น.1302 วันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความ ดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” โดยอาศัยหลักความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น; ต่อจากที่ได้กล่าว ค้างไว้แต่วันก่อน. ผู้ศึกษาจะต้องระลึกไว้เสมอ เป็นการทบทวนว่า โดยหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ดี อริยมรรคมีองค์แปดก็ดี จะต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิหรือความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น; และแม้แต่จะ แจกซอยละเอียดลงไปว่า มีการปฏิบัติอยู่ ๒ ระยะ คือระยะที่อารมณ์ภายนอก ยังไม่มากระทบ และระยะที่อารมณ์ภายนอกมากระทบ; ถึงอย่างนั้นในการปฏิบัติ ก็ยังคงอาศัยหลักความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นเอง. โดยสรุปก็คือ เมื่ออารมณ์ภายนอกยังไม่มากระทบ เราก็ต้องทำการศึกษาว่า อารมณ์ทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น; เมื่ออารมณ์มากระทบก็มีสติสัมปชัญญะเอาความรู้นั้นมาใช้ให้ได้ทัน ท่วงที ทำให้รู้ว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้น คือสิ่งที่ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง.
น.1303 อนนี้ทำให้เห็นได้ส่วนหนึ่งแล้วว่า การปฏิบัติทั้งหมด สรุปรวมลง ในการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเลย. ที่ทำดังนั้นเพื่อประสงค์อะไรเล่า ? ก็ตอบได้ทันทีว่า เพื่อจะดับเสียซึ่งความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง; หรือเมื่อ จะกล่าวกันตามที่กล่าวกันทั่วไปก็คือ เพื่อจะดับตัณหาเสีย หรือเพื่อไม่ให้ตัณหา เกิดขึ้นในเวทนา อันมีมูลมาจากอารมณ์ที่มากระทบนั้น เพื่อไม่ให้เกิดอุปาทาน ต่อไปว่า "ตัวกู-ของกู" นั่นเอง. การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด ก็เพื่อดับ ตัณหาและดับอุปาทาน. แม้จะไม่จำแนกเป็นอริยมรรคมีองค์แปด จะจำแนกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ยังมีความมุ่งหมายดังเดิมอยู่ทุกประการ กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเป็นไปถึงที่สุดแล้ว ก็มุ่งหมายจะดับตัณหา หรือกิเลสอีกนั่นเอง; และทั้งหมดนั้นต้องอาศัยความรู้ที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มาเป็นพื้นฐาน ด้วยกันทั้งนั้น การปฏิบัตินั้น ๆ จึงจะเป็นไปถูกทาง และโดยเร็ว ไม่เป็นศีลที่เขว ไม่เป็นสมาธิที่เขว ไม่เป็นปัญญาที่เขว จนกลายเป็นมิจฉาญาณไป เป็นต้น. เมื่อผู้ศึกษาทราบแล้วว่า การปฏิบัติทุกอย่างเป็นไปเพื่อการดับตัณหา ดังนี้แล้ว ควรจะได้ พิจารณากันเฉพาะการดับตัณหา เพื่อความเข้าใจ ที่ถูกต้อง กันสักเล็กน้อย คือจะต้องพิจารณาจนเห็นว่า การดับตัณหานั้น มีอยู่ ๒ อย่าง คือ ดับจริง กับ ดับไม่จริง หมายถึงดับชนิดที่กลับเกิดอีก และไม่กลับเกิดอีก. ถ้าไม่กลับเกิดอีกก็เป็นการดับจริง ถ้ากลับเกิดอีกก็เป็นการ ดับไม่จริง. สำหรับการดับที่ไม่จริงนั้น. ก็มีอยู่หลายอย่าง : อย่างแรกที่สุดก็คือ ที่มันดับไปเองตามธรรมดา คือว่า เมื่อตัณหาได้ผ่านเหยื่อนั้น ๆ ไปแล้ว มันก็ดับไป ในตัวมันเอง เพื่อไปหาเหยื่ออันใหม่ หรืออารมณ์อันใหม่: ที่สูงขึ้นมาหน่อย ดับเพราะความประจวบเหมาะบังเอิญ เช่น ได้อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด สังเวช เช่น ทรากศพ หรือสิ่งปฏิกูล เป็นต้น เข้ามาแทรกแซง แล้วมัน ดับไปเพราะความประจวบเหมาะ เช่นนั้น นี้ก็อย่างหนึ่ง; ที่สูงขึ้นมาอีกก็คือ
น.1304 ในบางรายหรือบางกรณี การพิจารณาไปตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือตามอำนาจ ของเหตุผล ก็ทำให้ตัณหาในบางกรณีดับไปได้เหมือนกัน แต่หาได้เป็นการดับ ที่แท้จริงไม่ เป็นเพียงการดับชั่วคราว และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีก่อน เท่านั้นเอง. นี่แหละคือข้อที่ว่า ทำไมศึกษาเรื่องอริยสัจจ์กันมาตั้งนมนานแล้ว ก็ยังไม่ดับตัณหาได้ ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า เป็นการดับอย่างชั่วคราว เป็นอย่างมากเท่านั้นเอง. การดับตัณหาที่แท้จริงนั้น เรียกโดยบาลีว่า "อเสสวิราคนิโรธ" หรือ "อเสสวิราคนิโรธ" แปลว่า ดับไม่มีส่วนเหลือด้วยอำนาจของวิราคะ คือการ จางคลาย ได้แก่การจางคลายของตัณหา ซึ่งเกิดสืบต่อมาจาก นิพพิทา ความ เบื่อหน่าย ซึ่งเกิดมาจากความเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวตน" หรือ "ของตน" หรือ ไม่อาจ จะยึดมั่นถือมั่นว่า เป็น "ตัวตน-ของตน" เพราะมันเป็นสิ่งที่ว่างจาก ตัวตนอย่างยิ่งนั่นเอง. การดับตัณหาด้วยอุบาย และด้วยอาการอย่างนี้เท่านั้น จึงเป็นการดับที่แท้จริง นอกไปจากนั้นเป็นการดับเพียงชั่วคราว; หรือถ้ามาก ไปกว่านั้น ก็เป็นการเล่นตลก ได้แก่การที่คนบางคนบริกรรม หรือภาวนาว่า ดับตัณหา ๆ หรือบางคนก็ตั้งใจเอาเฉย ๆ ว่าจะดับตัณหา เช่นแกล้งทำเฉยต่อสิ่ง ทั้งปวงด้วยการบังคับข่มขี่ แต่แล้วก็ไปไม่รอด เพระมีกำลังไม่มากพอที่จะดับ ตัณหาอันมีกำลังมากมายนั้นได้. ที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ การคดโกงหลอกลวง หลอกลวงผู้อื่นด้วยมายา ต่าง ๆ ว่า ตนเป็นผู้ดับตัณหาได้แล้ว แล้วก็แสดงอาการแปลกๆ ออกมา; ที่เป็นการ หลอกลวงตนเองโดยตรงก็มี คือการคิดเอาดื้อ ๆ กล่าวเอาดื้อ ๆ ว่า เราไม่ยินดี ยินร้าย ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย ดังนี้เป็นต้น แต่มีการกระทำชนิดที่เป็นไปตามอำนาจ ของตัณหา เป็นการหลอกลวงตัวเองพร้อมกันไปในตัว ซึ่งล้วนแต่เป็น การดับ
น.1305 ตัณหาที่คดโกง ที่โง่เขลา ที่ไม่แท้จริงถาวร ทั้งนั้น. ดังนั้นจึงเหลืออยู่แต่เพียง ประการเดียวเท่านั้น คือการดับชนิดที่เรียกว่า อเสสวิราคนิโรธ อันมีมูลมาจาก ความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น อย่างแท้จริงเท่านั้น. สำหรับความรู้ หรือ ความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นก็เหมือนกัน ต้องพึงเข้าใจว่า มันมีอยู่หลายระดับ และมีอยู่ระดับ เดียวเท่านั้น ที่จะให้เกิดนิพพิทา อันเป็นบันไดขั้นต้นให้เกิดวิราคะได้. ผู้ศึกษาควรจะมองให้เห็นตามที่เป็นจริงทั่ว ๆ ไปเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า เกี่ยวกับสิ่ง ที่เรียกว่าความรู้ หรือการรู้นี้ อย่างน้อยมีอยู่ ๓ ชั้น คือ รู้ตามที่ได้ยินได้ฟัง นี้เรียกว่า ความรู้; รู้เพราะไปคิดค้นเอาตามอำนาจของเหตุผล นี้เรียกว่า ความเข้าใจ; ส่วนความรู้ที่เกิดมาหลังจากนั้น คือหลังจากผ่านสิ่งนั้น ๆ ไปแล้ว ด้วยการปฏิบัติอย่างครบถ้วน มีความรู้สึกซึมซาบในทุกสิ่งทุกอย่างทุกขั้น ทุกตอน กระทั่งถึงผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้น ๆ อย่างนี้เรียกว่า ความรู้ แจ้งแทงตลอด. ลองเรียงลำดับกันดูใหม่อีกทีว่า ความรู้ ความเข้าใจ และความรู้แจ้ง แทงตลอด ทั้ง ๓ นี้มันแตกต่างตื้นลึกสูงต่ำกว่ากันสักเท่าไร และอันไหนจะมี ผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนลึกของจิตใจ และอันไหนเป็นไปอย่างผิวเผิน มีผลเล็กน้อยแล้วก็สิ้นฤทธิ์สิ้นอำนาจไป ดังนี้เป็นต้น; ในที่สุดก็จะทราบได้เองว่า การที่เราจะมีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั้น จะเป็นความรู้ ชนิดไหนคือเป็นเพียงความรู้ เพราะได้ยินได้ฟัง หรือเป็นเพียงความเข้าใจเพราะ คิดไปตามเหตุผล หรือว่าจะต้องเป็นไปถึงขนาดรู้แจ้งแทงตลอด เพราะได้ซึม- ซาบต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างทั่วถึงด้วยการผ่านไปโดยจิตใจจริง ๆ; แล้วก็จะทราบได้เอง พร้อมกันไปในตัวอีกว่า รู้ถึงขนาดไหน จึงจะเกิดนิพพิทา คือความเบื่อหน่าย และส่งเสริมให้เกิดวิราคะ คือการจางคลายของกิเลส. เมื่อกล่าวตามคัมภีร์แล้ว
น.1306 ไม่ต้องสงสัยเลย ย่อมมุ่งหมายเอาความรู้ชนิดที่เป็นความรู้แจ้งแทงตลอด ที่สามารถ เปลี่ยนความรู้สึกในจิตใจได้นั่นเอง. ฉะนั้นเป็นการกล่าวได้ว่า การดับตัณหาชนิด ที่เป็นอเสสวิราคนิโรธ นั้น ต้องตั้งราาฐานอยู่บนความรู้แจ้งแทงตลอดว่า สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ที่เห็นชัดด้วยปัญญาถึงขนาดเป็นญาณทัสสนะ หรือเป็นอริยมรรคนั่นเอง. ทีนี้ก็มาถึง ความสำคัญของประโยคที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น. ประโยคนี้เป็นภาษาบาลีก็มีว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" ตามตัวพยัญชนะก็แปลว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันไม่ควรเพื่อเข้า ไปยึดมั่นถือมั่น; หรือตามตัวพยัญชนะจริงๆ ก็ว่า ไม่ควรเพื่อจะฝังตัวเข้าไป โดยอาศัยคำว่า อภินิเวส เป็นหลัก ซึ่งแปลว่า เข้าไปอย่างยิ่งอย่างที่เราเรียกกัน ในภาษาไทยธรรมดาว่า ฝังจิต ฝังใจ ฝังเนื้อ ฝังตัว เข้าไป ในสิ่งนั้น ๆ จนหมดสิ้น; นั่นแหละคืออาการที่เรียกว่า ความยึดมั่น คือมีจิตฝังเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น หรือว่ายึดมั่นถือมั่นด้วยการฝังจิตเข้าไป ด้วยความสำคัญมั่นหมายว่า นี้ ตัวเรา นี้ของเรา ซึ่งกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็ได้แก่ความรู้สึกว่า "ตัวกู-ของกู" ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. คำกล่าวประโยคนี้ ควรจะถือว่า เป็น หัวใจของพุทธศาสนา เพราะ มีเรื่องราวกล่าวอยู่ในบาลีว่า เมื่อมีผู้มาทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงประมวลคำสอน ทั้งสิ้นให้เหลือเพียงประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว พระองค์ก็ทรงทำดังนี้ และได้ตรัสประโยคที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย; และทรงยืนยันว่า นี่แหละคือใจความของคำสอนทั้งหมดในบรรดาคำสอนของพระองค์; ทรงยืนยันว่า ถ้าได้ฟังคำนี้ ก็คือได้ฟังทั้งหมด; ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนี้ ก็คือได้ปฏิบัติทั้งหมด; ถ้าได้รับผลจากการปฏิบัติข้อนี้ ก็คือได้รับผลจากการปฏิบัติทั้งหมด ไม่มีอะไร มากไปกว่านี้. ดังนั้นจึงกล่าวว่า เป็นหัวใจของพุทธศาสนา.
น.1307 เราจะมองเห็นตามได้ทันทีว่า การศึกษาเล่าเรียน พระคัมภีร์เรื่องราว ทั้งหมด ก็คือเรียนเรื่องไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด; นอกนั้นเป็นการเรียน ที่เฟ้อ. ทีนี้มาถึง การปฏิบัติ ก็ต้องปฏิบัติเพื่อละความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งทั้งปวง นอกนั้นเป็นการปฏิบัติที่เฟ้อ เพราะความงมงายหรือความคดโกงอย่างใดอย่างหนึ่ง เสมอ; เช่น จะรักษาศีล ก็จะต้องให้มีผลเป็นไปเพื่อบรรเทาความยึดมั่นถือมั่น ที่กำลังมีอยู่อย่างมากมายนั้นเสีย : การฆ่าเขา การลักของของเขา การประพฤติผิด ในกาม เป็นต้นนี้ ล้วนมีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น. ถ้าเจริญสมาธิ ก็เป็น ไปเพื่อหยุดความยึดมั่นถือมั่นเสีย เป็นจิตว่าง จิตสงบ จากความยึดมั่นถือมั่น; ถ้าผิดจากนี้ก็ไม่เป็นสมาธิที่ตรงตามจุดหมายของพุทธศาสนา. ถ้าเป็นการเจริญ ปัญญา หรือวิปัสสนา ก็เป็นการขุดรากเง่าของความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาทำลาย เสีย ไม่ให้กลับงอกงามขึ้นมาอีกต่อไป จึงจะเป็นปัญญาที่ถูกต้องตามหลักของ พุทธศาสนา; ผิดจากนี้ก็เป็น ปัญญาหลอกลวง หรือ ปัญญางมงายเพราะแสงสว่าง เข้าตา หรือ ความโลภเข้าตาอย่างใดอย่างหนึ่ง. ทั้งหมดนี้แหละทำให้กล่าวได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งรวมกันแล้วเรียกสั้น ๆ ว่า การปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เพื่อทำลายความยึดมั่นถือมั่น ; หรือเรียกอย่างกว้าง ๆ ว่า เพื่อไม่ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งใด ๆ. ทีนี้ก็มองไปถึง ผลของการปฏิบัติ ที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพาน นั่นเล่า นั่นแหละคือตัวสภาพที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือมั่น หรือว่าเป็นผลที่ เกิดมาจากการทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้โดยสิ้นเชิงแล้ว หรือว่าเหลืออยู่เพียง เอกเทศก็ตาม แต่ต้องมีความยึดมั่นถือมั่นบางส่วนที่ได้ดับไปแล้ว. ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า บรรดาวิชาความรู้ทั้งหมด. การปฏิบัติ ทั้งหมด และผลของการปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนานั้น สรุปรวมลงในประโยค สั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" และจัดได้ว่า
น.1308 เป็นหัวใจของพุทธศาสนาจริงๆ. ดังนั้นถ้าถูกถามว่าจะดับตัณหา หรืออุปาทาน ด้วยใช้อะไรเป็นเครื่องมือ เราก็ตอบได้อย่างไม่ผิดว่า “ฉันจะดับมันด้วยหัวใจ ของพุทธศาสนา" ดังนี้. เมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเห็นปานน เราควรจะได้ศึกษากันโดยละเอียด ว่า เราจะนำมาใช้ดับตัณหานั้นอย่างไร และเมื่อไร ให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้นไปกว่า ที่แล้วมา จนสามารถปฏิบัติได้จริง ๆ. ในขั้นแรกนี้ จะกล่าวถึง วิธีปฏิบัติ ทั่ว ๆ ไป ที่ใช้ได้แก่คนทุกคน ก่อน ไม่ว่าฆราวาส หรือบรรพชิต ถ้ามีการดับ ตัณหาอุปาทานแล้ว ก็ต้องใช้หลักดังต่อไปนี้ :- ในขณะที่ไม่มีอารมณ์ใด ๆ รบกวนใจ คือไม่มีอารมณ์ใดๆ มา กระทบ ทางตา ทางหู เป็นต้น เราก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาพินิจพิจารณาให้ รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร และทำไมสิ่งทั้งปวง จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปตามลำดับ จนถึงขั้นที่เกิดความรู้สึก สลดสังเวชต่อ ความที่สิ่งทั้งปวงเป็นมายา ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นจริง ๆ; และเกิดความ สลดสังเวชในความโง่ หลงของตัวเอง ที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น; ให้ทำอย่างนี้อยู่เป็น ประจำ ฉลาดทำยิ่งขึ้นทุกที เรียกว่า มีทั้ง ความรู้ ความเข้าใจ และ ความ รู้แจ้งแทงตลอด โดยสมควรแก่กรณี ในความจริงข้อนี้อยู่เสมอ มีความจางคลาย คือจางคลายของโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ด้วย เพราะอำนาจความสลดสังเวชนั้น ๆ กระทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไป จนชินเป็นนิสัย ถึงขนาดที่ว่า มีความวางเฉยต่อสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงได้เองอยู่เป็นส่วนมาก. นี้เรียกว่าเป็นวิธีที่ ๑ เป็นวิธีที่ต้องกระทำ ทุกโอกาส เมื่อไม่มีการรับอารมณ์ทางตา เป็นต้น. ทีนี้ ก็มาถึงวิธีที่ ๒ ได้แก่วิธีที่จะต้องใช้ เมื่อเกิดมีอารมณ์มากระทบ หรือว่าได้รับเอาอารมณ์เข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย นี้พวกหนึ่ง และทางใจ อีกพวกหนึ่ง. เกี่ยวกับอารมณ์นี้ควรจะทราบหลัก
น.1309 ใหญ่ ๆ เสียก่อนว่า คนเราตามปรกตินั้น อยู่ว่างได้น้อยที่สุด เพราะมันว่างได้ ยากนั่นเอง คือไม่มีอะไรมากระทบจากข้างนอกแล้ว ใจมันก็ยังสามารถรับอารมณ์ ข้างในคือนึกคิดเรื่องราวอันหนึ่งอันใด โดยอาศัยสัญญาในอดีตเป็นตัวการสำคัญ คือการย้อนระลึกไปถึงสิ่งต่าง ๆ แต่หนหลัง จนกระทั่งเกิดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นในใจจนได้ นี้เรียกว่ากำลังกระทบ หรือ กำลังได้รับอารมณ์ภายในทางใจ และด้วยใจ. ทีนี้ ทางภายนอกนั้น ยังมีประตูที่จะเปิดรับอารมณ์ส่งเข้าไปให้ใจ อีกถึง ๕ ทาง คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น และผิวกาย. คนเรายากที่ จะอยู่ด้วยอาการที่เรียกว่า ปิดหู ปิดตา ปิดจมูก เพราะฉะนั้นมันจึงได้เห็น ได้ยิน หรือได้กลิ่นอยู่เป็นประจำ และง่ายที่สุด ฉะนั้นอารมณ์จึงมีมากมาย และง่ายต่อ การกระทบอย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนี้พึงถือเป็นหลักว่า ถ้าไม่มีอารมณ์ทางภายนอกมากระทบ ก็มักมี อารมณ์ทางภายในกระทบใจอยู่เป็นประจำ อย่าได้หลง สำคัญผิดไปว่า ถ้าตาไม่ได้ เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่ได้ลิ้มรส และผิวกายไม่ได้รับสัมผัส แล้ว เราจะไม่มีอะไรมารบกวน. แท้ที่จริงอารมณ์ภายในนั้นรบกวนไม่น้อยไป กว่าอารมณ์ภายนอก และแถมจะยุ่งยากหรือลึกซึ้ง ดังนั้นเราจะต้องระวังให้ดี คือรู้จักสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” ให้ถูกตัว คือจับตัวอารมณ์นั้นให้ได้เสมอไป สำหรับจะได้นำมาพิจารณาว่า อารมณ์ก็คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ในคำกล่าวที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง. เราจะได้รู้จักอารมณ์นั้นๆ ได้ ถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่ามันเป็นมายา คือ ยั่วให้ยึดมั่นถือมั่น ทั้ง ๆ ที่มันไม่มี สาระแก่นสารอะไรเลย แต่คนก็หลงยึดมั่นถือมั่นกันอย่างยิ่ง และเกิดเป็นทุกข์ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น. ดังนั้นการปฏิบัติตามวิธีที่ ๒ นี้ ก็คือการดึงเอาความรู้อย่างแท้จริงของ วิธีปฏิบัติที่ ๑ โน้น มาใช้ในขณะที่กระทบอารมณ์ให้ได้ทันท่วงที ด้วยอำนาจของ สติสัมปชัญญะ จนเกิดความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์
น.1310 เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นจริง ๆ; ทันใดนั้นก็เกิดความสลดสังเวชขึ้นมา ต่ออารมณ์นั้น และต่อการที่ตนจะไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ ทั้งเป็นการสลด สังเวชเช่นเดียวกันกับความสลดสังเวช ที่เกิดขึ้นในวิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ จนเกิด นิพพิทา ความเบื่อหน่าย และความจางคลายของกิเลสตามสมควรแก่กรณีอย่าง เดียวกันด้วย. นี่ ทำให้เราเห็นได้ชัดแจ้งทีเดียวว่า อาการที่ปฏิบัติ แม้จะต่างกัน โดยระยะกาล หรือวิธีการบางอย่าง แต่ใจความสำคัญนั้น เป็นอย่างเดียว กันแท้ ทั้ง ๒ วิธี คือ เป็นการกระทำไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้ ให้อยู่ ด้วยความจางคลายของกิเลส หรืออย่างน้อยก็ความทีไม่ถูกกิเลสรบกวน ; ไม่มี "ตัวกู - ของกู" พลุ่งขึ้นมา : มีแต่ถูกปิดกั้น ให้มันอดอาหาร จนกว่ามันจะ ตายไปเอง ดังนี้.
น.1311 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๔. ศีล สมาธิ ปัญญา ในวันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติ ที่ต้องใช้ใน เวลาปรกติ เพื่อความเข้าใจที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป. การปฏิบัติตามปรกติ หมายถึงหลักปฏิบัติทั่วไป ในขณะที่มิได้เผชิญกับอารมณ์ นั้น มีทางที่จะแบ่งออก ได้เป็น ๒ ประเภท คือตามหลักวิชาสำหรับนักศึกษา ผู้คงแก่เรียน ซึ่งนับได้ว่าเป็นการศึกษาและปฏิบัติที่เป็น เทคนิคนี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นวิธีปฏิบัติสำหรับ คนทั่วไปที่ไม่คงแก่เรียน เป็นเทคนิคโดยไม่รู้สึกตัว และ ไม่มากมายถึงกับเรียกได้ว่าไม่ปรากฏอยู่ในรูปเทคนิค ซึ่งจะมีประโยชน์เฉพาะผู้มี การศึกษาน้อย มีกำลังใจต่ำ หรือมีอายุมาก ดังนี้เป็นต้น. แต่ แม้ว่าการปฏิบัติ จะมีวิธีแตกต่างกันอย่างไร ผลที่มุ่งหมายก็เป็นอย่างเดียวกัน คือการระงับไป แห่ง “ตัวกู – ของกู” ด้วยกันทั้งนั้น. ถ้าเปรียบกับที่อาศัย ก็ต้องมองดูกันในข้อที่ ว่าแม้พวกหนึ่งจะสร้างด้วยเหล็กหรือคอนกรีต หรือจะสร้างด้วยทองคำก็ตาม;
น.1312 อีกพวกหนึ่งสร้างด้วยไม้ ด้วยใบไม้ แต่ถ้าเพ่งเล็งถึงเพียงเพื่อประโยชน์ของการ อาศัยอยู่ได้แล้ว ก็อยู่ได้ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่พวกหนึ่งต้องลงทุนมาก เหนื่อยมาก มีความยุ่งยากลำบากมาก ; อีกพวกหนึ่งไม่เป็นอย่างนั้น ประโยชน์ที่มุ่งหมาย แท้จริงก็ยังได้รับเท่ากัน ; ส่วนที่มันแปลกกันอย่างมากมายนั้นเป็นเรื่องอื่น. ใจความสำคัญมันมีอยู่ว่า จะให้พวกหนึ่งไปทำตามวิธีของอีกพวกหนึ่งนั้นเป็นสิ่ง ยากที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นหลักสำคัญจึงไปอยู่ที่ว่า ทุกคนเลือกวิธีที่เหมาะแก่ตน. จะเป็นโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ถ้าทำอย่างผิดฝาผิดตัวแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ : จะให้คนมีสติปัญหาแก่กล้ามาทำตามวิธีของคนโง่หรือสติปัญญาทึบก็ไม่สบอัธยาศัย และทำไม่ลง: หรือจะให้คนมีสติปัญญาทึบไปทำตามวิธีของคนมีสติปัญญาสูงก็ทำไป ไม่ได้ : ด้วยเหตุนี้แหละจึงต้องแยกกัน. สำหรับ ผู้ที่มีองค์ประกอบที่เรียกว่าอินทรีย์พร้อมมูล นั้น ก็มีหลัก การ ที่จะต้องศึกษาและกระทำ ให้พอเหมาะพอดีกันกับอุปนิสัยหรืออินทรีย์ ของตน แต่ยังมี ปัญหาอยู่อีกบางประการ คือว่าแม้จะเป็นผู้มีปัญญาโดยกำเนิด แต่ปัญญานั้นยังไม่ถึงขนาดแก่รอบ ถ้ารอให้เป็นไปถึงขนาดแก่รอบตามธรรมชาติ ก็ยังจะต้องใช้เวลาอีกนาน ดังนั้นจึงได้ ผนวกวิธีที่จะบ่มปัญญาเร็ว ๆ เข้าไปใน วิธีปฏิบัติเพื่อดับกิเลสโดยตรง นั้นด้วย และให้ผสมกลมกลืนเป็นเรื่อง เดียวกันไป โดยไม่ต้องแยกเป็นสองเรื่อง จึงจะเรียกว่าแนวปฏิบัติที่ดีและ นิยมใช้กันอยู่. ดังนั้นสิ่งที่เป็นเทคนิคจึงมีมากขึ้น ผลที่ได้รับก็เป็น การบ่ม กำลังจิต และกำลังปัญญาพร้อมกันไป เมื่อดับกิเลสได้ก็เป็นพระอริยบุคคล ประเภทพิเศษ. มีคุณวิเศษส่วนอื่นประกอบมากออกไปจากการดับกิเลสโดยตรง เพียงอย่างเดียว. สายของการปฏิบัติค่อนข้างจะยืดยาวและรัดกุมตามวิธีของเทคนิค ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ได้แก่วิธีที่เรียกกันว่า การทำกัมมัฏฐานอย่างใด อย่างหนึ่งอย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง กินเวลามาก ใช้ความพากเพียรมาก แต่ก็ได้ ผลดีคุ้มค่ากัน.
น.1313 การปฏิบัติตามแนวนี้ มีการเตรียมตัวในการศึกษาเรื่องนั้นๆ ก่อน แล้วจึงเตรียมสถานที่ เตรียมการเป็นอยู่หรือการกินอยู่เป็นต้น ตลอดถึงการ เตรียมร่างกายให้เหมาะสม แล้วก็ลงมือ ปฏิบัติชนิดที่สมบูรณ์ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเต็มขนาด พร้อมกันไป. โดย หลักใหญ่ๆ ก็ว่า ตลอดเวลานั้นเป็นผู้มีศีล บริสุทธิ์ คือบำเพ็ญศีลอย่างดีเต็มที่; แต่ว่าโดยพฤตินัยนั้น ถ้ากำลังหมกมุ่นอยู่ กับการบำเพ็ญภาวนาแล้ว ศีลย่อมเป็นไปได้เองคือบริสุทธิ์อยู่ได้เองและถือเอา การสำรวมระวังในขณะแห่งภาวนาทุกขั้นทุกตอนนั่นแหละว่าเป็นตัวศีล เพราะว่าเมื่อมี การสำรวมอยู่อย่างนั้น โอกาสแห่งการล่วงศีลย่อมไม่มีเลย ความสำรวมก็มีอยู่อย่าง เต็มที่ ความปรกติก็มีอยู่อย่างเต็มที่ ปัญหาเรื่องศีลจึงหมดไปอย่างที่เรียกว่าไม่ต้อง คำนึงถึงก็ได้. ส่วนเรื่องสมาธินั้นคือ การปรับปรุงจิตให้เหมาะสมแก่ปัญญา มีการฝึกตามแบบวิธีนั้น ๆ เพื่อให้จิตตั้งมั่น มีอารมณ์เดียวบริสุทธิ์ และพร้อมที่จะ ใช้งานอย่างที่เรียกกันว่า Active ถึงที่สุด ซึ่งมีการฝึกจนกระทั่งถึงเป็นฌานในระดับ ต่าง ๆ กัน แล้วจึงใช้จิตที่อบรมดีแล้วถึงขนาดนั้น ทำงานในทางปัญญา. ส่วน การเจริญปัญญานั้นหมายถึงการทำให้รู้อย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดคือ รู้ความจริงของ สังขารทั้งปวง ถึงขนาดที่ทำไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า "ตัวกู -ของกู" ขึ้นมา ได้โดยเด็ดขาด เกิดความสลดสังเวช เกิดความเบื่อหน่ายต่อการยึดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งหลายว่า "ตัวกู-ของกู” มีความจางคลายออกจากกิเลส ด้วยอำนาจแห่งความรู้ และความเบื่อหน่ายนั้น ๆ จนถึงขั้นที่ไม่อาจจะหลงกลับมายึดมั่นถือมั่นได้อีกต่อไป ในกิเลสส่วนนั้น ๆ และเป็นไปยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ จนหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง เพราะ อำนาจของความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นทุกที แก่กล้าและเฉียบขาดยิ่งขึ้นทุกที. การทำให้รู้นั้น เรียกว่าการเจริญปัญญา. ปัญญาชนิดที่ทำลายกิเลสได้จริงนั้น เรียกว่า อริยมรรค. การสิ้นไปแห่งกิเลสนั้น ๆ เรียกว่า มรรค ผล และนิพพาน ในที่สุด.
น.1314 ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ตัวการปฏิบัตินั้นมีอยู่ ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในฐานะที่เป็นประธานหรือเป็นหลัก. ข้อปฏิบัติที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น อีกมากมายนั้น รวมลงได้ในข้อปฏิบัติ ๓ ชื่อนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงถือกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญานี้เป็นหลักปฏิบัติโดยตรง มีนามเรียกว่า ไตรสิกขา คือสิ่งที่ จะต้องศึกษา ๓ ประการ. แต่คำว่า "สิกขา" ในที่นี้หมายถึง การศึกษาและ ปฏิบัติที่รวมตัวเป็นอันเดียวกัน ไม่ใช่การศึกษาเล่าเรียนเฉย ๆ; แต่เป็นการศึกษา ที่เป็นไปในทางปฏิบัติ โดยถือหลักว่า ต้องปฏิบัติหรือเมื่อปฏิบัติอยู่จึงจะรู้. ทีนี้การที่มีข้อปฏิบัติมากชื่อออกไป ก็เนื่องมาจากการจำแนกสิกขา ๓ นี้ให้มากออกไปโดยจำนวน เช่นในกรณีของมรรคมีองค์แปด : ปัญญาสิกขา แจกออกไปเป็น สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปโป; ศีลสิกขา จำแนกออกไปเป็น สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต และ สัมมาอาชีโว; สมาธิสิกขา หรือจิตสิกขา จำแนกออกไปเป็น สัมมาวายาโม สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ ; รวมกันเป็นแปด เลยได้ชื่อว่ามรรคมีองค์แปดไป ที่แท้ก็คือไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในรูป ที่ใช้อยู่จริงเท่านั้นเอง. ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตให้เห็นว่า เมื่อมีการใช้อยู่จริง หรือมีการ ปฏิบัติอยู่จริงนั้น ปัญญาสิกขาไพล่มาอยู่ข้างหน้า มาอยู่ก่อนในฐานะเป็นผู้นำ แล้วจึงถึงศีลสิกขา สมาธิสิกขา. ส่วนในทางทฤษฎี นั้น เรียงลำดับ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา. ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเรื่องนี้ เลยหลงไปว่าจะต้องยึดหลักทฤษฎี อย่างนี้ คือ หลักที่จะต้องทำไปตามลำดับของ ศีล สมาธิ ปัญญา; เมื่อทำเช่นนั้น อาการที่เรียกว่า กลิ้งครกขึ้นภูเขาจะเกิดขึ้นทันที เพราะว่าทั้งหมดนั้นถ้าไม่เอา ปัญญามาเป็นผู้จูง หรือผู้นำแล้วจะเป็นไปไม่ได้เลย ศีลก็เป็นไปไม่ได้ สมาธิ ก็เป็นไปไม่ได้ ขืนให้เป็นไปก็จะเฉหรือถลากไถลออกนอกทางและมีอาการกลิ้งครก ขึ้นภูเขา ซึ่งมีความหมายว่า ยากลำบากอย่างยิ่ง และพร้อมที่จะกลับตกลงมา
น.1315 หรือว่าถอยหลังลงมาอยู่เสมอไป; ดังนั้น จึงต้องเอาปัญญามาก่อน และ เรียงลำดับเสียใหม่ว่า ปัญญา ศีล สมาธิ แทนที่จะเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. ข้อนี้หมายความว่าให้ ปัญญาเป็นผู้นำผู้จูงในทุกกรณีไป นับตั้งแต่จูงเข้ามา วัดจูงเข้ามาหาศาสนา จูงเข้ามาศึกษาหรือมองดูชีวิตในทุกแง่ทุกมุม จูงมาเลือกเฟ้น ข้อปฏิบัติที่เหมาะสม และเป็นผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญานั้นเสียก่อนว่า ข้อปฏิบัติ ชื่อนี้มันเป็นอย่างนี้ ๆ เมื่อปฏิบัติลงไปแล้วมันกระทบกระเทือนแก่กิเลสอย่างนี้ ๆ หรือว่ามันทำลายกิเลสชื่อนี้ ให้หมดไปโดยลักษณะอาการอย่างนี้ๆ แล้วจึงลงมือ ปฏิบัติไปตามนั้น. ดังนั้นศีลของผู้นั้นจึงเป็นไปโดยง่ายและสมบูรณ์ ทำลายกิเลสหยาบ ๆ ได้สิ้นเชิง เป็นอุปกรณ์อย่างดีเลิศแก่สมาธิ ซึ่งนับว่าถึงที่สุดแห่งหน้าที่ของศีลแล้ว สำหรับสมาธินั้นเล่า เมื่อมีปัญญาเป็นผู้นำก็เป็นไปได้โดยง่ายดาย มีคุณภาพพอที่จะ ทำหน้าที่ของมัน คือเกิดความสงบทางจิตใจ มีกำลังจิตใจเข้มแข็งที่พร้อม และ เหมาะสมที่จะทำให้เกิดปัญญาขึ้นมา ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่ของธรรมชาติล้วน ๆ อยู่ มากโดยไม่ต้องใช้เจตนา ปัญญาก็เกิดขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของ สมาธิชนิดนั้น ปัญญา ที่เกิดขึ้นจึงสามารถทำหน้าที่ของมัน ซึ่งรวมเรียกว่าทำลายกิเลส; แต่ว่า มันมิได้ เป็นไปเพียงเท่านั้น มันกลับย้อนไปส่งเสริมเพิ่มกำลังให้แก่ ศีล สมาธิ และ ตัวมันเอง ให้เป็นไปในอันดับที่สูงยิ่งขึ้นทุกที ๆ จนกว่าจะหมดปัญหาเรื่องการดับ กิเลส กล่าวคือการดับกิเลสสิ้นเชิงในขั้นที่เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วเรื่องก็จบ กัน คือสิ่งที่เรียกว่าพรหมจรรย์ ถึงที่สุดลงที่ตรงนี้. ทีนี้ก็มาถึง ตัวเทคนิคที่ยิ่งขึ้นไป ของการปฏิบัติที่เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น. ตามหลักใหญ่ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เราสรุปได้ว่า ต้องให้ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้อง และถึงที่สุด ไม่ใช่ ทำตามตัวหนังสือหรือตามพิธี เช่นจะเข็นไปในรูปของ ศีล สมาธิ ปัญญา
น.1316 ย่างกลิ้งครกขึ้นภูเขา แทนที่จะทำ อย่างกลิ้งครกลงจากภูเขา โดยวิธีของ ปัญญา ศีล สมาธิ ดังนี้เป็นต้น ยังจะต้องมีความฉลาดอย่างลึกซึ้งถึงที่สุด ในการที่จะ วางรูปการปฏิบัติอย่างไร ให้มันดำเนินไปโดยสะดวกตั้งแต่ต้นจนปลาย คือ โดยเร็วที่สุด โดยปลอดภัยที่สุด หรือแน่นอนที่สุด. แต่ทว่าเผอิญเป็นบุญของ พวกเราที่ว่า เราไม่ต้องลำบากในการทำหน้าที่นี้ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ทรงวางกฎเกณฑ์อันนี้เป็นประธานไว้แล้ว กล่าวคือแนวปฏิบัติที่ถูกต้องที่พระองค์ ได้ทรงวางไว้จริง ๆ นั่นเอง. เราพยายามเลือกให้ได้ของจริงมา อย่าให้ถูกของปลอม ก็แล้วกัน ซึ่งในที่นี้ขอระบุไปยังสติปัฏฐานทั้ง ๔ ซึ่งอยู่ในรูปของอานาปานสติที่ ถูกต้อง ซึ่งจะต้องระวังอย่าให้ไปถูกสติปัฏฐาน หรือมหาสติปัฏฐานที่เพ้อ หรือ อย่าให้ไปถูกอานาปานสติที่ปลอมดังนี้เป็นต้น. เราจะได้วินิจฉัยกันต่อไปว่าโดย ใจความที่สำคัญที่สุดของสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่อยู่ในรูปของอานาปานสติ นั้น มันมีเทคนิคของมันอย่างไร. ในขั้นแรกที่สุด จะต้องมีอะไรมาใช้เป็นบทเรียน สำหรับฝึก การสำรวมและฝึกการกำหนดจิตให้เป็นสมาธิกันเสียก่อน. ในบรรดาสิ่งที่จะ เอามาใช้ได้ตั้งหลายสิบอย่างนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าลมหายใจ เพราะว่ามัน สะดวก ตรงที่มันติดกันอยู่กับตัวเรา ไม่ต้องเที่ยวเสาะหา โยกย้าย หรือแสวงหาที่ไหน นี้อย่างหนึ่ง ; และเมื่อฝึกลมหายใจอยู่นั้น ทำให้มีผลดีแก่อนามัยทางกาย เกิดความผาสุกทางกายเป็นกำไรส่วนหนึ่ง และ ส่งเสริมอนามัยทางจิต ให้เป็น จิตที่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป นี้อย่างหนึ่ง ; และที่ดีเป็นพิเศษอีก อย่างหนึ่งก็คือ การปฏิบัติตามวิธีนี้เป็นวิธีที่สุขุมละเอียด สงบรำงับ ไม่เอะอะ ตึงตัง หรือน่าหวาดเสียว เหมือนอารมณ์อย่างอื่นมากชนิด. เพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับ เหตุผลที่ว่า ทำไมจึงทรงระบุให้เลือกลมหายใจ เอามาเป็นอารมณ์สำหรับฝึก
น.1317 ทีนี้ ก็มาถึง ค วามมุ่งหมายของการฝึกในระยะแรกนี้. โดยหลัก ใหญ่ ๆ มีอยู่ว่า ตามกฎของธรรมชาติ นั้น ถ้าเราต้องการจะให้ความรู้สึกอย่างใด หรือแม้แต่ความรู้อย่างใด มาประทับใจอย่างแน่นแฟ้นและเป็นไปนานแล้ว เราก็ จะต้องมี วิธีฝึกในการที่จะนำเอาเรื่องนั้นมาประทับไว้กับใจ ให้แน่นแฟ้น และนานถึงที่สุด นั่นเอง. การทำดังนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่า การทำมันทุกลม หายใจเข้า-ออก หรือมี อาการอย่างกับว่าผังมันเข้าไปในลมหายใจ เพื่อให้ความ รู้สึกหรือความรู้นั้น รู้สึกอยู่ได้ทุกลมหายใจเข้า-ออก. ที่เราเห็นได้ง่าย ๆ เช่น ถ้าเราอยากจะเกลียดใครให้ถึงที่สุด ก็ลองเอาความชั่ว หรือความเลวร้ายของเขา มานึกอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา ความรู้สึกเกลียดก็จะแน่นแฟ้น. ในทำ- นองที่ตรงกันข้ามก็เป็นอย่างเดียวกัน เช่น อยากจะรักใครอย่างแน่นแฟ้นก็ลองนึก ถึงความดีหรือความน่ารักของบุคคลผู้นั้นอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลาผลก็ จะเกิดขึ้นตามที่ต้องการ. นี้ใจความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าเราต้องการจะให้ความ รู้สึกอย่างใดฝังแน่นลงไปในจิตของเรา เราจะต้องฝึกกันถึงอย่างนี้. ทีนี้เรื่องของเราไม่ใช่เพียงเท่านั้น คือไม่ใช่มีเพียงจะให้รักใครหรือ เกลียดใคร แต่เรา ต้องการจะให้ความรู้ ความเข้าใจ และความเห็นแจ้งแทง ตลอด ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น โดยความเป็นตัวตน หรือของตน ก็ตาม ให้มาประทับใจอยู่ตลอดเวลา แน่นแฟ้นและเฉียบขาด พอที่จะดับ หรือจะทำลาย กิเลส ตัณหา อุปทาน หรือแม้อย่างน้อยที่สุดก็ป้องกันมันไม่ ให้เกิดขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลา; ดังนั้น เราต้องมีวิธีฝึกที่จะทำให้ความรู้สึกใน ความจริงข้อนี้มาประทับใจไว้ตลอดเวลา บทเรียนจึงเกิดขึ้นทันทีว่า เราจะต้องฝึก หัดกำหนดสิ่งที่เราจะต้องการกำหนดให้ได้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกกันเสียก่อน. แต่ว่าในระยะแรกนี้ เราจะไปคว้าเอาสัจจธรรมข้อที่ว่า ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น มากำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก เสียเลยนั้น เราไม่อาจจะทำได้ เพราะมันละเอียดสุขุมและยากเกินไป จะต้องรอไว้ทีหลังก่อน. เราต้องมาเลือกเอา
น.1318 ๒๘๒ "ตัวกู-ของกู" สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ง่ายกว่า มาทำให้สำเร็จประโยชน์ ในข้อที่ว่า ถ้าเราต้องการจะ กำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว เราจะต้องทำให้ได้ และสิ่งที่เหมาะสมในระยะแรกที่สุด นี้ก็คือ ตัวลมหายใจ นั่นเอง. มันเหมาะสมที่สุดก็เพราะว่า มันเนื่องอยู่ใน กายเราเองแล้ว และมันก็หายใจเป็นระยะเป็นจังหวะอยู่แล้ว จึงเหมาะสมกว่า สิ่งอื่นทั้งหมดที่จะนำมาเป็นอารมณ์สำหรับฝึก. เราเริ่มกำหนดที่ลมหายใจในระยะ แรกนี้แต่เพียงความมุ่งหมายอย่างเดียวว่า จะกำหนดมันให้ได้ทุกครั้งที่เราหายใจ เข้าและออก ไม่ให้สติ (หรือที่เรามักจะเรียกกันว่าจิต หรือตัวเราก็ตาม) ผละหนีออกไปจากลมหายใจนั้นได้ : ดังนั้นจึงมี อุบายที่จะสังเกตศึกษาเกี่ยวกับ ลมหายใจตามที่จำเป็น จนกระทั่งฝึกได้สำเร็จในข้อที่ว่า เราสามารถทำสติให้กำหนด อยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออกโดยตรง และได้นานตามที่เราต้องการ. นี้เรียกว่าเรา ประสบความสำเร็จในขั้นที่จะฝึกจิตของเรา ให้กำหนดอยู่ที่อะไรตามที่เราต้องการ ให้กำหนด ได้อย่างแน่นแฟ้นและนานตามที่เราต้องการ. (รายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่องนี้พึงศึกษาจากเรื่องอานาปานสติในตอนที่ว่าด้วยเรื่องนี้) ทีนี้ก็มาถึง สิ่งที่เราจะต้องทราบต่อไป. การฝึกจิตในลักษณะ เช่นนี้ เมื่อทำได้ถูกวิธีแล้ว ร่างกายจะรำงับลง ๆ จิตใจก็จะสงบลงพร้อมกันไป ความรู้สึกอันใหม่ที่แปลกประหลาดต่อเราที่สุด ก็จะเกิดขึ้นหรือปรากฏขึ้น คือ ความสงบที่เป็นสุขที่ไม่เคยรู้รสมาแต่ก่อน ชนิดที่ใครไปรู้สึกเข้าก็จะพอใจหลงใหล ด้วยกันทั้งนั้น จนกล่าวได้ว่าเป็นยอดสุขของสุขเวทนา ไม่มีสุขเวทนาชนิดไหน จะเสมอเหมือน ; แม้ที่สุดแต่สุขเวทนาที่เกิดมาจากกามารมณ์ ก็ไม่อาจจะเปรียบ กับสุขเวทนาประเภทนี้ได้. แต่ ข้อที่สัตว์ทั้งหลายไปหลงใหลแต่ในสุขเวทนาของ กามารมณ์ ไม่ติดใจในสุขเวทนาประเภทนี้ ได้ ก็เพราะว่าเขาไม่สามารถจะเข้าถึงมัน ได้โดยเหตุผลมากมายหลายประการทีเดียว ; ดังนั้นเขาจึงไปหลงใหลกันอยู่แต่สุข- เวทนาทางกามารมณ์. ถ้าหากว่ามีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้เข้าถึงสุขเวทนา
น.1319 อันนี้ได้ สุขเวทนาทางกามารมณ์ จะกลายเป็นของจืดชืด หรือถึงกับน่าขยะแขยง ไปทีเดียว ; ดังนั้นเคล็ดลับหรือเทคนิคที่จะดำเนินต่อไป ก็เกิดมีหลักขึ้นมาว่า ถ้าสามารถเอาชนะสุขเวทนาชนิดที่สูงสุดเสียให้ได้จริงๆ แล้ว สุขเวทนาที่ต่ำๆ เตี้ย ๆ รอง ๆ ลงมาก็จะหมดปัญหาไปเอง จึงให้มุ่งหมายที่จะพิจารณาสุขเวทนา ชั้นยอดให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมความว่ามันเป็นสักว่ามายา ไม่ควร แก่การยึดถือโดยประการทั้งปวง ขึ้นมาให้ได้จริง ๆ เถิด บรรดาเวทนาทั้งหลายที่ จะมีอยู่กี่ร้อยกี่พันชนิดก็ตาม จะหมดอำนาจไปทันที. ดังนั้นจึงมีวิธีฝึกให้ กำหนด ที่สุขเวทนานั่นเอง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก แทนที่จะไปกำหนดลมหายใจ ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก ก็ให้มากำหนดที่สุขเวทนาอันนี้ แล้วดำเนินข้อปฏิบัติ ต่อไปในข้อที่จะพิจารณาว่า เวทนาเป็นอย่างไร เกิดขึ้นดับไปอย่างไร มีเหตุ ปัจจัยปรุงแต่ง และตกอยู่ใต้อำนาจของเหตุปัจจัยนั้นอย่างไร. รวมความ ก็คือว่า มันเป็นของว่างเปล่าหรือเป็นมายาเท่าไร เท่านั้นเอง ; จะได้เกิดความ เบื่อหน่ายคลายกำหนัดต่อเวทนาทั้งหลาย แม้ว่าจะถือกันว่าเป็นสุขอย่างไร. แต่ว่า ในขั้นนี้เรายังไม่สามารถที่จะกระทำทีเดียวได้ตลอดสาย จึงมีระยะ การปฏิบัติอีกระยะหนึ่งแทรกแซงเข้ามา คือจะต้องฝึกฝน ด้วยการดูที่ตัวจิตเอง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก หรือให้เป็นผู้รู้เท่าทัน และใช้ความรู้เท่าทันต่อลักษณะ ของจิตนั้น เป็นเครื่องมือ สำหรับกำหนดเวทนาและธรรมะอื่นๆ ที่เนื่องด้วยเวทนา นั้นให้สูงขึ้นไปตามลำดับจนกว่าจะถึงที่สุด ; เราจึงมีการฝึกการกำหนดจิตอยู่ทุกลม หายใจเข้า-ออก แทนการกำหนดเวทนา ดังจะได้วินิจฉัยกันต่อไปในวันหลัง.
น.1320 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๔๕. อานาปานสติ ในวันนี้จะได้กล่าวถึง การปฏิบัติ ที่เป็นใจความ สำคัญของสติปัฏฐาน ต่อจากที่ค้างไว้แต่วันก่อน กล่าวคือ เรื่องการกำหนดจิต ต่อจากการกำหนดเวทนา. การฝึกการกำหนดจิต นั้น หมายถึงการเฝ้า ดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่จิต และได้ทำจิตให้อยู่ในลักษณะ อย่างไร นี้อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่งก็คือ การฝึกน้อมจิต นั้นไปตามที่ตนประสงค์ เช่นทำให้เกิดความรู้สึกกล้าหาญ ร่าเริงบรรเทิงกระทั่งทำให้ว่างหรือปล่อยวางความยึดถือต่างๆ ให้มาก และให้คล่องแคล่วตามที่ต้องการ. วิธีอย่างแรกนั้น เพื่อรอบรู้ในการที่จะ สังเกตว่าจิตมีความรู้สึกเปลี่ยนไปได้กี่อย่างหรือกี่สิบอย่าง เช่นเอียงไปทาง โลภะ หรือ โทสะ หรือโมหะ, มีอาการอ่อนเพลีย หรือฟุ้งซ่านเกินไป; เพื่อกำหนดมันให้ ได้ทุก ๆ ลักษณะ. และการกำหนดนั้นก็กำหนดให้เห็นลักษณะของจิตนั้น อยู่ทุก
น.1321 ครั้งที่หายใจเข้า-ออก จนกว่าลักษณะอันนั้นจะกลายไป หรือเปลี่ยนไปเป็นกำหนด อย่างอื่น. ส่วนวิธีอย่างหลังนั้นเป็นการฝึกเพื่อจะแก้ไขมัน ซึ่งมีหลักว่าใน บางคราวก็ข่มขี่มัน ในทางตรงกันข้ามก็ประคับประคอง หรือยกมัน ; ในบาง คราวก็มีอาการที่เรียกว่าชี้ชวน คือนำจิตไปสู่ความคิดนึกที่ควรคิดนึกที่ตนต้องประ- สงค์คือที่สามารถเอาชนะกิเลสได้. จะต้องฝึกหรือควบคุมมันไว้ ในลักษณะที่ถูกต้อง อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่หายใจเข้าและหายใจออกเช่นเดียวกัน จนกล่าวได้ว่า เป็นผู้ฉลาดในเรื่องของจิต รู้จักมันทุกชนิดและรู้เท่าทัน สามารถข่มขี่บังคับหรือจูง ไปได้ตามแนวที่ตนต้องการ. ครั้นเสร็จ การปฏิบัติในขั้นควบคุมจิตแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปฝึกในการ กำหนดที่สัจจธรรม หรือความจริงที่ควรรู้ เข้าถึงความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก เช่นการ เพ่งให้เห็นความไม่เที่ยงของสิ่ง ทั้งปวง อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก ; เพ่งดูความจางคลายของกิเลส อันจะมี ขึ้นได้ เพราะธรรมะอะไร หรือ ดูที่ธรรมะอันเป็นเครื่องมือทำความจางคลายแก่ กิเลส ตามที่ปรากฏชัดแก่ตนมาแล้วอย่างไร ตลอดถึงสิ่งที่อาจจะคำนึงคำนวณเอาได้ ต่อไปในกาลข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาที่หายใจเข้า-ออก; แล้ว พิจารณาดูความดับ คือความดับไปแห่งกิเลสและความทุกข์ ซึ่งเราเรียกว่าความดับไปแห่ง "ตัวกู-ของกู" ในที่นี้ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้ด้วยธรรมะอะไรและโดยวิธีใด ในสภาวะหรือปรากฏการณ์ เช่นไร ; และในที่สุดก็พิจารณาถึงอาการที่เรียกกันว่า การที่จิตปล่อยวางหรือ สลัดคืนสิ่งทั้งปวง ว่ามีภาวะเช่นไร เป็นไปได้โดยวิธีใดในสภาวะหรือปรากฏการณ์ เช่นไร : และในที่สุดก็พิจารณาถึงอาการที่เรียกกันว่า การที่จิตปล่อยวางหรือ สลัดคืนสิ่งทั้งปวง ว่ามีภาวะเช่นไร เป็นไปได้เพราะอำนาจแห่งธรรมะอะไร. ทั้งหมดนี้ล้วนแต่พิจารณาให้เห็นชัดอยู่ตลอดเวลาที่หายใจเข้า-ออก. ในการพิจารณาเหล่านี้ อาจจะยักย้ายพิจารณาหรือดูธรรมะในรูป เรื่องที่มีชื่อเรื่องต่าง ๆ กัน เช่น ในรูปของไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมทั้งสุญญตาด้วย ; ในรูปของอริยสัจจ์สี และในรูปของปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ;
น.1322 ซึ่งเมื่อสรุปสั้น ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความจริงเรื่องการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ และความดับไปแห่งทุกข์ แต่ได้สรุปให้เป็นหัวข้อพอสมควรที่จะพิจารณาได้โดย สะดวกเท่านั้น ไม่ให้พร่ำเพรื่อเหลือเพื่อหรือเพ้อไปจนกลายเป็นเรื่องการท่องจำ หรือเล่าเรียน ดังนี้เป็นต้น. ในที่สุดเราก็จะมองเห็นได้ว่า โดยหลักใหญ่นั้นคือ การฝึกสติ ซึ่ง ในสตินั้นย่อมเป็นสัมปชัญญะหรือญาณไปในตัว และ ในตัวการ กระทำนั้น ย่อมเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาไปในตัว ตลอดถึงเป็นศรัทธา เป็นพละเป็นความเพียรเป็นต้น รวมอยู่ในนั้นด้วยเสร็จ. นี้เรียกว่า "การฝึกสติ" มีเพียงสั้น ๆ เท่านี้เอง. ทีนี้ ก็มาถึง สิ่งที่ถูกฝึก หรือนำมาใช้ในการฝึก. สิ่งนี้ถ้า กล่าว โดยตรงก็ได้แก่จิต เป็นการฝึกจิตให้มีสติ ถ้าเรียกอย่างสมมติก็เรียกว่าตัวเราถูกฝึก ให้ตัวเรามีสติ. แต่ถ้าจะพูดกันอย่างลึกซึ้ง โดยโวหารปรมัตถ์ โดยเพ่งเล็งถึง ธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรจะเรียกว่า ฝึกองคาพยพ หรืออวัยวะทางฝ่าย นามธรรม คือ ฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณทุก ๆ แขนงพร้อมกันไปนั่นเอง แต่ก็ไม่ จำเป็นต้องไปรู้จักชื่อของสิ่งเหล่านั้น ให้ละเอียดลออ จะกลายเป็นเรื่องจิตวิทยาที่ ใหญ่หลวงไม่มีสิ้นสุดไป. จงทำการปฏิบัติไปตามระเบียบที่วางไว้ก็พอแล้ว ; สิ่งเหล่านั้นจะถูกฝึกอย่างครบถ้วน และตรงตามที่พึงประสงค์ หรืออย่างเพียงพอ แก่การดับทุกข์ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปค้นคว้า หรือเดินไปตามทางจิตวิทยาหรือ ปรัชญาที่ซับซ้อนมากมาย จนเวียนหัวหรือเกิดความทุกข์ขึ้นมาใหม่ โดยไม่แก้ ความทุกข์เก่าแต่ประการใด. ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่เป็นอารมณ์สำหรับใช้ในการฝึก ซึ่งเห็น ได้ชัดแล้วว่ามีอยู่ ๔ อย่าง คือ ลมหายใจ อย่างหนึ่ง, เวทนา อย่างหนึ่ง, จิต อย่างหนึ่ง และ สัจจธรรมของสิ่งทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง รวมเป็น ๔ อย่าง. ลมหายใจนั้น เรียกโดยบาลีว่า กาย เพราะว่าเป็นส่วนสำคัญของกาย เนื่องอยู่กับกาย ดังนั้น
น.1323 จึงเรียกการฝึกกำหนดลมหายใจว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน ที่หนึ่ง. การกำหนดที่เวทนาโดยลักษณะต่าง ๆ กัน กระทั่งถึงการฝึกการควบคุม ไม่ให้เวทนานั้นปรุงแต่งจิต ทั้งหมดนี้เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. การกำหนดจิตและการฝึกจิตโดยวิธีที่กล่าวแล้วเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. การกำหนดสัจจธรรมหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้นเรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน. การกำหนดหรือพิจารณาทั้งหมดนี้ทุกขั้นทุกตอน ล้วนแต่เป็นการกำหนด อยู่ทุกครั้งที่มีการหายใจเข้า-ออก ตลอดเวลาที่หายใจเข้า ตลอดเวลาที่หายใจออก ไม่มีระยะเวลาว่างเว้นเลย. ไม่ใช่ว่าหายใจเข้ากำหนดที่หนึ่ง หายใจออกกำหนดที่ หนึ่ง แต่ว่าต้องกำหนดสิ่งนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาหายใจเข้า แล้วก็กำหนดอย่างเดียวกัน ตลอดเวลาที่หายใจออก : แปลว่า รู้สึกหรือกำหนดสิ่งนั้น ๆ อยู่ตลอดเวลาติดต่อกัน ไม่มีระยะว่างเว้น. เพราะเหตุที่เป็นการกำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกนั่นเอง การปฏิบัติ ทั้ง ๔ ประการนี้จึงได้นามว่า อานาปานสติ เหมือนกันหมดทั้ง ๔ หมวด : หมวด แรกเป็นการกำหนดลมหายใจ ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. หมวดที่ ๒ กำหนดเวทนา ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. หมวดที่ ๓ เป็นการกำหนด จิต ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้น. และหมวดสุดท้ายเป็นการกำหนดธรรม ก็แบ่งเป็น ๔ บทเรียน หรือ ๔ ขั้นเช่นเดียวกัน. จึงได้เห็นรูปโครงว่า โดยหมวด- ใหญ่ ๆ มีอยู่ ๔ หมวด : โดยละเอียดมีอยู่ ๑๖ ขั้น : มีรายละเอียดอันจะพึงศึกษา ได้ จากเรื่องอานาปานสติโดยตรง (คือการบรรยาย ปี ๒๕๐๒). สำหรับ ผลที่จะเกิดขึ้นนั้น สรุปได้สั้นๆ คือ เป็นการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัว : การกำหนดอยู่ในลักษณะอย่างนั้นเรียกว่า สติ : ความรู้ที่เกิดขึ้นทุกชนิดแม้ที่สุดแต่รู้ว่าลมหายใจเป็นอย่างไร นี้เรียกว่า ญาณ
น.1324 คือความรู้; จนกระทั่งถึงญาณสุดท้ายในขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติเป็นความรู้ในขั้น ที่กิเลสหมดไป รู้ความที่จิตหมดกิเลสแล้ว เหล่านี้ เรียกว่า ญาณ; ดังนั้น จึงเป็นการรู้สิ่งที่เรียกกันว่า มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นความจริงอยู่อย่างไร อยู่ตามธรรมชาติธรรมดา และเป็นความรู้ธรรมเหล่านั้น ในส่วนที่ตนได้บรรลุ ถึงแล้ว กระทั่งถึงความรู้ว่า หมดเรื่องกันที่; ทั้งนี้ล้วนแต่เรียกว่า ญาณ และแต่ละญาณล้วนแต่มีชื่อเป็นภาษาบาลียืดยาวด้วยกันทั้งนั้น. สำหรับในที่นี้ อยากจะสรุปสั้น ๆ แต่เพียงว่า เป็น ความรู้ในการที่ทำให้ "ตัวกู-ของกู" ดับไปอย่างสิ้นเชิงและแท้จริง จนหมดปัญญาอันเกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่พุทธ บริษัทเราจะต้องปฏิบัติ ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นความยุ่งยากลำบากอีกต่อไป; เรียกว่า ถึงที่สุดของการปฏิบัติ หรือจบพรหมจรรย์ดังนี้. เท่าที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น ทุกคนอาจจะเห็นได้ด้วยตนเอง ว่าเป็น เรื่องของหลักวิชาและการปฏิบัติที่ละเอียดสุขุม และมีเทคนิคมากมาย. ผู้ ศึกษาและผู้ปฏิบัติจะต้องมีอะไร ๆ ที่เหมาะสมกัน หรือใช้เวลาอันยาวนานที่จะ ปรับปรุงให้เหมาะสมกัน แล้วลงมือปฏิบัติไปจนกว่าจะถึงที่สุด ด้วยความเฉลียว- ฉลาดและอดกลั้นอดทนที่มากมายเพียงพอ; ทำให้บุคคลเหล่านั้นได้นามว่า โยคี คือ ผู้ที่สนใจง่วนอยู่ด้วยการศึกษาและปฏิบัติ จนตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะประสบ ความสำเร็จ; ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า สำหรับชาวบ้านตามธรรมดาสามัญเล่า จะทำ อย่างไร ? ข้อนี้ถ้ากล่าวตามความจริงแล้วก็กล่าวได้อย่างสั้น ๆ และตรงๆ ว่า ต้องมีวิธีลัดหรือวิธีที่ปรับปรุงให้รัดกุมและเหมาะสมสำหรับคนธรรมดาสามัญ ที่ ไม่อาจจะบำเพ็ญตนเป็นโยคีเช่นนั้นได้ แต่ให้มีหลักปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน นำไป สู่ผลอย่างเดียวกัน คือ การควบคุม "ตัวกู-ของกู" เรื่อยไปจนกว่าจะดับมันได้ โดยเด็ดขาดในที่สุด. ข้อนี้ก็ได้แก่การที่เราเลิกนึกถึงวิธีปฏิบัติที่จัดเป็นระเบียบต่างๆ
น.1325 อย่างมากมายเหล่านั้นเสีย คล้ายกับว่าสิ่งเหล่านั้นมิได้มีอยู่ในโลกทีเดียว คง กำหนดไว้แต่ปัญหาสั้น ๆ โดยเฉพาะ ว่า เราวางจิตใจไว้ในลักษณะเช่นไร ควบคุม มันไว้ในลักษณะเช่นไร ความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น และก็ทำไปอย่างนั้น; จะเกิด ความรู้ความชำนาญเพิ่มมากขึ้นทุกทีตามลำดับ ๆ ได้ในตัวมันเอง. ด้วยการปฏิบัติ วิธีลัดนี้เราอาจจะเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า "การเป็นอยู่อย่างถูกต้อง อยู่ทุกลมหายใจ เข้า-ออก" เหมือนกัน. หมายความว่า ตลอดเวลา เราจะอยู่ด้วยความรู้สึก ที่ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรที่น่าเข้าไปเอา หรือเข้าไปเป็น ด้วยอำนาจของความยึดมั่นถือมั่น. ข้อนี้หมายความว่า แม้ตัวเราจะมีอะไรหรือเป็น อะไรอยู่ ก็ให้มีหรือเป็นแต่สักว่า โลกสมมติ หรือกฎหมายรับรอง ดังนี้ เป็นต้นเท่านั้น อย่าไปมี หรือไปเอา หรือไปเป็นเข้า ด้วยชีวิตจิตใจ หรือด้วยความ ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง; คอยควบคุมตัวเอง ให้มีความระลึกหรือมีสติสัมปชัญญะเช่นนี้ อยู่เสมอ นี้เรียกว่าการเป็นอยู่ที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก; เพราะว่า การเป็น อยู่ด้วยสติสัมปชัญญะหรือปัญญา ในลักษณะที่กล่าวนั้น มันเป็นศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัวเอง แต่เราอย่าไปนึกถึงมันเลยจะดีกว่า เรื่องมันจะมากขึ้นมาอีก หรือมัน จะเดินไปในรูปของการปฏิบัติที่เป็นเทคนิค อย่างยุ่งยากลำบากมากมาย ขึ้นมาอีก. เราเป็นเพียงแต่มั่นใจว่าในนั้นมีศีล สมาธิ ปัญญา ในนั้นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีอะไรทุกอย่างที่ควรจะมีสำหรับพุทธบริษัท แต่ว่า ไม่ต้องไประลึก นึกถึง เพราะว่าเรื่องมันจะมากขึ้นมา ดังที่กล่าวมาแล้ว. เพียงแต่เฝ้าระมัด ระวังเพื่อกำหนดแต่จิตของตัวเอง ไม่ให้เผลอไปยึดมั่นถือมั่นอะไรเข้า แต่ให้ทำ สิ่งต่าง ๆ ไปโดยอาศัยสติปัญญาล้วนๆ ไม่เจืออยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นเลย หรือ ถ้าจะมีบ้างก็เป็นความยึดมั่นถือมั่นในฝ่ายดี แต่ก็ให้เบาบางที่สุด คือเท่าที่จะ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจ ให้ทำหน้าที่ของตนไปได้โดยสะดวกเท่านั้น ซึ่ง ในที่สุดก็จะค่อย ๆ ละไปเองจนหมดสิ้น กลายเป็นบุคคลผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาเอง เหมือนในลักษณะที่จะทำอะไรด้วยอาศัยอำนาจของสติปัญญาเท่านั้น แต่ไม่อาศัย
น.1326 อำนาจหรือกำลังของความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" หรือ Egoism เป็นต้น เหล่านั้นเลย. เมื่อมาถึงขั้นนี้จะไม่มีอะไรยุ่งยากลำบากสำหรับที่จะฝึกการเป็นอยู่ อย่างถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งเรียกได้ว่า มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ไม่ได้ มีชีวิตอยู่ด้วยกิเลสตัณหา. นี่แหละคือความหมายของคำว่า "เป็นอยู่อย่าง ถูกต้อง อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก" ซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ดังที่ได้กล่าว แล้วข้างต้น ในการที่จะควบคุมความยึดมั่นถือมั่นว่า "ตัวกู-ของกู" โดยพิจารณา ให้เห็นโทษที่น่าเกลียดและน่ากลัวของมันอยู่เสมอไปนั่นเอง. การเป็นอยู่อย่างถูกต้องชนิดที่กล่าวนี้ ควรจะกล่าวว่า ไม่ใช่มันดี วิเศษอยู่ตรงที่ในนั้นมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพาน อยู่ในตัวมันเอง เพราะความคิดเช่นนั้นล้วนแต่ยังทำให้เกิด ความยึดมั่นถือมั่นอย่างใหม่ อย่างงมงาย โดยไม่รู้ว่าความหมายอันแท้จริง หรือสิ่งที่ มีค่าอย่างแท้จริงก็ได้. ความหมายอันแท้จริง หรือสิ่งที่มีค่าสูงสุด ในการปฏิบัติ อย่างที่ว่านั้น มันอยู่ที่ว่า การเป็นอยู่อย่างถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออกชนิดนั้น นั่นมันเป็นการตัดอาหารด้วยวิธีการ Boycott ทุกทิศทุกทางต่อกิเลส ทำให้กิเลส ไม่ได้รับอาหารเลย ทั้งที่เราก็ไม่มีความยุ่งยากลำบากแต่ประการใด. จึงพูดเป็น หลักขึ้นมาได้ใหม่อีกว่า "เป็นอยู่โดยถูกต้องเท่านั้น กิเลสหมดอาหารเอง" เท่า ๆ กับเราจะพูดกันว่า "เลี้ยงแมวเท่านั้น หนูก็หมดไปเอง" โดยที่เราไม่ต้องยุ่ง ยากอะไรกับหนู; จึงถือว่าเป็นวิธีลัดและแน่นอนที่สุดในการที่จะกำจัดสิ่งที่ไม่พึง ปรารถนา; ฉะนั้นทุกคนจึงควรนิยมใช้ อาวุธที่มีชื่อว่า การเป็นอยู่อย่างถูก ต้องทุกลมหายใจเข้า-ออก ตามแนวที่กล่าวนี้. ข้อนี้อธิบายว่า เมื่อพิจารณาเห็นอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ดังนี้แล้ว เมื่อตากระทบรูปก็ดี หูกระทบเสียงก็ดี กระทั่ง ถึงความคิดเกิดขึ้นในใจก็ดี ค วามรู้ที่กล่าวแล้วจักเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ปรุงเป็น
น.1327 วทนาที่น่าหลงใหลขึ้นมา ไม่ว่าจะหลงใหลไปในทางรัก หรือหลงใหลไปในทางชัง ล้วนแต่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น. ขอแต่ให้มีสติสัมปชัญญะทันท่วงที คือให้ ความรู้นั้นมาช่วยทันท่วงทีได้เท่านั้นเอง. ข้อนี้ย่อม ไม่เป็นการยากสำหรับบุคคลที่ ระลึกถึงอยู่เสมอ ฝึกซ้อมอยู่เสมอ เหมือนนักกีฬาที่ฝึกซ้อมหน้าที่ของตนอยู่เสมอ. คนไปหลงใหลในเรื่องอื่นมากเกินไป ไม่สนใจในการฝึกซ้อม เหล่านี้ จึงดูเป็นของยากลำบาก. แต่ถ้าเราทำอยู่เสมอ เหมือนกับกิจการ บางอย่างที่เราชอบทำแล้ว มันก็ไม่ใช่ของยากเย็นอะไรเลย. เมื่อเวทนาไม่ถูก ปรุงขึ้นมาแล้ว ตัณหาก็ไม่เกิด: หรือถ้าสมมติว่า เวทนาได้เกิดขึ้นเสียแล้ว แต่ ความรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงนั้น จะสามารถป้องกันไม่ให้เวทนามัน ปรุงเป็นตัณหาขึ้นมาได้ อุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น ภพ ชาติ และความทุกข์ทั้งหลายก็พลอยไม่เกิดขึ้น. นี่แหละคือ ปฏิจจสมุปบาทที่แท จริง ฝ่ายนิโรธวารที่มีอยู่ในการปฏิบัติตามวิธีลัด ดังนี้ ซึ่งอาจจะเป็นการ ปฏิบัติของคนแก่ที่ไม่รู้หนังสือ แต่ก็เป็นตัวการปฏิบัติที่แท้จริง มีผลแท้จริง ประเสริฐกว่าการปฏิบัติของพวกมหาเปรียญที่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ซึ่งมีอยู่ ทั่ว ๆ ไป. นี่ แหละคือ ความลับ ของประโยคที่ว่า เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ย่อมเป็น การ Boycott ทางมาแห่งอาหารของกิเลสโดยสิ้นเชิง. อาหารไม่อาจจะเข้ามา หล่อเลี้ยงกิเลสทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวกาย และทางใจเอง คือ มโนทวาร : กิเลสจึงตกอยู่ในสภาวะที่เหมือนกับเสือที่ถูกเขาบีดล้อมไว้ทุกวิถีทาง ไม่มีอาหารที่จะกินได้ในวงล้อมนั้น ก็ทรุดโทรมถอยกำลังลงและตายไปเอง โดย ‘ไม่ต้องไปลงมือฆ่า; แต่ว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก นั่นแหละเป็นผู้ฆ่า. นี้เรียกว่า เป็นใจความที่เป็นส่วนสำคัญของ การปฏิบัติที่เรียกว่าวิธีลัด อันใช้ได้แก่คนธรรมดาสามัญทุกคน และเป็นสากล ไม่ว่าเป็นชาติใด ภาษาใด หรือนับถือศาสนาไหน; ดังนั้นเราควรจะได้วินิจฉัยพิจารณาศึกษากันให้เข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งให้เพียงพอแก่การปฏิบัติตามวิธีนี้ให้จนได้.
น.1328 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๖. ทางลัดของทุกคน! วันนี้จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติชนิด ที่เป็นการตัดลัดอย่างยิ่งตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด เพื่อ ประโยชน์แก่ผู้สนใจไปเสียด้วย. นอกจากจะเป็นการตัดลัด ที่สุดแล้ว ยังง่ายดายที่สุดเท่าที่จะง่ายดายได้สำหรับผู้ที่ มีการศึกษาน้อย แม้ที่สุดแก่ยายแก่ตาแก่ที่ไม่รู้หนังสือ. ก่อนอื่นทั้งหมดจะต้องทบทวน ความจำไว้อย่าง แม่นยำว่า “เราจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา” “สิ่ง ทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”; เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงหลุดพ้น”; ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่ามันสำคัญอยู่ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทำ ไม่ให้เกิด “ตัวกู-ของกู” นั่นเอง. ดังนั้นการปฏิบัติตั้งแต่ต้นที่สุด จนถึง เบื้องปลายที่สุด จึงล้วนแต่เป็นไปเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ถ้าผิดจากนี้ก็เป็น พุทธศาสนาเทียมหรือปลอม ที่มีผู้อธิบายไปด้วยอคติอย่างใดอย่างหนึ่ง; ฉะนั้นเรา
น.1329 มีหน้าที่ที่จะค้นให้พบว่าการปฏิบัติแนวไหนที่จะเป็น การไม่ยึดมั่นถือมั่นไป ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดจริง ๆ แล้วให้ง่ายดายสำหรับคนที่มีการศึกษาน้อยจริง ๆ ด้วย. ผลสุดท้ายก็พบว่า หลักเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ สำหรับทุกคน นั่นเอง และวางไว้ในลักษณะที่ทุกคนเข้าใจได้ทันที : แทนที่จะพูด ว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็ขยายความออกไปว่า " สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปเอา หรือเข้าไปเป็น ด้วยความยึดมั่นถือมั่น " เพราะว่ามันจะกลายเป็นยาพิษ หรืออันตราย อย่างยิ่งขึ้นมาทันที; ดังนั้นจึงยักพูดเสียใหม่ว่า "ในบรรดาสิ่งทั้งปวงไม่มีอะไร ที่น่าเอา-น่าเป็น" เพราะมันเป็น มายา และพร้อมที่จะกลายเป็น ยาพิษ อยู่เสมอ. หากแต่ว่าคนเรามีความจำเป็นตามธรรมชาติหรือทางสังคม หรือทาง ร่างกายก็ตาม มันบังคับให้มีการเอา การเป็น การได้ การครอบครองอะไร ๆ ต่าง ๆ อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราจะต้องดูให้ดีๆ ว่า จะไปเอาไป เป็นมันอย่างไร จึงจะไม่เกิดอันตราย; ผลสุดท้ายก็พบว่าพึงเข้าไปเกี่ยวข้อง กับมัน ในลักษณะที่เป็นของไม่น่าเอาไม่น่าเป็นนั่นเอง คือ เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่ จำเป็น เท่านั้น และ ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติปัญญา. เหมือนอย่างว่า ถ้าจำเป็นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ร้าย เช่นเสือเป็นต้น ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันด้วยสติปัญญาถึงที่สุด บกพร่องหรือเผลอไม่ได้ จึงจะ ทำมันให้อยู่ในอำนาจของเราได้, ฉันใดก็ฉันนั้น, อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกเป็นสิ่ง อันตรายยิ่งกว่าเสือ แต่ก็ไม่มีใครมองเห็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะว่า อารมณ์เหล่านั้น ทำอันตรายคนอยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก และทั่วทุกตัวคนไม่ยกเว้นใคร ในบรรดาที่เป็นบุคคลธรรมดาสามัญ; ส่วนเสือนั้นยังไม่ได้ทำอันตรายแก่ใคร เลย นานทีปีหนจึงจะมีสักครั้งหนึ่ง และก็เฉพาะในบางถิ่น ซึ่งนับว่าน้อยที่สุด ในโลก. อีกทางหนึ่งสัตว์เช่นเสือ ทำอันตรายได้ก็แต่เพียงกาย แต่ไม่อาจจะทำ ให้เสียผู้เสียคน; ส่วนอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ทำอันตรายได้ถึงขนาดทำให้เสียผู้
น.1330 เสียคน หรือเสียเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์จึงว่าน่ากลัวกว่าเสือเป็นไหน ๆ : ดังนั้น เราพึงมีชีวิตอยู่ในท่ามกลางอารมณ์ที่ไม่น่าเอา-น่าเป็น นี้อย่างที่เรียกว่าด้วยอุบาย อันแยบคาย หรือเป็น ศิลปะอันสูงสุด นั่นเอง. มันเป็น ศิลปะแห่งชีวิตในตัว ชีวิต หรือในการเป็นอยู่นั่นเอง ซึ่งกล่าวได้ว่า มีชีวิตอยู่อย่างไม่เอาอะไร ไม่เป็น อะไรเลย. นี้คือโดยความรู้สึกภายในใจ หรือโดย สติปัญญาที่ทำให้เกิดการกระทำ ทางใจ อันเป็นความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง. แม้โดยโลกสมมติหรือโดยกฎหมายจะมีว่า คนนั้นได้สิ่งนั้น มีสิ่งนั้น หรือเป็นอย่างนั้น เราก็ให้เป็นไปแต่สักว่าโลกสมมติ หรือตามกฎหมายที่ บัญญัติไว้เท่านั้น ; ดังนั้นถ้าต้องมีการกระทำที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ๆ แล้ว ทางภายนอก ก็ยังคงทำไปตามโลกสมมติ หรือกฎหมาย หรือตามที่ถูก ที่ควรแก่สังคม, ส่วนในทางภายในที่เป็นจิตใจส่วนลึกจริง ๆ ที่คนอื่นรู้ ไม่ได้นั้น มันยังสงบเฉยอยู่ คือเท่ากับ ไม่ได้ทำ ไม่ได้เอา ไม่ได้เป็น ไม่ได้มี ไม่ได้ยึดครองสิ่งใด เพราะว่าไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในการกระทำ หรือผลของ การกระทำที่เป็นภายนอกเหล่านั้นเลย. สิ่งทั้งหมดเป็นไปในด้านดีทั้งสองด้าน คือทาง ภายนอก หรือ เรื่องโลก ก็มีกินมีใช้ มีการเป็นอยู่ที่สบาย ทำอะไร กับใครก็ได้ มีภาระหน้าที่ที่สูงสุดอย่างไรก็ได้ : ส่วนทางภายใน คือจิตใจก็ยัง คงว่างหรือเป็นปรกติอยู่ตามเดิม ไม่มีความร้อนไม่มีความหนัก ไม่ขึ้น ไม่ลง คือไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งต่าง ๆ ภายนอก ซึ่งจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือ ผิดคาด ผิดหวัง หรือได้สมหวัง แล้วแต่กรณี. การเป็นอยู่ชนิดนี้ ถ้าจะกล่าว โดยอุปมา ก็ต้องกล่าวว่า ข้างนอกเป็นวัฏฏสงสาร แต่ข้างในเป็นนิพพาน แต่แท้ที่จริงนั้นไม่เป็นอะไรเลย หรือถ้าจะให้เป็น ก็เป็นนิพพานไปหมด คือว่าง จากทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์ โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. นี่คือ ศิลปะแห่ง ชีวิตที่เป็นไปตามหลักแห่งพุทธศาสนา.
น.1331 ทีนี้ ที่กล่าวว่า ใช้ได้แม้แก่คุณย่าคุณยายที่ไม่รู้หนังสือ นั้น ข้อนี้ หมายความว่า ผู้เฒ่าเหล่านั้น ไม่ต้องศึกษาอะไร นอกจาก หันมองดูที่ความไม่ น่าเอาน่าเป็นของทุกสิ่ง โดยลักษณะที่กล่าวแล้วข้างต้นอยู่เป็นประจำ เท่านั้น แล้วก็อย่าไปเอา ไปเป็น ด้วยจิตใจ คือ เกิดอุปาทานว่า "ตัวกู-ของกู" มากขึ้นก็ แล้วกัน. ที่ว่า ไม่ต้องศึกษาอะไรมาก ก็หมายความแต่เพียงว่า ศึกษาแต่เพียง เท่าที่จะให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ไม่น่าเอาน่าเป็น เช่น เป็นคนดีก็มีความ ทุกข์ไปตามแบบของคนดี; เป็นคนชั่ว ก็มีความทุกข์ไปตามแบบของคนชั่ว: ดังนั้น การ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเสียเลย คือไม่เป็นอะไรทั้งคนดีและคนชั่ว นี่แหละ จึงจะไม่มีทุกข์. อีกทีหนึ่งก็ว่า ถ้าเป็นคนมีบุญ ก็ต้องเป็นทุกข์ไปตาม ประสาของคนมีบุญ ซึ่งแตกต่างกันมากไปจากความทุกข์ของคนมีบาป แต่เป็น ทุกข์เหมือน ๆ กันก็ตรงที่ว่า มันเป็นการแบกของหนักเอาไว้ทั้งนั้น : ผิดกันแต่ว่า ของหนักของอีกคนหนึ่งนั้น กำลังลุกเป็นไฟ แต่ ของหนักของอีกคนหนึ่ง นั้นหอมหวนเยือกเย็น. แต่มันก็หนักอย่างเดียวกัน. อีกทีหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไปก็ว่า เกิดมาเป็นผู้มีความสุข ก็ยังต้องทุกข์ไปตามแบบตามประสาของคนมีความสุข ไม่แพ้บุคคลที่เกิดมามีความทุกข์. ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความสุขนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่ ต้อง "แบก" อยู่นั่นเอง เพราะว่า ค วามสุขนั้นตั้งรากฐานอยู่บนความเกิด แก่ เจ็บ ตาย บนความเปลี่ยนแปลง และบน อารมณ์ทั้งหลายที่เป็นมายาที่สุด จึง เป็นของหนัก หรือภาระหนัก; จึงกล่าวว่า มีความทุกข์ ไปตามประสาคนมีสุข; สู้ไม่เป็นอะไรเลยไม่ได้. นี่แหละจึงว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็น. ทีนี้ เมื่อมองดูไปถึงสิ่งทั้งปวง ก็จะมองเห็นได้ว่า สิ่งทั้งหลาย เหล่านั้น มีความหมายอยู่เพียง ๒ อย่าง คือเป็น คุณ อย่างหนึ่ง และ เป็น โทษ อย่างหนึ่ง; และ ทุกอย่างจะต้องมีทั้งคุณและโทษ ไม่มีอะไรที่จะมีได้ แต่คุณอย่างเดียว หรือโทษอย่างเดียว; แต่เป็นเพราะ ปุถุชนคนธรรมดา
น.1332 สามัญมองไม่ออก เท่านั้น จึงได้หลงไปว่าอย่างนั้นเป็นคุณ อย่างนี้เป็นโทษ; แต่ ความจริงที่ยิ่งกว่านั้น มีอยู่ว่า ทั้งคุณและโทษล้วนแต่เป็น มายา ยึดถือ ไม่ได้ ยึดถือแล้วจะต้องเป็นทุกข์ และ สิ่งที่เป็นคุณนั่นแหละจะให้ทุกข์ อย่างลึกซึ้งมากกว่าสิ่งที่เป็นโทษ เพราะว่า เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นยิ่งกว่าสิ่ง ที่เป็นโทษ. และอีกทางหนึ่งนั้น สิ่งที่เป็นโทษ ย่อมจะสอนอะไรให้มากกว่า สิ่งที่เป็นคุณ เพราะว่าสิ่งที่ถือกันว่าเป็นคุณนั้น มีแต่จะทำให้เหลิง หรือลืมตัว; ดังนั้นจึง สู้ ไม่ไหว ทั้งสิ่งที่เป็นคุณและเป็นโทษ; ไม่เอาอะไรเสียเลยดีกว่า คือมี จิ ตว่างจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งสองนั้น แล้วก็ควบคุมสิ่งทั้งสอง นั้นให้อยู่ใต้อำนาจ เท่าที่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับมันเท่านั้น. นี่แหละคือ ความหมาย ของคำว่า "ไม่เอาอะไร" ซึ่งคู่กับคำว่า "ไม่เป็นอะไร" ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น. ถ้าจะให้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับผู้เฒ่าเหล่านั้น ก็ตั้งปัญหาไปใน ทำนองว่า มันน่าสนุกไหม ในการที่จะเป็นคน หรือเป็นสัตว์; เป็นผู้หญิง น่าสนุกไหม เป็นผู้ชายน่าสนุกไหม เป็นผัวน่าสนุกไหม เป็นเมียน่าสนุกไหม เป็นแม่เขาน่าสนุกไหม เป็นลูกเขาน่าสนุกไหม ผู้เฒ่าเหล่านั้นจะสั่นศีรษะกันไป ทุกคนทีเดียว เพราะได้มี Spiritual Experience ในสิ่งเหล่านั้น มาอย่างโชกโชน ซึมซาบเต็มที่แล้ว; ไม่เหมือนกับเด็ก ๆ หรือคนหนุ่มคนสาว ที่ยังไม่ประสี ประสาต่อความเป็นเช่นนั้น หรือความหมายของสิ่งเหล่านั้น แต่อาจจะมีเด็กหรือ คนหนุ่มสาวบางคน ซึ่งถ้าได้รับคำอธิบายแล้ว ก็เข้าใจได้เหมือนกัน, นั่นแหละคือผู้ที่ จะเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีได้ ดังที่ถือกันว่ามีอยู่ไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ แห่งพุทธศาสนา. ถ้าคิดเพียงสองสามคู่เท่านี้ยังไม่พอ ก็คิดมากออกไปได้อีกหลาย ๆ คู่ เช่นเป็นคนเลี้ยงดูเขากับให้เขาเลี้ยงดู ทั้งคู่นี้น่าสนุกไหม ; เป็นนายสนุกไหม
น.1333 ป็นบ่าวสนุกไหม, เป็นผู้ชนะเขาสนุกไหม เป็นผู้แพ้เขาสนุกไหม, เป็นผู้ทำเขา สนุกไหม เป็นผู้ถูกเขาทำ สนุกไหม. ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ก็เช่นว่าเป็น คนฉลาดสนุกไหม เป็นคนโง่สนุกไหม ซึ่งมันหมายความว่า แม้จะเป็นคนฉลาด อย่างไร ภาระของความเป็นคนฉลาดก็เพิ่มหนักขึ้นตามส่วน ดังนั้นสู้ไม่ยึดมั่น ในการที่จะเป็นอะไรหมดไม่ได้ คือไม่คิดจะเป็นอะไรเสียเลยนั่นเอง ปล่อยให้จิต ว่างจากความยึดถือจากการเป็นนั่นเป็นนี้อยู่ทุกลมหายใจเข้า-ออก ให้ชีวิตถูก ควบคุมอยู่ด้วยสติปัญญาอย่างนี้ แล้วดำเนินกิจประโยชน์ต่าง ๆ ไปด้วยอำนาจ ของสติปัญญานั้น ผู้เฒ่าเหล่านั้นก็จะมีความสุขสดชื่น กลับกลายเป็นว่า มีความ หนุ่มความสาวขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง ; เป็น ความหนุ่มสาวนิรันดร ที่ไม่กลับแก่เฒ่า แม้ว่าร่างกายจะเน่าเข้าโลงไป. นี่แหละคือ ศิลปะแห่งชีวิต หรือ ตัวชีวิตที่เป็นอันเดียวกับศิลปะ และเป็น อันเดียวกับ หัวใจของพุทธศาสนา; ทำให้เราเห็นได้ว่า พุทธศาสนาก็คือ ยอดของศิลปะ และอาจเป็นอันเดียวกับชีวิตได้ นั่นแหละคือภาวะอันแท้จริง ของ นิพพาน ชนิดที่ผู้เฒ่าไม่รู้หนังสือ งก ๆ เงิ่น ๆ ก็เข้าถึงได้ ในเมื่อดำเนิน ตนไปอย่างถูกทางดังที่กล่าวแล้ว. ยังมี อุบายที่ง่ายไปกว่านั้นอีก คือว่า เมื่อสติปัญญามองเห็นว่าไม่มีอะไร ที่น่าเอา - น่าเป็น ที่ไหน ดังนี้แล้ว จิตย่อมน้อมไปสู่ความไม่เอาอะไร ไม่เป็น อะไรโดยอัตโนมัติในตัวมันเอง เพราะมันไม่มีอะไรน่าเอา น่าเป็นที่ไหนจริง ๆ นี้เรียกว่า จิตน้อมไม่สู่ความดับไม่เหลืออยู่เป็นปรกติ แม้ว่าจะยังดับเดี๋ยวนี้ไม่ได้ มันก็ยังจะน้อมไปได้อยู่นั่นเอง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่น่าเอา - น่าเป็นนั่นแหละ มันกดดัน มันผลักไส ให้จิตถอยกลับ หรือกระดอนกลับหรือสลัดคืน แล้วไหล เอียงไปในทางดับไม่เหลือ หรือนิพพาน. เมื่อเป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำ ก็เป็นอัน
น.1334 ว่า จิตใจนั้นพร้อมที่จะตกลงสู่ความดับไม่เหลือ หรือนิพพานอยู่อย่างเต็มที่แล้ว. เมื่อมี อารมณ์ใดมาสะกิดเหมาะ ๆ ก็เกิดปัญญาถึงที่สุด ก็ตกลงสู่ความดับไม่เหลือ หรือ นิพพานได้ในวันใดวันหนึ่ง ก่อนแต่ที่ร่างกายจะแตกดับ. ทีนี้ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น คือ มีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งถึงขณะที่ร่างกายจะ แตกดับ โอกาสที่ดีเลิศก็มีอยู่ในวินาทีสุดท้าย คือในวินาทีที่จิตจะดับ ก็ให้ถือ เอาอุบายชนิดที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" กล่าวคือเมื่อร่างกายจะแตกดับ โดยแน่นอนแล้ว "ตัวกู - ของกู" ก็พลอยกระโจนตามไป ด้วยความแน่ใจว่าไม่มี อะไรเหลืออยู่ที่ไหน ที่น่าเอา - น่าเป็นแต่ประการใดเลย. ความรู้ในเรื่อง ไม่มีอะไรที่น่าเอา - น่าเป็นที่ได้ศึกษา และปฏิบัติอยู่อย่างซึมซาบแตกฉานนั้น อาจจะมาช่วยได้ทันท่วงทีในวินาทีนั้น. ด้วยอุบายอย่างนี้นี่แหละเรียกว่า การดับ ขันธ์ได้ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างยิ่ง และ ลุถึงนิพพานได้ด้วยอุบายที่เรียกว่า "ตกกระไดพลอยโจน" ซึ่งถ้าได้รับการปรับปรุงจนเข้าใจกันดีแล้ว ท่านผู้เฒ่า ทุกคนจะทำได้ แม้จะเป็นคนแก่งก ๆ เงิ่น ๆ ไม่รู้หนังสือเลยก็มีทางที่จะได้รับสิ่งที่ดี ที่สุดในพระพุทธศาสนา และทันแก่เวลา ได้ด้วยอุบายอย่างนี้. แม้ว่ากรณีการดับขันธ์จะเป็นไปโดย Accident หรืออุบัติเหตุ เช่นอุบัติเหตุในท้องถนน เช่นถูกรถยนต์ทับ เป็นต้น เวลาจะมีเหลืออยู่สักวินาที หนึ่งหรือครึ่งวินาทีก็ตาม ก่อนแต่จะหมดความรู้สึกจริง ๆ ก็ให้ผู้เฒ่าเหล่านั้นระลึก ถึงความรู้ในเรื่องความดับไม่เหลือนี้ขึ้นมาให้ได้ และสามารถน้อมจิตไปสู่ความดับ ไม่เหลือ แล้วปล่อยให้นามรูปดับไป ก็เป็น การบรรลุนิพพานได้ แม้ในที่เกิด อุบัติเหตุในท้องถนนนั่นเอง ! ดังนั้นจงเตรียมพร้อม ที่จะดับไม่เหลืออยู่เป็น ประจำ ฝึกฝนให้คล่องแคล่วชำนาญมีความแน่ใจถึงที่สุด เพื่อตกกระไดแล้ว
น.1335 พลอยโจน ให้ถูกวิธีที่สุด อย่าไปนึกถึงหมอ ถึงผู้ช่วยเหลือ หรือถึงทรัพย์สมบัติ ลูกหลานหรือสิ่งต่าง ๆ ในขณะนั้น; จงถือเอาแต่เพียงอย่างเดียว คือความดับ ไม่เหลือเท่านั้นเอง. นี้เรียกว่า วิธีปฏิบัติอย่างลัดสั้นที่สุด ง่ายดายที่สุด และ ใ ช้ได้แก่ ทุกคนที่สุด ซึ่งทุกคนควรจะสนใจ ตั้งไว้เป็นพื้นฐานและมาตรฐานที่ทุกคนต้อง เข้าถึง. ส่วนการที่บางคนสามารถทำอะไรได้ดีหรือมากไปกว่านี้นั้น ให้ถือว่าเป็น สิ่งเหลือเฟือ หรืออย่างดีที่สุดก็เป็น เครื่องประดับให้ความหลุดพ้นของผู้นั้น ดูงดงามขึ้นกว่าธรรมดา ; แต่ทุกคนอย่าลืมว่า สิ่งที่เรียกว่าเครื่องประดับนั้น มองดูให้ดีแล้วไม่ใช่สิ่งจำเป็น; และ ถ้ามองให้ดีขึ้นไปอีก ก็อาจจะกลายเป็น สิ่งที่ทำให้รกรุงรังเกินความจำเป็นไปก็ได้; ดังนั้นจึงควรถือเอาตามที่ได้กำหนดไว้ เป็นมาตรฐานอย่างไร ก็พอแล้ว.
น.1336 ฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ๓๗. สักแต่ว่า!! ในโอกาสอันเป็นวาระสุดท้าย แห่งการบรรยายนี้ จะได้กล่าวถึง วิธีปฏิบัติในขณะที่เผชิญกับอารมณ์; เพื่อ ความดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” . การปฏิบัติเพื่อความดับไปแห่ง “ตัวกู-ของกู” ในขณะที่เผชิญกับอารมณ์ มีรูปกระทบตาเป็นต้น นั้น โดยใจความสำคัญอาศัย หลักพุทธภาษิตที่ตรัสแก่พระพาหิยะ- ทารุจิริยะที่ว่า “ดูก่อนพาหิยะ ! เมื่อใดเธอเห็นรูปแล้ว สักแต่ ว่าเห็น, ได้ฟังเสียงแล้วสักแต่ว่าฟัง, ได้กลิ่นแล้วก็สักแต่ ว่าได้กลิ่น, ลิ้มรสแล้ว ก็สักแต่ว่าได้ลิ้ม, ได้รับสัมผัสทางผิวกายแล้วก็สักแต่ว่า สัมผัส, ดังนี้แล้ว; เมื่อนั้น “เธอ” จักไม่มี . เมื่อใด “เธอ” ไม่มี; เมื่อนั้น เธอก็ไม่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในโลกอื่น และไม่ปรากฏในระหว่างแห่ง โลกทั้งสอง , นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ” ดังนี้. (อุ.ขุ. ๒๕/๘๓/๔๘)
น.1337 หรับ การปฏิบัติที่สูงขึ้นไป หรือที่จะสำเร็จประโยชน์โดยแท้จริง นั้น ยังจะต้องมีอุบายที่แยบคายไปกว่านั้น กล่าวคือ มีการปฏิบัติชนิดที่ทำให้ เห็น สุขเวทนา ทั้งหลายเป็นสิ่งที่เป็น มายา หลอกลวงอยู่เป็นประจำ; ทั้งนี้เพราะว่า สิ่งต่าง ๆ ย่อมมีความหมายแก่สัตว์ทั้งหลาย อยู่ตรงที่จะให้เกิดสุขเวทนา เท่านั้น. สำหรับ ทุกขเวทนา นั้น เป็นผลอีกอันหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจาก ความยึดมั่นถือมั่นในสุขเวทนาที่ไม่ได้อย่างใจนึก: ถ้าความยึดมั่นถือมั่นในสุข- เวทนาไม่มีแล้ว ทางที่จะเกิดไปยึดมั่นถือมั่นในทุกขเวทนาก็ย่อมไม่มี; ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงมักกล่าวถึงกันแต่สุขเวทนา ซึ่งที่แท้ก็ มีทุกขเวทนาแฝงอยู่ด้วยใน ส่วนลึกของความหมายตามทางปรมัตถธรรมของคำ ๆ นี้. เมื่อสุขเวทนาเป็นสิ่งที่ไม่มี ความหมายไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำหรับทุกขเวทนาก็พลอยไม่มี ความหมายไปด้วย จึงไม่ยั่วให้เกิดความยึดถืออารมณ์ในทางตาเป็นต้น ในเมื่อ ได้เห็นภาพที่สวยงาม อันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสตัณหาทางตา; ดังนั้นจึงมีใจความ สำคัญอยู่ในข้อที่ว่า ต้องมีความรู้ในการที่จะตัดมูลรากอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือต่ออารมณ์นั้นๆ เสียก่อน. ข้อนี้ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า " คุณ" หรือ “ความหมาย” ของอารมณ์นั้น ๆ นั่นเอง. เช่น ความสวย ความงาม ความหอม หรืออะไรก็ตาม ซึ่งสัตว์เข้าไป หลงติดในอารมณ์นั้น ๆ หรือในวัตถุนั้นๆ ก็เพราะ “ความหมาย” อันนี้. ถ้ามี การทำลาย "คุณ” หรือ “ความหมาย” อันนี้เสียได้ด้วยปัญญา สิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ด้วย "คุณ" เหล่านี้ ก็กลายเป็นหมันไป ในการที่จะทำให้เกิดความ ยึดมั่นถือมั่น. ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่า การเห็นรูปเป็นต้น ของบุคคลที่มีปัญญาถึง ขนาดที่ทำลาย "ความหมาย" หรือ "คุณ" ของรูปต่าง ๆ ที่ได้เห็นนั้นเสียได้ นั่นแหละ คือ การเห็นที่สักแต่ว่าเห็น. ส่วนการได้ยินที่สักแต่ว่าได้ยิน การได้กลิ่นที่สักแต่
น.1338 ว่าได้ดม เป็นต้น ก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่เขา ไม่เป็นทาสของสุขเวทนา แต่เป็นผู้ที่ทำลาย "คุณ" หรือ "ความหมาย" เสียได้ ทั้งของสุขเวทนา และทั้งสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสุขเวทนา ; การกระทบกับอารมณ์ ของบุคคลนั้น จึงเป็นสักแต่ว่า ผัสสะ คือการกระทบ ไม่เกิดเป็นเวทนาขึ้นมา ; หรือแม้แต่เกิดเป็นเวทนาขึ้นมาแล้ว ก็กลายเป็นแต่ สักว่าผัสสะต่อเวทนานั้น ไม่มีการถือเอา "ความหมาย" หรือ "คุณ" ของเวทนานั้น; เวทนานั้น จึงสักว่า เวทนา แล้วก็ดับไป ไม่อาจจะปรุงเป็นตัณหาอุปาทาน จนกระทั่งเกิดภพ เกิดชาติ และเป็นทุกข์ขึ้นมาได้. ใจความสำคัญที่สุดจึงมีอยู่ว่า การปฏิบัตินั้นๆ มิได้เป็นการตรงรี่เข้าไป จัดการกับอารมณ์ที่ได้เห็น แต่กลับเป็นการจัดการย้อนเข้าไปในภายใน มีการ จัดการทำในภายใน โดยทางสติปัญญา ที่จะทำลายตัวการหรือต้นเหตุที่จะ ทำให้ออกไปรับอารมณ์ด้วยความยึดมั่นถือมั่นต่างหาก ; คือให้ผัสสะเป็นเพียง สักว่าผัสสะหรือถ้ากล่าวเป็นไทย ๆ ก็ว่า ให้การกระทบทางตาเป็นต้น เป็นเพียงสัก ว่าการกระทบ แล้วก็หยุดกันเพียงเท่านั้น. ตัวผู้กระทบ หรือผู้เป็นเจ้าของแห่ง การกระทบก็ตาม หามีไม่ ; มีแต่กระทบของตากับรูป และจักขุวิญญาณเท่านั้น ซึ่งก็รวมอยู่กับคำว่าตา เพราะฉะนั้น จึงเหลือแต่ตากับรูปกระทบกันเท่านั้น ไม่มี "ตัวกู" ผู้เป็นเจ้าของแห่งการกระทบหรือผู้กระทบก็ตาม. เมื่อความรู้สึกว่า ‘ตัวกู” ไม่มี ก็คือไม่มีตัณหาอุปาทานในอารมณ์นั้น ๆ หรืออารมณ์ไหน ๆ: นี้เรียกว่าไม่มี "ตัวกู” อยู่ในโลกนี้หรืออยู่ในโลกไหน กลายเป็นว่างจาก "ตัวกู" ซึ่งมีความหมายเป็นนิพพานอยู่เป็นปรกติ เพราะอำนาจที่ไม่ก่อเป็นปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายสมุทรวารขึ้นมาได้นั่นเอง นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณากันอย่าง- ละเอียดต่อไปอีกสักเล็กน้อย. ใจความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทที่ ไม่อาจจะก่อขึ้นเป็นทุกข สมุทัย ในที่นี้นั้น โดยตัวหนังสือก็ตรงที่ว่า "เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าได้เห็น ได้กลิ่นก็สัก
น.1339 แต่ว่าได้กลิ่น" ดังนี้เป็นต้น แล้วมันจะมีเรื่องยืดยาวเป็นสายตลอดปฏิจจสมุปบาทฝ่าย สมุทย์วารได้อย่างไรกัน. สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างรวบรัดเช่นผู้เฒ่าที่ปฏิบัติตามหลัก ไม่เอา-ไม่เป็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ย่อมไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัย; แต่ สำหรับผู้ปฏิบัติที่ประสงค์จะศึกษาเป็นเครื่องเรืองปัญญานั้น ย่อมมีทางที่จะศึกษาได้ และเท่าที่จำเป็น กล่าวคือในขณะที่มี การเห็นสักแต่ว่าเห็น นั้น มันเป็นเพียงแต่ กระทบกันของสิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ตามธรรมชาติล้วน ๆ คือของรูปวัตถุภายนอก และของดวงตาที่ประกอบอยู่ด้วยจักษุประสาทเท่านั้นเอง : เป็นเรื่องของธรรมชาติ ล้วน ๆ ที่ไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดครอง หรือเข้าไปสิงอยู่แต่ประการใดในส่วนไหน มันจึงเป็นเพียง ธรรมชาติล้วน ๆ กระทบกัน ไม่มีผลเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ดังกล่าวแล้ว. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือมีการดับลง นับตั้งแต่ เวทนาลงมาถึงตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์ทั้งหลาย, ย่อมมีอยู่อย่างเห็น ได้ชัด. ส่วนปฏิจจสมุปบาทส่วนที่ย้อนหลังขึ้นไป คือจากเวทนาไปยังผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร และอวิชชา นั้น มันดับไปหรือไม่มีอยู่หรือ ไม่เกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างไรนั้น ต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้อง จึงจะมองเห็นว่า มันเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร ขึ้นไปกระทั่งถึงอวิชชาทีเดียว หรือตั้งแต่ อวิชชาลงมาตามลำดับจนตลอดสายทีเดียว; และอันนี้เอง เป็นความหมาย ที่เข้าใจยากที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท" แต่ ความจริงนั้นมีอยู่ง่ายๆ และนิดเดียว คือข้อที่ว่า ถ้าเมื่อผัสสะคือการกระทบ เป็นเพียงเพื่อการกระทบ แล้ว อายตนะคือตาและรูปเป็นต้น ที่เป็นที่ตั้งแห่งการกระทบนั้น มันจะมีค่าหรือมี ความหมายอะไร คือมันมีค่าเท่ากับไม่มีนั่นเอง เช่นเดียวกับที่ผัสสะไม่มีค่าในกรณี เช่นนี้: นั่นแหละคือความดับไปของอายตนะ หรือการไม่มีอยู่ของอายตนะ มีตา กับรูปเป็นต้น. อายตนะเป็นหมันเท่ากับที่ผัสสะเป็นหมัน จึงเรียกว่ามันดับอยู่ เมื่ออายตนะมีลักษณะเป็นหมันเช่นนี้ นามและรูป หรือนามรูปอันเป็นที่ตั้งของ
น.1340 อายตนะ ก็เป็นหมัน หรือมีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่เหมือนกัน. เมื่อ นามรูปเป็นหมัน วิญญาณธาตุที่ปรุงแต่งนามรูปนั้น ในขณะนั้นหรือในกรณีนั้น ก็เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มีหรือดับอยู่. เมื่อวิญญาณธาตุเป็นหมัน สังขารที่ปรุง แต่งให้เกิดวิญญาณธาตุนั้นก็พลอยเป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มี หรือดับอยู่; เมื่อ สังขารเป็นหมัน อวิชชาซึ่งปรุงแต่งสังขารในกรณีนั้น ก็เป็นหมัน คือมีค่าเท่ากับ ไม่มี หรือดับอยู่. ทั้งหมดนี้ก็เพราะ เหตุนิดเดียวที่มีอยู่ที่ตรงกลาง คือที่ตรงกลาง สายของปฏิจจสมุปบาท กล่าวคือผัสสะที่เป็นหมันนั่นเอง. เมื่อผัสสะเป็นหมัน ไม่ให้เกิดเวทนาแล้ว ปฏิจจสมุปบาททั้งสายก็เป็นหมัน มีค่าเท่ากับไม่มีอะไร เกิดขึ้น. นี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร คือฝ่ายดับทุกข์ได้มีอยู่อย่าง สมบูรณ์. ยังมีสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษที่สุด คือ ความจริงที่มีอยู่อย่างลึกซึ้ง ในข้อที่ว่า อวิชชามันได้ดับไป หรือไม่อาจจะ ก่อขึ้นในขณะผัสสะ คือขณะที่ตากระทบรูปเป็นต้นนั่นเอง ; เมื่ออวิชาก่อขึ้น ไม่ได้ที่ตรงนี้ ปฏิจจสมุปบาททั้งสายก็ก่อขึ้นไม่ได้ ตรงที่อวิชชาก็ไม่ ปรุงสังขาร กล่าวคืออำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้วิญญาณธาตุเกิดกลาย เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ของมันไม่ได้ นั่นก็คือ การปรุงนามรูปชนิดที่ใช้การไม่ได้นั่นเอง. เมื่อนามรูปไม่ถูกปรับปรุงในลักษณะเช่นนั้น ก็เป็นนามรูปที่ไม่ทำหน้าที่ของมัน มีอยู่ก็เหมือนกับไม่มี : เพราะฉะนั้นอายตนะต่าง ๆ ที่เนื่องอยู่ด้วยนามรูปนั้นก็ไม่ อาจจะทำหน้าที่ของมันได้เต็มความหมาย; นี้เรียกว่าดับอยู่. เมื่ออายตนะดับอยู่ คือไม่ทำหน้าที่ของมันเต็มตามความหมาย ด้วยอำนาจของอวิชชาเป็นมูลแล้ว ผัสสะ นั้น ๆ ก็เป็นเพียงผัสสะล้วน ๆ คือเป็นเพียงการกระทบกันของสิ่งที่เป็นเพียง ธรรมชาติล้วน ๆ ไม่เป็นผัสสะที่อำนวยให้เกิดเวทนา และไม่เกิดตัณหา อุปาทาน เป็นลำดับไป; โดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้มองเห็นใจความ
น.1341 คัญ ที่พลิกแพลงและเร้นลับที่สุดตรงข้อที่ว่า ในขณะแห่งผัสสะนั้น มันมี อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นเอง. ผัสสะใดมือวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผัสสะนั้นเป็นที่ตั้งแห่ง ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทรวาร (คือเกิดขึ้นแห่งทุกข์) จนตลอดสายที่เดียว. ในทางตรงกันข้าม ผัสสะใดถูกควบคุมไว้ดี อวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ ผัส- สะนั้นก็เป็นที่ตั้งแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร (คือดับไปแห่งทุกข์) จน ตลอดสายอย่างเดียวกัน. ผัสสะของคนพาล คนโง่ คนหลง คือผัสสะที่อวิชชา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; ผัสสะของพระอริยเจ้า หรือของคนมีปัญญา ที่เต็มตามความ หมายของการปฏิบัติข้อนี้ เป็นผัสสะที่ไม่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; มันจึง เป็นเพียงสักว่าผัสสะ คือการกระทบ ; ไม่มี "ตัวกู" หรือ "ตัวเธอ" เกิดขึ้น มาได้ : จึงเป็นความดับแห่งทุกข์อยู่ร่ำไป. นี่แหละคือข้อที่ต้องตั้งข้อสังเกต ให้ดี ๆ ให้พบความจริงที่ว่า ความเกิดขึ้นหรือความดับไปก็ตามแห่งอวิชชานั้น จะต้องตั้งต้นเมื่อตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้ดมกลืน หรือลิ้นได้ รู้รส หรือกายได้รับสัมผัสทางผิวกาย อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป จึงจะเป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาทที่ถูกตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน และเป็นความรู้ที่อาจใช้ เป็นเครื่องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้. ถ้าผิดไปจากนี้แล้ว ก็เป็นปฏิจจสมุปบาทที่ เพื่อไปตามตัวหนังสือ หรือตามคารมลมปากที่แย่งกันอธิบาย ซึ่งทั้งหมดนั้นใช้ให้ เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ สักนิดเดียวก็ไม่ได้. สรุปความว่า เมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ เช่น รูปกระทบตา เป็นต้น ต้องมีสติสัมปชัญญะนำเอาความรู้เรื่องสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น เข้ามาช่วยให้ทันท่วงที เมื่อสติสัมปชัญญะเกิดแล้ว อวิชชาก็จัก ไม่เกิดขึ้นปรุงแต่ง อันจะทำให้เกิดอำนาจชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า สังขารที่ปรุงแต่ง วิญญาณธาตุ ให้ปรุงแต่งนามรูป อันจะเป็นที่ตั้งของอายตนะ ซึ่งมีประสิทธิภาพ
น.1342 ทำให้เกิดผัสสะชนิดที่ปรุงให้เกิดเวทนา ชนิดที่ปรุงให้เกิด ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ในที่สุด. ความรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละเป็นตัววิชชา ที่เป็นตัวทำลายล้างอวิชชาอยู่เสมอไป. ดังนั้น เมื่อมี การกระทบทางตาเป็นต้น ก็ให้มีวิชชาดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเท่านั้น ผัสสะนั้นก็จะเป็น เพียงสักว่าผัสสะ และทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น. นี้เรียกว่า การปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติเมื่อเผชิญกันเข้ากับอารมณ์ มีรูป กระทบทางตาเป็นต้น ซึ่งเป็นคู่กันกับการปฏิบัติอีกสายหนึ่ง ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่ เป็นประจำ โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้ว, เมื่อมีการปฏิบัติที่เป็นไปได้ทั้ง ๒ แนว หรือ ๒ สาย ดังนี้แล้ว "ตัวกู-ของกู" ก็ไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้น; และตรง กันข้าม มีแต่จะซูบผอมตายไป เพราะอดอาหาร ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ และขาดสูญสิ้นเชื้อไปในที่สุด : เป็นการดับตัณหา อุปาทาน ได้สิ้นเชิง หมดทุกข์โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. เท่าที่มีการบรรยายมาตลอดเวลา ๓๗ ครั้งนี้ เป็นการชี้ให้เห็น ลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู"; เห็นมูลเหตุแห่งการเกิด ขึ้นของมัน; เห็นสิ่งตรงกันข้ามคือ ความเงียบหรือความว่างจากความมี "ตัวกู-ของกู" และเห็นวิธีปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความว่างจาก "ตัวกู-ของกู" ในฐานะที่เป็นปัญหาสำคัญสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล เพราะว่าความทุกข์ทั้งปวง ของสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภูมิไหน สูงต่ำอย่างไร ล้วนแต่มีความทุกข์ เพราะสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกู-ของกู" นี้ทั้งนั้น. "ตัวกู-ของกู" นั่นแหละ เป็นตัวทุกข์ ดังที่ตรัสว่า "โดยสรุปสั้นที่สุดแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วย อุปาทานนั่นแหละเป็นตัวทุกข์." อวิชชาเป็นมูลเหตุให้เกิด "ตัวกู-ของกู" และ นั่นแหละเป็นมูลเหตุของทุกข์โดยตรง ซึ่งเป็นต้นเงื่อนอันแรกที่สุด. ดับ "ตัวกู" เพราะดับอวิชชาเสียได้นั่นแหละคือดับทุกข์สิ้นเชิง. การมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง
น.1343 ทุกลมหายใจเข้า-ออก ทั้งในขณะปรกติไม่มีอารมณ์รบกวน และทั้งใน ขณะที่เผชิญหน้ากันกับอารมณ์ นั่นแหละคือการเป็นอยู่ชอบ หรือ ตัวพรหม- จรรย์ในพระพุทธศาสนา ที่จะดับอวิชชาอันเป็นบ่อเกิดแห่ง "ตัวกู-ของกู" เสียได้ อันจะทำให้มนุษย์ชาติประสบสันติสุขอันถาวรทั้งภายนอกและภายใน ทั้ง ส่วนสังคมและส่วนปัจเจกชน. ตลอดเวลาที่มนุษย์เราไม่เข้าถึงความจริงข้อนี้ โลกนี้จะยังคงมีวิกฤติ- การณ์ถาวรระส่ำระสายวุ่นวายไม่มีหยุด อย่างที่ไม่มีใครจะช่วยได้ เพราะเป็นการ กระทำที่ฝืนนหลักความจริงของธรรมะ หรือของธรรมชาติ หรือกล่าวอย่างปุคคลา- ธิษฐานก็ว่า ฝืนพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า นั่นเอง. มันเป็นการต่อสู้กันกับธรรมะ หรือธรรมชาติ หรือกับพระเป็นเจ้าก็ตาม ชนิดที่มนุษย์ไม่มีทางที่จะเอาชนะ ได้เลย. ฉะนั้น จึงอย่าได้ประมาท จงได้พิจารณาดูมันใหม่ ให้มีสัมมาทิฏฐิ หรือความเข้าใจอย่างถูกต้องจริง ๆ แล้วมาตั้งต้นกันใหม่ด้วยการเดินไปตามทางที่ ถูกต้อง ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ ตลอดถึงความเชื่อและความคิดเห็น; ก็จะได้ประสบสิ่งที่ดีที่สุดหรือประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้รับ โดยไม่ต้อง สงสัยเลย. พุทธศาสนามีความมุ่งหมายเพียงเท่านี้ ; เดิมมี ใจความสำคัญของ พุทธศาสนาจึงมีอยู่เพียงเท่านี้. ผู้หวังที่จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนาอย่างแท้จริงและหวัง จะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ จงพยายามศึกษาและพินิจพิจารณา ด้วยการกระทำที่สุขุมและรอบคอบเถิด จะได้รับประโยชน์ครบถ้วนจากพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาโดยไม่ต้องสงสัยเลย.
น.1344 จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า เขาเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. เขาเป็นเพื่อน เวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ด้วยกันกะเรา. เขาก็ตกอยู่ใต้ อำนาจกิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง. เขาก็มี ราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา. เขาย่อมพลั้งเผลอ บางคราว เหมือนเรา. เขาก็ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา, ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา. เขาก็โง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่. เขาก็ ตามใจ ตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ. เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง. เขาก็ มักจะกอบโกย และ เอาเปรียบ เมื่อมีโอกาสเหมือนเรา. เขามีสิทธิ ที่จะบ้า ดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา. เขาเป็น คนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่างๆ เหมือนเรา. เขาไม่มี หน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา. เขาเป็น เพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา. เขาก็ ทำอะไร ด้วย ความคิดชั่วแล่น และ ผลุนผลัน เหมือนเรา. เขามีหน้าที่ รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา. เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเลือก (แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา. เขามีสิทธิ ที่จะใช้ สมบัติสาธารณะ เท่ากันกับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา. เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ จากเรา. เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี. เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา. เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น. เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเรา, สำหรับจะอยู่ในโลก. ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการ ขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ โมกขพลาราม ๒๒ พฤษภาคม ๓๑
Buddhadasa