น.1292 บัดนี้เรามาถึงปัญหาข้อสุดท้าย คือ วิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับความดับไม่เหลือแห่ง “ตัวกู-ของกู”. วิธีปฏิบัติ เกี่ยวกับความดับไม่เหลือแห่ง “ตัวกู-ของกู” นั้น ได้แก่สิ่ง ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า มรรค ซึ่งแปลว่า ทาง หรือเรียกอีก อย่างหนึ่งก็ว่า พรหมจรรย์ หรือแม้แต่เรียกว่า ศาสนา ก็เรียก; เพราะ ตัวแท้ของศาสนานั้นมีส่วนสำคัญอยู่ที่ตัวการปฏิบัติ. แต่ที่เก่าแก่ที่สุด เรียกกันว่า “ธรรม” ซึ่งในที่นี้หมายถึง การปฏิบัติโดยเฉพาะ อีกอย่างเดียวกัน. คำว่าศาสนา และคำว่า ธรรม นั้น มีความหมายกว้าง คือครอบคลุม เรื่องทั้งหมด ซึ่งได้แก่การศึกษาเล่าเรียน อันเป็นบุพภาคของการปฏิบัติ และการ บรรลุมรรคผล ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติเข้าไว้ด้วย. สำหรับในที่นี้ให้ถือว่า การศึกษาเล่าเรียนหรือปริยัตินั้น เป็นเพียงอุปกรณ์ของการปฏิบัติ และนับรวม เข้าไว้ในสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติ; ส่วนผลของการปฏิบัติหรือปฏิเวธนั้น เป็นสิ่งที่
น.1293 ได้กล่าวแล้วข้างต้นก่อนหน้านี้ คือ ความดับไปแห่ง "ตัวกู" นั่นเอง; และควร จะถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นเองอย่างหลีกไม่พ้น ในเมื่อมีการปฏิบัติที่แท้จริง. ดังนั้นการกล่าวว่า การปฏิบัติเป็นตัวแท้ของศาสนา หรือของพรหมจรรย์ หรือ ของธรรมะ นั้น ย่อมเป็นการเพียงพอ; และเรียกในที่นี้ว่า "ทาง" ในฐานะ ที่เป็นแนวทางการปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัตินั่นเอง. ดังนั้นการกล่าวแต่เพียงสั้น ๆ ว่าทางก็ดี ธรรมะก็ดี ย่อมเพ่งเล็งถึงสิ่ง ๆ นี้เป็นส่วนสำคัญ. ธรรมะนั่นแหละเป็นตัว ทาง หรือ สิ่งที่เป็นทางได้แท้จริงนั่นเองคือ ธรรม. ข้อนี้ทำให้กล่าวได้สืบไปว่า เห็นธรรมะก็คือเห็นทาง หรือ เห็นทางก็คือเห็นธรรมะ; หรือว่าการเดินไปตามทาง นั่นแหละ คือการเดินไปตามธรรมะ และ การลุถึงจุดหมายปลายทาง ก็คือ การลุ ถึงขั้นสูงสุดของธรรมะ ซึ่งจะเรียกว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ หรือ พระนิพพาน หรืออะไรอื่นอีกหลายอย่าง แล้วแต่จะเรียก ซึ่งในที่นี้เราเรียกกันว่า ความดับไม่เหลือแห่ง "ตัวกู-ของกู" ก็พอแล้ว. ดังนั้นวิธีปฏิบัติเพื่อความดับ ไม่เหลือแห่ง "ตัวกู" จึงได้แก่สิ่งที่เรียกว่า ทาง ดังที่กล่าวแล้ว และเมื่อเรียกอย่าง เต็มคำก็เรียกว่า อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์แปด ที่จัดเป็นอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ นั่นเอง. อย่างไรก็ดี สิ่งที่เรียกว่า "ทาง" นี้ นอกจากจะชี้ไปในลักษณะ ที่เป็นหนทางอันประกอบไปด้วยองค์แปดแล้ว ยังอาจจะชี้ให้เห็นในรูปอื่น หรือใน ลักษณะอื่นได้อีกมากมายหลายอย่าง โดยที่ใจความสำคัญนั้น เป็นอย่างเดียวกัน หรือเท่ากัน. การที่มีการชี้ไว้ต่าง ๆ กันหลายลักษณะนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปตาม กรณีแวดล้อม เพื่อให้เกิดความเหมาะสมแก่ผู้ฟัง เป็นเรื่อง ๆ ราย ๆ ไป แล้ว แต่ผู้ชี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นว่าควรจะชี้ไปใน ลักษณะอย่างไร แก่ใคร อย่างย่อหรืออย่างพิศดารเพียงใด โดยตรงหรือโดยอ้อม อย่างไร ดังนี้เป็นต้น. ดังจะได้ยกตัวอย่างมาให้เห็นสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่องอริยสัจจ์.
น.1294 เรื่องอริยสัจจ์ที่เป็นขนาดย่อมหรือเป็นขนาดธรรมดา นั้น พระองค์ ทรงจำแนกความทุกข์เป็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น; เหตุให้เกิดทุกข์ทรง จำแนกเป็นตัณหา ๓ ประการ; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ทรงชี้ไปยังความดับ ไม่เหลือแห่งตัณหา; วิธีปฏิบัติเพื่อความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ ทรงจำแนกเป็น อริยมรรคมีองค์แปด. ส่วน อริยสัจจ์ขนาดใหญ่ หรือที่เรียกได้ว่า เต็มภาคภูมินั้น ได้ตรัสไว้โดยหลักแห่งปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือเรื่องความทุกข์ ทรงยกความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ขึ้นแสดงอย่างเดียวกัน; แต่เหตุให้เกิดทุกข์นั้น ทรงระบุชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ วิญญาณ สังขาร และอวิชชาเป็นที่สุด เป็นลำดับกันมาดังนี้; ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น ทรงระบุไปยังความพ้นจาก ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ซึ่งจะมีได้เพราะการ ดับไปแห่ง ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา ตามลำดับอีกนั่นเอง; และการปฏิบัติก็หมายถึง การปฏิบัติที่เป็นการทำลายอวิชชาเป็นลำดับมา จนกระทั่ง ความทุกข์ดับไปไม่มี เหลือ ซึ่งโดยใจความแล้ว ก็ได้แก่วิถีแห่งอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ในตัวอีกนั่นเอง เพราะว่าการเป็นอยู่อย่างถูกต้องตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปดนั้น ย่อมมีผล ทำให้อวิชชาเกิดไม่ได้ หรือดับไปอยู่ตลอดเวลา. ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า การกล่าวโดยชื่อนั้น อาจจะกล่าวได้ต่าง ๆ กัน คือแล้วแต่จะมองกันในแง่ไหน; ส่วนตัวจริงซึ่งเป็นเจ้าของชื่อนั้น จักต้องเป็นของ สิ่งเดียวกัน. ปัญหาเหลืออยู่แต่ว่า ถ้าเรื่องมันยืดยาวเกินไป ทำอย่างไรจึงจะ ลดให้สั้นเข้ามาให้เหลือแต่ใจความสำคัญ หรือให้เป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด แต่ก็เพียงพอที่จะดับทุกข์ได้โดยตรง หรือให้เหมาะสมแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งไม่สามารถ หรือไม่จำเป็นจะต้องศึกษาเล่าเรียน หรือท่องจำเป็นการใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ สำเร็จประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาเล่าเรียนที่เพ้อไปแต่ อย่างเดียว.
น.1295 มื่อการปฏิบัติตามหลักอริยสัจจ์อย่างย่อ หรืออริยสัจจ์เล็ก เล็งถึงมรรค มีองค์แปดเป็นส่วนสำคัญ: และการปฏิบัติตามหลักแห่งอริยสัจจ์ใหญ่ หรือพิศดาร เล็งถึงการทำให้สิ่งต่าง ๆ ดับลง ตามหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารเป็นส่วน สำคัญดังนี้แล้ว ควรจะได้พิจารณาถึงข้อที่ว่า มีใจความสำคัญอยู่ที่ตรงไหน ที่ตรงเป็นอันเดียวกัน และเป็นใจความที่สั้นที่สุด. สำหรับมรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวต้น และมีสัมมาสมาธิเป็น ที่สุดนั้น พึงมองให้เห็นว่า มรรคนั้นมีองค์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ ข้อนี้ หมายถึง วิชชา ซึ่งตรงกันข้ามจาก อวิชชา อยู่แล้ว; หมายความว่าอย่างน้อย ก็ต้องเริ่มขึ้นด้วยการดับอวิชชาแม้บางส่วน สิ่งต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยอวิชชาก็จะดับ ไปตาม; หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อวิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความถูกต้อง อย่างอื่น ๆ ก็เกิดตามขึ้นมาได้โดยง่าย จนรวมกันครบเป็นแปดองค์ กลายเป็นมรรค หรือเป็นวิชชาที่เต็มที่ขึ้นมาตามลำดับ ก็จะเป็นวิชชาที่มีกำลังสูงยิ่งขึ้น ในการที่ จะทำลายอวิชชาสืบต่อไปได้ในตัวมันเอง ยิ่งขึ้นทุกคราว ที่ได้ทำให้เกิดเพิ่มขึ้น โดยวิธีนี้ ดังนั้นจึง เป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารอยู่ในนั้นอย่างลึกซึ้ง หรือ อย่างมองไม่เห็นตัว และเป็นไปอย่างอัตโนมัติด้วย. นี้กล่าวได้ว่า ในอริยมรรคมี องค์แปดนั้น มีปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารอยู่ในตัวมันเอง. ทีนี้ ถ้าเราจะมองไป ทางปฏิจจสมุปบาท เราจะต้องทราบว่าเรื่องนี้ จะต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหลักวิชาหรือทฤษฎีส่วนหนึ่ง; อีกส่วนหนึ่ง ก็เป็นส่วนการปฏิบัติโดยตรง. ที่เป็นส่วนทฤษฎี นั้น ก็คือการบอกให้ทราบว่า อะไรเกิดขึ้นเพราะอะไร ๆ ตามลำดับ และอะไรดับลงไปเพราะการดับแห่งอะไร ตามลำดับ จนตลอดสายด้วยกันทั้งนั้น : เป็นเพียงการบอกการชี้ให้รู้ความจริงเพียง เท่านี้เท่านั้น. ที่เป็นส่วนของการปฏิบัตินั้น ต้องเล็งถึงการกระทำที่ กระทำลงไป ในลักษณะที่จะไม่ให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วารเกิดขึ้นได้ และในลักษณะที่จะ
น.1296 ให้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารเป็นไปได้ นั่นเอง. ใจความสำคัญอยู่ตรงที่ทำให้ วิชชาเกิด เพื่อดับอวิชชาเสีย แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็จะดับไปตามจนกระทั่งถึงความทุกข์ ดับไป. แต่แม้การกล่าวอย่างนี้ ก็ยังค่อนไปข้างทฤษฎี หรือเป็นเพียงหลักวิชาอยู่ นั่นเอง. ดังนั้น การปฏิบัติที่แท้จริง จึงต้องระบุให้ชัดลงไปว่า จะต้องปฏิบัติ แก่อะไรเมื่อไร และ อย่างไร ซึ่งคำตอบก็จะมีว่า ปฏิบัติ แก่จิต; ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; เมื่อเวลา ที่อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย; และปฏิบัติ อย่างที่ จะทำให้อารมณ์ เหล่านั้น ไม่สามารถปรุงเป็นเวทนาขึ้นมาได้ หรือถ้าปรุงเป็นเวทนาขึ้นมาได้ เสียแล้ว ก็ต้องไม่ให้ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาได้ คือให้หยุดเสียเพียงความรู้สึกที่เป็น เวทนานั่นเอง. เมื่อตัณหาเกิดขึ้นไม่ได้ อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ ทั้งหลายก็เกิดขึ้นไม่ได้ ทีนี้ ใจความสำคัญในการที่จะทำให้เวทนา ไม่ปรุงตัณหา ขึ้นมาได้ นั้น ก็ต้องอาศัยวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้เห็นแจ้งชัดว่าเวทนาทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือเป็นเพียงมายาล้วน ๆ นั่นเอง; สิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นหัวใจของอริยมรรคมีองค์แปด จึงมามีความสำคัญอยู่ที่นี่ ในฐานะที่เป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาทอยู่ที่ตรงนี้ ฉะนั้นจึงได้กล่าวว่า โดยหัวใจ หรือโดยเนื้อแท้นั้น ย่อมเป็นอย่างเดียวกันทั้งปฏิจจสมุปบาท และทั้งอริยมรรค มีองค์แปด จึงจะนับว่าเป็นการปฏิบัติที่แท้จริง ถ้ามิฉะนั้นแล้วก็จะยังคงเป็นเพียง ปริยัติที่เหลือเพื่อและเพ้อ อยู่นั่นเอง ซึ่งจะทำให้เห็นไปว่า ปฏิจจสมุปบาท ก็ปฏิจจสมุปบาท; มรรคมีองค์แปด ก็มรรคมีองค์แปดอยู่ดังนี้เรื่อยไป ไม่มีทาง ที่จะเกิดการปฏิบัติตัวจริงขึ้นมาได้. ข้อปฏิบัติในทางที่กลับกัน ก็มีอยู่ กล่าวคือเราอาจจะลืมปฏิจจสมุป- บาท และมรรคมีองค์แปดกันเสียก่อนก็ได้ คือไม่ต้องไปใส่ใจถึงชื่อเหล่านี้;
น.1297 ริ่มต้นก็เริ่มขึ้นด้วยปัญหาว่า เมื่อมีสิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ การกระทบอารมณ์ ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น เป็นต้น เกิดขึ้นแล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะเป็นความ ปลอดภัยและเป็นผลดีที่สุดแก่เรา; ในที่สุดเรื่องก็จะไปหยุดอยู่ที่การปฏิบัติต่อสิ่งที่ มากระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น ให้ถูกต้องตามวิธีที่กล่าวแล้ว ซึ่งอาจจะสรุปให้ สั้นที่สุดก็คือโดยวิธีที่ไม่ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกว่า "ตัวกู" หรือ "ของกู" ขึ้นมา เท่านั้นเองแล้วเรื่องก็จะจบลงเพียงนั้น คือความทุกข์ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดย ประการทั้งปวง และโดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องจำแนกแจกแจง เป็นเวทนา เป็น ตัณหา เป็นอุปาทาน เป็นภพ เป็นชาติ และเป็นความทุกข์ในที่สุด แต่อย่างใด เลยก็ได้. ทั้งนี้เพราะว่าถ้าไม่เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" แล้ว ก็ไม่มีทางที่ จะเกิดทุกข์ขึ้นได้แต่ประการใด. ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุด ก็มีอยู่ในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู - ของกู" ก็คือสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน ในเครือของปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ดังนั้นเป็นอันกล่าว ได้ว่า การดับไปแห่งความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" มีอยู่ในที่ใด ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวารก็มีอยู่ในที่นั้น; การปฏิบัติที่ทำให้ความรู้สึกว่า "ตัวกู -ของกู" เกิดขึ้นไม่ได้ มีอยู่ในที่ใด การปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวารที่ แท้จริง ก็มีอยู่ในที่นั้น; ดังนั้น การปฏิบัติที่มีหลักแต่เพียงว่าไม่ให้ "ตัวกู - ของกู" เกิดขึ้นเท่านั้น ก็เป็นการปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาทตลอด ทั้งสายอันยาวยืด และเป็นอริยมรรคมีองค์แปดอย่างครบถ้วนรวมอยู่ในนั้น เพราะอำนาจของสัมมาทิฏฐิที่ทำให้ความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู” เกิดขึ้นไม่ได้ นั่นเอง. ในขณะนั้น สัมมาสังกัปโปก็ดี "สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ และสัมมาสมาธิก็ดี ย่อมมีอยู่เอง และ เป็นไปเองอย่างสมบูรณ์ อย่างอัตโนมัติ อยู่ในนั้น ซึ่งใครๆ ก็มองเห็นได้ด้วยตนเอง ด้วยกันทุกคนว่า มันได้มีอยู่อย่างไร. ทั้งนี้เพราะว่า การที่จะเกิด มิจฉาสังกัปโป
น.1298 มิจฉาวาจา ฯลฯ มิจฉาสมาธิ ขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีมูลมาจากความรู้สึกที่เป็น "ตัวกู - ของกู" ขึ้นมาในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเสียก่อนทั้งนั้น คือไปหลงยึดมั่น ถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าแล้ว จึงจะเกิดมิจฉัตตะ คือความเป็นมิจฉาต่าง ๆ ขึ้นมา ได้ทุกชนิด. ดังนั้นจึงกล่าวได้โดยสรุปในที่สุดว่า การปฏิบัติเพียงเท่าที่จะไม่ให้เกิด ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ขึ้นมาได้นี้แหละ คือการปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้น ในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะจำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา; เป็นอริยมรรค มีองค์แปด; เป็นปฏิจจสมุปบาท; หรือเป็นอะไร ๆ ก็ตาม ออกไปได้อย่าง ครบถ้วน. และยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ในความดับไปแห่ง "ตัวกู - ของกู" นั่นเอง ย่อมมีความเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติทั้งหมด รวมอยู่ในนั้นแล้วอย่างครบ ถ้วน; ดังนั้น เราจงมาสนใจกันแต่เพียงประโยคสั้น ๆ ว่า วิธีปฏิบัติในลักษณะที่ จะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า “ตัวกู - ของกู " ขึ้นมาได้ ดังนี้แต่อย่างเดียวเถิด. ถึงแม้เป็นวิธี ที่ลัดสั้นที่สุด แต่ก็เพียงพอ และเหมาะสมที่สุดสำหรับคนทุกคน ไม่ว่า จะมีการศึกษามาก หรือมีการศึกษาน้อยเพียงไร. อย่างไรก็ตาม เท่าที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ ทุกคนจะเห็นได้แล้วว่า การปฏิบัติเพียงเพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั้น เป็นหัวใจของ การปฏิบัติทั้งหมดทั้งสิ้น ส่วนที่มีการจำแนกไว้เป็นหมวดเป็นหมู่อย่างมากมายนั้น เหลือที่จะศึกษาและจดจำ. แต่แล้วการปฏิบัติกี่หมวด ก็หมู่ก็ตาม ทั้งหมดนั้นล้วนแต่ มามีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด โดยความเป็นตนหรือของตน ด้วยกันทั้งนั้น และระบุชัดลงไปตรงที่จะต้องไม่เกิดยึดมั่นถือมั่นในขณะเมื่อมี อารมณ์มากระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น เป็นใจความที่ตรงกันทุกหมวดและทุกชื่อ ของหลักธรรมะที่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ หรือความหลุดพ้น หรือนิพพานโดยตรง.
น.1299 ถึงแม้การปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการดับเสียซึ่งความรู้สึกว่า "ตัวกู - ของกู" ก็มีหลัก อย่างเดียวกันนี้ อย่างที่จะผิดแผกแปลกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง เดียวกันแท้ เป็นแต่ย่นย่อให้เหลือแต่ใจความสำคัญ อย่างสั้นที่สุด หรือ ลัดที่สุด และที่เป็นพิเศษอย่างยิ่งนั้น ก็เพื่อให้เป็นข้อปฏิบัติ ที่สากลที่สุด แก่คนทุกคนในโลก เท่านั้น. ดังนั้นเราจะได้วินิจฉัยกันโดยแนวนี้สืบไป เท่าที่เห็นว่าจำเป็นจะต้องรู้ ต้องเข้าใจ และจำเป็นแก่การปฏิบัติเท่านั้นเอง ไม่ให้มีส่วนที่เหลือเฟือเข้ามาปะปน อยู่ด้วยเลย เพราะไม่ใช่เวลาที่จะเป็นผู้ทำตนให้แตกฉานในทางปริยัติชนิดที่เป็น ไปเพื่อความเป็นนักปราชญ์ แต่แล้วก็ดับทุกข์ไม่ได้แต่ประการใดเลย ยังแถมกลาย เป็นปริยัติที่กลับเป็นงูพิษขึ้นมาเพราะเหตุนั้น ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น. วิธีปฏิบัติ ที่ลัดสั้นที่สุดดังที่กล่าวนี้ แม้จะลัดสั้นเพียงใด ก็ยังจะ ต้องแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะที่เป็นอยู่ตามปรกติ ยังไม่มีอารมณ์ใด ๆ มา กระทบ นี้อย่างหนึ่ง; อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ระยะที่มีอารมณ์มากระทบทางตา เข้าแล้วเป็นต้น. และ ทั้งสองระยะนี้ย่อมเกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือการปฏิบัติ ในระยะที่ยังไม่มีอารมณ์มากระทบนั้น ก็เป็นการปฏิบัติที่อยู่ในรูปของการเตรียมตัว ที่พร้อมจะเผชิญกับอารมณ์ที่มากระทบนั่นเอง. ครั้นอารมณ์มากระทบเข้าจริง ๆ ก็เป็นการปฏิบัติที่ใช้ความรู้ความชำนาญที่เตรียมไว้แล้วนั้น โดยผ่านทางสติ- สัมปชัญญะ เมื่อเผชิญกับอารมณ์นั้นๆ ดังนั้นหลักเกณฑ์ที่เป็นใจความสำคัญ ของการปฏิบัติทั้ง ๒ ระยะ ก็กลายเป็นของสิ่งเดียวกันอีก คือมีใจความสำคัญรวม อยู่ที่ความรู้โดยประจักษ์ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็น ตัวตนหรือของตน หรือของใครก็ตาม. เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบ ก็สนใจ พิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เห็นแจ้งตามที่เป็นจริง อย่าให้ถูกหลอกลวงโดยสิ่ง ทั้งปวง อย่าให้หลงใหลในมายาของสิ่งทั้งปวง แต่ให้เข้าถึงความจริงซึ่งเป็นศูนย์ กลางของสิ่งทั้งปวง คือความเป็น อนัตตา หรือสุญญตา ของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.
น.1300 ใจความสำคัญมีอยู่นิดเดียว ในข้อที่ว่า ให้เห็นอย่างแท้จริง จนเกิด ความสลดสังเวช ในการที่จะไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงอยู่เป็นประจำ เท่านั้น. นี้เรียกว่าเป็นการบ่มความรู้ หรือปัญญา หรือวิชชา หรือแสงสว่าง หรือสัมมาทิฏฐิ แล้วแต่จะเรียก, อยู่ตลอดเวลา ให้มีลักษณะแคล่วคล่องว่องไว เข้มแข็งเฉียบขาด อย่างเพียงพอจริง ๆ ครั้นถึงคราวที่อารมณ์มากระทบ ทางใดทางหนึ่ง เรื่องก็มีอยู่ แต่เพียงว่า ความรู้หรือแสงสว่างนั้น จะต้องแทรกแซงเข้ามาโดยทันท่วงที ไม่ให้ โอกาสแก่การหลงยึดมั่นถือมั่นอย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์นั้น ๆ. การแทรกแซง เข้ามาทันท่วงทีของความรู้ที่บ่มไว้นั้น เราเรียกว่าสติสัมปชัญญะ. เมื่อสิ่งที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะในลักษณะเช่นนี้เป็นไปได้ ปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เป็นความยากลำบาก. สติสัมปชัญญะนั่นเองเป็นสิ่งสกัดกั้นความ ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้มีทางเกิดขึ้นได้ โดยความหมายที่ควบคู่พร้อมกันไปทั้ง ๒ อย่าง คือ สติระลึกได้ และสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่เสมอ. รวมเป็นสิ่งเดียวกัน คือ ระลึกเอาความรู้ที่แท้จริงขึ้นมาเพื่อพร้อมอยู่เสมอต่ออารมณ์ที่มากระทบ ความสลด สังเวชจึงจะเกิดขึ้นต่อการที่จะเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้น ๆ ความยึดมั่นถือมั่น จึงเกิดขึ้นไม่ได้. ความรู้สึกว่าเป็น "ตัวกู" เป็น "ของกู" ไม่มีทางเกิด เพราะ อำนาจของความรู้สึกนั้น. นี่แหละคืออาการที่ข้อปฏิบัติทั้ง ๒ ระยะ เป็นสิ่งที่เนื่องกันและมีความ หมายอย่างเดียวกัน คือมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น โดยความเป็น "ตัวเรา" หรือ "ของเรา" นั้น ซึ่งจะได้วินิจฉัยกัน สืบไปว่าจักต้องปฏิบัติอย่างไร.
Buddhadasa