Buddhadasa.org

เทศนาและโอวาท ตอนที่ ๒ — เรื่องความสุข

เทศนาและโอวาท — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เทศนาและโอวาท (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.415 สารบาญ เทศนา เรื่องความสุข ....................................................... ๙ ธรรมสำหรับฆราวาส ........................................... ๔๑ วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ ....................................... ๖๓ ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก ................................ ๑๑๑ โอวาท ศาสนากับสังคม .............................................. ๑๖๕ การถึงพระรัตนตรัย ......................................... ๑๘๙ ลำดับแห่งการถึงพระรัตนตรัย .......................... ๒๑๓

น.417 เรื่องความสุข (สุขกถา) แสดง ณ คณะธรรมทาน ตลาดอำเภอเมืองไชยา สุราษฎร์ธานี ๓๑ มกราคม ๒๔๗๘

น.418 นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพฺทฺธสฺส ฯ (๑) อพฺยาปชฺชํ สุขํ โลเก ปาณภูเตสุ สญฺญโม. (๒) สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกฺกโม (๓) อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ (บาลี อุ. ขุ. ไตร ล. ๒๕/ ๘๖/ ๕๑) ตอน ๑. ปรารภเรื่องคณะธรรมทาน ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ! ก่อนแต่จะแสดงธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาค ข้าพเจ้าขอโอกาสพูดในนามของคณะ ธรรมทาน แด่ท่านทั้งหลายสักเล็กน้อย, เพราะครั้งนี้เป็น ครั้งแรกของการแสดงเทศนา ในสถานที่ใหม่ของคณะ ธรรมทานนับตั้งแต่ได้ย้ายสำนักงานมาอยู่ในตลาดตำบลนี้. คณะธรรมทานคืออะไร ? คณะธรรมทานมิใช่เป็นนามของสมาคมหรืออะไร มากไปกว่านามของคนพวกหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่มีเจตนา ๑๑

น.419 ๑๒ ในการปลุก เขย่า กันและกัน ให้รู้จักธรรมอันแท้จริงของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยาแก้ทุกข์" ของพวกเราทั้งหลาย. จะเป็นใครก็ตาม เมื่อมาร่วมมือกัน ภายในความมุ่งหมายนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็น "ชาวคณะธรรมทาน" สิ้น โดยไม่ต้องลงนามหรือขึ้นทะเบียน. เป็นอันว่า ขอให้ ท่านทั้งหลายสำนึกตนว่า ทุกคนบรรดาที่มาประชุมกันนี้ ล้วนแต่เป็นชาวคณะธรรมทานทั้งนั้น และเรายังมีสหายบ้านอื่น เมืองอื่นอีกเป็นอันมาก ซึ่งเป็นชาวคณะธรรมทาน, เพราะ เราถือหลักว่าโดยน้ำใจ ใครอยู่ที่ไหนก็ตามเมื่อมีความ มุ่งหมายเช่นเดียวกันนี้ และได้ติดต่อกันแล้ว ก็เป็นชาว คณะธรรมทานอยู่ในตัวได้โดยหลักแห่งธรรมของพระ- พุทธองค์. เมื่อกล่าวโดยสิ้นเชิง ธรรมก็คืออาหารของใจ. ตัวเรา จะแบ่งได้เป็นสองอย่างคือ กาย กับ ใจ. กายมีข้าวปลาผัก ผลไม้ ฯลฯ เป็นอาหารจึงจะอยู่ได้, ใจก็เช่นเดียวกัน จะอยู่ โดยปราศจากอาหารอย่างไรได้. ธรรมเป็นอาหารของใจ ขาดเสียไม่ได้ เพราะเรายังต้องให้มีอยู่ทั้งกายและใจ. ใจกินอาหารผิด ก็เกิดโทษแก่ใจ ทำนองเดียวกับกายที่ กินอาหารผิดแล้วเกิดโทษขึ้น ดังที่เราเห็นกันอยู่อย่างง่าย ๆ แล้ว. เพราะฉะนั้นจึงต้องระวังให้ใจของเราได้อาหารที่ ถูกต้อง. การปลุก-เขย่า-เปิดหู เปิดตา-ชี้แจง-อบรม-กัน และกัน ให้ได้รับเอาแต่อาหารใจที่ถูกต้อง และดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็น ความมุ่งหมายของคณะธรรมทาน ! เป็น กิจการของ

น.420 ๑๓ คณะธรรมทาน ! ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลายให้สำนึกตัว รู้จักหน้าที่ของตนไว้. ตอน ๒. ปรารภเรื่องวันพระ วันเช่นวันนี้ เป็นวันอะไร ? ท่านทั้งหลาย ! ข้าพเจ้ามักเริ่มเทศนาด้วยการเตือน ผู้ฟังให้หยั่งทราบถึงความสำคัญของวันนี้เสมอ. การที่เรา รู้สึกถึงความสำคัญของวัน นำให้เราขะมักเขม้นทำให้ยิ่ง ขึ้นไปเป็นพิเศษ. วันนี้เป็นวันพระ-วันอุโบสถ-วันธรรมสวนะ ! ทำไม เราจึงเรียกกันเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะได้อธิบายเป็นอย่าง ๆ ไป เพื่อเรียกร้องเอาความไม่ประมาทของเราทั้งหลายมาให้ เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ. ๑. วันพระ วันพระคือวันประเสริฐ. หมายความว่า เราจะต้องรักษาให้สะอาดหมดจด มีศานติสุขอันเยือกเย็น. ไม่แปดเปื้อนไปด้วยความสกปรก คือความหม่นหมองในใจ ด้วยอำนาจความรัก-ชัง-โง่เขลา-เกลียดกลัว ฯลฯ. วันพระ ของเรา เราจะต้องอุทิศให้พระจริง ๆ, มิฉะนั้นวันพระ จะไม่มีสำหรับเราเลย, กลับทำให้เรากลายเป็นคนโกหก หลอกลวงตัวเองและผู้อื่นไป. พระคือความประเสริฐ.เรา จะทำวันนี้ให้เป็นวันพระแก่เราได้ ก็โดยรักษาให้ประเสริฐ กว่า ๗ วัน หรือ ๖ วัน นอกจากวันนี้ในระยะกึ่งปักษ์.

น.421 ๑๔ ตามธรรมดา ฆราวาสมีกิจมาก เกี่ยวด้วยอาชีพบ้าง เล่นสนุกบ้าง อย่างอื่น ๆ บ้าง, วันคืนส่วนมากมักล่วงไป ด้วยความสกปรกโสมม ๑ ตามธรรมดาของปุถุชนภายใน โลกียวิสัย, ไม่ในที่แจ้งก็ที่ลับ วันตามธรรมดาของคนเรา จึงไม่ประเสริฐหรือสะอาด เพราะฉะนั้นเราจึงพากันอุทิศ เสียวันหนึ่ง ให้เป็นวันพระ คือวันประเสริฐ. ก็เมื่อเราจะเป็น ผู้มีปากและใจตรงกันให้ได้จริงแล้ว เราจะต้องพยายาม ให้เป็นอย่างดี ในการที่จะทำให้วันพระของเราเป็นวันพระ จริง ๆ. ให้ชีวิตอันยืนยาวของเรามีวันสะอาดน่าชื่นใจ คละปนอยู่เป็นกำไรพิเศษ ซึ่งเมื่อเราขึ้นสู่ยอดภูเขาคือ ปัญญาของเราแล้วมองดูชีวิตของเราเอง, เราจะมองเห็น และเคารพตัวเองได้ว่า ชีวิตนี้ไม่เป็นหมันจากความบริสุทธิ์ หรือความประเสริฐ. เท่านี้ก็เป็นการน่าปลื้มใจของผู้ที่ยัง ไม่อาจรักษาให้ประเสริฐได้ทุกวัน เป็นที่สุดแล้ว ! ๒. วันอุโบสถ อุโบสถคือการเข้าอยู่หรือเก็บตัวเอง ไว้ภายในการขัดสีชำระชะล้าง กาย วาจา ใจ ให้เบาบาง จากความชั่วร้ายเลวทรามยิ่งขึ้นทุกที. ข้อนี้เปรียบเหมือน เรามีพระทองเหลืองขัดเงาอยู่องค์หนึ่ง, เมื่อไม่ขัดสีอยู่ บ่อย ๆ จนสนิมลึกกัดกินเสียแล้ว ก็ยากที่จะขัดให้บริสุทธิ์ ได้อีก แต่ถ้าเราขัดอยู่เสมอ ๆ เป็นระยะ เราก็มีพระขัดที่ งดงามน่าบูชาเสมอไป อุปมานี้ฉันใด อุปมัย คือใจเราก็ ๑. เช่นความอิจฉาริษยา, ความลำเอียง, ความเห็นแก่ตัว ฯลฯ

น.422 ๑๕ ฉันนั้น. ใจที่หมักหมมกับความชั่วร้าย จนมันตายจาก ความดีไปเสียแล้ว ก็ยากที่จะกลับมาเป็นใจที่ดีได้อีก. กายวาจาก็เช่นเดียวกัน, การกระทำเช่นนี้เป็นของจำเป็น สำหรับทุกคน และเป็นความฉลาดหรือบุญกุศลอย่างยิ่ง ของท่านทั้งหลาย บรรดาที่ได้ทำการเข้าถืออุโบสถศีล ในวันนี้. ความชั่วร้ายทางกาย วาจา ใจ ประจำวันของเรา เป็นเครื่องแสดงว่าเรายังเป็นปุถุชนอยู่ เราพยายามแก้ไข มันอยู่เสมอ และตั้งใจจะทำให้ดียิ่งเป็นพิเศษ ๑ วันใน ๗วัน จนกว่าความชั่วร้ายนั้นจะสาปสูญหมดไปจากเรา เราเรียก วันพิเศษวันนี้ของเรา ว่าวันอุโบสถ-วันที่พยายามทำให้ดี เป็นพิเศษ. การที่บางคนใช้วันพระ (Holy day) เป็นวันเล่นหัว สนุกสนานเพลิดเพลินไปตามเรื่อง หรือใช้วันอุโบสถเป็น วันไปนอนเล่นพักผ่อนตามวัดนั้น ออกจะเป็นการเพิ่มพูน ความโง่เขลามากกว่าที่จะเป็นกุศล คือ ความฉลาด. ถ้า จะให้เป็นความดี คือ ปัญญา, วิชชา, หรือแสงสว่างแห่ง ชีวิตแล้ว เราจะต้องรักษาวันเช่นวันนี้ ให้เป็นไปตามหลัก ดังกล่าวมาแล้ว. ๓. วันธรรมสวนะ วันฟังธรรม คือวันสำหรับศึกษา เพิ่มเติม ถึงเรื่องการดำเนินชีวิตของตน ๆ ให้ผ่านพ้นความ ทุกข์ทนทรมานเศร้าหมองไปได้ด้วยอาการอันฉลาด,เป็น การศึกษา "ศิลปะแห่งความสุขของชีวิต" รายสัปดาห์

น.423 ๑๖ ของเรานั่นเอง. แต่เป็นการน่าอนาถใจอย่างยิ่ง ที่ความหมายของวัน สำคัญวันนี้มักมิได้เกิดผลเป็นความจริงออกมาอย่างสมชื่อ, ทั้งนี้เนื่องจากความโง่เง่าของเราเอง ที่ส่วนมากมักซึมซาบ เสียในใจว่า มาฟังก็ได้บุญเต็มเปี่ยมแล้ว, การได้มานั่งฟัง จนจบ รับสาธุแล้ว ก็เป็นได้บุญเพียงพอ. ไม่ต้องขวนขวาย เพื่อความรู้ความเข้าใจอย่างใดก็ได้. ข้าพเจ้าต้องออกเสียง แสดงธรรมแข่งขันกับเสียงตะบัน, เสียงทิ้งสตางค์ในภาชนะ, เสียงร้องของเด็ก ๆ (ที่ย่ายายพามาหาบุญด้วย), และเสียง อื่น ๆ อีกอยู่บ่อย ๆ ก็เพราะผู้ที่ถือลัทธิ "ฟังจบได้บุญ" เหล่านี้เอง ซึ่งข้าพเจ้าอยากกล่าวว่าถึงจะฟังไปอีกกี่ปี หรือกี่ชาติ ก็คงไม่ได้บุญใหม่ ๆ งอกเงยออกไปกว่าที่มี อยู่แล้วเมื่อก่อนแต่จะไปฟังครั้งแรกเป็นแน่. จึงขอเตือนท่านทั้งหลายในที่นี้ว่า โปรดฟังให้จริง ๆ คือให้เข้าใจว่าข้าพเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรและมีประโยชน์ แก่คนเรา ๆ อย่างไร, วันเช่นวันนี้จึงจะเป็นวันธรรมสวนะขึ้น มาได้สำหรับท่านผู้นั้น มิฉะนั้นก็จะเป็นวันแห่งอวิชชา หรือ วันแห่งอุเบกขารมณ์อันมีโมหะเป็นมูล เต็มไปด้วยญาณวิป ปยุตต์. ควรละอายอย่างมากทีเดียว ถ้าขาประจำของวัน ธรรมสวนะกลับเต็มไปด้วยอวิชชา หนาแน่นยิ่งกว่าผู้ที่จร มาฟังแต่บางคาบบางครั้ง, แต่มาด้วยความตั้งอกตั้งใจที่จะ ฟัง คิด ถาม แล้ว จำไว้ เป็นเครื่องแสวงสุขใส่ตน.

น.424 ๑๗ เมื่อได้ชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบว่า วันนี้เป็นวัน สำคัญยิ่งอย่างไรแล้ว ต่อนี้ จะได้เริ่มบรรยายธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าสืบไป. ตอน ๓. สุขกถา ท่านทั้งหลาย, ต่อนี้ไปข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงเรื่อง ความสุข ตามหลักพระบาลีที่นำมากล่าวแล้วข้างต้น. อพฺยาชฺชํ สุขโลเก ปาณภูเตสฺ สญฺญโม : ความไม่ เบียดเบียนตนและผู้อื่น มีความมัธยัสถ์สำรวมระวังเป็น อย่างดี ในเพื่อนสัตว์มีชีวิตทั้งปวง นี่เป็นความสุข ในวิสัย โลกตามที่รับรองกัน. - นี่ความสุขขั้นต้นเท่าที่โลกส่วนรวม ทั้งหมดต้องการ รวมทั้งตนเองผู้ประพฤติด้วย. สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกุกโม : ความสำรอก ออกเสียซึ่งความกำหนัดรัก ก้าวล่วงเสียได้ซึ่งสิ่งอันน่าใคร่ ในโลกนี้ (ซึ่งมีอยู่ตามธรรมดาโลก), เป็นความสุข. - นี่เป็น ความสุขที่แท้จริงกว่า และสูงขึ้นไปกว่า แต่ไม่ทั่วไปสำหรับ ผู้ที่ไม่มีปัญญามองเห็นว่ามันจะเป็นความสุขได้อย่างไร, เป็นสุขได้เฉพาะผู้มีความรู้สึกสูง และไม่ใช่สุขในโลกหรือ วิสัยโลก. อสุมิมานสุส วินโย เอตํเว ปรมํ สุขํ : ความนำออก เสียได้อย่างหมดจดสิ้นเชิง ซึ่งความสำคัญในใจว่า ตนมี ตนเป็น นั่นคือยอดสุขเว้ย ! - นี่เป็นยอดแห่งความสุข ไม่มี

น.425 ๑๘ ความสุขอื่นใดที่จะสูงไปกว่าแล้ว. พระบาลีทั้งสามข้อนี้ คือพระวาจาที่เปล่งออกมาด้วย แรงดัน ของความโสมนัสในพระทัยในขณะที่ได้ตรัสรู้แล้ว ใหม่ ๆ ไม่กี่มากน้อย ในขณะที่ทรงนั่งแทงตลอดทุกข้อปัญหา แห่งชีวิต ไม่ติดขัดในข้อใดเลย แล้วทรงสรุปหลักของ ความสุขอันแท้จริงได้เป็นชั้น ๆ มองเห็นชัดเจนจนความ รู้สึกล้นออกมาเอง เป็นคำอุทาน ฉะนี้. ด้วยพระบาลีนี้ เราจับหลักของความสุขได้เป็นสามชั้น คือ สุข สำหรับ โลก. สุขไม่ใช่วิสัยโลก และยอดสุข. หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ก. สุขเบื้องฐาน ข. สุขเบื้องกลาง ค. สุขเบื้องยอดสุด มีอธิบายดังต่อไปนี้ : สิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" ย่อมมีแปลก ๆ กันเป็นชั้น ๆ เช่นเดียวกับคำว่า "อาหาร" อาหารของคนชั้นต่ำ-กลาง- สูง หรือคนต่างชาติ ต่างมุมโลก ย่อมแปลกกัน แต่ก็เรียกว่า อาหารด้วยกัน นี้เป็นฉันใด คำว่า สุข ก็ฉันนั้น ย่อมแตกต่าง กันตามความเลื่อมล้ำต่ำสูงของความรู้สึกภายในใจเป็น คน ๆ หรือชั้น ๆ ไป :- สุขบุถุชนเลว ๆ, สุขของกัลยาณ- บุถุชน, และสุขของพระอริยเจ้า หรือคนผู้มีความรู้สึกสูงสุด ด้วยปัญญา. เมื่อถือตามหลักนี้ ถ้าเราจะก่อพระเจดีย์แห่งความสุข เราจะได้ความไม่เบียดเบียนกันและกัน เป็นฐานรากพระ

น.426 ๑๙ เจดีย์, ความไม่กำหนัด หรือไม่เป็นทาส อยู่โดยน้ำใจใน สิ่งอันยั่วยวนซึ่งมีอยู่ในโลกตามธรรมดาโลก นี่เป็นองค์ พระเจดีย์ และได้ความไม่มีความสำคัญว่า เราเป็นตัวเป็นตน นี่เป็นยอดพระเจดีย์. เป็นเจดีย์แห่งความสุข บริสุทธิ์ทั้ง แท่ง ! ต่อนี้ไปจะอธิบายความสุขข้อต้น หรือฐานรากของ เจดีย์แห่งความสุข. ก. สุขที่เป็นฐานราก ความไม่เบียดเบียนกันและกัน คือความไม่เบียดเบียน ทั้งตนเองและผู้อื่น. เหตุย่อมให้เกิดผล. การเบียดเบียน ท่าน เป็นเหตุให้เกิดการเบียดเบียนตอบ และกลายเป็น การเบียดเบียนกันไปมา จนกลายเป็นคนที่ต้องระแวงภัย หวาดหวั่นอยู่เสมอ แม้แต่นอนหลับก็ไม่วายฝันไปในทำนอง ชั่วร้าย. การเบียดเบียนท่าน จึงคือการเบียดเบียนตนเอง เป็นการเผาลนตัวเอง ทั้งที่บางคราวฝ่ายที่ถูกเบียดเบียน ยังไม่รู้ว่าใครเบียดเบียนหรือคิดตอบแทน ผู้เบียดเบียน ก่อนก็เริ่มเป็นผู้หวาดหวั่นระแวงภัยเสียแล้ว. การเบียดเบียนตนโดยส่วนเดียว เช่นการดื่มน้ำเมา การละเลยอนามัยเป็นต้น แม้ไม่เนื่องถึงผู้อื่นอย่างตรงไป ตรงมา ก็มีการเบียดเบียนผู้อื่นแฝงอยู่อย่างลี้ลับ. เช่นเป็น คนรกโลก เป็นที่ขยะแขยงระแวงภัยของเพื่อนบ้านใกล้ เรือนเคียง, เป็นการทำให้บุตรภรรยาหรือวงศ์ตระกูล ค่อย ๆ กลายเป็นคนเช่นนั้นไปด้วย เลยกลายเป็นตระกูล

น.427 ๒๐ ที่ไร้ค่า ไร้สุข. จึงเป็นอันว่า เราต้องรับรองว่าพระพุทธ ภาษิตที่ตรัสว่า ความมัธยัสถ์สำรวมระวังเป็นอย่างดี ในสัตว์มีชีวิตทั้งหลายนั้น ย่อมหมายถึงความเบียดเบียน อันลี้ลับข้อนี้ด้วย มิได้หมายเฉพาะแต่การฆ่าฟันเบียดเบียน กันโดยตรง ๆ อย่างเดียว. ความสุขอันเกิดแต่ความไม่เบียดเบียนกันและกัน คือความที่สมาคมกันได้อย่างเยือกเย็นสนิทสนม. มองดูกัน ได้ด้วยสายตาอันแสดงความรัก ไม่ต้องเมินหน้าหรือหลบตา กันในเมื่อสวนทางกัน เข้ากันได้สนิทเหมือนน้ำกับน้ำนม ไม่ต้องเกียดกั้นกันอยู่ดุจน้ำมันกับน้ำ, นำให้เกิดความรู้สึก ดุจว่าคนทั้งโลกล้วนแต่เป็นบิดามารดาญาติพี่น้องของ ตนเองไปทั้งนั้น ไม่ต้องระแวงภัยทั้งหลับและตื่น นี่คือ ความสุขอันเผล็ดออกมาจากการไม่เบียดเบียน แผ่ซ่าน อยู่ทั่วโลกเป็นฐานรากของความสุขซึ่งสูงยิ่งขึ้นไป. สันติสุข ของโลก เท่าที่โลกทั่วไปทั้งหมดต้องการ ก็คือความสุข ข้อนี้ พระองค์จึงตรัสว่า สุขในโลก หรือเท่าที่วิสัยโลก ต้องการ. การที่พระองค์ไม่ทรงยกเอาแก้วแหวนเงินทอง บุตร ภรรยา บ้านช่องที่สวยงามว่าเป็น “ความสุขของโลก" ก็เพราะว่านั่นเป็นเพียงความเพลิดเพลิน หรือความสะดวก สบายเท่านั้น ยังไม่เป็นตัวความสุขสงบอย่างชัดเจนเหมือน การที่ไม่เบียดเบียนกัน. และเมื่อสิ่งเหล่านี้ จะเป็นความสุข แม้แต่ในวิสัยโลกก็ไม่ได้เสียแล้ว จึงเป็นอันว่า จะเป็นตัว

น.428 ๒๑ ความสุขวิสัยธรรมที่สูงขึ้นไปกว่าไม่ได้อยู่เอง. เมื่อถือเอา ผู้มีปัญญารู้ยิ่งเห็นจริงเป็นหลัก การบัญญัติความสุขชั้น ต่ำที่สุด ก็ต่ำได้เพียงแต่การไม่เบียดเบียนเท่านั้นจะต่ำ ลงมาอีกจนถึง เงิน-ทอง-บุตรภรรยาสามีนั้นหาได้ไม่ เพราะ ไม่ใช่สุขสงบ เป็นสุขที่เผาลน หรือเป็นเพียงความเพลิดเพลิน ของชีวิตเท่านั้น เว้นแต่จะให้บุถุชนเราตามธรรมดาทั่วไป บัญญัติ นั่นแหละสิ่งเหล่านั้นจึงจะถูกยกขึ้นมาเป็นความสุข ประเภทหนึ่งด้วย. และนี่เป็นการแสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง ว่า แม้สิ่งที่เรียกว่าสุขด้วยกัน แต่ต่างกันเป็นคนละอัน ตาม ความรู้สึกที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงของผู้เพ่งเล็ง. ข. สุขในชั้นกลาง เมื่อเขยิบสูงขึ้นมาถึงชั้นนี้ ตัวความสุขได้แก่ความ คายออกเสียได้ซึ่งการยึดถือเอาด้วยความกำหนัดรัก อันมี อยู่ในสิ่งที่ยั่วยวนในโลกนี้, ตลอดถึงสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความรัก ตามธรรมดา. บรรดาสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ จะเป็นพวก รูปธรรม คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือที่เป็นพวก นามธรรม เช่นยศศักดิ์ สรรเสริญก็ดี ที่เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัดรักนั้นเป็นเหมือนเหยื่ออันหุ้มเบ็ดไว้ ความสุขอัน เกิดจากสิ่งนี้จึงเป็นสุขปลอม ไม่จีรังยั่งยืน เป็นเพียงความ เพลิน หรือสุขที่เป็นไปกับด้วยเหยื่อ. ในพระพุทธภาษิตนี้

น.429 ๒๒ จึงไม่ยกขึ้นเป็นความสุข เพราะทรงหมายเฉพาะสุขที่ แท้จริง คือไม่มีเหยื่อล่อ ซึ่งอย่างต่ำที่สุดได้แก่ความไม่ เบียดเบียนกัน. และข้อนี้ก็เป็นเครื่องแสดงให้เราหยั่งทราบ น้ำใจของท่านผู้เป็นพระอริยเจ้าได้อย่างดี ว่าท่านเพ่งมอง ความสุขกันโดยเหลี่ยมไหน. สิ่งน่ารักน่าฟูใจทั้งหลาย ที่เรียกกันว่า กามคุณเป็น เหตุให้เกิดกามสุข แต่ต้องอาศัยความกำหนัด ความรัก ความยั่วยวน ความพอใจ เข้าช่วย จึงจะเป็นความสุขไปได้. เมื่อมีสมหวังแล้วก็เคยชิน เบื่อและแส่หาใหม่สืบไป จึงเป็น ของเผาลนอยู่เสมอ, และชั่วขณะเหมือนของยืมผู้อื่นเขามา. และเมื่อกำลังเมามัวหลงรักอยู่ ก็ต้องอุทิศหัวใจตนให้เป็น เหมือนเขียงรองสับเนื้อ ยอมรับทุก ๆ ประการเพื่อบำรุง บำเรอของรักจนกว่าจะเบื่อหน่าย, และพร้อมกันนั้น ยัง เป็นทางเกิดขึ้นแห่งความหึงหวง อิจฉา ริษยา ซึ่งเป็น เครื่องเผาลนอีกเป็นอย่างมาก. และยิ่งในเมื่อยังไม่ได้ ยัง กำลังปรารถนาจ้องมองอยู่แล้วดูเหมือนว่าภายในใจจริงนั้น มิได้มีมนุษยธรรมอาศัยอยู่เลย เพราะบรรจุเต็มไปด้วยไฟ คือทะยานอยากและการคำนึงหาอุบายที่จะให้ได้สมอยาก เท่านั้น. แต่ว่าความรู้สึกทั้งสามอย่างนี้ มักไม่มีใครมอง ในแง่ร้าย กลับมองไปในแง่ดี คือเห็นเป็นความสามารถบ้าง ความอุตสาหะบ้าง และอะไรต่ออะไรอีกตามที่นิยมกันใน หมู่ชนผู้มีความรู้สึกอยู่ในระดับเดียวกัน, ไม่ว่า แก่ หนุ่ม นักศึกษา หรือมิใช่นักศึกษาก็เป็นได้เสมอกัน. และกล่าว

น.430 ๒๓ กันว่าเป็นความสุข ทั้งที่มันเผาลนอยู่นั่นเอง ส่วนพระพุทธองค์ทรงหมายเอาอาการตรงกันข้าม คือความไม่เผาลนเพราะกามคุณ ว่าเป็นความสุข ! การมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่กำหนัดรักในสิ่งที่น่ารัก เป็นความเยือกเย็น. เป็นชีวิตที่มีญาณทัศนะคือ ความรู้จัก กามคุณ อย่างชัดเจนจริง เป็นผู้นำ มิใช่ตัณหาเป็นผู้นำ. การรู้จักกามคุณ คือรู้ว่า มันเกิดมาจากอะไร ? มันเคลือบ หุ้มอยู่ด้วยอะไรจึงชนะใจคนเป็นจำนวนมากได้ ? มันจะ ไม่มีพิษสงต่อเมื่อเรารู้จักมันให้ทราบซึ้งอย่างไร ? หรือ กล่าวสรุปอย่างสั้น ๆ ว่า ความจริงมันคืออะไรกันแน่. เมื่อรู้จักมันดีแล้ว จะทำให้ไม่อยากจนลืมตัว หรืออย่าง ต่ำที่สุดก็ไม่กลืนลงไปทั้งเบ็ด ด้วยอาการฮุบเอาอย่าง ไร้ความรู้สึก. เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสุขที่บริสุทธิ์ สะอาด จืด และเย็นอย่างยิ่ง, เป็นอิสระอย่างยิ่ง. ความกำหนัดรัก เป็นบ่อเกิดของความโศก ความกลัว ความระแวง ความอาลัย ความสะดุ้ง ความหึง และ ฯลฯ เพราะฉะนั้นในนาทีแห่งความรัก ก็คือนาทีแห่งความชั่วร้าย ที่ออกนามมาแล้วไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง. ในทำนองอัน ตรงกันข้าม นาทีแห่งความจืดสนิทจากความรัก ก็คือนาที แห่งความโปร่งโล่ง เยือกเย็นของใจนั่นเอง พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า การชนะความรัก เป็นความสุข. คือผู้แพ้ความรัก ต้องทำงานให้ความรักทั้งหมด เพราะในขณะนั้น ตนของ ตนเองไม่มี. ผู้ที่พยายามในความรักจนสำเร็จสมหมาย

น.431 ๒๔ ก็คือผู้ที่แพ้ความรักตลอดเวลา จนหมดไม่มีอะไรจะแพ้อีก สำหรับความรักเรื่องนั้นรายนั้น. ชีวิตหรือคนเรา ก็คือลูกบอลหรือลูกกอล์ฟ ซึ่งมีความ อยาก, ความโง่, กรรม, อุปาทาน เป็นผู้ตี ให้กลิ้งไปกลิ้งมา ในสนาม กล่าวคือ วัฏฏสงสาร. จะเป็นสุขหรือสนุกอะไร ในการเป็นลูกบอล ! แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่รู้สึกเกลียด เพราะเรายังไม่รู้จักว่ามันกำลังเป็นไปอย่างไรกันนั่นเอง. เรายังคิดปัญหาชีวิตของเราไม่ได้เลยว่า คนเราคืออะไร! เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องกะดอนไปกะดอนมา โลด ๆ เต้น ๆ ไปตามที่เรานึกอยากสนุกเหมือนรับประทานแกงที่ทั้ง อร่อยและเผ็ดยิ่งกว่าเผ็ด, จนกว่าเราจะรู้จักดีว่า กามคุณ หรือสิ่งที่ยั่วยวนความอยากนั้น คืออะไรกันแน่. เราลืมตาขึ้นมาในโลกนี้ และพบ "กามคุณ" ในฐาน เป็นสิ่งที่เรารู้จักมันแต่เพียงว่าเป็น "สิ่งที่น่ารักจริง ๆ" เท่านั้น. เราไม่เห็นและไม่ทราบว่า มันเกิดขึ้นมาอย่างไร, เพื่ออะไร, มีอะไรแฝงอยู่ข้างใน, เป็นต้น จึงติดเบ็ดหมด อิสรภาพไม่มีส่วนเหลือแม้แต่นิดเดียว. พระองค์จึงตรัสว่า "ความอยาก ดึงจูงไปได้รอบ ๆ ซึ่งคนเรา" ๑ หมายความว่า เราแพ้โดยประการทั้งปวง. ต่อเมื่อชนะสิ่งที่น่ารัก, เป็น อิสระ มีตนเป็นของตน (มิใช่ตนของความอยาก) เมื่อนั้น จึงจะเยือกเย็นไม่เผาลน ไม่ชอกช้ำเหมือนเขียงสับเนื้อ, ๑ อิจฉา นํ ปริกฺสฺสติ. ดึงไปได้รอบ ๆ เช่นพรานเบ็ดดึงปลาที่ติดเบ็ดแล้ว เล่น ได้ตามชอบใจ.

น.432 ๒๕ และนั่นคือความสุข ! ความสุขที่พระพุทธองค์ทรงหมายถึง ในขั้นนี้. จอมวีระบุรุษที่ชนะคนทั้งโลก แต่อาจมาแพ้ผู้หญิง คนเดียว ก็เพราะตนของตนไม่มี, มีแต่ตนของความอยาก. เพราะฉะนั้นตนของความอยากจึงไม่ใช่ตนอันแท้จริง, ตน ของความไม่อยากต่างหากเป็นตนอันแท้จริง. เหตุนั้นใน หมู่ชนผู้ยังมีตัวตน (คือยังไม่เป็นพระอรหันต์) ยังถือลัทธิ มีตัวตน จะต้องยึดถือเอาตัวตนให้ถูกตรง จึงจะได้ตัวตน ที่เยือกเย็น เป็นที่พึ่งแก่ตนได้. ข้อที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "ตนเป็นที่พึ่งของตน" ก็หมายถึงตัวตนอันแท้จริงนี้, เพราะตัวตนที่เป็นของความอยาก ย่อมมอบทุกข์ให้ตนโดย ส่วนเดียวร่ำไป. การคายออกเสียซึ่งความกำหนัดรัก ที่ เราเคยมีไว้สำหรับรัก และอยาก จึงเป็นทางแห่งความสุข, และการคายออกเสียได้ ก็คือความสุขอันเยือกเย็นอย่าง แน่แท้. เราจะเป็นผู้ชนะความอยากได้ ก็ด้วยการปฏิบัติธรรม ตามหลักแห่งพระพุทธโอวาทซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งจากเรื่องนี้ ซึ่งรวมความสั้น ๆ ได้ว่า ความมีสติระลึกได้ทันท่วงที ก่อนแต่จะพบกันเข้าหรือกำลังพบกันอยู่ กับอารมณ์อัน เป็นที่ตั้งแห่งความอยากนั้น ๆ เพื่อเป็นผู้ไม่หลงใหลมืดมน จนจิตบังคับจิตและกายไว้ไม่ได้ ซึ่งเราเรียกกันว่า บังคับ ตนไว้ไม่ได้ ถึงกับยอมมอบตนให้ไปเป็นสิทธิ์แก่อารมณ์นั้น. เมื่ออยู่ในที่เฉพาะหน้าอารมณ์ เราทำบทเรียนแห่งการข่มจิต

น.433 ๒๖ วางเฉย กำหนดจิตไว้โดยประการที่ความรู้จักผิดชอบชั่วดี ยังคงมีอยู่ในจิต หรือถึงกับความเยือกเย็นยังคงมีอยู่ในจิต. ในที่ลับหลังอารมณ์ เราจะปลูกมโนคติ เป็นอารมณ์ต่าง ๆ แล้วพิจารณามันไปโดยละเอียด ในสายแห่งความจริง จนเห็น ทะลุเข้าไปถึงความที่มันเป็น "ดอกไม้แห่งผู้ล้างผลาญ คุณความดีหรือธรรมชาติฝ่ายสูง" ซึ่งเป็นเหยื่อล่อดึงเราไป เป็นการพล่าเวลาอันมีค่าของเราให้สิ้นเปลืองไปด้วยความ มัวเมา เป็นชาติ ๆ! จนเป็นผู้ชนะอารมณ์ หรืออย่างที่กล่าว เป็นบุคคลาธิษฐานว่า "ทำพระยามารเจ้าของดอกไม้ ให้ หมดอุบายที่จะล่อลวง จนต้องลงนั่งกอดเข่า" ดังนี้ ก็ชื่อว่า เป็นผู้ก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอารมณ์. และนั่นคือความสุขที่จริงแท้ ขั้นหนึ่ง. แต่จะเป็นที่แจ่มแจ้งและที่ปรารถนาของคนทั่วไป ได้หรือไม่นั้น ได้แสดงเหตุผลไว้ข้างต้นแล้ว. ดังกล่าวมาแล้วนี้ คงชวนให้เกิดปัญหาว่า ถ้าปราศจาก ความรักและความอยากเสียแล้ว เราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ? คำตอบ คือ ก่อนนี้ ชีวิตเราถูกความอยากขึ้นนั่งบัลลังก์ เป็นนายกหรือผู้บัญชาการ เราทำทุกอย่างด้วยความอยาก บังคับ หรือมิฉะนั้นก็คลุกเคล้าไปด้วยความอยาก แต่เดี๋ยวนี้ เราจะให้ความรู้สึกชนิดที่ดีงาม เช่น ความรู้จักหน้าที่ของ ชีวิต ความรู้จักหนี้ธรรมชาติ ความกตัญญูกตเวที ความเมตตา กรุณา ความเคารพตนเองและประชาชน เหล่านี้เป็นต้นเป็น ผู้นั่งบัลลังก์แห่งชีวิตประจำวันของเรา ในขณะที่ทำงานอาชีพ

น.434 ๒๗ หรือหน้าที่ก็ดี ในเวลาบริโภคผลของงาน หรือเวลาพักผ่อน หย่อนใจ เล่นสนุกก็ดี, โดยเราปราบปรามตัวความทะเยอ ทะยานอยาก เหวี่ยงลงมาเสียจากบัลลังก์ตำแหน่งผู้บงการ ในใจเรา. เราจะเห็นได้ง่ายในระหว่างคนสองคน คนหนึ่ง กินอาหารด้วยความอยาก (หมายถึงอยากในรส หรือรส ตัณหา, ไม่ใช่ความหิวตามธรรมชาติ), ต้องมีพิธีประดักประ เดิดลดนั่นเติมนี่ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ มีมารยาสาไถยในการ กิน คนครัวหรือบุตรภรรยาถูกด่าว่าแดกดัน. อีกคนหนึ่ง กินอาหารเพียงด้วยความรู้สึกถึงหน้าที่บริหารกายตามธรรม ชาติ แม้อาหารจะเลวทรามจืดชืดเพียงไร ก็บริโภคได้อย่าง เยือกเย็น, หากเป็นสิ่งที่เนื่องจากความไม่รู้เท่าถึงการณ์ ของคนครัวคนใช้ อย่างมากก็จะเพียงแต่ถูกเรียกมารับคำ สั่งสอนชี้แจงด้วยวาจาอันอ่อนหวาน ไม่มีการสาดเท หรือ แดกดันดุด่าอย่างอื่นใด. นี่ก็เป็นเครื่องแสดงว่า แตกต่างกัน เพียงไร ในระหว่างการกินด้วยความอยากและการกินด้วย ความรู้สึกที่ดีงามดังกล่าวแล้ว. ในการเล่น หรือแม้การงาน อันเป็นหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ในฐานเป็นหัวหน้าก็อย่างเดียวกัน ซึ่งเราจะต้องระวังในการ เคลื่อนไหวทุก ๆ อิริยาบถ อยู่ในความควบคุมของความรู้สึก ที่ดีงามต่าง ๆ ชนิดเหล่านั้นเสมอ, อย่าให้ความอยากอย่าง นั้น อยากอย่างนี้ โผล่ขึ้นนั่งเหนือหัวใจเป็นอันขาด การงาน นั้นจะดำเนินไปด้วยดี หลีกเลี่ยงอุปสรรคและความผิดพลาด ได้คล่องแคล่ว เนื่องจากความรู้สึกที่ดีงามเหล่านั้น ย่อม

น.435 ๒๘ เรียกร้องมาซึ่งคุณสมบัติอย่างอื่น ๆ เช่นความมีสติสัมป- ชัญญะ, ความหยั่งถึงเหตุผล. เป็นต้น อย่างเพียบพร้อมเสมอ ผู้กระทำก็เยือกเย็นทั้งก่อนทำ กำลังทำ และทำเสร็จแล้ว. ใช่ว่าความอยากจะจูงให้ทำเร็ว หรือบังคับบัญชาผู้อื่นได้ดี ก็หาไม่, เพราะนั่นเป็นความฉลาดซึ่งเกิดออกมาจากความ รู้สึกอันดีงามดั่งกล่าวมาแล้วต่างหาก. ส่วนความอยากมีแต่ ความแผดเผาเท่านั้น. เหล่านี้ คือนิมิตของความสุข อันเกิดจากความมีชีวิตอยู่ด้วยการ ปราศจากความอยากและราคะ ค. สุขที่เป็นชั้นยอด สุขที่กล่าวมาแล้วในชั้นสอง อาจทำให้ท่านสงสัยว่า จะยังมีความสุขท่าไหนอีก ซึ่งสูงขึ้นไปกว่าการชนะตน ในเรื่องความรักและความอยากนั้น ๆ. ควรทราบว่า เท่าที่กล่าวมาแล้ว เป็นความสุขที่ยัง ไม่หลุดพ้นไปได้ จากความโง่เขลาว่า "อัตตา" คือยังมีความ สำคัญตนเป็นตนอยู่, เป็นสุขอย่างอัตตาซึ่งทำให้มีความ สำคัญตน ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ถือเขาถือเรา อยากเกิด อยากเป็น ยังไม่รู้จักสิ้นสุด. แม้เกิดมาได้รับความสุขสอง อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ยังต้องเวียน เกิด แก่ เจ็บ ตาย บริหารกาย บริหารทุกข์คือขันธ์ ซึ่งในระยะนั้นก็ประสพกัน

น.436 ๒๙ กับความโศก ปริเทวะ ร่ำไร รำพัน, อยากแล้วไม่ได้เหมือน อยาก แม้ในสิ่งเป็นกุศล หรือเป็นไม่ตามทำนองคลองธรรม อย่างยุติธรรม. จิ ตที่ยังมีความรู้สึกว่า ตนเป็นอัตตา อยู่ เพียงใด ก็ยังไม่อาจหยุดการเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารหรือ สัมพันธ์กับความตายอยู่เพียงนั้น. สุขอย่างอัตตาจึงไม่ใช่ ยอดสุข. ต่อเมื่อใด ก้าวล่วงขึ้นถึงขีด อนัตตา จึงจะเป็น ยอดสุข เพราะเป็นที่สุดแห่งความทุกข์ หรือความวิ่งไปวิ่งมา ในวัฏฏสงสารของชีวิต. สุขประการสุดท้ายนี้ นอกจากไม่สู้จะเป็นที่น่าปรารถนา ของคนทั่วไปโดยมากแล้ว ยิ่งกว่านั้น, ยังเป็นสุขที่ชนเหล่านั้น จะฟังไม่ออกหรือไม่เข้าใจด้วยอีกโสดหนึ่ง. สุขนี้ จะเข้าใจ และปรารถนา ก็เฉพาะแต่ผู้ที่ผ่านสุขประเภทต้นมาแล้ว. ตัวอย่างง่าย ๆ เช่นในพวกของเล่น, เด็ก ๆ ชอบเล่นตุ๊กตา หรือรถไฟ หนุ่มสาวชอบฟุตบอล, เบสบอล, คนสูงอายุ ชอบเล่นกอล์ฟ หรือเทนนิส ทั้งนี้ ก็เพราะความคะนองมี ระดับต่าง ๆ กัน. เด็ก ๆ จะไม่เข้าใจเลยว่าเล่นกอล์ฟจะสนุก อย่างไรได้, และผู้ใหญ่ก็ไม่ปรารถนาที่จะมาเล่นตุ๊กตาอีก นี่เพราะความรู้สึกในภายในต่างกันฉันใด การจะเข้าใจและ ปรารถนาความสุขเป็นขั้น ๆ ก็ฉันนั้น. ย่อมแล้วแต่ความ รู้สึกต่อโลกที่ตนมีอยู่อย่างสูงต่ำตื้นลึกหนาบางเพียงไร นันเอง. "สุขอย่างอนัตตา" ประเภทนี้ ก็คือผลของการที่นำออก เสียได้จากภายใน ซึ่งความรู้สึกสำคัญว่า ตน มีอยู่ เป็นอยู่,

น.437 ๓๐ เช่นนั้นเช่นนี้. ถ้าความสำคัญว่า "ตน" มีอยู่ ตัวตนก็มี สำหรับคนผู้นั้น มีความรู้สึกว่า ฉันเป็นฉัน ท่านก็เป็นท่าน, ตนของใครก็ตนของผู้นั้น. ความรู้สึกอันนี้ เกิดขึ้นจากความ โง่เขลารู้ไม่ถึงความจริงของบุคคลผู้นั้นเอง, เพราะฉะนั้น ตน ก็คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความโง่เขลา. เมื่อหายโง่เขลา ตนก็หายไปเอง ปรากฏเป็นไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตน (อนัตตา), มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย หรือ "เป็นไปตาม เรื่อง" ของมันเท่านั้น จะเป็นฝ่ายพวกกาย หรือพวกจิตใจ (Mental) ก็ตาม. จะกล่าวโดยส่วนรวมหรือแยกกล่าวเป็น ส่วน ๆ ก็ตาม ตัวตนไม่มีในมนุษย์เรา. แต่เมื่อเรายังไม่รู้ เราก็สำคัญว่าตัวตนมี เช่นเด็ก ๆ ที่เห็นเครื่องจักรในนาฬิกา พกเป็นครั้งแรก ก็เข้าใจว่ามันมีชีวิต มีตัวตนเหมือนกัน. ต่อไป เมื่อความสำคัญว่าตัวตน มีอยู่ภายใน ก็เกิด ความรู้สึกว่า นี่เป็นเรา นั่นเป็นเขาขึ้นโดยลำดับ, มองเห็น เป็นตน คนละตนจนรู้สึกเป็นคู่เปรียบ. ฝ่ายดีเป็นคู่สำหรับ รักใคร่หึงหวง, ฝ่ายร้าย ก็เป็นคู่สำหรับแข่งขันแย่งชิงทำลาย ล้าง. ถ้าความโง่เขลา (อวิชชา) มีมาก ก็มีความรู้สึกได้แม้ ในสิ่งอันหาชีวิตวิญญาณมิได้, เช่นเด็ก ๆ เล็ก ๆ คิดว่า ตุ๊กตาก็เป็นคนเหมือนกับตนเหมือนกัน. และเด็กอีกคนหนึ่ง หยุดร้องไห้ เมื่อพี่เลี้ยงตีเสาเป็นการลงโทษเพราะทำให้ เด็กเจ็บ (โดยเด็กไปโดนเข้าเอง) ดังนี้เป็นต้น. และนี่คือ บ่อเกิดของการเห็นแก่ตน (Selfish) ต่อไป, เมื่อความสำคัญว่าตนเป็นตนมีอยู่แล้ว ก็คลอด

น.438 ๓๑ ความสำคัญว่า "ของตน" ออกมาอีก จึงมีความรู้สึกว่าเงิน ของตน ทอง, บุตร, ภรรยา, มิตร, สหาย, ชื่อเสียง, เกียรติยศ ฯลฯ ของตน ๆ. สิ่งที่ตนต้องบริหารจึงไม่มีเพียง ตนอย่างเดียว ต้องบริหารไปทุก ๆ อย่างที่เป็นของตนด้วย. บางทีส่วนที่เป็นของตนกลับมีน้ำหนักยิ่งกว่าส่วนที่เป็นตัวตน เองเสียอีก ดั่งจะเห็นได้ในรายคู่รักที่ถึงกับเสียสละชีวิต หรือความสุขส่วนตนเอง, หรือบิดามารดาจะรู้สึกห่วงลูก น้อย ๆ มากกว่าตน ในคราวรับภัยพิบัติ เช่นอัคคีภัย อุทกภัย เป็นต้น. ต่อไป, เมื่อความรู้สึกว่าตนและของตนฝ่ายหนึ่ง, กับ รู้สึกว่าเขาและของเขาอีกฝ่ายหนึ่ง, มานะ ความสำคัญตน และท่านในจุดมุ่งหมาย จะเปรียบเทียบก็เกิดเป็นความรู้สึก ว่าดีกว่า, เสมอกัน, เลวกว่า, ขึ้น. ต่อนั้นก็เกิด ความรัก โกรธ เกลียด กลัว ริษยา ยินดีด้วย ฯลฯ และ ฯลฯ ขึ้น พร้อมบริบูรณ์, เพราะความเห็นแต่แก่ตน และพวกของตน และความไม่เห็นแก่ ท่าน และพวกของท่านเสียเลยเหล่านี้. "อัตตา" อ่อนกำลังลงไปเท่าไร ก็แปลว่า ฉลาดขึ้น เท่านั้น, ความเห็นแต่แก่ตนถ่ายเดียว ก็น้อยลงไปเท่านั้น, ความหลงใหลมัวเมาก็เบาบางไปเท่านั้น. ภาระหนักหรือ “ก้อนหินแห่งชีวิต” ก็เบาลงเท่านั้น. ซึ่งกล่าวให้สั้นที่สุด ก็คือ ความทุกข์จะเบาลงเท่านั้นนั่นเอง. เมื่อใด "อัตตา" หมดไป "อนัตตา" ก็เกิดขึ้นแทน ซึ่งแปลว่า วิชชา หรือแสง สว่างเกิดขึ้นถึงที่สุด ก็หมดทุกข์โดยประการทั้งปวง, เนื่อง

น.439 ๓๒ จากเป็นผู้เห็นคำตอบอย่างแจ่มแจ้งของปัญหาชีวิต ทุกข้อ ทุกกระทง : คนเราคืออะไร ? เกิดมาทำไม ? ชีวิตคืออะไร ? จะครองชีวิต หรือทำในใจต่อโลกนี้อย่างไร ? เหล่านี้. เมื่อมี คำตอบอย่างแจ่มแจ้งและถูกต้องเพราะความเห็นแจ้งชัดด้วย ปัญญาแล้ว การครองชีวิตที่เราเคยรู้สึกว่าเป็นของหนัก และมืดมนก็กลายเป็นเบาสบาย และไม่มีความสงสัยเกิดขึ้น หรือเหลืออยู่ในใจแม้แต่น้อย. และทั้งหมดนี้ เป็นของที่ไม่ต้อง มีเจตนาให้กลับกลาย แต่มันจะเป็นไปเอง เช่นเดียวกับเรา จุดไฟขึ้น ความมืดก็หายไป และแสงสว่างก็เกิดขึ้นแทน ฉะนั้น. ชีวิตแห่ง "อนัตตา" หรือชีวิตที่ปราศจากความรู้สึกว่า "ในโลกนี้มีสภาพที่เป็นตัวตนหรืออัตตา" นั้น ย่อมไปคนละ สาย หรือมีภาวะตรงกันข้ามกับชีวิตแห่ง "อัตตา" เช่นสว่าง กับมืด. ก่อนนี้เคยมีลมหายใจอยู่ด้วยความอยากในสิ่งที่ ตนชอบ, เดี๋ยวนี้มีลมหายใจอยู่ด้วยความเป็นอิสระ ไม่มี สิ่งที่ตนอยาก, สิ่งที่ตนเคยอยากกลับกลายเป็นสิ่งที่จะได้มา หรือไม่ได้ก็เท่ากัน. เป็นหรือตายเท่ากัน, ไม่มีอะไรเกิด ไม่มี อะไรตาย มีแต่สิ่งที่หมุนกลิ้งไปตามเรื่องของมันด้วยกัน ทั้งนั้น. ก่อนนี้เคยเสพรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เพราะความ กำหนัดรัก เดี๋ยวนี้เสพแต่บางสิ่งบางอย่าง เพียงเพื่อให้ ร่างกายตั้งอยู่ได้ หรือตามธรรมชาติของชีวิต. ก่อนนี้มีชีวิต อยู่ เพื่อดูดดื่มสิ่งที่ตนอยาก เดี๋ยวนี้อยู่ไปพลาง ดูดดื่มรสแห่ง สันติสุขอันเยือกเย็นไปพลาง จนกว่าจะถึงกาลวสานของ

น.440 ๓๓ วัตถุธาตุที่ประชุมมั่วสุมกันขึ้นเป็นร่างกายนี้เท่านั้น. แต่ สำหรับผู้ที่ยังไม่ลุถึง อนัตตา ก็มีชีวิตไปพลาง ศึกษาเรื่อง ความจริงอันนี้ไปพลาง, กิจนอกนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ เพื่อ ให้ชีวิตตั้งอยู่ได้เพื่อการศึกษา หรือกิจบางอย่างซึ่งเป็น ส่วนน้อย ก็เพื่อตอบแทนหนี้ธรรมชาติ ค่าที่ให้เรามีชีวิตอยู่ ในโลกได้, จนกว่าเราจะหลุดไปจากกรอบวงของธรรมชาติ, คือขณะที่เราศึกษาพบยอดของความจริงแล้ว. ชีวิตแห่ง "อนัตตา" หรือชีวิตที่นำออกเสียได้ซึ่งความ สำคัญว่า ตนมี ตนเป็น ๑ ซึ่งเป็นการตัดรากเง่าของความทุกข์ ความชั่วร้ายทุกประการแห่งชีวิตเสียได้นั้น ย่อมปลอดโปร่ง จากความทุกข์ทั้งที่เป็นสัญชาตญาณ (Instinct) และที่คน เราก่อสร้างกันขึ้นเพื่อปรนปรือตัณหา. ที่เป็นสัญชาตญาณ เช่นเรามีความรู้สึกในใจว่า นั่นเพศชาย นี่เพศหญิง, ซึ่งก่อ ให้เกิดปัญหา, อันตราย, และศีลธรรมระหว่างเพศ ตลอด ถึงบทฝึกใจ ให้สงบจากอดีตารมณ์ถึงเพศตรงกันข้าม แม้ ที่เป็นมโนคติ. แต่เมื่อเห็น "อนัตตา" นำความรู้สึกว่าตัวตน ออกเสียได้จนความรู้สึกว่าตัวตนของตนหายไปจากจิตแล้ว ความรู้สึกว่าเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย ก็พลอยอันตรธาน หายไปด้วยไม่มีส่วนเหลือ, ในโลกนี้ เลยไม่มีหญิงหรือชาย สำหรับผู้นั้น เป็นผู้พ้นอยู่เหนือเพศหรือลึงค์ที่ชาวโลกเขา รู้สึกกันจนต้องเดือดร้อน รุงรังเพราะเรื่องนี้. จิตใจจึงไม่ถูก รบกวน (แม้แต่น้อย) โดยปัญหาระหว่างเพศ, หรืออันตราย ๑. ในบทว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เวปรมํ สุขํ

น.441 ๓๔ ระหว่างเพศ. ในขณะที่ผู้อื่นถูกกามารมณ์รังควาญจิตจน เหี่ยวแห้ง แต่ผู้คนกำลังสดชื่นเยือกเย็น มองเห็นโลกโดย ประการที่มันจะไม่ทำให้ยินดียินร้ายด้วยโลกธรรมได้อยู่ เสมอ. ดั่งนี้เราจะเห็นได้ว่า การที่กามราคะหายหน้าไป ไม่วี่แววนั้น มิใช่เพราะถูกเราข่มขี่หรือป้องกันไว้, ที่แท้ เป็น เพราะมันถูกตัดราก ไม่มีเชื้อเหลืออยู่เลยนั่นเอง, เรียกว่า เป็นการตัดอย่างสมุจเฉทปหาน. แม้สิ่งที่น่าพอใจอย่างอื่น ซึ่งนอกจากกามารมณ์ระหว่างเพศ ก็ทำนองเดียวกัน คือว่า เมื่อตัวตนที่จะเป็นผู้เสวยอารมณ์ไม่มีเสียแล้ว สิ่งอื่นแม้มีก็ เท่ากับไม่มีอยู่เอง. จงใคร่ครวญดูเถิด ! เมื่อตะปูหรือลูกศร ภายในจิต กล่าวคือราคะ ถูกเพิกถอนขึ้นทำลายล้างเสียอย่าง ไม่มีเชื้อเหลือเช่นนี้แล้ว มันจะเป็นความสุขอย่างเยือกเย็น แสนที่จะเย็นสักเพียงไร ? ควรจะเรียกการนำออกเสียได้ ซึ่งความสำคัญในใจว่า เรามี เราเป็น (อัสมิมานะ), ว่า "นั่นเป็นยอดสุขเว้ย !" ได้หรือไม่ ? ถ้ามีความสงสัยอยู่อีก เราจะได้พิจารณากันในแง่แห่ง ความขลาดกลัวสืบไป : ความเป็นผู้สะดุ้ง, ความเป็นผู้ หวาดเสียวระแวงภัย, และความเป็นคนมีความรู้สึกแต่ในอัน จะหนีหรือป้องกันตัวเป็นปกติ ๑ เหล่านี้ย่อมทรมานจิต หรือ รบกวนทำลายประสาทของคนเราเพียงใด ก็พอจะทราบกัน ได้อยู่แล้ว. สัญชาตญาณ ๓ อย่างนี้ คือธรรมดาของมนุษย์ ผู้ยังมี ราคะ โทสะ โมหะ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ยังนำ ๑. ฉมฺภิตตฺตา อุตฺตราสิตฺตา ปลายิตตฺตา

น.442 ๓๕ อัสมิมานะออกจากจิตไม่ได้ แม้จะฝึกข่มขี่ หรืออาศัยความ กักขฬะอย่างอื่นมากลบเกลื่อน (เช่นโจรใจบาปทารุณ ไม่แสดงอาการกลัว) ก็เป็นเพียงภายนอก ส่วนภายในยังมี บริบูรณ์ เพียงแต่ซ่อนไว้เท่านั้น. ส่วนผู้ลุถึง "อนัตตา" ย่อม มีเส้นขนและผมอันตก ราบ สนิททั้งในที่มืดที่แจ้ง ทั้งในขณะ เงียบสงัด หรือมีเสียงกระโต๊กกระต๊ากออกมา. ความสะดุ้ง ไม่เกิด เพราะหมดเชื้อแห่งการสะดุ้ง, ไม่รู้สึกหวาดเสียว เพราะไม่มีตัวตนที่จะเป็นผู้หวาดเสียว. ความรู้สึกว่าเรา จะหนีหรือป้องกันตัวให้ทันท่วงที ไม่เกิดเพราะไม่มีใครเป็น ผู้รู้สึกว่าใครจะเป็นผู้ลอบทำร้าย และใครเป็นผู้ถูกทำร้าย. จะมีการทำร้ายหรือไม่มีการทำร้าย ก็ไม่แตกต่างอะไรกันเลย สำหรับความรู้สึกของผู้นั้น. ขณะที่ผู้หนึ่งกำลังอกสั่น หวั่นไหว อยู่ในที่มืดเปลี่ยว แม้มีลมโกรกเย็น แต่อีกผู้หนึ่ง รู้สึกโปร่งโล่งชุ่มชื่น ไม่รู้สึกว่าแตกต่างอะไรกันเลย ใน ระหว่างเสียงคำรามที่ส่งออกมาจากป่ารกในราตรีอันมืดมิด และเปลี่ยวผู้เดียวกับเสียงดนตรีในที่ประชุมแห่งการเลี้ยง,-ใน แง่แห่งความกลัว. ทั้งนี้ก็เพราะหมดอัสมิมานะที่เป็นต้น เหตุแห่งความรู้สึกว่า นั่นผู้ทำร้าย นี่ผู้ถูกทำร้ายเป็นต้น. ใคร่ครวญดูเถิด ! เมื่อเครื่องขู่ขวัญ หรือรบกวนประสาท ในภายในของเขา ถูกรื้อทิ้งออกมาหมดทั้งกระบิเช่นนี้แล้ว ชีวิตนั้นจักสดใส และร่าเริง เยือกเย็นแสนที่จะเย็นสัก เพียงไร ? ควรจะเรียกการนำอัสมิมานะออกเสียจากใจ ได้ว่า "นั่นเป็นยอดสุขเว้ย !" ได้หรือไม่ ?

น.443 ๓๖ ถ้ายังมีความสงสัยอยู่อีก, เราจะได้พิจารณากันในแง่ แห่งความโกรธ ความรำคาญ ความเบื่อหน่าย และอื่น ๆ ซึ่งเป็นพวกโทสะด้วยกันสืบไป : ความรู้สึกจืดจาง เบื่อหน่าย ผลักดัน ต้านทาน ต่ออารมณ์ที่เราเกลียด หรือโกรธ เหล่านี้ ก็คือกองไฟที่ลุกวูวาม หรือกรุ่นอยู่ในภายใน, แผดเผาทั้งกาย และจิต ให้ทรุดโทรม จึงหมดสุข. แม้ว่าความโกรธทำให้ได้ ด่าว่าเฆี่ยนตีผู้อื่นสมใจอยากเป็นความเพลินไปครู่หนึ่งก็จริง ก็คงยังเป็นการแผดเผาและทำให้ทรุดโทรมอยู่นั่นเอง. ความโกรธจะทำให้ต้องมานั่งกอดเข่าเสียใจในภายหลัง เพราะผู้โกรธแล้ว ย่อมฆ่าได้กระทั่งบิดามารดาของตนเอง, ย่อมมืดมิดต่อคำตอบหรือคำตอบที่ดีงาม เพิ่งจะมานึกคำแย้ง หรืออุบายดี ๆ ได้เมื่อหายโกรธแล้ว แต่ผู้ไม่โกรธย่อมนึกได้ ในขณะนั้น แม้ที่สุดแต่นักกีฬาที่ไม่รู้จักโกรธ ก็เท่ากับเขา ได้แต้มสูงกว่าอีกฝ่ายหนึ่งหลายสิบเปอร์เซ็นต์แล้วตั้งแต่เริ่ม ลงมือเล่น. ส่วนผู้ถึงขีดแห่ง "อนัตตา" สามารถขยี้ "ตัวตน" ให้สาบสูญไปได้แล้ว จะไม่มีความรู้สึกว่า มีผู้เอาเปรียบหรือ ถูกเอาเปรียบ, มีผู้ริษยาหรือถูกริษยา ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น. ความโกรธจึงไม่อาจเกิด เช่นเดียวกับไฟไม่อาจเกิดจาก ไม้ขีดไฟ ที่ถูกแช่น้ำจนเปื่อยหลุดไปหมดแล้ว. คนไม่โกรธ ก็คือผู้ที่ไม่รู้จักแพ้ ไม่มีใครมาทำให้แพ้ได้ เพราะเมื่อไม่โกรธ ไปตามอารมณ์ที่ผู้อื่นส่งมา หรือที่เกิดขึ้นเอง, เรื่องนั้นหรือ ส่วนนั้น ก็เท่ากับไม่มีอะไรเกิดขึ้น, -นี่กล่าวเฉพาะในแง่แห่ง ความโกรธ. ขณะที่ผู้อื่นกำลังมีไฟระอุเป็นควันกลุ้มอยู่ใน

น.444 ๓๗ ภายใน หรือออกมาภายนอกแล้ว แต่อีกผู้หนึ่ง กำลังหลับสนิท, กำลังทำหน้าที่ของตนเพลิน, กำลังกลับคิดหาทางช่วยเหลือ ผู้โกรธ ฯลฯ, มีดวงตาชุ่มไปด้วยความสงสารผู้หลงโกรธ หรือกำลังยิ้มแย้มอยู่ทั้งภายนอกและภายใน. นี้เราจะเห็น คุณานิสงส์แห่งการตัดความโกรธ หรือโทสะได้อย่างสมุจ- เฉทปหาน ว่าเป็นความเยือกเย็นแสนที่จะเย็นเพียงไร. จง ใคร่ครวญดูเถิด ! เมื่อกองไฟ และเชื้อเพลิงสำหรับไฟถูก ทำลายสาบสูญไปจากจิตพร้อมกันตั้งแต่เมื่อความรู้สึกว่า "อัตตา" ได้ถูกทำลายแล้ว อะไรเล่าจะอาจยั่วให้จิตนั้นขุ่น หรือแม้แต่กำเริบนิดหน่อยได้เล่า ? ควรจะเรียกการนำ อัสมิมานะออกเสียจากใจได้ว่า "นั่นเป็นยอดสุขเว้ย !" ได้ หรือยัง ? ถ้ายังมีความสงสัยอยู่อีก, เราจะได้พิจารณากันเป็น ครั้งสุดท้าย ในแง่แห่งความมัวเมา หลงผิดเป็นถูก (โมหะ), ไม่รู้สิ่งที่ควรจะรู้ (อวิชชา) สืบไป : ผู้ที่มีความรู้อย่างแจ่มแจ้ง เป็นแสงสว่างส่องให้มองเห็นและตัดสินใจลงไปได้ว่าตาม ความเป็นจริง โลกนี้เป็นอัตตาหรืออนัตตาแล้วนั้น ชื่อว่าถึง ยอดสุขแห่งความรู้ที่ควรรู้. อะไรคือสิ่งที่ควรรู้ ? คือความรู้ ชนิดที่เมื่อรู้แล้ว มีความเยือกเย็นชุ่มชื่นอย่างที่กล่าวมาแล้ว เกิดขึ้นจากความที่ได้รู้นั้น. ถึงขั้นไหนจึงเรียกว่ายอด ? ถึง ขั้นที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง ไม่คืนคลาย ไม่กลับกำเริบ หวั่นไหว หมดความสงสัย มีความพอใจ จนไม่มีความอยากรู้ สิ่งอื่นใดเกิดขึ้นอีก แม้พยายามจะสงสัยหรืออยากรู้. นั่นคือ

น.445 ๓๘ อะไรเล่า ? นั่นคือความรู้อย่างแจ่มแจ้งว่า "สิ่งทั้งปวงเป็น อนัตตา !" ที่กล่าวว่า สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตานั้นเป็นอย่างไร ? เป็นอนัตตาคือสภาพที่เราควรถือหรือเรียกว่า "ตัวตนของ เรา" นั้น มันไม่มีอยู่ในสิ่งนั้น ๆ ทุก ๆ สิ่ง. แม้ในยอดแห่ง ความรู้ หรือยอดแห่งผลที่ประสงค์ที่เรียก (ต่าง ๆ กันตาม ความหมายแห่งลัทธิ) ว่านิพพานบ้าง ปรมาตุมันบ้าง ก็ไม่ใช่ ตัวตน หรือมีตัวตน. นับประสาอะไรกับโลกที่เป็นตัวมายา จะเป็นตัวตนได้ ! โดยนัยนี้ เราจะสรุปได้ว่า "ยอดของความรู้ที่ควรรู้ก็คือ การรู้เท่าทันต่อสิ่งที่เคยหลง ว่าเป็นตัวตน ว่าไม่เป็นตัวตน หรือมีตัวตนนั่นเอง. เปลี่ยน จากความโง่หลงว่า "มีอัตตา" มาเป็นความเห็นอย่างรอบรู้ และแจ่มแจ้งว่า "ไม่มีอัตตา" ดังนี้. ความรู้นี้เกิดขึ้น ความไม่ รู้ (อวิชชา) ก็หายไป ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเกิดขึ้นจากความ ไม่รู้เป็นมูลฐาน ก็พลอยโค่นทำลายสาบสูญไปด้วย. จึงไม่มี การหลงผิดเป็นถูก ไม่หลงใหลมัวเมา ต่อสิ่งที่ยั่วให้หลงใหล มัวเมา. ความรู้สึกว่า "อัตตา" ซึ่งเป็นเหมือนต้อกระจกใน นัยน์ตาถูกลอกออกอย่างเกลี้ยงเกลา, ญาณทัศนะหรือดวงตา ที่แจ่มใส ก็ทำหน้าที่เห็นได้อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง รู้จัก โลกโดยประการที่มันไม่อาจย่ำยีจิตให้ทุกข์ทนหม่นไหม้ได้ อีกตลอดกาลาวสาน. นั่นคือแสงสว่างชนิดที่อาจส่องลงไป ได้ ถึงที่ ๆ แสงอาทิตย์ (ซึ่งเรารับรองกันว่าไม่มีแสงอะไร

น.446 ๓๙ ยิ่งกว่า) ส่องไปไม่ถึง ! ความโง่หลงถูกเพิกถอนกวาดทิ้งหมด ไปจากดวงจิต ความฉลาดแผ่รัศมีออกสร้างความเยือก เย็น, -เย็นโดยไม่ต้องรดน้ำ แต่เย็นกว่ารดน้ำ, อยู่โดยรอบ เช่นเส้นรัศมีของดวงไฟ. และนั่นคือยอดแห่งความสุขซึ่ง พระพุทธองค์ผู้เป็นบิดาของโลก ได้ทรงวางไว้เป็นบท เรียนสำหรับเราทั้งหลายผู้ยอมตนเป็นสาวกผู้ทำตามโดยน้ำ ใสใจจริง, จะต้องพยายามเอาด้วยคุณค่าแห่งความได้เกิดมา เป็นมนุษย์ทุก ๆ เมื่อ." ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าจะอวยพร หรือไม่อวยพรในท้าย เทศนาก็ตาม ย่อมไม่เป็นการแปลกสำหรับผู้ที่เห็น "อนัตตา" หรือเชื่ออย่าง "อนัตตา." แต่สำหรับผู้ที่ยังต้องถือลัทธิ อัตตาไปก่อนนั่นแหละ ข้าพเจ้าขออวยพรว่า ขอให้ท่านเขยิบ การถืออัตตาของท่านให้สูงขึ้นเป็นลำดับ ๆ: จงมองให้เห็น แล้วพรากความรู้สึกว่า "ของตน" ออกมาเสียจากสังขาร ร่างกายมายึดเอาศีล-สมาธิ-ปัญญา. เมื่อถึงยอดของปัญญา, มันก็จะพรากจากที่นั้น มายึดถือเอาที่มรรคและผล ขั้นต้น ๆ เป็นลำดับจนถึงขั้นยอด ท่านก็จะหมดอะไรที่จะยึดถืออีก ต่อไปเอง. เมื่อไม่ถือ, ตนก็ไม่มี เพราะตนเกิดมาจากการ หลงยึดถือ. นั่นก็คือการมองเห็นแล้วปล่อยวางอัตตาเสียได้ ถึงความรู้สึกเป็นอนัตตาได้เสวยผลสูงขึ้นมาตามลำดับ ดังกล่าวมาแล้ว. ซึ่งเมื่อถ้ามองย้อนหลังลงไปตามที่ผ่านมา ก็จะพบได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ว่านี่คือยอดแห่ง

น.447 ๔๐ ความรู้และยอดแห่งความสุขอันแท้จริง ตามที่พระพุทธองค์ ทรงวางไว้อย่างแน่แท้. พรนี้ขอจงเป็นผลสำเร็จ ! ขอจงเป็นผลสำเร็จ ! ขอจง เป็นผลสำเร็จ ! เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต