Buddhadasa.org

เทศนาและโอวาท ตอนที่ ๕ — ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก

เทศนาและโอวาท — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เทศนาและโอวาท (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.515 นโม ตฺสส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทฺธสฺส ชิคจุฉา ปรมา โรคา สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา อโรคฺยา ปรมา ลาภา นิพฺพานํ ปรมํ สุขนฺติ (บาลี ธ. ขุ. ไตร. ล. ๒๕/๔๒/๒๕). ณ บัดนี้ อาตมาภาพจะได้วิสัชนา พระธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อ และวิริยะความพากเพียร ของท่าน ทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในพระ ศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้ง หลายในโลกนี้, กว่าจะยุติลงด้วยเวลา. ธรรมเทศนาในวันนี้ นับว่าเป็นธรรมเทศนาในอภิลัก- ขิตสมัย คือจัดขึ้นเป็นพิเศษปรารภเหตุที่ท่านทั้งหลาย มีท่าน ประธานคณะกรรมการเป็นเจ้าภาพ ได้จัดให้มีกุศลวิธีมีประ- การะต่าง ๆ ขึ้นในสถานะที่นี้ เพื่อสำเร็จประโยชน์แก่สถาน ที่นี้ อันเป็นสถานที่บำบัดทุกข์ของภิกษุสามเณรผู้อาพาธ แล้วยังมีสมานฉันท์ร่วมกันในอันที่จะประกอบการกุศลส่วน ๑๑๓

น.516 ๑๑๔ ธรรมมัสสวนมัย คือการสดับตรับฟังธรรมเทศนา อันนับว่า เป็นบุญกิริยาอีกส่วนหนึ่ง. อาตมาได้นำเอาพระพุทธภาษิตของพระผู้มีพระภาค เจ้า ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น มาเป็นหัวข้อสำหรับบรรยาย ธรรมเทศนาในวันนี้ เพื่อจะชี้ใจความสำคัญสักข้อหนึ่ง ให้ เราท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทได้เล็งเห็น อันเกี่ยวกับ สถานที่นี้. ถ้าจะสรุปหัวข้อของธรรมเทศนาในวันนี้แล้ว ก็อยากจะเรียกว่า จะได้บรรยายเรื่อง " ศาสนาคือโรงพยาบาล ของโลกเป็นอย่างน้อย ." ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงได้ สังเกตคำว่า " เป็นอย่างน้อย"! เพราะอาตมาได้กล่าวว่า ศาสนาเป็นโรงพยาบาลโลก แล้วก็มีคำว่า " เป็นอย่างน้อย " อยู่ในตอนท้ายด้วย. ขอให้เราได้พินิจพิจารณาในสิ่งที่เรียก ว่า " ศาสนา ๆ " นี้ ให้เข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อน แล้วท่านจะ เข้าใจในข้อต่อไปที่ว่า " ศาสนาเป็นโรงพยาบาลของโลก " ได้อย่างไรสืบไป. แล้วในที่สุดก็จะเข้าใจในคำว่า " เป็น อย่างน้อย " อีกต่อหนึ่ง. ในวาระแรกนี้ อาตมาจะได้บรรยายในส่วนที่ว่า " ศาส- นา คืออะไร เป็นอันดับแรก. สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ๆ ในที่นี้ อาจจะมีความหมาย ไม่ตรงตามที่ท่านทั้งหลายคิดนึกกันอยู่ก็ได้ เพราะว่าโดยทั่ว ไป บุคคลย่อมเข้าใจว่า ศาสนาคือคำสั่งสอน แต่ในบัดนี้ อาตมาจะได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า " ศาสนา ๆ " ในฐานะที่มิใช่คำสั่งสอนไม่ใช่เป็นคำสั่งสอนแต่เป็นสิ่ง

น.517 ๑๑๕ หนึ่ง ซึ่งต่างหากจากคำสั่งสอน และขอยืนยันว่าเป็นตัว ศาสนาที่แท้จริง. ศาสนาในฐานะที่เป็นคำสั่งสอนนั้น หาใช่ ตัวศาสนาที่แท้จริง หรือตัวแท้ของศาสนาไม่. "ตัวแท้ของ ศาสนา" นั้น เป็นตัวการปฏิบัติ หรือตัวการกระทำอันเป็นไป เพื่อความพ้นจากความทุกข์ หรือสิ่งที่สัตว์นั้น ๆ ไม่พึง ปรารถนา. เอาใจความแต่เพียงสั้น ๆ ก็มีอยู่ว่า ศาสนาคือตัว การกระทำเพื่อให้หลุดพ้นไปจากอันตรายที่ตนไม่ปรารถนา เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งในความข้อนี้ เราจะได้วินิจฉัยกัน ในเรื่องราวต่าง ๆ ทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับคำว่า " ศาสนา ." แต่ อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นอย่างลึกซึ้งลงไป ในส่วนที่ว่าศาสนา หรือสิ่งที่เรียกกันว่าศาสนา ได้เกิดขึ้นมาในโลกนี้อย่างไร เสียก่อน. ในชั้นต้นนี้ ขอให้เอาใจใส่กับสัญชาตญาณ หรือ ความรู้สึกอย่างธรรมดาสามัญของสัตว์สักข้อหนึ่ง คือข้อที่ ว่าสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเกลียดกลัวต่ออันตราย มีความรู้สึกที่จะ หลบลี้หนีจากอันตราย หรือที่เรียกง่ายๆ ว่ามีการหนีภัยเป็น ธรรมดา. ไม่มีสัตว์ที่มีชีวิตเหล่าใดประเภทใด ที่ปราศจาก ความรู้สึกอันนี้. ชีวิตแต่ละชีวิตย่อมมีความรู้สึกที่จะหลบลี้หนี อันตรายทุกสิ่งทุกอย่าง ตามที่ตนมองเห็น จนกระทั่งเป็น สัญ- ชาตญาณ คือความรู้สึกที่ไม่ต้องมีเจตนา ก็เกิดขึ้นได้เอง แล้วก็กระทำไปได้เองในตัวเสร็จโดยไม่ต้องมีเจตนาหรือ โครงการอย่างนั้นอย่างนี้ ย่อมทำการหลบหนีภัยไปด้วย อำนาจสัญชาตญาณนั้น ในขณะนั้นโดยเร็วพลัน. ลักษณะ อย่างนี้แหละเป็นสิ่งที่ควรสังเกตและพินิจพิจารณาเป็นอย่าง

น.518 ๑๑๖ ยิ่ง เพราะจำทำให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา ๆ" ได้เป็นอย่าง ดี. เมื่อเป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมประกอบอยู่ ด้วยสิ่งที่เรียกว่าสัญชาตญาณ คือความรู้สึกที่จะหนีอันตราย ดังนี้แล้วเราย่อมกล่าวได้ หรือเชื่อถือได้ โดยไม่ต้องกลัวผิด อีกว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมพยายามในอันที่จะหลบลี้หนี จากอันตราย คือการลี้ภัย หรือหนีจากความทุกข์ ; เพราะ ฉะนั้น จึงมีระบอบแห่งการกระทำ ตามสมควรแก่ความคิดนึก หรือสติ ปัญญาของสัตว์นั้น ๆ หรือของ สิ่งที่มีชีวิตนั้น ๆ แม้ว่า จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในระดับต่ำต้อยเพียงไรก็ตาม ย่อมมีการ กระทำด้วยกาย ด้วยใจ ในอันที่จะหลบลี้หนีภัยดังกล่าว แล้ว, กิริยาที่หลบลี้หนีภัยนี้ จึงพลอยกลายเป็นสัญชาตญาณ ตามไปด้วย และ การกระทำเพื่อให้รอดจากอันตรายนี้เอง คือตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ในที่นี้ ซึ่งเราจะได้พิจาร- ณากันให้แยบคายสืบไป. แต่ขอให้สนใจที่จะพินิจพิจารณา ไปตั้งแต่ต้น ให้รู้จักตัวสัญชาตญาณ คือการลี้ภัย หรือหนี ภัย หรือการพยายามเพื่อจะให้พ้นจากภัย จากอันตรายจน กระทั่งมองเห็นได้ว่า แม้แต่สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเบี้ยว เช่นปูซึ่งมีวิธีวิ่งหนีลงรู เพื่อให้พ้นจากอันตราย ว่านั่นก็คือ ศาสนาของมัน. การที่กล่าวเช่นนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่น่าขบขันหรือน่าหัว เราะก็ได้ แต่อาตมาขอให้ท่านทั้งหลายสนใจ และได้พินิจ จารณาดูให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า กิริยาที่จะเอาตัวให้รอดนี่ แหละ ชื่อว่า “ศาสนา." แม้ว่าสัตว์เหล่านั้น จะพูดจากันไม่

น.519 ๑๑๗ ได้ คือว่าไม่มีปาก ไม่มีลิ้น ไม่มีเสียงจะพูด แต่ก็สามารถจะ สอนศาสนาให้แก่กันและกันได้ ด้วยการทำตัวอย่างให้ดู หรือว่าเพราะสิ่งนี้มีมูลฐานอันตั้งอยู่บนสัญชาตญาณคือการ หนีภัย เพราะฉะนั้น มันจึงทำเป็นกันอยู่ในระดับหนึ่งเป็นส่วน น้อย แล้วก็ขยายสูงขึ้นไปตามสติ ปัญญาตามกำลัง. สูงขึ้น มาถึงสัตว์ที่ฉลาดกว่าเปี้ยวกว่าปู สัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิดเหล่า นั้น ต่างก็มีวิธีที่จะหลบลี้หนีอันตรายของตน ๆ กระทั่งสูงขึ้น มาถึงคน หรือสัตว์ชนิดที่พอจะเรียกได้ว่าคนในอันดับ แรก ซึ่งจะเรียกว่าคนป่าหรือคนอะไรก็สุดแท้, คนเหล่านั้น ก็ไม่วายที่จะมีวิธีสำหรับหนีอันตรายของตน ๆ, จนกระทั่งถึง คนที่เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป, จนกระทั่งถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าเกิด ขึ้นในโลกซึ่งก็มีระบบวิธีการกระทำเพื่อให้พ้นจากอันตราย ของตน ๆ. ความแตกต่างกันจึงอยู่ที่ว่า แล้วแต่ว่าสัตว์หรือสิ่ง ที่มีชีวิตนั้น ๆ เห็นว่าอะไรเป็นอันตราย. สัตว์ที่มีสติปัญญา น้อย เช่นเปี้ยวหรือปู ก็เห็นอันตรายซึ่งอยู่ในระดับต่ำ หรือที่ เล็กน้อยไปตามส่วน. สัตว์ที่มีชีวิตอันวิวัฒนาการสูง ขึ้นมา ตามลำดับก็มองเห็นสิ่งที่เรียกว่าอันตรายนั้น ๆ ประณีตหรือ สูงขึ้นมาตามลำดับ ๆ กระทั่งถึงสัตว์ที่สูงขึ้นมาในขนาดที่ เรียกกันว่าคน. คนยิ่งมีวิวัฒนาการทางจิตสูงขึ้นไปเท่าไร ก็มองเห็นสิ่งที่เรียกว่าอันตราย หรือความทุกข์สูงตามขึ้นไป เท่านั้น. วิธีที่จะหลบลี้หนีอันตรายหรือความทุกข์นั้น ก็พลอย สูงตามขึ้นไปด้วย. นับตั้งแต่คนที่มองเห็นอันตรายทางกาย เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ก็มีวิธีทำให้พ้น เห็นว่าความยากจน

น.520 ๑๑๘ เป็นความทุกข์หรืออันตราย ก็มีวิธีทำให้พ้นจากความยาก ความจนเหล่านี้เป็นต้น แล้วแต่ว่าสัตว์หรือบุคคลนั้น ๆ มอง เห็นว่าสิ่งใดเป็นอันตรายหรือความทุกข์. เราจะเกณฑ์ให้สัตว์ ทั้งหลายมีความรู้สึกเท่ากันและเสมอกันนั้นไม่ได้ : สัตว์ทั้ง หลาย จะต้องมีสติปัญญาเป็นของ ๆ ตนโดยเฉพาะ มองเห็น ความทุกข์หรืออันตรายนั้น ๆ ตามส่วนแห่งความสามารถ ของสติปัญญาของตน เพราะฉะนั้นระเบียบหรือวิธีต่าง ๆ ที่ จะให้พ้นจากอันตรายหรือความทุกข์ ซึ่งได้เกิดมีขึ้นในโลก นี้ เป็นลำดับ ๆ มานั้น จึงอยู่ในฐานะที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากัน เป็นลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงสมัยที่คน, แม้ในสมัยก่อนพระพุทธ เจ้า คือก่อนพุทธกาล คนเหล่านั้นก็ได้รู้สึกว่า ความทุกข์หรือ อันตรายที่คนทั้งหลายพากันกลัวกันนักนั้น ยังโง่เกินไป ยังต่ำเกินไป. ความทุกข์หรืออันตรายที่น่ากลัวนั้น คือเรื่องที่ เกี่ยวกับทางใจ โดยเฉพาะก็คือกิเลส. ผู้มีปัญญาเหล่านี้ ได้มองเห็นกิเลสว่าเป็นอันตรายหรือ ความทุกข์ ยิ่งกว่าอันตรายภายนอกชนิดที่คนในกาลก่อนเคย กลัวกันมา, เพราะฉะนั้น จุดที่มุ่งหมายของการที่จะบำบัด อันตรายของคนชั้นนี้ จึงได้หันมาพิจารณากันในทางจิต ทางใจ หรือที่เรียกกันว่าในทางภายใน. ยิ่งคิดค้นไป ก็ยิ่ง พบอันตรายในภายในคือกิเลสนั้นมากขึ้น ๆ จนถึงขั้นที่ ละเอียดประณีตที่สุด ซึ่งต้องอาศัยสติปัญญาความสามารถ ของพุทธบุคคล มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้เป็นผู้พิจารณา

น.521 ๑๑๙ เห็น และเป็นผู้หาทางแก้ไขในที่สุด เราจึงได้ระบบหนีภัย หรือหลบจากอันตราย หรือพ้นจากความทุกข์ ชนิดที่สูงสุด เด็ดขาด คือทำลายกิเลสอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง ให้หมดสิ้นไป สำเร็จรูปเป็นระบบวิธีกระทำให้หลุดพ้นจาก ความทุกข์ดังที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสั่งสอน. เพราะฉะนั้น เราควรจะถือว่า ตัวการกระทำเพื่อให้หลุดพ้น จากความทุกข์นั่นเอง คือตัวแท้ของศาสนา. ส่วนคำบอกเล่า ซึ่งกันและกัน อันเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ, นั้นเป็นเพียงคำบอกเล่า หรือคำบรรยาย หรือคำกล่าวถึงตัวแท้ของศาสนา หาควร จะถือว่าเป็นตัวแท้ของศาสนาอยู่ที่คำพูดหรือคำสั่งสอนนั้น ไม่ เพราะว่า ตัวแท้ของศาสนานั้น อยู่ที่ตัวการกระทำเพื่อ ให้เกิดการรอดพ้นจากความทุกข์หรือสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา เท่านั้น. แม้จะมีระดับต่ำต้อยอยู่ในระดับศาสนาของเปี้ยว ของปู ก็ขออย่าได้ดูหมิ่น ดูถูก ดูแคลน แต่ประการใดเลย เพราะว่าสิ่งที่มีชีวิตเพียงระดับนั้น มีความรู้สึกเพียงเท่านั้น มีสติปัญญาเพียงเท่านั้น น่าชมเชยเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว ที่รู้จัก เอาตัวรอดได้. สัตว์ที่สูงขึ้นมากว่าเปี้ยวกว่าปู กระทั่งถึง สัตว์ที่ใกล้คนที่สุด เช่นประเภทลิงเป็นต้น จนกระทั่งถึงคนป่า จนกระทั่งถึงคนธรรมดา จนกระทั่งถึงบุคคลที่เจริญถึงที่สุด เหล่านี้ล้วนแต่มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันทั้งนั้น ในการ กระทำที่เอาตัวรอด. ถ้าเราจะพิจารณาดูโดยหลักนี้ ด้วย น้ำใจที่เที่ยงตรงเป็นธรรม ไม่ลำเอียงแล้ว เราจะเห็นว่า ศาสนาทุก ๆ ศาสนานั้น คือสิ่ง ๆ เดียวกัน อย่าว่าแต่ศาสนา

น.522 ๑๒๐ ของมนุษย์ต่างชาติ ต่างภาษากันเลย แม้ศาสนาของคนทั้ง โลกก็เป็นอันเดียวกัน กับศาสนาของเปี้ยวของปู : การที่เรา ยอมยกระบบเหล่านี้ คือเอาการหนีอันตรายของเปี้ยวของปู ขึ้นมาเป็นศาสนานี้ก็เพราะว่า สัตว์ในอันดับนั้น ไม่มีสมรรถ ภาพในความคิดนึกหรือสติปัญญา แต่ก็มีชีวิตหรือสัญชาตญาณ ที่จะพ้นจากภัยเท่ากัน หรือเหมือนกันกับที่เราต้องประสงค์ อยู่ในบัดนี้. ด้วยเหตุนี้แหละ พระศาสนาขององค์สมเด็จ พระศาสดาจึงได้วางหลักให้แผ่เมตตาถึงสัตว์ทั้งหลาย ที่มี ชีวิตโดยสม่ำเสมอกัน ไม่ได้ยกเว้นบุคคลใด ว่าสูงต่ำแต่ ประการใด ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเอาตัวรอดได้ พ้นจาก ความทุกข์ได้ ในลำดับเดียวกัน ดังนี้. เท่าที่กล่าวมานี้ ย่อม ชี้ในส่วนความจริง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติว่า ความ สำคัญหรือสิ่งสำคัญ หรือสิ่งที่จะควรถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุด ของบรรดาสิ่งที่มีชีวิตนั้น ก็คือการกระทำที่ทำให้เกิด ความรอดพ้นให้แก่ตัวเองนั่นเอง : อันนี้คือ "ตัวแท้ของ ศาสนา." ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันตามทางแห่งพระคัมภีร์ หรือหลักฐานที่มาในพระคัมภีร์ หรือที่เรียกกันว่าหลักเกณฑ์ ตามที่มาแห่งพระคัมภีร์อีกต่อไปว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น จะได้แก่ตัวการกระทำจริงหรือไม่ หรือว่าสิ่งที่เรียกว่าตัว ศาสนานั้น เป็นเพียงคำพูดหรือคำสั่งสอน. สิ่งที่อาตมาจะขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนเกิดความสนใจ มีความสนใจ ในขั้นต้น ก็คือว่า ในพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้น

น.523 ๑๒๑ เราจะหาคำว่าศาสนา ๆ นี้ได้ยากเต็มที พอจะกล่าวได้ว่า มีเพียงคำสองคำเท่านั้นเอง แต่เราจะพบคำอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ มากมาย และตรงกับคำที่เราพูดกันอยู่ในภาษาไทยปัจจุบัน นี้ว่า "ศาสนา." พูดใหม่อีกทีหนึ่งก็คือว่า คำที่เราพูดกันอยู่ ในบัดนี้ อย่างมากมายที่สุดว่า "ศาสนา ๆ” เช่น ส่งพระไป ประกาศศาสนา ดังนี้เป็นต้นนั้น คำว่าศาสนา-ศาสนาเช่นนี้ ยากที่จะหาพบได้ในพระไตรปิฎก มีอยู่เพียงคำสองคำเท่านั้น. แต่มีคำอื่นโดยเฉพาะที่อยากจะให้สนใจก็คือคำว่า "พรหม- จรรย์" แทน. เมื่อพระพุทธเจ้าทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป ประกาศสิ่งที่เราเรียกกันในบัดนี้ว่า "ศาสนา" นั้น พระองค์ ตรัสสั่งให้ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นให้ไปประกาศพรหมจรรย์ ไม่ใช่ไปประกาศศาสนา. "พรหมจริยํ ปกาเสถ" เป็นภาษา บาลีว่าดังนี้, แปลว่า เธอทั้งหลายจงไปประกาศพรหมจรรย์. เมื่อพิจารณาดูว่า คำว่าพรหมจรรย์ ๆ คืออะไรแล้ว เราจะ เห็นได้ว่า คำว่า พรหมจรรย์ ๆ นี้ มิได้หมายถึงตัวคำสั่งสอน เลย. คำว่าพรหมจรรย์ ๆ นั้น หมายถึงระบอบแห่งการ กระทำระบอบหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำอันประเสริฐ. ที่ ประเสริฐก็เพราะว่าทำให้พ้นจากความทุกข์ได้. การส่ง ภิกษุทั้งหลายให้ไปประกาศพรหมจรรย์นั้น ก็หมายถึงการ ให้ไปประกาศพรหมจรรย์นั้น ก็หมายถึงการให้ไปประกาศ แบบแผนแห่งการครองชีวิต หรือการมีชีวิตอยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งความทุกข์ไม่อาจจะครอบงำได้. แบบแห่งการครองชีวิต ชนิดที่ความทุกข์ไม่อาจจะครอบงำได้นั่นแหละ คือ พรหม-

น.524 ๑๒๒ จรรย์ ซึ่งหมายถึงการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ สำเร็จอยู่ที่เนื้อที่ตัวของบุคคลผู้ประพฤตินั้น ๆ จนความทุกข์ มิอาจจะเข้าครอบงำย่ำยีได้ อันนั้น เรียกว่า "พรหมจรรย์" พระพุทธเจ้าท่านทรงส่งพระสาวก ชุดแรก ออกไปประกาศ พรหมจรรย์ ด้วยคำว่า "พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ." เราจะหา ไม่พบในพระไตรปิฎกที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสให้ภิกษุ ไป ประกาศศาสนาโดยบาลีว่า สาสนํ ปกาเสถ เลย. แต่คำว่า ศาสนานี้เผอิญเราใช้กันในประเทศไทย ; และเราเอาคำนี้ มาใช้แทนคำว่าพรหมจรรย์. และเผอิญคำว่า " ศาสนา ๆ" คำนี้ โดยตัวหนังสือนั้น แปลว่า “คำสั่งสอน" เราก็เลย เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ตามความหมายของพระพุทธ องค์นั้น เป็นคำสั่งสอนไป ซึ่งเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวง. สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ๆ ตามความหมายของพระพุทธองค์ นั้น คือ การกระทำ โดยเฉพาะก็คือพรหมจรรย์ ดังกล่าวแล้ว นั่นเอง. เพราะฉะนั้นแหละเราควรจะเข้าใจตัวแท้ของศาสนา หรือสิ่งที่เป็นศาสนาตัวแท้ ว่าเป็นการกระทำ จึงจะถูกต้อง ตรงตามความจริง ซึ่งเป็นอยู่ในพุทธศาสนา. อาจจะมีผู้ที่มีความคิด เกิดสงสัยขึ้นว่า ก็คำว่าศาสนา ๆ ซึ่งมีใช้อยู่ในพระบาลีแม้เพียงแห่งหนึ่ง หรือสองแห่งโดย เฉพาะที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่มากว่า "สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมุปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน- สาสนํ" นั่นย่อมแสดงว่าอาจจะถือตามตัวหนังสือได้ว่า สาสนะหรือศาสนา ในที่นี้ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า

น.525 ๑๒๓ ทั้งหลายมิใช่หรือ ? ถึงอย่างนั้นอาตมาก็จะขอให้พิจารณา กันให้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นไปอีกซึ่งในที่สุดก็จะพบว่า แม้ คำว่าศาสนา ๆ ในที่นี้ ก็หมายถึงการกระทำอยู่อีกนั่นเอง. ขอให้พิจารณาถึงคำแปลของพระบาลีนี้เป็นลำดับทีละข้อ : สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่กระทำความชั่วทุกอย่าง ; กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำความดีให้ครบถ้วน ; สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ขาวรอบ ; เอตํ พุทฺธาน สาสน์ ๓ อย่าง นั่นคือ "ศาสนา" ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายดังนี้. การไม่ทำชั่ว การทำดี การทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว นั่นคือ "ศาสนา" ของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ! ขอให้ท่านฟังดูเถิดว่า สิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้น คือตัวคำสั่งสอนหรือตัวการกระทำ, ในเมื่อ พระพุทธองค์ตรัสว่าการกระทำ ๓ อย่างนั้น คือ "ศาสนา" ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ฟังดูแล้ว การกล่าวเช่นนี้ คล้าย ๆ เป็นการเล่นสำนวน หรือเล่นลิ้น. แต่ตามความจริงหรือเหตุผลนั้น เราพอจะทราบ ความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าได้ดีทีเดียว ว่าพระองค์ทรง มุ่งหมายเอาการกระทำ ให้เป็นตัวสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. หาใช่ตัวคำสั่งสอน หรือเสียงที่พูดนั้นไม่. ข้อนี้เราจะมอง เห็นได้สืบไปว่า การเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะการดิ้นได้ หรือการพลิกแพลงในการใช้คำของภาษาทุกภาษา ซึ่งอาตมา จะขอร้องให้ท่านทั้งหลาย มีความสนใจเพื่อหยิบขึ้นเปรียบ เทียบดู. ยกตัวอย่างในภาษาไทยเรา ที่ง่าย ๆ ที่สุด เช่น คำว่า "โต๊ะ " คำว่า โต๊ะ นั้น โดยทั่วไป ย่อมหมายถึงสิ่งที่

น.526 ๑๒๔ ทำด้วยไม้บ้าง ด้วยเหล็กบ้าง แล้วแต่กรณี. แต่ในที่ที่จะเป็น ประโยชน์ เป็นจริงเป็นจังกันแล้ว คำว่าโต๊ะหาหมายถึง ไม้หรือเหล็กนั้นไม่ แต่หมายถึงสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ เช่นใน ประโยคว่า "ไปเลี้ยงโต๊ะ" "ไปกินโต๊ะ" ดังนี้ คำว่าโต๊ะนั้น ย่อมหมายถึงอาหารไม่หมายถึงวัตถุเช่นเหล็กหรือไม้ ที่ ประกอบกันขึ้นเป็นโต๊ะนั้น. ในภาษาไทยเรา ย่อมมีความดิ้น ได้ของความหมายของถ้อยคำเช่นนี้ อยู่มากมายทั่วไปฉันใด : ภาษาอื่นก็เช่นเดียวกัน. เพราะฉะนั้น ในการที่ไปยืมเอา คำว่าศาสนา ๆ ในภาษาบาลี มาใช้อย่างภาษาไทย จะเอา ความหมายแต่ตามตัวหนังสือว่าคำสั่งสอน และมายึดถือเอา เป็นคำสั่งสอนเสียเรื่อยไปเช่นนี้ ก็จะได้ผลเช่นเดียวกับที่ ถ้าจะยึดถือว่า คำว่าโต๊ะหมายถึงไม้หรือเหล็กที่ประกอบเป็น โต๊ะ แต่อย่างเดียวเสียเสมอไปดังกล่าวแล้ว. ขอให้ถือว่า มันเป็นการดิ้นได้ของภาษาแม้จะเป็นภาษาบาลี. โดยเฉพาะ คำว่าศาสนานี้ ตามภาษาปกติย่อมจะหมายถึงคำสั่งสอนหรือ เสียงที่สั่งสอน ; แต่ที่เป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนาแล้วศาสนา ย่อมหมายถึงตัวการกระทำ หรือที่พระองค์ตรัสเรียกว่า “พรหมจรรย์" เท่านั้น ! ทีนี้อีกทางด้านหนึ่ง ถ้าเราจะหันไปพิจารณากัน ตาม หลักธรรมะที่สอนกันอยู่โดยทั่วไปที่พระอาจารย์ทั้งหลาย ได้สอนสืบ ๆ กันมา จนกระทั่งบัดนี้ว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ๆ นั้นแยกได้เป็น ๓ อย่าง หรือ ๓ ลำดับด้วยกัน : ปริยัติศาสนา หมายถึงศาสนาในส่วนปริยัติ : ปฏิปัตติศาสนา หมายถึง

น.527 ๑๒๕ ศาสนาในส่วนปฏิบัติคือการกระทำ : ปฏิเวธศาสนา หมายถึง ศาสนาในส่วนที่เป็นผลของการกระทำ. ปริยัติศาสนาก็คือ ตัวการเล่าเรียนตลอดถึงคำสั่งสอนนั้น ๆ เป็นตัวศาสนา ; ปฏิปัตติศาสนา ก็หมายถึง ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งได้แก่การ กระทำลงไปจริง ๆ ทางกาย วาจา ใจ เพื่อให้เกิดความ บริสุทธิ์สะอาด สว่างไสวแจ่มแจ้ง สงบเย็น. การกระทำเพื่อ ให้ได้รับผลอย่างนี้ เรียกว่าปฏิบัติ ; นี้เป็นปฏิปัตติศาสนา. ส่วนปฏิเวธศาสนานั้น ย่อมหมายถึงผลของการกระทำคือ หมายถึงมรรค ผล นิพพาน หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบเย็น ที่ได้รับนั้น เป็น ตัวศาสนา. โดยสรุปแล้ว, เราจะเห็นได้ว่า ของ ๓ อย่างนี้ เนื่องกัน : ปริยัติเป็นหลักวิชา ; ปฏิบัติคือการกระทำ ; ปฏิเวธคือผลที่ได้รับจากการกระทำที่ทำสำเร็จไปแล้ว ; ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะแยกกันเลย. เมื่อคำว่าศาสนาหมายได้ ถึง ๓ อย่างดังนี้แล้ว ผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย ท่านมุ่งหมาย เฉพาะส่วนกลาง คือ "ปฏิปัตติศาสนา" ว่า เป็นตัวสำคัญของ ศาสนา, ว่าเป็นตัวแท้ที่ควรจะยกขึ้นเป็นเจ้าของ ๆ คำว่า ศาสนา, ซึ่งได้แก่การกระทำ เพื่อให้รอดพ้นจากความทุกข์ นั่นเอง, และตรงกับคำว่า "พรหมจรรย์" ในประโยคที่ พระองค์ตรัสว่า "เธอทั้งหลายจงไปประกาศพรหมจรรย์" นั้นเป็นอันเดียวกันทีเดียว. เมื่อเราอาศัยหลักธรรมะหมวดนี้ เป็นเครื่องพิจารณา แล้ว เราก็จะเห็นได้ว่าคำ ๆ กลาง คือ ปฏิปัตติศาสนา

น.528 ๑๒๖ นั่นแหละคือตัวแท้ของศาสนา. ส่วนข้อต้นคือ ปริยัติศาสนานั้นทำอย่างไรเสีย ก็ต้องเนื่องอยู่กับตัวปฏิบัติ. เพราะว่าอย่างน้อยเราก็ต้องได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงจะได้เกิดการปฏิบัติ. ส่วนศาสนาตัวหลัง คือปฏิเวธ ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัตินั้น ทำอย่างไร ก็ต้องเนื่องอยู่กับการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติทั้งปวง ย่อมไม่เปล่าจากผลเลย. เราจึงควรสรุปเอาใจความสำคัญของคำว่าศาสนา ว่าได้แก่ตัวการประพฤติปฏิบัติหาใช่เป็นแต่เพียงตัวคำสั่งสอนไม่ ; ซึ่งจะได้ตัวแท้ของศาสนามาเป็นเครื่องยึดถือสืบไป. ที่นี้ เพื่อเป็นเครื่องประกอบการวินิจฉัยเพื่อเป็นเครื่องประกอบการพิจารณา ให้เห็นว่า ตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนาโดยสากล ก็คือการกระทำ ดูจากที่มาอีกทางหนึ่ง, อาตมาอยากจะขอให้เราทุกคน ข้ามไปพิจารณาดูคำว่าศาสนาซึ่งเป็นคำสากลของโลก ที่เราใช้กันอยู่หรือที่เกี่ยวกับศาสนาทุกศาสนาในบัดนี้ดูบ้าง ; โดยเฉพาะก็คือคำว่า Religion ที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไปนั่นเอง. คำว่า Religion ซึ่งแปลกันเป็นภาษาไทยว่า ศาสนานั้น Religion นั้นหมายถึงอะไร ? ถ้าได้เปิดดูรากคำของคำว่า Religion แล้ว กลับปรากฏว่าคำว่า Religion นั้น หมายถึงการ กระทำโดยตรง และเป็นการกระทำให้รอดพ้นจากอันตรายตามที่บุคคลนั้นรู้สึกอยู่ หรือรู้จักอยู่โดยมิได้หมายถึงตัวคำสั่งสอนเลย. นี้เรียกว่าเป็นโชคดีที่สุด ที่คำว่า Religion นั้น กลับตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าพรหมจรรย์, ยิ่งกว่าที่คำว่า "ศาสนา" ในภาษา

น.529 ๑๒๗ ไทยเราจะตรงได้เสียอีก. คนบางคนมีความลำเอียงในใจ ไม่อยากให้พุทธศาสนาเป็น Religion ; หรือไม่ให้สิ่งที่เป็น Religion มาเป็นสิ่ง ๆ เดียวกับที่เราเรียกว่าศาสนา, หรือพุทธศาสนาก็คือ Religion อันหนึ่ง. คำว่า Religion นั้น โดยรากศัพท์เป็นภาษาลาติน. เท่าที่นักศึกษาได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า วรรณกรรมต่าง ๆ ในสมัยซีซีโร (Cicero) ถือกันว่า รากศัพท์ของคำว่า Religion นั้น คือคำว่า lig. รากศัพท์ว่า lig นี้ มีความหมายว่า To observe. To observe นี้ ให้ความจำกัดว่า การปฏิบัติหรือการตั้งใจทำ. และขยายความว่า "การปฏิบัติตามคำสั่งที่สั่งลงมาจากสวรรค์" ครั้นมาถึงวรรณกรรมต่าง ๆ ในสมัยของนักศึกษาชื่อ เซอร วี อุส (Servius) มีความคิดเห็นร่วมกันว่า คำว่า Religion นั้น มีรากศัพท์ว่า leg. รากศัพท์ว่า leg นี้ มีความหมายว่า to bind ที่แปลว่า "ผูกพัน" และได้ขยายความว่า "การทำความผูกพัน หรือสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ กับสิ่งที่สูงยิ่งกว่ามนุษย์ คือพระผู้เป็นเจ้า." ครั้นต่อมาถึงสมัยนักศึกษาที่ชื่อว่า เซ็นต์ ออกัสติน ธิ เกร็ด (St. Augustine the Great.) ได้ประมวลความหมายแห่งรากศัพท์ทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน คือทั้งคำว่า lig และคำว่า leg ; และให้ความหมายของคำว่า Religion ไว้อย่างสมบูรณ์ว่า "การประพฤติกระทำตามคำสั่งจากสวรรค์เพื่อให้เกิดการสัมพันธ์ ระหว่างมนุษย์กับสภาพอันสูงสุด ซึ่งเรียกว่าพระผู้เป็นเจ้า." หรือถ้าเราจะกล่าวความหมายนี้ให้เป็นสากล

น.530 ๑๒๘ ที่สุดแก่ศาสนาทุกศาสนาแล้ว เราอาจจะกล่าวได้ว่า สิ่งที่ เรียกว่า Religion หรือศาสนานั้น คือ การประพฤติ หรือการ กระทำ อันทำให้เกิดการสัมพันธ์กันขึ้น ระหว่างมนุษย์กับ สภาพอันสูงสุดกล่าวคือความไม่มีทุกข์เลย. เมื่อมนุษย์อาจเข้าถึงสภาพที่ไม่มีความทุกข์เลยได้ ด้วยการกระทำอย่างใด การกระทำอย่างนั้นชื่อว่า Religion ดังนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่าชีวิตทุกชีวิตแม้แต่เปี้ยวแต่ปูก็มี Religion ของตน ๆ คือการกระทำ ที่ทำให้มันได้สัมพันธ์กัน กับ สิ่งที่ประเสริฐสุด คือความรอด, หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า Salvation, คือความรอดพ้นจากสิ่งที่มันไม่ปรารถนา, เป็นความออกไปได้จาก สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ดังนี้. โดยนัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า แม้คำว่า Religion ซึ่งเป็นคำสากล นั้น เขา ก็หมายถึงตัวการกระทำโดยตรงไม่ได้หมายเอาตัวคำสั่งสอน เลย. ส่วนพิธีรีตองตลอดถึงการเสกเป่าต่าง ๆ ที่แถมเข้ามา หรือประดิษฐ์ประดอยกันมากมายออกไปจนน่าขบขัน นั่นก็ ไม่ใช่ตัวแท้ของ Religion อย่างเดียวกัน. เราจงอย่ามีความ ลำเอียงในเรื่องนี้จนถึงเกียดกันเรา เกียดกันเขา ว่าเขาเป็น Religion เราไม่เป็น Religion ; เราเป็นศาสนา เขาไม่เป็น ศาสนา ดังนี้เป็นต้นเลย. จงได้อาศัยกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นความ จริงของธรรมชาติ ที่ระบุให้เป็นอำนาจของสัญชาตญาณ ว่าสัตว์ทั้งหลายมีความปรารถนาที่จะรอดพ้นจากอันตราย ประจำอยู่ในใจ อยู่ทุกตัวสัตว์ เพราะการกระทำของสัตว์ ทั้งหลายที่สำคัญที่สุดก็คือ การกระทำที่ทำตัวให้รอด

น.531 ฉะนั้น ตัวศาสนาแท้ และเป็นสากลแก่ชีวิต ทุกชีวิตนั้น ก็คือตัวการกระทำที่ทำตัวให้รอด, คือความพ้น จากความทุกข์โดยประการทั้งปวง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นเอง. เท่าที่กล่าวมาเช่นนี้ย่อมชี้ให้เห็นได้ว่า ตัวแท้ของ ศาสนานั้น คือการกระทำให้รอดพ้นจากความทุกข์ และเป็น อันเดียวกันทุก ๆ ศาสนาในโลก, และลดระดับลงไป ได้จนกระทั่งถึงศาสนาของสัตว์ที่ต่ำต้อย เช่นเปี้ยวและปู ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว. ทีนี้อาจจะมีผู้ข้องใจว่าการ กระทำที่ให้รอดจากอันตรายหรือให้ได้รับสิ่งที่ตนปรารถนา นั้น ย่อมมีความมุ่งหมายต่าง ๆ กัน หรือการกระทำต่าง ๆ กัน แม้ที่สุดการกระทำของพวกโจร พวกคนพาลเหล่านี้ ก็ถือว่า เขากระทำไปเพื่อให้เขารอดจากสิ่งที่เขาไม่ต้องการ หรือ ได้รับสิ่งที่เขาต้อง การ ; เมื่อเ ป็นดังนี้แล้ว การกระทำของ พวกโจร เป็น ต้นนั้น จะไม่ชื่อว่า เป็นศาสนาด้วยหรือ ? คำตอบในที่นี้ อาจจะมีได้ตรง ๆ ว่า จะถือเอา เป็นศาสนา ก็ได้ แต่ต้องถือว่าเป็น ศาสนาของโจร ! และเพราะว่า เป็นศาสนา ของโจรนั่นเอง เราจึงไม่เรียกว่า เป็นศาสนาของเราหรือของ สากล. เพื่อให้ถูกต้องยิ่งขึ้น เราควรจะจำกัดความลงไปอีก ชั้นหนึ่งว่า ศาสนานั้นเป็นการกระทำให้เกิดความรอดอันถูก ต้องจริง ๆ คือไม่นำมาซึ่งความทุกข์แก่ผู้ใดยิ่งไปกว่าเดิม. การกระทำของโจรนั้น เขาเข้าใจว่ากระทำให้รอดพ้นจากภัย เช่นความขัดสนที่มีอยู่จำเพาะหน้าจริง ๆ ก็ได้รับผลจริง ๆ.

น.532 ๑๓๐ แต่ในที่สุด ก็ได้นำความทุกข์อันใหญ่หลวงกว่าเดิมมาให้แก่ โจรนั้น เพราะฉะนั้น ไม่ชื่อว่าเขาได้ทำเสร็จตามความ ประสงค์ หรือตามความหมายของคำว่า "รอด" เลย จึง ไม่อาจจะจัดว่าเป็นศาสนาที่ถูกต้องในที่นี้. ศาสนาที่ถูกต้อง เป็นการกระทำ ที่ทำให้เกิดความรอด อันเป็นไปตามทางที่ ถูกต้อง คือหมายถึงไม่ทำความทุกข์ใหม่ที่ยิ่งไปกว่าเดิม ให้เกิดขึ้นอีก หรือว่าไม่เป็นการกระทำให้ใคร ๆ ในโลก เดือดร้อน. การทำให้คนอื่นเดือดร้อนนั้น ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ ในโลกนี้น้อยลงไป แต่จะพาให้บุคคลอื่นเดือดร้อนมากขึ้นอีก. ซึ่งเท่ากับทำให้โลกนี้มีความทุกข์ร้อนมากขึ้น ฉะนั้น จึง ไม่ได้ชื่อว่าศาสนา. ด้วยเหตุฉะนี้แหละ การกระทำให้ตัวเอง รอดเฉพาะหน้า ด้วยความมุ่งหมายอันไม่บริสุทธิ์นี้ แม้จะมีการ ทำกันมากมายกว้างขวางเพียงใด บัณฑิตก็ไม่ถือว่า สิ่งนั้นเป็น ศาสนา. สิ่งที่เป็นตัวแท้ของศาสนา ได้แก่ตัวการกระทำความ รอดพ้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องคือให้ตนพ้นทุกข์จริง ๆ และ ไม่เป็นการทำให้คนอื่นเดือดร้อนอยู่ในตัวเท่านั้น. และด้วย เหตุนี้ การเมืองทุกลัทธิ จึงมิใช่ศาสนา ! และถ้าจะเกณฑ์ให้เป็น ศาสนาขึ้นมาให้ได้ ก็เป็นได้แต่ ศาสนาของนักการเมือง เท่านั้น !! ครั้นเราได้ความหมายของคำว่าศาสนา คือ การกระทำ เพื่อให้เกิดความรอดที่เด็ดขาด และแท้จริงเช่นนี้แล้ว เราจะได้ ความรู้สึก ที่เป็นความบริสุทธิ์กว้างขวางอย่างใหญ่หลวง ว่า ศาสนาทุกศาสนานั้น เป็นของอันเดียวกัน ; บำบัดความ

น.533 ๑๓๑ รังเกียจเดียดฉันท์ ต่อ ศาสนาอื่น ออกไป ได้โดยสิ้นเชิง และ โดยเร็ว ; ทั้งยอมรับ ศาสนา แม้ของสัตว์เล็ก ๆ เช่น เปี้ยว เช่นปู มด แมลง ว่ามันมีสิทธิ์อันชอบธรรม ที่จะปฏิบัติศาสนา ของมันให้รอดพ้นตามแบบของมัน. เราจักสนับสนุนเขาให้รอด เช่นเดียวกับที่เราต้องการจะรอดเองนั้นเหมือนกัน. นั่นคือ เป็นเมตตาอันใหญ่หลวง กล่าวคือ การปลูกความเข้าใจว่า ชีวิตทุกชีวิต ในสากลโลกนี้ เป็นชีวิตเดียวกัน ! ความเมตตา นั้น ก็คือความปรารถนาดี ต่อสิ่งที่มีชีวิต ไม่ยกเว้นแม้แต่ ประเภทใด. ศาสนาคือทางรอดพ้นของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ; แต่ที่มีความเลื่อมล้ำต่ำสูงกันอยู่นั้น เห็นได้ชัดว่า มันอยู่ตรงที่ สติปัญญาของชีวิตเหล่านั้น มันยังแตกต่างกันอยู่. ขณะนี้ เขาไม่อาจมองเห็นศัตรู หรือความทุกข์ชนิดอื่นนอกจาก ที่เขาเห็นอยู่ ; หรือเขาไม่เคยปรารถนา ไม่เคยกระทำที่ จะให้หลุดพ้นจากความทุกข์ชนิดอื่น เพราะฉะนั้นจึงต้อง กระทำ เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ที่ต่ำ ๆ ลงไปตามที่เขาเห็น อยู่เป็นธรรมดา. แต่ความมุ่งหมายของชีวิตทุกชีวิตตามสัญ- ชาตญาณดั้งเดิม ของธรรมชาติสากลแล้ว ก็มุ่งหมายเพื่อจะ ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง อยู่ทุกเวลา และทุกประการ, ศาสนาทุกศาสนา จึงเป็นศาสนาอันเดียวกัน หรือจะกล่าวให้ ถูกต้องแล้ว โลกนี้มีศาสนาแต่เพียงศาสนาเดียว คือศาสนา แห่งการกระทำ เพื่อให้หลุดรอดจากความทุกข์ ตามที่ตนเห็น ว่า ความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร, และเป็นสิ่งที่ควรได้รับความ เคารพนับถือ อย่างสม่ำเสมอกัน ไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์

น.534 ๑๓๒ ซึ่งกันและกัน. นี่แหละคือตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา. ซึ่งตามความรู้สึกของใครก็ตาม ย่อมมาสูงสุดอยู่ตรงสิ่งที่เราเรียกกันบัดนี้ว่า "พุทธศาสนา" ตามนัยที่กล่าวแล้วข้างต้น. ๑ เราควรจะมองดูศาสนาของเรา คือพุทธศาสนา ด้วยความรู้สึกอันไม่เย่อหยิ่งจองหองว่าสูง ว่าดี ว่าวิเศษ ไปกว่าศาสนาอื่นเพราะทุก ๆ ศาสนามีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน. แม้ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นพุทธบริษัทนั้น ที่ยังไม่เข้าถึงตัวแท้ของพุทธศาสนาก็มีอยู่เป็นส่วนมาก ด้วยเหตุไปยึดถือว่า ตัวแท้ของศาสนา คือคำสั่งสอน. และยิ่งกว่านั้น ยังไม่รู้จักอันตรายหรือความทุกข์อันใหญ่หลวง กล่าวคือกิเลส อันมีอวิชชาเป็นประธาน แล้วก็ไม่เคยพยายามที่จะละอวิชชาด้วยความไม่รู้สึกตัว. เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว จะเรียกว่าเข้าถึงพุทธศาสนาที่แท้จริง กล่าวคือ รอดพ้นจากความทุกข์ เป็นขั้นสูงสุด ได้อย่างไร. ด้วยเหตุนี้ เราไม่ควรจะยกตัวข่มผู้อื่น. เพราะเราก็ยังไม่เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าศาสนา อันมีอยู่ในโลก ยิ่งไปกว่าบุคคลอื่น ; เรายังเป็นคนจมอยู่ในอันตราย เหมือนกับพวกที่ยังจมอยู่ เช่น สัตว์อื่น ๆ ที่ต่ำลงไป. ตลอดเวลาที่เรายังไม่บรรลุจุดสูงสุดของศาสนา โดยเฉพาะทางพุทธศาสนา ซึ่งหมายถึงความเป็นพระอรหันต์โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่ชื่อว่าถึงยอดของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ในโลกนี้เลย. เมื่อเป็นดังนี้พวกเราแต่ละคน ๆ ในโลกที่กำลังเป็นอยู่กันในบัดนี้ ย่อมอยู่ใน ๑. คือ การไม่ทำบาปทุกอย่าง, การทำดีทุกอย่าง, และการทำจิตให้บริสุทธิ์ถึงที่สุด.

น.535 ๑๓๓ ลำดับที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ; และมีเหตุผลพอที่จะกล่าวได้ทีเดียวว่า แม้พวกที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท ก็อยู่ในระดับเดียว ๆ กันกับพวกที่เรียกตัวเองว่าคริสตศาสนิกบริษัทหรือศาสนาอื่นได้. เพราะเหตุที่ไม่รู้จักอันตรายที่สูงที่สุดซึ่งเป็นยอดของอันตรายทั้งหลาย แล้วทำตัวให้รอดนั่นเอง. ถ้าเราจะไม่มีความประมาทในเรื่องนี้ ตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนแล้ว เราจะเห็นว่า เราไม่มีโอกาสที่จะดูหมิ่นดูแคลนผู้ใดว่าต่ำกว่าเรา. หรือน้อยใจว่า บุคคลอื่นสูงกว่าเรา, จะไม่หลงระเริงว่า เราเสมอกันกับท่านผู้นั้น ผู้นี้เป็นต้น. หน้าที่ของเรามีอยู่เพียงแต่ว่า ให้ค้นให้พบถึงอันตราย หรือความทุกข์ ว่ามีอย่างไรตามลำดับที่ลุ่มลึก แล้วรีบละเสียโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งรู้จักถึงอันตรายหรือความทุกข์ ที่ประณีตที่สุด กล่าวคือความยึดถือว่ามีตัวมีตน อันเป็นรากเง่าของความทุกข์ อันละเอียด ซึ่งพุทธศาสนามุ่งหมายจะให้ทำลายล้าง ให้หมดสิ้นไปนั่นเอง. การที่ยึดถือว่ามีตัวมีตนนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก จึงเป็นสิ่งที่ละได้ยาก ตัดได้ยากอย่างยิ่ง ขออย่าได้มีความประมาทเลย. ไหน ๆ ก็กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา ด้วยความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่าง หรือให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่อยู่ในระดับสูงสุด ของสิ่ง ๆ เดียวที่เรียกกันว่าศาสนาในโลกแล้วก็อยากจะชี้ให้เห็นเลยทีเดียวว่า สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงระบบของการกระทำ ที่ทำลายเสียซึ่งอุปาทานความยึดถือว่ามีตัวมีตน หรือเป็นของ ๆ ตน ให้หมดจดสิ้นเชิง

น.536 ว่า อุปาทานนั่นแหละคืออันตรายอันใหญ่ยิ่ง. อันตรายอันใหญ่หลวง, ของมนุษยชาติ ! ความรู้สึกว่ามีตัว มีตน หรือของ ๆ ตนนั่นเอง ที่ทำให้เกิดความทะยานอยากมี ประการต่าง ๆ. ความเบียดเบียนในระหว่างบุคคลก็ดี ใน ระหว่างชาติที่เรียกว่าสงคราม หรือมหาสงครามก็ดี ล้วนแต่ มีมูลเหตุอันแท้จริง มาจากอัตตวาทุปาทาน คือความยึดถือว่า ตัวตน ว่าของ ๆ ตน. เมื่อมีความยึดถือว่ามีตัวตนขึ้นแล้ว ก็ย่อมมีความยึดถือว่าตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดีกว่าเขา เลวกว่าเขา เสมอเขา ตนมีเกียรติอย่างนั้นตนมีเกียรติอย่างนี้ หรือคนนั้นคนนี้มาลบหลู่เกียรติของเรา หรือว่าคนนั้นเลว กว่าเรา ก็ไปลบหลู่ดูหมิ่นเกียรติของเขา ดังนี้ทั้งหมดนี้มีมูล มาจากความรู้สึกว่ามีตัวตน. ความรู้สึกว่ามีตัวตนนี้ ย่อม ขยายออกไปอีกเป็นลำดับ ๆ ไปเป็นความรู้สึกว่าเป็นของ ๆ ตน : มีร่างกายของตน มีสมบัติพัสถานของตน มีลูกเมีย ของตน มีอะไร ๆ อีกมากมายที่เป็นของตน และสิ่งที่ยึดถือ กันมากที่สุด ก็คือความสุขของตน. แต่ความสุขของตนในที่นี้ ที่แท้ก็เป็นเพียงความเพลิดเพลิน หรือเพียงสุขเวทนาแห่งความ รู้สึกเพลิดเพลิน อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมาหลงใหลและ จะทำให้มัวเมาหลงใหลในของ ๆ ตน ยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า ความยึดถือตัวตน หรือของ ๆ ตน. เมื่อมีความยึดถือในตัวตนและในของ ๆ ตนนี้ แล้ว ย่อมเกิดความอยากและการกระทำชนิดที่จะให้เป็น ไปตามความประสงค์ของตน ตามที่กิเลสตัณหาของตน

น.537 ๑๓๕ ต้องการ อันเป็นทางมาแห่งการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ทางมา แห่งการทำชั่ว ทุจริตต่าง ๆ ที่ทำกันอยู่ในโลกนี้ทุกอย่าง ทุกประการ หาได้มีมูลมาจากสิ่งอื่นไม่. พระพุทธเจ้าท่านได้ ทรงเห็นอันตราย ที่เป็นยอดสุดแห่งอันตรายทั้งหลาย กล่าวคือ อุปาทานความยึดถือว่าตัวตน หรือของ ๆ ตน ดั่งนี้ พระองค์ จึงได้ทรงทำลายหรือหาวิธีทำลายและทรงสอนให้สาวก ทำลายเสีย ซึ่งสิ่ง ๆ นี้ จึงนับว่าเป็นยอดสุดของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาอันมีอยู่ในโลก และวิธีการณ์อันนี้เอง คือพระพุทธ ศาสนาโดยเฉพาะ. ทีนี้ คำว่าพระพุทธศาสนา ๆ นี้ มีความหมายที่ทำให้ ฟั่นเฝือได้เป็นอย่างมาก เพราะความไม่เข้าใจ. ความไม่เข้าใจ อันแรกที่ว่าตัวแท้ของศาสนาคือตัวคำสั่งสอนนั้น เราเข้าใจผิด กันมามากเพียงใด ก็เลิกเข้าใจผิดกันเสียทีหนึ่งก่อน. และเรา จะต้องเข้าใจเสียให้ถูก ว่าตัวศาสนาคือตัวการกระทำ ซึ่ง ทำให้รอดจากความทุกข์ที่ไม่ปรารถนา. ครั้นมาเติมคำ ว่า พุทธะเข้าข้างหน้า เป็นพุทธศาสนา ๆ ดังนี้แล้ว ยังมี สิ่งที่ทำให้สับสนเลอะเลือนอีกทางหนึ่งว่า พุทธะ ๆ นั้นคือ อะไร. คนโดยทั่วไปย่อมเข้าใจว่า พุทธะ ๆ นั้นคือพระพุทธเจ้า พุทธศาสนา คือศาสนาของพระพุทธเจ้า. ถ้าอย่างนี้ก็ได้ ความหมายไปทางหนึ่งว่า พุทธศาสนาคือศาสนาของบุคคลที่ เราเรียกกันว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะก็คือพระ สิทธัตถโคตมะ ผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาที่เรานับถือกัน อยู่. แต่อีกทางหนึ่งนั้น คำว่าพุทธะ ๆ นั้นหมายถึงบุคคล

น.538 ๑๓๖ ผู้รู้ทั่วไป : ถ้าเป็นผู้มีความรู้ถูกต้องแล้ว แม้จะเล็กน้อยเพียงไร ก็เรียกว่า พุทธะ. ถ้าเอาความหมายอย่างนี้แล้ว คำว่าพุทธ ศาสนา ย่อมหมายถึงศาสนาของบุคคลผู้รู้ทั่วไป ไม่ว่าใหญ่ น้อยเพียงไร. คำว่าพุทธศาสนาในลักษณะเช่นนี้ ย่อมครอบ คลุมคำสั่งสอนที่ถูกต้องในโลกนี้ไว้ทั้งหมดทั้งสิ้น แม้แต่เป็น ถ้อยคำของเด็กหญิงเล็ก ๆ ที่เพิ่งพูดจาอะไรออกมาได้เพียง น้อยคำ แต่ว่ามีสาระที่ถูกต้องควรเชื่อฟังแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็น พุทธศาสนาด้วย. เราจะเห็นได้ว่า คำว่าพุทธศาสนาโดยนัย หลังนี้ กว้างทั่วไปหมด จนรับเอาศาสนาต่าง ๆ เข้าไว้หมด ไม่มีเหลือในโลกนี้: คำสั่งสอนใดที่เป็นไปเพื่อความดีงามแล้ว อาจจะรับเอาไว้ในฐานะเป็นพุทธศาสนาได้ทั้งนั้น. ถ้ารับเอา ไว้โดยนัยนี้แล้ว พุทธศาสนาก็จะมีมากจนไม่อาจศึกษา ให้จบให้สิ้นได้ในชั่วชีวิตเดียว. แต่ถ้าหากเราจะบัญญัติเอา คำว่า พุทธศาสนาหมายถึงคำสั่งสอนของ พระสิทธัตถโคตมะ ซึ่งไม่ซ้ำกับใครแล้ว อาตมาอาจจะยืนยันได้ว่า มีเพียงนิดเดียว สั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน คือ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เท่านั้น. นอกจากนั้นเป็นคำสั่งสอน ของท่านผู้รู้คนอื่น ๆ ที่ได้เคยสั่งสอนกันมา. แม้แต่คำสอน ที่ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง นี้เขาก็เคยสอนกันมาแล้วก่อน พระพุทธเจ้า, แม้แต่คำว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เขาก็เคยสอน กันมาแล้วก่อนพระพุทธเจ้า. แม้แต่คำสอนเรื่องกรรมที่สอนว่า ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว นี้เขาก็เคยสอนกันมาแล้วก่อนพระพุทธเจ้า เป็นลัทธิกรรมวาทีซึ่งมีอยู่ก่อนพุทธกาล ; ไม่ต้องไปกล่าวถึง

น.539 ๑๓๗ เรื่องศีลห้า เรื่องสมาธิ หรือเรื่องอะไรทำนองนี้ ซึ่งเขาสอน กันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล. พระพุทธเจ้าพระนามว่า พระสิทธัตถโคตมะอุบัติขึ้น ได้ทรงสั่งสอนข้อความอันใด ที่ผิดแปลกแตกต่างไป ไม่ซ้ำกับคำสั่งสอนก่อน ๆ นั่นแหละ ที่เราควรจะถือว่าเป็นเนื้อแท้อันบริสุทธิ์ของพุทธศาสนา. ถ้าถือเอาโดยนัยดังนี้แล้ว อาตมาขอยืนยันตามเดิมว่าสิ่งที่ เรียกว่าพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีเพียง สั้น ๆ น้อย ๆ ว่า การถอนอุปาทานในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็น อนัตตา ซึ่งอาจจะศึกษาได้ตามหลักเกณฑ์ของธรรมชาติโดย ไม่ยุ่งยากฟั่นเฝือเหมือนบุคคลที่กำลังเป็นบ้าเป็นหลังในสิ่งที่ มิใช่พุทธศาสนา แล้วเสียเวลาจนตลอดชีวิตของตนก็หาได้ เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่. จึงนับว่าเป็นสิ่งที่เราผู้ปรารถนาดีต่อตัวเราและต่อพุทธ ศาสนาของเรา ควรทำความเข้าใจในสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ๆ นี้ ให้เข้าใจว่าตัวแท้นั้นคืออะไร, และโดยเฉพาะพุทธศาสนาตัว แท้คืออะไร ; ซึ่งจะเป็นทางนำไปสู่การพินิจพิจารณา เพื่อให้ เห็นความจริงในข้อสำคัญ ที่ได้ยกมากล่าวในวันนี้ว่า ศาสนา นั้นคือโรงพยาบาลของโลก ต่อไป. เมื่อเรารู้ว่าตัวแท้ของศาสนาคืออะไรดังนี้แล้ว ก็จะได้ วินิจฉัยกันในข้อที่ว่า ศาสนาคือโรงพยาบาลของโลก ดัง พระพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ข้างต้นที่ว่า ชิคจุฉา ปรมา โรคา ซึ่งแปลว่าความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง. สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง. อาโรคยา ปรมา

น.540 ๑๓๘ ลาภา ความไม่มีโรคนั้นเป็นลาภอย่างยิ่ง. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขอย่างนี้ ดังนี้, ต่อไป. คำว่าโรงพยาบาล ๆ นั้น ไม่ต้องบอกใครก็ย่อมเข้าใจ ได้แล้วว่าเป็นที่รักษาโรค. แต่ครั้นมาถึงคำว่าอะไรเป็นโรค โดยความหมายที่กว้างขวางทั่วไปแล้ว มันมีข้อที่ต้องคิดต้องนึก ต้องพิจารณากันมากทีเดียว. สิ่งที่เรียกกันว่าโรค และกำลัง กลัวกันอยู่มากนั้น อาจไม่ใช่โรคก็ได้ ! อาจจะเป็นเพียงของ เล็ก ๆ น้อย ๆ น่าหัวเราะเยาะก็ได้ ! เหมือนอย่างว่าท่านทั้ง หลาย ที่กำลังมีร่างกายสบายดีไม่มีความเจ็บไข้อะไรอย่าง เดี๋ยวนี้ ท่านก็ยังไม่อาจจะเอาตัวรอดจากความทุกข์ในใจได้ แล้วจะต้องไปกล่าวทำไมถึงคนที่กำลังเจ็บกำลังไข้อยู่. คนไม่มี โรคภัยไข้เจ็บทางกายอันใดเบียดเบียน ก็ยังไม่เอาตัวรอดจาก โรคกิเลสหรือความทุกข์ได้ ยังถูกความทุกข์ครอบงำย่ำยีอยู่ มิหนำซ้ำยังประมาทหลงใหลฟุ้งเฟ้อยิ่งกว่าคนที่กำลังนอนเจ็บ อยู่บนเตียงด้วยซ้ำไป. เพราะเหตุฉะนี้แหละ เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เรากลัวหรือควรกลัว และพุทธบริษัทอ้างว่าน่ากลัวนั้น มิได้อยู่ที่โรคภัยไข้เจ็บทางกายเลย แต่อยู่ที่โรคภัยไข้เจ็บ ในทางใจ กล่าวคือโรคกิเลสที่เสียบแทงใจ. ทำไมสิ่งเหล่านั้น จึงถูกเรียกชื่อว่าโรค ? บาลีในที่นี้ ก็มีปรากฏชัดอยู่แล้วว่า ชิคจฺฉา ปรมา โรคา ความหิวเป็น โรคอย่างยิ่ง. คำว่าความหิวในที่นี้ หมายถึงความกระหาย ความอยากจะได้. บรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมมีความหิว อยู่ตลอดชีวิต หมายถึงว่า มีความอยากจะได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง

น.541 ๑๓๙ อยู่ตลอดชีวิต. ไม่เคยว่างเว้นระยะจากความหิวเลย. ไม่หิว อย่างนั้น ก็หิวอย่างนี้ ไม่หิวอย่างนี้ ก็หิวอย่างโน้น แม้กระทั่ง หลับแล้วก็ยังหิว คือ หิวในความฝัน ด้วยอำนาจตัณหา อุปา ทาน อวิชชา อย่างใดอย่างหนึ่ง. ความหิวในที่นี้ หมายถึง ความอยากในอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทาง กาย. ถ้าไม่มี ๕ อย่างนี้ ก็เป็นทางใจ โดยคิดนึกเอาเองในภาย ในใจ, เป็นความหิวอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอไป. แม้ที่สุด บุคคลที่ไม่รู้ว่า พระนิพพานคืออะไร ก็พลอยหิวพระนิพพาน อยากได้ตามเขาว่าไปด้วย โดยไม่มีทางยกเว้น. แม้แต่อุบาสก อุบาสิกา ที่เคร่งคร่ำ ต่อวัด ต่อวา ต่อศาสนา ก็มีความหิว ชนิดใดชนิดหนึ่ง ครอบงำย่ำยีจิตใจ อยู่เป็นธรรมดา นี้เรียกว่า ชิคจุฉา คือความหิวในที่นี้. ทำไมพระองค์จึงเรียกว่าโรค ? คำว่าโรค แปลว่าเสียบแทง เหมือนกับการเสียบแทงของ ๆ แหลม ๆ: เราเอามาใช้พูดว่าโรค หมายถึงการเจ็บมือ เจ็บตา เจ็บท้อง ดังนี้ ไม่เคยนึกถึงความหมายอันลึกซึ้ง ของคำว่าโรค ว่าหมายถึงอะไร. ถ้ารู้ความหมายของคำว่าโรคในภาษาบาลี คำนี้แล้ว ก็จะรู้ได้ว่า คำว่าโรคหมายถึงสิ่งที่แทง เช่นของ แหลม ๆ แทง. ที่เป็นทางกายก็เห็นได้ง่าย เช่นเจ็บตา ก็แทง ที่ตา เจ็บมือก็แทงที่มือ เจ็บเท้าก็แทงที่เท้า. แต่สำหรับโรคคือ กิเลสนั้น จะแทงที่ตรงไหน ? ย่อมหมายถึงการแทงที่จิตใจ ส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วแต่ว่า ความต้องการความกระหายนั้น อาศัยตั้งอยู่ในส่วนไหน ในบรรดาส่วนที่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย. เหล่านี้ล้วนแต่เป็นที่ตั้งแห่งความอยาก ให้มีความหิว

น.542 ๑๔๐ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นธรรมดา, นี้เรียกว่าโรคทางใจ. เมื่อพิจารณาดูให้ละเอียด ให้ประณีตที่สุดแล้ว จะเห็นว่า กิเลสนี้เป็นโรคที่แทงจิตใจ และเกิดแก่บุคคลตลอดทุกเวลา หายใจเข้าออก ไม่มีว่างเว้น ; เป็นโรคที่ทำอันตรายบุคคล ยิ่งกว่าโรคใด ๆ เพราะว่าทำให้บุคคลสูญเสียความเป็นมนุษย์. โรคคือการเจ็บป่วยที่เนื้อที่หนังชนิดใดชนิดหนึ่งนั้น หารุนแรง ถึงกับทำลายบุคคลให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ไม่ แต่โรคคือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือกิเลสตัณหานี้ ทำลายให้สูญเสีย ความเป็นมนุษย์ของตน เหลืออยู่แต่ความเป็นคน คือสักว่าได้ เกิดมา. ความเป็นมนุษย์ ๆ นั้น หมายถึง สัตว์ที่มีใจสูง. ตาม ตัวพยัญชนะของมันเอง : มน แปลว่าใจ อุษย แปลว่าสูง. มนุษย์แปลว่า ใจสูง. ใจสูง คือใจที่ประกอบด้วย ความสะอาด สว่าง สงบ. สูงคือน้ำท่วมไม่ได้ หมายถึงความทุกข์ท่วมไม่ได้ คือโรคแทงไม่ได้นั่นเอง. ถ้าจะเป็นมนุษย์กันให้ได้ต้องใจสูง ชนิดที่โรคแทงไม่ถึง คือราคะ โทสะ โมหะแทงไม่ถึง. น้ำ คือ ความทุกข์ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นต้น ท่วมไม่ได้. จิตชนิดนี้แลเรียกว่า สูง และเต็มตามความหมาย ของคำว่ามนุษย์. พระอรหันต์ท่านเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เรียกว่า มนุษย์ที่เต็มเปี่ยม เพราะความที่มีใจสูงดังกล่าวนี้. ก็สิ่งที่เรียกว่าโรค คือกิเลสนี้ ทำลายความเป็นมนุษย์ให้สูญสิ้น ไป แล้วลองพิจารณาดูเถิดว่า ความเสียหายอันใด จะยิ่งไปกว่า การเสียหายอันนี้. โรคที่เกิดขึ้นทางกายนั้น ทำอันตรายได้แต่ เพียงกาย ; โรคทางใจ คือกิเลสนี้ ทำลายถึงส่วนลึกของ

น.543 ๑๔๑ สันดาน. มิหนำซ้ำ เป็นสิ่งที่ทำลายและเบียดเบียน ชนิดที่ ไม่รู้สึกตัว. เพราะไม่รู้สึกตัวนี่เอง จึงทำให้คนไม่เคยคิดเคยนึก ว่าจะรักษาพยาบาล กลับไปเอาใจใส่ในโรคที่ไม่ร้ายกาจ แต่หลงไปว่าเป็นโรคร้ายกาจ. ส่วนโรคที่ยิ่งกว่าร้ายกาจนี้ ไม่เคยสนใจเลย ดังนี้เป็นต้น. พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่า กิเลส นี่แหละคือโรคอย่างยิ่ง จึงตรัสเป็นพุทธภาษิตว่า ชิคจุฉา ปรมา โรคา ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง ดังนี้. สัตว์ทั้งหลายมีโรคประจำตัว กันอยู่ทุกคน ไม่ยกเว้นแม้ แต่สัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ กระทั่งถึงมนุษย์ และเป็นกันอยู่ทั้ง กลางวันและกลางคืน แม้กระทั่งหลับ ดังนี้แล้ว, โรงพยาบาล ไหน จะช่วยแก้ได้ ? เราจะเห็นได้ว่า ไม่มีทางอื่น นอกจาก สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ซึ่งหมายถึงตัวแท้ของการกระทำ ซึ่งจะ ออกไปจากอันตรายหรือความทุกข์ ดังกล่าวแล้วข้างต้น นั่นเอง. ด้วยเหตุฉะนี้แหละสัตว์ทั้งหลาย นับแต่เปี้ยวแต่ปู ขึ้นมาถึงมนุษย์ ล้วนแต่มีศาสนาเป็นโรงพยาบาลเพื่อจะ ทำลายโรค ซึ่งเกิดอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนี้. ทำให้เรา เห็นได้ว่า เรามีปัญหาจำเพาะหน้า กันทุกคน เป็น ๒ ทาง คือทางกาย และทางใจ. ในทางกาย เราก็มีโรงพยาบาล อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่ เช่นโรงพยาบาลสงฆ์ในที่นี้เป็นที่ บำบัด. ส่วนทางภายในเป็นโรคที่ร้ายกาจ และเป็นกันอยู่เป็น ประจำ ไม่มีระยะว่างเว้นนั้น เราจะมีโรงพยาบาลภายใน คือพระศาสนา เป็นเครื่องกำจัด บำบัด รักษา ให้สูญสิ้นไป. สัตว์ประเภทใด มีความคิดนึกอยู่ในระดับสูงเพียงใดก็สามารถ

น.544 ๑๔๒ ใช้ศาสนา ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ดังกล่าวนี้ เป็นเครื่อง บำบัดทุกข์ หรือโรคของตนได้เพียงนั้น. ทีนี้ เราจะพิจารณากันในแง่ที่ว่า ศาสนาเป็นโรงพยา บาลของโลกสืบไป. เราจะต้องพิจารณาถึงข้อที่ว่า โรคใน ทางใจของมนุษย์นั้น มิได้เบียดเบียนเฉพาะบุคคลนั้น และมี อยู่แต่แก่บุคคลนั้นผู้เดียว. โรคนั้นย่อมออกมาภายนอก และมี ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เลยกลายเป็นโรคของโลกในทาง ใจ เป็นโรคของการเห่อเหิม ทะเยอทะยาน ที่จะเป็นเจ้าโลก เป็นต้น หรือแม้ที่สุดในการที่จะต้องการให้พวกของตน คณะ ของตน เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นต้น จนกระทั่งเกิดการ เบียดเบียนระหว่างหมู่ ซึ่งเรียกว่าสงคราม หรือมหาสงคราม นี้. นี่ก็ควรถือว่า เป็นโรคของโลกชนิดหนึ่ง ด้วยเหมือน กัน และโรคนี้ มาจากโรคภายในของสัตว์ทั้งหลายทุกคน. ถ้าหากว่าสัตว์ทั้งหลายต่างคนต่างไม่มีโรคภายใน คือกิเลส แล้ว โรคของโลกคือการรบราฆ่าฟันกันเป็นมหาสงคราม นี้ ก็มีไม่ได้. โรคของโลกส่วนรวม จะมีขึ้นไม่ได้ ถ้าหาก มนุษย์ทุกคนจะไม่เป็นโรคภายในกันเลย. เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่โรคส่วนรวมของโลกทั้งหลายโดยเฉพาะคือ มหา สงครามนี้ก็ต้องอาศัยโรงพยาบาล กล่าวคือศาสนาเป็น เครื่องแก้ด้วย. นี่เรียกได้ว่าพระศาสนานั้น เป็นโรงพยาบาล ทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม ดังนี้. เราจงมามีความคิดนึก ให้ถูกต้องกันเสียว่า ศาสนานั้น ไม่ใช่ของชาตินั้นชาตินี้ ภาษานั้นภาษานี้ แต่ ศาสนานั้น

น.545 ๑๔๓ เป็นของชีวิตทุกชีวิต. เมื่อเป็นของชีวิตทุกชีวิตที่มีอยู่ในโลก แล้วเราก็จะได้ โรงพยาบาลรวมเป็นโรงเดียวกัน ซึ่งสามารถ บำบัดโรคทุกโรค ของทุกตัวสัตว์กระทั่งโรคส่วนตัว และโรค ส่วนรวม ทำโลกนี้ให้เยือกเย็น เป็นสันติภาพอันแท้จริงได้. เพราะเหตุที่เราทั้งหลายมองข้าม ไม่รู้จัก สิ่งที่เป็นตัวแท้ของ ศาสนา ว่าคืออะไร ไปมัวสาละวนแต่เรื่องคำสั่งสอน ทางหลัก วิชา และทางหลักปริยัติ กระทั่งตาย ก็ไม่จบ ไม่เคยเข้าถึง ศาสนาตัวแท้ดั่งนี้แล้ว, จะใช้ศาสนา ซึ่งแท้จริงก็เป็นโรงพยา บาลของโลก ให้รักษาโรค บำบัดโรคของโลก ได้อย่างไร. เพราะเหตุอย่างนี้แหละ จึงนำมาซึ่งความทุกข์ยากลำบาก, แม้แต่ในวงพุทธบริษัท วงแคบ ๆ ของเรา ก็เต็มไปด้วยโรค และอันตรายอันเกิดจากโรค ความยุ่งยากลำบากอันเกิดจาก ความมีโรค หาความสุขมิได้. เมื่อเป็นดังนี้ เราควรทำความ เข้าใจ ในฐานะที่ว่า ศาสนาเป็นของชีวิตทุกชีวิต เอาความ เป็นตัวเป็นตน เป็นคนนั่นคนนี่ พวกนั้นพวกนี้ ออกไปทิ้ง เสียให้หมด ให้เหลือแต่ว่าศาสนาทั้งโลก เป็นศาสนาเดียวกัน เป็นสิ่งที่จะบำบัดโรค ๆ เดียวกัน คือโรคความหิว หรือโรค กิเลส ซึ่งเป็นกันทุกคนในโลก, แล้วใช้โรงพยาบาลนี้ บำบัด โรคของโลก ให้สูญสิ้นไป ตามนัยซึ่งเป็นหลักของศาสนา กล่าวคือ การขจัดความทุกข์ หรืออันตราย ด้วยการทำลาย กิเลสนั้น ๆ เสียให้ได้. ในที่สุด เราก็จะสามารถใช้โรงพยาบาล โลก ให้เป็นโรงพยาบาลโลกได้จริง ๆ. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว โรงพยาบาลโลก คือศาสนาทั้งหลาย ก็จะเป็นหมัน หรือจะ

น.546 ๑๔๔ มีผลแต่เพียงเล็กน้อยที่สุด เท่าที่พิสูจน์อยู่แล้วว่า ไม่สามารถ บำบัดทุกข์ยากของโลกให้สิ้นไปได้เลย. ความทุกข์ยากลำบาก กำลังแน่นอัดอยู่ในโลก เพราะความที่สัตว์ทั้งหลายเข้าใจ ในโรงพยาบาลของโลกผิดดังกล่าวแล้ว. ขอให้เราทุกคน แม้จะเป็นส่วนน้อยในที่นี้ พยายามทำความเข้าใจ ในสิ่งที่ เรียกว่าศาสนา หรือโดยเฉพาะพุทธศาสนา ให้ถูกต้อง ในแง่ ที่ว่า ศาสนาทุกศาสนาหรือศาสนาเดียวก็ตาม ในโลกนี้เป็น โรงพยาบาลโลก ดังกล่าวแล้ว, ก็จะสามารถทำให้เรา เป็นผู้ ได้รับประโยชน์ จากโรงพยาบาลโลกนี้ ก่อนบุคคลอื่น. ธรรมะนี้เป็นของแปลก บุคคลใดเข้าถึง บุคคลนั้นย่อมได้รับ ผล. บุคคลใดพยายามที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ด้วยการ สั่งสอน หรือช่วยเหลือด้วยธรรมะแล้ว ผู้ที่ตั้งใจจะทำ ประโยชน์ผู้อื่นนั่นแหละ กลับเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ก่อน ผู้ที่ตนตั้งใจจะช่วยเหลือ ดังนี้. ทีนี้จะได้วินิจฉัย ในข้อที่ว่า ความไม่มีโรค เป็นยอด แห่งลาภ. หลังจากที่ชี้ให้เห็นว่า ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง กล่าวคือ กิเลส อันเป็นเหตุให้อยากอย่างนั้นอย่างนี้นั่นเอง นับว่าเป็นโรค อย่างยิ่งแล้ว , พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังได้ตรัสไว้อีกว่า ความ ไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง. ความไม่มีโรคในที่นี้ ก็หมายถึง ความที่คนแต่ละคนอยู่ได้อย่างอิสระ ปราศจากการเบียดเบียน ของโรค กล่าวคือกิเลส. บรรดาลาภทั้งหลาย ซึ่งบุคคลรู้จัก กันแล้ว ย่อมหมายถึงทรัพย์สมบัติ หรือชื่อเสียง หรือพวกพ้อง

น.547 ๑๔๕ มิตรสหาย ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้. แต่ลาภของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ตรัสเรียกว่า เป็นลาภอันแท้จริงนั้น กลับตรัสว่า ได้แก่ความไม่มีโรค คือความที่คนทุกคนเป็นอิสระจากโรค กล่าวคือเป็นอิสระจากกิเลสที่เบียดเบียน ที่ทำให้ตกอยู่ภายใต้ ความเผาผลาญในภายในใจ ของสิ่งที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า "นรก" เป็นต้น. การมีลาภ เช่นทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง พวกพ้องบริวาร เหล่านี้ ลองพิจารณาดูเถิดว่า เป็นเพียง อะไร. ในที่บางแห่ง หรือในที่ทั่ว ๆ ไปก็ตาม ความมีทรัพย์ สมบัติ ชื่อเสียง พวกพ้องบริวารมากนั้น กลับเพิ่มความ หนักอกหนักใจ ความยุ่งยากลำบากนานาประการ ให้แก่ บุคคลที่ได้. นี่จะเรียกว่าเป็นลาภหรืออะไรกันแน่ แล้วจะ เรียกว่าเป็นลาภอย่างยิ่งได้อย่างไร. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ลาภอย่างยิ่ง คือความไม่มีโรคของจิตใจ คือไม่ถูกกิเลสเบียด เบียน. ข้อนี้ย่อมเป็นการเพ่งเล็งไปถึง สิ่งที่มีคุณค่า เหนือ ทรัพย์สมบัติ เหนือชื่อเสียง เหนือพวกพ้อง เหนือบริวาร ! ถ้าบุคคลใดปราศจากโรคในทางใจแล้ว, แม้จะมีทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงพวกพ้องบริวารมากขึ้นมาเพียงใด ก็ไม่สามารถ จะท่วมทับบุคคลนั้นให้ร้อนอกร้อนใจได้ มีแต่จะมาอำนวย ความสะดวกให้แก่บุคคลนั้น. แต่มันตรงกันข้ามกับบุคลล ที่เป็นโรคทางใจ ซึ่งถ้ามีลาภเท่าใด ก็ยิ่งมีทุกข์หนักมากขึ้น เพียงนั้น, ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งหนักมากขึ้นเพียงนั้น, มีพวกพ้องบริวารเพียงใด ก็ยิ่งหนักมากขึ้นไปอีกเพียงนั้น, เพราะบุคคลนั้น เป็นโรคทางใจ. เพราะเป็นโรคทางใจนั่นเอง

น.548 ๑๔๖ สิ่งใดเข้ามา สิ่งนั้นก็เข้ามาเป็นนายเหนือศีร์ษะของบุคคล นั้นไปทั้งหมดทั้งสิ้น. แม้เข็มสักเล่มหนึ่ง จะได้มาเป็นทรัพย์ สมบัติ ก็มาบรรทุกอยู่บนศีร์ษะของบุคคลนั้น, แล้วจะมีความ เบาสบายอย่างไร. นี่คือผลของการที่เป็นโรคทางใจ. ส่วน บุคคลที่ไม่เป็นโรคทางใจคือทำลายกิเลสได้ แม้จะมีอะไรสัก เท่าภูเขาหรือทั้งโลกก็ตาม ย่อมมาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของบุคคล นั้น, มาอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลนั้น. เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความหนักแต่ประการใด. เมื่อได้สิ่งที่อาจทำอะไร ๆ ให้หมดความหนักไปโดยสิ้นเชิงมาแล้ว ก็สามารถทำโลกทั้ง สิ้นให้เป็นของ ๆ ตน ในพริบตา. เพราะเหตุฉะนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า เป็นลาภอย่างยิ่ง. ความไม่มีโรค ชนิดนี้ เป็นลาภอย่างยิ่ง. และเป็นความจริง ดังที่เราจะเห็นได้ โดยชัดเจน. ข้อที่ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์อย่างยิ่งนั้น ก็มีความหมายคล้าย ๆ กัน เพราะว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวง นั้น ย่อมหมายถึงสิ่งซึ่งเป็นตัวความยึดถือ หรือเป็นที่ตั้งของ ความยึดถือ. เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งสิ่งอื่น หรือถูกสิ่งอื่นปรุงแต่ง อยู่ตลอดกาล, ไม่มีความเป็นตัวมันเอง ไม่มีความเที่ยงแท้ แน่นอนแต่อย่างใด, พระองค์จึงได้ตรัสว่า เป็นทุกข์ทรมาน อย่างยิ่ง. คำว่าเป็นทุกข์ในที่นี้ หมายถึงทำให้เกิดความ ไม่สบายใจแก่ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือแม้แก่บุคคลผู้มองเห็น ความจริงข้อนี้. คำว่าทุกข์นี้ถ้าจะถือเอาความหมายให้กว้าง ทั่วไปแก่สังขารทุกประเภทแล้ว ควรจะถือว่า เป็นสิ่งที่นำมา

น.549 ๑๔๗ ซึ่งความสลดใจ แก่บุคคลพิจารณาเห็น. ไม่ว่าสังขารเหล่าใด แม้ที่สุดแต่เม็ดกรวดเม็ดทราย, ถ้าเราได้พิจารณาเห็นถึงความ ไม่เที่ยง ความที่ปรุงแต่ง และถูกปรุงแต่ง ของเม็ดกรวดเม็ด ทรายเหล่านี้แล้ว จะมีความรู้สึกอนาถใจ จะมีความรู้สึก สลดสังเวชใจ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลทะเยอทะยานแต่ ประการใด ทำให้เกิดความเหี่ยวแห้งใจสำนึกในความหลงใหล มัวเมาของตน. ความเป็นอย่างนี้ย่อมประจำอยู่ในสิ่งทั้งปวง, คือในสังขารทั้งปวง หมายความว่ายกเว้นพระนิพพานเสีย อย่างเดียวแล้ว เป็นสังขารทั้งนั้น. สังขารเหล่านั้น ที่เป็น รูปธรรมก็ตาม หรือที่เป็นนามธรรมคือจิตใจ หรือความรู้สึก คิดนึกของจิตใจ เช่นเวทนาคือสุขสนุกสนาน หรือความทุกข์ ที่กำลังได้รับอยู่ในจิตใจก็ตาม เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสังขาร ทั้งสิ้น. เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะนำมาซึ่งความเศร้าใจ จึงถือได้ ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นความทุกข์ต้องทนทรมานอยู่ ในตัวมันเอง และทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นแก่บุคคลที่ พิจารณาเห็น. เมื่อบุคคลใดมองเห็นความเป็นจริงของสังขาร ทั้งหลายทั้งปวง ดั่งนี้แล้ว ย่อมสามารถที่จะทำให้โรคคือกิเลส นั้นถูกแผดเผา ถูกทำลายล้าง ถูกชะล้าง ให้เบาบางไปตาม ลำดับ ทุกครั้งที่มองเห็นความจริงของสังขารทั้งปวงว่ามี ความเป็นอย่างนี้. สังขารทั้งปวงเป็นของที่หาตัวตนไม่ได้ ; เป็นแต่ความ ไหลไปของสิ่งที่ไหลไป แล้วก็บัญญัติความไหลไปของสิ่งนั้น ๆ ระยะหนึ่ง ๆ ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ หรือเป็นคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้น

น.550 ๑๔๘ สิ่งนี้. เมื่อสิ่งใดถูกกับกิเลสหรือความต้องการ ก็ถือว่าเป็นสิ่ง ที่น่าปรารถนา หรือเป็นของดี. เมื่อสิ่งใดไม่ตรงกับความต้อง การ ก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งชั่ว ดังนี้. ครั้นมามองเห็นความจริง ก็จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ดีหรือชั่ว ตรงกับความ ปรารถนาหรือไม่ตรงกับความปรารถนา ก็ตาม ล้วนแต่เป็น สิ่งที่ไม่มีตัวมันเอง เป็นแต่เพียงความไหลไป ; ถ้าไปยึดถือ เข้าแล้วจะทำให้เกิดโรคชนิดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือ จะมีความเสียบแทงเกิดขึ้นในจิตใจเป็นความเร่าร้อนไม่อย่างใด อย่างหนึ่ง : ความรักก็ร้อน ความเกลียดก็ร้อน ความชอบ ก็ร้อน ความไม่ชอบก็ร้อน แม้แต่ความรำคาญอยู่เฉย ๆ ไม่รู้ จะทำอะไรดีก็ร้อน. นี้หมายความว่า การที่เข้าไปยึดถือใน ความหมายของสังขาร อันใดอันหนึ่งเข้าแล้ว ย่อมทำให้เกิด โรคในทางใจชนิดที่เป็นความร้อน ไม่เป็นลาภแต่อย่างใด. เมื่อบุคคลใดสามารถบำบัดโรค ซึ่งเป็นความร้อน เป็น ความเสียบแทงนี้ให้หมดสิ้นไปๆได้ ก็เรียกได้โดยโวหาร พระศาสนาว่า บุคคลนั้นกำลังบรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน แล้วแต่จะบัญญัติความหมายของคำว่านิพพานไว้ในระดับ ไหน คือจะเป็นนิพพานขั้นสูงสุดเด็ดขาดไม่มีความทุกข์เลย หรือเหลืออยู่บางอย่างก็สุดแท้แต่เราเรียกได้ว่า ความดับไป ของโรคนั้น คือนิพพานอย่างหนึ่ง ๆ เสมอไป จนกระทั่งไม่มี โรคอันใดเหลืออยู่เป็นนิพพานอันเด็ดขาด หรือนิพพานตาม ความหมายของพระพุทธศาสนา ซึ่งเรียกเป็นโวหารกลาง ๆ ว่า "สิ่งที่ดับของสังขารทั้งหลาย” คือเป็นที่ดับหายของโรค

น.551 ๑๔๙ ทั้งปวงนั่นเอง. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่ง. ข้อนี้ย่อม หมายความว่า ความหายจากโรคโดยสิ้นเชิงนั้น เป็นสิ่งที่นำมา ซึ่งความรู้สึกอันเราเรียกกันว่า "ความสุขเป็นอย่างยิ่ง" ทั้งที่ ตัวนิพพานเอง ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์กะใครได้. ถ้าบุคคลใดได้ บรรลุถึงสิ่งที่เรียกว่า นิพพานนี้แล้ว บุคคลนั้นจะสามารถ ได้รับความรู้สึกชนิดที่เราเรียกกันว่า ความสุข และเป็น ความสุขตามแบบของธรรมะ คือเป็นความสุขที่แท้จริงเป็น ความสะอาด เป็นความสว่าง และเป็นความสงบเย็น ที่แท้ จริง ; ดังนี้ เรียกว่าหายจากโรคและเป็นสุขอย่างยิ่ง ซึ่ง เป็นคำ ๆ เดียวกันกับคำว่า เป็นลาภอย่างยิ่ง. ในที่แห่งหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง แต่ในที่แห่ง หนึ่งพระองค์ตรัสว่า นิพพานเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข อย่างยิ่ง ; ความหมายก็เป็นอันเดียวกัน อันนี้แหละคือตัวแท้ ของพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นปฏิเวธ อันเป็นผลเกิดมาจาก พุทธศาสนาตัวแท้คือส่วนที่เป็นปฏิบัติอันเราจะทำให้เกิดขึ้น ได้ด้วย อาศัยพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นปริยัติ คือคำสั่งสอน. เมื่อเราแต่ละคน ๆ เข้าถึงศาสนาตัวแท้ได้ดั่งนี้แล้ว ก็ชื่อว่ากำลังได้รับประโยชน์จากโรงพยาบาลโลกหรือกำลัง อาศัยอยู่อย่างเป็นสุขสบายในโรงพยาบาลโลก ซึ่งถ้าของ พระพุทธศาสนาก็คือโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า ซึ่ง สามารถจะบำบัดโรคทั้งหลาย ให้หมดจดไปโดยสิ้นเชิงไม่ มีส่วนเหลือโดยแท้จริงดั่งนี้.

น.552 ๑๕๐ ในที่สุดนี้ สิ่งที่เราสมควรจะไม่ประมาทในการพินิจ พิจารณา. ก็รวมเป็นใจความสั้น ๆ ได้ว่า สิ่งที่เป็นตัวแท้ของ ศาสนานั้น คือตัวการกระทำ. ขออย่าให้ไปยึดถือเอาสิ่งซึ่ง ไม่เป็นตัวแท้ มาเป็นตัวแท้. เพราะว่าถ้ากระทำดั่งนั้นแล้ว ก็จะเกิดการติดชงัก เพราะความหลงใหลเพราะความสับสน เพราะความเป็นไปไม่ได้. ความเขลาของพวกเรา ย่อมอยู่ที่ไปเอาตัวคำสั่งสอน ล้วน ๆ มาเป็นตัวศาสนา จึงไม่เคยก้าวหน้าขึ้นไปถึงการ ปฏิบัติ ; ความเสียหายของพวกเราจึงเกิดขึ้น คือ เราก็อยู่ แต่เรา ศาสนาก็อยู่แต่ศาสนา ทั้งที่ส่วนปากก็กล่าวกันว่า เรามีศาสนา เรากำลังเจริญรุ่งเรืองในทางศาสนา. ทั้งนี้ เพราะไปสนใจ หรือไปทำความรุ่งเรืองกันแต่ในส่วนศาสนา ซึ่งเป็นตัวคำสั่งสอนนั่นเอง ไม่เคยเข้าถึงตัวแท้ของศาสนาคือ ตัวการกระทำชนิดที่จะออกไปจากความทุกข์จริง ๆ. นี้นับว่าเป็น. ความเสียหายของพวกเรา. ความขลาดของพวกเรา อยู่ตรงที่ไม่กล้าคิดจะเข้าถึง ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ยังอาลัยอาวรณ์ในความ สนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน ซึ่งเป็นความสุขทางเนื้อ ทางหนัง. การที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยเฉพาะใน ส่วนที่เป็นปริยัติศาสนานั้น ก็มุ่งหมายที่จะเอาไปใช้เป็น เครื่องมือสำหรับแสวงหาความสนุกสนาน เพลิดเพลิน หรือ ความสุขทางเนื้อทางหนังนั้น เป็นส่วนใหญ่. และนอกจากนั้น ยังมีความขลาดความกลัวอีกบางอย่าง อันเกิดขึ้นจากการที่

น.553 ๑๕๑ ไม่รู้ว่าตัวแท้ของศาสนานั้นคืออะไร นับตั้งต้นตั้งแต่บุคคล บางพวกบางประเภท ไม่กล้าให้พุทธศาสนาเป็น Religion หรือไม่กล้าเอาคำว่า Religion เข้ามาใช้กับพุทธศาสนา ดั่งนี้ เป็นต้น. ถ้าใครเอาเข้ามาใช้ ก็เกิดความหวั่นไหววิตก ต่าง ๆ นานา จนเกิดเรื่องใหม่ ๆ ขึ้นอีกดั่งนี้ก็มีไม่กล้าถือ เอาตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติในฐานะที่ว่า ศาสนานั้นเป็น สัญชาตญาณชนิดหนึ่งคือสัญชาตญาณแห่งการกระทำเพื่อ ให้รอดไปจากความทุกข์ของสิ่งที่มีชีวิตทุกชีวิต. ไม่กล้าถือ ว่าศาสนานี้เป็นตัวการกระทำ. ไม่กล้าถือว่าศาสนานี้เป็นกฎ เกณฑ์ของธรรมชาติ ด้วยกลัวว่าจะเสียความศักดิ์สิทธิ์ของ พระศาสนาไป, กลัวว่าจะเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้าบ้าง กลัวอะไรต่าง ๆ นานา จนไม่สามารถจะเข้าถึงตัวศาสนา ของพระพุทธเจ้า ติดอยู่เพียงขอบรอบ ๆ นอกไม่เข้าถึงสิ่งที่ จะเป็นประโยชน์แก่ตนได้ เพราะความขลาดของตนเอง. ความขลาดชนิดนี้ย่อมทำให้ปราศจากผลที่ตนจะพึงได้รับ เช่นเดียวกับความขลาดอย่างอื่น ๆ ซึ่งเราเห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า ความขลาดนั้นเป็นสิ่งซึ่งนำมาซึ่งความเสียหายเพียงไร. ความไม่ละอายหรือความไม่รู้สึกว่า ควรละอายของ พวกเรานั้น มีมากในเรื่องนี้ จนกล้าทำไปตามความยึดถือซึ่ง งมงายปรับปรา, จนกระทั่งไปเอาสิ่งซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนา มาเป็นพุทธศาสนา, ทำให้ตัวแท้ของพุทธศาสนาสับสนวน เวียนยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนไม่สามารถจะรื้อจะสางกันได้ เพราะ

น.554 ๑๕๒ ความขลาดและความไม่รู้สึกละอายในการที่ทำผิดพลาด มาแล้ว และกำลังจะทำผิดพลาดต่อไป. สิ่งซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนา แต่เอามาเป็นพุทธศาสนานั้น อาตมาจะต้องขออภัย ในการที่จะต้องขอยกตัวอย่างสั้น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นพระพุทธรูปซึ่งเอามาถือว่าเป็นพระศักดิ์ สิทธิ์เป็นพระเครื่อง แล้วก็ยืนยันย้ำว่า นี้เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ของพุทธศาสนาดั่งนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูเถิดว่า อันนี้จะเป็นพุทธศาสนาได้จริงหรือไม่อย่างไร ? สำหรับ พระพุทธรูปนั้นเราก็ย่อมเห็น ๆ กันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า ในสมัย พระพุทธเจ้าไม่มี. พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงรู้จักพระพุทธรูป พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วตั้งหลายร้อยปี จึงมีคนทำรูป พระพุทธเจ้าขึ้น. แล้วเพราะการทำรูปพระพุทธเจ้าขึ้นนั้น ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะปลูกความยึดถืออันใหม่ซึ่งเป็น ไปในทางอัตตา หรือตัวตน ไปในรูปอื่นซึ่งอาจจะเป็นภัย หรือได้เป็นภัยต่อพุทธศาสนาเอง. ข้อนี้เราเชื่อไม่ได้ว่า ถ้า พระพุทธเจ้าเผอิญเสด็จคืนพระชนม์ชีพ ขึ้นมาเห็นการกระทำ อันนี้ พระองค์จะทรงรับสั่งห้ามเสีย หรือจะทรงอนุญาตให้ทำ ต่อไปประการใด ก็ยังไม่แน่. แต่ทีนี้ครั้นต่อมา ถึงชั้นที่ว่า เอาพระพุทธรูปเป็นต้น มาเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ เป็น เครื่องรับบำบวงอันศักดิ์สิทธิ์ รับการอ้อนวอนอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมันมากไปกว่าการบูชานั้น เรายิ่งเป็นปัญหาหนักขึ้น ไปอีกว่า จะตรงตามพระพุทธประสงค์หรือไม่. และอีก ประการหนึ่ง สิ่งอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่พระพุทธรูป คนก็ยังใช้เป็น

น.555 ๑๕๓ เครื่องรางที่ศักดิ์สิทธิ์ได้เท่ากันกับพระพุทธรูป เมื่อเป็นดังนี้ ก็ย่อมเป็นการพิสูจน์อยู่ในตัวว่า จะเป็นพระพุทธรูป หรือไม่ใช่ พระพุทธรูป ก็ไม่สำคัญ. เพราะฉะนั้น พระพุทธรูปซึ่งถูกนำ ไปใช้ในส่วนที่เป็นเครื่องรางนั้น จึงไม่ควรเกี่ยวข้องกับ พระพุทธศาสนา ซึ่งต้องการจะให้เป็นไปตามทำนองของ เหตุผล เป็นไปตามทำนองของความจริง เป็นไปตามทำนอง ของกรรม คือการกระทำของตนเอง และมีความมุ่งหมายอยู่ที่ จะให้ใช้สิ่งทุกสิ่งนั้น เป็นการรักษาโรคคือกิเลส เป็นการ ทำลายกิเลสของตนให้หมดไป ให้เป็นผู้ปราศจากโรค ; อันนี้ต่างหากจึงจะเป็นพระพุทธศาสนา. เพราะฉะนั้น อาตมา อยากจะมีความเห็นยืนยันลงไปว่า แม้ที่สุดแต่เราจะใช้พระ พุทธรูป ถ้าไม่ได้ใช้ให้เป็นไปเพื่อการทำลายกิเลส หรือรักษา โรคในทางใจของบุคคลแล้ว ย่อมไม่เป็นพุทธศาสนาไปได้เลย ย่อมเป็นไปอย่างเดียวกันกับวัตถุสิ่งอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่พระพุทธ รูปที่คนเขานำมาใช้กัน นี้เรียกว่าการทำสิ่งที่ไม่ใช่พุทธ ศาสนา ให้เป็นพุทธศาสนา เป็นต้น. แม้ที่สุด แต่การแสวง การจัดการทำ ที่เราถือกันว่าเป็นไป เพื่อความเจริญของพุทธศาสนา หรือเป็นไปเพื่อการส่งเสริม พระพุทธศาสนานั้น ได้กลายเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมก็มี ยกตัวอย่างเช่น การทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ในวัดวาอาราม เพื่อให้ได้ลาภเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาบำรุงวัด เช่นนี้ ถ้าสิ่งเหล่านั้น เป็นไปในทางที่จะทำให้คนหลงใหล ในความสุขทางเนื้อทางหนัง คือความเอร็ดอร่อย ทางตา

น.556 ๑๕๔ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนังแล้ว ก็เท่ากับเป็น การมอมคนเหล่านั้นให้มึนเมาอยู่ด้วยสิ่งมึนเมาเหล่านั้น จน ลืมพุทธศาสนาหรือจนหันหลังให้พุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกที จนกระทั่งมาวัดนี้ ก็เพื่อมาหาความเพลิดเพลินหรือความสุข ทางเนื้อทางหนังดั่งนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นเอง จึงเป็น การทำให้ศาสนาเป็นอัมพาธไป ทำให้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ตามความหมายของบุคคลนั้น เป็นอัมพาธไป คือไม่สามารถจะช่วยตัวเอง ต้องเอาสิ่งสนุกสนานมึนเมา เหล่านั้นมาเป็นเครื่องช่วยวัดวาอารามจึงจะเป็นไปได้ เหล่านี้ เป็นต้น เป็นการทำให้พระพุทธเจ้าเป็นอัมพาธ หรือทำให้ ศาสนาเป็นอัมพาธ จนต้องเอาสิ่งอื่นมาช่วยดั่งนี้ และเรายัง ทนทำอย่างนี้กันอยู่ ดั่งนี้ นี้เรียกว่ารู้จักพระศาสนาในลักษณะ เช่นไร ก็ขอให้พิจารณาดูเถิด. เท่าที่ยกตัวอย่างมาดังนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เรานับถือศาสนาทั้งที่เราไม่รู้ว่าศาสนา คืออะไร แล้วเมื่อไม่ได้รับผลอันแท้จริงของพุทธศาสนา ก็ไม่ควรจะโทษใคร ดั่งนี้เป็นต้น. ถ้ารู้ความจริงอันนี้แล้ว ขอให้เราตั้งปณิธานอธิษฐานกันเสียใหม่ โดยไม่มีความ ลำเอียง โดยไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์ โดยที่มีความซื่อตรง ต่อตัวเอง. อาตมาภาพมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า คนโดยมากนั้น ไม่ชอบกระทำให้ตรง ๆ ไปตามความจริง แต่กระทำไปตาม ความต้องการของกิเลสนั้นมากกว่า. ในการบรรยายครั้งหนึ่ง อาตมาได้ชี้แจงให้เห็นว่า ตามปกติของคนเรานั้น ไม่ได้ทำสิ่ง

น.557 ๑๕๕ ที่ควรทำ ให้มากสมกับสิ่งที่ควรทำ ได้ยกตัวอย่างในครั้งนั้น ว่า บุคคลเราเอาใจใส่ที่จะล้าง ที่จะขัดสี ที่จะตบแต่ง แต่ที่ ตรงหน้าตรงตา ซึ่งเป็นส่วนที่อวดความงาม แต่ส่วนที่เป็นที่ตั้ง แห่งความสกปรก เช่นทวารเป็นที่ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ นั้น ที่จริงเป็นที่ตั้งของสิ่งสกปรก ควรเอาใจใส่ให้มากกว่าที่ หน้าที่ตาคนก็ไม่ได้เอาใจใส่ให้มากสมกัน แต่ไปเอาใจใส่ ที่หน้าที่ตา ซึ่งไม่มีความสกปรกมากเหมือนอย่างนั้น ดั่งนี้ เป็นต้น ความข้อนี้ ทำให้สุภาพสตรีคนหนึ่ง ลุกไปซึ่ง ๆ หน้า แสดงอาการกิริยาว่าไม่พอใจอย่างยิ่ง. นี้เป็นเครื่องแสดง ให้เห็นเราไม่ชอบความจริง . อาตมาภาพขอวิงวอนว่า ถ้าเรา ไม่ชอบความจริงกันอยู่ดั่งนี้แล้วพุทธศาสนาย่อมไม่มีโอกาส ที่จะเข้ามาเป็นประโยชน์แก่พวกเรา ในฐานะเป็น "โรงพยาบาล ของโลก" ไปได้เลย. ขอให้เรามีความคิดนึกเสียใหม่ว่าศาสนา โดยเฉพาะ คือพุทธศาสนานั้น โดยที่แท้แล้วก็คือความต้องการ ของชีวิตจิตใจหรือเป็นตัวเราเองอยู่แท้ ๆ เพราะว่าโดยชีวิต จิตใจของเรานั้น ต้องการจะพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่ต้องการให้มีความทุกข์อันใดเหลืออยู่. มันเสียอยู่แต่ที่ว่า เราไม่มีความรู้ว่าอะไรเป็นความทุกข์ ไม่รู้ว่าอะไรเป็น อันตรายที่แท้จริง ไม่รู้จักอันตรายที่ถูกต้อง ให้ถูกต้องและ ครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่กลัวอันตราย และกลับยินดีที่จะเข้าใกล้ อันตราย และยินดีที่จะรับเอาอันตรายนั้นเข้าใส่ไว้ในศีรษะ ของตน ในทำนองที่ว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว. ไม่มีใครเชื้อ เชิญอ้อนวอน ก็ยินดีที่จะรับเอาสิ่งที่จะทำความทุกข์ให้เกิดขึ้น

น.558 ๑๕๖ นั้น มาใส่ไว้ในตัว เป็นการกระทำของตัวที่เรียกว่า เห็น กงจักรเป็นดอกบัว แล้วรับมาใส่ไว้บนศีรษะของตน. ก็ตาม เรื่องมีว่า มีเปรตพวกหนึ่ง อยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง มีกงจักรผัดผัน อยู่บนศีรษะให้โลหิตไหลเอิบอาบร่างกายอยู่เสมอนั้น ถ้ามัน เป็นเรื่องของเปรตบนเกาะนั้น ก็ดีไป แต่ถ้ามันเป็นเรื่องของ พวกเราในปัจจุบันนี้แล้ว ก็จะเสียเกียรติแห่งความเป็นพุทธ บริษัทของเราเป็นอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นแหละ ขอให้เราระมัด ระวังเกียรติยศแห่งความเป็นพุทธบริษัทของเรา ให้ถูกต้อง ตามความหมายของบุคคลผู้นับถือพระพุทธศาสนา และโดย เฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือเกียรติยศของประเทศไทยเรา ซึ่งเขาถือ กันว่า เป็นประเทศซึ่งมีความเป็นหนึ่งในพระพุทธศาสนา ควรจะมีความเป็นหนึ่ง ทั้งในด้านปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียน ทั้งในด้านการปฏิบัติ คือการกระทำ และทั้งในด้านปฏิเวธ กล่าวคือ การได้รับผลของการกระทำ พอที่จะแสดงให้บุคคล อื่นดู พอที่จะแสดงให้บุคคลอื่นเกิดความเลื่อมใส พอใจที่จะ ประพฤติและปฏิบัติตามดั่งนี้แล้ว เราก็จะทำให้ศาสนาเป็น โรงพยาบาลของโลก ที่สำเร็จประโยชน์แก่เรา สำเร็จ ประโยชน์แก่ประเทศชาติของเรา สมตามความมุ่งหมายของ เราทุกประการได้จริง ๆ- ต่อนี้ไปอาตมาอยากจะขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน น้อมนำ การพิจารณาสืบต่อไป ถึงข้อที่ว่าเราได้มาประชุมกันใน สถานที่นี้ ในฐานะที่เป็นโรงพยาบาลสงฆ์. อาตมาอยากจะขอ ให้พิจารณาโดยเฉพาะ ในข้อที่ว่า พระสงฆ์นั้นคืออะไร ?

น.559 ๑๕๗ พระสงฆ์นั้นโดยที่แท้แล้วก็คือแพทย์ของโรงพยาบาลโลก นั่นเอง. เมื่อหมายถึงพระสงฆ์ที่ได้ทำหน้าที่ของตนโดย ถูกต้องแล้ว พระสงฆ์ก็คือนายแพทย์ที่ประจำอยู่ในโรงพยา บาลโลกของโลก มีหน้าที่ที่จะแก้ไขเยียวยารักษาโรคใน พระพุทธภาษิตที่ว่า "ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง" นั้นให้หายไป และให้ได้มาซึ่งลาภอันประเสริฐในพระพุทธภาษิตที่ว่า "ความ ไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง" ดังนี้. พระภิกษุสงฆ์ย่อมเป็นเจ้า หน้าที่ที่จะสืบอายุพระศาสนา โดยเฉพาะแล้วก็คือการสืบอายุ โรงพยาบาลโลก ให้มีอายุยืนยาวสืบไป เพื่อบำบัดโรคทาง จิตใจของมนุษย์โลกเรานี้. การที่เราได้มีโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นนี้ เรามีความมุ่งหมายในการที่จะให้กำลังแก่พระภิกษุสงฆ์ ที่เป็นนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลโลก อีกต่อหนึ่งให้ท่าน คงปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ในฐานะเป็นนายแพทย์ประจำ โรงพยาบาลโลกได้สืบต่อไป. เราย่อมได้รับผลได้รับอานิสงส์ อันใหญ่ยิ่งในส่วนนี้ แต่ต้องอาศัยการพินิจพิจารณาเป็นอย่างดี คือพิจารณาให้ถูกต้อง. ถ้าพิจารณาไม่เป็น ย่อมไม่เห็น ย่อมได้อานิสงส์อย่างละเมอเพ้อฝัน ลม ๆ แล้ง ๆ อย่างเขา ว่า ๆ. แต่ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีเป็นอย่างยิ่งแล้ว เราจะเห็นว่า การเสียสละใด ๆ ไม่มีอานิสงส์อันไหนจะยิ่งไปกว่าอานิสงส์ แห่งการช่วยกันค้ำจุนโรงพยาบาลโลกเอาไว้ ให้ยังคงมี โรงพยาบาลโลก เป็นเครื่องรักษาโรคทางจิตใจของโลก สืบไป อย่าให้รู้จักขาดสายได้. แม้ว่าเราพวกน้อยเท่านี้ ชุมนุมกันอยู่ในสถานที่นี้ การ

น.560 ๑๕๘ บริจาคของเราทุ่มเทไปแต่ในสถานที่นี้ แต่ถ้าเรามีตา ที่ สามารถจะมองเห็นความจริงได้แล้ว เราจะมองเห็นได้ว่า มีผลเป็นปฏิกิริยาสะท้อนออกไปตามลำดับ จนกระทั่งถึง ทั่วโลกได้ ; หมายความว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น มี ความศักดิ์สิทธิ์มากพอ ถึงกับจะกล่าวได้ว่า ถ้าหากว่า ธรรมะนี้ ยังคงมีอยู่ในโลกเพียงใดแล้ว โลกนี้จักยังไม่ล่มจม โลกนี้จักยังไม่ร้อนเป็นไฟ โลกนี้จักหมุนไปในทางแห่งสันติสุข ไม่หมุนไปในทางแห่งความทุกข์ยากลำบากเร่าร้อน เพราะ ฉะนั้น เราจงช่วยกันทุกวิถีทาง ในการที่จะช่วยกันทำให้ ธรรมะ หรือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ยังคงมีอยู่ในโลกนี้ หรือ ถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน ก็คือกล่าวว่าทำให้โรงพยาบาล โลก ยังคงมีอยู่ในโลกสืบไปนั่นเอง. ธรรมะนี้ ย่อมเป็นเครื่อง ถ่วงโลกนี้เอาไว้ไม่ให้หมุนไปสู่ความล่มจมย่อมเป็นร่มโพธิ์ร่ม ไทรของโลก อันจะปกป้องภัยอันจะเกิดจากกิเลสทั้ง หลาย. เราจงช่วยกันทำธรรมะนี้ ให้เป็นเหมือนร่มใหญ่ ๆ ที่ คุ้มครองโลกนี้เอาไว้ไม่ให้เปียกฝนกล่าวคือกิเลส. การที่เรา ช่วยกันบำรุงหรือช่วยเหลือกันโดยทางใดก็ตามที่จะทำ ให้พระภิกษุสงฆ์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้สืบอายุพระพุทธศาสนา ของโลก ยังคงมีอยู่ในโลก ยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ใน โลกนั้น ก็ได้ชื่อว่าทำประโยชน์ให้แก่โลกทั้งสิ้น. ด้วยเหตุฉะนี้ แหละท่านผู้ใด ได้บริจาควัตถุปัจจัยสิ่งใด ๆ ก็ดี ลงในโรง พยาบาลสงฆ์นี้ ถ้าท่านมีความเข้าใจถูกต้อง ท่านควรจะ มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าการเสียสละบริจาคนี้ แม้จะมาก

น.561 ๑๕๙ น้อยเท่าใดก็ตามล้วนแต่เป็นไปเพื่อการทำให้ธรรมะยังคงมีอยู่ ในโลกนี้ ทำให้โรงพยาบาลโลกยังคงเปิดอยู่ได้ในโลกนี้ และมีผลแผ่ไปทั่วโลก กระทั่ง มนุษย์โลก เทวโลก พรหม โลก ในเบื้องบน แลถึงนิริยโลกในเบื้องต่ำเป็นต้น. เพราะเหตุ ใด ? เพราะเหตุว่า อำนาจหรืออานุภาพของธรรมะนั้นเป็น อย่างนั้นเอง ! ถ้าหากว่าคนในโลกพากันไม่ประพฤติธรรมะ แล้ว ความกระทบกระเทือนย่อมเกิดถึงเทวโลกคือว่าจะกระ ทำให้เทวโลกร้างไป ไม่มีเทวดาเหลืออยู่ในเทวโลก เพราะคน พากันไม่ประพฤติธรรมะแล้วไปเกิดในเทวโลกดั่งนี้เป็นต้น ขอให้คิดดูถึงอานุภาพของธรรมะ ว่าครอบคลุมไปทั่ว ทุกมุมโลก ไม่เฉพาะแต่ มนุษย์โลกนี้ ด้วยเหตุฉะนี้แหละ การที่เราบริจาคทรัพย์หรือสิ่งใดลงไป อันเป็นไปในทำนอง ที่จะให้ธรรมะยังคงมีอยู่ในโลกแล้ว การกระทำอันนั้นของเรา ย่อมชื่อว่าเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์แก่สิ่งที่มีชีวิตใน ทุก ๆ โลกทีเดียว. เมื่อได้พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ปีติและ ปราโมทย์ย่อมจะเกิดขึ้นในจิตในใจ เต็มไปด้วยความเยือกเย็น ปีติปราโมทย์ เหล่านั้นเอง เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเจตนาให้ สมบูรณ์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เจตนา นั่นแหละ เป็น ตัวกรรมหรือตัวการกระทำ เจตนาก่อนแต่ทำความดี เจตนา เมื่อกำลังทำความดี เจตนาเมื่อทำความดีเสร็จแล้ว หมายถึง ความรู้สึกคิดนึก เมื่อก่อนทำ เมื่อทำ เมื่อทำเสร็จแล้ว ยังเป็น ความมุ่งหมายที่ถูกต้อง พิจารณาดูแล้วยิ่งมีความพออกพอใจ

น.562 ๑๖๐ รู้สึกว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างแท้จริงอยู่ดังนี้แล้ว ก็ย่อม ชื่อว่าได้รับบุญ หรือได้รับกุศลอยู่ทุกเวลา ทำให้เป็นผู้ที่เต็ม ไปด้วยบุญหรือมากไปด้วยบุญ สมตามความปรารถนา เพราะอำนาจความที่มีเจตนาเต็มเปี่ยมฉะนั้น. เพราะฉะนั้น เราจึงควรมีปัญญาเป็นเครื่องพินิจพิจารณาให้มองเห็นความ จริง เพื่อให้เกิดปีติและปราโมทย์อันแท้จริงหล่อเลี้ยงเจตนา คือความรู้สึกในทางใจของเรา ซึ่งจะเป็นการบำบัดโรค ซึ่งกำลังเสียบแทงจิตใจพร้อมกันไปในตัว พร้อมกันนั้น ก็จะทำให้เจตนาเต็มเปี่ยม ให้บุญกุศลเต็มเปี่ยม มองเห็น ประโยชน์อันเกิดจากการกระทำของเรานี้แผ่ไพศาลไป ทั่วโลก เพราะเป็นการผดุงร่มโพธิ์ร่มไทรของโลก กล่าวคือ ธรรมะ ให้ยังคงคุ้มครองโลกอยู่จริง ๆ ดั่งนี้. สรุปข้อความ ตามที่ได้บรรยายมาแต่ต้นจนปลายนี้ ย่อมได้ความว่า ตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้น คือการ กระทำของสัตว์ทุกตัว สัตว์ที่เป็นไปพอให้รอดพ้นจาก อันตรายหรือความทุกข์ตามที่ตนจะมองเห็นอยู่อย่างไร. ตัวแท้ของศาสนามีอยู่ดังนี้ ไม่ว่าศาสนาไหน, เราจงยอมรับ นับถือศาสนาของสิ่งที่มีชีวิต นับแต่มดปลวกขึ้นไป จนกระทั่ง ถึงของมนุษย์ หรือของเทวดา ว่าเป็นศาสนาอันเดียวกัน ไม่มีความแตกแยกอันใด ผิดกันอยู่ก็ที่ยังมีความเลื่อมล้ำต่ำสูง เหมือนคนที่ยังมีอายุน้อย แล้วมีอายุมากขึ้น ๆ เป็นลำดับ ๆซึ่ง เป็นของธรรมดา ไม่น่ารังเกียจเดียดฉันท์แต่ประการใด.

น.563 ๑๖๑ โดยเฉพาะศาสนาคือ พระพุทธศาสนานั้น หมายถึงการกระทำ ที่จะถ่ายถอนเสียซึ่งกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดโรคอันสูงสุด คือโรคกิเลสซึ่งเสียบแทงบุคคล ทำบุคคลให้มีความทุกข์ร้อน ทั้งส่วนตนและส่วนรวม. เมื่อผู้ใดเป็นผู้ที่ถอนความยึดถือว่า ตัวตนได้แล้ว ก็เท่ากับเป็นผู้ถอนสมุฎฐานของโรคนั้นได้โดย สิ้นเชิง. เราไม่เคยรู้จักโรคอันนี้ เราไม่เคยรู้จักสมุฎฐานของ โรคอันนี้มาแต่ก่อน จนกระทั่งพระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก เราจึงรู้ เพราะฉะนั้นเราจงถือเอาโอกาสที่เรามีพระพุทธเจ้าเป็น ผู้นำนี้ บำบัดเยียวยารักษาโรคของมนุษย์ให้สูญหายสิ้นเชิง ไปได้จริง ๆ. พร้อมกันนั้นก็จะเป็นผู้สมัครสมานสามัคคีกัน ในฐานะที่ว่าชีวิตทุกชีวิตนี้นับตั้งต้น ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน ขึ้นไปถึงมนุษย์ ถึงเทวดา ถึงพรหมในเบื้องบน แม้ที่สุดแต่สัตว์ เบื้องต่ำ คือสัตว์ที่ตกอยู่ในอบายไม่มีความหมายที่แตกต่าง อย่างใดกัน มีความมุ่งหมายอย่างเดียวกัน มีความรู้สึกเป็น สัญชาตญาณอย่างเดียวกัน คือต้องการจะออกจากความ ทุกข์ทั้งปวงโดยหมดจดสิ้นเชิงอย่างเดียวกัน. จงมีความรัก จงมีความเมตตาเหมือนอย่างว่าเป็นคน ๆ เดียวกัน แล้วจงมี ความร่วมมือกันพร้อมเพรียงกัน ในการที่จะจัดให้โรงพยาบาล โลกกล่าวคือศาสนานั้น บำบัดโรคของโลก คือกิเลสของคน ทุกคนในโลกให้หมดสิ้นไป แล้วอยู่ด้วยกันอย่างมีความเยือก เย็นเป็นผาสุก ชนิดที่ไม่มีความสุขชนิดไหนยิ่งไปกว่าความ ผาสุกชนิดนี้. เลิกความเข้าใจผิดโดยทุกอย่างทุกทางเสีย !

น.564 ๑๖๒ เลิกความหวาดกลัวทุกอย่างทุกทาง ที่ไม่ควรหวาดกลัวเสีย ! เลิกความไม่ละอาย ในสิ่งที่ควรละอายทุกอย่างทุกทางเสีย . เป็นผู้มีความตั้งใจจริงไม่หลอกลวงตัวเอง เป็นผู้เห็นแก่ธรรมะ เป็นผู้เห็นแก่ความจริง แล้วปฏิบัติให้มีความจริงมีความ เด็ดขาด แน่วแน่. ในสิ่งที่ควรละก็ละให้เด็ดขาด ในสิ่งที่ควร ทำให้เกิดมีก็ทำให้เกิดมีโดยสมบูรณ์. ในที่สุดเราก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่อยู่กันเป็นผาสุก สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบ พระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะเป็นกลุ่มแห่งชนชาติไทย ซึ่งมีพระพุทธศาสนาเป็นของประจำชาติมาแต่ดั้งเดิม สมกับ ที่ชาวต่างประเทศเขาให้เกียรติยกย่องบูชาว่าเป็นประเทศที่ นับถือพระพุทธศาสนา ที่กำลังได้รับความสุขจากพระพุทธ- ศาสนาอยู่ทุกวิถีทาง. ขอให้ความประสงค์อันนี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ ด้วยอำนาจแห่ง ความที่เราทั้งหลายมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ไม่คืนคลาย. ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้.

น.567 คำนำ มักจะมีผู้เข้าใจผิดว่า พุทธศาสนา ไม่ค่อยมีอะไรเนื่อง ด้วยสังคมหรือว่าถ้ามีให้ก็มีแต่เรื่องชั้นต่ำ ๆ. บางคนเข้าใจผิด มากไปถึงกับว่าผู้ที่บำเพ็ญตนตามหลังแห่งพุทธศาสนาอยู่ อย่างเคร่งครัดนั้น ย่อมยากที่จะประพฤติประโยชน์สังคมให้ เป็นล่ำเป็นสันได้. ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความเข้าใจเช่นนั้น ยัง ไม่ตรงตามความจริง และเรามีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้ จนถึงกับสามารถทำให้ประโยชน์สังคมนั้นเอง กลายเป็น ประโยชน์ตนอันสูงสุดไปได้, จึงได้พยายามแจกแจงประโยชน์ สังคมให้เห็น ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ และแถมชี้ให้เห็น ว่าประโยชน์สังคมและ การประพฤติถูกต่อสังคมนั่นแหละเป็น บุรพภาค ของการเดินผ่านไปสู่นิพพาน . การประพฤติตนให้เข้ากันได้กับสังคมแล้ว ถือโอกาสนั้น ประพฤติประโยชน์อันสูงสุดแก่สังคมนั้น เป็นหลักสำคัญที่สุด ของพุทธบริษัททั่วไป. การประพฤติให้เข้ากันได้กับสังคมนั้น ทำอย่างไรเสีย ก็ย่อมหมายถึงการบังคับตนหรือบังคับกิเลส ของตนอย่างเต็มที่นั่นเอง. ยิ่งหมดกิเลสเพียงใด ก็ยิ่งให้อภัย แก่สังคมได้ทุกอย่างทุกทาง และมีความอดกลั้นอดทนพอที่จะ ๑๖๗

น.568 ๑๖๘ ไม่ทำการกระทบกระทั่งอันใดให้เกิดขึ้น ถ้าหมดกิเลสสิ้นเชิง ก็แปลว่า ไม่มีทางกระทบกระทั่งกับผู้ใดเลยโดยประการ ทั้งปวง. ส่วนการประพฤติประโยชน์แก่สังคมนั้น ก็หมายถึงการ เสียสละหรือเมตตากรุณาโดยตรงอยู่แล้ว, และถ้าสามารถทำ ประโยชน์นั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้จริง ๆ ก็ย่อมหมายถึง ปัญญา, ความไม่เห็นแก่ตน, และความมีกำลังใจอันกว้างขวาง ใหญ่หลวงอยู่ในตัว. คุณธรรมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเครื่องมือ อันจำเป็นในการทำกิเลสของตนให้ถอยกำลังทั้งสิ้น. อีก ประการหนึ่ง การที่จะทำประโยชน์อันใดให้แก่ผู้อื่นได้สำเร็จ นั้น ตนต้องทำประโยชน์อันนั้นสำเร็จหรือผ่านมาแล้วด้วย ตนเองก่อน. โดยเหตุนี้ การทำประโยชน์ผู้อื่น จึงเป็นการทำ ประโยชน์ตนเองถึงสองเท่า. ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สังคม · จะต้องสนใจ และเป็นศาสนาที่เอกชนจักต้องใช้เป็นเครื่องมือ ประพฤติต่อสังคมพร้อมกันไปในตัว ตลอดจนถึงกับเป็นการ แผ้วถางทางไปสู่พระนิพพาน ให้แก่พุทธบริษัททั้งหลาย โดยตรงด้วย. ถ้าท่านทั้งหลายยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่า พุทธศาสนา เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคม และเป็นเครื่องมืออันจำเป็นของ ผู้ที่ตั้งใจจะประพฤติประโยชน์แก่สังคมอยู่เพียงใดแล้ว สังคม โลกเรานี้ก็จักไม่เป็นของร้อน หรือร้อนเกินไป อยู่เพียงนั้น. สังคมที่มีการยึดหลักของพระพุทธศาสนาย่อมมีความร่มเย็น

น.569 ๑๖๙ เหมือนบ้านเรือนที่มีหลังคาเป็นเครื่องมุงเครื่องบัง. เราทั้งหลาย จงพยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้ และทำให้พุทธศาสนา มีความเนื่องกันกับสังคม โดยทุก ๆ กรณีเถิด ความสงบสุข ก็จักมีมาทุกย่อมหญ้า โดยไม่ต้องมีใครมาอวยพร. ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.570 พุทธศาสนากับสังคม เมื่อกล่าวถึง พุทธศาสนากับสังคม ย่อมหมายความว่า พุทธศาสนาไม่ได้ตีตนออกห่างจากสังคม หรือไม่คำนึงถึง ประโยชน์ของสังคมเลย. แม้ว่าจะมีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า "ไม่พึงทำประโยชน์ของตนให้เสียไป เพราะประโยชน์ผู้อื่น แม้มากมาย” ๑ ดังนี้ก็ตาม นี่ก็มิได้หมายความว่า พระองค์ทรง ปิดโอกาสมิให้สาวกบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น หมายความแต่ เพียงว่า ให้ถือประโยชน์ของตนเป็นสิ่งที่ตนจะต้องกระทำให้ ลุล่วงไปเสียก่อน แล้วจึงนึกถึงประโยชน์ผู้อื่น หรือจะสามารถ กระทำประโยชน์ผู้อื่นได้และในที่นี้ก็ทรงประสงค์เฉพาะ ประโยชน์ตนที่สูงสุด คือการกระทำที่สุดแห่งทุกข์ หรือ นิพพานให้แก่ตนนั่นเอง. อย่าทำประโยชน์ตนในลักษณะเช่นนี้ ให้เสื่อมเสียไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นแม้จะมากมายสัก เพียงใด. ส่วนในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์ชั้นสูง คือ พระนิพพาน นั้น ก็มีความสำคัญลดหย่อนลงมาอีกจนถึง ๑. อตฺตทฺตถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย. ธ. ขุ ไตร. ล. ๒๕/ ๓๗/ ๒๒.

น.571 ๑๗๑ กับผู้ทำจะสามารถทำประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านให้ เคียงคู่กันไปทีเดียว ดังที่ตรัสไว้อีกระดับหนึ่งว่า "บุคคลผู้ ไม่ประมาท เป็นคนฉลาด ย่อมยึดเอาไว้ได้ซึ่งประโยชน์ ทั้ง ๒ กล่าวคือประโยชน์ที่เห็นผลทันท่วงทีและประโยชน์ที่ เห็นผลข้างหน้า. เพราะการรู้จักประพฤติประโยชน์อย่าง สมบูรณ์ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นนักปราชญ์หรือบัณฑิต” ๑ ดังนี้. อันการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นนั้น ย่อมเกี่ยวกับการ สังคม คือหมายถึง การที่รู้จักทำตนให้เข้ากันได้กับสังคม อย่าง ๑ และ การประพฤติประโยชน์แก่สังคม อีกอย่าง ๑ รวมกันเป็น ๒ อย่าง ดังนี้. ๑. การทำตนให้เข้ากันได้กับสังคม. ในการทำตนให้เข้ากันได้กับสังคมนั้น. พระผู้มีพระ ภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติระเบียบวินัยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ เป็นอันมาก. แม้ในทางธรรมก็มีข้อธรรมะอันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นจำนวนมากมายไม่แพ้วินัย และพระองค์ก็ได้ทรงปฏิบัติ ให้เป็นตัวอย่าง ด้วยพระองค์เอง อย่างครบถ้วนปรากฏอยู่ ในพระพุทธประวัติมากมายหลายข้อหลายกะทง. ที่เกี่ยวกับวินัยของภิกษุ, ยกตัวอย่าง เช่น ปรับอาบัติ ๑. อปฺปมตฺ อุโภ อตฺเถ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต ทิฏเฐ ธมเม จ โย อตฺโถ โย จตฺ โถ สมฺปรายิ โก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวฺจฺจติ. (สตาถ. สํ. ไตร. ล. ๑๕/ ๑๒๖/ ๓๘๐.)

น.572 ๑๗๒ ปาจิตตีย์ เพราะไปแทรกแซงในที่อาบน้ำสาธารณะ จนเป็น ที่ลำบากแก่ประชาชน โดยเฉพาะพวกผู้หญิง เป็นต้น. แม้ที่สุด แต่เรื่องที่คนทั่วไป หรือภิกษุสามเณรสมัยนี้อาจจะเห็นว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พระองค์ไม่ทรงเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น ปรับอาบัติแก่ผู้ที่เปลือยร่างกาย แม้ส่วนบนในที่ประชุม ชน หรือปรากฏแก่สายตาฆราวาส แม้เพียงคนเดียว และ ปรับว่า เป็นผู้ไร้มรรยาทที่ดีงาม ในเมื่อไม่ระมัดระวังให้ เครื่องปกปิดกายอยู่ใกล้มือ พอที่จะหยิบมาปิดกายได้ทันที ในเมื่อเกิดมีพวกฆราวาสผ่านเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น ภิกษุ เห็นแก่ความสะดวกสบาย เปลือยกายส่วนบนทำงานอยู่ แม้นั่งตากลมเล่นอยู่ก็ตาม และจีวรหรืออังสะอยู่ไกลมือหรือ ไม่อยู่ในที่นั้น จนถึงกับเผอิญฆราวาสผ่านมา หาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ปกปิดร่างกายส่วนหนึ่งข้างบนไม่ได้หรือไม่ทัน อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นผู้มีมรรยาทอันเลวทรามหรือไร้มรรยาทของบรรพชิต. อย่างน้อยก็เป็นอาบัติทุกกฏ เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องกล่าว ถึงการที่ภิกษุนุ่งห่มไม่เรียบร้อยเดินผ่านไปมา ผ่านสายตา เพื่อนฝูงหรือฆราวาสก็ตาม แม้ในวัด. ส่วนระเบียบวินัยอื่น ๆ ที่รุนแรงไปกว่านี้ เช่นการขอไม่รู้จักประมาณ การขอต่อ บุคคลไม่ควรขอ, การแทรกแซงเข้าไปในเขตส่วนตัวของ บุคคลอื่นโดยผลุนผลันการประจบฆราวาสเกินควร เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนแต่ผิดวินัยที่ร้ายแรง นับตั้งแต่สังฆาทิเสสลงไป จนถึงอาบัติปาจิตตีย์ ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมแสดงว่า พระองค์ทรง ประสงค์ให้ภิกษุระวังมรรยาททางสังคมเป็นอย่างยิ่ง.

น.573 ๑๗๓ ส่วนในทางธรรมนั้น ทรงแสดงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการ คบหาสมาคม หรือการที่ต้องปฏิบัติต่อสังคม ไว้อย่าง ครบถ้วน. ที่เป็นธรรมะทั่วไป เช่น ทรงสอนด้วยหลักแห่ง สัปปุริสธรรมอันว่าด้วยการรู้จักกาละเทศะ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักบุคคล รู้จักบริษัท รู้จักตัวเอง เป็นต้นว่า ในกาละเทศะ นั้น ๆ หรือต่อบุคคลหรือต่อบริษัทนั้น ๆ ควรจะประพฤติ อย่างไร เป็นต้น. ส่วนสำหรับฆราวาสอุบาสก อุบาสิกา โดยเฉพาะก็ได้ตรัสธรรมะสำหรับคิหิปฏิบัติไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นมรรยาททางสังคมอย่างชัดแจ้ง เช่น บาลี สิงคา- โลวาทสูตร แสดงถึงข้อปฏิบัติที่จะต้องประพฤติต่อบิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหาย บ่าวไพร่ สมณะชีพราหมณ์ เป็นต้น อย่างไรไว้โดยครบถ้วน ซึ่งรวมความแล้ว ก็กล่าวได้ ว่า พระองค์ทรงประสงค์ ให้พุทธบริษัททุกประเภทมีความ หนักแน่น เคารพมรรยาททางสังคมให้ถูกแลสมบูรณ์ นั่นเอง. ในด้านพระพุทธจริยานั่นเล่า เราจะได้พบข้อความอัน กล่าวถึงพระองค์เอง ในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นเสียงของคน ภายนอก มีพวกพราหมณ์หรือพวกปริพพาชกแห่งลัทธิอื่น เป็นต้น กล่าวสรรเสริญพระองค์ในทางมรรยาทอันเกี่ยวกับ สังคมไว้เป็นอย่างสูง (เช่นที่นำมากล่าวไว้อย่างละเอียดใน หนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาคผนวก ตอนที่ว่าตาม เสียงของคนนอก). เมื่อได้ประมวลมาดูทั้ง ๓ สถาน คือ ส่วนที่เกี่ยวกับวินัย ส่วนที่เกี่ยวกับธรรมะ และส่วนที่เกี่ยวกับพุทธจริยาเช่นนี้แล้ว

น.574 ๑๗๔ ย่อมมีน้ำหนักมาก พอที่จะทำให้พวกเราทั้งหลายเกิดความ เคารพหนักแน่นต่อมรรยาททางสังคม จนไม่เปิดโอกาส ให้เกิดการเสื่อมเสีย แก่เกียรติของพุทธบริษัทในทางนี้. การที่มีภิกษุ สามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกาก็ตาม มีความ หละหลวมในเรื่องนี้ ก็เนื่องมาจากไม่ทราบถึงพระพุทธ ประสงค์ส่วนนี้ หรือทราบแล้ว แต่เข้าใจผิดเห็นว่าเป็นเรื่อง เล็กน้อยไปเสีย ซึ่งเมื่อ กล่าวโดยที่แท้แล้ว เรื่องนี้มีความ สำคัญถึงกับให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตัวบุคคลนั้น และเกิด ความเสื่อมเสีย แก่พระศาสนาโดยส่วนรวมไม่น้อยเลย. ที่เป็นความเสื่อมเสียส่วนตัวบุคคลนั้น ๆ มิใช่หมายถึง การที่ผู้นั้นจะขาดประโยชน์อันจะพึงได้จากสังคมก็หามิได้ แต่หมายถึงการที่เมื่อเขาประพฤติดังนั้น ย่อมหมายความว่า เขามีน้ำใจหรือสันดาน อันกระด้างมาแล้ว. หรือว่าเขากำลัง ชุบย้อมให้จิตใจนิสัยสันดาน ของเขากระด้างขึ้นทุก ๆ วัน นั่นเอง. ก็เมื่อบุคคลมีน้ำใจกระด้วง หยาบอยู่เป็นปกติเช่นนี้ เสียแล้ว จะมีจิตใจอ่อนโยนนิ่มนวลควรแก่การเข้าใจ หรือควร แก่การประพฤติกระทำในทางกาย วาจา ใจ ที่สูงขึ้นไป เช่น ศีล สมาธิ หรือปัญญา ได้อย่างไรเล่า ? มันจึงเท่ากับ เป็น การปิดประตูแห่งการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ของตน นั่นเอง. ที่ว่า เป็นการเสื่อมเสีย แก่พระพุทธศาสนา โดยส่วน รวมนั้น หมายถึงการที่เมื่อประพฤติเช่นนั้นแล้ว ย่อมทำให้ บุคคลที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พากันไม่เลื่อมใสใน

น.575 ๑๗๕ พระพุทธศาสนายิ่งขึ้น แม้ผู้ที่เลื่อมใสอยู่บ้างแล้ว ก็จะคลาย ความเลื่อมใส เพราะความเข้าใจว่า พุทธบริษัทมีความเป็น ป่าเถื่อน หรือว่า หลักพุทธศาสนายังมีความเป็นป่าเถื่อน ไร้มรรยาทหรือวัฒนธรรมปนอยู่ ซึ่งเป็นการทำให้พุทธ- ศาสนาเสื่อมความเชื่อถือในเบื้องต้น แล้วก็ไม่ต้องกล่าวถึง อันดับต่อไป. เพราะเหตุฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลาย พึงระมัดระวัง มรรยาทในทางสังคม และโดยเฉพาะภิกษุ สามเณรแล้ว พึงเคารพในศีลและอาจาระประเภทนี้ให้เป็นอย่างยิ่ง เช่น เดียวกับประเภทอื่น ที่เป็นไปเพื่อคุณธรรมเบื้องสูงโดยเท่า เทียมกันทีเดียว. เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้ต่อเนื่องกันไป ทีเดียวว่า ปาติโมกฺขสํวรสํวุตา อาจาร โคจรสมฺปนฺนา อณุมตฺเตสฺ วชฺเชสุ ภยทสฺ สาวิโน ๑ อันแปลว่า "เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้สำรวม ในปาติโมกข์ ให้ดี, จงสมบูรณ์ด้วยมรรยาท และรู้จักที่โคจร จงมีปกตินิสัยเห็นเป็นภัยอันใหญ่หลวง แม้ในโทษที่มีประมาณเล็กน้อย" ดังนี้ ซึ่งหมายถึงการที่ สำรวมแต่ในปาติโมกข์ อย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอนั่นเอง. ๒. การประพฤติประโยชน์แก่สังคม. สำหรับการประพฤติประโยชน์แก่สังคมนั้น หมายความ ว่า พุทธบริษัทเรายังคงเคารพ แลรับรอง ในสัญญาประชาคม ———————————— ๑. บาลีมากแห่งเช่น จตุก. อํ ไตร. ล. ๒๑/ ๑๘/ ๑๒, เป็นต้น

น.576 การที่คนทุกคนในโลก มีสิทธิและหน้าที่และบุญคุณ เกี่ยวพันกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้ และโดยไม่รู้สึกตัว ซึ่ง ทำให้ทุกคนควรสำนึกไว้ว่า ตนมีหน้าที่ที่จะประพฤติ ประโยชน์ตอบแก่กันและกัน อันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความ เป็นมนุษย์ หรือเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์. เราอาจจะ กล่าวได้ ว่า ผู้ละเมิดต่อสัญญาประชาคมนั้น ไม่ควรได้นามว่า เป็นมนุษย์เลย.!. เพราะเหตุฉะนี้แหละพุทธบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ประเภทที่ยังไม่หลุดพ้น หรือแม้จะเป็นประเภทที่หลุดพ้นแล้ว คือเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ตาม จะต้องรับรู้ในสัญญาประชาคม และประพฤติตนให้ถูกต้องในกรณี ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวคือ ความมีหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติประโยชน์แก่สังคมนั่นเอง. แม้ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว ก็ยังมีทางที่จะทำได้และทำได้เป็น อย่างดี โดยไม่ขัดต่อหลักธรรมวินัย หรือความหลุดพ้นนั้น ๆ แต่ประการใด และการทำนี้ ทำไปด้วยอำนาจความเมตตา กรุณาที่เหลืออยู่, หรือด้วยอำนาจความเคยชิน ในการรับรู้ ต่อสัญญาประชาคมมาแต่กาลก่อน, หรือว่าด้วยอำนาจปัญญา เครื่องรู้จักผิด ชอบ ชั่ว ดี นั่นเอง. สำหรับพุทธบริษัททั่วไป โดยเฉพาะที่เป็นฆราวาสนั้น จะต้องระลึกนึกถึงความจริงที่ว่า คนเราพอเกิดมา ลืมตาขึ้น ในโลก ก็เป็นหนี้บุญคุณคนหรือผู้อื่นเสียอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เลย. ข้อนี้มิได้หมายความถึง การที่เป็นหนี้บุญคุณบิดามารดา ผู้บังเกิดเกล้า หรือพี่ป้า น้าอาว์ เป็นต้นโดยตรง ก็หามิได้. แต่หมายถึงการเป็นหนี้บุญคุณของบุคคลจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรา

น.577 ๑๗๗ ไม่เคยได้เห็นหน้าเห็นตา แต่การกระทำของเขาเข้ามา เกี่ยวข้องแก่การรอดชีวิตของเราโดยตรง. เช่นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ในการประดิษฐ์หยูกยา เครื่องนุ่งห่ม เครื่อง ใช้สอย หรือระเบียบวิธีทางเยียวยารักษาให้เด็กทารกนั้น ๆ รอดชีวิตไปได้ เหล่านี้ เราควรรับรองว่าเขาเป็นผู้มีบุญคุณ อยู่เหนือทารกที่แม้พอสักว่าเกิดมาเท่านั้น. โดยหลักทั่ว ๆ ไปของคนทั่วไปอาจจะถือว่า นั่นหาใช่ เป็นบุญคุณแก่ทารกนั้น ๆ ไม่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ได้ สัมพันธ์กัน ไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้เจตนาที่จะช่วยเหลือกัน คนพวกนี้มีความเห็นไปคนละทาง จนถึงกับกล่าวว่า แม้ บิดามารดา ก็หามีบุญคุณไม่ เพราะเด็ก ๆ เกิดมาจากการ แสวงหาความสนุกสนานทางกามารมณ์ ของบิดามารดา ต่างหาก ดังนี้เป็นต้น จึงไม่ถือว่า บิดามารดามีบุญคุณ. แต่ สำหรับพุทธบริษัท เมื่ออาศัยหลักธรรมวินัยเป็นกฎเกณฑ์ แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะกล่าวเช่นนั้นเลย และยังมีหน้าที่ก่อให้ เกิดการผูกพันในทางหนี้บุญคุณ ไปถึงบุคคลที่ยังไม่เคยเห็น หน้าเห็นตา แต่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในความรอดชีวิตของเรา เช่นบุคคลประเภทที่ประดิษฐ์หยูกยาขึ้นในโลกนี้ เป็นต้น ดังกล่าวแล้วนั้นอีกด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวตามหลักเกณฑ์ แห่งพระพุทธศาสนาซึ่งมีความประณีต ความลึกซึ้ง และความ ซื่อตรงเป็นอย่างยิ่งแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่า "ทุกคนเป็นหนี้สังคม หรือมีความผูกพันในสัญญาประชาคมมาแล้ว ตั้งแต่ขณะที่ ตนได้คลอดออกมาจากครรภ์มารดา หรืออาจจะถึงกับตั้งแต่

น.578 ๑๗๘ อยู่ในครรภ์มารดาด้วยซ้ำไป." เพราะฉะนั้น เมื่อมีความรู้สึก นึกได้ จะต้องเป็นผู้รับรู้และมีความกระหายต่อการที่จะ ประพฤติตอบแทนแก่สังคมตามความผูกพันในทางสัญญา ประชาคมให้ครบถ้วน. ถ้าจะกล่าวตามหลักธรรมอีกแนวหนึ่ง เราอาจจะกล่าว ได้ว่า ผู้ที่ยังมีหนี้สินในทางสัญญาประชาคมผูกมัดดวง วิญญาณอยู่นั้น หาอาจจะหลุดพ้นหรือบรรลุนิพพานไปได้ ไม่. เพราะว่า หนี้สินทางสัญญาประชาคมนั้น ยังผูกพันตนอยู่ เป็นเหมือนกับบาปชนิดหนึ่ง ซึ่งยังห่อหุ้มรึงรัดตนอยู่, นับว่า ยังตกอยู่ในขั้นต่ำ หรือขั้นทรามเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะมีความดี งามหรือความบริสุทธิ์ที่สามารถหลุดพ้นได้อย่างไร. ด้วย เหตุนี้แหละ ทุกคนที่ประสงค์ต่อความหลุดพ้นหรือ นิพพาน จงได้หยิบยกปัญหาแห่งการเปลื้องหนี้ในทางสัญญา ประชาคมนี้ขึ้นสะสางหรือประพฤติปฏิบัติให้ลุล่วงเสียเป็น เรื่องแรก โดยการประพฤติประโยชน์แก่สังคม ทุกโอกาส ทุกสถานที่ ทุกอันดับ ทุกกรณี เต็มความสามารถที่ตนจะ พึงกระทำได้. หรือจะถือเป็นหลักสั้น ๆ ไว้เป็นเครื่องประจำ ใจ เสียทีเดียวว่า "จักประพฤติประโยชน์ผู้อื่นทุกโอกาส ในฐานะเป็นบารมีธรรม สำหรับความมีคติที่เป็นไปในทางสูง ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามนัยที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้กระทำกันแล้ว บรรลุพระนิพพานในที่สุด. หรือจักประพฤติให้สม่ำเสมอ จนกระทั่งเกิดเป็นอุปนิสัยหรือลักษณะเฉพาะของบุคคล ประเภทที่เรียกว่าสัตบุรุษในพระพุทธศาสนา หรือสุภาพบุรุษ

น.579 ๑๗๙ ของโลกโดยทั่วไป" ดังนี้ก็ได้. อย่างนี้นับว่า เป็นการประพฤติ ประโยชน์ต่อสังคมของพุทธบริษัทโดยทั่วไปโดยเฉพาะ สำหรับฆราวาสอย่างสมบูรณ์ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ทีเดียว. ในการประพฤติประโยชน์สังคม ในที่นี้นั้น มีทางที่จะ ทำได้มากมายเหลือที่จะจำแนกเรียงอย่างแต่จะสรุปความได้ ว่า มี ๒ อย่าง คือ การประพฤติประโยชน์ในทางวัตถุด้วย วัตถุ เพื่อประโยชน์ในทางกาย หรือทางความเป็นอยู่ภายนอก เช่นการสงเคราะห์หรือการช่วยเหลือด้วยวัตถุสิ่งของ กำลัง กาย กำลังใจ ตลอดถึงอิทธิพลนานาชนิด อาจบรรดาลสิ่ง ต่าง ๆ ให้เป็นไปเหล่านี้อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่ง คือการ ช่วยเหลือในทางจิตหรือวิญญาณ ได้แก่การทำให้ผู้อื่นมีจิต หรือวิญญาณสูงขึ้นตามหลักธรรมะ จนพ้นทุกข์ในทางจิต ซึ่งสรุปแล้วก็คือ การทำบุคคลให้เข้าถึงธรรมะในพระพุทธ- ศาสนานั่นเองนี่อย่างหนึ่ง ; รวมเป็น ๒ อย่างด้วยกันดังนี้. และควรรับรู้ไว้ด้วยว่า อย่างหลังนั้นเป็นการทำประโยชน์ที่ สูงสุดกว่าประโยชน์ทั้งหลาย ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "ธรรมทานย่อมชนะทานทั้งหลาย" ดังนี้. แม้ว่าตนจะเป็น ฆราวาสก็สามารถบำเพ็ญธรรมทานได้เพราะธรรมทาน มิได้หมายถึงการขึ้นธรรมาสน์เทศน์อย่างคนเขลา ๆ เข้าใจ กันแต่อย่างเดียว, แต่หมายถึงการกระทำอย่างใดก็ได้ ที่เป็น การทำให้ดวงจิตของผู้อื่นสูงขึ้นได้แล้ว ก็เป็นธรรมทาน ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ฆราวาสจึงอาจบำเพ็ญประโยชน์ชั้นสูง

น.580 ธรรมทานนี้ได้ โดยการพิมพ์โฆษณา หรือชี้แจง หรือชักชวน หรือทำให้ดูอันเป็นการเกลี้ยกล่อมให้ผู้อื่นสนใจ ในธรรมะ แล้วประพฤติปฏิบัติเป็นต้น นั่นเอง. พุทธบริษัท มีทางที่จะชนะสังคมอื่น ๆ ในการบำเพ็ญประโยชน์สังคม หรือการเปลื้องหนี้สินในทางสัญญาประชาคม โดยการกระทำ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้. สำหรับพุทธบริษัทที่เป็นบรรพชิตนั้น โดยหน้าที่ที่ ประพฤติอยู่เป็นประจำวัน ก็เป็นการประพฤติประโยชน์ สังคม หรือเปลื้องหนในทางสัญญาประชาคม เป็นอย่างดี อยู่ในตัวเองแล้ว. ข้อนี้หมายถึงเมื่อภิกษุหรือสามเณร ก็ตาม เป็นผู้บวชจริง เรียนจริง ประพฤติ-ปฏิบัติจริง ได้รับผลใน พระพุทธศาสนาจริง แล้วตั้งหน้าตั้งตาสั่งสอนผู้อื่นจริง ดังนี้ ย่อมเป็น การประพฤติประโยชน์ผู้อื่นโดยตรง คือทำให้ผู้อื่น สามารถทำประโยชน์ของเขาเองให้สำเร็จ ทั้งที่เป็นประโยชน์ โลกนี้ และประโยชน์โลกหน้า คือ มีความเจริญทั้งในฝ่าย วัตถุร่างกายและฝ่ายจิตใจ ดังกล่าวแล้วนี้ส่วนหนึ่ง. อีก ส่วนหนึ่งนั้นเป็น การประพฤติประโยชน์สังคมโดยทางอ้อม กล่าวคือ การกระทำเช่นนั้นของภิกษุ สามเณรนั้น ย่อมเป็น การสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยังคงมีอยู่ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ปกป้องมนุษย์ทั้งโลกนี้ ให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปตลอดกาลนาน โดยอาศัยธรรมานุภาพแห่งพระศาสนานั่นเอง. เพราะฉะนั้น ถ้าบรรพชิตรูปใด เพียงแต่สนใจชำระ หน้าที่แห่งบรรพชิตของตนโดยตรงให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เท่านั้น

น.581 ๑๘๑ ย่อมทำความปลอดภัยในทางหนี้สินสัญญาประชาคมให้แก่ ตนได้โดยสิ้นเชิง ถ้าผิดจากนี้แล้ว ก็จะเป็นนักบวชชนิดที่ ท่านกล่าวว่า ต้องตายไปเป็นโค เป็นฬา เพราะไม่ได้ตอบแทน คุณค่าจตุปัจจัย ๔ มี จีวร เป็นต้น ของทายกที่ตนบริโภคอยู่ เป็นประจำวันนั่นเอง. เราจึงเห็นได้ว่า การประพฤติประโยชน์ สังคม หรือเปลื้องหนี้สัญญาประชาคมตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนานั้นเป็นของจำเป็นหรือเป็นหน้าที่โดยตรงอย่างหนึ่ง ของบรรพชิต และทั้งยังแถมเป็นเสมือนหนึ่งบุรพภาคแห่ง การบรรลุพระนิพพานโดยตรงด้วย. ยังมีอีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะเข้าใจไว้ เพื่อมีกำลังใจในการ ประพฤติประโยชน์สังคม ดังกล่าวแล้ว. ข้อนี้หมายถึง การ ประพฤติประโยชน์สังคมด้วยการให้ความรู้ในทางที่สามารถ ทำวิญญาณของบุคคลนั้น ๆ ให้สูงขึ้น. และข้อนี้ไม่เป็นแต่ เพียงการประพฤติประโยชน์สังคม หรือการเปลื้องหนี้ทาง สัญญาประชาคม ซึ่งเป็นการกระทำที่สาธารณะทั่วไป แก่คนทุกชาติทุกภาษาในโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการบำเพ็ญ กุศลที่แท้จริงแลสูงสุดอีกส่วนหนึ่ง ในพระพุทธศาสนาด้วย. เราจะพิจารณากันโดยทำการเปรียบเทียบให้เห็นชัดแจ้ง ดังต่อไปนี้ : ยกตัวอย่างเช่น การกุศลที่ช่วยคนให้พ้นจาก ความเจ็บไข้หรือความตาย ซึ่งกระทำกันอยู่โดยกว้างขวาง ไม่จำกัดชั้นวรรณะ หรือชนิดบุคคล แม้แต่คนพาลเกเรก็ได้รับ การรักษาพยาบาลทะนุถนอมเช่นเดียวกับสุภาพบุรุษ นั้น นับได้ว่าเป็นการกุศลอันแท้จริง แต่ว่ายังไม่ใช่การกุศล

น.582 ๑๘๒ ที่สูงสุด เพราะว่าการกระทำนั้น เป็นแต่เพียงช่วยบุคคลนั้น ๆ ให้รอดจากความเจ็บไข้หรือความตาย แต่แล้วก็ยังคงต้อง ทนทรมานอยู่ในวัฏฏสงสาร ด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือ การเผาลนของกิเลสเป็นต้น ไปตามเดิม เหตุนั้น จึงยังไม่ถือว่า เป็นการกุศลชั้นสูงสุด. ตัวอย่างอีกอย่างหนึ่ง เช่นการสร้าง สถานที่เล่าเรียนศึกษา มีโรงเรียนเป็นต้น ซึ่งทำให้คนรู้ หนังสือ แลมีความฉลาดสามารถในการครองชีพ นับว่า เป็นการกุศลแท้จริงได้ แต่ก็ยังมิใช่การกุศลชั้นสูงสุดอีก นั่นเอง เพราะยังไม่ทำให้บุคคลนั้น ๆ สามารถทำตนให้พ้น จากความทุกข์ทรมาน ด้วยอำนาจของกิเลส และความทุกข์ อื่น ๆ อันมีประจำอยู่ในวัฏฏสงสารดังกล่าวแล้ว. และยิ่ง กว่านั้น ตามที่เห็นกันโดยมากนั้น กลับปรากฏว่า คนที่มีวิชา ความรู้มาก ๆ ในทางนี้ ก็มีแต่จะใช้ความรู้นั้นหาประโยชน์ ทางวัตถุใส่ตัว หรือรู้จักหาวิธีทำตัวให้ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลินไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งไปเสียกว่าบุคคลผู้ไม่มีความรู้ ในวิชาหนังสือมากเหมือนอย่างนั้นไปเสียอีก. โดยเหตุนี้ จึงถือว่า การให้การศึกษาในลักษณะเช่นนี้ แม้จะมีการจัดทำ อย่างกว้างขวางใช้ทุนรอนมากมายเพียงไร ก็ยังหาใช่เป็น การกุศลชั้นสูงสุดไม่. ส่วนการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ในทางที่ทำให้บุคคล เหล่านั้น เกิดความเข้าใจอันถูกต้องในสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะ ในชีวิต หรือสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิต จนถึงกับมีความรู้ว่าความ ทุกข์คืออะไร ? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? ความไม่มีทุกข์เลย

น.583 ๑๘๓ คืออะไร ? และจะได้ความไม่มีทุกข์เลยมาโดยวิธีอย่างไร ? จนเป็นความรู้ที่ถูกต้องและปฏิบัติได้ตามความรู้นั้น ดังนี้แล้ว บุคคลนั้น ๆ ย่อมพ้นทุกข์ มีความสุขได้ ทั้งที่ไม่รู้หนังสือทั้งที่ กำลังนอนเจ็บอยู่ หรือแม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ยังมี ความสุข หรือได้รับประโยชน์ จากการเป็นมนุษย์ ยิ่งกว่า บุคคลที่ตรงกันข้าม ซึ่งแม้จะมีชีวิตอยู่ด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ตั้ง ๑๐๐ ปีก็ตาม. เพราะเหตุฉะนั้น จึงได้กล่าวว่า การประพฤติประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นในทางฝ่ายจิตหรือ วิญญาณนี้ นอกจากจะเป็นการเปลื้องหนี้ทางสัญญา ประชาคม หรือประพฤติประโยชน์แก่สังคม ตามระดับ กฎเกณฑ์ทั่วไปของโลกแล้ว ยังแถมเป็นการบำเพ็ญกุศล อันแท้จริงและสูงสุดไม่มีอะไรยิ่งกว่าในพุทธศาสนานั้น อีกด้วย. ดังนั้น ขอให้พุทธบริษัทเรา จงได้พากันสนใจใน การประพฤติประโยชน์ส่วนนี้ ให้เป็นอย่างสูงสุดโดยทำนอง เดียวกัน. เท่าที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นการประพฤติการประโยชน์ สังคม ของบุคคลผู้ยังไม่หลุดพ้น คือยังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังมีหนี้สินพัวพันกันไปมาอยู่ตามประสาบุถุชน ซึ่งตกอยู่ ภายใต้อำนาจของกิเลสด้วยกัน ซึ่งถือว่า เป็นสิทธิและหน้าที่ อันจะพึงทำต่อกัน หรือพึงเรียกร้องจากกัน ตามโลกิยวิสัย. ส่วนการประพฤติประโยชน์สังคมของบุคคลประเภทที่หลุดพ้น แล้ว กล่าวคือพระอรหันต์โดยเฉพาะนั้น มีความผิดแปลก ไปจากการประพฤติประโยชน์สังคม ของบุคคลที่ยังไม่หลุด

น.584 ๑๘๔ พ้น อย่างตรงกันข้ามทีเดียว กล่าวคือ การประพฤติประโยชน์ สังคมของพระอรหันต์นั้นเป็นการกระทำที่ทำด้วยอำนาจ เมตตาหรือปัญญาล้วน ๆ และเป็นการกระทำของบุคคลผู้พ้น จากหนี้สิน ในทางสัญญาประชาคมผูกพันอยู่แต่ประการ ใด ซึ่งนับว่า เป็นแต่การให้โดยส่วนเดียวไม่มีการรับเอา สิ่งที่ตอบแทนมาเลย. ที่ว่า "ทำด้วยอำนาจเมตตาและปัญญาโดยส่วนเดียว" นั้น หมายความว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากกิเลสหรือ ตัณหาอันเป็นเหตุให้ทำกรรม เพื่อหวังประโยชน์อย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งความเป็นอย่างนี้ ย่อมผิดจากการกระทำของ บุคคลทั่ว ๆ ไปที่ยังมีกิเลสอยู่อย่างตรงกันข้าม. ที่ว่า "พระอรหันต์ประพฤติประโยชน์สังคม ในฐานะ บุคคลผู้ไม่มีหนี้สินในทางสัญญาประชาคม" นั้น หมายความ ว่า นอกจากพระอรหันต์จะเป็นผู้หมดกิเลส อันเป็นเหตุให้ยึด ถือตัวตน ไม่มีความรู้สึกว่า สัตว์ บุคคล เรา เขา จึงไม่มี ความรู้สึกว่า เป็นลูกหนี้ หรือเป็นเจ้าหนี้ขึ้นมาได้แต่ประการ ใด ดังนี้แล้ว ยังมีความจริงอีกข้อหนึ่งว่า การเป็นพระอรหันต์ ของบุคคลคนหนึ่งในโลกนั้น ชื่อว่า เป็นการทำประโยชน์ให้แก่ โลกอย่างใหญ่หลวงโดยไม่มีทางที่ชาวโลกจะตอบแทนบุญคุณ อันนี้ให้ทัดเทียมกันได้. ข้อนี้มีความหมายอันลึกซึ้ง ที่จะต้อง พิจารณาให้เห็นความจริงที่ว่าการมีพระอรหันต์แม้เพียง องค์เดียวอยู่ในโลกนั้น เป็นความดี ความงาม ความสุขสวัสดี ความประเสริฐ หรือมิ่งขวัญแก่โลกสักเพียงใด. ต่อเมื่อมอง

น.585 ๑๘๕ เห็นคุณค่าของพระอรหันต์โดยนัยดังกล่าวแล้วนี้โดยสมบูรณ์ บุคคลจึงจะเห็นได้ว่า เพียงแต่พระอรหันต์เป็นพระอรหันต์อยู่ ในโลกเท่านั้น ก็เป็นความมีบุญคุณแก่สัตว์โลกอย่างเหลือ ที่จะตอบแทนได้เสียแล้ว. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า พระ อรหันต์ประพฤติประโยชน์แก่สังคม มิใช่ในฐานะที่มีความ เกี่ยวพันหรือหนี้สินทางสัญญาประชาคมแต่อย่างใด แต่เป็น การให้อย่างบริสุทธิ์ล้วน ๆ ของท่าน ดังกล่าวแล้ว. ปัญหาต่อไป อาจจะมีเหลืออยู่สักเล็กน้อยว่า พระ อรหันต์ผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว จะมีความรู้สึกในการที่จะประพฤติ ประโยชน์สังคมได้อย่างไร ? หรือจะไม่ขัดต่อภูมิธรรมของ พระอรหันต์ได้อย่างไร ? คำตอบ ในที่นี้มีว่า แม้ว่า พระอรหันต์จะมีจิตหลุดพ้น แล้วจากอุปาทานซึ่งยึดถือว่าตัวตนหรือเรา เขา เป็นต้น ก็ตาม มิใช่ว่า จะไม่มีความรู้สึกในการกระทำสิ่งใด เป็น ประจำวันที่เป็นประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่น. ทั้งนี้เพราะเหตุ ว่า การที่จะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาได้นั้น ต้องเคยบำเพ็ญ บารมีในทางเมตตาและปัญญามาแล้วอย่างล้นเหลือ. โดย อำนาจเมตตาและปัญญานั้นได้ทำให้ท่านหลุดพ้นจากกิเลส เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ไม่มีความปรารถนา หรือความหวัง แต่อย่างหนึ่งอย่างใด อย่างวิสัยคนธรรมดา ก็ตาม แต่ถึง กระนั้น กำลังงานหรือแรงงานของเมตตาและปัญญานั้น ยังเหลืออยู่ในนิสัยสันดานจึงเป็นกำลังงานที่ผลักดัน ให้ท่าน เคลื่อนไหวไป ในรูปใดรูปหนึ่งตามสมควรแก่เมตตาและ

น.586 ๑๘๖ ปัญญานั้น ๆ โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของความปรารถนา หรือความหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้ามาเป็นเครื่องช่วยผลักดัน เลย. เปรียบเหมือนเรือที่แล่นไปโดยเร็วด้วยอำนาจกำลังแจว หรือพายด้วยแรงคน หรือโดยกำลังเครื่องจักรเครื่องกลอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ก็ตาม แม้ว่าจะได้ยกแจวหรือพายขึ้นเสีย หรือ หยุดเครื่องจักรเครื่องกลนั้น ๆ เสียโดยกระทันหัน ถึงกระนั้น เรือก็ยังพุ่งต่อไปได้ โดยอำนาจของแรงงานที่เหลืออยู่ล้วน ๆ โดยไม่ต้องอาศัยกำลังแจว หรือพาย หรือกำลังเครื่องจักร ในขณะนั้น แต่ประการใด ก็ยังแล่นไปได้. ข้อนี้ฉันใด. พระ อรหันต์ผู้ปราศจากความต้องการ แลความหวัง ก็ยังประพฤติ ประโยชน์สังคมได้ โดยอาศัยกำลังงานของเมตตาแลปัญญาที่ เหลืออยู่เป็นทุน ฉันนั้น. โดยเฉพาะกำลังปัญญานั้น ทำให้ ท่านรู้ว่า ท่านควรทำอะไร หรือเป็นเครื่องบรรดาลให้กระทำ สิ่งต่าง ๆ แต่ในทางที่ควรทำโดยไม่ต้องอาศัยความคิดนึกอันใด เป็นพิเศษ. เพราะเหตุฉะนั้นเอง เมื่อเวลาว่างยังมีอยู่ หรือ กำลังกายยังมีอยู่ การเคลื่อนไหวของพระอรหันต์ที่ปราศจาก ความปรารถนา ก็เป็นไปแต่ในทางที่ถูกที่ควร โดยอำนาจของ ปัญญาที่เหลืออยู่สักว่าเป็นซาก จนกว่าพระอรหันต์นั้นจะ ปรินิพพานไปในที่สุด. เพราะเหตุฉะนี้เอง การบำเพ็ญ ประโยชน์สังคม จึงเป็นสิ่งที่ไม่ฝืนความรู้สึกของพระอรหันต์ และไม่มีผิด หรือไม่ขัดต่อภูมิธรรมของความเป็นพระอรหันต์ แต่ประการใด เป็นการตัดเสียซึ่งความเข้าใจผิดของบุคคล บางพวก ที่อาจจะคิดเห็นว่า พระอรหันต์เป็นผู้หมดกิเลส

น.587 ๑๘๗ หมดความยึดถือ หมดความปรารถนา โดยประการทั้งปวง แล้ว จะเอาอะไรมาเป็นกำลังงาน สำหรับการประพฤติ ประโยชน์ผู้อื่นดังนี้ให้หมดสิ้นไปได้. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จนถึงที่สุด ย่อม เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนานั้น ย่อมรับรอง การประพฤติประโยชน์สังคม หรือการเปลื้องหนี้ใน ทางสัญญาประชาคม ว่า เป็นสิ่งที่พึงกระทำตาม สมควรแก่กรณีของบุคคลนั้น ๆ. พุทธบริษัท จะ ต้องจัดจะต้องทำ ในการประพฤติกระทำอันนี้ ให้ ถูกต้องแลสมบูรณ์ ในฐานะเป็นบุรพภาค หรือเป็น ฐานที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญความดีงาม ในเบื้องสูง ไปและพร้อมกันนั้น ก็ยังเป็นไปเพื่อความเป็นอยู่ อย่างผาสุกในโลกด้วย. แม้ที่สุดแต่พุทธบริษัทที่ เป็นบรรพชิตก็ยังมีการประพฤติกระทำชนิดที่ทำ ตนให้เข้ากันได้กับสังคมแล้ว หาทางประพฤติ ประโยชน์แก่สังคมตามโอกาสนั้น ๆ เพื่อประโยชน์ ตน เพื่อประโยชน์ผู้อื่น และเพื่อประโยชน์แก่พระ ศาสนาได้สืบไปตามลำดับ จนกระทั่งเป็นผู้หลุดพ้น เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังมีการกระทำอยู่ โดยกำลัง งานของเมตตาแลปัญญา ซึ่งเหลืออยู่เป็นซาก. เราจะพึงเห็นได้จากพระพุทธจริยาของพระสัมมา-

น.588 ๑๘๘ สัมพุทธเจ้า ผู้รอบรู้ในการกระทำอันนี้ ซึ่งทรงทำด้วย พระองค์เอง แล้วยังบัญญัติวินัยทรงแสดงธรรม แลทรง ประพฤติให้เป็นตัวอย่างแก่สาวกทั้งหลาย โดยครบถ้วน จริง ๆ. สรุปความได้ว่า พุทธศาสนายังคงมีความมุ่งหมาย ในประโยชน์ ทางสังคมอยู่ส่วนหนึ่ง เคียงคู่กันไปกับประโยชน์ ส่วนตัวบุคคล อันจะดำเนินไปสู่โลกุตตรภูมิโดยเฉพาะ . ขอให้พวกเราเหล่าพุทธบริษัท จงมีความเข้าใจแลรับรู้ ในเกณฑ์อันนี้ แล้วประพฤติกระทำให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ของพระพุทธศาสนาโดยครบถ้วนทุกประการ จงทุกคนเถิด.

น.591 คำนำ ————————— ถ้าหากท่านทั้งหลาย ยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่า พระธรรม อันเป็นอาหารทางใจ สำคัญยิ่งไปกว่าอาหารทางกายอยู่ เพียงใดแล้ว ก็ยังเป็นที่หวังได้ว่าโลกนี้จะยังไม่เป็นของร้อน เกินไป สำหรับท่านทั้งหลายอยู่เพียงนั้น. ธรรมะที่ยังเป็นเพียงถ้อยคำอยู่ในหนังสือนั้น ยังช่วยใคร ไม่ได้ เมื่อใดถ้อยคำนั้นมีคนเอาไปคิดไปตรอง เห็นด้วยแล้ว พากันปฏิบัติตาม เมื่อนั้นธรรมะเหล่านั้น จะกลายรูปจาก ที่เป็นเพียงคำพูด มาเป็นองค์พระธรรมที่สามารถคุ้มครอง ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ๆ ให้รอดจากทุกข์ได้ เหมือนร่มหรือเครื่อง กั้นฝนใหญ่ ๆ คุ้มฝนให้ในฤดูฝน ฉันใดก็ฉันนั้น และเมื่อนั้น ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วยเป็นขั้นสูงสุด เพราะเหตุนี้ ในที่สุดนี้ หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ใช้พระธรรมเป็น อาหารใจ เหมือนกับที่ใช้อาหารตามธรรมดาเป็นอาหาร กาย เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ความได้เกิดมาเป็นมนุษย์และ ได้พบพระพุทธศาสนาของตน ๆ สืบไปตลอดกาลนาน. ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญฺโญ ๑๙๑

น.592 ๑๙๒ การถึงพระรัตนตรัย โ ด ย พ ยั ญ ช น ะ, คำ ๆ นี้แยกได้เป็น ๓ บทคือ ไตร + สรณะ + คมนะ (หรืออาคมนะสำหรับภาษาไทย). แปลว่า การถึงสรณะ ๓ อย่าง. คำว่า อาคมนะ แปลว่า ถึงทั่ว หรือจะแปลว่า มาถึง ความก็อย่างเดียวกัน. โ ด ย อ ร ร ถ, คือความหมายนั้น หมายความว่า การ ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะของตน. คำว่า สรณะ แปลว่า ที่ระลึกถึง หมายความว่าเป็นที่จดจ่อ ของจิตทั้งในยามปกติและยามมีอันตราย ท่านเอาความหมาย กันโดยทั่ว ๆ ไปว่า เป็นที่พึ่ง. โ ด ย ป ร ะ วั ติ, การถึงสรณะ ๓ อย่าง นี้มีขึ้นเมื่อมี พระอรหันตสาวกเกิดขึ้นแล้วในศาสนานี้ก่อนหน้านั้น มีสรณะ แต่เพียง ๒ คือ พระพุทธ กับ พระธรรม แต่ชั่วเวลาอันไม่นาน ก็เกิดพระอรหันตสาวกขึ้นในพระศาสนา หลังจากการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียง ๒-๓ เดือนในครั้งแรก ๆ การถึงสรณะนี้ เป็นการถึงของบุคคลผู้เลื่อมใสแล้วประกาศ การถึงของตนออกมาเอง หาใช่เป็นการขอแล้วให้โดยไม่รู้ ความหมาย หรือสักว่าเป็นพิธีไม่เลย แม้การบวชของภิกษุ

น.593 ๑๙๓ พระองค์ก็มิได้ทรงให้รับสรณะทั้ง ๓ นี้ เพราะเป็นสิ่งที่เขา ถึงแล้วด้วยตนเอง แล้วจึงมาขอบวช พระองค์ทรงประทาน การยินยอมให้บวชด้วยคำว่า "มาเป็นภิกษุ ประพฤติพรหม- จรรย์ ทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด" เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่า สำเร็จความเป็นภิกษุ ในกาลต่อมา เมื่อจะมีการบวชเด็ก ๆ เป็นสามเณร ตรัสสั่งให้ทำพิธีบวชด้วยการให้รับถือสรณะ ทั้ง ๓ นี้ ซึ่งแสดงอยู่ในตัวว่า เด็ก ๆ นั้นไม่สามารถถึงหรือได้ ถึงสรณะทั้ง ๓ นั้นมาก่อน จึงต้องทำการสอนให้และรับไป ศึกษา แม้เมื่อจะทรงอนุญาตให้ภิกษุอื่นเป็นอุปัชฌายะ อุปสมบทบุคคลให้เป็นภิกษุแทนพระองค์ในถิ่นต่าง ๆ ในตอน ต้น ๆ ของปฐมโพธิกาล ก็ได้ตรัสให้ใช้วิธีการให้รับถือสรณะ ทั้ง ๓ นี้ เป็นการให้อุปสมบท ซึ่งย่อมรวมทั้งบุคคลที่ถึงสรณะ ด้วยใจตนอย่างถูกต้องมาก่อนแล้ว และบุคคลที่ยังไม่เข้าถึง สรณะ เพียงแต่มีศรัทธาเกิดขึ้น เพราะความพอใจในการบวช ก็ได้ โดยเหตุนี้ จึงเกิดมีการให้รับถือสรณะ ๓ แก่บุคคล ที่ยังไม่รู้จักตัวจริงของสิ่งซึ่งเป็นสรณะนั้น ๆ. อุบาสก อุบาสิกา ในตอนแรก ๆ ส่วนมากประกาศการ ถือสรณะในใจของตนเองออกมาเองทั้งนั้น ในพระคัมภีร์ พระไตรปิฎก ยังไม่เคยพบการให้ถือสรณะอย่างทุกวันนี้ คงพบแต่ที่อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น เขาประกาศตนออกมาเอง เพราะได้ฟังธรรมแล้วเลื่อมใส แต่การถึงอย่างนั้นเป็นที่เชื่อ ได้ว่า ในตอนหลัง ๆ คงมีระเบียบวิธีการให้รับถือสรณะ แก่ฆราวาส ผู้ขอสมัครเข้ามาเป็นพุทธบริษัทด้วยเหมือนกัน

น.594 ๑๙๔ สรุปความโดยประวัติก็มีอยู่ว่า พิธีการให้รับถือสรณะ แก่บุคคลผู้ไม่รู้จักตัวสรณะมาก่อนนั้น เป็นของที่เกิดขึ้น ภายหลัง เมื่อบุคคลนั้นพยายามศึกษาไป ย่อมเข้าใจในสรณะ และถึงสรณะได้ตามสมควรตามส่วน ส่วนที่ถึงไม่ได้โดย จิตใจ ก็ยังคงมีและมีมาแล้วตั้งแต่โบราณ จึงทำให้เกิดมีผู้ถึง สรณะจริง ๆ กับผู้ถึงสรณะแต่ปาก หรือพอเป็นพิธีขึ้น เป็น ๒ พวกด้วยกัน ดังนี้. สิ่งซึ่งเป็นสรณะอันมีอยู่ ๓ อย่าง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สั้น เป็นสิ่งที่มีความลึกซึ้งอยู่เป็นชั้น ๆ อันนี้เองเป็นมูลเหตุอันสำคัญที่ทำให้คนถึงสรณะได้ หรือ ถึงไม่ได้ ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่สมควรศึกษาสำหรับพวกเรา อันเกิดอยู่ในยุคที่มีการถึงสรณะตามพิธี กล่าวคือ ไม่ได้ถึง ด้วยใจจริงด้วยตนเองมาก่อน มาพลอยถึงกับเขาตามระเบียบ วิธีของการบรรพชาอุปสมบทหรือการปฏิญญาณตนเป็น พุทธมามกะ เป็นต้น. ที่ว่า พระรัตนตรัยมีความลึกซึ้งอยู่เป็นชั้น ๆ นั้น เรา พอจะแบ่งได้เป็น ๓ ชั้น และ ๔ ชั้นทั้งชั้นพิเศษ. พระพุทธเจ้า ในชั้นนอก ๆ ที่สุด สำหรับเด็ก ๆ ก็คือ พระพุทธรูป พระพุทธบาท พระธาตุ ต้นโพธิ์ เป็นต้น ฯลฯ. พระพุทธเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความรู้มีการศึกษาตามธรรมดา ก็ได้แก่บุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศอินเดีย เมื่อสองพัน ปีเศษมาแล้ว ได้ตรัสรู้และสั่งสอนธรรมะแก่ประชาชน. พระพุทธเจ้าชั้นในสำหรับผู้ศึกษาธรรมะ ก็ได้แก่ดวงจิต

น.595 ๑๙๕ ที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา รู้อริยสัจจ์ ๔ ประการ ไม่เกี่ยว กับร่างกาย. พระธรรม ชั้นนอกสุด คือวัตถุที่ใช้สำหรับการ จารึกขีดเขียน เช่น ใบลาน หรือ หนังสือ เป็นต้น, ซึ่งเหมาะ สำหรับเด็ก ๆ จัดเป็นชั้นนอกสุดของพระธรรม. พระธรรม ชั้นกลาง สำหรับผู้ใหญ่ทั่ว ๆ ไป ก็คือตัวคำสอนที่พระพุทธ- เจ้าได้ตรัสสอน. ส่วนพระธรรมชั้นในของพวกนักธรรมะนั้น ถือว่า ของจริง หรือความจริง เช่น อริยสัจจ์ ๔ นั้นต่างหาก เป็นตัวพระธรรม คือหมายเอาตัวความจริงเป็นพระธรรม และโดยเฉพาะคือ ความจริงเรื่องพ้นจากความทุกข์. สำหรับ พระสงฆ์ นั้น ชั้นนอกสุดของเด็ก ๆ หรือยายแก่ ผู้ไม่เคย รับการศึกษา ก็คือผ้าเหลืองหรือภาพของการปลงผม การ อยู่วัด เป็นต้น, พระสงฆ์ชั้นกลาง ก็คือสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทั้งหมด ทั้งที่เป็นสมมติสงฆ์และพระอริยสงฆ์ แต่ก็ยังหมายเอาตัวคนอยู่นั่นเอง. พระสงฆ์ชั้นในสุดของ นักศึกษาธรรมะทั่ว ๆ ไป หมายถึงจิตใจของบุคคลผู้มีปัญญา รู้อริยสัจจ์ เป็นต้น เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ไม่เกี่ยวกับ ร่างกาย. โดยนัยนี้ เราจึงได้พระรัตนตรัยเป็น ๓ ชั้น คือ เป็นชั้นนอก เป็นชั้นกลาง และเป็นชั้นใส ดังกล่าวแล้ว. แต่อย่างไรก็ตาม พระรัตนตรัยในลักษณะเช่นนี้ ยัง อยู่ในกรอบวงของการสมมติบัญญัติเป็นสัตว์ เป็นบุคคล อยู่นั่นเอง. เมื่อบุคคลเห็นธรรมะ แจ่มแจ้งจนถึงกับเพิกถอน สมมติออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว จะพบพระรัตนตรัยในชั้นพิเศษ อยู่ในรูปอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับสมมติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ

น.596 ๑๙๖ มากเหมือนกับพระรัตนตรัย ชนิดที่กล่าวแล้ว. ความผิดกันในเรื่องนี้ มีอยู่หลายอย่าง แต่ที่สำคัญนั้น ก็คือ บุคคลผู้มองเห็นธรรมะ ในชั้นที่เพิกถอนสมมติเสีย ได้แล้วจักเห็นรัตนะ ๓ อย่างนั้น เป็นของอย่างเดียวกันไม่มี ความแปลกแตกต่างกัน หรือไม่อาจจะแยกกันได้ กล่าวคือ มีความเห็นประจักษ์ชัดว่า ตัวแท้ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่ ธรรมะ สมตามพระพุทธภาสิตที่ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรมะ ผู้ไม่เห็น ธรรมะ แม้จะจับจีวรของตถาคต ก็หาชื่อว่าเห็นตถาคตไม่”. ดังนี้ หมายความว่า ตัวธรรมะเป็นขององค์ตถาคต. หรือ อีกอย่างหนึ่ง เราอาจจะคำนวณได้จากเหตุการณ์อันเกี่ยวกับ พระองค์เอง เช่น บุคคลเป็นอันมากในครั้งพุทธกาล ได้เดิน สวนทางกับพระองค์ก็มี ได้ทักทายปราศรัยกันก็มี ได้ฟัง ธรรมะเป็นกิจลักษณะก็มี ได้ใกล้ชิดกันมาแต่เล็ก ได้ฟัง คำพร่ำสอนอยู่เป็นประจำวัน เช่น พระเทวทัตก็มี แต่แล้ว ก็ปรากฏว่า คนเหล่านั้น ไม่นับถือพระองค์เลย และที่ถึงกับ ทำตนเป็นศัตรู ผู้ล้างผลาญ ก็ยังมี. มีภิกษุหลายรูปที่บวช ในสำนักของพระองค์ มีการถกเถียงด้วยพระองค์เป็นการ ใหญ่ แล้วหลีกไปสู่ศาสนาอื่นก็ยังมี ๑ . ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นตัวบุคคล แม้ประกอบด้วยปัญญา ความรู้ ปฏิภาณ โวหาร เช่นนั้นก็ตาม หรือพระธรรมใน รูปที่เป็นคำพูดคำอธิบายจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง ——————————— ๑. เช่น ภิกษุ สุนักขัตตะลิตฉวีบุตร ในปาฏิกสูตร ปา. ที. ๑๑/ ๙/ ๕.

น.597 ๑๙๗ ก็ตาม ยังไม่สามารถทำบุคคลให้เลื่อมใสได้สำหรับบางคน ก็เพราะว่า ด้วยการกระทำเพียงเท่านั้นเขาก็ยังไม่อาจถึง พระพุทธ พระธรรม เพราะตัวแท้ของพระพุทธ พระธรรม อยู่ลึกไปกว่านี้มากนัก. เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นด้วยตาม ที่พระองค์ตรัสว่า "เห็นธรรมะ (ตัวแท้) จึงจะเห็นตถาคต และถ้าเห็นตถาคต ก็หมายถึงเห็นธรรมะ (ตัวแท้)". สำหรับพระสงฆ์นั้น มีความเป็นพระสงฆ์ขึ้นมาได้โดย หลักเกณฑ์อันเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมาได้ หมายความว่า พระสงฆ์มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ทีเดียวกับที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้า ผิดกันแต่เพียงอาการ ภายนอก ซึ่งเป็นเพียงของประกอบ คือ พระพุทธเจ้าได้รับ สิ่งนั้นมาโดยลำพังพระองค์เอง ส่วนพระสงฆ์ต้องพึ่งพระ- พุทธเจ้าจึงได้มา แต่เมื่อได้แล้ว มีความเป็นอย่างเดียวกัน ตัวแท้ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ตัวแท้ของพระสงฆ์ก็ เป็นอย่างนั้น เมื่อตัวแท้ของพระพุทธเจ้า คือธรรมะแล้ว ตัวแท้ของพระสงฆ์ก็ต้องเป็นธรรมะด้วย โดยไม่ต้องสงสัย. ในที่สุด ปัญหาที่เราจะพิจารณามารวมอยู่ที่คำว่า "ธรรมะ" คำว่า ธรรมะ ซึ่งเป็นความหมายรวมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ผิดจากคำว่า ธรรมะคำอื่น ๆ ซึ่ง มีอยู่มากมาย เพราะคำว่า ธรรมะนั้น มีความหมายไม่น้อย "กว่า ๑๐ อย่าง ๒๐ อย่าง โดยทั่วไปหมายถึงสิ่งทั้งปวง ทุกสิ่ง มีค่าเท่ากับคำในภาษาไทยว่า "สิ่ง" เท่านั้น แต่คำว่า ธรรมะ โดยเฉพาะในที่นี้นั้น เป็นคำพิเศษ หมายเฉพาะสิ่งที่ถ้ามี

น.598 ๑๙๘ อยู่ในบุคคลใดแล้ว ทำบุคคลนั้นให้ได้นามว่าพุทธะ หรือ สังฆะ แล้วแต่กรณี. สิ่งใดเล่า ที่ถ้าเข้าไปมีในบุคคลใดแล้ว ทำบุคคลนั้น ให้ได้นามว่า พุทธะ หรือสังฆะ ? เราอาจจะกระโดดข้ามไปพิจารณาถึงคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติ อันประจำอยู่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งตรงเป็นอันเดียวกันเสียทีเดียว โดยอาศัยหลัก ทางตรรกวิทยาว่า พระพุทธเจ้า เพื่ออะไร ? พระธรรม เพื่ออะไร ? พระสงฆ์ เพื่ออะไร ? ในที่สุดเราก็จะพบสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นจุดรวมของความมุ่งหมายแห่งคำว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะ. สิ่งที่กล่าวมานี้ ก็คือภาวะแห่งความบริสุทธิ์ สะอาด ความสว่างแจ่มแจ้ง และความสงบเย็นซึ่งอยู่ในรูป ของมรรค ผล นิพพาน ต่างกันเพียงลำดับชั้น ถ้ามีน้อยก็เป็น มรรคผลชั้นต้น ๆ ถ้ามีมากก็เป็นมรรคผลชั้นสูง ๆ ถ้าหมาย ถึงสิ่งที่มีลักษณะ ๓ ประการนี้อยู่ในตัวเอง ในฐานะที่เป็น ธรรมชาติ อันเป็นอิสระเหนือเหตุเหนือปัจจัยแล้ว ก็คือ นิพพาน. สำหรับพระพุทธเจ้านั้น ความตรัสรู้ของ พระองค์ก็คือ การเข้าถึงสิ่งซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ และเป็นชั้นสูงสุด. สำหรับพระธรรม นั้น ที่เป็นคำสอนหรือปริยัติก็สอนเพื่อให้ได้สิ่งซึ่ง มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ. ที่เป็นการปฏิบัติก็ ปฏิบัติเพื่อให้ได้สิ่งซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ.

น.599 ๑๙๙ ที่เป็นขั้นได้ผล คือขั้นปฏิเวธ ก็ได้ผลเป็นสิ่งที่ สะอาด สว่าง สงบ กล่าวคือ มรรค ผล นิพพาน นั่นเอง. สำหรับพระสงฆ์เล่า ก็คือผู้ที่เรียนและ ปฏิบัติและได้รับผลของการปฏิบัติมาเป็นสิ่งซึ่งมี ลักษณะสะอาด สว่าง สงบ. แม้จะสอนคนอื่น ก็สอนเพื่อให้ได้สิ่งซึ่งมีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ อีกนั่นเอง. เพราะฉะนั้น เมื่อเราทำการพิจารณาอย่างละเอียด ประณีต เพ่งเล็งไปยังจุดศูนย์กลางของความเป็นพระพุทธ- เจ้า โดยตั้งปัญหาขึ้นว่าอะไรเล่า ที่เต็มอยู่ในใจอันประกอบ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว ก็จะพบว่า สิ่งซึ่งเต็มอยู่ในพระพุทธหฤทัยก็คือ "สิ่ง" ซึ่งมีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง. เมื่อเพ่งเล็งไปยังจุดศูนย์กลาง ของพระธรรมให้ถึงใจความหรือหัวใจของพระธรรมจริง ๆ แล้ว เราก็จะพบว่า มีจุดศูนย์กลางอยู่ตรงที่ "สิ่ง" ที่มีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ อีกนั่นเอง. ในส่วนพระสงฆ์นั้นเล่า เมื่อ ตั้งปัญหาอย่างเดียวกันกับที่ตั้งขึ้นสำหรับพระพุทธเจ้า คือ ปัญหาว่า อะไรเล่า ที่เต็มอยู่ในหัวใจของพระสงฆ์ ดังนี้แล้ว เราก็จะพบว่า "สิ่ง" ซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั้นอีก. หากเป็นพระสงฆ์ที่ยังไม่ได้บรรลุถึง "สิ่ง" ซึ่งมีความสะอาด สว่าง สงบ คือสงฆ์สมมติหรือสงฆ์บุถุชนนี้ ถ้าผู้นั้นเป็นสงฆ์ แท้ เราก็จะพบว่า กำลังทะเยอทะยานเพื่อให้ได้รับสิ่งซึ่งมี ลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั้นอีกเหมือนกัน ซึ่งแปลว่า

น.600 ๒๐๐ แม้เป็นสงฆ์สมมติ หรือสงฆ์บุถุชนก็มี " สิ่ง " สิ่งนั้นเป็น จุดหมาย. เพราะฉะนั้น เราจึงพบความจริงข้อหนึ่งว่า "สิ่ง" ซึ่งมี ลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง เป็นจุดศูนย์กลางแห่ง สิ่งทั้งหลาย. ปรากฏตัวออกมาในลักษณะหนึ่งเป็นพระพุทธ- เจ้า ปรากฏตัวออกมาในลักษณะหนึ่งเป็นพระธรรม ปรากฏ ตัวออกมาในลักษณะหนึ่งเป็นพระสงฆ์ กระทั่งเป็นสมมติ บัญญัติภายนอกอย่างอื่น ๆ มากออกไป เช่นเป็นพระพุทธเจ้า ยุคนั้น ยุคนี้ ชื่อนั้น ชื่อนี้ ลูกคนนั้น หลานคนนี้ กระทั่งที่มา อยู่ในลักษณะของพระพุทธรูปแล้ว ก็ยังเป็นพระพุทธรูป สมัยนั้นสมัยนี้ สกุลนั้นสกุลนี้. ส่วนที่ " สิ่ง " สิ่งนั้นปรากฏ รูปออกมาเป็นพระธรรม ก็เป็นชั้นเชิงอันเป็นที่ตั้งแห่งการ บัญญัติต่าง ๆ กันอีก เช่นเป็นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ที่เป็น ปฏิเวธ ยังแบ่งเป็นมรรค ผล นิพพาน ที่เป็นปฏิบัติ ก็ยังแบ่ง เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นปริยัติ ก็แบ่งเป็นพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด ปรากฏการณ์ภายนอกต่าง ๆ กันออกไป เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถืออย่างมากมายเหลือที่จะพรรณนา. ส่วนที่ " สิ่ง " สิ่งนั้น ปรากฏรูปออกมาเป็นพระสงฆ์นั่นเล่า ก็ยังทำให้ปรากฏเป็น รูปร่างอันเป็นที่ตั้งของการแบ่งแยก สมมติ บัญญัติเช่น เดียวกัน เช่นเป็นสมมติสงฆ์ และเป็นอริยสงฆ์ ที่เป็นสมมติ สงฆ์ ก็ยังมีที่แท้ คือเป็นลัชชี ที่ไม่แท้ คือ เป็นอลัชชี. ส่วนที่ เป็นอริยสงฆ์นั้นเล่า ก็ยังแบ่งเป็นชั้น ๆ มีชั้นโสดาปัตติมรรค

น.601 ๒๐๑ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล. ทั้งหมดนี้ ถ้าเราจะมองดูอย่างสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า “ สิ่ง " สิ่งเดียวแสดงตนออกไปเป็นรูปของสิ่ง ๓ สิ่ง และสิ่ง ๓ สิ่งแต่ละสิ่งนั้นเล่า ก็แสดงรูปภายนอกออกไปเป็นหลาย สิ่งต่อ ๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมองย้อนกลับเข้าข้างในก็ยัง เหลือเพียงสิ่ง ๆ เดียว คือ " สิ่ง " ที่มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ ดังกล่าวแล้ว. โดยหลักดังกล่าวนี้เอง ความจริงจึงมีอยู่ว่า เมื่อความ สะอาด สว่าง สงบ มีอยู่ในหัวใจของบุคคลใด เราก็กล่าว ได้ว่า องค์พระพุทธเจ้าแท้มีอยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น องค์ พระธรรมแท้ ก็มีอยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น องค์พระสงฆ์ แท้ ก็มีอยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น ตามมากตามน้อย ตาม ส่วนแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ในหัวใจของเขา นั่นเอง . จะพิสูจน์กันอย่างไร ก็ยังคงเห็นเป็นความจริงเช่นนั้น, จะดูกันอย่างไร ก็ยังเห็นแง่ที่เป็นองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น. แม้บุคคลนั้นจะเป็นเพียง ฆราวาส มีความสะอาด สว่าง สงบ แต่เพียงส่วนน้อย เขา ก็ยังชื่อว่า เป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดย แท้จริง. เขามีสิทธิที่จะกล่าวได้เต็มปากว่า ข้าพเจ้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยไม่ต้องกลัวใครค้าน และ เป็นความจริงยิ่งเสียกว่าการกล่าวของบุคคลผู้แม้จะแสดง

น.602 ๒๐๒ เพศเป็นบรรพชิต แต่ไม่มีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในใจ เสียเลย. โดยหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวแล้วนี้ ย่อมทำให้ เกิดความเป็นไปได้ ในการที่บุคคลจะลุถึงพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ได้ ไม่ว่าในสถานที่ไหน ไม่ว่าเวลาไร ไม่ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่เรียกตนเองว่าอย่างไร. ถ้าผิดจาก นี้แล้ว ปัญหาจะเกิดขึ้นในทำนองที่คนจะถึงพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าพระพุทธ- เจ้าหมายถึงองค์พระพุทธเจ้า ก็อยู่ถึงประเทศอินเดีย และ เกิดเมื่อสองพันปีเศษมาแล้ว และในบัดนี้หรือในที่นี้ เราจะ ถึงพระพุทธเจ้า ได้อย่างไรกัน ดังนี้เป็นต้น. หรือที่ดีขึ้นไป กว่านั้นคือชั้นที่ถือว่า หัวใจของพระพุทธเจ้าที่ประกอบไป ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ เป็นองค์พระพุทธเจ้าไม่เกี่ยวกับ ร่างกาย ดังนั้นแล้ว ปัญหาก็จะเกิดขึ้นว่า ถึงแม้จะมีใคร สามารถนำเอาองค์พระพุทธเจ้ามาให้ถึงเราได้ เราจะเข้า ถึงหัวใจของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะร่างกายยังกีดกั้น อยู่ เราจะเข้าถึงองค์พระพุทธเจ้าในลักษณะเช่นนั้นไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถค้นให้พบตัวแท้ของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ สิ่งใดที่ทำพระพุทธเจ้าให้เป็นพระพุทธเจ้า ที่ทำพระธรรม ให้เป็นพระธรรม ที่ทำพระสงฆ์ให้เป็นพระสงฆ์แล้ว เราทำ ให้ “สิ่ง" สิ่งนั้นมาอยู่ในใจของเรา ดังนี้แล้วเราก็สามารถ จะเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตัวจริงกันได้จริง ๆ ทุก ๆ เวลา ทุก ๆ สถานที่ โดยไม่ผิดวิสัยเลย. ดังนั้นจึงสรุป

น.603 ๒๐๓ ความว่า จุดศูนย์กลางของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นอยู่ที่ "สิ่ง" ที่มีความสะอาด สว่าง สงบ เป็นลักษณะ หรือ "สิ่ง" สิ่งนี้เอง เป็นตัวแท้ชั้นพิเศษ ของพระรัตนตรัย เป็นพระรัตนตรัยในชั้นที่ไม่เกี่ยวกับสมมติหรือบัญญัติ เพราะหมายเอาตัว "ธรรมะ" หรือ "สิ่ง" สิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือ การสมมติและบัญญัติ เพียงแต่มีลักษณะต่าง ๆ กัน ปรากฏ ออกมาให้เห็นจนเป็นที่ตั้งแห่งการสมมติบัญญัติ จนกระทั่ง สมมติหรือยึดถือในลักษณะหรือปรากฏการณ์นั้น ๆ มากขึ้น จนกลายเป็นของชั้นนอก ๆ หรือชั้นเปลือก ๆ ออกมาอย่าง ไม่มีที่สิ้นสุดแต่คงเรียกชื่อ ๆ เดียวกัน ดังที่เราเห็นกันอยู่แล้ว. ที่นี้ เมื่อกล่าวถึงบุคคลอีกประเภทหนึ่งในอีกด้านหนึ่ง คือบุคคลที่มีความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดอยู่ในใจแล้ว บุคคลชนิดนี้ จะไม่รู้สึกความสำคัญของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. จะไม่เห็นว่า มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ ไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ต้องการที่พึ่ง เพราะอยู่เหนืออันตรายโดยประการทั้งปวง. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าอะไร อีกสำหรับบุคคลผู้ถึงที่สุดแห่งความสะอาด สว่าง สงบแล้ว. ทั้งนี้ ก็เพราะคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเพียง ชื่อสมมติขั้นนอก ๆ ของ "สิ่ง" สิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบนั่นเอง จึงเป็นอันว่า เมื่อมีการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตัวแท้แล้ว ความรู้สึกว่า พระรัตนตรัย มี ๓ อย่างก็จะหมดไป กลายเป็นของอย่างเดียวหรือสิ่งเดียว

น.604 ๒๐๔ และชื่อที่ว่า พุทธ ธรรม สงฆ์ ก็จะหมดไป เหลืออยู่แต่ตัวจริง สิ่งเดียว คือ "ธรรมะ" หรือ "สิ่ง" ที่มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง ดังนั้น จึงกล่าวว่า ในชั้นสมมตินั้น พระรัตนตรัย มี ๓ อย่าง ส่วนชั้นที่เพิกถอนสมมติได้แล้วนั้น พระรัตนตรัย มีเพียงอย่างเดียว สมกับบาลีที่ว่า "รตนตฺตยํ" ซึ่งมีลักษณะ เป็นเอกวจนะ หาใช่แยกกันอยู่เป็นพหุวจนะว่า "ตีณิ รตนานิ" ซึ่งเป็นการกล่าวโดยยึดถือสมมติ หรือถือเอาปรากฏการณ์ ข้างนอกเป็นเกณฑ์ไม่. เมื่อได้กล่าวถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็น ตัวสรณะ เป็นที่เข้าใจกันเช่นนี้แล้วควรจะได้พิจารณากันถึง การถือสรณะ หรือวิธีการถือสรณะ ต่อไป. หากว่า การถึงสรณะ เป็นเพียงการระลึกถึง หรือการ จดจ่อใจ ต่อสิ่งที่เป็นสรณะ ด้วยความพอใจเลื่อมใสเพียง เท่านี้ ก็ไม่เป็นการยากลำบากมากมายนัก ในการที่ใคร ๆ จะถึงสรณะ. แต่ถ้าหากว่า การถึงสรณะ หมายถึงการ ได้รับสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งเป็นที่พึ่งดับทุกข์ดับร้อนให้แก่หัวใจผู้ถึง ได้จริง ๆ แล้ว การถึงสรณะนับว่าเป็นสิ่งที่ทำยากไม่น้อยเลย การถึงสรณะโดยความหมายที่ว่า ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ยังไม่สามารถจะดับทุกข์ดับร้อนในใจของผู้นั้น ได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเป็นเพียงการหน่วงเหนี่ยวเอามา เป็นที่พึ่งยังไม่สำเร็จประโยชน์เป็นการถึงที่พึ่งจริง ๆ ได้เลย. แต่ถ้า เมื่อใดสามารถทำให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ

น.605 ๒๐๕ ขึ้นในหัวใจของตนแล้ว เมื่อนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งอยู่ในรูปของความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งนับว่าเป็น พระรัตนตรัยตัวแท้ นั่นแหละ จะสามารถดับความสกปรก เศร้าหมอง แก้ไขความมืดมนและดับความร้อนในใจของ บุคคลนั้นให้หมดไปตามส่วน ซึ่งใคร ๆ ก็ย่อมมองเห็นว่า เป็นที่พึ่งดับร้อนดับทุกข์ให้แก่บุคคลนั้นได้จริง ๆ เพราะเหตุ ฉะนี้แหละ การถึงพระรัตนตรัยที่ถูกต้องและสมบูรณ์นั้น มิได้หมายเพียงแต่ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามที่ตนได้ยินได้ฟังมา หรือพินิจพิจารณาเอาเอง หรือเป็นเพียงแต่การยอมรับนับถือพระรัตนตรัยด้วย ปากหรือด้วยใจก็ตาม แต่ว่า จะต้องเป็นการกระทำ จริง ๆ ที่กำลังกระทำอยู่ หรือกระทำแล้วก็ตาม เพื่อได้ความสะอาด สว่าง สงบ มาเป็นผลปรากฏ อยู่ตามมากตามน้อยจึงจะเป็นการถึงสรณะที่ถูกต้อง และสมบูรณ์ตามความหมายของพระพุทธศาสนา. ยิ่งการถึงพระรัตนตรัยสักว่าตามพิธี คือ การเปล่ง วาจาว่า "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ" เป็นต้น โดยไม่ทราบความ หมาย หรือตัวจริงว่า อะไรเป็นอะไร และเป็นการถึงพระ- รัตนตรัยอย่างนกแก้วนกขุนทอง หรือเป็นการอัดบันทึก เสียงชนิดหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งมีกันอยู่มากแม้ในสมัยที่เราถือ

น.606 ๒๐๖ กันว่ามีการศึกษาทางพระศาสนาอันเจริญ โดยนัยดังที่กล่าว มานี้ เราจะพบว่า การถึงสรณะนั้น ก็มีอยู่เป็น ๓ ชั้นคือ :- ๑. การถึงพระรัตนตรัยชั้นนอกสุด ได้แก่การถึงหรือ พิธีแห่งการถึงพระรัตนตรัยด้วยปาก. ๒. การถึงพระรัตนตรัยชั้นกลาง เป็นการถึงด้วยใจ ที่หน่วงเหนี่ยวถึงพระรัตนตรัยหรือคุณของพระรัตนตรัย ด้วยความเลื่อมใสตามทัศนะความคิดเห็นของตน ๆ. ๓. การถึงพระรัตนตรัยชั้นในสุด คือ การถึงด้วยการ ทำให้พระรัตนตรัยตัวแท้เข้ามามีหรือสถิตย์อยู่ในใจของตน เสียเลย กล่าวคือ การทำให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ อัน แท้จริงขึ้นในใจของตนนั่นเอง. สรุปสั้น ๆ ก็คือ ถึงพระรัตนตรัยด้วยปาก, ถึง พระรัตนตรัยด้วยจิตหรือด้วยความคิด, และถึง พระรัตนตรัยด้วยการทำให้มาอยู่ในสันดานของตน เสียเลย เป็น ๓ ชั้นด้วยกัน ดังนี้. บัดนี้ เราจะได้พิจารณา เพื่อปรับปรุงความเข้าใจใน การถึงพระรัตนตรัย ซึ่งอยู่ในรูปแห่งความหมายอันต่าง ๆ กันของพุทธบริษัทเราสืบไป. ผู้ถึงพระรัตนตรัย ย่อมได้นามตามธรรมเนียมว่าเป็น อุบาสก หรืออุบาสิกา แล้วแต่เพศ ซึ่งหมายถึงฆราวาส หรือได้นามว่า พุทธบริษัท หรือพุทธมามกะ ซึ่งไม่จำกัดเพศ

น.607 ๒๐๗ และหมายความถึงทั้งบรรพชิตและฆราวาสทั้ง ๒ ฝ่าย และ ยังมีคำอื่น เช่น คำว่า พุทธทาส ธรรมทาส สังฆทาส โดย บาลีที่เราสวดกันอยู่ทุกคน ทุกเวลาเย็นว่า :- "พุทฺธสฺสาหสุมิ ทาโส ว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร, ธมฺมสุสาหสุมิ ทาโส ว ธมฺโม เม สามิกิสฺสโร, สงฺฆสฺสาหสุมิ ทาโส ว สงฺโฆ เม สามิกิสฺสโร" ดังนี้ เป็นต้นก็ตาม ล้วนแต่ไม่จำกัดเพศว่าหญิงหรือชายว่า บรรพชิตหรือฆราวาส แต่ความสำคัญนั้นอยู่ที่ความเป็นผู้ เข้าถึงพระรัตนตรัยนั่นเอง. คำแรกที่เราจะต้องพิจารณาคือคำว่า "พุทธบริษัท" คำ ๆ นี้แปลว่า ผู้นั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า เพราะประกอบ ขึ้นด้วยคำ ๓ คำ คือคำว่า พุทธ + บริ + ษัท. พุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้า บริ แปลว่า รอบ ษัท แปลว่า นั่ง คำว่า พุทธ- บริษัท จึงแปลว่า "นั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า" อาจจะมี ผู้สงสัยในคำว่า "บริษัท" ซึ่งใช้กันอยู่ในภาษาไทยตามปกติ อันหมายถึงการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ จะเป็นคำเดียวกับคำว่าบริษัทในคำว่า พุทธบริษัท ในที่นี้หรือไม่. ขอตอบว่า เป็นคำ ๆ เดียวกัน. คำว่า บริษัท ซึ่งหมายถึงการเข้าหุ้นส่วนกันนั้นมีมูลมา จากการที่เขานั่ง

น.608 ๒๐๘ เป็นวงกันแล้วปรึกษากิจการงานอันเป็นวัตถุประสงค์ที่เขา จะทำร่วมกันนั่นเอง เรียกว่า เขานั่งกันเป็นวงแวดล้อมวัตถุ ที่ประสงค์ร่วมกันของเขานั้น ในคำว่า พุทธบริษัท ก็เป็น อย่างเดียวกัน คือนั่งกันเป็นวงแวดล้อมองค์พระพุทธเจ้า. หรือถ้ากล่าวอย่างธรรมาธิษฐานก็ได้แก่การที่ใจของทุกคน พุ่งตรงต่อพระพุทธเจ้านั่นเอง. ผู้ที่มีความรู้แต่ตามตัวหนังสือ ว่าพุทธบริษัท หมายถึงผู้นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้า ดังนี้ เมื่อ ไม่รู้ความจริง ย่อมเกิดปัญหาขึ้นว่า พระพุทธเจ้านิพพาน แล้วตั้ง ๒๐๐๐ ปีเศษมาแล้ว และถ้าอยู่ ก็อยู่ถึงประเทศ อินเดีย เราจะนั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้าได้อย่างไรกัน. นี้คือผลของการที่ไม่รู้จักพระพุทธเจ้าตัวแท้. และยิ่งกว่านั้น คนโดยมากไม่เคยคิดว่า พุทธบริษัท แปลว่า ผู้นั่งแวดล้อม รอบ ๆ พระพุทธเจ้า กันด้วยซ้ำไป คงถือเอาความคลุม ๆ แต่เพียงว่า ผู้นับถือพระพุทธเจ้า เท่านั้น จึงมิได้พยายาม ที่จะคิดและสะสางปัญหาข้อที่ว่า เราจะเข้าไปนั่งแวดล้อม รอบ ๆ พระพุทธเจ้า ได้อย่างไร ? กันเสียเลย. แต่ถ้าเป็น ผู้รู้จักการเป็นพุทธบริษัทตัวจริง โดยนัยดังที่กล่าวแล้ว และ รู้จักวิธีการถึงสรณะ โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ปัญหา นี้ก็หมดไป สำหรับผู้ที่ยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั้นสมมตินอก ๆ ยังอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นว่า พุทธบริษัท หมายถึงนั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้านั้น ไม่เห็นมีกล่าว ถึงการนั่งแวดล้อมพระธรรมและพระสงฆ์เลย เห็นจะถึงเพียง พระพุทธเจ้าอย่างเดียวกระมัง. ปัญหาข้อนี้ ย่อมหมดไป

น.609 ๒๐๙ อีกในเมื่อได้รู้ความจริงที่ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตัวแท้นั้น เป็นของสิ่งเดียวกัน โดยนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อนั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้าได้ ก็เป็นอันว่าแวดล้อม พระธรรม พระสงฆ์ได้ด้วย. โดยเหตุนี้ เราเป็นพุทธบริษัท ที่ถูกต้องกันได้ โดยการกระทำให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นในหัวใจของเรานั่นเอง. ผิดจากนี้แล้วยังเป็นพุทธ- บริษัทที่ไม่แท้หรืออาจถึงกับเป็นสักว่า ชื่อในทะเบียน เท่านั้น. คำว่า "อุบาสก อุบาสิกา" ก็คล้ายกันอีก คำนี้แปลว่า "ผู้เข้าไปนั่งใกล้" "อุปะ" แปลว่า ใกล้ "อาสกะ" แปลว่า ผู้นั่ง โดยพยัญชนะ จึงแปลว่า ผู้เข้าไปนั่งใกล้. โดยความ หมาย หมายถึงการใกล้ชิดพระรัตนตรัยด้วยใจนั่นเอง. ถ้า ถือเอาพระรัตนตรัยชั้นนอก ๆ ปัญหาก็เกิดอย่างเดียวกับ ที่เกิดมาแล้วในเรื่องของคำว่า พุทธบริษัท คือไม่รู้ว่าจะไป นั่งใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ที่ไหน โดยวิธี อย่างไร แต่ถ้ารู้จักพระรัตนตรัยตัวแท้ โดยนัยดังกล่าว มาแล้วข้างต้น ก็ย่อมสามารถทำให้พระรัตนตรัยเสด็จมา ประทับอยู่ในท่ามกลางแห่งหัวใจของตนได้ ซึ่งเป็นการ ยิ่งไปกว่าการที่เพียงแต่นั่งใกล้เสียอีก. โดยทั่วไป เราไม่รู้จัก การถึงพระรัตนตรัยโดยนัยนี้ และไม่เคยสนในความหมาย ของคำว่า อุบาสกอุบาสิกา ที่หมายความว่า ผู้นั่งใกล้ พระรัตนตรัย คงเอาความหมายอย่างคลุม ๆ ว่า ผู้นับถือ พระพุทธศาสนา อย่างเดียวกับที่กล่าวแล้ว การเป็นอุบาสก

น.610 ๒๑๐ อุบาสิกาของเรา จึงเป็นสักว่าธรรมเนียมหรือพิธีกันเสีย เป็นส่วนใหญ่. นี้นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันสะสางและแก้ไข โดยเร็ว. คำว่า "พุทธมามกะ" นั้น แปลว่า บุคคลผู้ถือว่า "พระ- พุทธเจ้าเป็นของข้าพเจ้า." คำว่า "มามกะ" แปลว่า ผู้ถือ หรือประกาศว่าเป็นของข้าพเจ้า. คำว่า พุทธมามกะ จึงแปล ตามตัวพยัญชนะว่า ผู้ที่ประกาศหรือถือว่าพระพุทธเจ้าเป็น ของข้าพเจ้า. ส่วนโดยความหมายนั้น หมายถึงผู้ที่พอใจใน พระพุทธเจ้า จนถึงกับยึดถือเอาเป็นของตน หรือเป็นผู้ คุ้มครองตน ซึ่งในที่นี้ ย่อมหมายถึงบุคคลที่รู้จักหรือเข้าใจ ในพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องจริง ๆ จึงจะสามารถมีความรู้สึก หรือถึง หรือประกาศเช่นนั้นได้โดยชอบธรรม. บัดนี้ เราเป็น พุทธมามกะกันด้วยอาการสักว่า ปฏิญญาณตนหรือจด ทะเบียนในฐานะที่เกิดมาในครอบครัวของบิดา มารดา ที่ นับถือพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงไม่สำเร็จ ประโยชน์ตามความหมายเดิมของพระพุทธเจ้า. อีกอย่าง หนึ่ง ควรเข้าใจไว้ด้วยว่าการเป็นพุทธมามกะนั้น ย่อมเป็น ธรรมมามกะ สังฆามามกะ อยู่ด้วยในตัว เพราะของ ๓ อย่าง นี้ เป็นของสิ่งเดียวกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น. สำหรับคำว่า "พุทธทาส" เป็นต้นนั้น มีความหมาย มากหรือแปลกออกไป คือไม่เพียงแต่นับถือหรือเข้าถึง พระพุทธเจ้าอย่างเดียว แต่มีความหมายถึงการเสียสละ เพื่อรับใช้ในการทำตามพระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้า

น.611 ๒๑๑ ทุกอย่างทุกประการด้วย. ข้อนี้ต้องเนื่องมาจากความเข้าใจ หรือรู้จักพระพุทธเจ้าตัวแท้ โดยถูกต้องสิ้นเชิงนั้นเหมือนกัน จึงสามารถรับใช้ให้ถูกตรงตามวัตถุที่ประสงค์. การรับใช้พระพุทธเจ้า มีความหมายรวมอยู่ที่จุด ๆ เดียว กล่าวคือ การทำผู้อื่นให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า อย่างเดียว กับที่ตนเองเข้าถึงเพราะความเป็นอย่างนี้ เป็นความประสงค์ ของพระพุทธเจ้า หรือของบุคคลที่มีความเป็นพระพุทธเจ้า สิงสถิตย์อยู่ในตน นั่นเอง. การเข้าถึงพระพุทธเจ้าตัวแท้ อย่างถูกต้องสมบูรณ์นั่นแหละ ที่ทำให้เกิดการเสียสละอันนี้ และปฏิญญาณตนเป็นบ่าว เป็นทาส ผู้รับใช้พระพุทธเจ้า. ความหมายของคำ ๆ นี้ ย่อมกว้างกว่าความหมายของคำว่า พุทธบริษัท หรืออุบาสกอุบาสิกา หรือพุทธมามกะ ตรงที่ ขยายความออกไปถึงการรับใช้พระพุทธเจ้าด้วยนั่นเอง และ อีกอย่างหนึ่งพึงเข้าใจว่า ความเป็นพุทธทาส ย่อมหมายถึง ความเป็นธรรมทาส และสังฆทาส อยู่ในตัว เพราะเหตุที่สิ่ง ทั้ง ๓ นี้ เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน โดยนัยดังกล่าวแล้วข้างต้น. เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ในการที่จะเป็นพุทธ- บริษัท พุทธมามกะ อุบาสกอุบาสิกา พุทธทาส ธรรมทาส สังฆทาส ฯลฯ หรืออื่นใดก็ตาม ความสำคัญมิได้มีอยู่ที่การ ขึ้นทะเบียน หรือการเป็นเพียงแต่ปากว่า หรือการเป็นเพียง สักว่าน้อมนึกเอาด้วยใจ แต่ต้องเป็นการเป็นได้ด้วยการ กระทำให้มีพระรัตนตรัยตัวแท้ ซึ่งอยู่ในรูปของความสะอาด สว่าง สงบ มาประดิษฐานอยู่ในท่ามกลางแห่งหัวใจของเรา

น.612 ๒๑๒ ได้จริงๆ แล้วการเสียสละเพื่อรับใช้พระรัตนตรัยนั้น ย่อม ติดตามมาเองและมีกำลังแรงกล้าพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ของ ตนให้สำเร็จประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น และสืบอายุ พระศาสนาให้ยืนนานอยู่เป็นที่พึ่งประจำโลกได้จริง ๆ โดย อำนาจความเข้าใจที่ถูกต้อง ปราศจากความงมงาย โดย ประการทั้งปวง ฉะนี้. ขอให้เราทุกคน พยายามกระทำโดยทุกวิถีทางเพื่อ ให้เกิดความสะอาดสว่าง สงบ ขึ้นในใจของตนเถิด. เกิดขึ้น มากได้เท่าไร ย่อมถึงพระรัตนตรัยที่แท้จริงได้เพียงนั้น. เมื่อทำให้เกิดได้ถึงที่สุด ก็เป็นอันว่า ถึงพระรัตนตรัยโดย สมบูรณ์ คือมีความเป็นอย่างเดียวกันกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง ดังกล่าวแล้ว. นี้แล คือการถึงพระรัตนตรัย หรือที่เรียกว่า "ไตร- สรณาคมน์" อันแท้จริง ถึงจริง เป็นที่พึ่งได้จริง มีความ พ้นทุกข์จริง ชนิดที่ทนได้ต่อการพิสูจน์ทุกเมื่อจริง.

น.613 กันยายน ๒๔๙๕

น.614 คำนำ ...โลกในอนาคตนับวันแต่จะเป็นไปในทางที่มนุษย์เรา จะต้องหันหน้าไปพึ่งพระรัตนตรัยกันมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นอยู่อย่างกระหืดกระหอบที่สุด หรือถ้า เสียชีวิตลง ก็จะเป็นการตายอย่างน่าตำหนิ หรือน่าสมเพช มากเกินไป. เมื่อเราไม่อาจแก้ไขในด้านโลก ซึ่งมีธรรมชาติ เวียนไปตามอำนาจกิเลสของคนหมู่ใหญ่ในโลกนั่นเองแล้ว เราก็ต้องหมุนมาจัดการแก้ไขในด้านตัวเราเองเป็นส่วนตัว ซึ่งเราอาจทำได้ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยผู้อื่น และทั้งเป็น ของถูกเสมอไปในทุก ๆ กรณี. ด้วยเหตุนี้เอง การได้ทราบเรื่องพระรัตนตรัยให้ ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นจนสามารถปฏิบัติตน ให้ก้าวหน้าไปตาม ลำดับ ๆ ในการเข้าถึงพระรัตนตรัย ตั้งแต่ชั้นนอก ๆ เข้าไป ถึงชั้นในสุด เพื่อความปลอดภัยของตนเองในโลกทุกวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่นับได้ว่า เป็นกุศล หรือความฉลาดแก่ผู้กระทำ นั้น ๆ เป็นอย่างยิ่ง. ในที่สุดนี้ หวังว่าท่านทั้งหลายจักได้อาศัยคุณพระ- รัตนตรัย ที่ตนได้เข้าถึงแล้วเป็นเครื่องคุ้มครองตนให้ปลอดภัย ๒๑๕

น.615 ๒๑๖ อันจะมาเบียดเบียนจิต ได้เหมือนหลังคาหรือเครื่องกั้นฝน ใหญ่ ๆ ที่ช่วยคุ้มฝนให้แก่ร่างกายในฤดูฝน ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.616 พระรัตนตรัย ในชั้นลึก หรือตัวแท้นั้น มิได้เป็น เพียงชื่อของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สำหรับอ้างถึง ของผู้ที่จะเข้ามานับถือศาสนานี้ แต่เป็นตัวธรรมะอันสูงสุด ที่ทำบุคคลให้ได้นามว่า พระพุทธ หรือพระสงฆ์ นั่นเอง. ฉะนั้น การถึงพระรัตนตรัยที่แท้จริง จึงมิใช่การเพียงแต่ อ้างเอาชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่ระลึกถึง, แต่เป็นการเข้าถึงธรรมะอันนั้น จนได้เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียด้วยตนเอง ต่างหาก. เพราะฉะนั้น โดยนัยนี้ การถึงพระรัตนตรัยนั้น มิใช่เป็นบุรพภาคของการนับถือ ศาสนา หรือการบุรพภาคของการสมาทานศีล, แต่ได้เป็น อันดับหนึ่ง ๆ ของการลุถึงธรรมะตัวแท้ ในพุทธศาสนา นั่นเอง. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่องการถึงพระรัตนตรัยหรือ เรื่องไตรสรณาคมน์ ๑ ว่า พระรัตนตรัยนั้น มีลึกเป็นชั้น ๆ กันตามลำดับ และการถึงพระรัตนตรัยนั้นมี ๓ อันดับด้วยกัน ๑. เรื่องการถึงพระรัตนตรัย ซึ่งบรรยายเป็นครั้งที่ ๒๐ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๔๙๕.

น.617 ๒๑๘ คือถึงพระรัตนตรัยโดยปากว่า หรือโดยทะเบียนเป็นต้น และการถึงพระรัตนตรัยด้วยความน้อมนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า พระรัตนตรัยหรือคุณของพระรัตนตรัยก็ตาม และอีกอย่าง หนึ่ง คือการถึงพระรัตนตรัยด้วยการทำให้ธรรมะหรือ พระรัตนตรัยตัวแท้เข้ามามีอยู่ในหัวใจของตนเสียเอง เป็น ๓ ชั้นด้วยกัน ดังนี้. เราจะเห็นได้ว่า การถึงพระรัตนตรัยในอันดับที่หนึ่ง นั้น เป็นเพียงความเชื่อตาม ๆ กันไป, และการถึงพระรัตน- ตรัยในอันดับที่สองเป็นการกระทำ โดยเฉพาะเป็นการ กระทำในชั้นสมาธิ คือการกำหนดเอาพระรัตนตรัยหรือ คุณของพระรัตนตรัยเป็นอารมณ์แห่งจิต, ส่วนการถึง พระรัตนตรัยในอันดับที่สามนั้น หมายถึงการรู้อย่างแจ่มแจ้ง ด้วยปัญญาในตัวพระรัตนตรัยที่เป็นตัวแท้ กล่าวคือธรรมะ ที่เป็นชั้นมรรค ผล นิพพาน เท่าที่ตนสามารถทำให้เกิดขึ้น ได้เพียงไร. เพราะฉะนั้น ปัญญา ในที่นี้ จึงมิใช่เป็นเพียง ความรู้ต่อธรรมะที่ตนทำให้เกิดขึ้น แต่เป็นความรู้ถึงข้อที่ ตัวเองได้บรรลุถึงธรรมะนั้นอย่างไร และเพียงไร โดย ครบถ้วนด้วยอีกส่วนหนึ่ง. ถ้าเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัย อย่างเต็มที่ กล่าวคือ มีจิตสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดโดย สมบูรณ์จริง ๆ แล้ว ย่อมหมายถึงการที่ผู้นั้นบรรลุถึง นิพพาน ; รวมทั้งการที่ทราบได้ว่าตนเองได้บรรลุถึง นิพพานนั้นด้วย. โดยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ลำดับแห่งการ

น.618 ๒๑๙ บรรลุหรือการเข้าถึงพระรัตนตรัยนั้น มีอันดับเริ่มแรกมา ตั้งแต่ความเชื่อการกระทำ การบรรลุถึงผลแห่งการกระทำ และการที่ได้ทราบว่าตนเองได้บรรลุถึงผลแห่งการกระทำ นั้นด้วย. เพื่อให้เข้าใจแจ่มชัดในเรื่องนี้ เราจะได้จำแนกลำดับ แห่งการบรรลุหรือการเข้าถึงพระรัตนตรัย โดยนัยอันละเอียด ออกไปอีกดังต่อไปนี้ :- ๑. การถึงพระรัตนตรัยด้วยความเชื่อ สิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อนั้น มีอยู่เป็นชั้น ๆ ชั้นแรกที่สุด ก็เรียกว่า ความเชื่อ แต่หมายถึงความเชื่อด้วยอำนาจความ ภักดีในตัวผู้กล่าวคำสั่งสอน หรือเชื่อในลัทธินั้น ๆ โดย ปราศจากความรู้. นี้เรียกว่า ความเชื่อด้วยอำนาจความ ภักดี (Faith) อันนับได้ว่า เป็นความเชื่อชั้นต้น หรือถึงกับยัง งมงายอยู่, แต่ก็เป็นที่ตั้งแห่งความมั่นคงของการถือลัทธิ หรือศาสนาทุกศาสนาในโลก และเป็นจำเป็นที่จะต้องมีความ เชื่อชนิดนี้ เพื่อเป็นเครื่องรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของ ลัทธิแห่งศาสนานั้น ๆ ในชั้นมูลฐานของศาสนานั้น ๆ กล่าว คือ สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งยังปราศจากความรู้แจ้ง. ส่วนความเชื่อที่สูงขึ้นมาอีก คือความเชื่อหลังจากที่ได้ พิจารณาเห็นหรือเห็นตัวอย่าง ๆ ใดอย่างหนึ่งตามกำลัง สติปัญญาของตนว่า สิ่งนี้มีเหตุผลน่าเชื่อจนเกิดความไว้

น.619 ๒๒๐ วางใจในการกระทำตามหรือปฏิบัติตามนั้น พอจะเรียกได้ว่า ความเชื่อเพราะมีเหตุผลน่าเชื่อ (Confidence) ซึ่งอย่างน้อย ที่สุด สิ่งที่เรียกว่า "สัทธา-สัทธา" ในพุทธศาสนาของเรานั้น จะต้องเป็นความเชื่อในชั้นนี้ หาใช่ความเชื่ออย่างภักดี หรือ ที่เรียกว่า Faith นั้นไม่. อันนี้เอง ซึ่งทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ Religion เพราะ Religion ต้องตั้งรากฐาน อยู่บน Faith หรือความเชื่ออย่างภักดี แต่ตามความจริงนั้น พุทธศาสนาก็เป็น Religion คือเป็นวิธีการสำหรับให้เกิดการ รอดพ้นตามความหมายของคำว่า Religion อย่างเต็มที่, ผิดกันแต่ว่า ตั้งรากฐานอยู่บนความเชื่อชนิดที่เห็นว่าน่าเชื่อ กล่าวคือ Confidence นี่เอง. ส่วนความแน่ใจอันเกิดขึ้นใน ภายหลังที่ตนได้ประสบผลของการปฏิบัตินั้น ๆ แล้ว แม้ เป็นความเชื่อที่เด็ดขาดอย่างยิ่งในสิ่งนั้น ๆ เราก็หาเรียกเป็น ความเชื่อไม่ แต่เรียกเป็นความรู้ ความเข้าใจ หรือความ เข้าถึงเป็นต้น, ไป. เพราะฉะนั้น ความเชื่อในขั้นต้นนี้ จึง หมายถึงเชื่อด้วยความภักดี หรือเชื่อเพราะรู้สึกว่าน่าเชื่อ อันเรียกว่า สัทธา ดังที่กล่าวแล้ว ไม่ว่าจะตั้งอยู่บนมูลฐาน ของความกลัวหรือความรักหรือความนับถือ ก็ตาม ย่อมให้ เกิดกำลังหรืออำนาจที่จะบรรดาลให้เกิดมีการปฏิบัติด้วย กันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ศาสนาทุกศาสนา รวมทั้งพุทธศาสนา ด้วย ย่อมมีสัทธาตั้งอยู่ในฐานะเป็นระดับแรกของการเข้าถึง ศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ. สำหรับพุทธศาสนาเรา อาศัย สัทธาที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญาเสมอไป. เมื่อใดเป็น

น.620 ๒๒๑ ผู้ที่เรียกว่า มี สัทธา ในพุทธศาสนานี้แล้ว ย่อมหมายความ ว่า มีความเชื่อที่สมส่วนกันกับความรู้พอที่จะให้เกิดความ ไว้วางใจในการประพฤติปฏิบัติที่ตนจะรับมาประพฤติปฏิบัติ โดยเฉพาะคือความเข้าใจในพระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ พอที่จะเชื่อได้ว่า นับถือแล้วไม่มีความผิดหรือโทษ ย่อมมีแต่ คุณโดยส่วนเดียว แล้วก็มีความเชื่อและมีความหวังอันแน่นแฟ้น ในการถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของตน. เพียงเท่านี้ ก็กล่าวได้ว่า เป็นลำดับหนึ่งของการบรรลุ หรือการเข้าถึง "ธรรมะ" ในพระพุทธศาสนา และนับว่าเป็น อันดับแรก. ๒. การถึงพระรัตนตรัยด้วยศีล คำว่า "ศีล” ในที่นี้ ขอให้หมายถึงการประพฤติหรือ การกระทำที่ถูกต้องโดยทั่วไปจำกัดแต่เพียงว่า ทางกายและ ทางวาจา เป็นส่วนใหญ่, หมายถึงการประพฤติที่ถูกต้อง ในส่วนที่ตนประพฤติต่อตนเองและผู้อื่น จนไม่มีความเดือดร้อน ใด ๆ เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน จนกระทั่งเกิดความเคารพ นับถือตัวเองได้ว่า ตนมีความดีทั้งในส่วนตัวและเป็นที่ตั้ง แห่งความไว้วางใจ ความรักใคร่ นับถือ ของบุคคลอื่น, รวม ความแล้วก็คือ รู้สึกว่าตนได้ประพฤติหรือกระทำ ในการ ประพฤติหรือกระทำที่ถูกต้องดีงามแล้วนั่นเอง. นี้เราเรียก สั้น ๆ ว่า ศีล หรือ ศีลธรรมก็ได้ โดยเนื้อแท้หรือความหมาย

น.621 ๒๒๒ ย่อมเป็นอันเดียวกัน, แต่อาจจะจำแนกออกไป เป็นศีลชั้นนั้น ชั้นนี้ เป็นศีลของฆราวาส อันต้องรักษาเป็นพื้นฐานประจำ เช่นศีล ๕ และรักษาในโอกาสพิเศษ เช่นศีล ๓ หรือเรียก โดยความหมายรวมอีกอย่างหนึ่งว่า กุศลกรรมบถ ก็ตาม, หรือศีลของสามเณร สามเณรี สิกขมานา ภิกษุ ภิกษุณี ซึ่งมีอยู่แตกต่างกัน มากน้อย สูงต่ำกว่ากันก็ตาม, แต่ใน ที่สุดก็เหมือนกัน หรือตรงกันในฐานะที่เป็นการประพฤติ กระทำ เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์โทษรบกวนตนเองและผู้อื่น จน กระทั่งเกิดความพอใจในตนเอง หรือการกระทำของตนเอง จนเกิดความนับถือตนเองได้ ดังกล่าวแล้ว. สรุปสั้นที่สุดก็คือ การประพฤติที่ถูกต้องทางกาย ทางวาจาทั่วไปนั่นเอง เรียก ว่าศีล ในที่นี้. แม้ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา หรือไม่คำนึงถึงศาสนา ก็ยังคงเป็นศีล และเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างจำเป็นที่สุดอยู่ นั่นเอง. และการทำนี้ ก็คือกระทำไปตามความเชื่อหรือสัทธา ที่มีอยู่เป็นอันดับแรก ไม่อาจจะมากหรือน้อยไปกว่านั้น. เมื่อบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมให้เกิดความ สะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็น "ธรรมะ" ตัวแท้ หรือ "พระรัตนตรัยตัวแท้" ขึ้นในตนไม่มากก็น้อยตามสมควรแก่การกระทำของตน ๆ แม้ที่เป็นภายนอก. เพราะฉะนั้น จึงจัดเป็นการบรรลุหรือการเข้าถึง “ธรรมะ" ในอันดับที่สอง และมีความหมายกว้างไปถึงแม้ ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วยก็ได้.

น.622 ๒๒๓ ๓. การเข้าถึงด้วยปิติหรือปราโมทย์ ข้อนี้ ย่อมหมายถึงความอิ่มใจหรือความสุขชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในใจ เพราะความรู้สึกว่า ตนได้มีการกระทำ อย่างถูกต้องมาแล้วจริง ๆ มีความดีงามอันตนได้กระทำ แล้วจริง ๆ ไม่มีทุกข์โทษอันใดเกิดขึ้น มีแต่ความเจริญ เกิดขึ้นโดยส่วนเดียว เป็นที่ไว้วางใจ รักใคร่ นับถือของ บุคคลอื่นปรากฏอยู่ มีความนับถือตัวเองว่าดี ว่างาม ว่า ประเสริฐ จนยกมือไหว้ตัวเองได้ และรู้สึกว่า ความมีหรือ ความเป็นเช่นนี้ ที่ตนมีอยู่นั้น เป็นที่ชอบใจของพระอริยเจ้า ทั้งหลายดั่งนี้แล้ว เรียกว่ามีปิติหรือปราโมทย์ ในที่นี้. เรา จะสังเกตเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่มีขึ้นแล้วจากการที่บุคคลได้ กระทำความดีความงามอันใดอันหนึ่งสำเร็จผลไป โดย ไม่ต้องคำนึงถึงผลที่ได้ในทางวัตถุ เพราะแม้จะได้ผลทาง วัตถุ แต่มิใช่เป็นการได้มาจากการกระทำที่ดีงามหรือ ถูกต้องแล้วปิติและปราโมทย์ชนิดนี้ หาเกิดขึ้นได้ไม่. เช่น คนทำผิดหรือทำชั่ว หรือโจรขโมย ประกอบกรรมตามความ ต้องการของตนสำเร็จ แม้จะได้ผลมหาศาลเป็นที่พออกพอใจ เพียงใด ก็ตาม แต่แล้วสิ่งที่เรียกว่า ปิติหรือปราโมทย์ อัน เราประสงค์ในที่นี้นั่นหามีไม่. เราควรจะจำกัดความหมาย ของมันโดยเฉพาะหรือทำความเข้าใจในคำว่า ปิติ หรือ ปราโมทย์ ให้ถูกต้องว่า มันมีความหมายของมันโดยเฉพาะ หาใช่เป็นเพียงความพออกพอใจตามธรรมดาไม่. โดยเฉพาะ

น.623 ๒๒๔ ในกรณีที่เกี่ยวกับศีล นั้นหมายถึง ปิติปราโมทย์ อันเกิด มาจากการที่ตนรู้สึกว่า รักษาศีลได้บริสุทธิ์ โดยไม่เกี่ยว ถึงผลที่จะพึงได้เป็นวัตถุอย่างใดเลย. ถ้าเป็นผู้ที่ทำให้ศีล ขาดไป หรือแม้แต่เพียงด่าง ๆ พร้อย ๆ ก็จะเกิดความขุ่นมัว ในใจ หามีปิติและปราโมทย์ ดังที่กล่าวนี้ได้ไม่. แม้ในกรณี ของคนทั่วไป ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาศีล เมื่อรู้สึกว่า ตน ได้ทำผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งติดตัวอยู่แล้ว ก็หาอาจจะมี ปิติและปราโมทย์ ชนิดที่กล่าวนี้ไม่. เพราะฉะนั้น ปิติและ ปราโมทย์ ในที่นี้ จึงหมายถึงการที่จิตบรรลุธรรมะชั้นหนึ่ง กล่าวคือ ความรู้สึกเยือกเย็นอิ่มเอิบเป็นสุข เพราะตนมีการ ประพฤติกระทำโดยทั่ว ๆ ไปอย่างถูกต้องในทุกกรณี จนไม่มี ช่องที่ตนเองจะตำหนิติเตียนตนเองได้. ปิติและปราโมทย์นี้ เป็นคุณธรรมที่สำคัญจนถึงกับจะ ขาดเสียไม่ได้ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ให้ก้าวหน้าสูง ยิ่งขึ้นไป ตามลำดับเหมือนกับคนเดินทางไกล ต้องมีอาหาร กินเพียงพอตลอดทาง จึงจะเดินไปได้ถึงที่ที่ตนปรารถนา ฉันใด, ผู้ที่จะเดินทางไปด้วยการปฏิบัติจนถึงที่สุด คือ นิพพาน ก็จะต้องมีอาหาร กล่าวคือปิติและปราโมทย์เป็น เครื่องหล่อเลี้ยงจนตลอดทาง คือ ทุกระดับของการปฏิบัติ และการพักผ่อน ฉันนั้น. ในขณะแห่งปิติและปราโมทย์นี้ ก็นับได้ว่า มีการเข้าถึง หรือได้รับผลของธรรมะ เป็นความ สะอาด สว่าง สงบ ชนิดใดชนิดหนึ่งในระดับใดระดับหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน แม้จะเป็นอย่างภายนอก.

น.624 ๒๒๕ เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องสนใจ ในการทำให้เกิด มีแลรู้จักรักษาไว้ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจของตนอยู่ ตลอดเวลา และอย่างน้อยที่สุด แม้ลำพังตัวปิติปราโมทย์เอง ก็นับว่าเป็นการบรรลุ " ธรรมะ " อยู่อันดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเรียก ในที่นี้ว่า เป็นอันดับที่สาม. ๔. การเข้าถึงด้วยปัสสัทธิ "ปัสสัทธิ" นี้ หมายถึงความรำงับแห่งใจ อันเกิดขึ้น เพราะปิติและปราโมทย์ ได้แก่ความที่ใจเริ่มสงบรำงับลง เพราะไม่มีทุกข์โทษ รบกวน ไม่มีวิปฏิสาร ความเดือดร้อน อันละเอียดในภายในใจมารบกวน เป็นความเหมาะสมของจิต ในการที่จะตกลงสู่ความสงบในอันดับแรก ในท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย อันเต็มไปด้วยความรบกวน ด้วยการ ยั่วให้รักหรือชัง แต่จิตเผอิญได้โอกาสคลาดแคล้ว ปลอดโปร่ง จากสิ่งรบกวนเหล่านั้นโดยอาศัยความผลักดันของปิติแล ปราโมทย์. อาศัยอำนาจป้องกันและปิติปราโมทย์นั่นเอง ที่คอยกันสิ่งรบกวน หรืออารมย์ร้ายอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาแผ้ว พาลจิตได้ จิตจึงได้โอกาสเพื่อสงบรำงับลง จนกระทั่งมี อารมณ์เดียวในที่สุด ซึ่งเราเรียกว่าสมาธิ. ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ความรำงับแห่งใจนี้ มีมาจาก กำลังผลักดันและการป้องกันรักษาของปิติปราโมทย์ และ จัดได้ว่า เป็นการบรรลุ " ธรรมะ " หรือเป็นการก้าวหน้า ในการถึงพระรัตนตรัย ไปอีกอันดับหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นอันดับ

น.625 ๒๒๖ ที่สี่ ได้แก่การเริ่มรำงับลง แลรำงับลง ๆ แห่งจิต จนกว่า จะเป็นสมาธิ และนับว่าเป็นระยะหนึ่ง หรืออันดับหนึ่ง ซึ่ง คนทั่วไปก็ควรจะสนใจเป็นอย่างยิ่ง ให้ตนเองมีปัสสัทธิ นี้ได้เป็นประจำวัน หรือทุกโอกาสที่จะต้องใช้, โดยเฉพาะ คือ โอกาสที่ตนต้องการสมาธิ เพื่อทำงานอันใดอันหนึ่งให้ สำเร็จเป็นอย่างดี. ๕ . การเข้าถึงด้วยสมาธิ คำว่า " สมาธิ " นี้ หมายถึงความที่จิตได้สงบแน่วแน่ ถึงที่สุดตามความมุ่งหมายแล้ว ในกรณีนั้น ๆ จนถึงกับเป็น โอกาสของความรู้แจ้งในสิ่งทั้งปวง ที่ตนจะต้องรู้. ในกรณีของคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งเป็นสมาธิชั้นโลก ๆ นั้น หมายถึงความที่จิตแน่วแน่อยู่ได้ในข้อคิด หรือการ กระทำอันใดอันหนึ่ง ซึ่งตนต้องกระทำ จะกระทำ หรือกำลัง กระทำอยู่ จนสามารถป้องกันไม่ให้ผิดพลาด และมีแต่ความ ถูกต้องดำเนินไปได้โดยถ่ายเดียว และเป็นสมาธิที่เป็นไป ตามธรรมชาติ โดยไม่มีการฝึกที่เป็นหลักวิชาเฉพาะ. ส่วนสมาธิในพุทธศาสนานั้น หมายถึงความที่จิตแน่วแน่ อยู่ได้ในอารมณ์เดียว อันจะบังเกิดเป็นไปเอง เพราะความ ถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยของบุคคลนั้นก็ตาม หรือว่ามีขึ้นเป็น ขึ้น เพราะการพยายามกระทำการฝึกที่ถูกต้อง ก็ตาม ย่อม ล้วนแต่ได้อาศัยกำลังปิติปราโมทย์ เป็นเครื่องผลักดันให้เกิด ความรำงับ จนกระทั่งมีความแน่วแน่ หยุดนิ่งเป็นอารมณ์

น.626 ๒๒๗ เดียว ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงจัดเอาปิติหรือสุข ซึ่งได้แก่ปราโมทย์ ในที่นี้ เป็นต้น ให้เป็นองค์ประกอบขององค์หนึ่ง ๆ ของความ เป็นสมาธิ ซึ่งเมื่อครบองค์นั้น ๆ แล้ว จิตก็จะเข้าถึงความ เป็นสมาธิ คือมีอารมณ์อันเดียว มีความสะอาดชนิดหนึ่ง จน ถึงกับเรียกได้ว่า ใสสะอาดหรือขาวผ่อง และมีความเหมาะสม อ่อนโยน นิ่มนวล ควรแก่การทำงาน หรือใช้งานในทางจิต มีความเบาหรือความว่องไว ในการที่จะเข้าถึงสิ่งทั้งปวง. เหล่านี้ คือลักษณะของจิต ที่เรียกว่า มีความเป็นสมาธิโดย สมบูรณ์. เพ่งดูในส่วนผลแล้ว เราจะเห็นได้ว่าสมาธินั้น เป็น ความเหมาะสม หรือความเตรียมพร้อมที่จะก้าวหน้าในทาง ปัญญาสืบต่อไป และถึงแม้จะไม่มีการก้าวหน้า ก็เป็นผลที่ ดีเลิศอยู่ในตัวเอง คือเป็นความบริสุทธิ์สะอาด เป็นความ เบาสบาย สงบรำงับ เยือกเย็นอยู่อย่างหนึ่งหรือแบบหนึ่ง หรืออันดับหนึ่ง ถึงกับกล่าวได้ว่า เป็นการบรรลุธรรมอีก อันดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งเราเรียกในที่นี้ว่า เป็นลำดับที่ห้า. ถ้าจะกล่าวตามหลักของธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เรียกกัน ว่า สมาธิ นี้ มิใช่อะไรอื่นนอกไปจากความรำงับลง ๆๆๆ ของจิต จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งความรำงับอยู่ในภาวะที่แน่วแน่ และพร้อมที่จะทำงานเช่นนี้. สมาธิ หรือความแน่วแน่แห่งจิตนี้ เป็นสิ่งจำเป็นเป็น อย่างยิ่งสำหรับการงานที่ต้องทำด้วยจิต จนถึงกับหลักธรรมะ

น.627 ๒๒๘ ในพุทธศาสนาได้ยกสมาธิขึ้นเป็นหลักใหญ่อันดับที่สอง ซึ่ง เรียกว่า สมาธิสิกขา หรือจิตตสิกขา และได้รวมเอาองค์ ประกอบที่เราเรียกว่า ปิติปราโมทย์และปัสสิทธิ เข้ามา รวมไว้เสียด้วย ในคำ ๆ นี้ไม่แยกไว้ให้เด่นอยู่ต่างหาก เราจึงได้ยินได้ฟังแต่เพียงว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่าง เท่านั้น. ส่วนในที่นี้ ได้แยกสมาธินั้นออกไปให้เห็นชัดเจน เป็นสามส่วน คือ ปิติปราโมทย์ที่เกิดมาจากศีลและปัสสิทธิ ที่มีขึ้นเพราะอำนาจปิติปราโมทย์และตัวสมาธิล้วน ๆ ที่ เกิดมาจากปัสสิทธินั้น เพื่อให้เห็นลำดับแห่งการบรรลุ, หรือ การเข้าถึงอย่างชัดแจ้งจริง ๆ นั่นเอง. ลำพังสมาธิ ก็ทำให้ได้รับความสะอาด สว่าง สงบ ในทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ "ธรรมะ" ตัวแท้ หรือพระรัตนตรัยตัวแท้ในอันดับแรก ๆ อันดับหนึ่ง ทีเดียว. ฉะนั้น จึงจัดเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยอีกอันดับ หนึ่ง. ๖. การเข้าถึงด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ "ยถาภูตญาณทัสสนะ" คำนี้แปลว่า ความเห็นสิ่งทั้งปวง ด้วยความรู้แจ้งตามที่เป็นจริง. ในบาลีกล่าวธรรมะข้อนี้ ต่อเนื่องจากสมาธิโดยตรง โดยใจความว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ แล้ว ย่อมรู้ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. การที่กล่าวไว้ ดังนี้ คล้ายกับยืนยันว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว แม้ไม่ต้อง พยายามก็เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงได้

น.628 ๒๒๙ เอง ; นับว่าน่าแปลกประหลาดอยู่. เราอาจจะหาคำอธิบาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อีกทางหนึ่ง คือ ผู้ที่กำลังพยายามประพฤติ ปฏิบัติธรรมะอยู่นั้น ทำอย่างไรเสียก็ ย่อมมีความประสงค์ จะรู้ จะเห็นธรรมะหรือความจริงของสิ่งทั้งปวง อยู่เป็น ประจำอยู่ในใจ. เมื่อจิตยังไม่เป็นสมาธิ ความเห็นแจ้ง หรือ รู้แจ้ง เหล่านั้น ก็ไม่อาจจะปรากฏ, แต่พอจิตเป็นสมาธิแล้ว ความรู้แจ้งและเห็นแจ้งย่อมปรากฏออกมาเพราะอำนาจ ของความประสงค์จะรู้ จะเห็นสิ่งทั้งปวงอยู่ เป็นทุนเดิม. จึงเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จะน้อมไปเพื่อรู้ เพื่อเห็นอะไร จะ รู้ได้ เห็นได้ ด้วยดวงตาภายใน ซึ่งเป็นความรู้สึก หรือความ เข้าใจตลอดในสิ่งนั้น ๆ โดยตรง หาใช่เป็นความคิด ความ นึกหรือการพิจารณาค้นคว้าโดยตรงไม่ แต่เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างถูกต้อง. ความเห็นแจ้งนี้ ย่อมเป็นไปในทางให้เกิดความสลด สังเวชโดยตรง เพราะความที่สิ่งทั้งปวง เป็นมายาหลอกลวง น่าสลดน่าสังเวชอยู่ในตัวเอง เป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว. ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องราวที่เป็นไปในชีวิตของคนหนึ่ง ๆ ซึ่งได้เป็นมาแล้ว แต่หนหลังอย่างไรนั้น หาเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชแก่ บุคคลนั้นผู้มีจิตสำนึกอยู่ตามปกติธรรมดาไม่ ต่อเมื่อใด ได้พยายามอบรมจิตอย่างถูกทาง จนถึงกับระงับลง สู่ความ เป็นสมาธิแล้ว เมื่อนั้น จิตย่อมสำนึกหรือรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ขึ้นมาได้เอง ในความน่าสลดสังเวชของเรื่องต่าง ๆ ที่เป็น ไปในชีวิตอันเต็มไปด้วยมายา หรือความลวงตา. เราจึงสรุป

น.629 ๒๓๐ ความสั้น ๆ ว่า จิตสามัญสำนึก หรือจิตตามธรรมดานั้น ไม่อาจมองชีวิตให้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องถึงที่สุด. ส่วนจิตที่เป็นสมาธิแล้ว ย่อมมองเห็นความเป็นไปในชีวิตได้ อย่างถูกต้องและลึกซึ้งถึงที่สุดขึ้นมาเองในทันที. จิต ที่ยังไม่เป็นสมาธินั้น มีฝ้าชนิดหนึ่งปิดบังอยู่ ซึ่ง เราเรียกกันว่า นิวรณ์ คือความคิดครุ่นไปในทางกาม ความ คิดครุ่นไปในทางขัดเคือง ความหดหู่ซบเซาของจิต ความ ฟุ้งของจิตและความลังเลเลื่อนลอยของจิต อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นฝ้าบังอยู่ จิตจึงมองไม่ทะลุถึงความเป็นจริง ของสิ่งทั้งปวง เพราะติดอยู่ที่ฝ้าหรือนิวรณ์นั้น. เปรียบ เหมือนน้ำขุ่นมีตะกอนมาก เราย่อมมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ก้นคู หรือก้นคลอง ย่อมเห็นเพียงแค่ตะกอนที่ปนอยู่ในน้ำพอเรา สามารถทำตะกอนเหล่านั้น หมดไปหรือออกไปเสียจากน้ำ, ในทันทีนั่นเองเราจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ก้นคูหรือก้นคลอง เพราะว่าเราได้มองอยู่ก่อนแล้ว ข้อนี้เป็นฉันใด, จิตที่เป็นไป ตามธรรมดามองไม่เห็นสิ่งทั้งปวง เพราะฝ้าหรือนิวรณ์กั้น อยู่ระหว่างจิตกับสิ่งทั้งปวง จิตจึงเห็นหรือรู้เพียงแค่ฝ้าหรือ นิวรณ์เหล่านั้น. ครั้นเพิกฝ้าหรือนิวรณ์เหล่านั้นออกไปเสีย ได้ จิตก็เห็นสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงในทันทีนั่นเอง. ดังนั้น ท่านจึงได้กล่าว ยถาภูตญาณทัสสนะไว้ในลำดับอัน ติดกันกับสมาธิ โดยไม่ต้องมีการพยายามเพื่อให้เห็น แทรก อยู่ในระหว่างนั้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะความที่จิต ย่อมมีการ มองสิ่งทั้งปวงอยู่เป็นปกติ ดังที่กล่าวแล้ว.

น.630 ๒๓๑ แต่อย่างไรก็ตาม การรู้ การเห็น ตามที่เป็นจริงใน ขั้นนี้ ยังอาจจะมีได้มากหรือน้อยตามกำลังของสมาธิ ไม่ใช่ หมายความว่า จะต้องเห็นถึงที่สุดในคราวเดียว. เมื่อกำลัง ของสมาธิมาก ก็เห็นตามที่เป็นจริงได้มาก, เมื่อกำลังของ สมาธิน้อย ก็เห็นได้น้อย. และที่ว่า " เห็นตามเป็นจริง " นี้ ก็หมายความว่า ได้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่เที่ยง เป็นมายาหลอกลวงอย่างน่าสังเวช อันจะเป็นทางให้เกิด ความสังเวชเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ในสิ่งทั้งปวง นั่นเอง. แม้ว่า การรู้ การเห็น สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงในลำดับนี้ มีความหมายเพียงเท่านี้, ถึงกระนั้นก็ยังนับได้ว่า เป็นการ บรรลุธรรมขั้นหนึ่งเหมือนกัน คือ เป็นการเข้าถึงความจริง ในอันดับแรก จนถึงกับเกิดความสังเวชต่อการที่สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นมายา. แม้เพียงเท่านี้ ก็นำมาซึ่งความสะอาด สว่าง สงบ มิใช่น้อย เราจึงจัดเป็นลำดับที่หก. ๗. การเข้าถึงด้วยนิพพิทา " นิพพิทา " หรือ "นิพพิทาญาณ" แปลว่า ความเบื่อ หน่าย หรือความรู้อย่างถูกต้อง จนเกิดความเบื่อหน่าย. ธรรมะข้อนี้ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อการเห็นสิ่งทั้งปวง อย่างถูกต้อง จนปรากฏเป็นรูปแห่งความชะงักต่อการ เข้าไปหลงใหลในสิ่งต่าง ๆ ที่ตนได้หลงใหลอยู่ก่อน. อธิบาย ว่า ก่อนหน้านี้ สัตว์ทั้งหลายหลงใหลติดแน่นอยู่ในอารมณ์ ต่าง ๆ ถึงกับยินดียินร้ายอยู่เป็นประจำ โดยไม่รู้สึกว่า

น.631 ๒๓๒ สิ่งนั้นเป็นภัยหรือเป็นศัตรูครั้นมาทราบความจริงหรือเห็น ประจักษ์ชัดว่า สิ่งนี้เป็นภัยหรือเป็นศัตรู ก็เกิดอาการชะงัก และระอา ซึ่งเราเรียกว่า ความเบื่อหน่ายต่อสิ่งนั้น. ท่านได้กล่าว นิพพิทา หรือ ความเบื่อหน่าย นี้ ไว้ใน ลำดับแห่งยถาภูตญาณทัสสนะอย่างติดกันโดยไม่มีอะไรคั่น หรือแทรกอยู่ในระหว่างนั้น ซึ่งหมายความเป็นอย่างเดียว กันอีกว่า นิพพิทา หรือ ความเบื่อหน่าย นั้น จะต้องเกิด ขึ้นเอง หลังจากยถาภูตญาณทัสสนะได้เกิดแล้ว โดยไม่ต้อง มีการพยายามอย่างใด ๆ เพื่อให้เบื่อหน่าย. ท่านเปรียบอุปมา เป็นอย่างว่า คน ๆ หนึ่งได้แอบดู จนกระทั่งเห็นภรรยา ของตนทำชู้. เขาย่อมเกิดความเบื่อหน่ายหรือการสละภรรยา คนนั้นขึ้นมาเองในใจ ในทันทีที่ได้เห็น โดยไม่ต้องมีการ พยายามเพื่อให้เบื่อหน่าย หรือเพื่อให้สละข้อนี้เป็นฉันใด, นิพพิทา ก็เกิดเองในอันดับต่อจากยถาภูตญาณทัสสนะ คือ การรู้แจ้งว่า สิ่งทั้งปวงเป็น ขบถ หรือเป็นมายาฉันนั้นเหมือน กัน. นี้ นับว่า จิตได้บรรลุถึง “ ภูมิธรรมอันสูง " อีกขั้นหนึ่ง คือการชะงักต่อการจับฉวยสิ่งทั้งปวง, ไม่ฝังตัวลงไปใน อารมณ์หรือสิ่งทั้งปวง ดังที่เคยเป็นมาแต่ก่อนอีกต่อไป, นับว่า เป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยอีกอันดับหนึ่ง. ๘. การเข้าถึงด้วยวิราคะ คำว่า " วิราคะ " แปลว่า ไม่ย้อมติด หมายถึงการจาง

น.632 ๒๓๓ ออกของความย้อมติดเช่นเดียวกับสีที่ย้อมผ้าจางออกจาก เนื้อผ้า หรือน้ำฝาดที่ลอกออกจากสิ่งที่เขาย้อมไว้. โดย พฤตินัยย่อมได้แก่ ความที่จิตมีความจางออกเกิดขึ้นในตัวจิต หรือเมื่อกล่าวให้ชัดก็คือเจตสิกธรรมที่เป็นกิเลสเครื่องเย็บ หรือย้อมจิตให้ติดอยู่ในสิ่งต่าง ๆ นั้น เริ่มจากออกแม้ว่า ความ จางออกจะเป็นกิริยาของเจตสิกธรรมที่ย้อมจิต แต่ก็จิตนั่นเอง เป็นผู้ได้รับผลแห่งการจางออกของเจตสิกธรรมที่ย้อมจิต ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จิตมีความจางออกจากสิ่งทั้งปวง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตคลายความกำหนัดจากสิ่ง ทั้งปวง. แต่คำที่กล่าวว่า " ความคลายกำหนัดจากสิ่งทั้งปวง " นี้ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้ในภาษาไทย. เพราะในภาษาไทยเรานั้น คำว่า กำหนัด หมายถึงแต่เรื่อง รัก ๆ ใคร่ ๆ ส่วนคำว่า กำหนัด ในภาษาธรรมะในที่นี้นั้น หมายถึงความย้อมติดอยู่ในสิ่งทั้งปวงด้วยอำนาจความยึดถือ จะเป็นในแง่รักหรือแง่ชังก็ได้โดยเท่ากัน. เพราะฉะนั้น ต้องทราบไว้เพื่อกันความเข้าใจผิด. หรือถ้าให้ปลอดภัย ก็พูดเสียใหม่ว่า จิตมีความจางออกจากการย้อมติดในสิ่ง ทั้งปวง แทนที่จะพูดว่า จิตคลายกำหนัดจากสิ่งทั้งปวง ดังนี้ ก็ได้. โดยใจความแท้ ๆ หมายถึงความที่สิ่งซึ่งเป็นเครื่อง ย้อมจิต กล่าวคือ กิเลส โดยเฉพาะคือตัณหา หรือ อุปาทาน นั่นเอง เริ่มจาง หรือเริ่มหลุดออกจากการย้อม ซึ่งในที่สุด จะนำมาซึ่งความหลุดพ้น ให้แก่จิต นับว่า จิตได้บรรลุธรรม

น.633 ๒๓๔ หรือภูมิธรรมอีกชั้นหนึ่ง คือได้รับความคลายหรือความหลุด จากสิ่งที่ผูกรัดนั่นเอง. ๙. การเข้าถึงด้วยวิมุตติ คำว่า " วิมุตติ " โดยตัวหนังสือแปลว่า ความพ้นแล้ว อย่างวิเศษ, โดยใจความก็คือ พ้นอย่างผ่องแผ้วหรือสิ้นเชิง นั่นเอง. การบรรลุธรรมในชั้นนี้ หมายถึงความที่จิตหลุด ออกมาเป็นอิสระแล้วจากความผูกพันโดยประการทั้งปวง หลังจากการคลายจากการย้อมติดนั่นเอง. เมื่อก่อนนี้ จิต ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวง โดยมีกิเลสเป็นเครื่องกระทำ ให้ตกลงไป. ครั้นความรู้แจ้งของจิตเกิดขึ้น ความรู้แจ้งนั่นเอง เป็นเครื่องทำลายกิเลส หรือเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสให้ น้อยลง หรือหมดไปตามลำดับแห่งความเบื่อหน่าย และ คลายกำหนัดดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อกิเลสหมดไป ก็ไม่มีสิ่งใด ที่ทำให้จิตตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวง จิตจึงหลุดรอด ออกมาได้ สู่ความเป็นอิสระ ซึ่งนับเป็นอิสระจากอำนาจของ กิเลสด้วย และเป็นอิสระจากความทุกข์อันเกิดขึ้น เพราะ การตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวงนั้นด้วย นับว่า เป็นการ พ้นที่ผ่องแผ้วหรือสิ้นเชิง. คำว่า "หลุดพ้น" นี้ จึงหมายถึง หลุดพ้นจากกิเลส และหลุดพ้นจากความทุกข์ตามธรรมชาติ เพราะอำนาจของกิเลส. จิตที่หลุดพ้นเช่นนี้ เรียกสมมุติว่า ลุถึงนิพพาน คือลุถึงความ ไม่มีทุกข์โดยประการทั้งปวง. เมื่อเพ่งดูที่จิตอันหลุดแล้วเช่นนั้น ก็พบคุณลักษณะ

น.634 ๒๓๕ ๓ ประการ คือ ความบริสุทธิ์สะอาด เพราะปราศจากกิเลส ความสว่างอันแจ่มแจ้ง เพราะปราศจากสิ่งที่หุ้มห่อปิดบัง และความสงบเย็น เพราะปราศจากความทุกข์ว่ามีอยู่ที่จิต ถึงที่สุดครบถ้วนทุกประการ นับว่าถึงฝั่งอีกข้างหนึ่ง คือ ฝั่ง ซึ่งปราศจากทุกข์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งโดยสมมติว่า ถึงที่สุดของโลก หรือนอกโลก หรือพ้นโลก. แต่เมื่อกล่าวโดย ความจริงก็คือ ถึงที่สุด หรือความดับหมดแห่งความทุกข์ นั่นเอง และหมดเหตุ และหมดปัจจัย ซึ่งจะปรุงแต่งจิตนั้น และจิตนั้นจะถึงความดับของตัวเองได้ในที่สุด ในวาระสุดท้าย อันเรียกว่า นิพพาน. เรารวมเรียกกิริยาเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำ สั้น ๆ ว่า วิมุตติ ซึ่งแปลว่า ความหลุดพ้น นับว่า เป็นการ บรรลุธรรมถึงที่สุดอยู่แล้ว และนับว่า เป็นการเข้าถึง พระรัตนตรัยอย่างถูกต้องและสิ้นเชิง. ๑๐. การเข้าถึงด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะ คำนี้แปลว่า ความรู้ความเห็นใน ความหลุดพ้นของจิตอันเกิดขึ้นแก่จิตหลังจากที่มีการหลุดพ้น แล้ว. แท้จริง ไม่น่าจะกล่าวว่า เป็นการบรรลุธรรมอีกขั้นหนึ่ง เพราะเหตุว่าจิตได้ถึงที่สุดของความดับทุกข์ หรือได้รับ ความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ตั้งแต่ในขั้นที่เรียกว่า วิมุตติ แต่โดยที่หลังจากจิตหลุดพ้นแล้ว ยังมีญาณหรือความรู้เกิดขึ้น อีกขั้นหนึ่ง กล่าวคือญาณนี่ซึ่งทำหน้าที่รู้ความที่จิตหลุดพ้น แล้วนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวญาณนี้ว่า เป็นการ

น.635 ๒๓๖ บรรลุธรรมของจิตอีกขั้นหนึ่ง หลังจากที่หลุดพ้นจากทุกข์ แล้วโดยประการทั้งปวง นับเป็นลำดับสุดท้าย เป็นชั้นจบกิจ ของพรหมจรรย์ ไม่มีคุณธรรมอื่นที่ยิ่งไปกว่านี้ ในกรณีที่ เกี่ยวกับการทำที่สุดของความทุกข์ในพุทธศาสนา. นี้, นับ เป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยด้วยความรู้อันสมบูรณ์จริง ๆ และเป็นขั้นสุดท้าย. บัดนี้ เราจะได้พิจารณาในแง่ที่ว่า จิตได้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ในลักษณะ ที่กล่าวแล้วโดยวิธีใด หรืออย่างไร ? ในระดับแรก ซึ่งยัง เป็นเพียงสัทธานั้น ก็กล่าวได้ว่า จิตถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือบุคคลนั้นถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เป็นสักว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามความ คิดเห็นหรือความเชื่อในขณะนั้น จัดเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั้นนอกสุด. ครั้นมาถึงระดับที่เป็นการประพฤติ ปฏิบัติจนจิตได้รับรสของธรรมะในลักษณะที่แม้จะเป็นเพียง ความสะอาดอย่างเดียวเช่นในขั้นศีล หรือขั้นมีปิติปราโมทย์ เพราะศีล ดังนี้ ก็กล่าวได้ว่า เป็นการเริ่มเข้าถึงพระรัตนตรัย ที่เป็นชั้นใน หรือเป็นตัวแท้ขึ้นมา. ครั้นจิตได้เข้าถึงธรรมะ ที่ประกอบด้วยความสะอาด สว่าง สงบ โดยลำดับกระทั่ง ถึงขั้นสมบูรณ์ นับตั้งแต่จิตเริ่มเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จน กระทั่งหลุดพ้น และรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นขั้นที่กล่าวได้ว่า จิตได้เข้าถึงพระรัตนตรัยตัวแท้อย่างถูกต้องครบถ้วนสิ้นเชิง ถึงที่สุดจริง ๆ คือมีจิตใจเป็นพระพุทธ เป็นพระธรรม เป็น

น.636 ๒๓๗ พระสงฆ์เสียเอง และเป็นอย่างสมบูรณ์จริง ๆ ในชั้นนั้น, จึง มิใช่เป็นเพียงสรณคมน์ หรือการถึงพระรัตนตรัยชนิดปาก ว่า หรือชนิดระลึกถึง ; แต่เป็นชนิดที่เข้าถึง และถึงแล้ว ซึ่งสิ่งอันเป็นที่พึ่งได้จริง และเป็นที่พึ่งเสร็จแล้วจริง ๆ. ขอให้เราทุกคน พยายามถึงพระรัตนตรัยโดยความ หมายเช่นนี้เถิด และถึงให้ได้จริง ๆ เราจึงจะได้เป็นอะไร ๆ เช่นพุทธบริษัท เป็นต้น ได้อย่างสมบูรณ์. ในชั้นนี้ เราจะต้อง หมั่นพิจารณาให้เห็นลำดับหรือขั้นแห่งการที่จิตจะบรรลุ ธรรม หรือการเข้าถึงพระรัตนตรัยตัวแท้อันมีอยู่เป็นขั้น ๆ อย่างชัดแจ้ง ดังที่กล่าวแล้ว, แล้วพยายามสอบสวนดู จน กระทั่งรู้ว่าตนกำลังตั้งอยู่ หรือดำรงอยู่ในอันดับไหน แล้ว รีบพยายามประพฤติปฏิบัติ เพื่อเลื่อนลำดับให้แก่ตนเอง อย่างเต็มความสามารถ ทุกเมื่อ โดยความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยเลย.

น.637 คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน 50 .- สู่จิตว่าง 20 .- นิพพาน 25 .- ศิลปะการดำเนินชีวิต 30 .- ตามรอยพระอรหันต์ 80 .- วิปัสนาระบบลัดสั้น 20 .- พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์ 15 .- บวชทำไม 45 .- ฟ้าสางระหว่าง 80 ปี (สนพ.สติ) 25 .- พหุลานุสาสนี 15 .- เป็นอยู่ชอบ 30 .- ปรมัตถสภาวธรรม 60 .- อิทัปปจยตาธรรม 60 .- คริสตธรรม พุทธธรรม 25 .- ชุมนุมพุทธธรรม 60 .- เรียนพุทธศาสนาใน 15 นาที 5 .- จนกว่าโลกจะมีสันติภาพ 10 .- สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/349-50 หมู่บ้านสามชัย ถ.พระรามที่ 2 (ธนบุรี -ปากท่อ) บางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 4156797

น.638 หัวข้อธรรมคำกลอน เล่ม 1 10 .- หัวข้อธรรมคำกลอน เล่ม 2 10 .- งานปราบผี 20 .- หลักธรรมที่ฝรั่งเข้าใจผิด 20 .- สอนพุทธศาสนาผ่านคัมภีร์ไบเบิ้ล 20 .- การทำงานด้วยจิตว่างเพื่อสังคม 10 .- เสียงแห่งความไม่มีทุกข์ 5 .- 20 นิทานเซ็น 15 .- พุทธศาสนาช่วยเราได้อย่างไร 15 .- ความกลัว 10 .- อุปสรรคเข้าถึงธรรม 30 .- คติธรรมจากธรรมโฆษน์ 15 .- บุตรที่ประเสริฐ 15 .- ธรรมะ 24 เหลี่ยม 15 .- นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ 10 .- เช่นนั้นเอง 10 .- ธรรมะคืออะไร 10 .- สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/349-50 หมู่บ้านสามชัย ถ.พระรามที่ 2 (ธนบุรี -ปากท่อ) บางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 4156797

น.639 สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/349-50 หมู่บ้านสามชัย ถ.พระรามที่ 2 (ธนบุรี - ปากท่อ) บางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 4156797 สามแยกสุขสวัสดิ์ ทางด่วน สะพานแขวน ชิชาคันทรี่คลับ หมู่บ้านสินทวี โรงพยาบาลบางมด ตลาดโพธิ์ทอง ถนนพระราม 2 (ธนบุรี-ปากท่อ) กม.3 ไปมหาชัย > รถเมล์ 76, 105, 140, 141, 142, 205 วรการวิลเลจ โรงเรียนผ่องอำไพศึกษา ดาวคะนอง สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/849-50 โทร. 4156797 สำนักพิมพ์ "สุขภาพใจ" ขอเสนองานรับจัดพิมพ์ หนังสือ ที่ใช้เป็นธรรมบรรณาการเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานทำบุญวันเกิด งานฉลองการสมรส งานเปิดกิจการใหม่ งานพิธีทางศพ และงานบุญงานกุศลอื่น ๆ ฯลฯ โปรดติดต่อสอบถาม ในเวลาทำงานที่ คุณบัญชา เฉลิมชัยกิจ เจ้าของและผู้จัดการ

น.640 เทศนา และโอวาท พุทธทาสภิกขุ เทศนา เรื่องความสุข ธรรมสำหรับฆราวาส วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก โอวาท ศาสนากับสังคม การถึงพระรัตนตรัย ลำดับแห่งการถึงพระรัตนตรัย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต