Buddhadasa.org

เทศนาและโอวาท ตอนที่ ๓ — ธรรมสำหรับฆราวาส

เทศนาและโอวาท — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เทศนาและโอวาท (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.449 นโม ตฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา สทฺธสฺส ฆรเมสิโน สจฺจํ ทโม ธิติ จาโค ส เว เปจฺจ น โสจตี ติ. (บาลี สตาถ. สํ ไตร. ล ๑๕/๓๑๖/๘๔๕) บัดนี้ เป็นเวลาที่อาตมาจะได้แสดงธรรมเทศนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประดับปัญญาและความรู้ ส่งเสริม ความเชื่อและความพากเพียรของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธ- บริษัท ให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป. คำสั่งสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อใคร ศึกษาเป็นอย่างดีแล้ว จะได้พบคำตอบแห่งปัญหาประจำ ชีวิต. เมื่อใครปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดีแล้ว จะได้รับผลอัน เยือกเย็นในฐานเป็นรางวัลแห่งการแก้ปัญหาชีวิต ได้สำเร็จ เด็ดขาดลงไป. คนเราทุกคนมี ๒ ซีก คือซีกกายกับซีกใจ. หน้าที่ฝ่ายกาย คือการทำงานประกอบอาชีพตั้งตัวอยู่ได้ สำเร็จเป็น ลาภ ยศ และไมตรี ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้ จัดว่าเป็น ที่จำนงหวังของมนุษย์ทั้งหลาย. ส่วนหน้าที่ซีกฝ่ายใจนั้น คือการขบคิดปัญหาประจำชีพ ให้แตกหักนั่นเอง. หากยัง ๔๓

น.450 ๔๔ คิดไม่สำเร็จ ชื่อว่าท่านยังไม่ได้ทำหน้าที่ส่วนนี้ ท่านจะได้ รับผลเช่นเดียวกับผู้ที่ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตนหรือทำหน้าที่ ของตนไม่ได้ทั้งหลาย. ผู้ไม่ได้ทำหน้าที่ของตน เดือดร้อน เพียงใด ท่านย่อมทราบกันแล้ว. หน้าที่ทางฝ่ายกาย กับหน้าที่ทางฝ่ายใจข้างไหนจะ สำคัญกว่ากัน ? นี่ เป็นปัญหา ซึ่งถ้าเราพยายามคิดให้ออก แล้ว จะได้ผลคุ้มค่าของเวลาที่เสียไป. สำหรับในที่นี้ ขอชี้ แต่เพียงว่า ถ้าเราแก้ปัญหาทางฝ่ายใจไม่ตก เราก็ย่อมมืดมัว ทางฝ่ายกายอยู่นั่นเอง. เราจะทำงานหาเงินและลาภผล อย่างอื่นไปทำไม เราจะหายศศักดิ์บริวารไปทำไม เราจะ หาไมตรีคือการกว้างขวางในวงสังคมไปทำไม, เหล่านี้ ทั้งหมด ถ้าเรายังแก้ปัญหาที่ว่า ชีวิตนี้ คืออะไร หรือเรา เกิดมาทำไม เป็นต้น ไม่ได้แล้ว เราจะตอบให้ถูกต้องไม่ได้ เลย. ถ้าเราเข้าใจความหมายของชีวิตดี ปัญหาเหล่านั้น จะ กระจ่างอยู่ในตัว ฉะนั้น จึงเห็นว่าปัญหาทางฝ่ายซีกกายนั้นเป็นเพียง ส่วนน้อยนิดหนึ่งของปัญหาซีกใจเท่านั้น, และมันรวมกัน อยู่กับปัญหาทางซีกใจอยู่ในตัวแล้ว. ปัญหาสำคัญของชีวิต จึงหมายถึงปัญหาทางซีกใจโดยเฉพาะ, แต่ในที่นี้ เราจะรวม ปัญหาทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน และเรียกมันว่า "ปัญหาแห่ง มนุษยภาพ" ซึ่งแปลว่า ปัญหาเกี่ยวกับการที่เกิดมาเป็นคน ปัญหาแห่งมนุษย์ภาพนั้น ทุกคนจะต้องคิด. มิฉะนั้น "ผีเสื้อยักษ์" จะกินท่าน ! มันจะกัดกินท่าน เหมือนกับที่มัน

น.451 ๔๕ กำลังแทะกินคนพวกอื่น ที่ไม่ยอมคิด หรือไม่ได้คิดปัญหานี้. ปัญหานี้ เป็นปัญหาสำหรับผู้ใหญ่ หรือผู้ที่ชอบคิดอย่าง ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ. เด็ก ๆ หรือผู้ที่ชอบคิดอย่างเด็ก จะ ไม่ชอบคิดหรือยอมคิดปัญหาเหล่านี้เลย, แล้วก็ถูกยักษ์นั้น แทะกินอยู่โดยไม่รู้สึกตัว. ตั้งแต่อดีตกาลนานไกลมาแล้ว ผู้มีความคิดทั้งหลาย ได้ชวนกันช่วยกันคิดปัญหานี้ ทั้งใน อินเดีย และทางยุโรป. ในอียิปต์มีรูปหินใหญ่มหึมา เป็นรูป สัตว์สี่เท้า ที่ดุร้ายเหมือนสิงโต มีปีกและหน้าเป็นผู้หญิง เรียกกันว่า สฟิงซ์ (Sphinx). ท่านอาจสงสัยว่า ยกเอาเรื่อง สฟิงซ์มาพูดทำไมกัน. การที่ยกเอาสฟิงซ์มากล่าว ก็เพราะ ว่า มูลเหตุแห่งการเกิดของสฟิงซ์ ก็คือ ปัญหาแห่งมนุษยภาพ นั่นเอง. พวกอิยิปต์สร้าง สฟิงซ์ ด้วยศิลาอย่างใหญ่โต ดำ เมื่อมสะดุดตาแต่ที่ไกล เผื่อว่าเมื่อใครเหลือบไปเห็น จะได้ ไม่ลืมตัวในเรื่องปัญหาแห่งมนุษยภาพ. พวกอิยิปต์ยืม เรื่องราวของสฟิงซ์มาจากพวกกรีก. เรื่องนั้นมีว่า สัตว์ ประหลาดตัวนี้ มันจะคอยอยู่ที่ทางคนเดิน ออกมาสกัดหน้า ถามปัญหา ถ้าใครตอบไม่ได้มันจะกินเสีย, แต่ถ้าใครตอบได้ มันจะอกแตกตายเอง. ปัญหาที่มันถามนั้นมีว่า วานนี้คือ อะไร ? วันนี้ คืออะไร ? และ พรุ่งนี้ คืออะไร ? ซึ่งมีความ หมายขยายออกไปได้หลายนัย เช่นว่า ท่านมาจากไหน, ท่านกำลังทำอะไร, และท่านจะไปข้างไหน, รวมทั้งปัญหา อื่นที่มีความหมายอย่างเดียวกัน และเรียกสั้น ๆ ว่า "ปริศนา ของสฟิงซ์ (Riddle of Sphinx) ."

น.452 ๔๖ ปัญหาหรือปริศนาของสฟิงซ์นั้น อาจหมายทั้งขั้นต่ำ และขั้นสูง คือทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม. ฝ่ายโลก เตือนให้ ถอนตัวจากความยากจน, ฝ่ายธรรมเตือนให้ทำตัวให้ หลุดพ้น, จะสูงต่ำเพียงไร แล้วแต่ภูมิของคนผู้คิด. วานนี้ คืออะไร หมายถึงว่าอดีตของของท่านนั้น ท่านใช้มันมา อย่างไร วันนี้ คืออะไร หมายถึงปัจจุบัน ท่านกำลังทำ อะไรอยู่ หรือท่านใช้มันอย่างไร. นั่นอีกเหมือนกัน. พรุ่งนี้ คืออนาคตท่านใช้มันอย่างไร. เหล่านี้ถ้าใครตอบผิด ก็ หมายความว่า ผู้นั้นกำลังใช้เวลาของชีวิตไม่เป็น จะต้อง กินเสีย. ที่ขยายออกไปว่า มาจากไหน หมายถึงว่า ชีวิตนี้ มาจากไหน, กำลังทำอะไรอยู่ หมายถึงว่าชีวิตนี้มีความจริง ในบัดนี้คืออะไร, และจะไปไหน ต่อไปนั้น หมายถึงว่าจุดที่ หมายสุดทางของชีวิตนั้นคืออะไร, อยู่ที่ไหน. ตอบไม่ได้ หรือตอบผิด จะต้องกินเสีย. การที่พวกอิยิปต์สร้างตัวสฟิงซ์ ให้หน้าเป็นผู้หญิง หมายถึงมันจะอ่อนโยนและเป็นมิตรอันประเสริฐได้ ในเมื่อ ตอบปัญหาของมันถูก มิใช่มันจะดุร้ายไปท่าเดียว. การที่ ตัวเป็นสัตว์ร้าย ก็เพราะมันจะกินไม่เลือกหน้า ไม่เวทนา ปรานีใคร ในเมื่อตอบผิด. การที่มันมีปีกหมายถึงการที่มัน จะบินไปอยู่ในที่ไหนได้ทั่วไป ใครจะหลีกมันไม่พ้นเลย ดังนี้ เป็นต้น. แต่เพียงเห็นสฟิงซ์เท่านั้น ผู้เห็นที่เข้าใจความหมาย ดี จะนั่งลงขบปัญหาชีวิตของตนโดยพลัน. ขณะที่ยังคิด ไม่ออกก็ยอมให้มันแทะเล่นไปพลาง อย่าเพิ่งให้มันกินจนถึง

น.453 ๔๗ ตายก็แล้วกัน. เราทุกคนในที่นี้กำลังถูกมันแทะกินไหม ? เจ้าตัวย่อมรู้ดี ! เมื่อถูกถามว่า มาจากไหน, ถ้าหมายถึงกาย อาจตอบ ได้ง่าย ๆ ว่า มาจากทำงาน หรือมาจากเล่นแบดมินตัน แต่ ถ้ามันไม่ยอมและถามว่าชีวิตของท่านต่างหากมาจากไหน ก็ยากที่จะนึกหาคำตอบ. เรารู้จักชีวิตนี้ดีแล้วหรือคืออะไร ถ้าไม่รู้ก็ตอบไม่ได้, และไม่ได้แก้ปัญหา, ความเป็นมนุษย์ นั่นเองมันถามเรา ! เราตอบได้ มันให้รางวัลเรา คือมันยอม ตาย. หมายความว่า ด้านร้ายของชีวิตจะละลายสูญหายไป จากเรา มีแต่ด้านดีอยู่แทน. ถ้าเราตอบไม่ได้ ความเป็น มนุษย์อีกนั่นเอง จะฆ่าเราทีละน้อย ๆ จนกระทั่งตายจาก ความเป็นมนุษย์ ! บัดนี้ เราอาจเชื่อได้ว่า เราเป็นมนุษย์กัน แล้วทุกคน แต่จะเป็นมนุษย์ที่ตรงตามความต้องการของ "ผีเสื้อยักษ์" ตัวนี้หรือไม่นั้น ยังเป็นปัญหาอยู่. มันเป็น ยักษ์ของสัจจะ ! เมื่อเราเล็งดูชีวิตในด้านที่แตกต่างกัน เราย่อมเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัว, แต่ยักษ์ ตัวนั้นมันเอาบรรทัดของมันวัดเสมอ เราจึงไม่มีทางที่จะแก้ ตัวได้ แม้เราจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น. กฎของความจริง ครอบงำเราอยู่ทุกคน โดยที่ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เห็นหรือ ไม่เห็นก็ตาม. ฉะนั้น การที่ใครจะเข้าใจไปว่าตนแก้ปัญหา ได้แล้ว ทั้งที่ตนยังไม่ได้แก้ เขาก็ย่อมถูกยักษ์แทะกิน. ความ โง่หรือหลงผิดของเขากำลังแทะเขาอยู่. ความโง่หรือความหลงผิดอันนี้ อาจมีได้จนถึงกับเข้าใจ

น.454 ๔๘ ไปเสียว่า เขากำลังได้รับรางวัลจากยักษ์นั้นอยู่. เช่นเดี๋ยวนี้ เขากำลังรวย มียศ มีมิตรสหาย กินและเล่นได้อย่างพอใจ ตลอดวัน. ชีวิตหรือความเป็นมนุษย์ของเขาผ่านด่านของ สฟิงซ์ มาได้แล้ว. นั่นเขาลืมไปว่า นั่นเป็นเพียงเครื่องมือ ! เขาได้เครื่องมือสำหรับทำงานเท่านั้น เขายังไม่ได้ทำอะไร เลย. การเกิดเป็น เครื่องมือ ให้ได้เรียน. การเรียนเป็น เครื่องมือ ให้ได้ทำงาน. การทำงานเป็น เครื่องมือ ให้เขาได้เงิน. เงินเป็น เครื่องมือ ให้เขาได้หาสิ่งที่เขาต้องการ. การได้สิ่งที่ต้องการเป็น เครื่องมือ ให้เขารู้จักความมี มา และความสิ้นไป. การรู้จักความมีมาและความเสื่อมเป็น เครื่องมือ ให้ เขาถึงความจริงด้านในของโลก. การรู้ความจริงอันนี้ เป็น เครื่องมือ ให้เขารู้จักชีวิต ตามที่เป็นจริง และเขาสามารถตอบปัญหาของสฟิงซ์ถูกต้อง, ไม่ถูกกิน. ตามความหมายของคนเราตามธรรมดา เงิน คือผลที่ จำนงหมาย, เป็นผลของงาน. แต่ตามความหมายของผู้ที่จะ ต้องตอบปัญหาของผีเสื้อยักษ์ตัวนั้น เงินเป็นเครื่องมือ สำหรับให้ได้ทำงาน คืองานศึกษาชีวิตในด้านใน, เช่นเดียว กับจอบ เสียม เป็นเครื่องมือสำหรับขุดดิน ทำงานในด้าน นอกนั้นเหมือนกัน. ยศ ศักดิ์ และการกว้างขวางในวง

น.455 ๔๙ สมาคมก็เหมือนกัน ท่านอาจเข้าใจว่า เป็นผลงานที่เราได้มา แต่นั่นเป็นเพียงความจริงของผู้ที่เพ่งมองในด้านวัตถุ, สำหรับ ผู้เพ่งมองในด้านวิญญาณแล้ว มันยังคงเป็นเครื่องมือทำนอง เดียวกับเงินนั่นเอง. ขอให้นึกถึงลำดับแห่งเครื่องมือ ที่เป็น เพียงเครื่องมือที่ส่งต่อซึ่งกันและกัน ดังกล่าวมาแล้วนั้นอีก ครั้งหนึ่งเถิด. คนส่วนมาก ชิงมองชีวิตในด้านวัตถุเสียก่อน จึงยากที่ จะเข้าใจได้ทั้งสองด้าน. ชีวิตที่ยังไม่ถึงจุดปลายทางอันแท้ จริง คือจุดปลายทางตามความหมายแห่งผีเสื้อยักษ์นั้น ยังคง เป็นชีวิตที่ทนทรมานอยู่เสมอไป. แต่ว่าบางท่านอาจไม่เห็น เป็นอย่างนั้น. ยกตัวอย่าง เวลาที่ได้กินได้เล่น สิ่งที่ถือว่า เป็นความเพลิดเพลินอย่างยิ่งนั้น ท่านอาจเข้าใจว่า นั่นเป็น การเสวยผลหรือสวรรค์. แต่ตามความจริง นั่นก็คือการทน ทรมานอย่างหนึ่ง ซึ่งเท่ากับการไม่ได้กินไม่ได้เล่นเหมือน กัน. เช่นเล่นกีฬา เป็นงานจำเป็นที่ชีวิตต้องทำ เพื่อการต่อสู้ เพื่อความเป็นอยู่ของชีวิต โดยแน่นอน, ถ้าไม่ทำมันจะอยู่ไม่ได้ เพราะขาดการออกกำลัง, ขาดความรู้ในส่วนนี้ของชีวิต ซึ่ง จะยังคงงมงายอยู่, ถ้าเราไม่ได้นอนหลับ ซึ่งเป็นงานของชีวิต อย่างหนึ่ง เราจะต้องตาย. ถ้าไม่ได้เสพสิ่งที่เพลิดเพลิน ความกระหายก็บีบคั้นเอา จึงต้องลงทุนแสวงหาและเสพใน ฐานเป็นงานอย่างหนึ่ง. แต่ในกรณีเช่นนี้ เมื่อเพ่งเล็งกัน เฉพาะด้านนอก มันเลยกลายเป็นมิใช่งาน แต่เป็นการเสวย ผล เช่นของทิพย์ของสวรรค์ไป เพราะตัณหา อุปาทานที่ปลูก

น.456 ๕๐ ขึ้นด้วยอำนาจอวิชชา ทำให้รู้สึกเช่นนั้นไปเสีย โดยที่ไม่ รู้สึกตัว. เพราะฉะนั้น การได้เสพสิ่งที่เป็นการแก้กระหาย นั้น ก็เป็นเพียงงานของชีวิตชิ้นหนึ่ง เช่นเดียวกัน, ล้วนแต่ เป็นเครื่องมือ, มิใช่เป็นผลงานหรือการเสวยผลของตนแต่ ประการใด, เป็นเครื่องให้ชีวิตก้าวหน้าในด้านวิญญาณ คือ ศึกษาให้ชีวิตนี้หลุดถอนออกจากการทนทรมานด้วยประการ ทั้งปวง. แม้ผลของบุญหรือบาป ไม่ควรถือว่าเป็นผล แต่ ควรถือว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อเอาผลอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ เหนือหรือพ้นบุญและบาปออกไป. และนั่นแหละคือผลที่ จำนงหวังของชีวิตอันแท้จริง ตามความหมายแห่งบุคคล ผู้ที่จะสามารถตอบปัญหาของ สฟิงซ์ ได้ถูกต้อง. ข้าพเจ้าจึงขอสรุปความในตอนนี้ว่า ทุก ๆ อย่างที่ได้มา ยังเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับทำงาน, แม้ที่สุดแต่การเล่น เช่นเล่นกีฬา หาความเพลิดเพลิน ก็ยังเป็นเพียงการทน ทำงาน ของชีวิตชนิดหนึ่งเหมือนกัน. เราจงพากันไม่ ประมาทและอวดดี ว่าเราเข้าถึงจุดอันแท้จริงของชีวิต หรือเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องและครบถ้วนแล้ว. เมื่อเราวางลักษณะอันเป็นมาตรฐานของชีวิต, งาน ของชีวิต, แลผลที่จำนงหมายของชีวิต ไว้อย่างกว้างขวาง ครบถ้วนเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นว่าเรายังไกลหรือใกล้ต่อผล อันเป็นที่หมายแห่งมนุษย์ภาพได้เพียงไร. เมื่อเห็นว่ายังไกล อยู่มาก ก็ยังไม่ควรทอดอาลัยเพ่งเอาผลชนิดเทียม หรือ เพียงชั้นโลกียะ, เพราะว่าทางไปยังมีอยู่ และไปได้โดย

น.457 ๕๑ ไม่ต้องยากลำบากมากมายนัก. ทางนั้นคือแนวแห่งพระพุทธ ศาสนา อันเป็นโอวาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของ ชาวเราทั้งหลาย. แต่คำว่า พุทธศาสนา นี้ ก็มีนัยอันลึกซึ้งอีกเหมือนกัน, หากจับเอาความหมายผิดไปย่อมไม่ได้ถูกตรงตัวพุทธศาสนา อย่างแท้จริง. พุทธศาสนาเหมือนกับกระจกเงา ย่อมฉาย ภาพกลับออกมาต่าง ๆ กันได้ ตามที่ใครเข้าไปมอง. ข้อนี้ เพราะว่า พุทธศาสนา เป็นหลักความจริงที่ครอบคลุมกว้าง ขวางเหลือเกิน มีมุมแง่ที่อาจมองเห็นไปได้ต่าง ๆ เหมือน เพชรเม็ดเดียวมันย่อมมีลักษณะและสีสรรอันแท้จริงของมัน อย่างหนึ่ง แต่ว่ารัศมีอันเลื่อมพรายของมันนั้น อาจมีให้เห็น เป็นหลายอย่าง และครบทุกสีเลยทีเดียวก็ได้. ใครจะว่าเป็น สีอะไร-เลยถูกทั้งนั้น. เช่นพุทธศาสนานี้ จะมองให้มีหลักเป็นประชาธิปไตย ก็ได้ มองให้มีหลักเป็นเผด็จการก็ได้ แล้วแต่ความคิดเห็น อันเป็นต้นทุนอยู่ในใจของผู้มอง. ความรู้หรือความคิดอันเป็น ต้นทุนเดิมในใจของผู้นั้น คือหน้าตาของผู้นั้น ครั้นไปมอง เข้าที่กระจกเงา มันก็กลับกระท้อนออกมาให้เห็นอีก ตนก็ เลยเห็นเป็นอย่างนั้นไป. พุทธศาสนาที่เป็นเหมือนกระจกเงา ก็เป็นเช่นนั้น. ถ้าท่านถือเอาพระเจ้าติดเป็นสันดานมาก่อน ท่านก็อาจมองพบแง่ที่อาจอ้างเอามาถือว่าพุทธศาสนาก็ อนุโลมตามนั้น. ถ้าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านก็ไม่ต้อง เชื่อเช่นนั้น ไม่ถือว่ามีอะไรคอยบันดาล ถือว่าทุกสิ่งเป็นเพียง

น.458 ๕๒ ผลกระท้อนออกมาจากเหตุ. ถ้าท่านเป็นนักกีฬา ท่านจะมอง พบแต่วิญญาณแห่งความเป็นนักกีฬา ในหลักธรรมทางพุทธ ศาสนาดกดื่นไปหมด, ถ้าท่านเป็นทหาร ท่านจะพบวิญญาณ แห่งความเป็นทหารอีกเช่นเดียวกัน. ถ้าท่านเป็นนักอุดมคติ ท่านพบเหยื่อแห่งสมองของท่านดาดาษในหลักปรัชญา ทางพุทธศาสนา จนเข้าใจว่าพุทธศาสนาเป็นเพียงเรื่อง สำหรับคิด ไม่มีเรื่องสำหรับทำเลยก็ได้, หรือตรงกันข้าม ถ้าท่านเป็นนักอุดมสัจจะ ทำจริงอย่างเดียว ไม่ชอบคิด ท่านก็ยังคงพบพระนิพพานได้เหมือนกัน โดยไม่ยอมเชื่อว่า พุทธศาสนาเป็นอุดมคติเสียเลย. อีกด้านหนึ่ง ถ้าหากท่าน เป็นผู้มีวิญญาณอันแคบเห็นตนเป็นส่วนใหญ่ ท่านก็จะพบ ความถือเอาประโยชน์ตนเป็นใหญ่ ก่อนประโยชน์ผู้อื่น, ตรงกันข้าม ถ้าท่านมีวิญญาณแห่งการเสียสละเป็นทุน อยู่ก่อน ท่านจะพบแต่แง่ที่ว่า พุทธศาสนานั้นมีหลักเพ่งเล็ง เห็นส่วนรวมยิ่งกว่าเห็นตนเป็นส่วนใหญ่โดยแจ่มชัด. ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ อีกมากมายเหลือที่จะยกมา แต่ สรุปความแล้วก็คงว่า พุทธศาสนาเหมือนกระจกเงา ท่าน มองให้เป็นอะไรได้ตามแต่หน้าตาของท่านจะเป็นอย่างไร มาก่อน จึงไม่ควรเข้าใจผิดในข้อนี้ จึงเป็นเหตุให้เกิด "ลัทธิเชื่อมั่น" อันใดอันหนึ่งขึ้นหลอกตัวเอง โดยไม่รู้สึก และทำความเนิ่นช้าให้แก่การก้าวหน้าของท่านเอง. และ ทำให้วนเวียนหนักขึ้น. พุทธศาสนาดำเนินไปตามสายกลาง จนกว่าจะถึงจุด

น.459 ๕๓ ที่หมายปลายทาง. เพราะได้ตั้งจุดที่หมายปลายทางไว้เด่นชัด แน่นอน จึงไม่ถือเอาอะไรในระหว่างทางว่าเป็นผลที่จำนง หวัง ถือว่าทุกอย่างเป็นเพียงเครื่องมือส่งต่อ ๆ กันไปเรื่อย จนกว่าจะถึงที่สุดจริง ๆ จึงจะได้หยุดและพอใจ. บาป และ การถูกลงโทษเป็นเครื่องมือให้ทำดีหรือบุญ. ผลบุญคือ สวรรค์ เป็นเครื่องมือให้เกิดเวลา และโอกาสสำหรับศึกษา นิพพาน มิใช่เพื่อให้เมามาย. มันเป็นเครื่องมือจริง ๆ. การ ศึกษานิพพาน เป็นเครื่องมือให้ถึงนิพพาน คือ สภาพชนิด หนึ่งซึ่งปราศจากทุกข์และไม่เป็นการทรมาน ไม่มีการต่อสู้ เพื่อเป็นอยู่ชนิดที่กล่าวมา. พุทธศาสนาจึงมีทั้งโลกและ ธรรม. มีโลกเป็นหนังสือสำหรับเรียนเล่มใหญ่ที่สุด เพื่อ เรียนให้รู้จักชีวิต เข้าถึงจุดหมายแห่งมนุษยภาพแล้ว สะสาง ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับชีวิตให้หมดจดเกลี้ยงเกลาไปได้จริง. เราทุก ๆ คน แม้ที่เป็นฆราวาสมีอะไรพร้อมที่จะดำเนินไป ตามแนวนี้ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ยังขาดอยู่ก็แต่การรู้อันเป็น เหตุให้เกิดความมั่นใจว่า ตนจะเป็นไปได้เช่นนั้นจริง ๆ. พอ มีความรู้อันนี้มา เราก็จะมองเห็นลู่ทางแจ่มชัดแต่ต้นจน ตลอด. รู้พอที่จะตอบปัญหาของ สฟิงซ์ ว่าเรามาจากไหน. เรากำลังมาถึงไหนแล้ว. แล้วจะไปข้างไหนต่อไป. แม้เรา จะยังไม่ไปได้ไกลแค่ไหน เราก็ไม่ถูกมันแทะกิน เพราะ เราลืมตาแจ๋วอยู่. ฆราวาสยังดิบเกินไปนักหรือ ? ถึงรู้อะไร ๆ พร้อม ก็ไม่อาจที่ก้าวไปดังนั้นหรือ ? ข้อนี้ไม่เป็นดังนั้น เพราะ

น.460 ๕๔ ได้กล่าวมาแล้วอย่างชัดเจนว่า ทุก ๆ อย่างเป็นเครื่องมือที่ ส่งทอยแก่กันและกัน. ผู้ที่รู้จักตัวของตัวดีตามแนวแห่ง ปัญหาของสฟิงซ์ย่อมอยู่เหนือความเป็นฆราวาส หรือนัก บวช. สามารถที่จะใช้ความเป็นอยู่ หรือเหตุการณ์ที่เป็นไป ในกรอบวงของฆราวาส (ที่สมมติเรียกกันว่าฆราวาส) เป็น เครื่องมือส่งตนขึ้นไปตามลำดับ และเห็นเป็นการศึกษาหรือ งานของชีวิตสายเดียวกัน. แม้จะก้าวไปอย่างที่เรียกกันว่า ฆราวาสก็แนวเดียวกันนั่นเอง คือมีที่สุดแห่งความทุกข์ เป็นจุดหมาย. เพราะฉะนั้น หน้าที่ก็คือ รีบเป็นฆราวาส ให้จบหลักสูตรเสียโดยเร็วเถิด. แล้วก็จะมีอะไร ๆ พอที่จะ ร้องท้าสฟิงซ์ว่าดูเอาเองเถิด ฉันเดินมาถึงไหนแล้ว. เครื่องมือ ให้สำเร็จตามความประสงค์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ประทานไว้แล้ว และเรียกนามตามสมมติว่า "ฆราวาสธรรม" มีหลักซึ่งพระสังคีติกาจารย์ผูกเข้าเป็นคำประพันธ์ว่า ยสุเสเถ จตุโร ธมฺมา สทฺธสฺส ฆรเมสิโน สจฺจํ ทโม ธิติ จาโค ส เว เปจฺจ น โสจติ "เมื่อฆราวาส ผู้มีสัทธาคนใด มีธรรม ๔ ประการนี้ คือ ความจริงใจ การบังคับตัวเอง การอดทน และการสละสิ่ง อันเป็นข้าศึกแก่ความจริงใจแล้ว ต่อจากนี้ไป ย่อมไม่เศร้า โศกเลย."

น.461 ๕๕ อรรถอันควรพิจารณาเป็นข้อแรกก็คือคำว่า มีสัทธา. มีสัทธา ในที่นี้หมายถึงเชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ตามแนวแห่ง เหตุผล โดยไม่ต้องงมงายตามผู้อื่น. การเชื่อกรรมก็ดี เชื่อ ความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี เชื่อหลังจากที่ได้ มองเห็นแล้วว่า เป็นดังนั้นจริง. หรืออย่างน้อยที่สุด ก็มอง เห็นลู่ทางวี่แววด้วยปัญญาของตนว่า มันต้องเป็นดังนั้นจริง. ครั้นลองปฏิบัติตามดูในเบื้องต้นแล้ว ได้ความแน่นอนยิ่งขึ้น อีก ก็มีความเชื่อเพิ่มขนตามส่วน. นี้เรียกว่าสัทธา. มีไว้ เป็นเครื่องช่วยให้ฉันทะ หรือความพอใจทำเกิดขึ้นในเบื้องต้น และเพิ่มกำลังใจอันเข้มแข็งให้มีอยู่เรื่อย ๆ ไปในตอนหลัง ๆ. กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ความเชื่อชนิดนี้ ได้แก่ความเห็นแจ้ง เด็ดขาดและปลงใจลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเรื่องอันเกี่ยว กับหน้าที่ของตนนั่นเอง ซึ่งเห็นได้ว่า มีปัญญาประกอบอยู่ ข้างหน้าและข้างหลัง. เมื่อกล่าวโดยทั่วไป ก็ได้แก่พื้นของ ทิฏฐิ หรือความเห็นที่ผู้นั้นมีประจำสันดานของตนอยู่อย่าง ถูกต้อง อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลเป็นต้นทุนของตนตลอดกาล ทุกเมื่อนั่นเอง. เมื่อมีสัทธา ก็หมายถึงพื้นแห่งความคิดเห็น ความเชื่อถือ และความรู้ที่ถูกต้องพอควรแก่การที่จะดำเนิน ตามแนวหรือสัจจธรรมนั้นด้วย. รวมความมีจิตใจเหมาะสม ที่จะจัดตัวของตัว ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยดี. ฆราวาสธรรม ข้อที่ ๑. สังจะ หรือความจริงใจอันเป็นฆราวาสธรรมข้อต้น

น.462 ๕๖ หมายถึงความแน่ใจที่จะทำ จะปฏิบัติ ตามแนวที่สัทธา ได้มีความเชื่อลงไปแล้ว อย่างเด็ดขาด. เช่นใจแน่ว่า สูบ บุหรี่ หรือดื่มสุราไม่ดีจะเลิกเสีย. การต่ำต้อยและยากจน เป็นการน่าอับอายของพลเมืองที่เป็นลูกผู้ชาย. หรือใน ฝ่ายธรรมที่สูงขึ้นไป เช่นแน่ใจว่า ปัญหาซีกใจเป็นสิ่งที่ต้อง ศึกษา ความพ้นทุกข์เด็ดขาดอยู่ที่การสะสางปัญหายุ่งยาก แห่งมนุษยภาพได้สิ้นเชิง. นอกจากนั้น คำนี้ ยังหมายถึง ความซื่อตรงโดยกว้าง ๆ ทั่วไป เช่น ซื่อตรงต่อผู้อื่น ซื่อตรง ต่อตัวเอง ซื่อตรงต่อหน้าที่ ต่อเวลา หรือสรุปก็คือ ซื่อตรง ต่อธรรม ความซื่อตรงก็คือความแน่ใจชนิดหนึ่ง. เช่น จะ ซื่อตรงต่อใคร ย่อมหมายถึงความไว้ใจแน่ใจในบุคคลนั้น ๆ สิ่งนั้น ๆ. และเรียกว่าความจริงใจก็ได้. ฆราวาสธรรม ข้อที่ ๒. ทมะ หรือการข่มบังคับตัวเอง อันเป็นฆราวาสธรรม ข้อที่สอง หมายถึงการข่มหรือบังคับตัวเอง ให้รักษาแนว แห่งความจริงใจหรือสัจจธรรมที่ตั้งไว้ในเบื้องต้น ให้คงมี อยู่ได้สืบไป. เช่นมีแนวสัจจะว่าความโกรธไม่ดีจะละเสีย. เมื่อถูกยั่วให้โกรธก็ข่มไว้ หรือมีแนวสัจจะว่าสูบบุหรี่หรือ ดื่มสุราไม่ดี ครั้นอยากขึ้นมาอย่างแรงกล้าก็ข่มหรือบังคับ ไว้ให้อยู่ในอำนาจของตน. หรือเมื่อได้รับความดูดดึงจาก สิ่งอื่นให้เลิกละการตั้งใจเดิม ในการสะสางปัญหาแห่ง

น.463 ๕๗ มนุษยภาพอยากจะปล่อยให้เพลิดเพลินไปตามโลกิยารมณ์ เป็นต้น ก็ข่มไว้ดังนี้. ฆราวาสธรรม ข้อที่ ๓. ธิติ หรือการอดทน อันเป็นฆราวาสธรรมข้อที่สาม หมายถึงมีความอดทนในเมื่อการบังคับตัวเองนั้น ๆ นำมาซึ่ง เวทนาอันแสบเผ็ดหรือความไม่สะดวกสบายมีประการ ต่าง ๆ เช่น เมื่อบังคับตัวให้ทำงานสม่ำเสมอ ให้เว้นยาเสพติด ให้ไม่หวั่นไหวในการด่าทอสบประมาท ให้คงปกติในเมื่อ ถูกกวนโทสะ ตลอดจนกระทั่งการบำเพ็ญทางปัญญา เพื่อ เข้าถึงความรู้ในด้านในของมนุษย์ก็ตาม ย่อมเกิดความ หนักความจำเป็นที่จะต้องทนขึ้น ก็ทำการอดทน. นี้เรียกว่า ธิติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ขันตี. ท่านกล่าวสดุดี ขันตี ไว้ในฐานเป็นตัวกำลังอันแท้จริงของผู้บำเพ็ญพรตว่า ขนฺตี พลํ ว ยตีนํ. ถ้าปราศจากเสียซึ่งขันตีแล้ว นักพรต ผู้นั้นก็เป็นเสมือนคนทุพพลภาพทางใจ. แม้การตั้งใจทำ หรือตั้งใจเว้นอันเฉียบขาดอย่างใดอย่างหนึ่งของฆราวาส ก็จัดว่า เป็นพรตอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน. กล่าวอย่างกว้าง ๆ การตั้งใจปฏิบัติกิจอันใดอันหนึ่ง ด้วยเจตนาอันเข้มแข็ง เป็นเวลาติดต่อกัน เรียกว่า พรต ฆราวาสธรรม ข้อที่ ๔. จาคะ หรือการสละสิ่งอันเป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ

น.464 ๕๘ อันเป็นฆราวาสธรรมข้อที่สี่ หมายถึงการเกียดกันออกเสีย ซึ่งความอ่อนแอ ความกลับอ่อนแอเป็นครั้งที่สองที่สามในอัน ที่จะไม่บากบั่นตามแนวเดิม หรือละความจริงใจอันตนตั้ง ไว้แต่เดิมนั้นเสีย. วัตถุก็ตาม บุคคลก็ตาม สถานที่ก็ตาม ความคิดนึกก็ตาม อันใด เป็นไปเพื่อความอ่อนแอ หรือสละ คืนแนวแห่งการบำเพ็ญพรตที่ตั้งใจไว้เดิม, อันนั้น ต้องเว้น เสีย ไม่เสพด้วย ไม่สมาคมด้วย ไม่ปล่อยให้ผุดขึ้นมาในใจ ตน. การให้สิ่งของแก่ผู้อื่นเรียกว่า ทาน ก็มี เรียกว่า จาคะ ก็มี. ที่เรียกว่า จาคะ นั้น หมายถึงการให้ภายในความหมาย ที่ว่า สละสิ่งอันเป็นข้าศึกแก่การก้าวหน้าไปสู่คุณธรรม เบื้องสูง คือการหลุดจากวัฏฏะ มิใช่ให้เพื่อหวังผลตอบแทน เป็นเกียรติยศ หรือสวรรค์ในอนาคตเป็นต้น. เมื่อตั้งใจเลิก ละการสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา ข่มใจและอดทนมาโดยลำดับ แต่ถ้าไม่คอยระบายความอ่อนแอ หรือกลับอ่อนแอในเรื่องนี้ ออกเสียเสมอ ๆ ความข่มใจและอดทนอาจขาดสะบั้นลง เพราะอัดเอาความดันที่ตึงเครียดนั้นไว้มากเกินกำลังไป. การสร้างตนเองในทางโลกก็ทำนองเดียวกัน มันมีสิ่งที่เป็น ข้าศึกมายั่วเย้าให้กลับความตั้งใจเดิมให้หมดความอดทน อยู่เสมอ ถ้าสู้มันไม่ไหว ก็ต้องตายจากคุณความดีที่ตนตั้ง ไว้นั้น เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการสลัดข้าศึกอันนี้ออกอยู่ เสมอ. ในที่สุดก็ลุถึงความสำเร็จตามความต้องการเดิม. ในการละสิ่งชั่วก็ดี การทำให้มากในสิ่งดีก็ดี ฝ่าย โลกก็ดี ฝ่ายธรรมก็ดี ทั้ง ๔ แนวนี้ต้องการธรรมทั้ง ๔

น.465 ๕๙ ประการดังกล่าวมาแล้ว มาเป็นเครื่องมืออันสำคัญ. และ ใช้ให้กลมเกลียวกันไปเป็นเชือกสี่เกลียว. เมื่อทำได้ ผลก็ เป็นหวังได้ คือว่าต่อจากนั้นมา ผู้นั้นจะไม่ต้องพบกับความ โศก, ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า. การไม่พบกันกับความโศก หมายถึงความชนะทั้งด้านโลกและด้านธรรม. ในด้านโลก ชนะได้ด้วยการสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ เกียรติยศ และไมตรี หรือสมาคม. ในด้านธรรม ชนะได้ด้วยการลุถึง ความรู้ ความสว่าง ความสุขสงบ หรือความหลุดพ้นจากปวงทุกข์ ในที่สุด. เมื่อชนะได้แม้เพียงด้านหนึ่งก็ตาม อาจร้องท้า สฟิงซ์ว่า จงดูเอาเองเถิด อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเรา เป็นอย่างไร. ในเบื้องต้นนี้ จงยินดีรับเอา "กรอบ" สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ที่ชาวเราทั้งหลาย ยอมรับว่า พระองค์เป็นสัพพัญญู. คือรู้อะไรถูกต้องครบถ้วน จริง ๆ. เมื่อทรงสอนว่า มนุษย์ทั้งหลายควรจะมีอิสระ ไม่ติด แน่นอยู่กรอบวงแห่งการยึดถือใด ๆ หลุดพ้นจากสิ่งทั้งหลาย โดยสิ้นเชิงจริง ๆ แล้วทำไมจึงมาทรงสอนให้สมาทาน ปฏิบัติศีลวัตรเช่นนั้นเช่นนี้ ซึ่งเป็นการทำลายอิสรภาพ และสิทธิที่จะทำอะไรตามชอบใจเสียเล่า. ควรจะมีวิธีอื่น ที่ไม่เป็นการจำกัดกักขังไว้ในกรอบวงไปตั้งแต่ต้นทีเดียว

น.466 ๖๐ จะเหมาะกว่า, หรือเป็น สัพพัญญูว่า. ความสงสัยเช่นนี้ เป็นเหตุให้บางคนเห็นไปว่า ศีลและวัตรนั้นเป็นของไม่สำคัญ อะไร ขืนเอามาถือ ก็เป็นการสร้างกรงใหม่มาสวมตัวเอง เท่านั้น สู้เอาตามใจชอบไม่ได้. เมื่อมีอะไร ๆ ทำได้ตาม ชอบใจตัวแล้ว ก็นับว่าถึงจุดประสงค์อันแท้จริงของมนุษย- ภาพแล้ว จะต้องคิดให้มากไปทำไม. ความคิดเช่นกล่าวนี้ แทนที่จะรอดพ้นไปจากกรงเล็บของ สฟิงซ์ หรือ ผีเสื้อยักษ์ แห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง กลับถลำหนักขึ้นไปอีก. สัตว์ทั้งหลายในโลกทั้งปวง มีสองประเภท คือประเภท ที่ยังอ่อนอยู่ด้วยอุปนิสัย หรืออานุภาพของตนในทางธรรม, กับอีกประเภทหนึ่งที่แก่กล้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง วางระเบียบแห่งศีลและวัตรไว้ในฐานเป็นกรอบวงกรงที่ อาศัยแก่สัตว์ที่ยังอ่อนอยู่ เพื่อให้พ้นภัยจากสัตว์ร้าย คือ ผีเสื้อยักษ์ นั่นเอง เช่นเดียวกับคอก เล้า ซึ่งเป็นที่พึ่งพำนัก ของลูกเป็ดลูกไก่ที่อ่อนแอ. และได้ทรงชี้ทางสำหรับบินไป ให้แก่สัตว์ที่กล้าแล้ว อาจเป็นเป็ดสวรรค์ ไก่สวรรค์ บินไป ในอากาศ มีอากาศอันโปร่งโล่ง ไม่มีขอบขีดจำกัดเป็นที่ อาศัย. ศีลและวัตร จึงเป็นเหมือนรั้ว คอก ที่จะกันลูกเป็ด ลูกไก่เหล่านั้น จากการพลัดตกลงไปในบ่อ คืออบายหรือกรง เล็บของผีเสื้อยักษ์นั่นเอง, จนกว่ามันจะเติบโตกล้าแข็ง สามารถชำแรกออกจากคอกได้ ด้วยตนเองในภายหลัง. เมื่อ เราท่านทั้งหลาย ยังเชื่อว่าตนยังอยู่ภายในลักษณะที่จะต้อง เผชิญหน้ากับ สฟิงซ์ หรือ ผีเสื้อยักษ์ นั้นแล้ว ก็แปลว่า

น.467 ๖๑ ยังอยู่ในภาวะที่ต้องมีเล้า มีคอกเป็นที่พำนักอาศัย, เพราะ ฉะนั้น จงยินดีรับเอากรอบวงอันนี้ไว้ก่อนเถิด อย่าเพ่อ ประมาทเลย. ศีล คือบัญญัติที่ห้ามไว้อย่างนั้นอย่างนี้ก็ดี, วัตร คือ ข้อที่ทรงชี้ว่าเป็นของควรปฏิบัติบำเพ็ญ เช่น ฆราวาสธรรม ๔ ประการนี้ เป็นต้นก็ดี เมื่อประพฤติปฏิบัติเป็นของตนได้ เพียงใด ย่อมเป็นเสมือนคำตอบจำนวนหนึ่ง พอที่จะตอบแก่ ผีเสื้อยักษ์ และทำให้มันอกแตกตายได้ เมื่อสวนทางกับมัน, แล้วเราก็ยังสามารถดำเนินสืบต่อไป จนกระทั่งลุถึงจุดที่ หมายปลายทางของเรา คือรู้ จตุราริยสัจ หลุดพ้นจากวัฏฏ- สงสาร คือการวนเวียนอยู่ในวงกลมแห่งกรเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ในที่สุด วิสัชนามาพอสมควรแล้วแก่เวลาที่มีในวันนี้. ขอให้ ความหวังของอาตมาและของท่านทั้งหลาย ในการที่แสดง ธรรมเทศนา และมาฟังธรรมเทศนาในวันนี้ จงเป็นผลสำเร็จ ตามความมุ่งหมายทุกประการ ด้วยอำนาจแห่งคุณพระรัตน- ตรัย เทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต