Buddhadasa.org

เทศนาและโอวาท ตอนที่ ๔ — วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์

เทศนาและโอวาท — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เทศนาและโอวาท (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.469 นโม ตฺสส ภควโต อรหโต สมฺมาสมุพุทฺธสฺส ฯ อิงฺฆ อญฺเญปิ ปุจฺฉสฺสุ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชตี ติ. (บาลี สตาถ. สํ. ไตร. ล. ๑๕/๓๑๖/๘๔๕) บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชนาในธรรมมิกถาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมสัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียรของท่าน ทั้งหลาย ให้เจริญงอกงามก้าวหน้า ในทางแห่งพระศาสนา ของสมเด็จพระบรมศาสดา อันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในโลก. แม้ว่าธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาที่จัดให้มี ขึ้นตามความมุ่งหมายของรัฐบาลก็ตาม แต่ธรรมเทศนาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมเป็นของจำเป็นอยู่เสมอไป ไม่ว่า เวลาไหน และจัดขึ้นโดยใคร. ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะเหตุว่า ธรรมเทศนาทั้งหลาย ย่อมเป็นอาหารแก่จิตใจทำให้ความ เป็นมนุษย์ในภายใน มีความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ เหมือนต้นไม้ ที่เต็มไปด้วยแก่นฉะนั้น. เปรียบเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่ง ดู ๖๕

น.470 ๖๖ ภายนอกจากที่ไกลก็เป็นต้นไม้ที่มีพุ่มดกเขียวชอุ่ม และ แถมมีดอกด้วย, แต่ครั้นเดินเข้าไปดูถึงโคนต้นในที่ใกล้กลับ เป็นต้นไม้ที่กลวงเป็นโพรงแต่ต้นจนถึงปลาย. บุรุษผู้มีความ ต้องการด้วยแก่นไม้ มาชะโงกหน้ามองดูต้นไม้ต้นนี้แล้ว พากันส่ายหน้าสั่นศีรษะพากันหันหลังกลับ ข้อนี้ฉันใด, บัณฑิตผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณามองดูความเป็นมนุษย์ ของคนบางคนแล้ว พากันส่ายหน้าสั่นศีรษะหันหลังกลับ ฉันใดก็ฉันนั้น. ทั้งนี้เพราะว่า ความเป็นมนุษย์ของบุคคล นั้น มีความกลวงเป็นโพรงคือมีความเป็นมนุษย์แต่ซีกกาย ส่วนภายใน คือซีกใจนั้นปราศจากความเป็นมนุษย์เพราะ ขาดอาหารทางใจ จึงทำให้มีความเป็นมนุษย์แต่เพียงครึ่ง เดียว หรือมีความเป็นมนุษย์ที่กลวงเป็นโพรงดังกล่าวแล้ว. ความสมบูรณ์ในทางวัตถุ ทำให้ทางกายเจริญฉันใด ความสมบูรณ์ในทางธรรมก็ทำให้จิตใจเจริญฉันนั้น. เมื่อ เราให้อาหารทางวัตถุ เช่น ข้าว น้ำ เป็นต้น แก่ร่างกายเป็น ประจำวันอยู่ทุกวัน เราก็ควรให้อาหารทางใจแก่ใจควบคู่ กันไปด้วย. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว จะเกิดความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง และมีผลคือ มีความเจริญแต่ทางกาย ส่วนใจนั้นขาดอาหาร ตีบลีบตายไป. เราจงพากันให้ความยุติธรรมแก่ทางใจ โดย ทำการให้อาหารเป็นประจำวันให้สมส่วนกันนั้นเอง. การฟังธรรมเทศนานั้น นับว่าเป็นวิธีหนึ่งซึ่งเป็นการ ให้อาหารแก่จิตใจอย่างสะดวกที่สุด. แม้ว่าจะมีการให้อาหาร ทางใจแก่จิตใจโดยหลายวิธีด้วยกัน มีการสวดมนต์ภาวนา

น.471 ๖๗ รักษาศีลให้ทาน เป็นต้นก็ตาม แต่การฟังธรรมเทศนายัง คงเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด ได้ผลมากที่สุดอยู่นั่นเอง เพราะ เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดความสะอาด สว่าง และสงบ แก่จิตใจ โดยตรง. ใจยิ่งมากไปด้วยความสะอาดสว่างสงบยิ่งขึ้น เพียงใด ก็นับว่าเป็นความเจริญแก่จิตใจเพียงนั้น. ใจที่ สะอาด สว่าง สงบ นั่นแล เป็นความหมายอันแท้จริงของ ความเป็นมนุษย์ อันจะทำให้เกิดสันติสุขทั้งฝ่ายตนเองและ ผู้อื่น สามารถจะบั่นทอนแก้ไขความทุกข์ยาก และปัญหา นานาประการให้หมดสิ้นไปได้ ทำให้เป็นผู้ที่ไม่ต้องถูกเรียก ตัวมาอบรมอีกต่อไป จึงขอวิงวอนท่านทั้งหลายว่าอย่าได้มี ความอิดหนาระอาใจ ในการที่จะต้องฟังธรรมเทศนา ไม่ว่า จะแสดงโดยใคร ที่ไหน และเวลาไร และแม้ว่าจะเป็นการ ซ้ำซากเพียงใดด้วย. ขอให้นึกดูในเรื่องรับประทานอาหารที่เรารับประทาน กันอยู่ทุกวันและทุกคน อาหารนั้นซ้ำซาก คือไม่มีอะไร มากไปกว่า ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ เราก็ยังกินกันอยู่ ทุกวันไม่มีเบื่อ. ถึงที่ที่จะต้องให้อาหารใจอย่างซ้ำซากบ้าง ทำไมเราจะต้องเบื่อ. เราจงพิจารณาดูอย่างยุติธรรม ให้ เห็นความจริงที่ว่า อาหารมีข้าวปลา เป็นต้น ที่เราบริโภค อย่างซ้ำซากทุก ๆ วัน แม้จะซ้ำซากอย่างไรมันก็ทำให้ ร่างกายเจริญเติบโตอยู่ได้ทั้งที่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ อาหารใจ ก็ต้องเป็นอย่างเดียวกัน คือทำให้ใจเจริญได้ทั้งที่เป็นการ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ. อีกประการหนึ่ง อาหารที่บำรุงร่างการให้

น.472 ๖๘ เจริญนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่มีรสประหลาดและ เอร็ดอร่อย, ขอแต่ให้เป็นอาหารที่แท้จริง คือถูกต้องตาม หลักของแห่งอาหารก็แล้วกัน แม้จะไม่งดงามหรือเอร็ดอร่อย เมื่อย่อยได้ ก็สามารถบำรุงร่างกายได้ ฉันใด, ธรรมเทศนา ที่เป็นอาหารใจก็ฉันนั้น ไม่จำเป็นจะต้องแปลกประหลาด สนุกสนานฟังเพลิน, ขอแต่ให้เป็นธรรมเทศนาของพระพุทธ- เจ้าแล้ว แม้จะจืดชืดปานใดก็ย่อมบำรุงใจให้เจริญได้ทั้งนั้น ฉันนั้น. ขอแต่ให้ท่านทั้งหลายบริโภค และย่อยให้ได้ คือ พยายามทำความเข้าใจน้อมนำไปพิจารณา จนเห็นความจริง แห่งธรรมนั้น ๆ แล้วย่อมทำให้ใจของท่านเจริญงอกงาม ด้วยความสะอาด สว่าง และสงบเป็นแน่แท้ อาตมาจึงขอ วิงวอนท่านทั้งหลายซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า จงอย่าได้อิดหนา ระอาใจในการที่จะฟังธรรมเทศนา ซึ่งที่แท้เป็นการให้อาหาร ในทางใจ แม้ว่าจะต้องทำทุกวัน และยังเป็นการซ้ำซากไม่มี รสชาติอันสนุกสนาน อีกด้วย. ขอให้พยายามบริโภค และ พยายามย่อยให้ได้แล้ว อาหารนั้นก็จะทำหน้าที่ของมันเอง โดยไม่ต้องสงสัย คือทำให้ใจเจริญงอกงาม ควบคู่กันไปกับ ความเจริญในทางกาย จนไม่ต้องเป็นผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ ชนิดที่มีความกลวงเป็นโพรง ดังที่กล่าวมาแล้ว. โดยเฉพาะธรรมเทศนา ซึ่งเป็นการอบรมในวันนี้ รัฐบาลมีความมุ่งหมายให้เป็น การช่วยกันแก้ไขสิ่งร้าย ให้กลายเป็นดีในทางฝ่ายใจ ควบคู่กันไป กับการแก้ไข ทางวัตถุ ซึ่งก็กำลังขะมักเขม้นแก้ไขกันอยู่ทุกทางแล้ว.

น.473 ๖๙ ในทางวัตถุมีการแก้ไขสิ่งสลักหักพัง อันเนื่องมาจากภัย สงคราม และอื่น ๆ แก้ไขความขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภค แก้ไขในด้านเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง ฯลฯ ทุกวิถีทาง ที่หวังว่าจะเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ แต่ ถ้า ปราศจากการแก้ไขในทางฝ่ายใจ ซึ่งเป็นประธานแห่งสิ่ง ทั้งหลายเสียก่อนแล้ว การแก้ไขอย่างอื่น ๆ ย่อมทำไปไม่ได้ คือไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไป แม้ว่าจะมีความคิดและ แผนการณ์ที่ดีเพียงใดก็ตาม. ปัญหายุ่งยากในการแก้ไข เหล่านี้ เมื่อมองดูโดยทั่วไปแล้ว คล้ายกับเป็นปัญหาที่มี มากมายหลายปัญหา แต่ที่แท้นั้นมีเพียงปัญหาเดียว คือการ แก้ไขความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนให้ดี ให้ถูกต้องเท่านั้น แล้วปัญหาต่าง ๆ จะเป็นอันถูกแก้ไขหมด และเป็นผลสำเร็จ ทุกประการ. เพราะว่าสิ่งทั้งหมดนี้เนื่องเป็นอันเดียวกัน. ปัญหายุ่งยากทุกอย่างในโลกนี้ เนื่องเป็นอันเดียวกัน. ไม่ ว่าจะเป็น ปัญหาของโลกทั้งโลก ปัญหาของประเทศ ปัญหา ของบ้านเมือง จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ครอบครัว จนกระทั่งปัญหาส่วนตัวของบุคคลเป็นคน ๆ ไป ย่อมรวมอยู่ ที่สภาพความตกต่ำในทางฝ่ายจิตใจ ของคนแต่ละคนในโลก นั่นเอง. เพราะฉะนั้น ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ย่อมมีความ เนื่องเป็นอันเดียวกัน เช่นเดียวกันอีก, คือเมื่อแก้ปัญหาส่วนตัว สำเร็จ ย่อมเป็นการแก้ปัญหาของครอบครัวสำเร็จ ของ หมู่บ้าน ของตำบล ของอำเภอ จังหวัด บ้านเมือง ประเทศ ชาติ ตลอดจนของโลกทั้งสิ้นได้สำเร็จ, กล่าวคือ การที่ต่างคน

น.474 ๗๐ ต่างตั้งหน้าแก้ไขสภาพความตกต่ำในทางใจให้สูงขึ้นมาให้ได้ เท่านั้นเอง. เมื่อทุกคนมีใจสูงพอแล้ว ปัญหาหรือความทุกข์ ยากต่าง ๆ ในโลกนี้จะสูญสิ้นไปในพริบตาเดียวกันนั้น. ฉะนั้น ความตกต่ำในใจของใครมีอยู่ก็ขอให้คนนั้นแก้ของตนเอง เสร็จแล้วจะเป็นการแก้ปัญหาของโลกทั้งหมดขึ้นมาเอง. ขอให้พิจารณาให้เห็นความจริงที่ว่า ปัญหาอันมากมาย ซึ่งเราดูแล้วท้อใจว่า จะแก้กันไม่ไหวนี้ ที่แท้มันเป็นปัญหา เพียงอันเดียว คือภาวะความตกต่ำในทางใจ เพราะใจขาด อาหารดังที่กล่าวมาแล้ว. ขอให้เราทุกคน จงพากันทำความ เข้าใจแล้วช่วยกันแก้ปัญหาอันนี้ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาของโลก ทั้งหมดขึ้นมาเองในภายหลัง. ของใครก็ให้คนนั้นตั้งอกตั้งใจแก้ เถิดจะเป็นผลดีแก่ตัวเองและแก่ประเทศชาติ หรือโลกทั้งสิ้น พร้อมกันอยู่ในตัว. จงช่วยกันแก้ไขภาวะความตกต่ำในทางใจ ของตน ๆ แล้วท่านจะเป็นผู้ชนะในทุก ๆ สถานะการณ์ของ โลก. ในการแก้ไขทุกอย่าง เราเห็นกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว ว่าเราต้องทราบถึงสมุฏฐาน หรือต้นเหตุของความยุ่งยาก เหล่านั้นเสียก่อน. ในการที่เราจะร่วมมือกันแก้ไขสถานะ- การณ์ของประเทศหรือของโลก ให้ดีขึ้นก็ตาม, หรือแก้ไขตัว เราเองโดยเฉพาะก็ตาม เราจึงต้องทราบถึงสมุฏฐานของมัน เมื่อถามขึ้นว่า ความทุกข์ยากในโลกเกิดมาจากอะไร ? อาตมา ขอตอบว่า ความทุกข์ยากในโลกทุกชนิด เกิดมาจากการที่คน ในโลกไม่เป็นมนุษย์กันนั่นเอง. เป็นกันอย่างมากแต่เพียงคน

น.475 ๗๑ ไม่สูงขึ้นไปถึงเป็นมนุษย์. การกล่าวเช่นนี้ มิใช่เป็นการกล่าว เล่นสนุก ๆ หรือเพื่อเล่นสำนวนอย่างใดก็หามิได้ ที่แท้เป็น ความจริงเช่นนั้น ซึ่งจะได้วิสัชนาให้ท่านฟัง. การเป็นคน กับการเป็นมนุษย์นั้น ต่างกันไกลลิบ. การ เป็นคนนั้น พอสักว่าได้เกิดมา ก็เป็นคนได้แล้ว ; ส่วนการเป็น มนุษย์นั้นหมายเฉพาะผู้ที่มีใจสูง. ใจสูงชนิดที่น้ำ กล่าวคือ ความชั่วหรือความทุกข์ ท่วมไม่ถึง, คำว่ามนุษย์ ๆ นี้ แยก ศัพท์ออกได้ง่าย ๆ สองคำ คือ มน + อุษย์ รวมกันเป็นมนุษย์, มน แปลว่า ใจ อุษย์ แปลว่า สูง คำว่า มนุษย์ จึงแปลกันได้ ง่าย ๆ ว่ามีใจสูง. ส่วนคำว่า คน นั้น มีความหมายมาจากคำว่า ชน ซึ่งแปลได้ง่าย ๆ อีกว่า เกิดมา. เพราะฉะนั้น พอได้เกิดมา ก็ได้เป็นคนแล้วแน่นอน, แต่จะเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น อีก ปัญหาหนึ่งต่างหาก คืออยู่ที่ว่า ใจสูงหรือไม่สูง. ถ้าใจสูงก็เป็น มนุษย์ได้ ถ้าใจไม่สูง ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ อย่างมากจะเป็นได้ก็ แต่เพียงคน เท่านั้นเอง. ฉะนั้นการเป็นมนุษย์กับการเป็นคน จึงต่างกันเป็นคนละอย่าง. เราจงเลิกแปลคำว่า มนุษย์ว่าคนกัน เสียทีเถิด ยกไว้ให้สำหรับลูกเด็ก ๆ ในโรงเรียนแปลกันในชั้น นั้น. สำหรับผู้ใหญ่และอยู่ในสภาพที่เผชิญกันอยู่กับสถานะ การณ์อันยุ่งยากของโลกนี้ เราต้องเข้าใจในความหมายของ คำว่ามนุษย์ ให้ถูกต้องจริงๆ แล้วท่านทั้งหลายก็จะเห็นจริง กับอาตมาว่า ความทุกข์ยากในโลกทุกอย่างและทุกยุค มันเกิด มาจากการที่คนในโลกไม่เป็นมนุษย์กันนั่นเอง. คำว่าใจสูง ๆ นี้มีความหมายอย่างไร จะต้องทำความ

น.476 ๗๒ เข้าใจกันโดยละเอียด. ที่ดินที่สูงหรือที่ดอน เราหมายถึงที่ที่ น้ำท่วมไม่ถึง. ใจสูงก็เป็นอย่างเดียวกัน คือหมายถึง ใจชนิด ที่น้ำ กล่าวคือ กิเลสหรือความชั่วท่วมขึ้นไปไม่ถึง. หัวใจที่ น้ำชนิดนี้ท่วมไม่ถึงนั้น ย่อมมีลักษณะสะอาด สว่าง และสงบ เย็น. ความสะอาด ความสว่าง และความสงบเย็น ของใจนั่น เอง คือ ความสูงของใจ. ใจที่สูงเช่นนี้แล้ว ท่านลองคิดดูให้ดี ๆ ว่า จะมีความทุกข์เกิดขึ้นจากคน ๆ นี้ได้อย่างไร , หรือมี ปัญหาอะไรบ้าง ที่คนซึ่งมีหัวใจสูงเช่นนี้จะแก้ไขไม่สำเร็จ ? พระพุทธเจ้า เป็นยอดของมนุษย์ ก็เพราะท่านมีความสะอาด ความสว่าง และความสงบของใจมากถึงที่สุดจริง ๆ นั่นเอง. พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ก็คือผู้ที่มีใจสูงโดยนัยนั้นอย่างเดียวกัน ตามมากตามน้อย เป็นลดหลั่นกันลงมา. ฝ่ายบุถุชนคน ธรรมดานั้น ใจอยู่ในระดับแบนราบไม่มีความสูงเสียเลย. ส่วนกัลยาณบุถุชนนั้น ใจมีความสูงพอสมควรแก่การที่จะ เรียกตัวเองว่ามนุษย์อยู่บ้าง. ถ้าคนในโลกพากันเป็นกัลยาณ บุถุชนให้ได้กันทุกคนเท่านั้น ความทุกข์ยากในโลกจะไม่เกิด ขึ้นได้เลย และเราจะได้รับสิ่งใฝ่ฝันหากันนัก คือสิ่งที่เรียกกัน ว่า สันติภาพอันถาวร. คนในสมัยนี้ ไม่เป็นมนุษย์กันมากยิ่งขึ้น. อย่าเข้าใจ ว่าคนในสมัยนี้มีการศึกษาเจริญ แล้วจะมีความเป็นมนุษย์ กันมากขึ้น. การศึกษาชนิดนั้นมิได้มีความหมายว่า สามารถทำให้ใจมีความสะอาด สว่าง และสงบ เมื่อใช้การศึกษา ผิด แม้จะมีการศึกษามากเพียงไร ก็มีแต่จะยิ่งทำใจให้

น.477 ๗๓ สกปรก มืดมัว และเร่าร้อนมากขึ้นเพียงนั้น. ขอให้คนในโลก แห่งสมัยนี้อย่าหลงทะนงตัวว่า มีใจสูง เพราะเหตุที่มีการ ศึกษากว้างขวางนั่นเลย. ขอให้วัดดูด้วยกฎเกณฑ์อันแท้จริง คือความที่ใจ สะอาด สว่าง และสงบ หรือไม่นั้นเสียก่อน. เพราะถ้าใจไม่เป็นเช่นนี้แล้วทำอย่างไรเสีย น้ำคือกิเลสหรือ ความชั่ว ย่อมท่วมใจนั้นได้ เป็นแน่นอน และจะเห็นผลของ ความที่ไม่มีใจสูงอย่างประจักษ์ชัดออกมา. คนสมัยนี้ พากันเป็นมนุษย์น้อยลง ๆ หรือไม่เป็น มนุษย์มากยิ่งขึ้นนั้น เพราะใจต่ำลง ๆ. ใจต่ำลง ๆ เพราะ ต่าง คนต่างพากันหันหลังให้ศาสนา ของตน ๆ มากยิ่งขึ้น แล้ว แต่ตนจะถือศาสนาอะไร ล้วนพากันหันหลังให้ศาสนามากยิ่ง ขึ้น ๆ ทั้งนั้น. ที่พากันหันหลังให้ศาสนาของตน ๆ มากยิ่งขึ้น นั้น เพราะเหตุที่เห็นได้ง่าย ๆ สองอย่าง คือ ความถูก กระทบกระเทือนจากภัยต่าง ๆ มีภัยหลังสงครามเป็นต้น และ เพราะในโลกมีสิ่งที่ยั่วยวนให้คนหันหลังให้ศาสนาของตน มากขึ้น ตามส่วนของการศึกษาที่ยิ่งเจริญมากขึ้นนั่นเอง จนเหลือที่คนธรรมดาแห่งสมัยนี้ จะทนมีใจคอเป็นปกติอยู่ ได้. การหันหลังให้ศาสนานั้น คือการตามใจตัวเอง. ก่อนหน้า นี้เคยตามพระทัย หรือตามใจพระศาสดาของตน ๆ แล้ว แต่พระศาสดาได้ทรงสั่งสอนไว้อย่างไรก็พากันทำตาม และอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมของศาสนานั้นได้. บัดนี้พากัน ตามใจตัวของตัว หันหลังให้พระศาสดา เมินเฉยต่อหลักพระ ศาสนา เพื่อให้ได้ตามใจตัวในการหาความสนุกสนานเอร็ด

น.478 ๗๔ อร่อยเพลิดเพลิน หรือ ความสุขทางเนื้อหนัง. ยิ่งตามใจตัวมาก ขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งหันหลังให้ศาสนาของตนมากขึ้นเท่านั้น. ยิ่งหัน หลังให้ศาสนามากขึ้นเท่าใดใจก็ยิ่งต่ำลง ๆ เท่านั้น. การตามใจตัวเอง ทำให้ใจต่ำลงเพราะเหตุใด ? เพราะ เหตุว่า การตามใจตัวเอง นั้นคือ การตามใจกิเลส. สิ่งที่ เรียกว่ากิเลสนั้นคือ สิ่งที่ทำใจให้สกปรก มืดมัว และเร่าร้อน. ทุก ๆ ศาสนาเรียกกิเลสโดยบุคคลาธิษฐานว่า ผีปีศาจบ้าง พญามารบ้าง ซาตานบ้าง แล้วแต่จะเรียกตามภาษาแห่ง ศาสนานั้น ๆ แต่ความหมายก็ตรงกันหมด. ฉะนั้น การตามใจ ตัวเองเพราะเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ก็คือ การตามใจภูต ผีปีศาจนั่นเอง. เมื่อละจากการตามใจพระศาสดา มีพระสัม- มาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น มาตามใจภูตผีปีศาจแล้ว จะไม่ให้ใจต่ำ ได้อย่างไร. เหตุนี้แหละจึงกล้ากล่าวว่า ก ารตามใจตัวเองนั้น ทำให้ใจต่ำลง ๆ. ทีนี้ทางฝ่ายตรงกันข้าม คือ การบังคับตัวเองย่อมนำมา ซึ่งความมีใจสูง อันเป็นความหมายของความเป็นมนุษย์ที่ถูก ต้อง. เพราะเหตุว่าการบังคับตัวเองไม่ให้ตามใจตัวเอง แต่ ไปตามใจพระศาสดาของตน ๆ นั้น ทำให้มีใจสะอาด สว่าง และสงบเย็นมากขึ้น. ไม่ตกเป็นลูกสมุนของผีปีศาจ พญามาร หรือซาตาน เป็นต้นอีกต่อไป. การบังคับตัวเองนี้ คือคำสอน ของทุก ๆ ศาสนาในโลก, และโดยเฉพาะพระพุทธศาสนานั้น ย่อมเป็นการสอนให้ทำการบังคับตัวเองโดยสิ้นเชิง. เรา อาจกล่าวได้ว่า พระพุทธวัจนะทั้งหมดในพระไตรปิฎกนั้น

น.479 ๗๕ ทุกคำสอนให้บังคับตัวเอง, ศีล คือบังคับตัวเองทางด้านกาย และวาจาโดยเด็ดขาด โดยไม่มีช่องทางที่จะตามใจภูตผีปีศาจ เหลืออยู่เลย สมาธิ คือการบังคับตัวเองในด้านจิตใจโดยเด็ด ขาด โดยไม่มีช่องทางที่จะตามใจกิเลส หรือเปิดโอกาสให้ กิเลสอีกเหมือนกัน. ส่วน ปัญญา นั้นคือการทำลายรากเง่าของ กิเลสอันเป็นเหตุให้ตามใจตัวเองเสียโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไร เหลืออยู่สำหรับจะงอกเงยเป็นการตามใจตัวเองได้อีกต่อไป. แล้วในพระไตรปิฎกทุก ๆ หน้านั้น มีอะไรมากไปกว่า ศีล- สมาธิ-ปัญญา เล่า ? เราจึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนา นั้น คือศาสนาแห่งการบังคับตัวเองทั้งดุ้น. การตามใจตัวเอง หรือการตามใจกิเลสนั้น คือ การ ละทิ้งศาสนา ไปสวามิภักดิ์ต่อภูตผีปีศาจ ซึ่งทำหน้าที่ทรมาน สัตวโลกหรือถึงกับล้างผลาญโลกในบางคราว. ความทุกข์ยาก ในโลกทุกชนิด ทุกยุคทุกสมัย เกิดจากการตามใจตัวเอง หรือการตามใจภูตผีปีศาจนี้ทั้งนั้น คำว่าภูตผีปีศาจนี้ เป็นชื่อ ของใจ ซึ่งปราศจากความสะอาด สว่าง สงบ, แต่เป็นใจที่สกปรก มืดมัว เร่าร้อน. ขอให้ท่านทั้งหลายคิดดูเถิดว่า ความทุกข์ ยากชนิดไหนบ้างในโลกนี้ ที่ไม่เกิดมาจากใจของคนที่มี ใจสกปรก มืดมัว และเร่าร้อน กล่าวคือ ใจที่เอาแต่การตาม ใจตัวเอง ในการแสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง. ความเสื่อม เสียทางศีลธรรม และวัฒนธรรมนั้น มาจากอะไร ถ้ามิใช่มา จากภูตผีปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง. เราลองพิจารณากันดูใน เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่สุดสำหรับพวกเรา

น.480 ๗๖ ที่ตกลงใจกันว่าจะทำการแก้ไขสภาพความตกต่ำในทางด้าน จิตใจ เพื่อประโยชน์แก่พวกเราเอง และแก่โลกทั้งสิ้น. ศีลธรรมที่เป็นหลักทั่วไปคือศีลห้าประการ. ในศีลข้อ หนึ่งซึ่งห้ามการทำลายชีวิตนั้น ศีลข้อนี้จะมีอยู่ได้ก็ด้วยการ บังคับตัวเองไว้ได้เท่านั้น. ครั้นปราศจากการบังคับตัว เอง ซึ่งหมายถึงมือเท้าปากท้องเมื่อไรแล้ว ศีลข้อนี้ก็กระจัด กระจายหมด. คนที่ไร้การบังคับตัวเอง ย่อมฆ่าสัตว์ได้ เพื่อ ประโยชน์เพียงความสนุกสนาน หรือสนุกมือ, แม้สัตว์ที่มีบุญ- คุณอยู่เหนือศีรษะคนทุกคนที่กินข้าว เช่น วัวควาย เป็นต้น เราก็ยังได้เห็นคนพากันฆ่าสัตว์เหล่านี้กินเพื่อความเมามาย, กินเพื่อบำเรอภูตผีปีศาจแห่งการตามในตัวเอง แทนการกิน เป็นอาหารตามปกติ. ใจที่ต่ำ ขนาดที่มองไม่เห็นอุปการคุณ ของสัตว์ที่มีแก่ตนเช่นนี้ มิใช่จะหยุดอยู่เพียงนั้น ย่อมค่อย ๆ เขยิบขึ้นมา จนถึงไม่มองเห็นอุปการคุณของเพื่อนมนุษย์ด้วย กัน, ซึ่งทำให้เกิดการลืมนึกถึงเพื่อนร่วมโลกกัน หรือเพื่อน เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันจึงฆ่าได้แม้กระทั่งคนอย่างง่าย ๆ, และค่อย ๆ ง่ายยิ่งขึ้นไปตามลำดับกระทั่งมารดาบิดา ก็ บันดาลโทสะฆ่าได้ กระทั่งฆ่าพระอรหันต์ก็ฆ่าได้ในที่สุด ในเมื่อปีศาจแห่งการตามใจตัวเองมีอำนาจแก่กล้ารุนแรงยิ่ง ขึ้นมา. ฉะนั้นการวางแผนการทางเศรษฐกิจการเมือง และ การทหาร เพื่อฆ่าเพื่อนมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกัน คราวละหมื่น ละแสนคน ก็ต้องเป็นสิ่งที่ทำได้ลงคออย่างง่ายดาย สำหรับ บุคคลที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง.

น.481 ๗๗ ศีลข้อที่สอง คือ การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ นั้นก็เช่นเดียวกันอีก. คนที่ไม่บังคับตัวเอง ย่อมแย่งชิง ประโยชน์ของผู้อื่นมาเป็นของตน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม, ทั้ง อย่างหยาบคายดุร้ายที่สุด และสุภาพแนบเนียนที่สุด. หรือไม่ บังคับตัวเองแล้ว ก็ขี้เกียจ, เมื่อขี้เกียจก็ขาดแคลนหรือยากจน เมื่อยากจนแล้ว ยังตามใจตัวเองอีก ก็ลักขโมย. ครั้นเขาขัด- ขวาง ก็เลยทำอันตรายให้ต่อไปอีก, การใช้อุบายทางการเมือง หรือเศรษฐกิจเพื่อ ล้วงเอาประโยชน์ของเพื่อนบ้านมาเป็น ของตน นั้น ก็เพราะอำนาจของปีศาจตัวเดียวกันนี้อีก. สำหรับศีลข้อที่สาม คือ การไม่ล่วงละเมิดต่อของรัก ของใคร่ของผู้อื่นนั้น เรายิ่งจะเห็นว่า เป็นเพราะอำนาจปีศาจ ตัวนี้มากกว่าอย่างอื่นขึ้นไปอีก เราย่อมเห็นกันได้ว่า ไม่มีใคร ต้องตาย เพราะไม่ได้ทำชู้ เพราะเราไม่เคยเห็นใครตาย เพราะการไม่ได้ทำชู้เลย, แต่แล้วเราก็ยังเห็นคนทำชู้ และคน บางพวกกลับเห็นเป็นเกียรติในการที่ตัวทำชู้เก่ง และโอ้อวด กันเพราะเรื่องนี้ในพวกที่นิยมการทำชู้ด้วยกัน แทนที่จะ ละอายว่าการทำเช่นนั้น คือ การก้มศีรษะลงเป็นทาสของภูตผี ปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง. สำหรับการถือศีลข้อนี้ เราจะต้อง ขยายวงออกไปให้กว้างเต็มตามความหมายของบทบัญญัติ คือห้ามล่วงเกินต่อของรักของใคร่ทุกชนิดของผู้อื่น, หาใช่ ห้ามแต่การทำชู้อย่างเดียว ตามความเข้าใจของคนบางคนไม่. แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ไม่เดียงสาในเรื่องกามารมณ์ ก็มีส่วนที่จะ ถือศีลข้อนี้โดยเต็มที่ โดยความหมายของศีล ว่าห้ามล่วงเกิน

น.482 ๗๘ ของรักของใคร่ของผู้อื่นๆ เช่นเด็กคนหนึ่งมีดินสอหรือของเล่น อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งรักมากหวงมากจนไม่ประสงค์ให้ใครมา แตะต้อง แล้วเด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ลูบคลำสิ่งนั้นให้เป็นที่ขัดใจ เด็กที่เป็นเจ้าของเอาทีเดียว. ตามที่อธิบายมานี้มิใช่เป็นการ บัญญัติเอาใหม่ หรือบัญญัติเอาตามชอบใจ แต่เป็นการชี้ให้ เห็นความหมายอันถูกต้องตรงตามสิกขาบท. ท่านจงสังเกตดู ให้ดี ตัวสิกขาบทมีอยู่ว่า กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี สิกฺ- ขาปทํสมาทิยามิ, ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้าขอรับถือ ข้อห้ามที่ให้ เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย. คำว่า "กาเมสุ" แปลว่า ในกามทั้งหลาย, มีสำนวนเป็นพหุวจนะ คือ มากอย่าง. และคำว่า "กาม" นั้นเล่า หมายถึงของรักของใคร่ ทุกชนิด จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันใดก็ได้, ด้วย เหตุนี้แล ความหมายอันแท้จริงของศีลข้อนี้ จึงหมายถึงทุก ๆ อย่างที่เจ้าของเขารักใคร่หึงหวง, และเราควรถือกันให้มีขอบ เขตกว้างขวาง จนถึงแม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ต้องถือ ดังที่กล่าวมา แล้ว. ขอให้ท่านทั้งหลายจงชี้แจงสั่งสอนลูกหลานเล็ก ๆ ของ ท่าน ให้รู้จักศีลข้อนี้ไปเสียตั้งแต่เล็ก ๆ ทีเดียว โตขึ้นจะไม่ ลำบากในการถือศีลข้อนี้ ซึ่งเป็น เครื่องช่วยรักษาโลกให้สะอาด ศีลข้อที่สี่ ซึ่งห้ามการกล่าวคำไม่จริงต้องเสียไปก็เพราะ คนบังคับตัวให้อยู่ในความสัตย์จริง หรือในทำนองคลองธรรม ไม่ได้. การกล่าวเท็จทางวาจา ทางตัวหนังสือ ทางกิริยาท่า ทางก็ตาม ล้วนแต่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างใด อย่างหนึ่งแก่ตัวทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อความสนุกสนาน

น.483 ๗๙ หรือได้เกียรติว่า คุยเรื่องโกหกสนุก. โดยทั่วไปกล่าวเท็จกันก็ เพื่อให้ได้ประโยชน์แก่ตัวหรือพวกพ้องของตัว เช่นการเป็น พยานเท็จเพื่อค่าจ้าง หรือเพื่อพวกพ้องของตัวจะได้ชนะในคดี เราจึงถือเอาใจความได้ว่า การกล่าวเท็จนั้นคือ การหา ประโยชน์ใส่ตัวหรือพวกของตัว โดยใช้วาจาเป็นเครื่องมือ นั่นเอง. เมื่อบังคับตัวเองไม่ได้ในทางที่จะไม่แสวงหาประโยชน์ โดย ไม่ชอบธรรม คนก็กล่าวเท็จด้วยวาจา ซึ่งไม่ต้องลงทุน ลงแรงมากเหมือนกระทำอย่างอื่น. ศีลข้อนี้ก็เสียไป. โลกเรา ปั่นป่วนส่วนมากที่สุดสมัยนี้ก็เนื่องจากการไม่มีศีลธรรม ข้อนี้ของพวกนักการเมืองเจ้าเล่ห์ของโลกนั่นเอง เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ นั้น ก็มิใช่อะไรอื่นไปจากการกล่าวเท็จด้วยกิริยาอาการ ซึ่งภูตผีปีศาจแห่งการตามใจตัวเองเข้ามาบังคับให้ทำ. ทีนี้เรามาถึงศีลข้อที่ห้า ซึ่งห้ามการดื่มน้ำเมา เราจะยิ่ง เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า ศีลข้อนี้เสียไป, เพราะการตามใจตัวเอง ล้วน ๆ. น้ำเมามิใช่ยา มิใช่อาหาร. ถ้าใช้เป็นยาหรืออาหารก็ ใช้อย่างอื่น หรือโดยวิธีอื่นซึ่งผิดจาก ที่ใช้กันอยู่อย่างน้ำเมา คือ เพื่อมอมตัวเองให้เกิดอาการและความรู้สึกอย่างภูตผี ปีศาจขึ้นในใจของตัวเอง. ในสมัยที่คนหันหลังให้ศาสนาของตน มากขึ้นเช่นนี้ คนก็ย่อมกินน้ำเมามากขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็น ธรรมดา ซึ่งทำให้ความเป็นมนุษย์น้อยลง ๆ และมีความเป็น ภูตผีปีศาจมากขึ้น ๆ ในโลกนี้. แม้ในประเทศไทยเราก็เห็น ได้ว่าคนกินน้ำเมากันมากขึ้น ในระยะสิบปีมานี้ พลเมืองของ ประเทศไทยมิได้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัวเลย. แต่ในระยะสิบปี

น.484 ๘๐ มานี้ ปริมาณการผลิตน้ำเมาเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จนท่าน ผู้เฒ่าบางคนเกิดความฉงนในกองน้ำเมาที่กองอยู่เต็มท่าเรือ หรือสถานีรถไฟ ว่าน้ำเมาจำนวนมากมายเหล่านี้ เขาจะเอา ไปอาบช้างอาบม้าที่ไหนกันหนอ. แต่ใคร ๆ ก็ย่อมทราบดีว่า น้ำเมาเหล่านั้นในที่สุดได้หายไปทางไหน. ในข้อนี้ขอให้ท่าน ทั้งหลายทุกคน จงได้คิดดูเถิดว่า เมื่อใจเราสูงเป็นมนุษย์ คือ มีความสะอาด สว่าง และสงบอยู่ในใจนั้น น้ำเมาจะดื้อเข้า ไปในปากของเราได้หรือไม่. และเมื่อใจของเราต่ำเป็นปีศาจ คือใจสกปรก มืดมัว และเร่าร้อน น้ำเมาเข้าไปในคอโดยง่าย ดายเพียงไร แล้วในที่สุดก็จะตอบคำถามได้ด้วยตัวของท่าน เองว่า มนุษย์กินเหล้าหรือผีกินเหล้ากันแน่ ? เมื่อน้ำเมาคือ สิ่งที่ทำคนให้หมดจากความเป็นมนุษย์ แต่ให้เกิดมีความเป็น ผีปีศาจขึ้นแทนดังนี้แล้ว ผู้ดื่มจะทำการแก้ไขภาวะความตก ต่ำในทางใจของตนเองได้โดยวิธีไร ? เมื่อแก้ไขของตัวเองก็ ไม่ได้แล้ว จะช่วยแก้ไขของบ้านเมือง หรือประเทศชาติได้ อย่างไรต่อไปอีก ขอให้ลองนึก. เพราะปีศาจแห่งการตามใจ ตัวเองตัวเดียวกันนั่นเอง ที่ทำให้คำสอนของพระศาสดาในข้อ นี้เป็นหมันไป แม้ในหมู่แห่งคนที่เรียกตัวเองว่า พุทธบริษัท ในสมัยนี้ เป็นจำนวนไม่น้อย. การตามใจตัวเอง เป็นปีศาจแห่งการทำลายล้าง ได้ทำ ลายศีลธรรมของศาสนาห้าประการ หมดสิ้นแล้วยังทำลาย ต่อไปถึงธรรมะข้ออื่น ๆ ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมีแต่จะทำให้ การหันหลังให้ศาสนาดำเนินต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน. เป็น

น.485 ๘๑ ไฝฝ้าปิดบังดวงตาไม่ให้เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น, พรางตาทำให้ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว, ทำให้เห็นแต่ช่องทางสำหรับแก้ตัว ในเมื่อตน ต้องการจะเหยียบย่ำศีลธรรม เพื่อก้าวไปสู่การตาม ใจตัวเองที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. สิ่งที่มีอยู่ทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่มี ใครหยิบขึ้นมาพิจารณาให้เห็นพิษสงของปีศาจตัวนี้ เช่น การเล่นการพนัน และการดูการเล่น เป็นต้น ซึ่งอาตมาจะ เปรียบเทียบให้ท่านทั้งหลายคิดดู. ท่านนั่งฟังเทศน์อยู่ที่นี่ บางคนอาจรู้สึกเมื่อยหลังแล้ว เวลาก็ยังไม่ถึงชั่วโมง. แต่ถ้านั่ง เล่นการพนันก็นั่งได้ด้วยความรู้สึกสนุกสนาน ตั้งหลาย ๆ ชั่ว โมงก็ไม่เคยบ่นเมื่อยหลังเท่านั่งฟังเทศน์. บางคนที่ปีศาจสิงยิ่ง ไปกว่านั้น ก็นั่งอยู่กับวงไพ่ได้ถึง ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่ต้องลุก, ให้เขาเอาอาหารมาให้บริโภคที่ตรงนั้น และถ้าทำได้ก็จะถ่าย อุจจาระปัสสวะที่ตรงนั้นด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ก็เพื่ออย่าให้ต้องละ จากวงนั่นเอง. ถ้าต้องนั่งฟังเทศน์นานถึงเท่านั้น เขาจะบ่นสัก เท่าไร ท่านลองหลับตานึกดูเอาเอง และนึกดูต่อไปด้วยว่า การบ่นในลักษณะเช่นนี้อย่างนี้นั้น เป็นการบ่นที่ออกมาจาก จิตใจที่มีความสูงอย่างมีความเป็นมนุษย์ หรือออกมาจากจิต ใจที่มีความต่ำอย่างมีความเป็นภูตผีปีศาจแห่งการตามใจตัว เอง, พูดกันง่าย ๆ ก็คือมนุษย์บ่นหรือผีบ่นกันแน่. อบาย- มุขหรือ ประตูนรกประตูนี้เปิดกว้างทั่วไป หมดเพราะอะไร. เราปิดประตูนรกประตูนี้กันไม่สำเร็จ ทั้งที่ตำรวจเต็มเมือง เพราะอะไร ถ้ามิใช่เพราะอำนาจของปีศาจแห่งการตามใจตัว เองที่ทำให้นั่งฟังเทศน์สักชั่วโมงเดียวก็รู้สึกเมื่อยหลังตัวนี้.

น.486 ๘๒ อบายมุขข้อการดูการเล่นหรือมรหสพต่าง ๆ ก็ทำนอง เดียวกันอีก. ถ้าจะต้องไปฟังเทศน์ตามวัดหรือที่ใดก็ตาม ก็มีความรู้สึกออกมาจากภายในว่าไม่มีเวลา ไม่มีคนอยู่บ้าน. ครั้นถึงทีจะไปดูหนังทุกคืนก็มีเวลา, ไปกันทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งลูก ก็มีคนเฝ้าบ้าน คือลูกกุญแจ. ถ้าจะต้องทำงานในหน้าที่ของ ตนให้มากสักหน่อย ก็รู้สึกเหนื่อยและกลัวสุขภาพทรุดโทรม แต่เต้นรำหรือรำวงได้ถึงตีหนึ่งตีสองไม่มีความรู้สึกเหนื่อย หรือรู้สึกกลัวสุขภาพทรุดโทรม. ท่านทั้งหลายจงคิดดูเองเถิด ว่า นี่เป็นเพราะมันมีอะไรเข้าสิง ถ้าหากมิใช่ปีศาจตัวเดียว กันนั่นอีก กล่าวคือ ปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ที่สิงคนเพื่อ ให้หันหลังให้ศาสนา โดยทำให้หลงไปว่าความเป็นมนุษย์ที่ ถูกต้องมีอยู่ในนั้น. หรือความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องสมัยนี้ต้อง เป็นเช่นนี้, ซึ่งท่านจะเห็นได้ต่อไปอีกว่า ถ้าคนในโลก ตกอยู่ภายใต้อำนาจของปีศาจตัวนี้กันทั้งหมดแล้ว โลกเราจะ อยู่ในสภาพเช่นไร, สิ่งที่เรียกว่าอบายมุขหรือประตูนรกก็จะ เปลี่ยนความหมายเป็นประตูอะไรไป ในเมื่อคนจำนวนมาก พากันนิยมเดินเข้าไปสู่ประตูนี้ด้วยชื่นตามากขึ้น. แล้วเราจะ พากันแก้ไขภาวะความตกต่ำในทางใจ ซึ่งเป็นมูลเหตุอัน สำคัญของความตกต่ำทั้งหลายได้อย่างไร. เราพากันเดินลง สู่ประตูแห่งอบายมุขเหล่านี้ ทั้งที่ปากร้องบอกป่าวแก่กันและ กัน ให้ช่วยกันแก้ไขความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจ ทางศีล- ธรรม ทางวัฒนธรรมและอื่น ๆ เป็นคุ้งเป็นแคว. เหล่านี้เป็น เพราะการถูกหลอนของปีศาจตัวไหน ถ้ามิใช่ปีศาจของการ

น.487 ๘๓ ตามใจตัวเองตัวเดียวกันนั้น. ในแง่ของความมีวัฒนธรรมนั้น จะยิ่งเห็นได้ง่ายกว่าทางอื่น วัฒนธรรมนั้น คือ ความมีระเบียบเรียบร้อยอันเป็นที่ตั้งแห่งความผาสุกและน่าเลื่อมใสในการกินอาหาร การแต่งกาย การอยู่อาศัย การเจ็บไข้ การสมาคม เป็นต้น. แต่แล้วท่านทั้งหลายลองหยั่งคิดดูสักแวบหนึ่ง ว่า คนที่ปีศาจแห่งการตามใจตัวเองเข้าสิงนั้น จะสามารถรักษาระเบียบเหล่านี้ให้ถึงขนาด เป็นที่ตั้งแห่งความผาสุก และความน่าเลื่อมใสได้อย่างไรกัน. เมื่อผีตามใจตัวเองเข้าสิงแล้ว เพียงแต่อาการร้อนนิดเดียว ก็เปลือยตัวออกมาสู่ที่ธารกำนัล ; เพียงเพื่อความสะดวก ก็เททิ้งของโสโครกไว้ประดับบริเวณบ้าน หรือที่สาธารณะ ; เพียงแต่ตามใจผีที่ตะกละ ก็มีการกินที่มูมมามไร้ระเบียบ ฯลฯ เหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้งว่า ความมีวัฒนธรรมนั้นอยู่รวมกันไม่ได้กับปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง. ถ้าคนยังมีใจสูงถึงขนาดที่ยังเห็นวัฒนธรรมเป็นของมีค่าและจำเป็นอยู่ ก็ต้องระมัดระวังปีศาจอันร้ายกาจตัวนี้ ทีนี้ เราจะพิจารณากันถึงความยากเข็ญนานาประการของโลก เช่นสงครามเป็นต้น ว่ามีมูลมาจากอะไร. สำหรับปัญหาความยุ่งยากที่พวกเรากำลังได้รับ และขอร้องให้ร่วมมือกันทำการแก้ไขกันเป็นการใหญ่ในเวลานี้นั้น ก็กล่าวได้ว่าเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการที่โลกมีสงคราม ยิ่งมีสงครามขนาดใหญ่เพียงไร ก็ยิ่งมีผลสืบเนื่องเป็นความทุกข์

น.488 ๘๔ ยากขนาดใหญ่ตามขึ้นเพียงนั้น การทำสงครามก็ดี ความยากเข็ญอย่างอื่น ๆ ก็ดี แม้จะมีรูปร่างผิดแปลกแตกต่างกันเพียงไรย่อมมีมูลเหตุอย่างเดียวกันทั้งนั้น กล่าวคือ การที่คนในโลกเป็นมนุษย์กัน น้อยลงทุกทีหรือไม่เป็นกันเสียเลยนั่นเอง ; เป็นกันแต่เพียงคนคือ มีใจต่ำอยู่ในระดับแบนราบ ไม่มีความสูงเป็นความสะอาด สว่าง และสงบ เพราะอำนาจการตามใจตัวดังที่กล่าวแล้ว คนในโลกยิ่งตามใจตัวเองยิ่งขึ้นเพียงไร ก็ยิ่งทำโลกให้ประสบกับสงครามเร็วยิ่งขึ้นถี่ยิ่งขึ้นและขนาดรุนแรงยิ่งขึ้นเพียงนั้น. ข้อนี้เป็นเพราะเหตุใดอาตมาขอร้องให้เราทั้งหลายจงได้พิจารณากันดูให้ละเอียดลออเป็นพิเศษ การตามใจตัวเอง เป็นสิ่งที่นำไปสู่สงครามอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น เป็นเพราะการตามใจตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่มีความสิ้นสุด. ยิ่งตามใจตัวเองให้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งออกห่างไปจากความรู้สึกอิ่ม รู้สึกพอ มากขึ้นเท่านั้น. แม้ชาวโลกจะพากันถือหลักตามใจตัวเองแล้วพยายามกันให้มากเพียงไร ก็ไม่มีวันหรือเวลาที่จะได้ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ เพราะกิเลสตัวนี้ย่อมมีปกติ วิ่งออกหน้าสิ่งต่าง ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นสนองความอยากของตนอย่างไม่มีเวลาที่จะไล่ทันกันได้เลย. ไฟไม่เคยอิ่มเคยพอด้วยเชื้อเพลิงฉันใด การตามใจตัวเองก็ไม่มีวันอิ่มวันพอด้วยสิ่งที่ช่วยกันประดิษฐ์ขึ้นบำรุงบำเรอตัวเองฉันนั้น. เรายิ่งเอาเชื้อเพลิงโหมเข้าไปในไฟอย่างประชดแดกดัน เพื่อให้มันอิ่มมันพอกันเสียที มัน

น.489 ๘๕ กลับกลายเป็นไฟกองใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมีความร้อนสูงยิ่งขึ้น กว่าเดิม สามารถทำการเผาผลาญให้เชื้อเพลิงเหล่านั้นสิ้นไป เร็วกว่าเดิม. แม้เราจะประชดด้วยเชื้อเพลิง ให้เป็นไฟที่ พุ่งสูงถึงพรหมโลก มันก็ยิ่งเป็นไฟที่ต้องการเชื้อเพลิง เพิ่มมากขึ้นอีก อยู่นั่นเอง. ข้อนี้ฉันใด การตามใจตัวเองของ คนในโลก แม้จะพยายามตามกันสักเท่าใด ๆ ก็ยิ่งมีแต่จะ ทำให้ยิ่งอยากตามใจตัวมากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอยู่เพียงนั้น. ครั้นบังคับการตามใจตัวไว้ไม่ได้ ก็ต้องตกเป็นทาสของ อารมณ์ ก้มหน้าแสวงหาสิ่งมาสนองความอยากของตนด้วย ความสมัครใจ. ยิ่งสนองมากเข้าเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ตกเป็น ทาสของอารมณ์มากเข้าเท่านั้น จนกระทั่งหาสิ่งมาสนอง ความอยากของตนโดยทางที่ชอบธรรมไม่ทันแก่ความต้องการ ในที่สุดก็ต้องหาทางแสวงโดยไม่คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดี ซึ่งอันนี้เอง เป็นทางมาแห่งการแข่งขันแย่งชิงกัน จนเกิด การเบียดเบียนกัน ซึ่งเราเรียกกันว่าสงคราม ในเมื่อการ เบียดเบียนนั้นขยายตัวออกไปเป็นงานของส่วนรวมคือ ประเทศชาติ. ในสมัยที่คนในโลกอวดกันว่าเจริญด้วยการศึกษานี้ มิได้หมายความว่าคนจะสามารถหยุดการตามใจตัวเอง โดย ที่สามารถประดิษฐ์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นสนองความอยาก ของตนจนรู้สึกว่าอิ่มว่าพอ ตรงกันข้าม, ยิ่งมีการศึกษา มากก็ยิ่งรู้จักอยากให้แปลก ๆ วิตถารออกไป, ยิ่งประดิษฐ์ อะไรขึ้นมาสนองความอยากอย่างแปลก ๆ ความอยากก็ยิ่ง

น.490 ๘๖ แล่นออกหน้าสิ่งที่สร้างขึ้นสนอง. แม้ว่าในสมัยวิทยาศาสตร์ ที่คนสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นบำเรอซึ่งกันและกันจนดู คล้ายของทิพย์เข้าไป ความอยากใหม่ ๆ ในการที่จะตามใจ ตัวเองก็ยิ่งทวีขึ้นตามส่วน. การศึกษาอันกว้างขวางของคน ในโลกแห่งสมัยนี้ จึงเลยกลายเป็นเพียง เครื่องมือสำหรับ สร้างสรรค์เหยื่อ สำหรับบวงสรวงปีศาจแห่งการตามใจ ตัวเองไป จนหมดสิ้น ซึ่งมีแต่จะทำตัวให้ตกเป็นทาสแห่ง อารมณ์มากยิ่งกว่าแต่ก่อนอย่างน่าสมเพท. มติมหาชนโลก เอาแต่จะให้ทุกคนได้มีความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทาง เนื้อหนังมากขึ้นไปไม่มีขีดสุดภายใต้นามศัพท์อันไพเราะ ว่าการอยู่ดีกินดี การศึกษาค้นคว้าก็ต้องหมุนเข็มแห่งความ มุ่งหมายมุ่งไปทางนี้. นักการเมืองก็ตาม นักเศรษฐกิจก็ตาม นักการทหารก็ตาม ล้วนแต่มีหน้าที่ทำเพื่อให้สำเร็จตาม ความประสงค์อันนี้. จึงได้ใช้อุบายทางเศรษฐกิจการเมือง และการทหารนั่นเอง สำหรับกวาดล้อมเอาประโยชน์ของ ผู้อื่นมาเป็นของตน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง. เมื่อฝ่ายหนึ่งรู้ทันและต้านทานหรือป้องกันก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าสงครามก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. ยิ่งมีการ ศึกษาค้นคว้ามากเพียงใด ก็ยิ่งสามารถบีบบังคับผู้อื่นให้ ยอมแพ้จนต้องสนองสิ่งที่ต้องประสงค์ให้แก่ตนเพียงนั้น. เมื่อต่างฝ่ายต่างเร่งมือตั้งหน้าศึกษาค้นคว้ายิ่งขึ้นไป เครื่อง มือในการทำสงครามทั้งชนิดร้อนและเย็นก็มีประสิทธิภาพ มากพอที่จะล้างผลาญกันให้วอดวาย และมีผลสะท้อนสืบ

น.491 ๘๗ เนื่องไปอย่างกว้างขวางและเนิ่นนานยิ่งขึ้นเพียงนั้น, เพราะ ฉะนั้น การศึกษาซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพ ก็มากลายเป็นเครื่องมือของปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง สุมเผาสัตวโลกให้รุมร้อนไปทุกหัวระแหง. แม้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับสงคราม ก็ยังต้องพลอยลำบากยากเข็ญเนื่องมาจากภัย สงคราม ดังที่ท่านทั้งหลายก็พอจะมองเห็นได้อยู่เองแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า ความเดือดร้อนเกิดขึ้นที่ไหน เราจะ ค้นพบปีศาจแห่งการตามใจตัวเอง ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ใน ที่นั้นเสมอไป. รวมความสั้น ๆ ว่า เมื่อปีศาจแห่งการตามใจ ตัวเองยังสิงใจคนในโลกอยู่เพียงใดแล้ว การศึกษาก็ตาม การค้นคว้าก็ตาม การปฏิบัติงานไปตามหลักแห่งการศึกษา ค้นคว้านั้น ๆ ก็ตาม ย่อมกลายเป็นเครื่องทำโลกให้ลุกเป็นไฟ อย่างไม่มีวันจะดับได้ อย่างผิดตรงกันข้ามจากวัตถุประสงค์ ของการศึกษาที่เราเคยพากันหวังว่าจะเป็นเครื่องนำมาซึ่ง สันติภาพอันถาวร. ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอะไร ถ้ามิใช่เพราะ อำนาจปีศาจแห่งการตามใจตัวเองที่ทำคนให้หันหลังให้ ศาสนาของตน ๆ ยิ่งขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว. ความเจริญก้าวหน้า ในทางตามใจตัวเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขทางเนื้อทาง หนังอย่างไม่มีการอิ่มการพอนี้เอง เป็นมูลเหตุอันแท้จริง ของสงคราม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต . แม้ว่าจะได้ อวดอ้างว่าสามารถจัดให้ถูกต้องแนบเนียนฉลาดเฉลียว เพียงไร การเห็นแก่ความสุขทางเนื้อหนัง ยังคงเป็นบ่อเกิด ของความยากเข็ญในโลกอย่างเร้นลับลึกซึ้งแนบเนียนเพียง

น.492 ๘๘ นั้นอยู่นั่นเอง. เมื่อโลกเราตกลึกเข้ามาในหล่มนี้ถึงเพียงนี้แล้ว เรา ก็พากันสอดส่ายตาหาลู่ทางสำหรับแก้ไข. แต่ในที่สุดผล ก็ยังคงเป็นความล้มเหลวอย่างเดียวกันอีก ในเมื่อผู้ที่ทำการ แก้ไขยังสมัครที่จะบูชาปีศาจแห่งการตามใจตัวเองอยู่ร่ำไป. โรคร้ายเกิดขึ้นจากการตามใจตัวเอง แล้วยังจะขืนใช้ยาแก้ คือการตามใจตัวเองอีก มันก็เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาล้างมือ ที่เปื้อนโคลนอีกนั่นเอง. รวมความว่า การที่ความยากเข็ญ เกิดขึ้นในโลก และทวียิ่ง ๆ ขึ้นไปตามส่วนแห่งความเจริญ ของการศึกษาก็ตาม และการที่เราพากันแก้ไขสิ่งร้ายเหล่านี้ ให้กลายดีไม่ได้ก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอำนาจของผี ตัวเดียวกัน คือผีแห่งการตามใจตัวเอง ดังกล่าวแล้ว. ฉะนั้น เราจงมาช่วยกันกำจัดศัตรูอันร้ายกาจของโลกตัวนี้กันเถิด. อาตมาได้เอ่ยชื่อถึงการตามใจตัวเองมานับด้วยสิบ ๆ ครั้ง เช่นนี้ ก็เนื่องมาจากมันมีความสำคัญ ในการก่อทุกข์เข็ญ ขึ้นในโลก ทั้งโดยส่วนบุคคลและส่วนรวมจริง ๆ. ในการที่จะกำจัดศัตรูอันร้ายกาจของโลกตัวนี้ เรา ต้องใช้อาวุธที่เป็นของตรงกันข้าม กล่าวคือ การบังคับตัวเอง. เราต้องเลิกตามใจตัวเอง แล้วหันไปตามใจพระศาสดาของ ตน ๆ. และการตามใจศาสดาของตน ๆ ก็คือ การปฏิบัติตาม คำสอนในพระศาสดาอย่างเคร่งครัด. ศาสนาทุกศาสนาตรง กันหมด คือ บังคับตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ การตามใจตัวเอง ก็สูญหายไปจากโลก และผีร้ายตัวที่สำคัญนั้นก็จะไม่เยี่ยม

น.493 ๘๙ กรายมาอีก. ในการบังคับตัวเองนี้ จะเป็นทั้งการแก้ไขความ ทุกข์ที่มีอยู่แล้วให้หมดไปและป้องกันความทุกข์ใหม่ไม่ให้ เกิดขึ้น. ฉะนั้น เราจงตั้งอกตั้งใจในการที่จะอาศัยหลักแห่ง พระศาสนา เพื่อการบังคับตัวเองกันจงทุกคนเถิด. สำหรับท่านทั้งหลาย ที่เป็นพุทธบริษัท และโดยเฉพาะ เป็นฆราวาสด้วยนี้ อาตมาขอบอกว่าเป็นโชคดีที่สุดที่ พระพุทธเจ้าได้ทรงประทานธรรมะ สำหรับฆราวาสไว้ โดยเฉพาะ เพื่อการแก้ไขความทุกข์ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นแก่ ฆราวาสทั้งหลายโดยสิ้นเชิง. ธรรมะที่กล่าวนี้มีชื่อว่า ฆราวาสธรรม คือ ธรรมสำหรับฆราวาสโดยตรง. ในการ ที่เราจะแก้ปัญหาส่วนตัว ส่วนครอบครัวปัญหาของบ้าน เมือง ของประเทศชาติ หรือของโลกทั้งสิ้นก็ตาม ธรรมะ หมวดนี้ย่อมมีอำนาจเพียงพอที่จะใช้ได้ในทุกกรณี. แม้ที่สุด แต่ ท่านจะเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกตามใจตัวในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านก็ต้องใช้ธรรมะหมวดนี้ ซึ่งเป็น แก้วสารพัดนึก สำหรับฆราวาส. เราจะบังคับตัวเองให้ละเว้นอะไรหรือ ให้แก้ไขอะไรสำเร็จไม่ได้ ถ้าปราศจากธรรมะหมวดที่ เรียกว่า ฆราวาสธรรมนี้ ซึ่งมีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน. ข้อแรกคือ ความจริงใจ หรือเรียกโดยภาษาบาลีว่า สัจจะ. ความจริงใจนี้หมายถึงความซื่อตรงไม่คดโกงต่อ บุคคล ต่อเวลา ต่อหน้าที่การงาน ต่อคำพูดของตัวเอง หรือ ถ้าสรุปความให้สั้นที่สุดแล้ว ก็คือ ซื่อตรงต่อตัวเอง ซึ่ง หมายถึงเกียรติยศแห่งความเป็นมนุษย์ของตนนั่นเอง.

น.494 ๙๐ เมื่อเราเรียกตัวเราว่า มนุษย์ เราก็ต้องซื่อตรงต่อความหมาย ของคำว่า มนุษย์ และเป็นมนุษย์ให้ได้อย่างถูกต้องตาม ความหมาย คือ มีใจสูง เพราะใจสะอาด สว่าง และสงบ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อเราซื่อตรงต่อตัวเอง หรือความ เป็นมนุษย์ของเราได้แล้ว ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องกลัว เราย่อม ซื่อตรงต่อบุคคล ต่อหน้าที่การงาน ต่อเวลา ต่อคำพูด และ ต่ออะไร ได้ทุกอย่าง. เพราะฉะนั้น ขอให้เราทุกคนจง ภาวนาตั้งจิตอธิษฐานในการที่จะเป็นมนุษย์ให้ได้จริง ๆ ไม่เป็นแต่เพียงคนดังที่กล่าวแล้ว. ท่านอาจจะแย้งว่า การที่ใคร ๆ จะมีความจริงใจ หรือความซื่อตรงต่อตัวเองนี้ มิใช่เป็นของง่าย. มิใช่จะมีได้ ง่าย ๆ อย่างปากพูดเช่นนี้, อาตมาขอรับว่าเป็นความจริง เช่นนั้น. แต่ว่าเราไม่ต้องตกใจ เมื่อใครต้องการจะมีสัจจะ ให้ได้จริง ๆ ไม่เพียงแต่ปากว่าหรือตั้งใจอยู่แต่ในใจแล้ว ก็มีทางที่จะทำได้สำเร็จ คือมีธรรมะข้อที่สองต่อไป ซึ่ง เรียกว่า "การบีบบังคับใจ" หรือเป็นภาษาบาลีว่า ทมะ. สำหรับการบีบบังคับใจนี้ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ อย่างไพเราะน่าฟังที่สุดว่า "ท่านทั้งหลาย จงบีบบังคับใจ ของท่านให้อยู่ในอำนาจของท่าน เหมือนควาญช้างที่ฉลาด สามารถบังคับช้างที่ตกน้ำมันฉะนั้น." คำที่เราจะต้องสนใจ ให้ดี ๆ นั้นมีอยู่คำหนึ่ง ซึ่งท่านจะต้องสนใจจริง ๆ คือ พระ พุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า หมอช้างที่ฉลาด, มิได้ตรัสว่าหมอ ช้างเฉย ๆ หรือหมอช้างที่โง่เขลา. เพราะถ้าเป็นหมอช้าง

น.495 ๙๑ ธรรมดา หรือหมอช้างที่โง่เขลาแล้ว ก็รังแต่จะถูกช้างสลัด ให้ตกลงมาและเหยียบหรือทำอันตรายให้บี้แบนไปเท่านั้น หาสามารถบังคับช้างที่ตกมันให้อยู่ในอำนาจได้ไม่. ก็ใจของ คนเราที่มีปีศาจแห่งการตามใจตัวเองเพื่อความสุขทางเนื้อ ทางหนังเข้าสิงอยู่นั้น มันเป็นสิ่งที่กลับกลอก และดุร้าย ยิ่งกว่าช้างที่ตกน้ำมันเป็นไหน ๆ แล้วเราจะเป็นหมอช้าง ที่โง่เขลา บังคับมันได้อย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดู. ในการบีบบังคับใจให้อยู่ในอำนาจเพื่อรักษาสัจจะเอาไว้ให้ ได้นั้น เราต้องอาศัยการทำตนให้เป็นเหมือนหมอช้าง ที่ฉลาด สามารถรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของช้างทุกประการ ก็ย่อมมีทางที่จะบีบบังคับได้สำเร็จ. มารยาหรือเล่ห์เหลี่ยม ของใจที่คอยแต่จะเถลไถลมีอยู่อย่างไรในใจของเรา เราก็ พอจะรู้ แต่ดูเหมือนเราไม่สมัครที่จะเป็นหมอช้างที่ฉลาด นั้นมากกว่า โดยหาทางแก้ตัวต่าง ๆ นานา จนได้เป็นหมอ ช้างที่เหลวไหลไม่ได้เรื่อง. สิ่งที่เราจำต้องรู้ต่อไปเป็นอันดับที่สามนั้นก็คือข้อที่ว่า เมื่อมีการบีบบังคับใจแล้วก็ย่อมจะต้องเกิดการเจ็บปวดขึ้น ธรรมดา. เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องมีธรรมะข้อที่สาม ต่อไป ซึ่งเรียกว่า "ความอดกลั้น" หรือเรียกเป็นภาษา บาลีว่า ขันตี . ขันตีนี้หมายถึงความอดทนได้ รอได้ คอยได้ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ. ขอให้คิดดูเถิดว่า แม้ในกรณี ที่ทำชั่ว ทำเลวก็ยังต้องอาศัยความอดกลั้นอดทนรอได้คอยได้ เหมือนกัน แล้วเหตุไรในกรณีที่เป็นการทำความดี ซึ่งยาก

น.496 ๙๒ ไปกว่าการทำความชั่วนั้น จะไม่ต้องมีความอดกลั้นอดทน กันเล่า. โจรขโมยที่พยายามทำการปล้นสดมภ์หรือตัดช่อง ย่องเบา เขาก็ยังต้องอดทนต่อลมฝนยุงริ้นเหน็ดเหนื่อย ในเวลาค่ำคืนดึกดื่น บางทีก็วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า จนกว่าจะทำโจรกรรมรายนั้น ๆ ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการ อดกลั้นอดทนรอได้คอยได้อยู่ไม่น้อย แม้ในกรณีที่ทำชั่ว. แล้วทำไมมนุษย์ที่จะทำการบีบบังคับใจเพื่อแก้ไขความ ทุกข์ยากในโลก ซึ่งนับว่าเป็นความดีอันใหญ่หลวงนี้ จะ ไม่ต้องพยายามทำการอดกลั้นอดทนรอได้คอยได้ด้วยเล่า. มันเนื่องมาจากความปราศจากการอดกลั้น อดทน รอได้ คอยได้ นี่เอง ที่เราพากันไม่สามารถกำจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา (เช่นคอรัปชั่นต่าง ๆ) ให้สำเร็จลงไปได้. ฉะนั้นในกรณีที่เรา จะเป็นผู้บีบบังคับใจได้สำเร็จ เราจะต้องอดกลั้น อดทน แม้จะต้องทนจนเลือดนัยน์ตาไหล เราก็ยอมทนจนกว่าจะ ประสบผลสำเร็จ. เราจะอดกลั้นต่อทุกข์เวทนาที่เกิดขึ้น เพราะโรคภัยไข้เจ็บ. เราจะอดทนต่อดินฟ้าอากาศ ความ เหนื่อยยากลำบากหรืออุปสรรคอื่น ๆ อันจะเกิดขึ้นในขณะ ที่เราประกอบการงานอันเป็นหน้าที่ของเรา, เราจะอดกลั้น ต่อคำนินทาว่าร้ายปรามาสดูหมิ่นของคนจำพวกหนึ่ง ซึ่ง จำเป็นจะต้องมีอยู่ในโลกนี้ด้วยเหมือนกัน. เมื่อเราอดกลั้น ได้ทุกประการดังนี้แล้ว กระทั่งอดทนต่อความยั่วเย้าของ อารมณ์ ซึ่งเป็นเหยื่อของปีศาจแห่งการตามใจตัวเองได้ ทุก ๆ อย่าง เราก็เป็นผู้ที่บีบบังคับใจได้สำเร็จ มีความ

น.497 ๙๓ จริงใจในการเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องได้สำเร็จ สมตามความ ประสงค์. แต่เพื่อมิให้ต้องอดทนมากเกินไป จนถึงกับทนไม่ไหว พระพุทธเจ้าท่านยังได้ทรงประทานธรรมะสำหรับฆราวาส ข้อที่สี่ไว้ให้อีก เรียกว่า "การระบายสิ่งชั่วร้ายออกจากใจ อยู่เสมอ" หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า จาคะ. การระบายสิ่ง ซึ่งไม่ควรจะอยู่ในใจให้ออกไปเสียจากใจอยู่เสมอ ๆ นั้น เป็นการช่วยให้มีสัจจะได้โดยง่าย ช่วยให้มีการบีบบังคับ ใจได้สำเร็จโดยง่าย และช่วยให้ไม่มีอะไรที่ต้องทนจน มากเกินไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อสุดท้าย หรือข้อสำคัญที่ เราจะต้องตั้งใจทำกันจริง ๆ โดยไม่มีระยะว่างเว้น. เราจะ ต้องพยายามเหมือนคนใช้สะบู่ซักผ้าจนผ้าขาวสะอาด. สะบู่ ซักใจ ก็คือขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ตลอดขึ้นไปถึง ข้อวัตรปฏิบัติตามทางแห่งศาสนามีการสวดมนต์ภาวนา การควบคุมกาย วาจา จิต การนึกถึงโลกหน้า นึกถึงความ ตาย นึกถึงบุญกุศล นึกถึงบรรพบุรุษ นึกถึงเกียรติของ ความเป็นมนุษย์อันถูกต้องของเราเอง ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนแต่ เป็นสะบู่ซักใจ เพื่อซักเอาสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ ออกเสีย จากใจได้ทั้งนั้น. เราทั้งหลายจงพยายามทำการบริจาค สิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจ ให้หมดไปจากใจ จนมีใจ สะอาด สว่าง และสงบเย็น ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเถิด สิ่งร้าย ก็จะถูกแก้ไขให้กลายเป็นดี และไม่มีสิ่งร้ายใหม่ ๆ ที่จะเกิด ขึ้นอีกต่อไป. ปัญหาต่าง ๆ ก็จะหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหา

น.498 ๙๔ ส่วนตัว ส่วนครอบครัว ส่วนบ้านเมือง ส่วนประเทศชาติ หรือของโลกทั้งสิ้นโดยส่วนรวม. ด้วยการที่เพียงแต่พยายามทำการบำเพ็ญฆราวาส ธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันตี และจาคะ ให้ครบ ถ้วนบริบูรณ์เท่านั้น จะเป็นการประพฤติธรรมะหมดทั้ง พระไตรปิฎกอย่างครบถ้วนทีเดียว เพราะ พระไตรปิฎก มีใจความสำคัญเพียงอย่างเดียว กล่าวคือการบังคับตัวเอง ซึ่งเราสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จ เพราะมีความจริงใจ, การบีบบังคับใจ, ความอดกลั้นอดทนรอได้คอยได้, และการ พยายามระบายสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่ในใจออกเสียจากใจอยู่ เสมอ. เมื่อเป็นคนบังคับตัวเองได้สำเร็จดังนี้แล้ว ฆราวาส ผู้นั้นยังมีอะไรเหลืออยู่เป็นปัญหายุ่งยาก ทั้งแก่ตนและแก่ ผู้อื่นอีกต่อไปเล่า. เขาเป็นผู้ชนะทุกอย่างทุกประการ ชนะ ทั้งในโลกนี้ และชนะทั้งในโลกหน้า ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็น ข้อบกพร่องแม้แต่น้อย เพราะอาศัยธรรมะที่เรียกว่าฆราวาส ธรรม ๔ ประการนี้. เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึง ทรงท้าของท่านไว้ว่า "ไม่เชื่อก็จงลองไปถามสมณพราหมณ์ พวกอื่นเป็นอันมากดูเถิดว่า ยังมีธรรมะเหล่าไหนอีกเล่า ที่เหมาะสำหรับฆราวาสยิ่งไปกว่าธรรมะสี่ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันตี และจาคะ" ดังบทบาลีที่ยกไว้เป็นหัวข้อ ข้างต้นแห่งเทศนานี้. ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนที่เป็นฆราวาส จงได้สนใจในธรรมะอันเป็นเหมือน แก้วสารพัดนึกของ ฆราวาส ที่พระองค์ทรงประทานไว้เป็นของขวัญอันประเสริฐ

น.499 ๙๕ สุดดวงนี้ด้วยความไม่ประมาทอย่างยิ่งเถิด. ท่านจะสามารถ แก้ปัญหายุ่งยากทุก ๆ ชนิดที่เข้ามาเผชิญหน้าท่าน ให้ลุล่วง ไปได้ทุกอย่างจริง ๆ. สำหรับผู้ประพฤติธรรมนั้น แม้จะประพฤติเพื่อ ประโยชน์สุขของตนเป็นเบื้องหน้าก็ตาม แต่ในที่สุดผลได้นั้น จะแผ่ซ่านไปทั่วโลก ทำให้กลายเป็นผู้ประพฤติประโยชน์ แก่โลกไปโดยไม่รู้สึกตัว. ทั้งนี้ก็เพราะว่าโลกทั้งโลกนี้ เปรียบเหมือนเรือลำเดียว. ทุกคนที่อยู่ในโลก ที่ยังมีจิตใจ เป็นอย่างวิสัยโลก ย่อมได้รับผลอันเป็นชตากรรมของโลก ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางร้าย หรือทางดี. เมื่อโลกนี้เร่าร้อน พลโลกก็พลอยเร่าร้อนกันไปหมด ไม่มากก็น้อย เพราะอยู่ ร่วมใน เรือโลกลำเดียวกัน ไม่เลือกว่าจะเป็นบุคคลที่เป็น ต้นเหตุทำโลกให้เดือดร้อน หรือบุคคลที่อยู่เฉย ๆ หรือบุคคล ที่กำลังบำเพ็ญประโยชน์อันเป็นผลดีแก่โลกอย่างใดอย่าง หนึ่งอยู่. เปรียบเหมือนเมื่อใครคนหนึ่งที่นั่งไปด้วยกันใน เรือลำเดียวกันเกิดอาละวาดขึ้นมาจนทำให้เรือลำนั้นจมลง ไปหรือเอียงวูบวาบ ก็ย่อมทำให้ทุกคนต้องจมน้ำ หรือเวียน ศีรษะกันไปทั้งลำเรือ ไม่ยกเว้นว่าใครเป็นตัวการหรือนั่งอยู่ เฉย ๆ หรือถึงกับพยายามถ่วงป้องกันเอาไว้ไม่ให้เรือเอียง. โลกนี้ก็ฉันนั้น คือ มีลักษณะเป็นเรือลำเดียว ที่คนทุกคน ในเรือโลกลำนี้จะต้องรับชตากรรมร่วมกัน ในเมื่อใคร คนหนึ่งเกิดอาละวาดทำชั่วขึ้นในเรือลำนี้. ในทางฝ่าย ตรงข้าม คือ การทำความดีก็เป็นอย่างเดียวกันอีก. เมื่อ

น.500 ๙๖ ใครคนใดคนหนึ่งพยุงเรือเอาไว้ได้ไม่ให้คว่ำลงไป ทุกคน ที่นั่งอยู่ในเรือก็รอดจากการเปียกน้ำ หรือการเวียนศีรษะ เพราะเรือโคลง. ไม่ว่าเขาจะเป็นพวกที่เขย่าเรือให้จม หรือ เป็นพวกที่นั่งอยู่เฉย ๆ หรือเป็นพวกที่พยายามช่วยพยุงเรือ ไว้. ฉะนั้น ผู้ที่ประพฤติธรรมในโลกนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็น ผู้ประพฤติประโยชน์แก่โลกโดยส่วนรวมอยู่เสมอไป . ธรรมะยังมีผู้ประพฤติอยู่ในโลกแม้แต่เพียงคนเดียว อยู่ เพียงใด โลกก็ยังชื่อว่า มีธรรมเป็นร่มโพธิ์ไทรคุ้มครองโลก ไม่ให้ล่มจมอยู่เพียงนั้น. เราไม่ต้องวิตกกว่าคนส่วนมาก เขาไม่ประพฤติธรรมะกัน เพราะว่าอธรรมนั้นมีกำลังน้อย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินนฺติ ซึ่ง มีใจความว่า คนดีแม้มีน้อย ก็สามารถเอาชนะ คนไม่ดี แม้ มีจำนวนมากได้ . ทั้งนี้ก็เพราะว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีกำลัง อธรรมเป็นสิ่งไม่มีกำลังอันแท้จริง. เพียงแต่พวกพุทธบริษัท เรา ซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ในเวลานี้ก็หลายสิบล้านคนพากัน ประพฤติธรรมะเท่านั้นก็จะสามารถเป็นลูกตุ้มถ่วงเรือโลก ลำนี้เอาไว้ ไม่ให้ล่มจม, หรือให้แล่นไปสู่ความล่มจมช้าเข้า เป็นอย่างน้อย, เรือโลกยังไม่ล่มจมหรือล่มจมช้าออกไป เพียงใด นั่นย่อมเป็นผลแห่งการประพฤติธรรมของพวก พุทธบริษัท ผู้มีความกรุณาต่อพลโลกทั้งมวลอยู่เพียงนั้น. เราจงพากันประพฤติธรรมะเถิด, แม้แต่เพียงคนเดียวก็ยังได้ ชื่อว่า เป็นลูกตุ้มที่ถ่วงโลกให้ล่มจมช้าเข้าอยู่นั่นเอง. ส่วน ผลที่เราได้รับเป็นพิเศษนั้น ก็คือความปกติสุขอยู่ได้ ไม่ว่า P เ เ 9 1 โ จ

น.501 ๙๗ โลกจะหมุนไปสู่ภาวะเช่นไร ถ้าหากเราพากันประพฤติธรรมะ ของพระองค์ให้ขึ้นถึงขั้นสูงสุดได้จริง จนสามารถปล่อยวาง ความยึดถือในสิ่งทั้งปวง . สรุปความว่าธรรมะอย่างเดียว เท่านั้นที่ช่วยได้ ไม่ว่าในกรณีป้องกัน หรือกรณีแก้ไข, และไม่ว่ากรณีที่คนทั้งโลกพากันประพฤติธรรมะกันทั้งหมด หรือในกรณีที่มีเหลือประพฤติธรรมอยู่แต่เราผู้เดียวเท่านั้น. การประพฤติธรรมะ จึงเป็นการถูกโดยประการทั้งปวง ไม่มี ทางผิดเลย. ขอย้ำอีกว่า ฆราวาสเพียงแต่ประพฤติฆราวาส ธรรม ๔ ประการ ให้ได้จริง ๆ เท่านั้น จะเป็นการประพฤติ ธรรมะครบถ้วนหมดทั้งพระไตรปิฎก. จึงไม่เป็นการยากเลย ในการที่ฆราวาสคนใดคนหนึ่งประสงค์จะประพฤติธรรม ให้เป็นประโยชน์สุขแก่โลกโดยส่วนรวม. อาตมาจึงขอวิงวอน ท่านทั้งหลายให้หันหน้าเข้าพึ่งธรรมะ และใช้ธรรมะนั้นเป็น เครื่องปลดเปลื้องความทุกข์ยากโดยประการทั้งปวง. ทีนี้ก่อนแต่จะจบธรรมเทศนานี้ อาตมาใคร่จะขอร้อง ให้เราทุกคนทำความสนใจในคำว่า “ข้าราชการ” ทั้งอาตมา เองและท่านทั้งหลายที่นั่งฟังล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องอย่าง สำคัญกับคำ ๆ นี้. และทั้งธรรมเทศนาในวันนี้ก็เป็นธรรม เทศนาชนิดที่เรียกว่าทำการอบรมข้าราชการ เราจึงควร ทำความสนใจในคำว่า ข้าราชการ กันเป็นพิเศษ. ท่านบางคน อาจจะกำลังนึกหัวเราะเยาะอาตมาอยู่ ในใจ ว่าจะเอามะพร้าวอะไรมาขายสวน ? เพราะท่านอยู่ ในฐานะที่เป็นข้าราชการอย่างชัดแจ้ง และบำเพ็ญหน้าที่

น.502 ๙๘ ของข้าราชการอย่างเต็มที่อยู่แล้วเป็นประจำวัน. ความจริง ก็เป็นดังนั้น แต่ว่าอาตมาอยากจะระบุอุดมคติของคำว่า ข้าราชการ ให้ชัดเจน และเป็นอย่างพุทธบริษัทแท้. คำว่า ข้าราชการ คำนี้ทำอย่างไรเสียก็ต้องแปลว่า "ผู้ที่ทำงานของพระราชา" อย่างที่ใครจะเถียงไม่ขึ้น. แต่ครั้นมาถึงคำว่าราชาคืออะไร ท่านคงจะมีความคิดเห็น แตกต่างกัน และบางคนอาจกำลังงงอยู่ก็เป็นได้, แต่เผอิญ เป็นโชคดีที่มีพุทธภาษิตอธิบายคำ ๆ นี้ไว้อย่างชัดแจ้งใน บาลีอัคคัญญสูตร์ ทีฆนิกาย ๑๑/ ๘๗/ ๕๑ เราที่เป็นพุทธ บริษัทจึงไม่ต้องลำบากในการที่จะตีความหมายของคำ ๆ นี้ แต่เราจะถือเอาตามพระพุทธวจนะนั้นทีเดียว. เมื่อเราทราบ ว่า คำว่าราชาแปลว่าอะไร จนทราบได้ดีว่าอุดมคติของคำ ๆ นี้หมายถึงอะไรแล้ว เราก็จะทำ "งานของพระราชา" ได้อย่าง ถูกต้องสมบูรณ์ผุดผ่องโดยไม่ต้องสงสัยเลย จึงขอให้ช่วย กันสนใจในคำ ๆ นี้เป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อเราทำได้ดีแล้ว งาน ในหน้าที่ของเราจะไม่เป็นเพียงงานอาชีพ แต่จะกลายเป็น งานการกุศล อันประเสริฐไปด้วยในตัว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าไว้ในสูตรนั้นถึงมูลเหตุ ของการที่คำว่า "ราชา" คำนี้จะเกิดขึ้นโลก ว่าในสมัยแรก ที่มนุษย์เพิ่งจะมีกันขึ้นในโลก คนอยู่กันอย่างไม่มีการ ปกครอง คืออยู่กันตามธรรมชาติ. ครั้นมีมากคนขึ้น ความ เดือดร้อนก็เกิดขึ้นเนื่องจากมีคนประพฤติเกเร เช่นขโมย ข้าวที่คนอื่นทำไว้เป็นต้น และนับวันแต่จะมีเรื่องชนิดนี้

น.503 ๙๙ มากมายขึ้นทุกที. ครั้นมาถึงวันหนึ่ง มนุษย์เหล่านั้นเหลือที่ จะทนความเดือดร้อนต่อไปไหวได้หาทางแก้ไข จนในที่สุด ตกลงกันสมมติให้มนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีร่างกายแข็งแรง รูปร่าง งดงามน่าเลื่อมใส มีสติปัญญาดี ประพฤติตัวน่านับถือน่าไว้ วางใจเป็นต้น ให้เป็นหัวหน้าผู้ทำหน้าที่แบ่งปันที่ดิน สั่งสอน สิ่งที่ควรแนะนำสั่งสอน ลงโทษคนทำผิดกติกา และให้รางวัล คนทำดี ทำถูกเป็นต้น. เมื่อมนุษย์ผู้ได้รับสมมติคนนี้ ปฏิบัติ หน้าที่ของตนมาไม่มากนัก ผลก็เกิดขึ้นอย่างตรงข้ามอย่าง ที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน คืออยู่เป็นสุขสงบไม่มีใครต้องเดือดร้อน ชนิดที่บาลี ท่านมักใช้สำนวนว่านอนไม่ต้องปิดประตูเรือน หรือทำบ้านไม่ต้องมีประตู มารดาเอาแต่ให้ลูกน้อย ๆ เต้นรำ อยู่ที่น่าอกเพราะไม่มีเรื่องร้อนใจดังนี้เป็นต้น. เมื่อมนุษย์ เหล่านั้นซึมซาบในรสของความสงบสุขอันใหม่นี้มากเข้า ๆ จนถึงวันดีคืนดีวันหนึ่ง คำพูดได้หลุดออกมาเองจากปาก ของคนเหล่านั้นว่า “ราชา ๆ" ท่านอย่างหลงผิดว่า คำว่า ราชา นี้เป็นคำพิเศษ หรือคำสมมติแต่งตั้ง, สำหรับเราซึ่ง ไม่ใช่มีบาลีเป็นภาษาของตน, ยึดถือเอาความหมายของคำ ๆ นี้สูงไปเสียทางหนึ่งแล้ว แต่สำหรับมนุษย์เหล่านั้นซึ่งเป็น เจ้าของภาษานั้น รู้สึกในคำ ๆ นี้อย่างธรรมดาเหมือนคำ ๆ อื่น คือหมายความว่า "ผู้ที่ทำความยินดีพอใจให้เกิดแก่ คนอื่น" คำว่าราชานี้ รากหรือธาตุของคำก็คือ รช ซึ่งแปล ว่ากำหนัดหรือยินดีนั่นเอง รากคำ ๆ นี้สำเร็จรูปเป็นคำอื่น ต่าง ๆ กันออกไป เช่นคำว่า ราคะ เป็นต้น ซึ่งหมายถึงความ

น.504 ๑๐๐ กำหนัดยินดีทางกามารมณ์โดยเฉพาะ แต่นั่นมันยินดีจัด เกินไป. ขอให้ท่านผู้ฟังทุกคนกำหนดความหมายของคำว่า ราชา ๆ นี้ไว้อย่างถูกต้อง. พระราชา มิได้หมายถึงผู้มีอำนาจ ตัดคอคน หรือเสกสรรค์คนให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หามิได้ นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบของการกระทำเพื่อทำหน้าที่ตาม อุดมคติ แต่อุดมคติของคำ ๆ นี้อยู่ที่ "ทำความยินดีพอใจให้ เกิดแก่ผู้อื่น" ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องตัดคอคนเลยก็ได้ เอาความ สั้น ๆ ก็คือว่า "ผู้ทำความยินดีให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง" นั่นเอง. เมื่อพระราชา คือผู้ทำความยินดีให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ดังนี้แล้ว คำว่าข้าราชการหรือผู้ที่ทำงานของพระราชา ก็ เลยหมายความเป็น "ผู้ที่ทำความยินดีให้เกิดขึ้นทั่วบ้าน ทั่วเมือง" ไปด้วย. เมื่อเราตีราคาของความยินดีที่เราได้ทำ ให้เกิดขึ้นในหัวใจของคนทั่วบ้านทั่วเมืองดูว่ามีราคาสัก เท่าไรแล้ว จะรู้สึกว่ามันมากมายเกินกว่าที่จะนำมาเปรียบ กับค่าของเงินเดือนที่ได้รับอยู่เป็นประจำเดือน จนเกินกว่า ที่จะถูกเรียกว่าลูกจ้าง, และที่ถูกควรจะถูกจัดไว้ในฐานะ เป็นปูชนียบุคคลประเภทหนึ่ง, ดังที่ในสมัยโบราณถึงกับจัด ชนพวกนี้นับเนื่องไว้ในวรรณะกษัตริย์ทั้งหมด หาได้จัดไว้ ในวรรณะไวศยะหรือศูทระไม่ ขอให้ลองคิดดู. เมื่อคนผู้ถูก นับเนื่องในวรรณะกษัตริย์ หรือข้าราชการเหล่านี้ทำหน้าที่ ของตนจริง ๆ คือ เพ่งจ้องแต่จะให้ความยินดีเกิดขึ้นในหัวใจ ของคนทั้งหลาย โดยมิได้เพ่งเล็งอยู่ที่เบี้ยเลี้ยงชีพ ซึ่งมัน

น.505 ๑๐๑ น้อยเกินไปเพียงสักว่าเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ไม่ตายเช่นนั้นแล้ว ความเสียสละของคนเหล่านั้นย่อมมากพอที่จะถูกจัดไว้ใน ฐานะปูชนียบุคคลของคนทั้งหลาย คือ เสียสละความสุข ส่วนตัวทุก ๆ ประการ เพื่อให้คนอื่นนอนตาหลับโดยไม่ต้อง ปิดประตูเรือน และให้แม่ลูกอ่อนนอนให้ลูกเล็กเต้นรำอยู่บน หัวอกได้ตลอดวันจริง ๆ. ครั้นมาถึงสมัยใดสมัยหนึ่งคน ประเภทนี้ลืมอุดมคติของตนมากขึ้น เพ่งเล็งแต่ผลทางวัตถุ มากขึ้น แม้จะมีการอยู่ดีกินดีมากขึ้น แต่ค่าในทางความเป็น ปูชนียบุคคลนั้นลดถอยลงไปจนกระทั่งหมดความเป็นปูชนีย บุคคล และเลยกลายเป็นลูกจ้าง ซึ่งมันผิดความมุ่งหมายเดิม ของคำว่า ราชา หรือผู้ที่ทำงานของพระราชา ซึ่งที่แท้เป็น ปูชนียบุคคลประเภทหนึ่ง. นี่แหละคือผลของการที่ถือเสียว่า "อุดมคติกินไม่ได้ เงินซื้ออะไรกินได้" ขอให้พวกเราทุกคน จงบูชาอุดมคติของคำว่าข้าราชการ อย่าหลงไปยึดถือสิ่งที่ จะลดเราจากฐานของปูชนียบุคคล ละมาสู่ฐานะของความ เป็นลูกจ้างอีกต่อไปเลย ผู้ที่ไม่ทำความยินดีให้เกิดขึ้นใน หัวใจของผู้อื่นนั้นหาใช่ข้าราชการไม่. เรื่องที่จะต้องเอาใจใส่ต่อไปมีอยู่อีกว่า พระราชาทาง ฝ่ายโลก ก็ทำความยินดีประโมทย์อย่างโลก ๆ ให้เกิดใน หัวใจคน เช่นนอนไม่ต้องปิดประตูเรือนดังที่กล่าวมาแล้ว. แต่ยังมีความยินดีอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน เหมือนกัน ได้แก่ความยินดีทางฝ่ายธรรมหรือฝ่ายวิญญาณ. ถ้าท่านคนไหนไม่หนีวัดเสียจนเกินไป เคยฟังเทศน์ฟังธรรม

น.506 ๑๐๒ มาบ้างแล้ว ท่านคงจะเคยได้ยินคำว่า “ธรรมราชา” หรือ "พระธรรมราชา” มาบ้างแล้วเป็นแน่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเรียกพระองค์เองว่า ธรรมราชา อยู่ทั่วไปในพระไตร ปิฎก (โดยเฉพาะเช่นบาลีเสลสูตร มัชฌิมนิกาย ๑๓/ ๕๕๔) ซึ่งหมายความว่าพระองค์ก็เป็นพระราชา แต่เป็นพระราชา ทางฝ่ายธรรม ทำความยินดีให้เกิดขึ้นในหัวใจของสัตว์ตาม ทางธรรมให้ได้ความสงบเย็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า ชนิดที่ เงินหรืออำนาจใด ๆ ทำให้ไม่ได้นั่นเอง. และเมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าก็ทรงเป็นพระราชาด้วยเช่นนี้แล้ว ภิกษุสงฆ์ ทั้งหลาย เช่น อาตมา เป็นต้น ก็พลอยเป็นข้าราชการไปด้วย แต่เป็น ข้าราชการของพระธรรมราชา มีหน้าที่ทำงานให้เกิด ความยินดีตามทางธรรมขึ้นในหัวใจของเพื่อนมนุษย์ โดย เฉพาะคือความมีหัวใจสูงด้วยการบังคับตัวเองเป็นต้น ดังที่ กล่าวแล้ว. ด้วยเหตุนี้แหละอาตมาจึงถือโอกาสในฐานะที่ท่าน ทั้งหลายกับอาตมาก็เป็นเพื่อนข้าราชการด้วยกัน กล่าว อะไรออกมาตรง ๆ โดยไม่ต้องเกรงใจกัน จนตลอดเวลา ที่ทำการเทศนาในวันนี้. ขอให้ท่านทั้งหลายถือเสมือนหนึ่ง ว่าเป็นการปรับทุกข์กันในบรรดาเพื่อนข้าราชการด้วยกัน เพื่อกู้ฐานะของข้าราชการให้พ้นจากฐานะลูกจ้าง ขึ้นมาอยู่ ในฐานะของ ปูชนียบุคคล นั่นเอง. คำพูดที่หนักเบาไปบ้าง นั้น แล้วแต่เกิดจากน้ำใสใจจริงที่หวังดี. ทีนี้อาตมาจะขอร้องให้ท่านทั้งหลาย นึกคิดดูต่อไปอย่าง แยบคายอีกอันดับหนึ่ง คือคิดดูในข้อที่ว่า แม้ว่าท่านเป็น

น.507 ๑๐๓ ข้าราชการโดยตรงของรัฐบาลแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนอาตมาเป็นข้าราชการของสมเด็จผู้มีพระภาคเจ้า แต่ แล้วในที่สุด ทั้งอาตมาและท่านทั้งหลายล้วนแต่เป็นพุทธ บริษัทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ด้วยเหตุนี้แหละ ท่าน ทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกคนเป็น ข้าราชการของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ด้วย แม้ไม่โดยตรง อย่างน้อยก็โดยอ้อม. เมื่อ เป็นเช่นนี้แล้ว ท่านจะมีข้อแก้ตัวอะไรในการที่ท่านจะไม่รับ ฟังความคิดเห็นส่วนตัวของอาตมา ในฐานะที่เราเป็นเพื่อน ข้าราชการร่วมกัน. และ ท่านจะมีข้อแก้ตัวอะไร ในการที่ เมื่อท่านทั้งหลายก็เป็นข้าราชการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ด้วยอีกแผนกหนึ่งแล้ว ท่านจะไม่เชื่อฟังพระองค์ซึ่ง ทรงมี คำสั่งสอน ล้วนแต่จะทำเราทั้งหลายให้หลุดจากฐานะ ของความเป็นลูกจ้างขึ้นไปสู่ฐานะของความเป็นปูชนียบุคคล ดังกล่าวแล้ว. ด้วยเหตุนี้แหละ เราทั้งหลายจะต้องทำการ บังคับตัวเองอย่างเฉียบขาด เพราะคำสั่งสอนของพระองค์ ทุก ๆ คำเป็นเช่นนั้น. เราทั้งหลายต้องสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ เป็นบริษัทของพระองค์ อย่าเผลอจนปล่อยให้ตกไปเป็น สมุนลูกน้องของปีศาจแห่งการตามใจตัวเองอีกเลย. ปีศาจ แห่งการตามใจตัวเองนี้ เขาเรียกว่ากิเลสบ้าง พญามารบ้าง ซาตานบ้างและอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก แล้วการเป็นสมุนลูกน้อง ของสิ่งเหล่านี้จะมีเกียรติที่ตรงไหน. ทั้งหมดนี้ คือการปรับ ทุกข์ และการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของอาตมากับบรรดา เพื่อนข้าราชการทั้งหลาย ด้วยเจตนาอันเป็นกุศลแท้จริง

น.508 ๑๐๔ ขอจงได้รับไปพิจารณาดูด้วยความเห็นอกเห็นใจเถิด. ส่วนข้อสุดท้ายที่อาตมาจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลายใน วันนี้ ก็คือการเตือนสติว่า ของจริงจักยังคงเป็นของจริง อยู่เสมอ ไม่อาจเปลี่ยนเป็นของไม่จริงไปได้จนตลอดอนันต กาล ขอท่านทั้งหลายจงอย่าได้ลังเลในข้อนี้เลย และ ของจริง ที่เด็ดขาดที่สุด และจำเป็นที่เราทั้งหลายจะต้องยึดถือที่สุด นั้น ก็คือ ความจริงข้อที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นั่นเอง. ทำดีต้องดี ทำชั่วต้องชั่ว เสมอไปตลอดจนกัลปาวสานหรือ ยิ่งกว่าเป็นอย่างน้อย. แต่มันมีข้อที่ทำให้เกิดการลังเลหรือ เข้าใจผิดอยู่มาก ตรงที่ผลพลอยได้นี่เอง. สิ่งที่อาตมาเรียกว่า ผลพลอยได้นี้ คือ เงิน ทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ และลาภผล อื่น ๆ ที่เป็นวัตถุ. ท่านอาจพิจารณาเห็นได้ด้วยตนเองโดย ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ว่าความดี หรือความชั่วนั้น มันไม่ใช่ วัตถุเช่นเงินเป็นต้น. ความดีมันดีอยู่แล้วในตัวการกระทำ ทางกาย วาจา ใจ นั่นเอง. พอทำเสร็จ มันก็ดีเสร็จแล้ว เหมือนกัน เพราะมันดีอยู่ในตัวการกระทำนั้น จึงพอทำเสร็จ มันก็ดีเสร็จแล้ว. ทางฝ่าย ทำชั่วก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ ชั่วอยู่ในตัวการกระทำทางกาย วาจา ใจ นั่นเอง. พอทำเสร็จ มันก็ชั่วเสร็จแล้ว มันเป็นของแน่นอนตายตัวเช่นนี้อย่างไม่มี ทางที่จะแปรผัน และท่านทั้งหลายก็ย่อมจะพิจารณาเห็นได้ เองจริง ๆ. แต่ที่มันไม่แน่นอนและชวนให้ลังเลนั้น คือ ผลที่พลอยได้มาจากการกระทำนั้น ๆ เช่นเงิน หรือชื่อเสียง เป็นต้น ดังที่กล่าวมาแล้ว. การทำดี ดีเสร็จตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ

น.509 ๑๐๕ แต่จะได้เงินหรือไม่ ได้ชื่อเสียงด้วยหรือไม่นี้มันไม่แน่. บางที ได้ บางทีก็ไม่ได้ ท่านก็เห็นกันอยู่ทุกคนแล้ว, การทำชั่วก็ เหมือนกัน ชั่วเสร็จตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ แต่จะได้เงินด้วยหรือไม่ มันไม่แน่ บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ ตามที่ต้องการ, บางทีก็ได้ ชื่อเสียงด้วย ทั้งที่เป็นการทำผิดขนบธรรมเนียมประเพณี หรือบัญญัติแห่งศาสนา แต่เผอิญมันไปตรงกับความนิยม ของคนพวกที่เหยียบย่ำขนบธรรมเนียมประเพณีหรือบท บัญญัติของศาสนาด้วยกันเข้า, หรือบางทีได้ชื่อเสียงจากการ ทำชั่ว เพราะการปรากฏมันไม่ปรากฏอีกอย่างหนึ่ง ส่วน ความชั่วนั้นถูกซ่อนเอาไว้ดังนี้ก็มี. นี่ท่านจะเห็นได้ชัดเจน ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อคนอื่นอีกแล้วว่าผลพลอยได้จาก การทำดีและทำชั่วที่เป็นเงินทองหรือชื่อเสียงนั้น มันไม่แน่ บางทีก็ได้ บางทีก็ไม่ได้ ทั้งจากการทำดีและทำชั่ว. แต่ทีนี้มันไปแน่นอนเด็ดขาดตามกฎธรรมชาติอันเดิม อยู่อีกว่า ถ้าผลพลอยได้คือเงินเป็นต้นนั้น มันพลอยได้ มาจากการทำดี ก็เป็นผลพลอยได้ที่ดี คือเป็น "เงินดี" ถ้าเงิน อย่างเดียวกันนั่นแหละเป็นผลพลอยได้มาจากการทำชั่ว มัน ก็เป็นผลพลอยได้ที่ชั่ว คือเป็น "เงินชั่ว" มันจะต่างกัน อย่างไร ขอให้ท่านทั้งหลายลองคิดดูต่อไปอีกนิดหนึ่งก็จะเห็น แจ้งด้วยตนเอง. เงินที่พลอยได้มาจากการทำดีเป็น "เงินดี" นั้น ทำให้ เจ้าของเงินเป็นคนดี เอามาเลี้ยงร่างกายก็เป็นร่างกายดี. เลี้ยงเมียก็เป็นเมียดี. เลี้ยงพ่อแม่ก็ทำพ่อแม่ให้เป็นพ่อแม่ดี.

น.510 ๑๐๖ เอาไปบำรุงศาสนา ก็ทำให้ศาสนาบริสุทธิ์ และเจริญอย่าง ถูกต้องตามความประสงค์ ของพระพุทธองค์. ตายแล้วก็ยัง ไปสวรรค์. เงินดีมันทำให้ดีตลอด เช่นนี้ ส่วนเงินพลอยได้ ที่ได้มาจากการทำชั่วและเป็น "เงินชั่ว" นั้น มันกับตรงกันข้ามอย่างหน้าเป็นหลัง, คือ ทำให้เจ้าของเงินเป็นคนชั่วเพราะเงินมาชั่ว. เอาไปเลี้ยง ร่างกายแม้อย่างถูกต้อง (คือมิใช่เอาไปซื้อแม่โขงหรือ สำมะเลเทเมาอย่างอื่น ฯลฯ) มันก็ยังทำให้เป็นร่างกายชั่ว. เลี้ยงลูก ก็ทำให้ลูกพลอยชั่วโดยไม่รู้สึก. เลี้ยงเมีย ก็พลอย ทำให้เมียมีส่วนชั่ว. เลี้ยงพ่อแม่ที่แก่เฒ่า ก็พลอยทำให้พ่อแม่ ชั่ว. เอาไปทำบุญก็ทำให้ศาสนาพลอยเศร้าหมอง และเป็น ที่ตั้งแห่งความดูหมิ่นของคนในศาสนาอื่น. ตายแล้วก็ยังไป นรกกันทั้งพวก เงินชั่วมันก็ชั่วตลอดสาย เช่นนี้ แล้วมัน จะมีทางสับสนปนเปกันอย่างไร. ใครบ้างมีอานุภาพมาแก้ไข กฎอันนี้. แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ท่านก็ทรงรับ ว่า ไม่ทรงสามารถแก้ไขกฎอันนี้ คือกฎที่ว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว" เพราะมันมิได้เป็นกฎที่พระองค์ทรงตั้งขึ้น เหมือนวินัยต่าง ๆ ซึ่งอาจแก้ไขได้, แต่มันเป็นกฎของความ จริง กฎของธรรมชาติอันเด็ดขาด ซึ่งธรรมชาติเองก็ไม่ สามารถแก้ไขได้อีกเลย. ขอให้พวกเราทั้งหลายจงปราศจาก การลังเลในข้อที่ว่า "ทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว” นี้โดยสิ้นเชิงเถิด สรุปความในข้อนี้อีกครั้งหนึ่งอย่างสั้น ๆ ว่า :- ทำดี ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทำชั่ว ก็ชั่วเสร็จ

น.511 ๑๐๗ แล้วตั้งแต่เมื่อทำเสร็จ. ทั้งนี้ เพราะว่า มันดีหรือชั่วอยู่แล้ว ในตัวการกระทำที่เรากระทำกันทั้งทางกาย วาจา และใจ. ส่วนผลพลอยได้ที่เป็นเงินทองหรือชื่อเสียงนั้น มันไม่แน่ บางทีมันก็ได้ บางทีมันก็ไม่ได้ ทั้งฝ่ายการทำดีและทำชั่ว เพราะเหตุว่า มันเป็นเพียงผลพลอยได้ . แต่มันไปแน่ดักอยู่ ข้างหน้าอย่างเด็ดขาดอีกชั้นหนึ่งว่า ถ้าเงินนั้นพลอยได้มา จากการทำดีก็เป็นเงินดี. ถ้าพลอยได้มาจากการทำชั่วก็เป็น เงินชั่ว. ชื่อเสียงที่พลอยได้มาจากทำดีก็เป็นชื่อเสียงแท้หรือ บริสุทธิ์. ถ้าชื่อเสียงพลอยได้มาจากการทำชั่วก็เป็นชื่อเสียง เก๊. เงินดีทำให้เจ้าของเป็นคนดี. ลูกเมียพ่อแม่ที่พลอย ได้รับเลี้ยงก็พลอยเป็นคนดี. ทำศาสนาให้บริสุทธิ์และเจริญ ในเมื่อเอาไปบำรุงพระศาสนา. ตายแล้วไปสวรรค์กันทั้งคณะ. เงินชั่วนั้น ทำเจ้าของให้เป็น " ผีผู้สูบเลือดเพื่อนมนุษย์ " เพราะเป็นเงินที่บีบบังคับเอามาจากเจ้าของที่ไม่ประสงค์ จะให้, และได้มาโดยวิธีอันเร้นลับ ทำนองเดียวกับผีที่แอบ สูบเลือดมนุษย์. เมื่อเอาไปเลี้ยงลูกเมียพ่อแม่ ก็พลอยทำให้ กลายเป็นผีสูบเลือดมนุษย์กันทั้งพวก, ทำให้ศาสนาถูกดูหมิ่น เมื่อเอาไปบำรุงศาสนา ตายแล้วไปนรกกันทั้งคณะ (หรือ พูดภาษาผีก็ว่าทั้งโขยง) . แล้วเราจะเอามาสับเปลี่ยนกันได้ อย่างไร. ทำดี ดีตลอดไปแต่ต้นจนอวสาน, ทำชั่วก็ชั่วตั้งแต่ ต้นจนอวสานโดยเด็ดขาดแน่นอนเสมอ . เมื่อเรามีความเชื่อเด็ดขาดลงไปว่า ของจริงยังคงเป็น ของจริงอยู่เสมอจนตลอดอนันตกาลแล้ว เราจงพยายามชำระ

น.512 ๑๐๘ สะสางสิ่งที่ไม่ดีถ้าหากมันมีอยู่, และพยายามทำแต่สิ่งที่ดีให้ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงที่สุดแห่งความดี และลุถึงพระนิพพาน ได้ในที่สุด. ขออย่าได้ถือเสียว่าอุดมคตินั้นกินไม่ได้ เงินซื้อ อะไรกินได้. ที่แท้แล้ว อุดมคตินั้นมันยิ่งกว่าสิ่งที่กินได้อย่าง ที่จะเปรียบกันไม่ได้เลย เพราะอย่างน้อยที่สุด อุดมคติ นั่นแหละ จะอำนวยให้ซึ่งความเป็นมนุษย์อันถูกต้อง อำนวย ให้ซึ่งความเป็นข้าราชการอันถูกต้อง และอยู่ในฐานะเป็น ปูชนียบุคคลแทนฐานะแห่งการเป็นลูกจ้าง , อำนวยให้ซึ่ง ความเป็นพุทธบริษัทที่ถูกต้อง มีความสุขทั้งโลกนี้และโลก หน้าเป็นรางวัล รวมทั้งอำนวยให้ซึ่งเงิน และชื่อเสียงอย่าง เหลือหลาย และเป็นเงินดีชนิดที่จะไม่ทำให้เจ้าของต้องกลาย เป็นผีผู้สูบเลือดมนุษย์ไป. ในที่สุดนี้ ขอวิงวอนเพื่อนข้าราชการทั้งหลายว่า จง อย่าได้ประมาท. จงตั้งอยู่ในเหตุผล. จงยึดถือของจริง. จง พยายามรักษาอุดมคติแห่งหน้าที่การงานของตนให้เกิดผล สมกับสมญาแห่งหน้าที่การงานนั้น ๆ. เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องมีใครมาอ้างคุณพระรัตนตรัย แล้วอวยพรให้แก่ท่าน เพื่อความสุขความเจริญของท่านดอก ท่านก็จะมีความสุข ความเจริญอันสมบูรณ์แท้จริง เพราะความดีที่ทำกันนั้นเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียเองแล้ว . คนสมัยนี้มัว แต่อะไร ๆ ก็อ้างคุณพระรัตนตรัย แต่แล้วก็มีการกระทำที่ ขบถต่อพระรัตนตรัยอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จึงได้รับแต่ การโกลาหลวุ่นวาย. เราเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ก็ต้องทำ

น.513 ๑๐๙ ตามคำสอนของพระองค์ คือทำดีด้วยการยึดหลัก ทำดีได้ดี แล้วจะต้องไปพึ่งขอพรจากใครทำไม. ขอให้ท่านคิดพึ่ง ตนเองตามคำสอนของพระองค์ แล้วเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ ทุกเมื่อเถิด จงประสบสิ่งอันพึงปรารถนาแท้จริงโดยครบถ้วน เอง. ด้วยเหตุนี้แล อาตมาจึงไม่อ้างคุณพระรัตนตรัยแล้ว ทำการอวยพรแก่ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ใหญ่ ได้ผ่านการศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว. แต่อาตมาขอยืนยัน ในที่สุดเป็นเครื่องกันลืมแก่ท่านทั้งหลายว่า ผลที่เราประสงค์ จำนงหวังทั้งหมดนั้น จะเกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นมาครบถ้วน ก็ด้วยอำนาจที่เราทั้งหลาย ยังคงมีความเชื่อ และความ เลื่อมใสตั้งอยู่ในคุณพระรัตนตรัยไม่คืนคลายนั้นแล. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลาขอยุติไว้เพียงนี้. เอวํก็มีด้วยประการฉะนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต