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ หรือกล่าวอีก อย่างหนึ่ง ก็คือตรงตามความจริงอันเด็ดขาดที่ใคร ๆ จะแย้งไม่ได้. ถ้าใครขืนแย้ง หรือไม่ทำตามนั้น ก็จะตกเป็นผู้เศร้าหมอง หรือเป็นทุกข์ทันที ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็น การถูกลงโทษอย่างยิ่ง . นี่แหละคือปัญหาข้อสำคัญ หรือประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่จะต้องมองให้ เห็นชัดแจ้งในฐานะที่จะใช้เป็นหลักมูลฐานสำหรับความคิดนึก ความเชื่อ และ การกระทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตอยู่ในโลกนี้; ฉะนั้น การที่ฆราวาสคนใดคนหนึ่ง
น.1270 จะเป็นฆราวาสที่มีชีวิตอยู่ในโลกอย่างสงบเย็น สมตามความหมายของคำว่ามนุษย์ ได้นั้น เขาจะต้องศึกษาในข้อนี้ เข้าใจในข้อนี้ และปฏิบัติในข้อนี้, แม้ไม่ต้อง พะวงถึงปัญญาข้ออื่นๆ ก็ยังนับว่าเป็นการเพียงพออยู่ในตัว คือจะเป็นผู้ที่ไม่อาจ จะเห็นผิด คิดผิด ทำผิด แต่ประการใดได้เลย; แล้วสังคมที่ประกอบอยู่ด้วย คนชนิดนี้ก็มีแต่ความสงบสุข ไม่มีปัญหายุ่งยากอันใดเหลืออยู่ให้ต้องสะสาง อย่างลำบากมากมาย เหมือนในปัจจุบันนี้ . นี้คือ อานิสงส์ของความเข้าใจอันถูกต้อง ว่า เรามิได้เกิดมาเพื่อตัวเรา. เมื่อไม่เกิดมาเพื่อตัวเราแล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นไป เพื่อโลกเป็นส่วนรวม กลายเป็นว่า เกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้งดงาม เต็มไปด้วยบุคคล ที่ไม่มี "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. นี้เป็น การมองอย่างกว้าง ๆ ในครั้งแรก คือมองในข้อที่ว่า ความดับ ไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ที่เรียก สุญญตา หรือ นิพพาน นั้น เป็นสิ่งที่ทำ โลกนี้ให้งดงามได้ในตัวมันเอง. และจักต้องเป็นอย่างนั้นโดยไม่มีทางจะเป็น อย่างอื่นได้. ในที่สุดเป็นอันยุติได้ว่า จะโดยเหตุผลของการคำนึงคำนวณของ เราเองก็ดี หรือจะโดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่บังคับอยู่อย่างตายตัวก็ดี สัตว์ไม่ ควรจะเกิดมาเพื่อ "ตัวกู" หรือ "ของกู"; แต่ควรจะเกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้ งดงาม คือให้โลกนี้ปราศจากบรรยากาศ หรือกลิ่นไอของ "ตัวกู-ของกู" ดังที่ กล่าวแล้ว : ฆราวาสทุกคนในโลกควรจะเป็นอย่างนี้ จึงจะได้ชื่อว่าไม่มีส่วนในการ จะทำโลกนี้ให้ล่มจม. ทีนี้ ก็มาถึง ปัญหาสำคัญส่วนบุคคล. ปัญหานี้ควรจะมีขึ้นใน เมื่อประสบข้อเท็จจริงว่า เมื่อมวลชนส่วนใหญ่ เขาไม่ยอมรับความคิดเห็นอัน นี้ แล้วเราซึ่งมีชีวิตอยู่ในโลนนี้กับเขาด้วยคนหนึ่งนั้น จะทำอย่างไร. ข้อนี้ก็ย่อมมี หลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน คือการพยายามทำความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง; หากแต่ไม่ใช่เพื่อโลกส่วนรวมโดยตรงเท่านั้น แต่จะได้แก่ตนเองอย่างเต็มเปี่ยม
น.1271 และก่อนใครอื่นทั้งหมด; และในกรณีเช่นนี้ คำว่า โลก นั้น จะหมายถึงเนื้อตัว แห่งบุคคลนั้น นั่นเอง หรือจะเรียกว่า กาย วาจา ใจ ของเขารวมกันเป็น โลกของเขาก็ได้. โวหารเช่นนี้ก็มีใช้อยู่ในพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนา. ทีนี้ถ้าเขาจะถือหลักว่า เกิดมาเพื่อจะทำตัวเอง ซึ่งเป็นโลกน้อย ๆ ของเขาให้งดงาม เขาก็จ ะต้องเข้าใจคำว่า "งดงาม" ให้ถูกต้อง. นั่นก็คือ ให้มัน ปราศจากกลิ่นไอแห่ง "ตัวกู-ของกู” อย่างเดียวกันนั้นเอง. ความงามตาม ที่นิยมกันทางฝ่ายสสารหรือวัตถุ คือเครื่องประดับตกแต่งลูบทาต่าง ๆ เหล่านั้นเป็น คนละเรื่องกันกับความงามในที่นี้ แล้วยังแถมเป็นฝ่ายตรงกันข้าม คือมันเป็น ความงามตามแบบแห่ง "ตัวกู-ของกู": ไม่ใช่ความงามตามแบบแห่งการหมด "ตัวกู-ของกู"; มันเป็นความงามที่ทำฆราวาสให้ตกเป็นทาสของวัตถุอย่าง โสมมมอมแมมไปหมด แล้วจงลองคิดดูเถิดว่า มันจะงดงามที่ตรงไหน หรืองามได้ ในลักษณะอย่างไร. นี่แหละคือข้อที่ฆราวาสแท้จริงที่ดำเนินไปตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนานั้น แม้จะเป็นฆราวาส ก็ยังจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า สุญญตา หรือนิพพาน หรือความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในเมื่อเขามี จิตใจสูงพอที่จะถือว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อตัวเอง แต่เพื่อทำโลกนี้ให้งดงาม กล่าวคือ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อกิเลส แต่เกิดมาเพื่อสติปัญญาอันรุ่งเรือง. อีกทางหนึ่งนั้น ควรจะมองให้เห็นพร้อมกันไปเสียเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า สุญญตา ซึ่งเป็นเครื่องทำโลกนี้ให้งดงามนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถขัดเกลาหรือ กำจัดความสกปรก ให้หมดสิ้นไปจากโลก นี้ได้อีกทางหนึ่งพร้อมกันไปในตัว. เมื่อโลกนี้สกปรก ก็ต้องแก้ด้วยความรู้เรื่องสุญญตา ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามเสมอไป เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถเอาน้ำโคลนมาล้างเท้าที่เปื้อนโคลนให้สะอาดได้ เพราะ มันเป็นโคลนด้วยกัน ฉันใดก็ฉันนั้น. ฆราวาสย่อมหมายความว่า ยังเต็มไปด้วย "ตัวกู-ของกู" ที่เป็นเหตุให้เป็นอยู่อย่างฆราวาส. ถ้าเผอิญหมด "ตัวกู-ของกู"
น.1272 "โลกจะงดงามเพราะหมด "ตัวกู-ของกู" ๒๓๕ เมื่อไร ความเป็นฆราวาสก็จะหมดไปทันที ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ที่บ้านเรือนและอยู่ กับครอบครัว; ความงามแห่งโลกฆราวาส ก็จะเกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น. ข้อนี้ย่อม เป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดยิ่งกว่าระดับมาตรฐานการอยู่ดีกินดี ที่ชาวโลกสมัยนี้ใฝ่ฝัน กันนัก อย่างที่ไม่อาจจะเปรียบกันได้เลย. ส่วนฆราวาสที่อ้างสิทธิของความเป็น ฆราวาส เพราะตกอยู่ใต้อำนาจแห่ง "ตัวกู-ของกู" อย่างเต็มที่นั้น ย่อมดำเนิน ไปในทางตรงกันข้าม และนั่นแหละคือ การตกนรกทั้งเป็น และเป็นนรกที่แท้จริงที่ ตั้งอยู่ในส่วนลึกสุดของหัวใจของฆราวาสทั่วไป ซึ่งทำให้เป็นชีวิตที่เศร้าหมองไม่ งดงาม. เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผล เรามีเรื่องของสังโยชน์ ๑๐ ประการ เป็นเครื่องวัด; ส่วนการที่จะชำระความเศร้าหมองของฆราวาส นั้น เรามีกิเลสนานาชนิดที่รองลงมาเป็นเครื่องวัด, ดังเช่น อุปกิเลส ๑๖ ประการดังที่จะ ได้กล่าวต่อไป.
น.1274 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๐. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “อุปกิเลส ๑๖” กิเลสหมู่หนึ่งที่ควรยกมากล่าวในที่นี้ก็คือ อุป- กิเลส ๑๖ ประการ. กิเลสเหล่านี้เรียกว่า อุปกิเลส เพราะ เป็นอาการของกิเลสส่วนใหญ่ ที่แสดงรูปออกมาให้เห็นใน ลักษณะที่เป็นกันมาก หรือเป็นบ่อยที่สุด ในหมู่สัตว์ที่ตั้ง อยู่ในกามวจรภูมิ ทำสัตว์ประเภทนี้ให้เศร้าหมองไป. คำว่า อุป ในที่นี้มีความหมายว่า รองลงมาคือไม่ได้เป็นกิเลสเต็มที่ ก็จริง แต่ก็มีมูลมาจากกิเลสที่เป็นประธาน คือ โลภะ โทสะ โมหะ. การละกิเลสเหล่านี้ โดยเนื้อแท้ก็คือ การละ โลภะ โทสะ โมหะ หากแต่ว่าเราจำแนกให้มากออกไป และให้ตรงตามลักษณะที่มักเกิด หรือมักแสดงอาการออกมาเป็นประจำวันจริง ๆ เท่านั้น; ดังนั้นจึงเป็นเหมือนการชี้ ให้เห็นว่ากิเลสที่เป็นประธาน ๓ ชื่อ คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั้น มันจะลุกขึ้น มาแสดงบทบาทอะไรได้กี่อย่างเป็นประจำนั่นเอง, ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็น ได้ว่า กิเลสเหล่านี้ทุกชื่อล้วนแต่เป็นอาการของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” ด้วย กันทั้งหมดอีกเช่นเดียวกัน, ถ้าทำความว่างจาก “ตัวกู-ของกู” ในระดับหนึ่ง
น.1275 อยู่ได้เป็นปรกติเท่านั้น สัตว์ในภูมิกามาวจร แม้ที่เป็นฆราวาสแท้ ๆ ก็ไม่อาจจะ เศร้าหมองได้. กิเลส ๑๖ อย่าง นั้น มีชื่อดังต่อไปนี้ :- ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ เป็นกิเลสประเภทโลภะ ที่เกิดขึ้นในขณะ ประสบอารมณ์ ย่อมทำจิตให้ผิดปรกติ เพราะความรู้สึกใคร่จะได้ มีการสอดส่อง พิจารณา เพื่อให้เห็นแง่แห่งประโยชน์หรือลู่ทางที่ควรจะได้ จนเกิดความอยากได้ ขึ้นมาจนได้; เป็นกิเลสที่เป็นไปทั้งในความอยากได้และในการสะสม ไม่ว่าจะเป็น ไปในทางบริโภคใช้สอยที่จำเป็น หรือเป็นไปในทางกามารมณ์ หรือแม้แต่ เพื่อประดับเกียรติ ประดับความต้องการของตนเป็นต้นก็ดี "อภิชฌา" แปลว่า เพ่งเฉพาะ หมายถึงเฉพาะสิ่งที่ปรากฏขึ้น หรือปรากฏอยู่ในขณะนั้น, แต่ในที่นี้ หมายถึงความอยาก ที่เป็นเหตุให้เข้าไปเพ่งต่อสิ่งนั้น ๆ. "วิสม" แปลว่าไม่เสมอ; หมายถึงความผิดปรกติ หรือสูญเสียความสงบหรือความว่าง. โลภะ แปลว่า โลภ คือมุ่งจะได้: รวมกันเป็น "อภิชฌาวิสมโลภะ" มีความหมายว่าโลภจนสูญเสีย ความปรกติแห่งจิตใจ และสติปัญญา เพราะอำนาจของความอยากจะได้ และมี ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ โลกโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ นั่นเอง. ถ้าเป็นเพียง ความต้องการหรือความประสงค์ที่สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลก็ตาม หาได้จัดเป็นกิเลสชื่อนี้ไม่ ฉะนั้น ทำให้เห็นได้ว่ามัน มีมูลมาจาก "ตัวกู-ของกู" โดยตรง และพลุ่งออกมาโดยปราศจากการควบคุม เมื่อสกัดกั้นไว้ไม่ได้ ก็กลายเป็นความโลภจัดยิ่งขึ้นทุกที หรือกลายเป็นนิสัยสันดาน ซึ่งเป็นความโลภที่เป็นประธานโดยสมบูรณ์. ผู้ปฏิบัติแม้ที่เป็นฆราวาสก็อาศัย หลักเกณฑ์อันเดียวกันกับบรรพชิต คือการมีสติสัมปชัญญะชนิดล่วงหน้า ได้แก่ ชนิดที่ทำให้มองเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือปราศจาก ตัวตนที่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ; และมีสติสัมปชัญญะในขณะนั้นโดยเฉพาะ คือเมื่อกระทบเข้ากับอารมณ์แล้ว ทำให้ระลึกได้ถึงความที่สิ่งทั้งปวง ไม่ควรไปยึดมั่น.
น.1276 ถือมั่นได้ และ มีสติสัมปชัญญะในภายหลัง คือเมื่อได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ก็ต้อง ไม่ให้ผิดพลาดเลยไปอย่างไม่รู้สึกตัวเสียเลย จนกระทั่งกี่เรื่องกี่รายก็ไม่รู้สึกตัวว่า ตนได้ทำผิดพลาด.(รายระเอียดพิศดารเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่ในคำบรรยายเรื่อง สุญญตา ปี ๒๕๐๓) ตามความเป็นจริงนั้น ถ้ามีสัมปชัญญะชนิดล่วงหน้าคือ หยุดอภิชฌาวิสมโลภะเสียได้ ก่อนแต่ที่มันจะเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์นั้น เป็น หลักปฏิบัติทั่วไปหรือทั้งหมด หรือเป็นหลักสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาทำนอง เดียวกับที่คนทั้งโลกถือหลักว่า "กันดีกว่าแก้" ต่อเมื่อกันไว้ไม่ทันจึงจะมาถึงปัญญา ที่จะต้องแก้ ดังนั้น สติที่เป็นไปในสุญญตา คือ การเฝ้าระวังจิตให้ว่างจาก การพลุ่งขึ้นมาแห่ง "ตัวกู-ของกู" ที่เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เข้าไปเพ่งเล็ง เพราะความอยากได้ในสิ่งใด ๆ อย่างสูญเสียสติสัมปชัญญะนั่นแหละ เป็นสิ่งที่ต้อง ประสงค์ในที่นี้ สัตว์ที่ติดบ่วงหรือเบ็ด ก็เพราะไป เพ่งเล็งที่เหยื่อ หรือสิ่ง อื่นนอกจากบ่วง หรือเบ็ดมากเกินไป นั่นเอง. ความเพ่งเล็งนั้นทำให้สูญเสีย สติสัมปชัญญะ และเป็นใจความสำคัญของอุปกิเลสชื่อนี้. ๒. โทสะ และ ๓. โกธะ และ ๔. อุปนาหะ ทั้ง ๓ ชื่อนี้เป็น กิเลสประเภทโทสะด้วยกันทั้งนั้น ที่เรียกโทสะ ก็เพาะมุ่งไปในทางประทุษ- ร้ายทำอันตรายผู้อื่น; ที่เรียกโกธะ มุ่งในทางแผดเผาตัวเอง : ที่เรียกอุปนาหะ มุ่งไปในทางพยาบาท หรือความเกลียดชังที่ไม่รู้จักลืม ซึ่งเป็นไปทั้งในทาง ประทุษร้ายผู้อื่นและแผดเผาตัวเองด้วยกันทั้งนั้น. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า กิเลส ประเภทโทสะ มีความหมายไปในทางปฏิเสธ หรือผลักออก หรืออยากทำลาย: ตรงกันข้ามจากกิเลสประเภทโลภะ ซึ่งมีลักษณะดึงเข้ามาและทะนุถนอม ฉะนั้น กิริยาอาการที่แสดงออกจึงแตกต่างกัน ถึงกับเป็นเครื่องช่วยให้กำหนดได้ชัดเจนว่า เป็นกิเลสประเภทไหน. แต่แม้จะตรงกันข้ามอย่างไรก็ยังเป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้ เศร้าหมองได้เท่ากัน. กิเลสประเภทราคะหรือโลภะ แสดงอาการที่เร่าร้อนที่ลึก
น.1277 ไม่เหมือนประเภทโทสะ ซึ่งรุนแรงและเปิดเผย. อย่างแรกเปรียบเหมือนกับ อันตรายที่เกิดจากน้ำ; ส่วนประเภทหลังนี้เหมือนกับอันตรายที่เกิดจากไฟ; แต่ ก็ต้องถือว่าเป็นอันตรายด้วยกันทั้งนั้น โดยหลักทั่วๆ ไป หรือในขั้นต้น ๆ ก็ สอนให้ปฏิบัติในทางเมตตากรุณา; แต่ตามที่เป็นจริงนั้น การปฏิบัติเช่นนั้นยัง ไม่เพียงพอและไม่ทันท่วงที ไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรได้ อย่างดีที่สุดก็เป็นเพียง การกระทำอย่างเป็นการป้องกันชนิดที่ทำเผื่อไว้เท่านั้น การปฏิบัติที่แท้จริง ก็อยู่ที่ สติสัมปชัญญะอีกนั่นเอง เพราะว่ากิเลสเหล่านี้พลุ่งขึ้นมาจาก "ตัวกู-ของกู" เพราะสูญเสียสติสัมปชัญญะเช่นเดียวกับกรณีของอภิชฌาวิสมโลภะ. ดังนั้น การมี สติสัมปชัญญะในการรับอารมณ์ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ หรือแม้แก่การที่ จะปล่อยให้จิตของตนหวนระลึกไปถึงบุคคลหรือสิ่งของในอดีตก็ตาม ทำตนให้รู้สึก ตัวอยู่เสมอ ไม่ให้ "ตัวกู-ของกู" พลุ่งออกมาตามความปรารถนาของมันเท่านั้น จึงจะห้ามกันหรือหยุดกิเลสประเภทโทสะเสียได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำลังเดือด พล่านอยู่ในใจนั้น จะไปแก้มันด้วยการเจริญเมตตาก็ดูจะเป็นการเล่นละครตลกชนิด หนึ่งมากกว่า ทางที่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติ ก็คือ เรียกเอาสติสัมปชัญญะที่ สูญเสียไปนั้นกลับมา โดยอาการที่ ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ต่อการที่ตน เป็นพุทธบริษัท หรือเป็นสุภาพบุรุษ แล้วมามีอาการอย่างนี้; หรือ ให้รู้สึก ถึงความเสียหาย นานาชนิด ที่จะเกิดขึ้นโดยทางอื่นอีกมากมาย เพราะอำนาจ โทสะนี้ เช่น โดยทางภายนอก จะต้องเสียทรัพย์ เสียชื่อเสียงเป็นต้น และไม่เฉพาะ แก่ตนเอง จะเกิดขึ้นแก่บุคคลข้างเคียงในครอบครัวด้วย; ส่วนความเสียหายใน ภายในนั้น หมายถึงการสูญเสียธรรมะ ทั้งที่เป็นจริยธรรม และสัจจธรรม ตลอด ถึงสันติสุขที่จะพึงได้รับทางจิตใจ จนกระทั่งว่าความโกรธนั้น เป็นการทอนอายุ ให้สั้น แสลงแก่โรคภัยที่ตนกำลังมีอยู่ หรืออาจจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต โดย กระทันหันก็ได้. สติสัมปชัญญะเหล่านี้ทำให้เกิดความสลดสังเวช ที่มีกำลังมากพอ
น.1278 ที่จะหยุดกิเลสประเภทนี้ได้ ถ้าหากว่าได้มีการฝึกฝน หรือตระเตรียมการคิดนึก และการพิจารณาในทำนองนั้นอยู่เป็นประจำ ส่วนการเจริญ เมตตากรุณา นั้น ทำไปในฐานะที่เป็นการแก้ไขทางพื้นฐานที่ดีเท่านั้น. เมื่อได้ประกอบกันเข้าทั้ง ๒ อย่าง ก็จะเป็นเครื่องชำระชะล้างอุปกิเลสเหล่านี้ได้เต็มที่ สมตามความประสงค์ กิเลสประเภทอุปกิเลส ที่ ๕ ถึง ที่ ๑๖ ส่วนที่ยังเหลือต่อไป เป็นกิเลสที่ส่วนใหญ่มีมูลมาจากโมหะ หรือเป็น การแสดงออกของโมหะในรูป ต่าง ๆ กัน คือ :- ๕. มักชะ ความรู้สึกที่ทำให้มองข้ามความที่สัตว์ในโลกมีบุญคุณต่อกัน หรือมีประโยชน์ต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนไม่ต้องอาศัยผู้อื่น หรือไม่เป็นหนี้ ผู้อื่น จึงไม่รู้จักรักและขอบคุณใคร แม้กระทั่งบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ; เป็น จิตใจที่หยาบหรือกระด้างไปทางหนึ่ง ซึ่งเป็นอันตราย และไม่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง. เพราะ ถ้าเราเพียงแต่รู้สึกว่า บุคคลอื่นหรือสัตว์อื่น ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ หรือมีคุณแก่เรา หรือแก่กันและกันด้วยแล้ว จิตใจก็จะสุภาพสมกับที่เป็น จิตใจของมนุษย์. แต่ "ตัวกู-ของกู ประเภทโมหะ มันทะนงตัวหรือยกตัวเอง มากเกินไป จึงทำให้มองไม่เห็น แม้สิ่งที่มีอยู่จริง ๆ และก็ไม่ลึกลับอะไรมากมาย นัก. การลดความทะนงเช่นนั้นลงมาเสียด้วยสติสัมปชัญญะ และมีปัญญาพิจารณา ให้เห็นความที่มนุษย์เราเป็นหนี้บุญคุณ แม้แก่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น นก และแมลง เป็นต้น แล้วยอมรับนับถือคุณหรือค่าของมันได้ นี้เป็นเครื่องมือแก้ไขกิเลส ชื่อนี้ได้ดีขึ้นมาตามลำดับ. ๖. ปลาสะ หมายถึงกิเลสที่เป็นเหตุให้ตีตนเสมอกับผู้ที่สูงกว่า คือยก ตนเองขึ้นเกินกว่าฐานะของความจริงเสมอไป ; ทำหน้าที่คู่กันกับมักขะ ซึ่งมี การกดผู้อื่น : เป็นอาการของ "ตัวกู" อย่างยิ่ง อย่างที่เห็นได้ชัด. ข้อนี้
น.1279 เหตุให้ไม่เชื่อฟัง หรือไม่เคารพความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นต้น ซึ่งเป็นอาการ ที่เห็นได้ทั่ว ๆ ไป ในหมู่ชนที่การศึกษาไม่เพียงพอ. แม้ตนจะเป็นคนโง่เง่า อย่างไร ก็จะต้องแสดงอะไรออกไปในลักษณะที่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าฉลาด และ ไม่ยอมรับการแนะนำตักเตือนที่ดี เ พราะถือว่าไม่มีใครตั้งอยู่ในฐานะที่สูงกว่า หรือควรว่ากล่าวสั่งสอนตน ; ผลเสียเกิดขึ้นแก่คนหนุ่มหรือยุวชนเป็นอันมาก เพราะเหตุนี้ กิเลสชื่อนี้เป็นสิ่งที่คนธรรมดาเข้าใจได้ยาก จะละมันได้ก็ต้องอาศัย สติสัมปชัญญะขั้นประณีตและลึกซึ้ง ที่มีมูลมาจากปัญญาที่เพียงพอเท่านั้น ซึ่งเรา อาจจะกล่าวได้ว่า นอกจากระบบคำสอน ที่เป็นไปเพื่อทำลายอหังการ มมังการแล้ว จะไม่มีคำสอนระบบไหนเป็นคู่ปรับกับมันได้ , และพึงทราบว่ากิเลสประเภทนี้ ซึ่งมีอยู่หลายชื่อจะละได้เด็ดขาดก็ด้วยอำนาจของอรหัตตมรรคเท่านั้น. สำหรับคน ทั่วไปนั้นจะทำได้เพียงแต่ควบคุมหรือกลบเกลื่อนไว้. ๗. อิสสา ความริษยา เป็นกิเลสซึ่งใคร ๆ ย่อมรู้จักดี เกิดง่าย แก่ทุกคน และมากที่สุดอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ข้อนี้มีมูลมาจากการที่ "ตัวกู" ไม่อยากให้ใครดีเท่าหรือดีกว่า จึงมีความคิดที่จะบั่นทอน หรือทำลายล่วงหน้า ป้องกันเอาไว้ มีผลทำให้มีความรู้สึกไม่เป็นสุข และคิดทำลายคู่แข่งขันโดยทางจิต ใจอยู่เสมอ ทั้งที่รู้สึกว่าเป็นผลร้ายทำลายตัวเองอย่างยิ่ง ก็ยังไม่อาจจะละมันได้ ฉะนั้น จึงไม่อาจจะละมันได้ด้วยเจริญเมตตา กรุณ า และ มุทิตา ซึ่งทำไป อย่างดื้อ ๆ และเป็นการหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าอีกตามเคย. ที่ถูกจะต้องตั้งต้น ขึ้นมาจาก ส ติสัมปชัญญะชนิดที่ทำให้ระลึกได้ว่า สัตว์ทั้งหลายจะต้องเป็นไปตาม กรรมดังนี้เป็นต้น และระลึกได้ว่า เราไปมุ่งร้ายทำลายเขานั้น เป็นการทำลายตัว เราเองก่อนเสมอไป เราจะต้องวินาศในทางจิตใจก่อนเขาเสมอ ; และอีกทาง หนึ่งว่า สิ่งที่เราจะต้องทำนั้นคือหน้าที่ของเรา แล้วไม่ต้องไปเอาใจใส่ในเรื่องของ คนอื่น. ถ้าเราไปเอาใจใส่ในเรื่องของคนอื่น ในลักษณะที่เป็นการริษยานั้น เราจะ
น.1280 ไม่มีจิตใจดีพอที่จะปฏิหน้าที่ของเราเอง และการทำเช่นนั้นนับว่าเป็น สิ่งที่น่า ละอายมาก. ความเชื่อในเรื่องกรรม นั้น นับว่าเป็นมูลฐานสำคัญของพุทธ- บริษัทเราในการที่จะกำจัดความริษยาเสีย. ถัดมาก็ถึง ปัญญา หรือความอยู่ใน อำนาจของเหตุผล ; และถัดมาก็คือ ความรู้จักละอายในการกระทำที่เป็นความ โง่หลง ทำลายประโยชน์ของตนเอง และสูญเสียความเป็นพุทธบริษัท ; นี้นับว่า เป็นหลักใหญ่หรือเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในการที่จะกำจัดอุปกิเลสชื่อนี้. ส่วน เมตตา กรุณา ทั่วไป และ มุทิตา คือความยินดีในความดีของผู้อื่นนั้นจะตาม มาเองได้โดยง่าย และตั้งอยู่ในฐานะเป็นเหมือน ยอด หรือมงกุฎที่ช่วยให้เกิด ความงามแก่จิตใจ ในฐานะที่เป็นเครื่องประดับที่ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น. เมื่อมีครบ ก็ นับว่าสมบูรณ์ในการละกิเลสในชื่อนี้. ๘. มัจฉริยะ ความตระหนี่ ข้อนี้มีมูลมาจาก ความเห็นแก่ "ของคู่" มากเกินไป นั่นเอง แต่ก็เนื่องมาจากความเห็นแก่ "ตัวกู" เพราะอยากจะมีอะไร มากกว่าเขาหรือดีกว่าเขาอีกนั่นเอง. ความหมายของความตระหนี่เพ่งเล็งไปถึงการ ลืมตัว ในการมีหรือการสะสม เพื่อให้มีมากสมความอยาก หรือความยึดมั่นของ "ตัวกู" เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งความคิดที่คิดจะกีดกันผู้อื่นไม่ให้มีมากเท่าตนหรือ เหนือตน แต่ไม่เลยไปจนถึงกับคิดทำลายผู้อื่น ดังนั้น การกีดกันนั้นจึงเป็นเพียง การเฉย หรือแกล้งทำเฉยต่อการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์ของผู้อื่น ; เพียงเท่านี้ ก็นับว่าเป็นกิเลสชื่อนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว. อาการดังที่กล่าวนี้ก็เป็นเพียงอาการตาม ธรรมดาอันหนึ่ง ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกนั่นเอง คือเห็นแก่ตนเอง มาก ถึงขนาดที่แม้จะเหลือกินเหลือใช้อย่างไรแล้ว ก็ยังจะสงวนเอาไว้เป็นของกู ต่อไปอย่างแน่นแฟ้น ไม่ยอมบริจาคเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ; ไม่ใช่เพราะความ โลก แต่เพราะความโง่ หรือความหลง จนไม่รู้ว่า ถ้าทำอย่างโน้นเสียยัง จะดีกว่า ; พอเกิดรู้ว่าให้ผู้อื่นเสียเป็นการดีกว่า หรือเป็นการได้ที่ดีกว่า ตนก็
น.1281 จะให้หรือบริจาคทันที, ฉะนั้น การชำระชะล้าง มัจฉริยะ จึงต้องอาศัยสติปัญญา อีกอย่างเดียวกัน ; ที่จะผืนทำเป็นผู้ไม่โลภ หรือทำทาน เพื่อเกิดในสวรรค์เป็น ต้นนั้น ไม่อาจจะแก้ไขมัจฉริยะได้ เพราะคงหลงสวรรค์ หรือคุณความดีอย่างอื่น ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่นั่นเอง. แต่ถึงอย่างไรก็ดี การฝืนบริจาคอยู่เสมอ ๆ นั้น ก็เป็นเครื่องช่วยได้ตามส่วน เพราะมันเป็นการฝืนความรู้สึกแห่ง "ตัวกู-ของกู" อยู่มากเหมือนกัน. ๙. มายา แปลตามตัวว่า มารยา โดยใจความ หมายถึงอาการที่ การกระทำทางกายและวาจา ไม่เท่าหรือไม่ตรงกัน กับความรู้สึกทางจิต เพราะอาศัย กิเลสที่มีชื่ออย่างนี้เป็นต้นเหตุ เมื่อความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู" ได้สูญเสียความ ปรกติ หรือความอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล ไม่มีกำลังพอที่จะมั่นคงในความสัตย์ ความจริง หรือแม้ที่สุดแต่ในการที่จะควบคุมตัวเองให้อยู่ในร่องในรอย อาการที่ "ไม่ตรง" แสดงออกมาในรูปต่าง ๆ กัน ทางกาย และวาจา ในภายนอก เพื่อแสดง แก่ผู้อื่น ; และ เป็นไปในภายใน คือมี ความคิดหลอกลวงตัวเองอยู่โดยที่ ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น เช่นอาการที่ตน มีความคิด ชนิดที่เป็นการแก้ตัวให้ แก่ตน ในการที่ตนบกพร่องหรือเหลวไหลต่อหน้าที่ของตน ได้อย่างเรื่อยเปื่อย หรือสนุกสนานไปทีเดียว. แต่เมื่อกล่าวโดยส่วนใหญ่แล้ว ย่อมมุ่งหมายถึงการ แสดงออกต่อผู้อื่น จึงจะเรียกว่าเป็นมายาที่สมบูรณ์ ดังนั้นมายาที่เป็นภายในใจ ล้วน ๆ จะต้องมีการสมมติว่า มีบุคคล ๒ คน อยู่ภายในใจ เป็นฝ่ายดำ และฝ่าย ขาว เล่นตลกแก่กันอยู่ก็แล้วกัน. กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดมายานั้น อาจจะมีมูลมา จากโลภะ หรือโทสะ บ้างก็ได้ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับ โมหะ คือความโง่ เพราะโง่ จึงได้มีมายา. แม้ว่าอาการของมายาที่แสดงออกมา จะเป็นอาการของความเฉลียว ฉลาด แต่ก็เป็น ความเฉลียวฉลาดที่ถูกความเข้าใจผิดอมหรือกลืนเขาไว้ ทั้งหมดทั้งสิ้น ดั งนั้นจึงถือว่ามีมูลมาจากความโง่ความหลงเป็นประการสำคัญ.
น.1282 ส่วนที่เป็น เรื่องทางสังคมนั้น ย่อมหมายถึงกลอุบายต่าง ๆ ที่ใช้ไปในทางแย่งชิงเอา ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวทุกชนิด แม้ที่สุดแต่ กลอุบายที่เป็นไปด้วยการใช้ อิทธิปาฏิหาริย์ก็เรียกว่า มายา ด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นการแสดงออกครั้งสุดท้าย ของกิเลสชื่อนี้ ซึ่งมีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ฉะนั้น ในการแก้ไขกิเลสชื่อมายานี้ จึงไม่มีการเพ่งเล็งถึงสติสัมปชัญญะโดยเฉพาะหรือเป็นส่วนใหญ่ แต่เพ่งเล็งถึง ปัญญากับสัจจะเป็นส่วนใหญ่ : ต้องมี ความพินิจถูกต้องในเรื่องความจริงอย่าง ทั่วถึงเสียก่อนแล้วจึงยึดถือสัจจะหรือความจริงเป็นหลัก อย่างที่เขากล่าวกันว่า "สัจจะ เป็นนโยบายที่ดีเลิศ" นั่นเอง ส่วนสติสัมปชัญญะนั้น คงทำหน้าที่แต่เพียง ช่วยให้ระลึกได้ทันท่วงทีในเบื้องต้น ว่าอะไรเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง. ระเบียบ ปฏิบัติที่เรียกกันว่า การตั้งสัจจะ คือทำสิ่งหนึ่งอย่างคงเส้นคงวา เป็นประจำวันนั้น เป็นวิธีการแก้ไขที่ช่วยแวดล้อมเข้าไปจากภายนอกได้มากเหมือนกัน : ถ้าทำได้จน เคยชินเป็นนิสัย ก็จะช่วยให้ปัญญาอยู่ในร่องในรอยได้ง่าย ในการที่จะเปลี่ยนนิสัย หรือแก้กิเลสชื่อนี้ และเป็น การประหยัดแรงของสติสัมปชัญญะได้เป็นอย่างดี ด้วย. สิ่งที่ควรสังเกตมีอยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น เป็นสิ่งที่แปลก ประหลาดจนถึงกับทำการคดโกงตัวเองก็ได้ทั้งที่มีความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง เพราะได้ ถือเอาความคดโกงนั้น เป็นอารมณ์สนุกอย่างหนึ่งไปโดยไม่เกี่ยวกับโลภะเลย เพราะ มันเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นพิเศษแก่ "ตัวกู" ดังนั้นจึง ต้องแก้ไขมัน เยียวยามันด้วยหยูกยา ที่มีไว้เฉพาะและโดยวิธีเฉพาะ ซึ่งนับว่า เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากอย่างยิ่ง; และดูเหมือนว่าสัญชาตญาณ ก็ได้ส่งเสริมอาการ ดังกล่าวนี้อยู่มาก เช่นเด็ก ๆ ที่ไม่เดียงสา ถ้าได้ร้องไห้เสียให้มากก็สบายใจ หรือ บรรเทาความตึงเครียดในใจได้ จนกลายเป็นอยากร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลอะไรมาก ไปกว่านั้น. ดังนั้น เราจึงต้องไม่ทำเล่นกับกิเลสประเภทที่มีอะไรซับซ้อนเช่นนี้ ซึ่งโดยที่แท้ก็คือ "ตัวกู-ของกู" เกิดเล่นตลกอย่างซับซ้อน ขึ้นมานั่นเอง.
น.1283 การบำรุงพระศาสนานั้น จะบำรุงให้ถูกตัวศาสนา จริง ๆ แล้ว ก็คือตัวเอง รีบปฏิบัติธรรมะ ให้ถูก ให้ตรงเสียโดยเร็ว นั้น คือการ บำรุง พระ ศาสนา ที่ถูกต้อง และรวดเร็ว จากเรื่อง การบำรุงพระศาสนา
น.1284 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๑. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “อุปกิเลส ๑๖” (ต่อ) ๑๐. สาเถยยะ กิเลสชื่อนี้หมายถึงความโอ้อวด คือความอยากจะอวดสิ่งซึ่งตนคิดว่าจะทำให้ตนดีกว่าผู้อื่น ได้ เปรียบผู้อื่น ให้ผู้อื่นยอมรับ ความเป็นอย่างนั้น หรือพ่ายแพ้ แก่ตนในเรื่องนั้นๆ นับว่าเป็นความรู้สึกแห่ง “ตัวกู-ของกู” ที่เห็นได้ชัดอีกชื่อหนึ่ง. ตามปรกติกิเลสชื่อนี้เป็นกิเลสที่มี มูลมาจากโมหะโดยตรง; ถ้ามีมูลจากราคะ เช่นความรู้สึกทาง เพศตรงกันข้ามเข้ามารวมด้วย อาการของกิเลสชื่อนี้ก็ยิ่งเป็น ไปมากขึ้นเป็นทวีคูณ. คำว่าอวดในที่นี้ มิได้หมายความว่า อวดความดีที่มีอยู่จริง ๆ หรือที่สมควรแก่การอวดจริง ๆ หากแต่เป็น ความรู้สึกที่ คดโกง ชนิดหนึ่ง คือมิได้มีความดีที่มีอยู่จริงหรือควรอวด แต่ก็มีความรู้สึกที่อยาก จะอวด ตามความรู้สึกของกิเลสชื่อนี้ ซึ่งเป็นไปได้มาก ถึงขนาดเป็นสัญชาตญาณ ชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เพราะแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็ยังมีอาการที่มีแววแห่ง กิเลสชื่อนี้ เป็นการอวดให้ฝ่ายตรงกันข้ามกลัว หรืออวดให้เพศตรงกันข้ามรัก
น.1285 ต้น จึงเป็นกิเลสที่ละได้ยาก ถึงขนาดที่ต้องอาศัยอรหัตตมรรคด้วยเหมือนกัน จึงจะละกิเลสชื่อนี้ได้ถึงรากเหง้าโดยสิ้นเชิง. สำหรับคนทั่วไปควรจะถือหลักว่า ถ้าความดีนั้นมีอยู่จริงมีมากพอและสมควรแก่การอวด และการอวดนั้นเป็นไปใน ลักษณะที่เพียงแสดงให้ปรากฏเท่านั้น ก็หาจัดว่าเป็นกิเลสชื่อนี้ไม่ คือไม่ใช่เป็น คนขี้โอ่ เป็นแต่เพียงเปิดเผยความดีที่มีอยู่จริงให้ปรากฏ. แต่สำหรับบรรพชิต ในพุทธศาสนานั้น มีระเบียบวินัยห้ามขาดโดยประการทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นการอวด ชนิดไหนหมด; เป็นระเบียบวินัยส่วนหนึ่ง ซึ่งมุ่งหมายให้หมู่คณะงดงาม เช่นเดียวกับความมุ่งหมายของทางธรรมด้วยเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อกล่าวโดย ทั่วไปแล้ว ความรู้สึกที่เป็นกิเลสชื่อนี้ เป็นสิ่งที่ควรข่มขี่โดยประการทั้งปวง. การถือหลักสุภาษิตที่ถือกันมาแต่โบราณว่า "ให้ผู้อื่นรู้ความดีของตนโดยไม่ต้อง อวด ดีกว่าที่จะมีการอวด" ย่อมเป็นความปลอดภัย หรือมีผลดีทั้งทางโลกและทาง ธรรม. ยิ่งอวดก็ยิ่งหมดความงดงาม มีแต่ความน่าเกลียดเข้ามาแทนที่. ฉะนั้น การประกาศความดีที่มีอยู่จริงออกไปได้โดยปลอดภัยนั้น นับว่าเป็นศิลปชั้นสูงสุด : แต่ข้อนี้ต้องหมายถึงการที่ไม่ถูกความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู-ของกู" ครอบงำจน น่าเกลียดด้วยเหมือนกัน. ๑๑. ถัมภะ หมายถึงความดื้อดึง ที่เรียกกันทั่วไปว่าหัวแข็ง หรือ หัวรั้น กิเลสที่เป็นเหตุให้มีการกระทำอย่างนั้น ก็พลอยมีชื่อว่าถัมภะไปด้วย คำนี้ตามธรรมดาแปลว่า เสา. ถ้ารู้จักความหมายที่เป็นอาการของเสาในแง่ที่ไม่ พึงปรารถนา ก็อาจจะเข้าใจถึงความหมายของกิเลสชื่อนี้ได้โดยง่าย คือความ มีหัวรั้นหัวสูง ใคร ๆ กดไม่ลงนั่นเอง. ที่ว่ากดไม่ลงนั้น มิได้หมายความว่า มีความดี หรือมีความเข้มแข็ง ที่ประกอบด้วยความถูกต้องหรือความเป็นธรรม หากแต่ว่าเป็นอาการของความโง่หลงหรือโมหะต่างหาก ที่แสดงออกมาเช่นนั้น. ที่เป็นไปมาก ก็ถึงขนาดยอมตาย ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมเชื่อฟัง. กิเลสชื่อนี้
น.1286 มีรากฐานคล้าย ๆ กับกิเลสที่ชื่อมายา หากแต่แสดงออกมาในลักษณะที่กระด้าง ผิดจากมายาที่แสดงออกในลักษณะที่นิ่มนวล; เป็นอาการของ "ตัวกู-ของกู" ที่เห็นได้ชัด คือมีความยึดถือใน "ตัวกู-ของกู" มากเท่าไร หรือว่า "ตัวกู- ของกู" พลุ่งขึ้นมาจัดเท่าไร ความดื้อก็มีมากเท่านั้น; ยิ่งเป็นโมหะ หรือไม่อยู่ ในอำนาจของเหตุผลมากขึ้นเท่านั้น; ไม่มีความงดงามเหลืออยู่แต่ประการใดเลย. ๑๒. สารัมภะ ความบิดพลิ้ว ซึ่งมีอาการเถลไถลตลอดถึงการ หาช่องทางแก้ตัวต่าง ๆ นานา ไม่ยอมรับหรือไม่ยินยอมต่อสิ่งที่ควรยินยอม เช่นเดียวกับถัมภะ; แต่มิได้แสดงอาการอย่างถัมภะหรือดื้อซึ่งหน้า; คือไม่ คิดจะดื้อดึงเลย คิดแต่จะ ต่อสู้ด้วยการบิดพลิ้วเอาตัวรอดจากการที่ต้องทำตามที่ตน ไม่อยากจะทำ. การบิดพลิ้วนี้มีได้ทั้ง ต่อผู้อื่น เช่น บิดามารดา หรือผู้บังคับ บัญชาเป็นต้น; และ ต่อตัวเอง คือต่อเหตุผล หรือต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เช่นความรู้สึกฝ่ายต่ำ บิดพลิ้วต่อการที่จะทำให้ความรู้สึกฝ่ายสูงเป็นฝ่ายชนะ. ถ้าจะ สรุปเอาแต่ใจความสั้น ๆ ก็คือ การต่อสู้ด้วยความบิดพลิ้ว ซึ่งก็เป็นการต่อสู้ ซึ่งหน้าเหมือนกัน. ที่เห็นได้ง่ายและทั่วไปก็คือ สิ่งที่เราเรียกกันว่า การไม่ ยอมรับผิด และการหาข้อแก้ตัวของคนผิด เช่น จำเลยเป็นต้น; แม้จะเป็นผู้ฆ่าเขา ก็จะแย้งว่าเป็นความผิดของผู้ตายเองเสมอ. ถ้าทำไปอย่างนิ่มนวล ก็เรียกว่า สารัมภะ ทั้งนั้น. การบิดพลิ้วเช่นนี้ รู้สึกกันว่า เป็นความไม่งดงามอย่างยิ่ง อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ไม่ใช่เป็นการโกหกเพื่อหาประโยชน์ แต่เป็นการ บิดพลิ้วเพราะความยึดถือตัวตน หรือเพราะเกียรติแห่งตัวตน ถึงกับว่าถ้าไม่มี อะไรดีที่ตรงไหน ก็จะเอาดีตรงที่ว่าบิดพลิ้วเก่งที่สุดนั่นเอง จึงจัดเป็นกิเลส ประเภทโมหะโดยตรง. การต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้อื่นด้วยกิเลสชื่อสารัมภะนี้ ไม่ถือ ว่าเป็นการต่อสู้ที่เป็นธรรมหรือควรได้รับอภัย แม้ว่าในบางกรณีจะเป็นไปเพื่อเอา ตัวรอด: ซึ่งเป็นที่นิยมกัน แต่ควรต่อสู้ด้วยความจริง. แม้ในคติทั่วไปที่ไม่ใช่
น.1287 พุทธศาสนาก็ยังจัดว่าการกระทำอย่างนี้เป็นของผิด ไม่เป็นสุภาพบุรุษหรือเป็น นักกีฬา เป็นที่ดูหมิ่นกันอยู่ทั่วไป ดังนั้นในทางพุทธศาสนา จึงนำมาจัดเรียงลำดับ ไว้ในหมู่กิเลส ที่พึงรังเกียจอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน. ๑๓. มานะ และ ๑๔. อติมานะ สองชื่อนี้มีความหมายคล้ายกัน หรือเครือเดียวกัน. อย่างแรก หมายถึงการถือตัวตามปรกติ. อย่างหลัง นั้นเป็นไปรุนแรงจนถึงกับล่วงล้ำเข้าไปในขอบเขตของผู้อื่น จึงกลายเป็นอาการ ดูหมิ่นผู้อื่น ทำให้มีความหมายที่แยกกัน คือ มานะ หมายถึงถือตัว, อติมานะ หมายถึงดูหมิ่นผู้อื่น กล่าวคือ ความถือตัวที่ควบคุมไว้ไม่อยู่. คำว่า มานะ แปลว่า รู้. แต่ในที่นี้หมายถึง รู้ผิด คือรู้ไปตามอำนาจของกิเลส มิได้รู้ ไปตามอำนาจของสติปัญญา. เมื่อกล่าวโดยเจาะจงก็ได้แก่ ความสำคัญ มั่นหมายว่าตัวเป็นอะไร หรือรู้สึกว่าตัวเป็นอะไร เช่นสำคัญว่าตัวเป็นคน ก็ต้องดีหรือสูงกว่าสัตว์; ตัวเป็นลูกคนรวยก็ต้องดีกว่าลูกคนจน, ตัวเป็นคนรูปร่าง สวยก็ต้องดีหรือมีบุญกว่าคนที่รูปไม่สวย; และในทางที่กลับกัน ก็คือสำคัญว่า ตนเป็นคนก็ต้องเลวกว่าเทวดา; หรือว่าตนเป็นคนจนก็ต้องเลวกว่าคนรวย; หรือการเป็นคนขี้เหร่ก็ต้องเลวกว่าคนสวยดังนี้เป็นต้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ตนเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็นำไปเปรียบกับผู้อื่น จนเกิดความรู้สึกว่า ดีกว่ากัน เลวกว่ากัน หรือ เสมอกัน ดังนี้เป็นต้น แล้วก็ถือตัวไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสมควรแก่ความรู้สึก หรือความสำคัญมั่นหมายของตน เป็นเหตุให้เกิดความ เคียดแค้นหรือความไม่ยอมตามสมควรแก่ความรู้สึกนั้น ๆ แต่ยังไม่ถึงกับก้าวก่ายเข้า ไปในขอบเขตของผู้อื่น. ส่วน อติมานะ นั้น หมายถึงการรุกล้ำเข้าไปในขอบเขต ของผู้อื่น ในเมื่อรู้สึกว่าตนมีอะไรหรือมีส่วนหนึ่งส่วนใด ที่พอจะรุกล้ำผู้อื่นได้. แม้ที่สุดแต่ด้วยคารมลมปากที่เก่งกว่าเขา ไม่มีความดีอันแท้จริงใด ๆ เลย ก็ยัง อาศัยกิเลสชื่อนี้ แล้วทำการรุกล้ำผู้อื่นด้วยการกระทำ ด้วยการพูด หรือด้วยการ
น.1288 คิดได้อย่างเต็มที่. ความรู้สึกที่จะดูหมิ่นผู้อื่นนี้ เป็นไปได้ง่ายในหมู่ชนที่มีการ ศึกษาอบรมชนิดที่เปิดช่อง หรือเปิดโอกาสให้แก่กิเลสชื่อนี้ เช่นโอกาสแห่งการ แข่งขันที่ปราศจากการตักเตือนแนะนำที่ดี คือไม่เข้าใจในความหมายของคำว่าการ แข่งขัน ความรู้สึกที่เป็นไปในทางที่จะทำลายผู้อื่น หรือดูหมิ่นผู้อื่นย่อมก่อตัวขึ้น โดยง่าย แม้ในกรณีที่ตัวเป็นฝ่ายสูงกว่า ดีกว่า โดยแท้จริง ความรู้สึกก็ยังเอียง ไปในลักษณะที่เป็นกิเลสอยู่นั่นเอง ไม่ถือว่าเป็นความรู้สึกที่ถูกต้อง หรือควร คิดเช่นนั้น; ประสงค์จะให้คิดไปในทางที่เห็นว่า สัตว์ทั้งหมดเป็นไปตามกรรม และตามเหตุตามปัจจัยทั้งหลายทั้งปวง แม้ที่สุดแต่การศึกษาและอบรมเป็นต้น ดังนั้น จึงไม่ควรจะดูหมื่นกัน ซึ่งจัดว่าเป็นความสำคัญผิดหรือเข้าใจผิด ควรจะ ละอายมากกว่า ไม่ควรภาคภูมิใจในเมื่อทำเช่นนั้น. ๑๕. มทะ ความเมา หมายถึงความเมาในทางจิตที่มีมูลมาจากโมหะ. สำหรับความเมาในทางวัตถุ เช่น การดื่มกินของเมา และมีอาการเมานั้น ไม่รวมอยู่ ในข้อนี้ (แต่จะไปรวมอยู่ในข้อถัดไป), ความเมาในที่นี้หมายถึงความหลงใหล ในสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล คือเหลือวิสัยที่สติปัญญาของคนธรรมดาที่ ไม่มีการศึกษาธรรมะเสียเลยจะรู้สึกตัวได้; ได้แก่ เมาลาภ เมายศ เมาสวย เมารวย เมาเกียรติต่างๆ จนลืมความจริงที่ควรรู้สึกอยู่เป็นปรกติ. ที่สูงขึ้นไป คือมัวเมาในโลก จนลืมความตาย; หรือมัวเมาในความสนุกสนานจนลืมว่าอายุ ล่วงเข้าไปทุกวัน ๆ ดังนี้เป็นต้น. ภาษาโลกโดยธรรมดาดูเหมือนจะเรียกกันว่า "ความบ้า" เช่น บ้าสวย บ้ารวย บ้าเกียรติยศ เป็นต้นอีกนั่นเอง แต่ไม่ใช่ ความบ้าชนิดที่ต้องนำไปส่งโรงพยาบาลบ้า; ซ้ำกลับจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นที่พออกพอใจแก่คนบางคนหรือบางพวกไปเสียอีก ถึงกับไม่นิยมกันว่าเป็น กิเลส หรือเป็นความเสียหายอะไรเลย เว้นไว้แต่จะมากเกินไปจนน่าเกลียดเท่านั้น. ส่วนทางธรรมะนั้น ยอมรับไม่ได้ทั้ง ๒ อย่าง คือจะน่าเกลียด หรือไม่น่าเกลียด
น.1289 ก็ตาม ถ้าเป็นความมัวเมาแล้ว แม้จะเพียงแต่รู้สึกอยู่ในใจของตน ไม่ล่วงรู้ไปถึง บุคคลผู้อื่น ก็จัดว่าเป็นกิเลสที่น่ารังเกียจอย่างไม่มีทางยกเว้น. ความมั่วเมานี้ ดูคล้ายกับว่า มิได้เป็นอาการแห่ง "ตัวกู-ของกู" เพราะว่าทำไปโดยไม่รู้สึกตัว. แต่ที่แท้จริงนั้น มันเป็นอาการแห่ง "ตัวกู -ของกู" อย่างยิ่ง คือ อาการที่มัน เมาต่อตัวมันเอง เพราะว่าสิ่งที่มันเมานั้น คือสิ่งที่เป็น "ตัวกู" เป็น "ของกู" ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ๑๖. ปมาทะ (ปะ = ทั่ว + มทะ = เมา) ตามตัวพยัญชนะแปลว่า เมาอย่างทั่วถึงหรือเมาเสร็จแล้ว. นี้ได้แก่อาการสูญเสียสติสัมปชัญญะ ซึ่งจะ เป็นผลมาจากอะไรก็ตาม เรียกว่าความประมาท ซึ่งอาจจะเรียกโดยชื่ออื่นว่า ความสะเพร่า ความเลินเล่อ ความไม่รู้สึกตัว เป็นต้น ได้ตามควรแก่กรณี; หรือลักษณะของการสูญเสียสติสัมปชัญญะ เช่น ดื่มกินของเมาเข้าไป ทำให้ระบบ ประสาทไม่อยู่ในระเบียบ อาการที่เรียกว่าประมาทก็เกิดขึ้น มีความสะเพร่า เลินเล่อไม่รู้สึกตัวเป็นต้น ซึ่งเป็นความเมาฝ่ายรูปธรรม หรือเนื่องด้วยรูปธรรม จากภายนอกโดยตรง. อีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นภายในเป็นเรื่องทางจิตใจ มีมูลมา จากโมหะ ก็ทำให้เกิดความเลินเล่อ สะเพร่าไม่รู้สึกตัว เป็นต้น ได้อย่างเดียวกัน หากแต่ว่าลึกซึ้งกว่ากัน จนไม่อาจจะเทียบกันได้ ดังนั้นคำว่า ประมาทในที่นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงสะเพร่า หรือเลินเล่อตามธรรมดาสามัญ แต่เป็นความสะเพร่า เลินเล่อในเรื่องของชีวิตจิตใจ ที่เกี่ยวกับความทุกข์ความสุข ในขั้นลึกหรือขั้นสูง อีกด้วย. ตัวอย่างเช่น โง่หรือหลง ไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งทำให้การเกิดมาชาติหนึ่ง ของตนนี้ถึงกับเป็นหมันไป หรือแม้แต่ไม่ได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้รับเต็มตามที่ มนุษย์ควรจะได้รับ ซึ่งเราเห็นได้ว่าเป็น ความสะเพร่าเลินเล่อตั้งแต่เกิดจนตายทีเดียว ดังนี้เป็นต้น. ส่วนความสะเพร่าเลินเล่อที่เป็นเหตุให้ทำอะไรผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น ยังไม่มีความหมายเต็มตามความหมายของกิเลสชื่อนี้. กิเลสชื่อ มทะ มีมูลมาจาก “ตัวกู-ของกู” อย่างไร กิเลสชื่อ ปมาทะ ยิ่งจะมีมูลจาก "ตัวกู-ของกู" ยิ่งไปกว่านั้นอีก เพราะเป็นความมัวเมาอย่างทั่วถึง หรือมัวเมาที่มีผลถึงที่สุดแล้ว.
น.1290 สัตว์ในกามาวจรภูมิ ต้องเศร้าหมองไม่งดงาม เพราะอาศัยอุปกิเลส ๑๖ ประการนี้ อย่างที่เห็นได้ชัด หรืออย่างเพียงพอทีเดียว. การดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในรูปแห่งการดับไปของอุปกิเลสทั้ง ๑๖ ประการนี้ อาจจะกล่าว ได้ว่า เป็น สุญญตาของฆราวาส คืออยู่ในวิสัยที่ฆราวาสควรพยายามดับมันให้ได้ ให้ว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ในระดับที่ฆราวาสควรจะว่างได้ ก็จะทำให้เกิด ความงดงามอย่างยิ่งแก่พวกฆราวาส และเป็นฆราวาสสากลคือทั่วไปของโลก ไม่ เฉพาะแต่พุทธบริษัท. ทั้งนี้ เพราะว่าการดับเสียซึ่งอุปกิเลส ๑๖ ชื่อนี้จะไม่ขัดกัน แต่ จะเข้ากันได้กับจริยธรรมสากล หรือแม้แต่ทุกศาสนาในโลกไม่ว่าเล็กใหญ่หรือใหม่เก่า เพียงไร. นี้เรียกว่าเป็นการทำสัตว์ในชั้นกามาวจรภูมิให้งดงามได้จริง ๆ. ส่วน สัตว์ในชั้นรูปาวจรภูมิ นั้น นอกจากจะงามด้วยความไม่มี อุปกิเลสเหล่านี้ได้เหมือนกันแล้ว ยังมีความงามเพิ่มขึ้นไป ด้วยความงามของการ ตั้งอยู่ในความสงบอันเกิดมาจากรูปฌานทั้งหลายเป็นเครื่องประกอบอีกด้วย; และ สัตว์ในชั้นอรูปาวจรภูมิ ก็ได้อาศัยอรูปฌานทั้งหลาย เป็นเครื่องประกอบส่วนนี้. ส่วน สัตว์แห่งโลกุตตรภูมิ นั้น มีความงามยิ่งไปกว่านั้น เพราะว่า การละอุปกิเลส หรือกิเลสทั่วไปของสัตว์ในชั้นนี้ เป็น การละชนิดเด็ดขาดไม่กลับไป กลับมา คือ ไม่เพียงแต่ละไปด้วยเหตุแห่งการบังคับ หรือเจตนาที่สำรวมระวัง ซึ่ง เป็นเหตุให้ กลับไปกลับมาไม่เด็ดขาด เหมือนการละโดยอริยมรรคซึ่งเป็นการละ อย่างสมุจเฉทประหานนั่นเอง. สรุปความ ในตอนนี้ว่า ความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" เป็น สิ่งที่ทำได้ทั้งฆราวาสและบรรพชิต ตามสมควรแก่ภูมิชั้นของตน ๆ คือเป็นอย่าง ชั่วคราว หรือเป็นอย่างถาวร แล้วแต่ว่าสัตว์นั้น ๆ ตั้งอยู่ในภูมิไหน ในบรรดา ภูมิทั้งสี. ข้อนั้นล้วนแต่จะทำให้สัตว์นั้น ๆ มีความงามสมแก่เพศ และภูมิของตน ได้ด้วยกันทั้งนั้น. ใครๆ ไม่ควรจะเข้าใจผิดและเกิดความท้อถอยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ประการใดเลย.
น.1291 สุทฺธิ ธมฺมา ปวตฺตฺติ. ธรรมชาติทั้งหลายล้วน ๆ แปรเปลี่ยนไป ๆ ไม่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น
น.1292 ฉบับสมบูรณ์ เรือง ๓๒. หลักของการดับ “ตัวกู-ของกู บัดนี้เรามาถึงปัญหาข้อสุดท้าย คือ วิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับความดับไม่เหลือแห่ง “ตัวกู-ของกู”. วิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับความดับไม่เหลือแห่ง “ตัวกู-ของกู” นั้น ได้แก่สิ่ง ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า มรรค ซึ่งแปลว่า ทาง หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งก็ว่า พรหมจรรย์ หรือแม้แต่เรียกว่า ศาสนา ก็เรียก; เพราะ ตัวแท้ของศาสนานั้นมีส่วนสำคัญอยู่ที่ตัวการปฏิบัติ. แต่ที่เก่าแก่ที่สุด เรียกกันว่า “ธรรม” ซึ่งในที่นี้หมายถึง การปฏิบัติโดยเฉพาะ อีกอย่างเดียวกัน. คำว่าศาสนา และคำว่า ธรรม นั้น มีความหมายกว้าง คือครอบคลุม เรื่องทั้งหมด ซึ่งได้แก่การศึกษาเล่าเรียน อันเป็นบุพภาคของการปฏิบัติ และการ บรรลุมรรคผล ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติเข้าไว้ด้วย. สำหรับในที่นี้ให้ถือว่า การศึกษาเล่าเรียนหรือปริยัตินั้น เป็นเพียงอุปกรณ์ของการปฏิบัติ และนับรวม เข้าไว้ในสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติ; ส่วนผลของการปฏิบัติหรือปฏิเวธนั้น เป็นสิ่งที่
น.1293 ได้กล่าวแล้วข้างต้นก่อนหน้านี้ คือ ความดับไปแห่ง "ตัวกู" นั่นเอง; และควร จะถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเองอย่างหลีกไม่พ้น ในเมื่อมีการปฏิบัติที่แท้จริง. ดังนั้นการกล่าวว่า การปฏิบัติเป็นตัวแท้ของศาสนา หรือของพรหมจรรย์ หรือ ของธรรมะ นั้น ย่อมเป็นการเพียงพอ; และเรียกในที่นี้ว่า "ทาง" ในฐานะ ที่เป็นแนวทางการปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัตินั่นเอง. ดังนั้นการกล่าวแต่เพียงสั้น ๆ ว่าทางก็ดี ธรรมะก็ดี ย่อมเพ่งเล็งถึงสิ่ง ๆ นี้เป็นส่วนสำคัญ. ธรรมะนั่นแหละเป็นตัว ทาง หรือ สิ่งที่เป็นทางได้แท้จริงนั่นเองคือ ธรรม. ข้อนี้ทำให้กล่าวได้สืบไปว่า เห็นธรรมะก็คือเห็นทาง หรือ เห็นทางก็คือเห็นธรรมะ; หรือว่าการเดินไปตามทาง นั่นแหละ คือการเดินไปตามธรรมะ และ การลุถึงจุดหมายปลายทาง ก็คือ การลุ ถึงขั้นสูงสุดของธรรมะ ซึ่งจะเรียกว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ หรือ พระนิพพาน หรืออะไรอื่นอีกหลายอย่าง แล้วแต่จะเรียก ซึ่งในที่นี้เราเรียกกันว่า ความดับไม่เหลือแห่ง "ตัวกู-ของกู" ก็พอแล้ว. ดังนั้นวิธีปฏิบัติเพื่อความดับ ไม่เหลือแห่ง "ตัวกู" จึงได้แก่สิ่งที่เรียกว่า ทาง ดังที่กล่าวแล้ว และเมื่อเรียกอย่าง เต็มคำก็เรียกว่า อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์แปด ที่จัดเป็นอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ นั่นเอง. อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรียกว่า "ทาง" นี้ นอกจากจะชี้ไปในลักษณะ ที่เป็นหนทางอันประกอบไปด้วยองค์แปดแล้ว ยังอาจจะชี้ให้เห็นในรูปอื่น หรือใน ลักษณะอื่นได้อีกมากมายหลายอย่าง โดยที่ใจความสำคัญนั้น เป็นอย่างเดียวกัน หรือเท่ากัน. การที่มีการชี้ไว้ต่าง ๆ กันหลายลักษณะนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปตาม กรณีแวดล้อม เพื่อให้เกิดความเหมาะสมแก่ผู้ฟัง เป็นเรื่อง ๆ ราย ๆ ไป แล้ว แต่ผู้ชี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นว่าควรจะชี้ไปใน ลักษณะอย่างไร แก่ใคร อย่างย่อหรืออย่างพิศดารเพียงใด โดยตรงหรือโดยอ้อม อย่างไร ดังนี้เป็นต้น. ดังจะได้ยกตัวอย่างมาให้เห็นสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่องอริยสัจจ์.
น.1294 เรื่องอริยสัจจ์ที่เป็นขนาดย่อมหรือเป็นขนาดธรรมดา นั้น พระองค์ ทรงจำแนกความทุกข์เป็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น; เหตุให้เกิดทุกข์ทรง จำแนกเป็นตัณหา ๓ ประการ; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ทรงชี้ไปยังความดับ ไม่เหลือแห่งตัณหา; วิธีปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ ทรงจำแนกเป็น อริยมรรคมีองค์แปด. ส่วน อริยสัจจ์ขนาดใหญ่ หรือที่เรียกได้ว่า เต็มภาคภูมินั้น ได้ตรัสไว้โดยหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือเรื่องความทุกข์ ทรงยกความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ขึ้นแสดงอย่างเดียวกัน; แต่เหตุให้เกิดทุกข์นั้น ทรงระบุชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ วิญญาณ สังขาร และอวิชชาเป็นที่สุด เป็นลำดับกันมาดังนี้; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น ทรงระบุไปยังความพ้นจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ซึ่งจะมีได้เพราะการ ดับไปแห่ง ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา ตามลำดับอีกนั่นเอง; และการปฏิบัติก็หมายถึง การปฏิบัติที่เป็นการทำลายอวิชชาเป็นลำดับมา จนกระทั่ง ความทุกข์ดับไปไม่มี เหลือ ซึ่งโดยใจความแล้ว ก็ได้แก่วิถีแห่งอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ในตัวอีกนั่นเอง เพราะว่าการเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปดนั้น ย่อมมีผล ทำให้อวิชชาเกิดไม่ได้ หรือดับไปอยู่ตลอดเวลา. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การกล่าวโดยชื่อนั้น อาจจะกล่าวได้ต่าง ๆ กัน คือแล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน; ส่วนตัวจริงซึ่งเป็นเจ้าของชื่อนั้น จักต้องเป็นของ สิ่งเดียวกัน. ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่า ถ้าเรื่องมันยืดยาวเกินไป ทำอย่างไรจึงจะ ลดให้สั้นเข้ามาให้เหลือแต่ใจความสำคัญ หรือให้เป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด แต่ก็เพียงพอที่จะดับทุกข์ได้โดยตรง หรือให้เหมาะสมแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งไม่สามารถ หรือไม่จำเป็นจะต้องศึกษาเล่าเรียน หรือท่องจำเป็นการใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ สำเร็จประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาเล่าเรียนที่เพ้อไปแต่ อย่างเดียว.
น.1295 มื่อการปฏิบัติตามหลักอริยสัจจ์อย่างย่อ หรืออริยสัจจ์เล็ก เล็งถึงมรรค มีองค์แปดเป็นส่วนสำคัญ: และการปฏิบัติตามหลักแห่งอริยสัจจ์ใหญ่ หรือพิศดาร เล็งถึงการทำให้สิ่งต่าง ๆ ดับลง ตามหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารเป็นส่วน สำคัญดังนี้แล้ว ควรจะได้พิจารณาถึงข้อที่ว่า มีใจความสำคัญอยู่ที่ตรงไหน ที่ตรงเป็นอันเดียวกัน และเป็นใจความที่สั้นที่สุด. สำหรับมรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวต้น และมีสัมมาสมาธิเป็น ที่สุดนั้น พึงมองให้เห็นว่า มรรคนั้นมีองค์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ ข้อนี้ หมายถึง วิชชา ซึ่งตรงกันข้ามจาก อวิชชา อยู่แล้ว; หมายความว่าอย่างน้อย ก็ต้องเริ่มขึ้นด้วยการดับอวิชชาแม้บางส่วน สิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยอวิชชาก็จะดับ ไปตาม; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อวิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความถูกต้อง อย่างอื่น ๆ ก็เกิดตามขึ้นมาได้โดยง่าย จนรวมกันครบเป็นแปดองค์ กลายเป็นมรรค หรือเป็นวิชชาที่เต็มที่ขึ้นมาตามลำดับ ก็จะเป็นวิชชาที่มีกำลังสูงยิ่งขึ้น ในการที่ จะทำลายอวิชชาสืบต่อไปได้ในตัวมันเอง ยิ่งขึ้นทุกคราว ที่ได้ทำให้เกิดเพิ่มขึ้น โดยวิธีนี้ ดังนั้นจึง เป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารอยู่ในนั้นอย่างลึกซึ้ง หรือ อย่างมองไม่เห็นตัว และเป็นไปอย่างอัตโนมัติด้วย. นี้กล่าวได้ว่า ในอริยมรรคมี องค์แปดนั้น มีปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารอยู่ในตัวมันเอง. ทีนี้ ถ้าเราจะมองไป ทางปฏิจจสมุปบาท เราจะต้องทราบว่าเรื่องนี้ จะต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหลักวิชาหรือทฤษฎีส่วนหนึ่ง; อีกส่วนหนึ่ง ก็เป็นส่วนการปฏิบัติโดยตรง. ที่เป็นส่วนทฤษฎี นั้น ก็คือการบอกให้ทราบว่า อะไรเกิดขึ้นเพราะอะไร ๆ ตามลำดับ และอะไรดับลงไปเพราะการดับแห่งอะไร ตามลำดับ จนตลอดสายด้วยกันทั้งนั้น : เป็นเพียงการบอกการชี้ให้รู้ความจริงเพียง เท่านี้เท่านั้น. ที่เป็นส่วนของการปฏิบัตินั้น ต้องเล็งถึงการกระทำที่ กระทำลงไป ในลักษณะที่จะไม่ให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารเกิดขึ้นได้ และในลักษณะที่จะ
น.1296 ให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารเป็นไปได้ นั่นเอง. ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ทำให้ วิชชาเกิด เพื่อดับอวิชชาเสีย แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะดับไปตามจนกระทั่งถึงความทุกข์ ดับไป. แต่แม้การกล่าวอย่างนี้ ก็ยังค่อนไปข้างทฤษฎี หรือเป็นเพียงหลักวิชาอยู่ นั่นเอง. ดังนั้น การปฏิบัติที่แท้จริง จึงต้องระบุให้ชัดลงไปว่า จะต้องปฏิบัติ แก่อะไรเมื่อไร และ อย่างไร ซึ่งคำตอบก็จะมีว่า ปฏิบัติ แก่จิต; ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; เมื่อเวลา ที่อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย; และปฏิบัติ อย่างที่ จะทำให้อารมณ์ เหล่านั้น ไม่สามารถปรุงเป็นเวทนาขึ้นมาได้ หรือถ้าปรุงเป็นเวทนาขึ้นมาได้ เสียแล้ว ก็ต้องไม่ให้ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาได้ คือให้หยุดเสียเพียงความรู้สึกที่เป็น เวทนานั่นเอง. เมื่อตัณหาเกิดขึ้นไม่ได้ อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ ทั้งหลายก็เกิดขึ้นไม่ได้ ทีนี้ ใจความสำคัญในการที่จะทำให้เวทนา ไม่ปรุงตัณหา ขึ้นมาได้ นั้น ก็ต้องอาศัยวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้เห็นแจ้งชัดว่าเวทนาทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือเป็นเพียงมายาล้วน ๆ นั่นเอง; สิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นหัวใจของอริยมรรคมีองค์แปด จึงมามีความสำคัญอยู่ที่นี่ ในฐานะที่เป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาทอยู่ที่ตรงนี้ ฉะนั้นจึงได้กล่าวว่า โดยหัวใจ หรือโดยเนื้อแท้นั้น ย่อมเป็นอย่างเดียวกันทั้งปฏิจจสมุปบาท และทั้งอริยมรรค มีองค์แปด จึงจะนับว่าเป็นการปฏิบัติที่แท้จริง ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะยังคงเป็นเพียง ปริยัติที่เหลือเพื่อและเพ้อ อยู่นั่นเอง ซึ่งจะทำให้เห็นไปว่า ปฏิจจสมุปบาท ก็ปฏิจจสมุปบาท; มรรคมีองค์แปด ก็มรรคมีองค์แปดอยู่ดังนี้เรื่อยไป ไม่มีทาง ที่จะเกิดการปฏิบัติตัวจริงขึ้นมาได้. ข้อปฏิบัติในทางที่กลับกัน ก็มีอยู่ กล่าวคือเราอาจจะลืมปฏิจจสมุป- บาท และมรรคมีองค์แปดกันเสียก่อนก็ได้ คือไม่ต้องไปใส่ใจถึงชื่อเหล่านี้;
น.1297 ริ่มต้นก็เริ่มขึ้นด้วยปัญหาว่า เมื่อมีสิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ การกระทบอารมณ์ ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น เป็นต้น เกิดขึ้นแล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะเป็นความ ปลอดภัยและเป็นผลดีที่สุดแก่เรา; ในที่สุดเรื่องก็จะไปหยุดอยู่ที่การปฏิบัติต่อสิ่งที่ มากระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น ให้ถูกต้องตามวิธีที่กล่าวแล้ว ซึ่งอาจจะสรุปให้ สั้นที่สุดก็คือโดยวิธีที่ไม่ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" ขึ้นมา เท่านั้นเองแล้วเรื่องก็จะจบลงเพียงนั้น คือความทุกข์ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดย ประการทั้งปวง และโดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องจำแนกแจกแจง เป็นเวทนา เป็น ตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ และเป็นความทุกข์ในที่สุด แต่อย่างใด เลยก็ได้. ทั้งนี้เพราะว่าถ้าไม่เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" แล้ว ก็ไม่มีทางที่ จะเกิดทุกข์ขึ้นได้แต่ประการใด. ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุด ก็มีอยู่ในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน ในเครือของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ดังนั้นเป็นอันกล่าว ได้ว่า การดับไปแห่งความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" มีอยู่ในที่ใด ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารก็มีอยู่ในที่นั้น; การปฏิบัติที่ทำให้ความรู้สึกว่า "ตัวกู -ของกู" เกิดขึ้นไม่ได้ มีอยู่ในที่ใด การปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารที่ แท้จริง ก็มีอยู่ในที่นั้น; ดังนั้น การปฏิบัติที่มีหลักแต่เพียงว่าไม่ให้ "ตัวกู - ของกู" เกิดขึ้นเท่านั้น ก็เป็นการปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทตลอด ทั้งสายอันยาวยืด และเป็นอริยมรรคมีองค์แปดอย่างครบถ้วนรวมอยู่ในนั้น เพราะอำนาจของสัมมาทิฏฐิที่ทำให้ความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู” เกิดขึ้นไม่ได้ นั่นเอง. ในขณะนั้น สัมมาสังกัปโปก็ดี "สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิก็ดี ย่อมมีอยู่เอง และ เป็นไปเองอย่างสมบูรณ์ อย่างอัตโนมัติ อยู่ในนั้น ซึ่งใครๆ ก็มองเห็นได้ด้วยตนเอง ด้วยกันทุกคนว่า มันได้มีอยู่อย่างไร. ทั้งนี้เพราะว่า การที่จะเกิด มิจฉาสังกัปโป
น.1298 มิจฉาวาจา ฯลฯ มิจฉาสมาธิ ขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีมูลมาจากความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" ขึ้นมาในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเสียก่อนทั้งนั้น คือไปหลงยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าแล้ว จึงจะเกิดมิจฉัตตะ คือความเป็นมิจฉาต่าง ๆ ขึ้นมา ได้ทุกชนิด. ดังนั้นจึงกล่าวได้โดยสรุปในที่สุดว่า การปฏิบัติเพียงเท่าที่จะไม่ให้เกิด ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาได้นี้แหละ คือการปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้น ในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะจำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา; เป็นอริยมรรค มีองค์แปด; เป็นปฏิจจสมุปบาท; หรือเป็นอะไร ๆ ก็ตาม ออกไปได้อย่าง ครบถ้วน. และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ในความดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" นั่นเอง ย่อมมีความเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติทั้งหมด รวมอยู่ในนั้นแล้วอย่างครบ ถ้วน; ดังนั้น เราจงมาสนใจกันแต่เพียงประโยคสั้น ๆ ว่า วิธีปฏิบัติในลักษณะที่ จะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า “ตัวกู - ของกู " ขึ้นมาได้ ดังนี้แต่อย่างเดียวเถิด. ถึงแม้เป็นวิธี ที่ลัดสั้นที่สุด แต่ก็เพียงพอ และเหมาะสมที่สุดสำหรับคนทุกคน ไม่ว่า จะมีการศึกษามาก หรือมีการศึกษาน้อยเพียงไร. อย่างไรก็ตาม เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ ทุกคนจะเห็นได้แล้วว่า การปฏิบัติเพียงเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น เป็นหัวใจของ การปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้น ส่วนที่มีการจำแนกไว้เป็นหมวดเป็นหมู่อย่างมากมายนั้น เหลือที่จะศึกษาและจดจำ. แต่แล้วการปฏิบัติกี่หมวด ก็หมู่ก็ตาม ทั้งหมดนั้นล้วนแต่ มามีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตนหรือของตน ด้วยกันทั้งนั้น และระบุชัดลงไปตรงที่จะต้องไม่เกิดยึดมั่นถือมั่นในขณะเมื่อมี อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น เป็นใจความที่ตรงกันทุกหมวดและทุกชื่อ ของหลักธรรมะที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือความหลุดพ้น หรือนิพพานโดยตรง.
น.1299 ถึงแม้การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการดับเสียซึ่งความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" ก็มีหลัก อย่างเดียวกันนี้ อย่างที่จะผิดแผกแปลกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง เดียวกันแท้ เป็นแต่ย่นย่อให้เหลือแต่ใจความสำคัญ อย่างสั้นที่สุด หรือ ลัดที่สุด และที่เป็นพิเศษอย่างยิ่งนั้น ก็เพื่อให้เป็นข้อปฏิบัติ ที่สากลที่สุด แก่คนทุกคนในโลก เท่านั้น. ดังนั้นเราจะได้วินิจฉัยกันโดยแนวนี้สืบไป เท่าที่เห็นว่าจำเป็นจะต้องรู้ ต้องเข้าใจ และจำเป็นแก่การปฏิบัติเท่านั้นเอง ไม่ให้มีส่วนที่เหลือเฟือเข้ามาปะปน อยู่ด้วยเลย เพราะไม่ใช่เวลาที่จะเป็นผู้ทำตนให้แตกฉานในทางปริยัติชนิดที่เป็น ไปเพื่อความเป็นนักปราชญ์ แต่แล้วก็ดับทุกข์ไม่ได้แต่ประการใดเลย ยังแถมกลาย เป็นปริยัติที่กลับเป็นงูพิษขึ้นมาเพราะเหตุนั้น ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น. วิธีปฏิบัติ ที่ลัดสั้นที่สุดดังที่กล่าวนี้ แม้จะลัดสั้นเพียงใด ก็ยังจะ ต้องแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะที่เป็นอยู่ตามปรกติ ยังไม่มีอารมณ์ใด ๆ มา กระทบ นี้อย่างหนึ่ง; อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ระยะที่มีอารมณ์มากระทบทางตา เข้าแล้วเป็นต้น. และ ทั้งสองระยะนี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือการปฏิบัติ ในระยะที่ยังไม่มีอารมณ์มากระทบนั้น ก็เป็นการปฏิบัติที่อยู่ในรูปของการเตรียมตัว ที่พร้อมจะเผชิญกับอารมณ์ที่มากระทบนั่นเอง. ครั้นอารมณ์มากระทบเข้าจริง ๆ ก็เป็นการปฏิบัติที่ใช้ความรู้ความชำนาญที่เตรียมไว้แล้วนั้น โดยผ่านทางสติ- สัมปชัญญะ เมื่อเผชิญกับอารมณ์นั้นๆ ดังนั้นหลักเกณฑ์ที่เป็นใจความสำคัญ ของการปฏิบัติทั้ง ๒ ระยะ ก็กลายเป็นของสิ่งเดียวกันอีก คือมีใจความสำคัญรวม อยู่ที่ความรู้โดยประจักษ์ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็น ตัวตนหรือของตน หรือของใครก็ตาม. เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบ ก็สนใจ พิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เห็นแจ้งตามที่เป็นจริง อย่าให้ถูกหลอกลวงโดยสิ่ง ทั้งปวง อย่าให้หลงใหลในมายาของสิ่งทั้งปวง แต่ให้เข้าถึงความจริงซึ่งเป็นศูนย์ กลางของสิ่งทั้งปวง คือความเป็น อนัตตา หรือสุญญตา ของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.
น.1300 ใจความสำคัญมีอยู่นิดเดียว ในข้อที่ว่า ให้เห็นอย่างแท้จริง จนเกิด ความสลดสังเวช ในการที่จะไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงอยู่เป็นประจำ เท่านั้น. นี้เรียกว่าเป็นการบ่มความรู้ หรือปัญญา หรือวิชชา หรือแสงสว่าง หรือสัมมาทิฏฐิ แล้วแต่จะเรียก, อยู่ตลอดเวลา ให้มีลักษณะแคล่วคล่องว่องไว เข้มแข็งเฉียบขาด อย่างเพียงพอจริง ๆ ครั้นถึงคราวที่อารมณ์มากระทบ ทางใดทางหนึ่ง เรื่องก็มีอยู่ แต่เพียงว่า ความรู้หรือแสงสว่างนั้น จะต้องแทรกแซงเข้ามาโดยทันท่วงที ไม่ให้ โอกาสแก่การหลงยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์นั้น ๆ. การแทรกแซง เข้ามาทันท่วงทีของความรู้ที่บ่มไว้นั้น เราเรียกว่าสติสัมปชัญญะ. เมื่อสิ่งที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะในลักษณะเช่นนี้เป็นไปได้ ปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เป็นความยากลำบาก. สติสัมปชัญญะนั่นเองเป็นสิ่งสกัดกั้นความ ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้มีทางเกิดขึ้นได้ โดยความหมายที่ควบคู่พร้อมกันไปทั้ง ๒ อย่าง คือ สติระลึกได้ และสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่เสมอ. รวมเป็นสิ่งเดียวกัน คือ ระลึกเอาความรู้ที่แท้จริงขึ้นมาเพื่อพร้อมอยู่เสมอต่ออารมณ์ที่มากระทบ ความสลด สังเวชจึงจะเกิดขึ้นต่อการที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้น ๆ ความยึดมั่นถือมั่น จึงเกิดขึ้นไม่ได้. ความรู้สึกว่าเป็น "ตัวกู" เป็น "ของกู" ไม่มีทางเกิด เพราะ อำนาจของความรู้สึกนั้น. นี่แหละคืออาการที่ข้อปฏิบัติทั้ง ๒ ระยะ เป็นสิ่งที่เนื่องกันและมีความ หมายอย่างเดียวกัน คือมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น โดยความเป็น "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" นั้น ซึ่งจะได้วินิจฉัยกัน สืบไปว่าจักต้องปฏิบัติอย่างไร.
น.1302 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๓. สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในวันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความ ดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” โดยอาศัยหลักความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น; ต่อจากที่ได้กล่าว ค้างไว้แต่วันก่อน. ผู้ศึกษาจะต้องระลึกไว้เสมอ เป็นการทบทวนว่า โดยหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ดี อริยมรรคมีองค์แปดก็ดี จะต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิหรือความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น; และแม้แต่จะ แจกซอยละเอียดลงไปว่า มีการปฏิบัติอยู่ ๒ ระยะ คือระยะที่อารมณ์ภายนอก ยังไม่มากระทบ และระยะที่อารมณ์ภายนอกมากระทบ; ถึงอย่างนั้นในการปฏิบัติ ก็ยังคงอาศัยหลักความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นเอง. โดยสรุปก็คือ เมื่ออารมณ์ภายนอกยังไม่มากระทบ เราก็ต้องทำการศึกษาว่า อารมณ์ทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น; เมื่ออารมณ์มากระทบก็มีสติสัมปชัญญะเอาความรู้นั้นมาใช้ให้ได้ทัน ท่วงที ทำให้รู้ว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้น คือสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง.
น.1303 อนนี้ทำให้เห็นได้ส่วนหนึ่งแล้วว่า การปฏิบัติทั้งหมด สรุปรวมลง ในการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเลย. ที่ทำดังนั้นเพื่อประสงค์อะไรเล่า ? ก็ตอบได้ทันทีว่า เพื่อจะดับเสียซึ่งความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง; หรือเมื่อ จะกล่าวกันตามที่กล่าวกันทั่วไปก็คือ เพื่อจะดับตัณหาเสีย หรือเพื่อไม่ให้ตัณหา เกิดขึ้นในเวทนา อันมีมูลมาจากอารมณ์ที่มากระทบนั้น เพื่อไม่ให้เกิดอุปาทาน ต่อไปว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด ก็เพื่อดับ ตัณหาและดับอุปาทาน. แม้จะไม่จำแนกเป็นอริยมรรคมีองค์แปด จะจำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ยังมีความมุ่งหมายดังเดิมอยู่ทุกประการ กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเป็นไปถึงที่สุดแล้ว ก็มุ่งหมายจะดับตัณหา หรือกิเลสอีกนั่นเอง; และทั้งหมดนั้นต้องอาศัยความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มาเป็นพื้นฐาน ด้วยกันทั้งนั้น การปฏิบัตินั้น ๆ จึงจะเป็นไปถูกทาง และโดยเร็ว ไม่เป็นศีลที่เขว ไม่เป็นสมาธิที่เขว ไม่เป็นปัญญาที่เขว จนกลายเป็นมิจฉาญาณไป เป็นต้น. เมื่อผู้ศึกษาทราบแล้วว่า การปฏิบัติทุกอย่างเป็นไปเพื่อการดับตัณหา ดังนี้แล้ว ควรจะได้ พิจารณากันเฉพาะการดับตัณหา เพื่อความเข้าใจ ที่ถูกต้อง กันสักเล็กน้อย คือจะต้องพิจารณาจนเห็นว่า การดับตัณหานั้น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ ดับจริง กับ ดับไม่จริง หมายถึงดับชนิดที่กลับเกิดอีก และไม่กลับเกิดอีก. ถ้าไม่กลับเกิดอีกก็เป็นการดับจริง ถ้ากลับเกิดอีกก็เป็นการ ดับไม่จริง. สำหรับการดับที่ไม่จริงนั้น. ก็มีอยู่หลายอย่าง : อย่างแรกที่สุดก็คือ ที่มันดับไปเองตามธรรมดา คือว่า เมื่อตัณหาได้ผ่านเหยื่อนั้น ๆ ไปแล้ว มันก็ดับไป ในตัวมันเอง เพื่อไปหาเหยื่ออันใหม่ หรืออารมณ์อันใหม่: ที่สูงขึ้นมาหน่อย ดับเพราะความประจวบเหมาะบังเอิญ เช่น ได้อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด สังเวช เช่น ทรากศพ หรือสิ่งปฏิกูล เป็นต้น เข้ามาแทรกแซง แล้วมัน ดับไปเพราะความประจวบเหมาะ เช่นนั้น นี้ก็อย่างหนึ่ง; ที่สูงขึ้นมาอีกก็คือ
น.1304 ในบางรายหรือบางกรณี การพิจารณาไปตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือตามอำนาจ ของเหตุผล ก็ทำให้ตัณหาในบางกรณีดับไปได้เหมือนกัน แต่หาได้เป็นการดับ ที่แท้จริงไม่ เป็นเพียงการดับชั่วคราว และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีก่อน เท่านั้นเอง. นี่แหละคือข้อที่ว่า ทำไมศึกษาเรื่องอริยสัจจ์กันมาตั้งนมนานแล้ว ก็ยังไม่ดับตัณหาได้ ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า เป็นการดับอย่างชั่วคราว เป็นอย่างมากเท่านั้นเอง. การดับตัณหาที่แท้จริงนั้น เรียกโดยบาลีว่า "อเสสวิราคนิโรธ" หรือ "อเสสวิราคนิโรธ" แปลว่า ดับไม่มีส่วนเหลือด้วยอำนาจของวิราคะ คือการ จางคลาย ได้แก่การจางคลายของตัณหา ซึ่งเกิดสืบต่อมาจาก นิพพิทา ความ เบื่อหน่าย ซึ่งเกิดมาจากความเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวตน" หรือ "ของตน" หรือ ไม่อาจ จะยึดมั่นถือมั่นว่า เป็น "ตัวตน-ของตน" เพราะมันเป็นสิ่งที่ว่างจาก ตัวตนอย่างยิ่งนั่นเอง. การดับตัณหาด้วยอุบาย และด้วยอาการอย่างนี้เท่านั้น จึงเป็นการดับที่แท้จริง นอกไปจากนั้นเป็นการดับเพียงชั่วคราว; หรือถ้ามาก ไปกว่านั้น ก็เป็นการเล่นตลก ได้แก่การที่คนบางคนบริกรรม หรือภาวนาว่า ดับตัณหา ๆ หรือบางคนก็ตั้งใจเอาเฉย ๆ ว่าจะดับตัณหา เช่นแกล้งทำเฉยต่อสิ่ง ทั้งปวงด้วยการบังคับข่มขี่ แต่แล้วก็ไปไม่รอด เพระมีกำลังไม่มากพอที่จะดับ ตัณหาอันมีกำลังมากมายนั้นได้. ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ การคดโกงหลอกลวง หลอกลวงผู้อื่นด้วยมายา ต่าง ๆ ว่า ตนเป็นผู้ดับตัณหาได้แล้ว แล้วก็แสดงอาการแปลกๆ ออกมา; ที่เป็นการ หลอกลวงตนเองโดยตรงก็มี คือการคิดเอาดื้อ ๆ กล่าวเอาดื้อ ๆ ว่า เราไม่ยินดี ยินร้าย ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ดังนี้เป็นต้น แต่มีการกระทำชนิดที่เป็นไปตามอำนาจ ของตัณหา เป็นการหลอกลวงตัวเองพร้อมกันไปในตัว ซึ่งล้วนแต่เป็น การดับ
น.1305 ตัณหาที่คดโกง ที่โง่เขลา ที่ไม่แท้จริงถาวร ทั้งนั้น. ดังนั้นจึงเหลืออยู่แต่เพียง ประการเดียวเท่านั้น คือการดับชนิดที่เรียกว่า อเสสวิราคนิโรธ อันมีมูลมาจาก ความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อย่างแท้จริงเท่านั้น. สำหรับความรู้ หรือ ความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นก็เหมือนกัน ต้องพึงเข้าใจว่า มันมีอยู่หลายระดับ และมีอยู่ระดับ เดียวเท่านั้น ที่จะให้เกิดนิพพิทา อันเป็นบันไดขั้นต้นให้เกิดวิราคะได้. ผู้ศึกษาควรจะมองให้เห็นตามที่เป็นจริงทั่ว ๆ ไปเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า เกี่ยวกับสิ่ง ที่เรียกว่าความรู้ หรือการรู้นี้ อย่างน้อยมีอยู่ ๓ ชั้น คือ รู้ตามที่ได้ยินได้ฟัง นี้เรียกว่า ความรู้; รู้เพราะไปคิดค้นเอาตามอำนาจของเหตุผล นี้เรียกว่า ความเข้าใจ; ส่วนความรู้ที่เกิดมาหลังจากนั้น คือหลังจากผ่านสิ่งนั้น ๆ ไปแล้ว ด้วยการปฏิบัติอย่างครบถ้วน มีความรู้สึกซึมซาบในทุกสิ่งทุกอย่างทุกขั้น ทุกตอน กระทั่งถึงผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้น ๆ อย่างนี้เรียกว่า ความรู้ แจ้งแทงตลอด. ลองเรียงลำดับกันดูใหม่อีกทีว่า ความรู้ ความเข้าใจ และความรู้แจ้ง แทงตลอด ทั้ง ๓ นี้มันแตกต่างตื้นลึกสูงต่ำกว่ากันสักเท่าไร และอันไหนจะมี ผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนลึกของจิตใจ และอันไหนเป็นไปอย่างผิวเผิน มีผลเล็กน้อยแล้วก็สิ้นฤทธิ์สิ้นอำนาจไป ดังนี้เป็นต้น; ในที่สุดก็จะทราบได้เองว่า การที่เราจะมีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั้น จะเป็นความรู้ ชนิดไหนคือเป็นเพียงความรู้ เพราะได้ยินได้ฟัง หรือเป็นเพียงความเข้าใจเพราะ คิดไปตามเหตุผล หรือว่าจะต้องเป็นไปถึงขนาดรู้แจ้งแทงตลอด เพราะได้ซึม- ซาบต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างทั่วถึงด้วยการผ่านไปโดยจิตใจจริง ๆ; แล้วก็จะทราบได้เอง พร้อมกันไปในตัวอีกว่า รู้ถึงขนาดไหน จึงจะเกิดนิพพิทา คือความเบื่อหน่าย และส่งเสริมให้เกิดวิราคะ คือการจางคลายของกิเลส. เมื่อกล่าวตามคัมภีร์แล้ว
น.1306 ไม่ต้องสงสัยเลย ย่อมมุ่งหมายเอาความรู้ชนิดที่เป็นความรู้แจ้งแทงตลอด ที่สามารถ เปลี่ยนความรู้สึกในจิตใจได้นั่นเอง. ฉะนั้นเป็นการกล่าวได้ว่า การดับตัณหาชนิด ที่เป็นอเสสวิราคนิโรธ นั้น ต้องตั้งราาฐานอยู่บนความรู้แจ้งแทงตลอดว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ที่เห็นชัดด้วยปัญญาถึงขนาดเป็นญาณทัสสนะ หรือเป็นอริยมรรคนั่นเอง. ทีนี้ก็มาถึง ความสำคัญของประโยคที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ประโยคนี้เป็นภาษาบาลีก็มีว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ตามตัวพยัญชนะก็แปลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันไม่ควรเพื่อเข้า ไปยึดมั่นถือมั่น; หรือตามตัวพยัญชนะจริงๆ ก็ว่า ไม่ควรเพื่อจะฝังตัวเข้าไป โดยอาศัยคำว่า อภินิเวส เป็นหลัก ซึ่งแปลว่า เข้าไปอย่างยิ่งอย่างที่เราเรียกกัน ในภาษาไทยธรรมดาว่า ฝังจิต ฝังใจ ฝังเนื้อ ฝังตัว เข้าไป ในสิ่งนั้น ๆ จนหมดสิ้น; นั่นแหละคืออาการที่เรียกว่า ความยึดมั่น คือมีจิตฝังเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น หรือว่ายึดมั่นถือมั่นด้วยการฝังจิตเข้าไป ด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า นี้ ตัวเรา นี้ของเรา ซึ่งกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็ได้แก่ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. คำกล่าวประโยคนี้ ควรจะถือว่า เป็น หัวใจของพุทธศาสนา เพราะ มีเรื่องราวกล่าวอยู่ในบาลีว่า เมื่อมีผู้มาทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงประมวลคำสอน ทั้งสิ้นให้เหลือเพียงประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว พระองค์ก็ทรงทำดังนี้ และได้ตรัสประโยคที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย; และทรงยืนยันว่า นี่แหละคือใจความของคำสอนทั้งหมดในบรรดาคำสอนของพระองค์; ทรงยืนยันว่า ถ้าได้ฟังคำนี้ ก็คือได้ฟังทั้งหมด; ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนี้ ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด; ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลจากการปฏิบัติทั้งหมด ไม่มีอะไร มากไปกว่านี้. ดังนั้นจึงกล่าวว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.
น.1307 เราจะมองเห็นตามได้ทันทีว่า การศึกษาเล่าเรียน พระคัมภีร์เรื่องราว ทั้งหมด ก็คือเรียนเรื่องไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด; นอกนั้นเป็นการเรียน ที่เฟ้อ. ทีนี้มาถึง การปฏิบัติ ก็ต้องปฏิบัติเพื่อละความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งปวง นอกนั้นเป็นการปฏิบัติที่เฟ้อ เพราะความงมงายหรือความคดโกงอย่างใดอย่างหนึ่ง เสมอ; เช่น จะรักษาศีล ก็จะต้องให้มีผลเป็นไปเพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น ที่กำลังมีอยู่อย่างมากมายนั้นเสีย : การฆ่าเขา การลักของของเขา การประพฤติผิด ในกาม เป็นต้นนี้ ล้วนมีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น. ถ้าเจริญสมาธิ ก็เป็น ไปเพื่อหยุดความยึดมั่นถือมั่นเสีย เป็นจิตว่าง จิตสงบ จากความยึดมั่นถือมั่น; ถ้าผิดจากนี้ก็ไม่เป็นสมาธิที่ตรงตามจุดหมายของพุทธศาสนา. ถ้าเป็นการเจริญ ปัญญา หรือวิปัสสนา ก็เป็นการขุดรากเง่าของความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาทำลาย เสีย ไม่ให้กลับงอกงามขึ้นมาอีกต่อไป จึงจะเป็นปัญญาที่ถูกต้องตามหลักของ พุทธศาสนา; ผิดจากนี้ก็เป็น ปัญญาหลอกลวง หรือ ปัญญางมงายเพราะแสงสว่าง เข้าตา หรือ ความโลภเข้าตาอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทั้งหมดนี้แหละทำให้กล่าวได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งรวมกันแล้วเรียกสั้น ๆ ว่า การปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ; หรือเรียกอย่างกว้าง ๆ ว่า เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด ๆ. ทีนี้ก็มองไปถึง ผลของการปฏิบัติ ที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน นั่นเล่า นั่นแหละคือตัวสภาพที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือมั่น หรือว่าเป็นผลที่ เกิดมาจากการทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้โดยสิ้นเชิงแล้ว หรือว่าเหลืออยู่เพียง เอกเทศก็ตาม แต่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นบางส่วนที่ได้ดับไปแล้ว. ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า บรรดาวิชาความรู้ทั้งหมด. การปฏิบัติ ทั้งหมด และผลของการปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนานั้น สรุปรวมลงในประโยค สั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" และจัดได้ว่า
น.1308 เป็นหัวใจของพุทธศาสนาจริงๆ. ดังนั้นถ้าถูกถามว่าจะดับตัณหา หรืออุปาทาน ด้วยใช้อะไรเป็นเครื่องมือ เราก็ตอบได้อย่างไม่ผิดว่า “ฉันจะดับมันด้วยหัวใจ ของพุทธศาสนา" ดังนี้. เมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเห็นปานน เราควรจะได้ศึกษากันโดยละเอียด ว่า เราจะนำมาใช้ดับตัณหานั้นอย่างไร และเมื่อไร ให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้นไปกว่า ที่แล้วมา จนสามารถปฏิบัติได้จริง ๆ. ในขั้นแรกนี้ จะกล่าวถึง วิธีปฏิบัติ ทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ได้แก่คนทุกคน ก่อน ไม่ว่าฆราวาส หรือบรรพชิต ถ้ามีการดับ ตัณหาอุปาทานแล้ว ก็ต้องใช้หลักดังต่อไปนี้ :- ในขณะที่ไม่มีอารมณ์ใด ๆ รบกวนใจ คือไม่มีอารมณ์ใดๆ มา กระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น เราก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพินิจพิจารณาให้ รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร และทำไมสิ่งทั้งปวง จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนถึงขั้นที่เกิดความรู้สึก สลดสังเวชต่อ ความที่สิ่งทั้งปวงเป็นมายา ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นจริง ๆ; และเกิดความ สลดสังเวชในความโง่ หลงของตัวเอง ที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น; ให้ทำอย่างนี้อยู่เป็น ประจำ ฉลาดทำยิ่งขึ้นทุกที เรียกว่า มีทั้ง ความรู้ ความเข้าใจ และ ความ รู้แจ้งแทงตลอด โดยสมควรแก่กรณี ในความจริงข้อนี้อยู่เสมอ มีความจางคลาย คือจางคลายของโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ด้วย เพราะอำนาจความสลดสังเวชนั้น ๆ กระทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไป จนชินเป็นนิสัย ถึงขนาดที่ว่า มีความวางเฉยต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงได้เองอยู่เป็นส่วนมาก. นี้เรียกว่าเป็นวิธีที่ ๑ เป็นวิธีที่ต้องกระทำ ทุกโอกาส เมื่อไม่มีการรับอารมณ์ทางตา เป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึงวิธีที่ ๒ ได้แก่วิธีที่จะต้องใช้ เมื่อเกิดมีอารมณ์มากระทบ หรือว่าได้รับเอาอารมณ์เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นี้พวกหนึ่ง และทางใจ อีกพวกหนึ่ง. เกี่ยวกับอารมณ์นี้ควรจะทราบหลัก
น.1309 ใหญ่ ๆ เสียก่อนว่า คนเราตามปรกตินั้น อยู่ว่างได้น้อยที่สุด เพราะมันว่างได้ ยากนั่นเอง คือไม่มีอะไรมากระทบจากข้างนอกแล้ว ใจมันก็ยังสามารถรับอารมณ์ ข้างในคือนึกคิดเรื่องราวอันหนึ่งอันใด โดยอาศัยสัญญาในอดีตเป็นตัวการสำคัญ คือการย้อนระลึกไปถึงสิ่งต่าง ๆ แต่หนหลัง จนกระทั่งเกิดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นในใจจนได้ นี้เรียกว่ากำลังกระทบ หรือ กำลังได้รับอารมณ์ภายในทางใจ และด้วยใจ. ทีนี้ ทางภายนอกนั้น ยังมีประตูที่จะเปิดรับอารมณ์ส่งเข้าไปให้ใจ อีกถึง ๕ ทาง คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และผิวกาย. คนเรายากที่ จะอยู่ด้วยอาการที่เรียกว่า ปิดหู ปิดตา ปิดจมูก เพราะฉะนั้นมันจึงได้เห็น ได้ยิน หรือได้กลิ่นอยู่เป็นประจำ และง่ายที่สุด ฉะนั้นอารมณ์จึงมีมากมาย และง่ายต่อ การกระทบอย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนี้พึงถือเป็นหลักว่า ถ้าไม่มีอารมณ์ทางภายนอกมากระทบ ก็มักมี อารมณ์ทางภายในกระทบใจอยู่เป็นประจำ อย่าได้หลง สำคัญผิดไปว่า ถ้าตาไม่ได้ เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้ลิ้มรส และผิวกายไม่ได้รับสัมผัส แล้ว เราจะไม่มีอะไรมารบกวน. แท้ที่จริงอารมณ์ภายในนั้นรบกวนไม่น้อยไป กว่าอารมณ์ภายนอก และแถมจะยุ่งยากหรือลึกซึ้ง ดังนั้นเราจะต้องระวังให้ดี คือรู้จักสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” ให้ถูกตัว คือจับตัวอารมณ์นั้นให้ได้เสมอไป สำหรับจะได้นำมาพิจารณาว่า อารมณ์ก็คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ในคำกล่าวที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. เราจะได้รู้จักอารมณ์นั้นๆ ได้ ถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นมายา คือ ยั่วให้ยึดมั่นถือมั่น ทั้ง ๆ ที่มันไม่มี สาระแก่นสารอะไรเลย แต่คนก็หลงยึดมั่นถือมั่นกันอย่างยิ่ง และเกิดเป็นทุกข์ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น. ดังนั้นการปฏิบัติตามวิธีที่ ๒ นี้ ก็คือการดึงเอาความรู้อย่างแท้จริงของ วิธีปฏิบัติที่ ๑ โน้น มาใช้ในขณะที่กระทบอารมณ์ให้ได้ทันท่วงที ด้วยอำนาจของ สติสัมปชัญญะ จนเกิดความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์
น.1310 เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจริง ๆ; ทันใดนั้นก็เกิดความสลดสังเวชขึ้นมา ต่ออารมณ์นั้น และต่อการที่ตนจะไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ ทั้งเป็นการสลด สังเวชเช่นเดียวกันกับความสลดสังเวช ที่เกิดขึ้นในวิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ จนเกิด นิพพิทา ความเบื่อหน่าย และความจางคลายของกิเลสตามสมควรแก่กรณีอย่าง เดียวกันด้วย. นี่ ทำให้เราเห็นได้ชัดแจ้งทีเดียวว่า อาการที่ปฏิบัติ แม้จะต่างกัน โดยระยะกาล หรือวิธีการบางอย่าง แต่ใจความสำคัญนั้น เป็นอย่างเดียว กันแท้ ทั้ง ๒ วิธี คือ เป็นการกระทำไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้ ให้อยู่ ด้วยความจางคลายของกิเลส หรืออย่างน้อยก็ความทีไม่ถูกกิเลสรบกวน ; ไม่มี "ตัวกู - ของกู" พลุ่งขึ้นมา : มีแต่ถูกปิดกั้น ให้มันอดอาหาร จนกว่ามันจะ ตายไปเอง ดังนี้.
น.1311 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๔. ศีล สมาธิ ปัญญา ในวันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติ ที่ต้องใช้ใน เวลาปรกติ เพื่อความเข้าใจที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป. การปฏิบัติตามปรกติ หมายถึงหลักปฏิบัติทั่วไป ในขณะที่มิได้เผชิญกับอารมณ์ นั้น มีทางที่จะแบ่งออก ได้เป็น ๒ ประเภท คือตามหลักวิชาสำหรับนักศึกษา ผู้คงแก่เรียน ซึ่งนับได้ว่าเป็นการศึกษาและปฏิบัติที่เป็น เทคนิคนี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นวิธีปฏิบัติสำหรับ คนทั่วไปที่ไม่คงแก่เรียน เป็นเทคนิคโดยไม่รู้สึกตัว และ ไม่มากมายถึงกับเรียกได้ว่าไม่ปรากฏอยู่ในรูปเทคนิค ซึ่งจะมีประโยชน์เฉพาะผู้มี การศึกษาน้อย มีกำลังใจต่ำ หรือมีอายุมาก ดังนี้เป็นต้น. แต่ แม้ว่าการปฏิบัติ จะมีวิธีแตกต่างกันอย่างไร ผลที่มุ่งหมายก็เป็นอย่างเดียวกัน คือการระงับไป แห่ง “ตัวกู – ของกู” ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าเปรียบกับที่อาศัย ก็ต้องมองดูกันในข้อที่ ว่าแม้พวกหนึ่งจะสร้างด้วยเหล็กหรือคอนกรีต หรือจะสร้างด้วยทองคำก็ตาม;
น.1312 อีกพวกหนึ่งสร้างด้วยไม้ ด้วยใบไม้ แต่ถ้าเพ่งเล็งถึงเพียงเพื่อประโยชน์ของการ อาศัยอยู่ได้แล้ว ก็อยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่พวกหนึ่งต้องลงทุนมาก เหนื่อยมาก มีความยุ่งยากลำบากมาก ; อีกพวกหนึ่งไม่เป็นอย่างนั้น ประโยชน์ที่มุ่งหมาย แท้จริงก็ยังได้รับเท่ากัน ; ส่วนที่มันแปลกกันอย่างมากมายนั้นเป็นเรื่องอื่น. ใจความสำคัญมันมีอยู่ว่า จะให้พวกหนึ่งไปทำตามวิธีของอีกพวกหนึ่งนั้นเป็นสิ่ง ยากที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นหลักสำคัญจึงไปอยู่ที่ว่า ทุกคนเลือกวิธีที่เหมาะแก่ตน. จะเป็นโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ถ้าทำอย่างผิดฝาผิดตัวแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ : จะให้คนมีสติปัญหาแก่กล้ามาทำตามวิธีของคนโง่หรือสติปัญญาทึบก็ไม่สบอัธยาศัย และทำไม่ลง: หรือจะให้คนมีสติปัญญาทึบไปทำตามวิธีของคนมีสติปัญญาสูงก็ทำไป ไม่ได้ : ด้วยเหตุนี้แหละจึงต้องแยกกัน. สำหรับ ผู้ที่มีองค์ประกอบที่เรียกว่าอินทรีย์พร้อมมูล นั้น ก็มีหลัก การ ที่จะต้องศึกษาและกระทำ ให้พอเหมาะพอดีกันกับอุปนิสัยหรืออินทรีย์ ของตน แต่ยังมี ปัญหาอยู่อีกบางประการ คือว่าแม้จะเป็นผู้มีปัญญาโดยกำเนิด แต่ปัญญานั้นยังไม่ถึงขนาดแก่รอบ ถ้ารอให้เป็นไปถึงขนาดแก่รอบตามธรรมชาติ ก็ยังจะต้องใช้เวลาอีกนาน ดังนั้นจึงได้ ผนวกวิธีที่จะบ่มปัญญาเร็ว ๆ เข้าไปใน วิธีปฏิบัติเพื่อดับกิเลสโดยตรง นั้นด้วย และให้ผสมกลมกลืนเป็นเรื่อง เดียวกันไป โดยไม่ต้องแยกเป็นสองเรื่อง จึงจะเรียกว่าแนวปฏิบัติที่ดีและ นิยมใช้กันอยู่. ดังนั้นสิ่งที่เป็นเทคนิคจึงมีมากขึ้น ผลที่ได้รับก็เป็น การบ่ม กำลังจิต และกำลังปัญญาพร้อมกันไป เมื่อดับกิเลสได้ก็เป็นพระอริยบุคคล ประเภทพิเศษ. มีคุณวิเศษส่วนอื่นประกอบมากออกไปจากการดับกิเลสโดยตรง เพียงอย่างเดียว. สายของการปฏิบัติค่อนข้างจะยืดยาวและรัดกุมตามวิธีของเทคนิค ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ได้แก่วิธีที่เรียกกันว่า การทำกัมมัฏฐานอย่างใด อย่างหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง กินเวลามาก ใช้ความพากเพียรมาก แต่ก็ได้ ผลดีคุ้มค่ากัน.
น.1313 การปฏิบัติตามแนวนี้ มีการเตรียมตัวในการศึกษาเรื่องนั้นๆ ก่อน แล้วจึงเตรียมสถานที่ เตรียมการเป็นอยู่หรือการกินอยู่เป็นต้น ตลอดถึงการ เตรียมร่างกายให้เหมาะสม แล้วก็ลงมือ ปฏิบัติชนิดที่สมบูรณ์ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเต็มขนาด พร้อมกันไป. โดย หลักใหญ่ๆ ก็ว่า ตลอดเวลานั้นเป็นผู้มีศีล บริสุทธิ์ คือบำเพ็ญศีลอย่างดีเต็มที่; แต่ว่าโดยพฤตินัยนั้น ถ้ากำลังหมกมุ่นอยู่ กับการบำเพ็ญภาวนาแล้ว ศีลย่อมเป็นไปได้เองคือบริสุทธิ์อยู่ได้เองและถือเอา การสำรวมระวังในขณะแห่งภาวนาทุกขั้นทุกตอนนั่นแหละว่าเป็นตัวศีล เพราะว่าเมื่อมี การสำรวมอยู่อย่างนั้น โอกาสแห่งการล่วงศีลย่อมไม่มีเลย ความสำรวมก็มีอยู่อย่าง เต็มที่ ความปรกติก็มีอยู่อย่างเต็มที่ ปัญหาเรื่องศีลจึงหมดไปอย่างที่เรียกว่าไม่ต้อง คำนึงถึงก็ได้. ส่วนเรื่องสมาธินั้นคือ การปรับปรุงจิตให้เหมาะสมแก่ปัญญา มีการฝึกตามแบบวิธีนั้น ๆ เพื่อให้จิตตั้งมั่น มีอารมณ์เดียวบริสุทธิ์ และพร้อมที่จะ ใช้งานอย่างที่เรียกกันว่า Active ถึงที่สุด ซึ่งมีการฝึกจนกระทั่งถึงเป็นฌานในระดับ ต่าง ๆ กัน แล้วจึงใช้จิตที่อบรมดีแล้วถึงขนาดนั้น ทำงานในทางปัญญา. ส่วน การเจริญปัญญานั้นหมายถึงการทำให้รู้อย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดคือ รู้ความจริงของ สังขารทั้งปวง ถึงขนาดที่ทำไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู -ของกู" ขึ้นมา ได้โดยเด็ดขาด เกิดความสลดสังเวช เกิดความเบื่อหน่ายต่อการยึดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งหลายว่า "ตัวกู-ของกู” มีความจางคลายออกจากกิเลส ด้วยอำนาจแห่งความรู้ และความเบื่อหน่ายนั้น ๆ จนถึงขั้นที่ไม่อาจจะหลงกลับมายึดมั่นถือมั่นได้อีกต่อไป ในกิเลสส่วนนั้น ๆ และเป็นไปยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ จนหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง เพราะ อำนาจของความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นทุกที แก่กล้าและเฉียบขาดยิ่งขึ้นทุกที. การทำให้รู้นั้น เรียกว่าการเจริญปัญญา. ปัญญาชนิดที่ทำลายกิเลสได้จริงนั้น เรียกว่า อริยมรรค. การสิ้นไปแห่งกิเลสนั้น ๆ เรียกว่า มรรค ผล และนิพพาน ในที่สุด.
น.1314 ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ตัวการปฏิบัตินั้นมีอยู่ ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในฐานะที่เป็นประธานหรือเป็นหลัก. ข้อปฏิบัติที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น อีกมากมายนั้น รวมลงได้ในข้อปฏิบัติ ๓ ชื่อนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงถือกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญานี้เป็นหลักปฏิบัติโดยตรง มีนามเรียกว่า ไตรสิกขา คือสิ่งที่ จะต้องศึกษา ๓ ประการ. แต่คำว่า "สิกขา" ในที่นี้หมายถึง การศึกษาและ ปฏิบัติที่รวมตัวเป็นอันเดียวกัน ไม่ใช่การศึกษาเล่าเรียนเฉย ๆ; แต่เป็นการศึกษา ที่เป็นไปในทางปฏิบัติ โดยถือหลักว่า ต้องปฏิบัติหรือเมื่อปฏิบัติอยู่จึงจะรู้. ทีนี้การที่มีข้อปฏิบัติมากชื่อออกไป ก็เนื่องมาจากการจำแนกสิกขา ๓ นี้ให้มากออกไปโดยจำนวน เช่นในกรณีของมรรคมีองค์แปด : ปัญญาสิกขา แจกออกไปเป็น สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปโป; ศีลสิกขา จำแนกออกไปเป็น สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต และ สัมมาอาชีโว; สมาธิสิกขา หรือจิตสิกขา จำแนกออกไปเป็น สัมมาวายาโม สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ ; รวมกันเป็นแปด เลยได้ชื่อว่ามรรคมีองค์แปดไป ที่แท้ก็คือไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในรูป ที่ใช้อยู่จริงเท่านั้นเอง. ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตให้เห็นว่า เมื่อมีการใช้อยู่จริง หรือมีการ ปฏิบัติอยู่จริงนั้น ปัญญาสิกขาไพล่มาอยู่ข้างหน้า มาอยู่ก่อนในฐานะเป็นผู้นำ แล้วจึงถึงศีลสิกขา สมาธิสิกขา. ส่วนในทางทฤษฎี นั้น เรียงลำดับ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา. ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเรื่องนี้ เลยหลงไปว่าจะต้องยึดหลักทฤษฎี อย่างนี้ คือ หลักที่จะต้องทำไปตามลำดับของ ศีล สมาธิ ปัญญา; เมื่อทำเช่นนั้น อาการที่เรียกว่า กลิ้งครกขึ้นภูเขาจะเกิดขึ้นทันที เพราะว่าทั้งหมดนั้นถ้าไม่เอา ปัญญามาเป็นผู้จูง หรือผู้นำแล้วจะเป็นไปไม่ได้เลย ศีลก็เป็นไปไม่ได้ สมาธิ ก็เป็นไปไม่ได้ ขืนให้เป็นไปก็จะเฉหรือถลากไถลออกนอกทางและมีอาการกลิ้งครก ขึ้นภูเขา ซึ่งมีความหมายว่า ยากลำบากอย่างยิ่ง และพร้อมที่จะกลับตกลงมา
น.1315 หรือว่าถอยหลังลงมาอยู่เสมอไป; ดังนั้น จึงต้องเอาปัญญามาก่อน และ เรียงลำดับเสียใหม่ว่า ปัญญา ศีล สมาธิ แทนที่จะเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. ข้อนี้หมายความว่าให้ ปัญญาเป็นผู้นำผู้จูงในทุกกรณีไป นับตั้งแต่จูงเข้ามา วัดจูงเข้ามาหาศาสนา จูงเข้ามาศึกษาหรือมองดูชีวิตในทุกแง่ทุกมุม จูงมาเลือกเฟ้น ข้อปฏิบัติที่เหมาะสม และเป็นผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญานั้นเสียก่อนว่า ข้อปฏิบัติ ชื่อนี้มันเป็นอย่างนี้ ๆ เมื่อปฏิบัติลงไปแล้วมันกระทบกระเทือนแก่กิเลสอย่างนี้ ๆ หรือว่ามันทำลายกิเลสชื่อนี้ ให้หมดไปโดยลักษณะอาการอย่างนี้ๆ แล้วจึงลงมือ ปฏิบัติไปตามนั้น. ดังนั้นศีลของผู้นั้นจึงเป็นไปโดยง่ายและสมบูรณ์ ทำลายกิเลสหยาบ ๆ ได้สิ้นเชิง เป็นอุปกรณ์อย่างดีเลิศแก่สมาธิ ซึ่งนับว่าถึงที่สุดแห่งหน้าที่ของศีลแล้ว สำหรับสมาธินั้นเล่า เมื่อมีปัญญาเป็นผู้นำก็เป็นไปได้โดยง่ายดาย มีคุณภาพพอที่จะ ทำหน้าที่ของมัน คือเกิดความสงบทางจิตใจ มีกำลังจิตใจเข้มแข็งที่พร้อม และ เหมาะสมที่จะทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่ของธรรมชาติล้วน ๆ อยู่ มากโดยไม่ต้องใช้เจตนา ปัญญาก็เกิดขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของ สมาธิชนิดนั้น ปัญญา ที่เกิดขึ้นจึงสามารถทำหน้าที่ของมัน ซึ่งรวมเรียกว่าทำลายกิเลส; แต่ว่า มันมิได้ เป็นไปเพียงเท่านั้น มันกลับย้อนไปส่งเสริมเพิ่มกำลังให้แก่ ศีล สมาธิ และ ตัวมันเอง ให้เป็นไปในอันดับที่สูงยิ่งขึ้นทุกที ๆ จนกว่าจะหมดปัญหาเรื่องการดับ กิเลส กล่าวคือการดับกิเลสสิ้นเชิงในขั้นที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วเรื่องก็จบ กัน คือสิ่งที่เรียกว่าพรหมจรรย์ ถึงที่สุดลงที่ตรงนี้. ทีนี้ก็มาถึง ตัวเทคนิคที่ยิ่งขึ้นไป ของการปฏิบัติที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น. ตามหลักใหญ่ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เราสรุปได้ว่า ต้องให้ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้อง และถึงที่สุด ไม่ใช่ ทำตามตัวหนังสือหรือตามพิธี เช่นจะเข็นไปในรูปของ ศีล สมาธิ ปัญญา
น.1316 ย่างกลิ้งครกขึ้นภูเขา แทนที่จะทำ อย่างกลิ้งครกลงจากภูเขา โดยวิธีของ ปัญญา ศีล สมาธิ ดังนี้เป็นต้น ยังจะต้องมีความฉลาดอย่างลึกซึ้งถึงที่สุด ในการที่จะ วางรูปการปฏิบัติอย่างไร ให้มันดำเนินไปโดยสะดวกตั้งแต่ต้นจนปลาย คือ โดยเร็วที่สุด โดยปลอดภัยที่สุด หรือแน่นอนที่สุด. แต่ทว่าเผอิญเป็นบุญของ พวกเราที่ว่า เราไม่ต้องลำบากในการทำหน้าที่นี้ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ทรงวางกฎเกณฑ์อันนี้เป็นประธานไว้แล้ว กล่าวคือแนวปฏิบัติที่ถูกต้องที่พระองค์ ได้ทรงวางไว้จริง ๆ นั่นเอง. เราพยายามเลือกให้ได้ของจริงมา อย่าให้ถูกของปลอม ก็แล้วกัน ซึ่งในที่นี้ขอระบุไปยังสติปัฏฐานทั้ง ๔ ซึ่งอยู่ในรูปของอานาปานสติที่ ถูกต้อง ซึ่งจะต้องระวังอย่าให้ไปถูกสติปัฏฐาน หรือมหาสติปัฏฐานที่เพ้อ หรือ อย่าให้ไปถูกอานาปานสติที่ปลอมดังนี้เป็นต้น. เราจะได้วินิจฉัยกันต่อไปว่าโดย ใจความที่สำคัญที่สุดของสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่อยู่ในรูปของอานาปานสติ นั้น มันมีเทคนิคของมันอย่างไร. ในขั้นแรกที่สุด จะต้องมีอะไรมาใช้เป็นบทเรียน สำหรับฝึก การสำรวมและฝึกการกำหนดจิตให้เป็นสมาธิกันเสียก่อน. ในบรรดาสิ่งที่จะ เอามาใช้ได้ตั้งหลายสิบอย่างนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าลมหายใจ เพราะว่ามัน สะดวก ตรงที่มันติดกันอยู่กับตัวเรา ไม่ต้องเที่ยวเสาะหา โยกย้าย หรือแสวงหาที่ไหน นี้อย่างหนึ่ง ; และเมื่อฝึกลมหายใจอยู่นั้น ทำให้มีผลดีแก่อนามัยทางกาย เกิดความผาสุกทางกายเป็นกำไรส่วนหนึ่ง และ ส่งเสริมอนามัยทางจิต ให้เป็น จิตที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป นี้อย่างหนึ่ง ; และที่ดีเป็นพิเศษอีก อย่างหนึ่งก็คือ การปฏิบัติตามวิธีนี้เป็นวิธีที่สุขุมละเอียด สงบรำงับ ไม่เอะอะ ตึงตัง หรือน่าหวาดเสียว เหมือนอารมณ์อย่างอื่นมากชนิด. เพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับ เหตุผลที่ว่า ทำไมจึงทรงระบุให้เลือกลมหายใจ เอามาเป็นอารมณ์สำหรับฝึก
น.1317 ทีนี้ ก็มาถึง ค วามมุ่งหมายของการฝึกในระยะแรกนี้. โดยหลัก ใหญ่ ๆ มีอยู่ว่า ตามกฎของธรรมชาติ นั้น ถ้าเราต้องการจะให้ความรู้สึกอย่างใด หรือแม้แต่ความรู้อย่างใด มาประทับใจอย่างแน่นแฟ้นและเป็นไปนานแล้ว เราก็ จะต้องมี วิธีฝึกในการที่จะนำเอาเรื่องนั้นมาประทับไว้กับใจ ให้แน่นแฟ้น และนานถึงที่สุด นั่นเอง. การทำดังนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่า การทำมันทุกลม หายใจเข้า-ออก หรือมี อาการอย่างกับว่าผังมันเข้าไปในลมหายใจ เพื่อให้ความ รู้สึกหรือความรู้นั้น รู้สึกอยู่ได้ทุกลมหายใจเข้า-ออก. ที่เราเห็นได้ง่าย ๆ เช่น ถ้าเราอยากจะเกลียดใครให้ถึงที่สุด ก็ลองเอาความชั่ว หรือความเลวร้ายของเขา มานึกอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา ความรู้สึกเกลียดก็จะแน่นแฟ้น. ในทำ- นองที่ตรงกันข้ามก็เป็นอย่างเดียวกัน เช่น อยากจะรักใครอย่างแน่นแฟ้นก็ลองนึก ถึงความดีหรือความน่ารักของบุคคลผู้นั้นอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลาผลก็ จะเกิดขึ้นตามที่ต้องการ. นี้ใจความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเราต้องการจะให้ความ รู้สึกอย่างใดฝังแน่นลงไปในจิตของเรา เราจะต้องฝึกกันถึงอย่างนี้. ทีนี้เรื่องของเราไม่ใช่เพียงเท่านั้น คือไม่ใช่มีเพียงจะให้รักใครหรือ เกลียดใคร แต่เรา ต้องการจะให้ความรู้ ความเข้าใจ และความเห็นแจ้งแทง ตลอด ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน หรือของตน ก็ตาม ให้มาประทับใจอยู่ตลอดเวลา แน่นแฟ้นและเฉียบขาด พอที่จะดับ หรือจะทำลาย กิเลส ตัณหา อุปทาน หรือแม้อย่างน้อยที่สุดก็ป้องกันมันไม่ ให้เกิดขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา; ดังนั้น เราต้องมีวิธีฝึกที่จะทำให้ความรู้สึกใน ความจริงข้อนี้มาประทับใจไว้ตลอดเวลา บทเรียนจึงเกิดขึ้นทันทีว่า เราจะต้องฝึก หัดกำหนดสิ่งที่เราจะต้องการกำหนดให้ได้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกกันเสียก่อน. แต่ว่าในระยะแรกนี้ เราจะไปคว้าเอาสัจจธรรมข้อที่ว่า ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น มากำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก เสียเลยนั้น เราไม่อาจจะทำได้ เพราะมันละเอียดสุขุมและยากเกินไป จะต้องรอไว้ทีหลังก่อน. เราต้องมาเลือกเอา
น.1318 ๒๘๒ "ตัวกู-ของกู" สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ง่ายกว่า มาทำให้สำเร็จประโยชน์ ในข้อที่ว่า ถ้าเราต้องการจะ กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เราจะต้องทำให้ได้ และสิ่งที่เหมาะสมในระยะแรกที่สุด นี้ก็คือ ตัวลมหายใจ นั่นเอง. มันเหมาะสมที่สุดก็เพราะว่า มันเนื่องอยู่ใน กายเราเองแล้ว และมันก็หายใจเป็นระยะเป็นจังหวะอยู่แล้ว จึงเหมาะสมกว่า สิ่งอื่นทั้งหมดที่จะนำมาเป็นอารมณ์สำหรับฝึก. เราเริ่มกำหนดที่ลมหายใจในระยะ แรกนี้แต่เพียงความมุ่งหมายอย่างเดียวว่า จะกำหนดมันให้ได้ทุกครั้งที่เราหายใจ เข้าและออก ไม่ให้สติ (หรือที่เรามักจะเรียกกันว่าจิต หรือตัวเราก็ตาม) ผละหนีออกไปจากลมหายใจนั้นได้ : ดังนั้นจึงมี อุบายที่จะสังเกตศึกษาเกี่ยวกับ ลมหายใจตามที่จำเป็น จนกระทั่งฝึกได้สำเร็จในข้อที่ว่า เราสามารถทำสติให้กำหนด อยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกโดยตรง และได้นานตามที่เราต้องการ. นี้เรียกว่าเรา ประสบความสำเร็จในขั้นที่จะฝึกจิตของเรา ให้กำหนดอยู่ที่อะไรตามที่เราต้องการ ให้กำหนด ได้อย่างแน่นแฟ้นและนานตามที่เราต้องการ. (รายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่องนี้พึงศึกษาจากเรื่องอานาปานสติในตอนที่ว่าด้วยเรื่องนี้) ทีนี้ก็มาถึง สิ่งที่เราจะต้องทราบต่อไป. การฝึกจิตในลักษณะ เช่นนี้ เมื่อทำได้ถูกวิธีแล้ว ร่างกายจะรำงับลง ๆ จิตใจก็จะสงบลงพร้อมกันไป ความรู้สึกอันใหม่ที่แปลกประหลาดต่อเราที่สุด ก็จะเกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น คือ ความสงบที่เป็นสุขที่ไม่เคยรู้รสมาแต่ก่อน ชนิดที่ใครไปรู้สึกเข้าก็จะพอใจหลงใหล ด้วยกันทั้งนั้น จนกล่าวได้ว่าเป็นยอดสุขของสุขเวทนา ไม่มีสุขเวทนาชนิดไหน จะเสมอเหมือน ; แม้ที่สุดแต่สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ ก็ไม่อาจจะเปรียบ กับสุขเวทนาประเภทนี้ได้. แต่ ข้อที่สัตว์ทั้งหลายไปหลงใหลแต่ในสุขเวทนาของ กามารมณ์ ไม่ติดใจในสุขเวทนาประเภทนี้ ได้ ก็เพราะว่าเขาไม่สามารถจะเข้าถึงมัน ได้โดยเหตุผลมากมายหลายประการทีเดียว ; ดังนั้นเขาจึงไปหลงใหลกันอยู่แต่สุข- เวทนาทางกามารมณ์. ถ้าหากว่ามีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้เข้าถึงสุขเวทนา
น.1319 อันนี้ได้ สุขเวทนาทางกามารมณ์ จะกลายเป็นของจืดชืด หรือถึงกับน่าขยะแขยง ไปทีเดียว ; ดังนั้นเคล็ดลับหรือเทคนิคที่จะดำเนินต่อไป ก็เกิดมีหลักขึ้นมาว่า ถ้าสามารถเอาชนะสุขเวทนาชนิดที่สูงสุดเสียให้ได้จริงๆ แล้ว สุขเวทนาที่ต่ำๆ เตี้ย ๆ รอง ๆ ลงมาก็จะหมดปัญหาไปเอง จึงให้มุ่งหมายที่จะพิจารณาสุขเวทนา ชั้นยอดให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมความว่ามันเป็นสักว่ามายา ไม่ควร แก่การยึดถือโดยประการทั้งปวง ขึ้นมาให้ได้จริง ๆ เถิด บรรดาเวทนาทั้งหลายที่ จะมีอยู่กี่ร้อยกี่พันชนิดก็ตาม จะหมดอำนาจไปทันที. ดังนั้นจึงมีวิธีฝึกให้ กำหนด ที่สุขเวทนานั่นเอง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก แทนที่จะไปกำหนดลมหายใจ ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก ก็ให้มากำหนดที่สุขเวทนาอันนี้ แล้วดำเนินข้อปฏิบัติ ต่อไปในข้อที่จะพิจารณาว่า เวทนาเป็นอย่างไร เกิดขึ้นดับไปอย่างไร มีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง และตกอยู่ใต้อำนาจของเหตุปัจจัยนั้นอย่างไร. รวมความ ก็คือว่า มันเป็นของว่างเปล่าหรือเป็นมายาเท่าไร เท่านั้นเอง ; จะได้เกิดความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัดต่อเวทนาทั้งหลาย แม้ว่าจะถือกันว่าเป็นสุขอย่างไร. แต่ว่า ในขั้นนี้เรายังไม่สามารถที่จะกระทำทีเดียวได้ตลอดสาย จึงมีระยะ การปฏิบัติอีกระยะหนึ่งแทรกแซงเข้ามา คือจะต้องฝึกฝน ด้วยการดูที่ตัวจิตเอง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก หรือให้เป็นผู้รู้เท่าทัน และใช้ความรู้เท่าทันต่อลักษณะ ของจิตนั้น เป็นเครื่องมือ สำหรับกำหนดเวทนาและธรรมะอื่นๆ ที่เนื่องด้วยเวทนา นั้นให้สูงขึ้นไปตามลำดับจนกว่าจะถึงที่สุด ; เราจึงมีการฝึกการกำหนดจิตอยู่ทุกลม หายใจเข้า-ออก แทนการกำหนดเวทนา ดังจะได้วินิจฉัยกันต่อไปในวันหลัง.
น.1320 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๔๕. อานาปานสติ ในวันนี้จะได้กล่าวถึง การปฏิบัติ ที่เป็นใจความ สำคัญของสติปัฏฐาน ต่อจากที่ค้างไว้แต่วันก่อน กล่าวคือ เรื่องการกำหนดจิต ต่อจากการกำหนดเวทนา. การฝึกการกำหนดจิต นั้น หมายถึงการเฝ้า ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่จิต และได้ทำจิตให้อยู่ในลักษณะ อย่างไร นี้อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่งก็คือ การฝึกน้อมจิต นั้นไปตามที่ตนประสงค์ เช่นทำให้เกิดความรู้สึกกล้าหาญ ร่าเริงบรรเทิงกระทั่งทำให้ว่างหรือปล่อยวางความยึดถือต่างๆ ให้มาก และให้คล่องแคล่วตามที่ต้องการ. วิธีอย่างแรกนั้น เพื่อรอบรู้ในการที่จะ สังเกตว่าจิตมีความรู้สึกเปลี่ยนไปได้กี่อย่างหรือกี่สิบอย่าง เช่นเอียงไปทาง โลภะ หรือ โทสะ หรือโมหะ, มีอาการอ่อนเพลีย หรือฟุ้งซ่านเกินไป; เพื่อกำหนดมันให้ ได้ทุก ๆ ลักษณะ. และการกำหนดนั้นก็กำหนดให้เห็นลักษณะของจิตนั้น อยู่ทุก
น.1321 ครั้งที่หายใจเข้า-ออก จนกว่าลักษณะอันนั้นจะกลายไป หรือเปลี่ยนไปเป็นกำหนด อย่างอื่น. ส่วนวิธีอย่างหลังนั้นเป็นการฝึกเพื่อจะแก้ไขมัน ซึ่งมีหลักว่าใน บางคราวก็ข่มขี่มัน ในทางตรงกันข้ามก็ประคับประคอง หรือยกมัน ; ในบาง คราวก็มีอาการที่เรียกว่าชี้ชวน คือนำจิตไปสู่ความคิดนึกที่ควรคิดนึกที่ตนต้องประ- สงค์คือที่สามารถเอาชนะกิเลสได้. จะต้องฝึกหรือควบคุมมันไว้ ในลักษณะที่ถูกต้อง อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่หายใจเข้าและหายใจออกเช่นเดียวกัน จนกล่าวได้ว่า เป็นผู้ฉลาดในเรื่องของจิต รู้จักมันทุกชนิดและรู้เท่าทัน สามารถข่มขี่บังคับหรือจูง ไปได้ตามแนวที่ตนต้องการ. ครั้นเสร็จ การปฏิบัติในขั้นควบคุมจิตแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปฝึกในการ กำหนดที่สัจจธรรม หรือความจริงที่ควรรู้ เข้าถึงความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก เช่นการ เพ่งให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่ง ทั้งปวง อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก ; เพ่งดูความจางคลายของกิเลส อันจะมี ขึ้นได้ เพราะธรรมะอะไร หรือ ดูที่ธรรมะอันเป็นเครื่องมือทำความจางคลายแก่ กิเลส ตามที่ปรากฏชัดแก่ตนมาแล้วอย่างไร ตลอดถึงสิ่งที่อาจจะคำนึงคำนวณเอาได้ ต่อไปในกาลข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาที่หายใจเข้า-ออก; แล้ว พิจารณาดูความดับ คือความดับไปแห่งกิเลสและความทุกข์ ซึ่งเราเรียกว่าความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในที่นี้ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้ด้วยธรรมะอะไรและโดยวิธีใด ในสภาวะหรือปรากฏการณ์ เช่นไร ; และในที่สุดก็พิจารณาถึงอาการที่เรียกกันว่า การที่จิตปล่อยวางหรือ สลัดคืนสิ่งทั้งปวง ว่ามีภาวะเช่นไร เป็นไปได้โดยวิธีใดในสภาวะหรือปรากฏการณ์ เช่นไร : และในที่สุดก็พิจารณาถึงอาการที่เรียกกันว่า การที่จิตปล่อยวางหรือ สลัดคืนสิ่งทั้งปวง ว่ามีภาวะเช่นไร เป็นไปได้เพราะอำนาจแห่งธรรมะอะไร. ทั้งหมดนี้ล้วนแต่พิจารณาให้เห็นชัดอยู่ตลอดเวลาที่หายใจเข้า-ออก. ในการพิจารณาเหล่านี้ อาจจะยักย้ายพิจารณาหรือดูธรรมะในรูป เรื่องที่มีชื่อเรื่องต่าง ๆ กัน เช่น ในรูปของไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมทั้งสุญญตาด้วย ; ในรูปของอริยสัจจ์สี และในรูปของปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ;
น.1322 ซึ่งเมื่อสรุปสั้น ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความจริงเรื่องการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และความดับไปแห่งทุกข์ แต่ได้สรุปให้เป็นหัวข้อพอสมควรที่จะพิจารณาได้โดย สะดวกเท่านั้น ไม่ให้พร่ำเพรื่อเหลือเพื่อหรือเพ้อไปจนกลายเป็นเรื่องการท่องจำ หรือเล่าเรียน ดังนี้เป็นต้น. ในที่สุดเราก็จะมองเห็นได้ว่า โดยหลักใหญ่นั้นคือ การฝึกสติ ซึ่ง ในสตินั้นย่อมเป็นสัมปชัญญะหรือญาณไปในตัว และ ในตัวการ กระทำนั้น ย่อมเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาไปในตัว ตลอดถึงเป็นศรัทธา เป็นพละเป็นความเพียรเป็นต้น รวมอยู่ในนั้นด้วยเสร็จ. นี้เรียกว่า "การฝึกสติ" มีเพียงสั้น ๆ เท่านี้เอง. ทีนี้ ก็มาถึง สิ่งที่ถูกฝึก หรือนำมาใช้ในการฝึก. สิ่งนี้ถ้า กล่าว โดยตรงก็ได้แก่จิต เป็นการฝึกจิตให้มีสติ ถ้าเรียกอย่างสมมติก็เรียกว่าตัวเราถูกฝึก ให้ตัวเรามีสติ. แต่ถ้าจะพูดกันอย่างลึกซึ้ง โดยโวหารปรมัตถ์ โดยเพ่งเล็งถึง ธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรจะเรียกว่า ฝึกองคาพยพ หรืออวัยวะทางฝ่าย นามธรรม คือ ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณทุก ๆ แขนงพร้อมกันไปนั่นเอง แต่ก็ไม่ จำเป็นต้องไปรู้จักชื่อของสิ่งเหล่านั้น ให้ละเอียดลออ จะกลายเป็นเรื่องจิตวิทยาที่ ใหญ่หลวงไม่มีสิ้นสุดไป. จงทำการปฏิบัติไปตามระเบียบที่วางไว้ก็พอแล้ว ; สิ่งเหล่านั้นจะถูกฝึกอย่างครบถ้วน และตรงตามที่พึงประสงค์ หรืออย่างเพียงพอ แก่การดับทุกข์ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปค้นคว้า หรือเดินไปตามทางจิตวิทยาหรือ ปรัชญาที่ซับซ้อนมากมาย จนเวียนหัวหรือเกิดความทุกข์ขึ้นมาใหม่ โดยไม่แก้ ความทุกข์เก่าแต่ประการใด. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เป็นอารมณ์สำหรับใช้ในการฝึก ซึ่งเห็น ได้ชัดแล้วว่ามีอยู่ ๔ อย่าง คือ ลมหายใจ อย่างหนึ่ง, เวทนา อย่างหนึ่ง, จิต อย่างหนึ่ง และ สัจจธรรมของสิ่งทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง รวมเป็น ๔ อย่าง. ลมหายใจนั้น เรียกโดยบาลีว่า กาย เพราะว่าเป็นส่วนสำคัญของกาย เนื่องอยู่กับกาย ดังนั้น
น.1323 จึงเรียกการฝึกกำหนดลมหายใจว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน ที่หนึ่ง. การกำหนดที่เวทนาโดยลักษณะต่าง ๆ กัน กระทั่งถึงการฝึกการควบคุม ไม่ให้เวทนานั้นปรุงแต่งจิต ทั้งหมดนี้เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. การกำหนดจิตและการฝึกจิตโดยวิธีที่กล่าวแล้วเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. การกำหนดสัจจธรรมหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้นเรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน. การกำหนดหรือพิจารณาทั้งหมดนี้ทุกขั้นทุกตอน ล้วนแต่เป็นการกำหนด อยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจเข้า-ออก ตลอดเวลาที่หายใจเข้า ตลอดเวลาที่หายใจออก ไม่มีระยะเวลาว่างเว้นเลย. ไม่ใช่ว่าหายใจเข้ากำหนดที่หนึ่ง หายใจออกกำหนดที่ หนึ่ง แต่ว่าต้องกำหนดสิ่งนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาหายใจเข้า แล้วก็กำหนดอย่างเดียวกัน ตลอดเวลาที่หายใจออก : แปลว่า รู้สึกหรือกำหนดสิ่งนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาติดต่อกัน ไม่มีระยะว่างเว้น. เพราะเหตุที่เป็นการกำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกนั่นเอง การปฏิบัติ ทั้ง ๔ ประการนี้จึงได้นามว่า อานาปานสติ เหมือนกันหมดทั้ง ๔ หมวด : หมวด แรกเป็นการกำหนดลมหายใจ ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. หมวดที่ ๒ กำหนดเวทนา ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. หมวดที่ ๓ เป็นการกำหนด จิต ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. และหมวดสุดท้ายเป็นการกำหนดธรรม ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้นเช่นเดียวกัน. จึงได้เห็นรูปโครงว่า โดยหมวด- ใหญ่ ๆ มีอยู่ ๔ หมวด : โดยละเอียดมีอยู่ ๑๖ ขั้น : มีรายละเอียดอันจะพึงศึกษา ได้ จากเรื่องอานาปานสติโดยตรง (คือการบรรยาย ปี ๒๕๐๒). สำหรับ ผลที่จะเกิดขึ้นนั้น สรุปได้สั้นๆ คือ เป็นการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัว : การกำหนดอยู่ในลักษณะอย่างนั้นเรียกว่า สติ : ความรู้ที่เกิดขึ้นทุกชนิดแม้ที่สุดแต่รู้ว่าลมหายใจเป็นอย่างไร นี้เรียกว่า ญาณ
น.1324 คือความรู้; จนกระทั่งถึงญาณสุดท้ายในขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติเป็นความรู้ในขั้น ที่กิเลสหมดไป รู้ความที่จิตหมดกิเลสแล้ว เหล่านี้ เรียกว่า ญาณ; ดังนั้น จึงเป็นการรู้สิ่งที่เรียกกันว่า มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นความจริงอยู่อย่างไร อยู่ตามธรรมชาติธรรมดา และเป็นความรู้ธรรมเหล่านั้น ในส่วนที่ตนได้บรรลุ ถึงแล้ว กระทั่งถึงความรู้ว่า หมดเรื่องกันที่; ทั้งนี้ล้วนแต่เรียกว่า ญาณ และแต่ละญาณล้วนแต่มีชื่อเป็นภาษาบาลียืดยาวด้วยกันทั้งนั้น. สำหรับในที่นี้ อยากจะสรุปสั้น ๆ แต่เพียงว่า เป็น ความรู้ในการที่ทำให้ "ตัวกู-ของกู" ดับไปอย่างสิ้นเชิงและแท้จริง จนหมดปัญญาอันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่พุทธ บริษัทเราจะต้องปฏิบัติ ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นความยุ่งยากลำบากอีกต่อไป; เรียกว่า ถึงที่สุดของการปฏิบัติ หรือจบพรหมจรรย์ดังนี้. เท่าที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น ทุกคนอาจจะเห็นได้ด้วยตนเอง ว่าเป็น เรื่องของหลักวิชาและการปฏิบัติที่ละเอียดสุขุม และมีเทคนิคมากมาย. ผู้ ศึกษาและผู้ปฏิบัติจะต้องมีอะไร ๆ ที่เหมาะสมกัน หรือใช้เวลาอันยาวนานที่จะ ปรับปรุงให้เหมาะสมกัน แล้วลงมือปฏิบัติไปจนกว่าจะถึงที่สุด ด้วยความเฉลียว- ฉลาดและอดกลั้นอดทนที่มากมายเพียงพอ; ทำให้บุคคลเหล่านั้นได้นามว่า โยคี คือ ผู้ที่สนใจง่วนอยู่ด้วยการศึกษาและปฏิบัติ จนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะประสบ ความสำเร็จ; ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า สำหรับชาวบ้านตามธรรมดาสามัญเล่า จะทำ อย่างไร ? ข้อนี้ถ้ากล่าวตามความจริงแล้วก็กล่าวได้อย่างสั้น ๆ และตรงๆ ว่า ต้องมีวิธีลัดหรือวิธีที่ปรับปรุงให้รัดกุมและเหมาะสมสำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่ ไม่อาจจะบำเพ็ญตนเป็นโยคีเช่นนั้นได้ แต่ให้มีหลักปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน นำไป สู่ผลอย่างเดียวกัน คือ การควบคุม "ตัวกู-ของกู" เรื่อยไปจนกว่าจะดับมันได้ โดยเด็ดขาดในที่สุด. ข้อนี้ก็ได้แก่การที่เราเลิกนึกถึงวิธีปฏิบัติที่จัดเป็นระเบียบต่างๆ
น.1325 อย่างมากมายเหล่านั้นเสีย คล้ายกับว่าสิ่งเหล่านั้นมิได้มีอยู่ในโลกทีเดียว คง กำหนดไว้แต่ปัญหาสั้น ๆ โดยเฉพาะ ว่า เราวางจิตใจไว้ในลักษณะเช่นไร ควบคุม มันไว้ในลักษณะเช่นไร ความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น และก็ทำไปอย่างนั้น; จะเกิด ความรู้ความชำนาญเพิ่มมากขึ้นทุกทีตามลำดับ ๆ ได้ในตัวมันเอง. ด้วยการปฏิบัติ วิธีลัดนี้เราอาจจะเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า "การเป็นอยู่อย่างถูกต้อง อยู่ทุกลมหายใจ เข้า-ออก" เหมือนกัน. หมายความว่า ตลอดเวลา เราจะอยู่ด้วยความรู้สึก ที่ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรที่น่าเข้าไปเอา หรือเข้าไปเป็น ด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น. ข้อนี้หมายความว่า แม้ตัวเราจะมีอะไรหรือเป็น อะไรอยู่ ก็ให้มีหรือเป็นแต่สักว่า โลกสมมติ หรือกฎหมายรับรอง ดังนี้ เป็นต้นเท่านั้น อย่าไปมี หรือไปเอา หรือไปเป็นเข้า ด้วยชีวิตจิตใจ หรือด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง; คอยควบคุมตัวเอง ให้มีความระลึกหรือมีสติสัมปชัญญะเช่นนี้ อยู่เสมอ นี้เรียกว่าการเป็นอยู่ที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก; เพราะว่า การเป็น อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะหรือปัญญา ในลักษณะที่กล่าวนั้น มันเป็นศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัวเอง แต่เราอย่าไปนึกถึงมันเลยจะดีกว่า เรื่องมันจะมากขึ้นมาอีก หรือมัน จะเดินไปในรูปของการปฏิบัติที่เป็นเทคนิค อย่างยุ่งยากลำบากมากมาย ขึ้นมาอีก. เราเป็นเพียงแต่มั่นใจว่าในนั้นมีศีล สมาธิ ปัญญา ในนั้นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีอะไรทุกอย่างที่ควรจะมีสำหรับพุทธบริษัท แต่ว่า ไม่ต้องไประลึก นึกถึง เพราะว่าเรื่องมันจะมากขึ้นมา ดังที่กล่าวมาแล้ว. เพียงแต่เฝ้าระมัด ระวังเพื่อกำหนดแต่จิตของตัวเอง ไม่ให้เผลอไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า แต่ให้ทำ สิ่งต่าง ๆ ไปโดยอาศัยสติปัญญาล้วนๆ ไม่เจืออยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเลย หรือ ถ้าจะมีบ้างก็เป็นความยึดมั่นถือมั่นในฝ่ายดี แต่ก็ให้เบาบางที่สุด คือเท่าที่จะ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจ ให้ทำหน้าที่ของตนไปได้โดยสะดวกเท่านั้น ซึ่ง ในที่สุดก็จะค่อย ๆ ละไปเองจนหมดสิ้น กลายเป็นบุคคลผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาเอง เหมือนในลักษณะที่จะทำอะไรด้วยอาศัยอำนาจของสติปัญญาเท่านั้น แต่ไม่อาศัย
น.1326 อำนาจหรือกำลังของความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" หรือ Egoism เป็นต้น เหล่านั้นเลย. เมื่อมาถึงขั้นนี้จะไม่มีอะไรยุ่งยากลำบากสำหรับที่จะฝึกการเป็นอยู่ อย่างถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งเรียกได้ว่า มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ไม่ได้ มีชีวิตอยู่ด้วยกิเลสตัณหา. นี่แหละคือความหมายของคำว่า "เป็นอยู่อย่าง ถูกต้อง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก" ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ดังที่ได้กล่าว แล้วข้างต้น ในการที่จะควบคุมความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" โดยพิจารณา ให้เห็นโทษที่น่าเกลียดและน่ากลัวของมันอยู่เสมอไปนั่นเอง. การเป็นอยู่อย่างถูกต้องชนิดที่กล่าวนี้ ควรจะกล่าวว่า ไม่ใช่มันดี วิเศษอยู่ตรงที่ในนั้นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน อยู่ในตัวมันเอง เพราะความคิดเช่นนั้นล้วนแต่ยังทำให้เกิด ความยึดมั่นถือมั่นอย่างใหม่ อย่างงมงาย โดยไม่รู้ว่าความหมายอันแท้จริง หรือสิ่งที่ มีค่าอย่างแท้จริงก็ได้. ความหมายอันแท้จริง หรือสิ่งที่มีค่าสูงสุด ในการปฏิบัติ อย่างที่ว่านั้น มันอยู่ที่ว่า การเป็นอยู่อย่างถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกชนิดนั้น นั่นมันเป็นการตัดอาหารด้วยวิธีการ Boycott ทุกทิศทุกทางต่อกิเลส ทำให้กิเลส ไม่ได้รับอาหารเลย ทั้งที่เราก็ไม่มีความยุ่งยากลำบากแต่ประการใด. จึงพูดเป็น หลักขึ้นมาได้ใหม่อีกว่า "เป็นอยู่โดยถูกต้องเท่านั้น กิเลสหมดอาหารเอง" เท่า ๆ กับเราจะพูดกันว่า "เลี้ยงแมวเท่านั้น หนูก็หมดไปเอง" โดยที่เราไม่ต้องยุ่ง ยากอะไรกับหนู; จึงถือว่าเป็นวิธีลัดและแน่นอนที่สุดในการที่จะกำจัดสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนา; ฉะนั้นทุกคนจึงควรนิยมใช้ อาวุธที่มีชื่อว่า การเป็นอยู่อย่างถูก ต้องทุกลมหายใจเข้า-ออก ตามแนวที่กล่าวนี้. ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อพิจารณาเห็นอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้แล้ว เมื่อตากระทบรูปก็ดี หูกระทบเสียงก็ดี กระทั่ง ถึงความคิดเกิดขึ้นในใจก็ดี ค วามรู้ที่กล่าวแล้วจักเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ปรุงเป็น
น.1327 วทนาที่น่าหลงใหลขึ้นมา ไม่ว่าจะหลงใหลไปในทางรัก หรือหลงใหลไปในทางชัง ล้วนแต่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น. ขอแต่ให้มีสติสัมปชัญญะทันท่วงที คือให้ ความรู้นั้นมาช่วยทันท่วงทีได้เท่านั้นเอง. ข้อนี้ย่อม ไม่เป็นการยากสำหรับบุคคลที่ ระลึกถึงอยู่เสมอ ฝึกซ้อมอยู่เสมอ เหมือนนักกีฬาที่ฝึกซ้อมหน้าที่ของตนอยู่เสมอ. คนไปหลงใหลในเรื่องอื่นมากเกินไป ไม่สนใจในการฝึกซ้อม เหล่านี้ จึงดูเป็นของยากลำบาก. แต่ถ้าเราทำอยู่เสมอ เหมือนกับกิจการ บางอย่างที่เราชอบทำแล้ว มันก็ไม่ใช่ของยากเย็นอะไรเลย. เมื่อเวทนาไม่ถูก ปรุงขึ้นมาแล้ว ตัณหาก็ไม่เกิด: หรือถ้าสมมติว่า เวทนาได้เกิดขึ้นเสียแล้ว แต่ ความรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงนั้น จะสามารถป้องกันไม่ให้เวทนามัน ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาได้ อุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น ภพ ชาติ และความทุกข์ทั้งหลายก็พลอยไม่เกิดขึ้น. นี่แหละคือ ปฏิจจสมุปบาทที่แท จริง ฝ่ายนิโรธวารที่มีอยู่ในการปฏิบัติตามวิธีลัด ดังนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการ ปฏิบัติของคนแก่ที่ไม่รู้หนังสือ แต่ก็เป็นตัวการปฏิบัติที่แท้จริง มีผลแท้จริง ประเสริฐกว่าการปฏิบัติของพวกมหาเปรียญที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ซึ่งมีอยู่ ทั่ว ๆ ไป. นี่ แหละคือ ความลับ ของประโยคที่ว่า เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ย่อมเป็น การ Boycott ทางมาแห่งอาหารของกิเลสโดยสิ้นเชิง. อาหารไม่อาจจะเข้ามา หล่อเลี้ยงกิเลสทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย และทางใจเอง คือ มโนทวาร : กิเลสจึงตกอยู่ในสภาวะที่เหมือนกับเสือที่ถูกเขาบีดล้อมไว้ทุกวิถีทาง ไม่มีอาหารที่จะกินได้ในวงล้อมนั้น ก็ทรุดโทรมถอยกำลังลงและตายไปเอง โดย ‘ไม่ต้องไปลงมือฆ่า; แต่ว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก นั่นแหละเป็นผู้ฆ่า. นี้เรียกว่า เป็นใจความที่เป็นส่วนสำคัญของ การปฏิบัติที่เรียกว่าวิธีลัด อันใช้ได้แก่คนธรรมดาสามัญทุกคน และเป็นสากล ไม่ว่าเป็นชาติใด ภาษาใด หรือนับถือศาสนาไหน; ดังนั้นเราควรจะได้วินิจฉัยพิจารณาศึกษากันให้เข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งให้เพียงพอแก่การปฏิบัติตามวิธีนี้ให้จนได้.
น.1328 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๖. ทางลัดของทุกคน! วันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติชนิด ที่เป็นการตัดลัดอย่างยิ่งตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด เพื่อ ประโยชน์แก่ผู้สนใจไปเสียด้วย. นอกจากจะเป็นการตัดลัด ที่สุดแล้ว ยังง่ายดายที่สุดเท่าที่จะง่ายดายได้สำหรับผู้ที่ มีการศึกษาน้อย แม้ที่สุดแก่ยายแก่ตาแก่ที่ไม่รู้หนังสือ. ก่อนอื่นทั้งหมดจะต้องทบทวน ความจำไว้อย่าง แม่นยำว่า “เราจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา” “สิ่ง ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”; เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงหลุดพ้น”; ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่ามันสำคัญอยู่ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทำ ไม่ให้เกิด “ตัวกู-ของกู” นั่นเอง. ดังนั้นการปฏิบัติตั้งแต่ต้นที่สุด จนถึง เบื้องปลายที่สุด จึงล้วนแต่เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าผิดจากนี้ก็เป็น พุทธศาสนาเทียมหรือปลอม ที่มีผู้อธิบายไปด้วยอคติอย่างใดอย่างหนึ่ง; ฉะนั้นเรา
น.1329 มีหน้าที่ที่จะค้นให้พบว่าการปฏิบัติแนวไหนที่จะเป็น การไม่ยึดมั่นถือมั่นไป ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดจริง ๆ แล้วให้ง่ายดายสำหรับคนที่มีการศึกษาน้อยจริง ๆ ด้วย. ผลสุดท้ายก็พบว่า หลักเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ สำหรับทุกคน นั่นเอง และวางไว้ในลักษณะที่ทุกคนเข้าใจได้ทันที : แทนที่จะพูด ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็ขยายความออกไปว่า " สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปเอา หรือเข้าไปเป็น ด้วยความยึดมั่นถือมั่น " เพราะว่ามันจะกลายเป็นยาพิษ หรืออันตราย อย่างยิ่งขึ้นมาทันที; ดังนั้นจึงยักพูดเสียใหม่ว่า "ในบรรดาสิ่งทั้งปวงไม่มีอะไร ที่น่าเอา-น่าเป็น" เพราะมันเป็น มายา และพร้อมที่จะกลายเป็น ยาพิษ อยู่เสมอ. หากแต่ว่าคนเรามีความจำเป็นตามธรรมชาติหรือทางสังคม หรือทาง ร่างกายก็ตาม มันบังคับให้มีการเอา การเป็น การได้ การครอบครองอะไร ๆ ต่าง ๆ อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราจะต้องดูให้ดีๆ ว่า จะไปเอาไป เป็นมันอย่างไร จึงจะไม่เกิดอันตราย; ผลสุดท้ายก็พบว่าพึงเข้าไปเกี่ยวข้อง กับมัน ในลักษณะที่เป็นของไม่น่าเอาไม่น่าเป็นนั่นเอง คือ เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่ จำเป็น เท่านั้น และ ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติปัญญา. เหมือนอย่างว่า ถ้าจำเป็นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ร้าย เช่นเสือเป็นต้น ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันด้วยสติปัญญาถึงที่สุด บกพร่องหรือเผลอไม่ได้ จึงจะ ทำมันให้อยู่ในอำนาจของเราได้, ฉันใดก็ฉันนั้น, อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกเป็นสิ่ง อันตรายยิ่งกว่าเสือ แต่ก็ไม่มีใครมองเห็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะว่า อารมณ์เหล่านั้น ทำอันตรายคนอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก และทั่วทุกตัวคนไม่ยกเว้นใคร ในบรรดาที่เป็นบุคคลธรรมดาสามัญ; ส่วนเสือนั้นยังไม่ได้ทำอันตรายแก่ใคร เลย นานทีปีหนจึงจะมีสักครั้งหนึ่ง และก็เฉพาะในบางถิ่น ซึ่งนับว่าน้อยที่สุด ในโลก. อีกทางหนึ่งสัตว์เช่นเสือ ทำอันตรายได้ก็แต่เพียงกาย แต่ไม่อาจจะทำ ให้เสียผู้เสียคน; ส่วนอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ทำอันตรายได้ถึงขนาดทำให้เสียผู้
น.1330 เสียคน หรือเสียเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์จึงว่าน่ากลัวกว่าเสือเป็นไหน ๆ : ดังนั้น เราพึงมีชีวิตอยู่ในท่ามกลางอารมณ์ที่ไม่น่าเอา-น่าเป็น นี้อย่างที่เรียกว่าด้วยอุบาย อันแยบคาย หรือเป็น ศิลปะอันสูงสุด นั่นเอง. มันเป็น ศิลปะแห่งชีวิตในตัว ชีวิต หรือในการเป็นอยู่นั่นเอง ซึ่งกล่าวได้ว่า มีชีวิตอยู่อย่างไม่เอาอะไร ไม่เป็น อะไรเลย. นี้คือโดยความรู้สึกภายในใจ หรือโดย สติปัญญาที่ทำให้เกิดการกระทำ ทางใจ อันเป็นความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง. แม้โดยโลกสมมติหรือโดยกฎหมายจะมีว่า คนนั้นได้สิ่งนั้น มีสิ่งนั้น หรือเป็นอย่างนั้น เราก็ให้เป็นไปแต่สักว่าโลกสมมติ หรือตามกฎหมายที่ บัญญัติไว้เท่านั้น ; ดังนั้นถ้าต้องมีการกระทำที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ แล้ว ทางภายนอก ก็ยังคงทำไปตามโลกสมมติ หรือกฎหมาย หรือตามที่ถูก ที่ควรแก่สังคม, ส่วนในทางภายในที่เป็นจิตใจส่วนลึกจริง ๆ ที่คนอื่นรู้ ไม่ได้นั้น มันยังสงบเฉยอยู่ คือเท่ากับ ไม่ได้ทำ ไม่ได้เอา ไม่ได้เป็น ไม่ได้มี ไม่ได้ยึดครองสิ่งใด เพราะว่าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในการกระทำ หรือผลของ การกระทำที่เป็นภายนอกเหล่านั้นเลย. สิ่งทั้งหมดเป็นไปในด้านดีทั้งสองด้าน คือทาง ภายนอก หรือ เรื่องโลก ก็มีกินมีใช้ มีการเป็นอยู่ที่สบาย ทำอะไร กับใครก็ได้ มีภาระหน้าที่ที่สูงสุดอย่างไรก็ได้ : ส่วนทางภายใน คือจิตใจก็ยัง คงว่างหรือเป็นปรกติอยู่ตามเดิม ไม่มีความร้อนไม่มีความหนัก ไม่ขึ้น ไม่ลง คือไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือ ผิดคาด ผิดหวัง หรือได้สมหวัง แล้วแต่กรณี. การเป็นอยู่ชนิดนี้ ถ้าจะกล่าว โดยอุปมา ก็ต้องกล่าวว่า ข้างนอกเป็นวัฏฏสงสาร แต่ข้างในเป็นนิพพาน แต่แท้ที่จริงนั้นไม่เป็นอะไรเลย หรือถ้าจะให้เป็น ก็เป็นนิพพานไปหมด คือว่าง จากทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์ โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. นี่คือ ศิลปะแห่ง ชีวิตที่เป็นไปตามหลักแห่งพุทธศาสนา.
น.1331 ทีนี้ ที่กล่าวว่า ใช้ได้แม้แก่คุณย่าคุณยายที่ไม่รู้หนังสือ นั้น ข้อนี้ หมายความว่า ผู้เฒ่าเหล่านั้น ไม่ต้องศึกษาอะไร นอกจาก หันมองดูที่ความไม่ น่าเอาน่าเป็นของทุกสิ่ง โดยลักษณะที่กล่าวแล้วข้างต้นอยู่เป็นประจำ เท่านั้น แล้วก็อย่าไปเอา ไปเป็น ด้วยจิตใจ คือ เกิดอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" มากขึ้นก็ แล้วกัน. ที่ว่า ไม่ต้องศึกษาอะไรมาก ก็หมายความแต่เพียงว่า ศึกษาแต่เพียง เท่าที่จะให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ไม่น่าเอาน่าเป็น เช่น เป็นคนดีก็มีความ ทุกข์ไปตามแบบของคนดี; เป็นคนชั่ว ก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนชั่ว: ดังนั้น การ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเสียเลย คือไม่เป็นอะไรทั้งคนดีและคนชั่ว นี่แหละ จึงจะไม่มีทุกข์. อีกทีหนึ่งก็ว่า ถ้าเป็นคนมีบุญ ก็ต้องเป็นทุกข์ไปตาม ประสาของคนมีบุญ ซึ่งแตกต่างกันมากไปจากความทุกข์ของคนมีบาป แต่เป็น ทุกข์เหมือน ๆ กันก็ตรงที่ว่า มันเป็นการแบกของหนักเอาไว้ทั้งนั้น : ผิดกันแต่ว่า ของหนักของอีกคนหนึ่งนั้น กำลังลุกเป็นไฟ แต่ ของหนักของอีกคนหนึ่ง นั้นหอมหวนเยือกเย็น. แต่มันก็หนักอย่างเดียวกัน. อีกทีหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไปก็ว่า เกิดมาเป็นผู้มีความสุข ก็ยังต้องทุกข์ไปตามแบบตามประสาของคนมีความสุข ไม่แพ้บุคคลที่เกิดมามีความทุกข์. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความสุขนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่ ต้อง "แบก" อยู่นั่นเอง เพราะว่า ค วามสุขนั้นตั้งรากฐานอยู่บนความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บนความเปลี่ยนแปลง และบน อารมณ์ทั้งหลายที่เป็นมายาที่สุด จึง เป็นของหนัก หรือภาระหนัก; จึงกล่าวว่า มีความทุกข์ ไปตามประสาคนมีสุข; สู้ไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้. นี่แหละจึงว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็น. ทีนี้ เมื่อมองดูไปถึงสิ่งทั้งปวง ก็จะมองเห็นได้ว่า สิ่งทั้งหลาย เหล่านั้น มีความหมายอยู่เพียง ๒ อย่าง คือเป็น คุณ อย่างหนึ่ง และ เป็น โทษ อย่างหนึ่ง; และ ทุกอย่างจะต้องมีทั้งคุณและโทษ ไม่มีอะไรที่จะมีได้ แต่คุณอย่างเดียว หรือโทษอย่างเดียว; แต่เป็นเพราะ ปุถุชนคนธรรมดา
น.1332 สามัญมองไม่ออก เท่านั้น จึงได้หลงไปว่าอย่างนั้นเป็นคุณ อย่างนี้เป็นโทษ; แต่ ความจริงที่ยิ่งกว่านั้น มีอยู่ว่า ทั้งคุณและโทษล้วนแต่เป็น มายา ยึดถือ ไม่ได้ ยึดถือแล้วจะต้องเป็นทุกข์ และ สิ่งที่เป็นคุณนั่นแหละจะให้ทุกข์ อย่างลึกซึ้งมากกว่าสิ่งที่เป็นโทษ เพราะว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นยิ่งกว่าสิ่ง ที่เป็นโทษ. และอีกทางหนึ่งนั้น สิ่งที่เป็นโทษ ย่อมจะสอนอะไรให้มากกว่า สิ่งที่เป็นคุณ เพราะว่าสิ่งที่ถือกันว่าเป็นคุณนั้น มีแต่จะทำให้เหลิง หรือลืมตัว; ดังนั้นจึง สู้ ไม่ไหว ทั้งสิ่งที่เป็นคุณและเป็นโทษ; ไม่เอาอะไรเสียเลยดีกว่า คือมี จิ ตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งสองนั้น แล้วก็ควบคุมสิ่งทั้งสอง นั้นให้อยู่ใต้อำนาจ เท่าที่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับมันเท่านั้น. นี่แหละคือ ความหมาย ของคำว่า "ไม่เอาอะไร" ซึ่งคู่กับคำว่า "ไม่เป็นอะไร" ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น. ถ้าจะให้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับผู้เฒ่าเหล่านั้น ก็ตั้งปัญหาไปใน ทำนองว่า มันน่าสนุกไหม ในการที่จะเป็นคน หรือเป็นสัตว์; เป็นผู้หญิง น่าสนุกไหม เป็นผู้ชายน่าสนุกไหม เป็นผัวน่าสนุกไหม เป็นเมียน่าสนุกไหม เป็นแม่เขาน่าสนุกไหม เป็นลูกเขาน่าสนุกไหม ผู้เฒ่าเหล่านั้นจะสั่นศีรษะกันไป ทุกคนทีเดียว เพราะได้มี Spiritual Experience ในสิ่งเหล่านั้น มาอย่างโชกโชน ซึมซาบเต็มที่แล้ว; ไม่เหมือนกับเด็ก ๆ หรือคนหนุ่มคนสาว ที่ยังไม่ประสี ประสาต่อความเป็นเช่นนั้น หรือความหมายของสิ่งเหล่านั้น แต่อาจจะมีเด็กหรือ คนหนุ่มสาวบางคน ซึ่งถ้าได้รับคำอธิบายแล้ว ก็เข้าใจได้เหมือนกัน, นั่นแหละคือผู้ที่ จะเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีได้ ดังที่ถือกันว่ามีอยู่ไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ แห่งพุทธศาสนา. ถ้าคิดเพียงสองสามคู่เท่านี้ยังไม่พอ ก็คิดมากออกไปได้อีกหลาย ๆ คู่ เช่นเป็นคนเลี้ยงดูเขากับให้เขาเลี้ยงดู ทั้งคู่นี้น่าสนุกไหม ; เป็นนายสนุกไหม
น.1333 ป็นบ่าวสนุกไหม, เป็นผู้ชนะเขาสนุกไหม เป็นผู้แพ้เขาสนุกไหม, เป็นผู้ทำเขา สนุกไหม เป็นผู้ถูกเขาทำ สนุกไหม. ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ก็เช่นว่าเป็น คนฉลาดสนุกไหม เป็นคนโง่สนุกไหม ซึ่งมันหมายความว่า แม้จะเป็นคนฉลาด อย่างไร ภาระของความเป็นคนฉลาดก็เพิ่มหนักขึ้นตามส่วน ดังนั้นสู้ไม่ยึดมั่น ในการที่จะเป็นอะไรหมดไม่ได้ คือไม่คิดจะเป็นอะไรเสียเลยนั่นเอง ปล่อยให้จิต ว่างจากความยึดถือจากการเป็นนั่นเป็นนี้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ให้ชีวิตถูก ควบคุมอยู่ด้วยสติปัญญาอย่างนี้ แล้วดำเนินกิจประโยชน์ต่าง ๆ ไปด้วยอำนาจ ของสติปัญญานั้น ผู้เฒ่าเหล่านั้นก็จะมีความสุขสดชื่น กลับกลายเป็นว่า มีความ หนุ่มความสาวขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง ; เป็น ความหนุ่มสาวนิรันดร ที่ไม่กลับแก่เฒ่า แม้ว่าร่างกายจะเน่าเข้าโลงไป. นี่แหละคือ ศิลปะแห่งชีวิต หรือ ตัวชีวิตที่เป็นอันเดียวกับศิลปะ และเป็น อันเดียวกับ หัวใจของพุทธศาสนา; ทำให้เราเห็นได้ว่า พุทธศาสนาก็คือ ยอดของศิลปะ และอาจเป็นอันเดียวกับชีวิตได้ นั่นแหละคือภาวะอันแท้จริง ของ นิพพาน ชนิดที่ผู้เฒ่าไม่รู้หนังสือ งก ๆ เงิ่น ๆ ก็เข้าถึงได้ ในเมื่อดำเนิน ตนไปอย่างถูกทางดังที่กล่าวแล้ว. ยังมี อุบายที่ง่ายไปกว่านั้นอีก คือว่า เมื่อสติปัญญามองเห็นว่าไม่มีอะไร ที่น่าเอา - น่าเป็น ที่ไหน ดังนี้แล้ว จิตย่อมน้อมไปสู่ความไม่เอาอะไร ไม่เป็น อะไรโดยอัตโนมัติในตัวมันเอง เพราะมันไม่มีอะไรน่าเอา น่าเป็นที่ไหนจริง ๆ นี้เรียกว่า จิตน้อมไม่สู่ความดับไม่เหลืออยู่เป็นปรกติ แม้ว่าจะยังดับเดี๋ยวนี้ไม่ได้ มันก็ยังจะน้อมไปได้อยู่นั่นเอง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่น่าเอา - น่าเป็นนั่นแหละ มันกดดัน มันผลักไส ให้จิตถอยกลับ หรือกระดอนกลับหรือสลัดคืน แล้วไหล เอียงไปในทางดับไม่เหลือ หรือนิพพาน. เมื่อเป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ก็เป็นอัน
น.1334 ว่า จิตใจนั้นพร้อมที่จะตกลงสู่ความดับไม่เหลือ หรือนิพพานอยู่อย่างเต็มที่แล้ว. เมื่อมี อารมณ์ใดมาสะกิดเหมาะ ๆ ก็เกิดปัญญาถึงที่สุด ก็ตกลงสู่ความดับไม่เหลือ หรือ นิพพานได้ในวันใดวันหนึ่ง ก่อนแต่ที่ร่างกายจะแตกดับ. ทีนี้ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น คือ มีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งถึงขณะที่ร่างกายจะ แตกดับ โอกาสที่ดีเลิศก็มีอยู่ในวินาทีสุดท้าย คือในวินาทีที่จิตจะดับ ก็ให้ถือ เอาอุบายชนิดที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" กล่าวคือเมื่อร่างกายจะแตกดับ โดยแน่นอนแล้ว "ตัวกู - ของกู" ก็พลอยกระโจนตามไป ด้วยความแน่ใจว่าไม่มี อะไรเหลืออยู่ที่ไหน ที่น่าเอา - น่าเป็นแต่ประการใดเลย. ความรู้ในเรื่อง ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็นที่ได้ศึกษา และปฏิบัติอยู่อย่างซึมซาบแตกฉานนั้น อาจจะมาช่วยได้ทันท่วงทีในวินาทีนั้น. ด้วยอุบายอย่างนี้นี่แหละเรียกว่า การดับ ขันธ์ได้ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง และ ลุถึงนิพพานได้ด้วยอุบายที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" ซึ่งถ้าได้รับการปรับปรุงจนเข้าใจกันดีแล้ว ท่านผู้เฒ่า ทุกคนจะทำได้ แม้จะเป็นคนแก่งก ๆ เงิ่น ๆ ไม่รู้หนังสือเลยก็มีทางที่จะได้รับสิ่งที่ดี ที่สุดในพระพุทธศาสนา และทันแก่เวลา ได้ด้วยอุบายอย่างนี้. แม้ว่ากรณีการดับขันธ์จะเป็นไปโดย Accident หรืออุบัติเหตุ เช่นอุบัติเหตุในท้องถนน เช่นถูกรถยนต์ทับ เป็นต้น เวลาจะมีเหลืออยู่สักวินาที หนึ่งหรือครึ่งวินาทีก็ตาม ก่อนแต่จะหมดความรู้สึกจริง ๆ ก็ให้ผู้เฒ่าเหล่านั้นระลึก ถึงความรู้ในเรื่องความดับไม่เหลือนี้ขึ้นมาให้ได้ และสามารถน้อมจิตไปสู่ความดับ ไม่เหลือ แล้วปล่อยให้นามรูปดับไป ก็เป็น การบรรลุนิพพานได้ แม้ในที่เกิด อุบัติเหตุในท้องถนนนั่นเอง ! ดังนั้นจงเตรียมพร้อม ที่จะดับไม่เหลืออยู่เป็น ประจำ ฝึกฝนให้คล่องแคล่วชำนาญมีความแน่ใจถึงที่สุด เพื่อตกกระไดแล้ว
น.1335 พลอยโจน ให้ถูกวิธีที่สุด อย่าไปนึกถึงหมอ ถึงผู้ช่วยเหลือ หรือถึงทรัพย์สมบัติ ลูกหลานหรือสิ่งต่าง ๆ ในขณะนั้น; จงถือเอาแต่เพียงอย่างเดียว คือความดับ ไม่เหลือเท่านั้นเอง. นี้เรียกว่า วิธีปฏิบัติอย่างลัดสั้นที่สุด ง่ายดายที่สุด และ ใ ช้ได้แก่ ทุกคนที่สุด ซึ่งทุกคนควรจะสนใจ ตั้งไว้เป็นพื้นฐานและมาตรฐานที่ทุกคนต้อง เข้าถึง. ส่วนการที่บางคนสามารถทำอะไรได้ดีหรือมากไปกว่านี้นั้น ให้ถือว่าเป็น สิ่งเหลือเฟือ หรืออย่างดีที่สุดก็เป็น เครื่องประดับให้ความหลุดพ้นของผู้นั้น ดูงดงามขึ้นกว่าธรรมดา ; แต่ทุกคนอย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่าเครื่องประดับนั้น มองดูให้ดีแล้วไม่ใช่สิ่งจำเป็น; และ ถ้ามองให้ดีขึ้นไปอีก ก็อาจจะกลายเป็น สิ่งที่ทำให้รกรุงรังเกินความจำเป็นไปก็ได้; ดังนั้นจึงควรถือเอาตามที่ได้กำหนดไว้ เป็นมาตรฐานอย่างไร ก็พอแล้ว.
น.1336 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๗. สักแต่ว่า!! ในโอกาสอันเป็นวาระสุดท้าย แห่งการบรรยายนี้ จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติในขณะที่เผชิญกับอารมณ์; เพื่อ ความดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” . การปฏิบัติเพื่อความดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” ในขณะที่เผชิญกับอารมณ์ มีรูปกระทบตาเป็นต้น นั้น โดยใจความสำคัญอาศัย หลักพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระพาหิยะ- ทารุจิริยะที่ว่า “ดูก่อนพาหิยะ ! เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว สักแต่ ว่าเห็น, ได้ฟังเสียงแล้วสักแต่ว่าฟัง, ได้กลิ่นแล้วก็สักแต่ ว่าได้กลิ่น, ลิ้มรสแล้ว ก็สักแต่ว่าได้ลิ้ม, ได้รับสัมผัสทางผิวกายแล้วก็สักแต่ว่า สัมผัส, ดังนี้แล้ว; เมื่อนั้น “เธอ” จักไม่มี . เมื่อใด “เธอ” ไม่มี; เมื่อนั้น เธอก็ไม่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในโลกอื่น และไม่ปรากฏในระหว่างแห่ง โลกทั้งสอง , นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ” ดังนี้. (อุ.ขุ. ๒๕/๘๓/๔๘)
น.1337 หรับ การปฏิบัติที่สูงขึ้นไป หรือที่จะสำเร็จประโยชน์โดยแท้จริง นั้น ยังจะต้องมีอุบายที่แยบคายไปกว่านั้น กล่าวคือ มีการปฏิบัติชนิดที่ทำให้ เห็น สุขเวทนา ทั้งหลายเป็นสิ่งที่เป็น มายา หลอกลวงอยู่เป็นประจำ; ทั้งนี้เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ย่อมมีความหมายแก่สัตว์ทั้งหลาย อยู่ตรงที่จะให้เกิดสุขเวทนา เท่านั้น. สำหรับ ทุกขเวทนา นั้น เป็นผลอีกอันหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนาที่ไม่ได้อย่างใจนึก: ถ้าความยึดมั่นถือมั่นในสุข- เวทนาไม่มีแล้ว ทางที่จะเกิดไปยึดมั่นถือมั่นในทุกขเวทนาก็ย่อมไม่มี; ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงมักกล่าวถึงกันแต่สุขเวทนา ซึ่งที่แท้ก็ มีทุกขเวทนาแฝงอยู่ด้วยใน ส่วนลึกของความหมายตามทางปรมัตถธรรมของคำ ๆ นี้. เมื่อสุขเวทนาเป็นสิ่งที่ไม่มี ความหมายไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำหรับทุกขเวทนาก็พลอยไม่มี ความหมายไปด้วย จึงไม่ยั่วให้เกิดความยึดถืออารมณ์ในทางตาเป็นต้น ในเมื่อ ได้เห็นภาพที่สวยงาม อันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสตัณหาทางตา; ดังนั้นจึงมีใจความ สำคัญอยู่ในข้อที่ว่า ต้องมีความรู้ในการที่จะตัดมูลรากอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือต่ออารมณ์นั้นๆ เสียก่อน. ข้อนี้ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า " คุณ" หรือ “ความหมาย” ของอารมณ์นั้น ๆ นั่นเอง. เช่น ความสวย ความงาม ความหอม หรืออะไรก็ตาม ซึ่งสัตว์เข้าไป หลงติดในอารมณ์นั้น ๆ หรือในวัตถุนั้นๆ ก็เพราะ “ความหมาย” อันนี้. ถ้ามี การทำลาย "คุณ” หรือ “ความหมาย” อันนี้เสียได้ด้วยปัญญา สิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ด้วย "คุณ" เหล่านี้ ก็กลายเป็นหมันไป ในการที่จะทำให้เกิดความ ยึดมั่นถือมั่น. ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่า การเห็นรูปเป็นต้น ของบุคคลที่มีปัญญาถึง ขนาดที่ทำลาย "ความหมาย" หรือ "คุณ" ของรูปต่าง ๆ ที่ได้เห็นนั้นเสียได้ นั่นแหละ คือ การเห็นที่สักแต่ว่าเห็น. ส่วนการได้ยินที่สักแต่ว่าได้ยิน การได้กลิ่นที่สักแต่
น.1338 ว่าได้ดม เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เขา ไม่เป็นทาสของสุขเวทนา แต่เป็นผู้ที่ทำลาย "คุณ" หรือ "ความหมาย" เสียได้ ทั้งของสุขเวทนา และทั้งสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสุขเวทนา ; การกระทบกับอารมณ์ ของบุคคลนั้น จึงเป็นสักแต่ว่า ผัสสะ คือการกระทบ ไม่เกิดเป็นเวทนาขึ้นมา ; หรือแม้แต่เกิดเป็นเวทนาขึ้นมาแล้ว ก็กลายเป็นแต่ สักว่าผัสสะต่อเวทนานั้น ไม่มีการถือเอา "ความหมาย" หรือ "คุณ" ของเวทนานั้น; เวทนานั้น จึงสักว่า เวทนา แล้วก็ดับไป ไม่อาจจะปรุงเป็นตัณหาอุปาทาน จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติ และเป็นทุกข์ขึ้นมาได้. ใจความสำคัญที่สุดจึงมีอยู่ว่า การปฏิบัตินั้นๆ มิได้เป็นการตรงรี่เข้าไป จัดการกับอารมณ์ที่ได้เห็น แต่กลับเป็นการจัดการย้อนเข้าไปในภายใน มีการ จัดการทำในภายใน โดยทางสติปัญญา ที่จะทำลายตัวการหรือต้นเหตุที่จะ ทำให้ออกไปรับอารมณ์ด้วยความยึดมั่นถือมั่นต่างหาก ; คือให้ผัสสะเป็นเพียง สักว่าผัสสะหรือถ้ากล่าวเป็นไทย ๆ ก็ว่า ให้การกระทบทางตาเป็นต้น เป็นเพียงสัก ว่าการกระทบ แล้วก็หยุดกันเพียงเท่านั้น. ตัวผู้กระทบ หรือผู้เป็นเจ้าของแห่ง การกระทบก็ตาม หามีไม่ ; มีแต่กระทบของตากับรูป และจักขุวิญญาณเท่านั้น ซึ่งก็รวมอยู่กับคำว่าตา เพราะฉะนั้น จึงเหลือแต่ตากับรูปกระทบกันเท่านั้น ไม่มี "ตัวกู" ผู้เป็นเจ้าของแห่งการกระทบหรือผู้กระทบก็ตาม. เมื่อความรู้สึกว่า ‘ตัวกู” ไม่มี ก็คือไม่มีตัณหาอุปาทานในอารมณ์นั้น ๆ หรืออารมณ์ไหน ๆ: นี้เรียกว่าไม่มี "ตัวกู” อยู่ในโลกนี้หรืออยู่ในโลกไหน กลายเป็นว่างจาก "ตัวกู" ซึ่งมีความหมายเป็นนิพพานอยู่เป็นปรกติ เพราะอำนาจที่ไม่ก่อเป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายสมุทรวารขึ้นมาได้นั่นเอง นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณากันอย่าง- ละเอียดต่อไปอีกสักเล็กน้อย. ใจความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทที่ ไม่อาจจะก่อขึ้นเป็นทุกข สมุทัย ในที่นี้นั้น โดยตัวหนังสือก็ตรงที่ว่า "เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าได้เห็น ได้กลิ่นก็สัก
น.1339 แต่ว่าได้กลิ่น" ดังนี้เป็นต้น แล้วมันจะมีเรื่องยืดยาวเป็นสายตลอดปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทย์วารได้อย่างไรกัน. สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างรวบรัดเช่นผู้เฒ่าที่ปฏิบัติตามหลัก ไม่เอา-ไม่เป็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ย่อมไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัย; แต่ สำหรับผู้ปฏิบัติที่ประสงค์จะศึกษาเป็นเครื่องเรืองปัญญานั้น ย่อมมีทางที่จะศึกษาได้ และเท่าที่จำเป็น กล่าวคือในขณะที่มี การเห็นสักแต่ว่าเห็น นั้น มันเป็นเพียงแต่ กระทบกันของสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ตามธรรมชาติล้วน ๆ คือของรูปวัตถุภายนอก และของดวงตาที่ประกอบอยู่ด้วยจักษุประสาทเท่านั้นเอง : เป็นเรื่องของธรรมชาติ ล้วน ๆ ที่ไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดครอง หรือเข้าไปสิงอยู่แต่ประการใดในส่วนไหน มันจึงเป็นเพียง ธรรมชาติล้วน ๆ กระทบกัน ไม่มีผลเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ดังกล่าวแล้ว. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือมีการดับลง นับตั้งแต่ เวทนาลงมาถึงตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์ทั้งหลาย, ย่อมมีอยู่อย่างเห็น ได้ชัด. ส่วนปฏิจจสมุปบาทส่วนที่ย้อนหลังขึ้นไป คือจากเวทนาไปยังผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา นั้น มันดับไปหรือไม่มีอยู่หรือ ไม่เกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างไรนั้น ต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง จึงจะมองเห็นว่า มันเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ขึ้นไปกระทั่งถึงอวิชชาทีเดียว หรือตั้งแต่ อวิชชาลงมาตามลำดับจนตลอดสายทีเดียว; และอันนี้เอง เป็นความหมาย ที่เข้าใจยากที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" แต่ ความจริงนั้นมีอยู่ง่ายๆ และนิดเดียว คือข้อที่ว่า ถ้าเมื่อผัสสะคือการกระทบ เป็นเพียงเพื่อการกระทบ แล้ว อายตนะคือตาและรูปเป็นต้น ที่เป็นที่ตั้งแห่งการกระทบนั้น มันจะมีค่าหรือมี ความหมายอะไร คือมันมีค่าเท่ากับไม่มีนั่นเอง เช่นเดียวกับที่ผัสสะไม่มีค่าในกรณี เช่นนี้: นั่นแหละคือความดับไปของอายตนะ หรือการไม่มีอยู่ของอายตนะ มีตา กับรูปเป็นต้น. อายตนะเป็นหมันเท่ากับที่ผัสสะเป็นหมัน จึงเรียกว่ามันดับอยู่ เมื่ออายตนะมีลักษณะเป็นหมันเช่นนี้ นามและรูป หรือนามรูปอันเป็นที่ตั้งของ
น.1340 อายตนะ ก็เป็นหมัน หรือมีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่เหมือนกัน. เมื่อ นามรูปเป็นหมัน วิญญาณธาตุที่ปรุงแต่งนามรูปนั้น ในขณะนั้นหรือในกรณีนั้น ก็เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มีหรือดับอยู่. เมื่อวิญญาณธาตุเป็นหมัน สังขารที่ปรุง แต่งให้เกิดวิญญาณธาตุนั้นก็พลอยเป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่; เมื่อ สังขารเป็นหมัน อวิชชาซึ่งปรุงแต่งสังขารในกรณีนั้น ก็เป็นหมัน คือมีค่าเท่ากับ ไม่มี หรือดับอยู่. ทั้งหมดนี้ก็เพราะ เหตุนิดเดียวที่มีอยู่ที่ตรงกลาง คือที่ตรงกลาง สายของปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือผัสสะที่เป็นหมันนั่นเอง. เมื่อผัสสะเป็นหมัน ไม่ให้เกิดเวทนาแล้ว ปฏิจจสมุปบาททั้งสายก็เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มีอะไร เกิดขึ้น. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือฝ่ายดับทุกข์ได้มีอยู่อย่าง สมบูรณ์. ยังมีสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษที่สุด คือ ความจริงที่มีอยู่อย่างลึกซึ้ง ในข้อที่ว่า อวิชชามันได้ดับไป หรือไม่อาจจะ ก่อขึ้นในขณะผัสสะ คือขณะที่ตากระทบรูปเป็นต้นนั่นเอง ; เมื่ออวิชาก่อขึ้น ไม่ได้ที่ตรงนี้ ปฏิจจสมุปบาททั้งสายก็ก่อขึ้นไม่ได้ ตรงที่อวิชชาก็ไม่ ปรุงสังขาร กล่าวคืออำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้วิญญาณธาตุเกิดกลาย เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ของมันไม่ได้ นั่นก็คือ การปรุงนามรูปชนิดที่ใช้การไม่ได้นั่นเอง. เมื่อนามรูปไม่ถูกปรับปรุงในลักษณะเช่นนั้น ก็เป็นนามรูปที่ไม่ทำหน้าที่ของมัน มีอยู่ก็เหมือนกับไม่มี : เพราะฉะนั้นอายตนะต่าง ๆ ที่เนื่องอยู่ด้วยนามรูปนั้นก็ไม่ อาจจะทำหน้าที่ของมันได้เต็มความหมาย; นี้เรียกว่าดับอยู่. เมื่ออายตนะดับอยู่ คือไม่ทำหน้าที่ของมันเต็มตามความหมาย ด้วยอำนาจของอวิชชาเป็นมูลแล้ว ผัสสะ นั้น ๆ ก็เป็นเพียงผัสสะล้วน ๆ คือเป็นเพียงการกระทบกันของสิ่งที่เป็นเพียง ธรรมชาติล้วน ๆ ไม่เป็นผัสสะที่อำนวยให้เกิดเวทนา และไม่เกิดตัณหา อุปาทาน เป็นลำดับไป; โดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้มองเห็นใจความ
น.1341 คัญ ที่พลิกแพลงและเร้นลับที่สุดตรงข้อที่ว่า ในขณะแห่งผัสสะนั้น มันมี อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นเอง. ผัสสะใดมือวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผัสสะนั้นเป็นที่ตั้งแห่ง ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทรวาร (คือเกิดขึ้นแห่งทุกข์) จนตลอดสายที่เดียว. ในทางตรงกันข้าม ผัสสะใดถูกควบคุมไว้ดี อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ ผัส- สะนั้นก็เป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร (คือดับไปแห่งทุกข์) จน ตลอดสายอย่างเดียวกัน. ผัสสะของคนพาล คนโง่ คนหลง คือผัสสะที่อวิชชา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; ผัสสะของพระอริยเจ้า หรือของคนมีปัญญา ที่เต็มตามความ หมายของการปฏิบัติข้อนี้ เป็นผัสสะที่ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; มันจึง เป็นเพียงสักว่าผัสสะ คือการกระทบ ; ไม่มี "ตัวกู" หรือ "ตัวเธอ" เกิดขึ้น มาได้ : จึงเป็นความดับแห่งทุกข์อยู่ร่ำไป. นี่แหละคือข้อที่ต้องตั้งข้อสังเกต ให้ดี ๆ ให้พบความจริงที่ว่า ความเกิดขึ้นหรือความดับไปก็ตามแห่งอวิชชานั้น จะต้องตั้งต้นเมื่อตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้ดมกลืน หรือลิ้นได้ รู้รส หรือกายได้รับสัมผัสทางผิวกาย อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป จึงจะเป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน และเป็นความรู้ที่อาจใช้ เป็นเครื่องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทที่ เพื่อไปตามตัวหนังสือ หรือตามคารมลมปากที่แย่งกันอธิบาย ซึ่งทั้งหมดนั้นใช้ให้ เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ สักนิดเดียวก็ไม่ได้. สรุปความว่า เมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ เช่น รูปกระทบตา เป็นต้น ต้องมีสติสัมปชัญญะนำเอาความรู้เรื่องสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น เข้ามาช่วยให้ทันท่วงที เมื่อสติสัมปชัญญะเกิดแล้ว อวิชชาก็จัก ไม่เกิดขึ้นปรุงแต่ง อันจะทำให้เกิดอำนาจชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า สังขารที่ปรุงแต่ง วิญญาณธาตุ ให้ปรุงแต่งนามรูป อันจะเป็นที่ตั้งของอายตนะ ซึ่งมีประสิทธิภาพ
น.1342 ทำให้เกิดผัสสะชนิดที่ปรุงให้เกิดเวทนา ชนิดที่ปรุงให้เกิด ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ในที่สุด. ความรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นตัววิชชา ที่เป็นตัวทำลายล้างอวิชชาอยู่เสมอไป. ดังนั้น เมื่อมี การกระทบทางตาเป็นต้น ก็ให้มีวิชชาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเท่านั้น ผัสสะนั้นก็จะเป็น เพียงสักว่าผัสสะ และทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น. นี้เรียกว่า การปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติเมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ มีรูป กระทบทางตาเป็นต้น ซึ่งเป็นคู่กันกับการปฏิบัติอีกสายหนึ่ง ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่ เป็นประจำ โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้ว, เมื่อมีการปฏิบัติที่เป็นไปได้ทั้ง ๒ แนว หรือ ๒ สาย ดังนี้แล้ว "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้น; และตรง กันข้าม มีแต่จะซูบผอมตายไป เพราะอดอาหาร ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ และขาดสูญสิ้นเชื้อไปในที่สุด : เป็นการดับตัณหา อุปาทาน ได้สิ้นเชิง หมดทุกข์โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. เท่าที่มีการบรรยายมาตลอดเวลา ๓๗ ครั้งนี้ เป็นการชี้ให้เห็น ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู"; เห็นมูลเหตุแห่งการเกิด ขึ้นของมัน; เห็นสิ่งตรงกันข้ามคือ ความเงียบหรือความว่างจากความมี "ตัวกู-ของกู" และเห็นวิธีปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ในฐานะที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล เพราะว่าความทุกข์ทั้งปวง ของสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภูมิไหน สูงต่ำอย่างไร ล้วนแต่มีความทุกข์ เพราะสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้ทั้งนั้น. "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละ เป็นตัวทุกข์ ดังที่ตรัสว่า "โดยสรุปสั้นที่สุดแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์." อวิชชาเป็นมูลเหตุให้เกิด "ตัวกู-ของกู" และ นั่นแหละเป็นมูลเหตุของทุกข์โดยตรง ซึ่งเป็นต้นเงื่อนอันแรกที่สุด. ดับ "ตัวกู" เพราะดับอวิชชาเสียได้นั่นแหละคือดับทุกข์สิ้นเชิง. การมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง
น.1343 ทุกลมหายใจเข้า-ออก ทั้งในขณะปรกติไม่มีอารมณ์รบกวน และทั้งใน ขณะที่เผชิญหน้ากันกับอารมณ์ นั่นแหละคือการเป็นอยู่ชอบ หรือ ตัวพรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนา ที่จะดับอวิชชาอันเป็นบ่อเกิดแห่ง "ตัวกู-ของกู" เสียได้ อันจะทำให้มนุษย์ชาติประสบสันติสุขอันถาวรทั้งภายนอกและภายใน ทั้ง ส่วนสังคมและส่วนปัจเจกชน. ตลอดเวลาที่มนุษย์เราไม่เข้าถึงความจริงข้อนี้ โลกนี้จะยังคงมีวิกฤติ- การณ์ถาวรระส่ำระสายวุ่นวายไม่มีหยุด อย่างที่ไม่มีใครจะช่วยได้ เพราะเป็นการ กระทำที่ฝืนนหลักความจริงของธรรมะ หรือของธรรมชาติ หรือกล่าวอย่างปุคคลา- ธิษฐานก็ว่า ฝืนพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า นั่นเอง. มันเป็นการต่อสู้กันกับธรรมะ หรือธรรมชาติ หรือกับพระเป็นเจ้าก็ตาม ชนิดที่มนุษย์ไม่มีทางที่จะเอาชนะ ได้เลย. ฉะนั้น จึงอย่าได้ประมาท จงได้พิจารณาดูมันใหม่ ให้มีสัมมาทิฏฐิ หรือความเข้าใจอย่างถูกต้องจริง ๆ แล้วมาตั้งต้นกันใหม่ด้วยการเดินไปตามทางที่ ถูกต้อง ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ตลอดถึงความเชื่อและความคิดเห็น; ก็จะได้ประสบสิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้รับ โดยไม่ต้อง สงสัยเลย. พุทธศาสนามีความมุ่งหมายเพียงเท่านี้ ; เดิมมี ใจความสำคัญของ พุทธศาสนาจึงมีอยู่เพียงเท่านี้. ผู้หวังที่จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนาอย่างแท้จริงและหวัง จะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ จงพยายามศึกษาและพินิจพิจารณา ด้วยการกระทำที่สุขุมและรอบคอบเถิด จะได้รับประโยชน์ครบถ้วนจากพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาโดยไม่ต้องสงสัยเลย.
น.1344 จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า เขาเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. เขาเป็นเพื่อน เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยกันกะเรา. เขาก็ตกอยู่ใต้ อำนาจกิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง. เขาก็มี ราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา. เขาย่อมพลั้งเผลอ บางคราว เหมือนเรา. เขาก็ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา, ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา. เขาก็โง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่. เขาก็ ตามใจ ตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ. เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง. เขาก็ มักจะกอบโกย และ เอาเปรียบ เมื่อมีโอกาสเหมือนเรา. เขามีสิทธิ ที่จะบ้า ดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา. เขาเป็น คนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่างๆ เหมือนเรา. เขาไม่มี หน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา. เขาเป็น เพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา. เขาก็ ทำอะไร ด้วย ความคิดชั่วแล่น และ ผลุนผลัน เหมือนเรา. เขามีหน้าที่ รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา. เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเลือก (แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะใช้ สมบัติสาธารณะ เท่ากันกับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ จากเรา. เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น. เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเรา, สำหรับจะอยู่ในโลก. ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการ ขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ โมกขพลาราม ๒๒ พฤษภาคม ๓๑
Buddhadasa