น.1274 ตัวกู - ของกู ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๐. การดับ “ตัวกู-ของกู” ในรูปของ “อุปกิเลส ๑๖” กิเลสหมู่หนึ่งที่ควรยกมากล่าวในที่นี้ก็คือ อุป- กิเลส ๑๖ ประการ. กิเลสเหล่านี้เรียกว่า อุปกิเลส เพราะ เป็นอาการของกิเลสส่วนใหญ่ ที่แสดงรูปออกมาให้เห็นใน ลักษณะที่เป็นกันมาก หรือเป็นบ่อยที่สุด ในหมู่สัตว์ที่ตั้ง อยู่ในกามวจรภูมิ ทำสัตว์ประเภทนี้ให้เศร้าหมองไป. คำว่า อุป ในที่นี้มีความหมายว่า รองลงมาคือไม่ได้เป็นกิเลสเต็มที่ ก็จริง แต่ก็มีมูลมาจากกิเลสที่เป็นประธาน คือ โลภะ โทสะ โมหะ. การละกิเลสเหล่านี้ โดยเนื้อแท้ก็คือ การละ โลภะ โทสะ โมหะ หากแต่ว่าเราจำแนกให้มากออกไป และให้ตรงตามลักษณะที่มักเกิด หรือมักแสดงอาการออกมาเป็นประจำวันจริง ๆ เท่านั้น; ดังนั้นจึงเป็นเหมือนการชี้ ให้เห็นว่ากิเลสที่เป็นประธาน ๓ ชื่อ คือ โลภะ โทสะ โมหะ นั้น มันจะลุกขึ้น มาแสดงบทบาทอะไรได้กี่อย่างเป็นประจำนั่นเอง, ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็น ได้ว่า กิเลสเหล่านี้ทุกชื่อล้วนแต่เป็นอาการของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกู-ของกู” ด้วย กันทั้งหมดอีกเช่นเดียวกัน, ถ้าทำความว่างจาก “ตัวกู-ของกู” ในระดับหนึ่ง
น.1275 อยู่ได้เป็นปรกติเท่านั้น สัตว์ในภูมิกามาวจร แม้ที่เป็นฆราวาสแท้ ๆ ก็ไม่อาจจะ เศร้าหมองได้. กิเลส ๑๖ อย่าง นั้น มีชื่อดังต่อไปนี้ :- ๑. อภิชฌาวิสมโลภะ เป็นกิเลสประเภทโลภะ ที่เกิดขึ้นในขณะ ประสบอารมณ์ ย่อมทำจิตให้ผิดปรกติ เพราะความรู้สึกใคร่จะได้ มีการสอดส่อง พิจารณา เพื่อให้เห็นแง่แห่งประโยชน์หรือลู่ทางที่ควรจะได้ จนเกิดความอยากได้ ขึ้นมาจนได้; เป็นกิเลสที่เป็นไปทั้งในความอยากได้และในการสะสม ไม่ว่าจะเป็น ไปในทางบริโภคใช้สอยที่จำเป็น หรือเป็นไปในทางกามารมณ์ หรือแม้แต่ เพื่อประดับเกียรติ ประดับความต้องการของตนเป็นต้นก็ดี "อภิชฌา" แปลว่า เพ่งเฉพาะ หมายถึงเฉพาะสิ่งที่ปรากฏขึ้น หรือปรากฏอยู่ในขณะนั้น, แต่ในที่นี้ หมายถึงความอยาก ที่เป็นเหตุให้เข้าไปเพ่งต่อสิ่งนั้น ๆ. "วิสม" แปลว่าไม่เสมอ; หมายถึงความผิดปรกติ หรือสูญเสียความสงบหรือความว่าง. โลภะ แปลว่า โลภ คือมุ่งจะได้: รวมกันเป็น "อภิชฌาวิสมโลภะ" มีความหมายว่าโลภจนสูญเสีย ความปรกติแห่งจิตใจ และสติปัญญา เพราะอำนาจของความอยากจะได้ และมี ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ โลกโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ นั่นเอง. ถ้าเป็นเพียง ความต้องการหรือความประสงค์ที่สมบูรณ์อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ หรือความอยู่ใน อำนาจของเหตุผลก็ตาม หาได้จัดเป็นกิเลสชื่อนี้ไม่ ฉะนั้น ทำให้เห็นได้ว่ามัน มีมูลมาจาก "ตัวกู-ของกู" โดยตรง และพลุ่งออกมาโดยปราศจากการควบคุม เมื่อสกัดกั้นไว้ไม่ได้ ก็กลายเป็นความโลภจัดยิ่งขึ้นทุกที หรือกลายเป็นนิสัยสันดาน ซึ่งเป็นความโลภที่เป็นประธานโดยสมบูรณ์. ผู้ปฏิบัติแม้ที่เป็นฆราวาสก็อาศัย หลักเกณฑ์อันเดียวกันกับบรรพชิต คือการมีสติสัมปชัญญะชนิดล่วงหน้า ได้แก่ ชนิดที่ทำให้มองเห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หรือปราศจาก ตัวตนที่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ; และมีสติสัมปชัญญะในขณะนั้นโดยเฉพาะ คือเมื่อกระทบเข้ากับอารมณ์แล้ว ทำให้ระลึกได้ถึงความที่สิ่งทั้งปวง ไม่ควรไปยึดมั่น.
น.1276 ถือมั่นได้ และ มีสติสัมปชัญญะในภายหลัง คือเมื่อได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ก็ต้อง ไม่ให้ผิดพลาดเลยไปอย่างไม่รู้สึกตัวเสียเลย จนกระทั่งกี่เรื่องกี่รายก็ไม่รู้สึกตัวว่า ตนได้ทำผิดพลาด.(รายระเอียดพิศดารเกี่ยวกับเรื่องนี้มีอยู่ในคำบรรยายเรื่อง สุญญตา ปี ๒๕๐๓) ตามความเป็นจริงนั้น ถ้ามีสัมปชัญญะชนิดล่วงหน้าคือ หยุดอภิชฌาวิสมโลภะเสียได้ ก่อนแต่ที่มันจะเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์นั้น เป็น หลักปฏิบัติทั่วไปหรือทั้งหมด หรือเป็นหลักสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาทำนอง เดียวกับที่คนทั้งโลกถือหลักว่า "กันดีกว่าแก้" ต่อเมื่อกันไว้ไม่ทันจึงจะมาถึงปัญญา ที่จะต้องแก้ ดังนั้น สติที่เป็นไปในสุญญตา คือ การเฝ้าระวังจิตให้ว่างจาก การพลุ่งขึ้นมาแห่ง "ตัวกู-ของกู" ที่เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เข้าไปเพ่งเล็ง เพราะความอยากได้ในสิ่งใด ๆ อย่างสูญเสียสติสัมปชัญญะนั่นแหละ เป็นสิ่งที่ต้อง ประสงค์ในที่นี้ สัตว์ที่ติดบ่วงหรือเบ็ด ก็เพราะไป เพ่งเล็งที่เหยื่อ หรือสิ่ง อื่นนอกจากบ่วง หรือเบ็ดมากเกินไป นั่นเอง. ความเพ่งเล็งนั้นทำให้สูญเสีย สติสัมปชัญญะ และเป็นใจความสำคัญของอุปกิเลสชื่อนี้. ๒. โทสะ และ ๓. โกธะ และ ๔. อุปนาหะ ทั้ง ๓ ชื่อนี้เป็น กิเลสประเภทโทสะด้วยกันทั้งนั้น ที่เรียกโทสะ ก็เพาะมุ่งไปในทางประทุษ- ร้ายทำอันตรายผู้อื่น; ที่เรียกโกธะ มุ่งในทางแผดเผาตัวเอง : ที่เรียกอุปนาหะ มุ่งไปในทางพยาบาท หรือความเกลียดชังที่ไม่รู้จักลืม ซึ่งเป็นไปทั้งในทาง ประทุษร้ายผู้อื่นและแผดเผาตัวเองด้วยกันทั้งนั้น. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า กิเลส ประเภทโทสะ มีความหมายไปในทางปฏิเสธ หรือผลักออก หรืออยากทำลาย: ตรงกันข้ามจากกิเลสประเภทโลภะ ซึ่งมีลักษณะดึงเข้ามาและทะนุถนอม ฉะนั้น กิริยาอาการที่แสดงออกจึงแตกต่างกัน ถึงกับเป็นเครื่องช่วยให้กำหนดได้ชัดเจนว่า เป็นกิเลสประเภทไหน. แต่แม้จะตรงกันข้ามอย่างไรก็ยังเป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้ เศร้าหมองได้เท่ากัน. กิเลสประเภทราคะหรือโลภะ แสดงอาการที่เร่าร้อนที่ลึก
น.1277 ไม่เหมือนประเภทโทสะ ซึ่งรุนแรงและเปิดเผย. อย่างแรกเปรียบเหมือนกับ อันตรายที่เกิดจากน้ำ; ส่วนประเภทหลังนี้เหมือนกับอันตรายที่เกิดจากไฟ; แต่ ก็ต้องถือว่าเป็นอันตรายด้วยกันทั้งนั้น โดยหลักทั่วๆ ไป หรือในขั้นต้น ๆ ก็ สอนให้ปฏิบัติในทางเมตตากรุณา; แต่ตามที่เป็นจริงนั้น การปฏิบัติเช่นนั้นยัง ไม่เพียงพอและไม่ทันท่วงที ไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรได้ อย่างดีที่สุดก็เป็นเพียง การกระทำอย่างเป็นการป้องกันชนิดที่ทำเผื่อไว้เท่านั้น การปฏิบัติที่แท้จริง ก็อยู่ที่ สติสัมปชัญญะอีกนั่นเอง เพราะว่ากิเลสเหล่านี้พลุ่งขึ้นมาจาก "ตัวกู-ของกู" เพราะสูญเสียสติสัมปชัญญะเช่นเดียวกับกรณีของอภิชฌาวิสมโลภะ. ดังนั้น การมี สติสัมปชัญญะในการรับอารมณ์ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ หรือแม้แก่การที่ จะปล่อยให้จิตของตนหวนระลึกไปถึงบุคคลหรือสิ่งของในอดีตก็ตาม ทำตนให้รู้สึก ตัวอยู่เสมอ ไม่ให้ "ตัวกู-ของกู" พลุ่งออกมาตามความปรารถนาของมันเท่านั้น จึงจะห้ามกันหรือหยุดกิเลสประเภทโทสะเสียได้. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำลังเดือด พล่านอยู่ในใจนั้น จะไปแก้มันด้วยการเจริญเมตตาก็ดูจะเป็นการเล่นละครตลกชนิด หนึ่งมากกว่า ทางที่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติ ก็คือ เรียกเอาสติสัมปชัญญะที่ สูญเสียไปนั้นกลับมา โดยอาการที่ ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ต่อการที่ตน เป็นพุทธบริษัท หรือเป็นสุภาพบุรุษ แล้วมามีอาการอย่างนี้; หรือ ให้รู้สึก ถึงความเสียหาย นานาชนิด ที่จะเกิดขึ้นโดยทางอื่นอีกมากมาย เพราะอำนาจ โทสะนี้ เช่น โดยทางภายนอก จะต้องเสียทรัพย์ เสียชื่อเสียงเป็นต้น และไม่เฉพาะ แก่ตนเอง จะเกิดขึ้นแก่บุคคลข้างเคียงในครอบครัวด้วย; ส่วนความเสียหายใน ภายในนั้น หมายถึงการสูญเสียธรรมะ ทั้งที่เป็นจริยธรรม และสัจจธรรม ตลอด ถึงสันติสุขที่จะพึงได้รับทางจิตใจ จนกระทั่งว่าความโกรธนั้น เป็นการทอนอายุ ให้สั้น แสลงแก่โรคภัยที่ตนกำลังมีอยู่ หรืออาจจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต โดย กระทันหันก็ได้. สติสัมปชัญญะเหล่านี้ทำให้เกิดความสลดสังเวช ที่มีกำลังมากพอ
น.1278 ที่จะหยุดกิเลสประเภทนี้ได้ ถ้าหากว่าได้มีการฝึกฝน หรือตระเตรียมการคิดนึก และการพิจารณาในทำนองนั้นอยู่เป็นประจำ ส่วนการเจริญ เมตตากรุณา นั้น ทำไปในฐานะที่เป็นการแก้ไขทางพื้นฐานที่ดีเท่านั้น. เมื่อได้ประกอบกันเข้าทั้ง ๒ อย่าง ก็จะเป็นเครื่องชำระชะล้างอุปกิเลสเหล่านี้ได้เต็มที่ สมตามความประสงค์ กิเลสประเภทอุปกิเลส ที่ ๕ ถึง ที่ ๑๖ ส่วนที่ยังเหลือต่อไป เป็นกิเลสที่ส่วนใหญ่มีมูลมาจากโมหะ หรือเป็น การแสดงออกของโมหะในรูป ต่าง ๆ กัน คือ :- ๕. มักชะ ความรู้สึกที่ทำให้มองข้ามความที่สัตว์ในโลกมีบุญคุณต่อกัน หรือมีประโยชน์ต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนไม่ต้องอาศัยผู้อื่น หรือไม่เป็นหนี้ ผู้อื่น จึงไม่รู้จักรักและขอบคุณใคร แม้กระทั่งบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ; เป็น จิตใจที่หยาบหรือกระด้างไปทางหนึ่ง ซึ่งเป็นอันตราย และไม่น่าปรารถนาอย่างยิ่ง. เพราะ ถ้าเราเพียงแต่รู้สึกว่า บุคคลอื่นหรือสัตว์อื่น ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ หรือมีคุณแก่เรา หรือแก่กันและกันด้วยแล้ว จิตใจก็จะสุภาพสมกับที่เป็น จิตใจของมนุษย์. แต่ "ตัวกู-ของกู ประเภทโมหะ มันทะนงตัวหรือยกตัวเอง มากเกินไป จึงทำให้มองไม่เห็น แม้สิ่งที่มีอยู่จริง ๆ และก็ไม่ลึกลับอะไรมากมาย นัก. การลดความทะนงเช่นนั้นลงมาเสียด้วยสติสัมปชัญญะ และมีปัญญาพิจารณา ให้เห็นความที่มนุษย์เราเป็นหนี้บุญคุณ แม้แก่สัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น นก และแมลง เป็นต้น แล้วยอมรับนับถือคุณหรือค่าของมันได้ นี้เป็นเครื่องมือแก้ไขกิเลส ชื่อนี้ได้ดีขึ้นมาตามลำดับ. ๖. ปลาสะ หมายถึงกิเลสที่เป็นเหตุให้ตีตนเสมอกับผู้ที่สูงกว่า คือยก ตนเองขึ้นเกินกว่าฐานะของความจริงเสมอไป ; ทำหน้าที่คู่กันกับมักขะ ซึ่งมี การกดผู้อื่น : เป็นอาการของ "ตัวกู" อย่างยิ่ง อย่างที่เห็นได้ชัด. ข้อนี้
น.1279 เป็นเหตุให้ไม่เชื่อฟัง หรือไม่เคารพความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นต้น ซึ่งเป็นอาการ ที่เห็นได้ทั่ว ๆ ไป ในหมู่ชนที่การศึกษาไม่เพียงพอ. แม้ตนจะเป็นคนโง่เง่า อย่างไร ก็จะต้องแสดงอะไรออกไปในลักษณะที่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าฉลาด และ ไม่ยอมรับการแนะนำตักเตือนที่ดี เ พราะถือว่าไม่มีใครตั้งอยู่ในฐานะที่สูงกว่า หรือควรว่ากล่าวสั่งสอนตน ; ผลเสียเกิดขึ้นแก่คนหนุ่มหรือยุวชนเป็นอันมาก เพราะเหตุนี้ กิเลสชื่อนี้เป็นสิ่งที่คนธรรมดาเข้าใจได้ยาก จะละมันได้ก็ต้องอาศัย สติสัมปชัญญะขั้นประณีตและลึกซึ้ง ที่มีมูลมาจากปัญญาที่เพียงพอเท่านั้น ซึ่งเรา อาจจะกล่าวได้ว่า นอกจากระบบคำสอน ที่เป็นไปเพื่อทำลายอหังการ มมังการแล้ว จะไม่มีคำสอนระบบไหนเป็นคู่ปรับกับมันได้ , และพึงทราบว่ากิเลสประเภทนี้ ซึ่งมีอยู่หลายชื่อจะละได้เด็ดขาดก็ด้วยอำนาจของอรหัตตมรรคเท่านั้น. สำหรับคน ทั่วไปนั้นจะทำได้เพียงแต่ควบคุมหรือกลบเกลื่อนไว้. ๗. อิสสา ความริษยา เป็นกิเลสซึ่งใคร ๆ ย่อมรู้จักดี เกิดง่าย แก่ทุกคน และมากที่สุดอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ข้อนี้มีมูลมาจากการที่ "ตัวกู" ไม่อยากให้ใครดีเท่าหรือดีกว่า จึงมีความคิดที่จะบั่นทอน หรือทำลายล่วงหน้า ป้องกันเอาไว้ มีผลทำให้มีความรู้สึกไม่เป็นสุข และคิดทำลายคู่แข่งขันโดยทางจิต ใจอยู่เสมอ ทั้งที่รู้สึกว่าเป็นผลร้ายทำลายตัวเองอย่างยิ่ง ก็ยังไม่อาจจะละมันได้ ฉะนั้น จึงไม่อาจจะละมันได้ด้วยเจริญเมตตา กรุณ า และ มุทิตา ซึ่งทำไป อย่างดื้อ ๆ และเป็นการหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าอีกตามเคย. ที่ถูกจะต้องตั้งต้น ขึ้นมาจาก ส ติสัมปชัญญะชนิดที่ทำให้ระลึกได้ว่า สัตว์ทั้งหลายจะต้องเป็นไปตาม กรรมดังนี้เป็นต้น และระลึกได้ว่า เราไปมุ่งร้ายทำลายเขานั้น เป็นการทำลายตัว เราเองก่อนเสมอไป เราจะต้องวินาศในทางจิตใจก่อนเขาเสมอ ; และอีกทาง หนึ่งว่า สิ่งที่เราจะต้องทำนั้นคือหน้าที่ของเรา แล้วไม่ต้องไปเอาใจใส่ในเรื่องของ คนอื่น. ถ้าเราไปเอาใจใส่ในเรื่องของคนอื่น ในลักษณะที่เป็นการริษยานั้น เราจะ
น.1280 ไม่มีจิตใจดีพอที่จะปฏิหน้าที่ของเราเอง และการทำเช่นนั้นนับว่าเป็น สิ่งที่น่า ละอายมาก. ความเชื่อในเรื่องกรรม นั้น นับว่าเป็นมูลฐานสำคัญของพุทธ- บริษัทเราในการที่จะกำจัดความริษยาเสีย. ถัดมาก็ถึง ปัญญา หรือความอยู่ใน อำนาจของเหตุผล ; และถัดมาก็คือ ความรู้จักละอายในการกระทำที่เป็นความ โง่หลง ทำลายประโยชน์ของตนเอง และสูญเสียความเป็นพุทธบริษัท ; นี้นับว่า เป็นหลักใหญ่หรือเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในการที่จะกำจัดอุปกิเลสชื่อนี้. ส่วน เมตตา กรุณา ทั่วไป และ มุทิตา คือความยินดีในความดีของผู้อื่นนั้นจะตาม มาเองได้โดยง่าย และตั้งอยู่ในฐานะเป็นเหมือน ยอด หรือมงกุฎที่ช่วยให้เกิด ความงามแก่จิตใจ ในฐานะที่เป็นเครื่องประดับที่ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น. เมื่อมีครบ ก็ นับว่าสมบูรณ์ในการละกิเลสในชื่อนี้. ๘. มัจฉริยะ ความตระหนี่ ข้อนี้มีมูลมาจาก ความเห็นแก่ "ของคู่" มากเกินไป นั่นเอง แต่ก็เนื่องมาจากความเห็นแก่ "ตัวกู" เพราะอยากจะมีอะไร มากกว่าเขาหรือดีกว่าเขาอีกนั่นเอง. ความหมายของความตระหนี่เพ่งเล็งไปถึงการ ลืมตัว ในการมีหรือการสะสม เพื่อให้มีมากสมความอยาก หรือความยึดมั่นของ "ตัวกู" เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งความคิดที่คิดจะกีดกันผู้อื่นไม่ให้มีมากเท่าตนหรือ เหนือตน แต่ไม่เลยไปจนถึงกับคิดทำลายผู้อื่น ดังนั้น การกีดกันนั้นจึงเป็นเพียง การเฉย หรือแกล้งทำเฉยต่อการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์ของผู้อื่น ; เพียงเท่านี้ ก็นับว่าเป็นกิเลสชื่อนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว. อาการดังที่กล่าวนี้ก็เป็นเพียงอาการตาม ธรรมดาอันหนึ่ง ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" อีกนั่นเอง คือเห็นแก่ตนเอง มาก ถึงขนาดที่แม้จะเหลือกินเหลือใช้อย่างไรแล้ว ก็ยังจะสงวนเอาไว้เป็นของกู ต่อไปอย่างแน่นแฟ้น ไม่ยอมบริจาคเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ; ไม่ใช่เพราะความ โลก แต่เพราะความโง่ หรือความหลง จนไม่รู้ว่า ถ้าทำอย่างโน้นเสียยัง จะดีกว่า ; พอเกิดรู้ว่าให้ผู้อื่นเสียเป็นการดีกว่า หรือเป็นการได้ที่ดีกว่า ตนก็
น.1281 จะให้หรือบริจาคทันที, ฉะนั้น การชำระชะล้าง มัจฉริยะ จึงต้องอาศัยสติปัญญา อีกอย่างเดียวกัน ; ที่จะผืนทำเป็นผู้ไม่โลภ หรือทำทาน เพื่อเกิดในสวรรค์เป็น ต้นนั้น ไม่อาจจะแก้ไขมัจฉริยะได้ เพราะคงหลงสวรรค์ หรือคุณความดีอย่างอื่น ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่นั่นเอง. แต่ถึงอย่างไรก็ดี การฝืนบริจาคอยู่เสมอ ๆ นั้น ก็เป็นเครื่องช่วยได้ตามส่วน เพราะมันเป็นการฝืนความรู้สึกแห่ง "ตัวกู-ของกู" อยู่มากเหมือนกัน. ๙. มายา แปลตามตัวว่า มารยา โดยใจความ หมายถึงอาการที่ การกระทำทางกายและวาจา ไม่เท่าหรือไม่ตรงกัน กับความรู้สึกทางจิต เพราะอาศัย กิเลสที่มีชื่ออย่างนี้เป็นต้นเหตุ เมื่อความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู" ได้สูญเสียความ ปรกติ หรือความอยู่ในอำนาจแห่งเหตุผล ไม่มีกำลังพอที่จะมั่นคงในความสัตย์ ความจริง หรือแม้ที่สุดแต่ในการที่จะควบคุมตัวเองให้อยู่ในร่องในรอย อาการที่ "ไม่ตรง" แสดงออกมาในรูปต่าง ๆ กัน ทางกาย และวาจา ในภายนอก เพื่อแสดง แก่ผู้อื่น ; และ เป็นไปในภายใน คือมี ความคิดหลอกลวงตัวเองอยู่โดยที่ ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น เช่นอาการที่ตน มีความคิด ชนิดที่เป็นการแก้ตัวให้ แก่ตน ในการที่ตนบกพร่องหรือเหลวไหลต่อหน้าที่ของตน ได้อย่างเรื่อยเปื่อย หรือสนุกสนานไปทีเดียว. แต่เมื่อกล่าวโดยส่วนใหญ่แล้ว ย่อมมุ่งหมายถึงการ แสดงออกต่อผู้อื่น จึงจะเรียกว่าเป็นมายาที่สมบูรณ์ ดังนั้นมายาที่เป็นภายในใจ ล้วน ๆ จะต้องมีการสมมติว่า มีบุคคล ๒ คน อยู่ภายในใจ เป็นฝ่ายดำ และฝ่าย ขาว เล่นตลกแก่กันอยู่ก็แล้วกัน. กิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดมายานั้น อาจจะมีมูลมา จากโลภะ หรือโทสะ บ้างก็ได้ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับ โมหะ คือความโง่ เพราะโง่ จึงได้มีมายา. แม้ว่าอาการของมายาที่แสดงออกมา จะเป็นอาการของความเฉลียว ฉลาด แต่ก็เป็น ความเฉลียวฉลาดที่ถูกความเข้าใจผิดอมหรือกลืนเขาไว้ ทั้งหมดทั้งสิ้น ดั งนั้นจึงถือว่ามีมูลมาจากความโง่ความหลงเป็นประการสำคัญ.
น.1282 ส่วนที่เป็น เรื่องทางสังคมนั้น ย่อมหมายถึงกลอุบายต่าง ๆ ที่ใช้ไปในทางแย่งชิงเอา ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตัวทุกชนิด แม้ที่สุดแต่ กลอุบายที่เป็นไปด้วยการใช้ อิทธิปาฏิหาริย์ก็เรียกว่า มายา ด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นการแสดงออกครั้งสุดท้าย ของกิเลสชื่อนี้ ซึ่งมีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ฉะนั้น ในการแก้ไขกิเลสชื่อมายานี้ จึงไม่มีการเพ่งเล็งถึงสติสัมปชัญญะโดยเฉพาะหรือเป็นส่วนใหญ่ แต่เพ่งเล็งถึง ปัญญากับสัจจะเป็นส่วนใหญ่ : ต้องมี ความพินิจถูกต้องในเรื่องความจริงอย่าง ทั่วถึงเสียก่อนแล้วจึงยึดถือสัจจะหรือความจริงเป็นหลัก อย่างที่เขากล่าวกันว่า "สัจจะ เป็นนโยบายที่ดีเลิศ" นั่นเอง ส่วนสติสัมปชัญญะนั้น คงทำหน้าที่แต่เพียง ช่วยให้ระลึกได้ทันท่วงทีในเบื้องต้น ว่าอะไรเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง. ระเบียบ ปฏิบัติที่เรียกกันว่า การตั้งสัจจะ คือทำสิ่งหนึ่งอย่างคงเส้นคงวา เป็นประจำวันนั้น เป็นวิธีการแก้ไขที่ช่วยแวดล้อมเข้าไปจากภายนอกได้มากเหมือนกัน : ถ้าทำได้จน เคยชินเป็นนิสัย ก็จะช่วยให้ปัญญาอยู่ในร่องในรอยได้ง่าย ในการที่จะเปลี่ยนนิสัย หรือแก้กิเลสชื่อนี้ และเป็น การประหยัดแรงของสติสัมปชัญญะได้เป็นอย่างดี ด้วย. สิ่งที่ควรสังเกตมีอยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น เป็นสิ่งที่แปลก ประหลาดจนถึงกับทำการคดโกงตัวเองก็ได้ทั้งที่มีความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง เพราะได้ ถือเอาความคดโกงนั้น เป็นอารมณ์สนุกอย่างหนึ่งไปโดยไม่เกี่ยวกับโลภะเลย เพราะ มันเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นพิเศษแก่ "ตัวกู" ดังนั้นจึง ต้องแก้ไขมัน เยียวยามันด้วยหยูกยา ที่มีไว้เฉพาะและโดยวิธีเฉพาะ ซึ่งนับว่า เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากอย่างยิ่ง; และดูเหมือนว่าสัญชาตญาณ ก็ได้ส่งเสริมอาการ ดังกล่าวนี้อยู่มาก เช่นเด็ก ๆ ที่ไม่เดียงสา ถ้าได้ร้องไห้เสียให้มากก็สบายใจ หรือ บรรเทาความตึงเครียดในใจได้ จนกลายเป็นอยากร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลอะไรมาก ไปกว่านั้น. ดังนั้น เราจึงต้องไม่ทำเล่นกับกิเลสประเภทที่มีอะไรซับซ้อนเช่นนี้ ซึ่งโดยที่แท้ก็คือ "ตัวกู-ของกู" เกิดเล่นตลกอย่างซับซ้อน ขึ้นมานั่นเอง.
น.1283 การบำรุงพระศาสนานั้น จะบำรุงให้ถูกตัวศาสนา จริง ๆ แล้ว ก็คือตัวเอง รีบปฏิบัติธรรมะ ให้ถูก ให้ตรงเสียโดยเร็ว นั้น คือการ บำรุง พระ ศาสนา ที่ถูกต้อง และรวดเร็ว จากเรื่อง การบำรุงพระศาสนา
Buddhadasa