Buddhadasa.org

เทศนาและโอวาท ตอนที่ ๗ — ศาสนากับสังคม

เทศนาและโอวาท — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เทศนาและโอวาท (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.567 คำนำ มักจะมีผู้เข้าใจผิดว่า พุทธศาสนา ไม่ค่อยมีอะไรเนื่อง ด้วยสังคมหรือว่าถ้ามีให้ก็มีแต่เรื่องชั้นต่ำ ๆ. บางคนเข้าใจผิด มากไปถึงกับว่าผู้ที่บำเพ็ญตนตามหลังแห่งพุทธศาสนาอยู่ อย่างเคร่งครัดนั้น ย่อมยากที่จะประพฤติประโยชน์สังคมให้ เป็นล่ำเป็นสันได้. ข้าพเจ้ารู้สึกว่าความเข้าใจเช่นนั้น ยัง ไม่ตรงตามความจริง และเรามีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้ จนถึงกับสามารถทำให้ประโยชน์สังคมนั้นเอง กลายเป็น ประโยชน์ตนอันสูงสุดไปได้, จึงได้พยายามแจกแจงประโยชน์ สังคมให้เห็น ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ และแถมชี้ให้เห็น ว่าประโยชน์สังคมและ การประพฤติถูกต่อสังคมนั่นแหละเป็น บุรพภาค ของการเดินผ่านไปสู่นิพพาน . การประพฤติตนให้เข้ากันได้กับสังคมแล้ว ถือโอกาสนั้น ประพฤติประโยชน์อันสูงสุดแก่สังคมนั้น เป็นหลักสำคัญที่สุด ของพุทธบริษัททั่วไป. การประพฤติให้เข้ากันได้กับสังคมนั้น ทำอย่างไรเสีย ก็ย่อมหมายถึงการบังคับตนหรือบังคับกิเลส ของตนอย่างเต็มที่นั่นเอง. ยิ่งหมดกิเลสเพียงใด ก็ยิ่งให้อภัย แก่สังคมได้ทุกอย่างทุกทาง และมีความอดกลั้นอดทนพอที่จะ ๑๖๗

น.568 ๑๖๘ ไม่ทำการกระทบกระทั่งอันใดให้เกิดขึ้น ถ้าหมดกิเลสสิ้นเชิง ก็แปลว่า ไม่มีทางกระทบกระทั่งกับผู้ใดเลยโดยประการ ทั้งปวง. ส่วนการประพฤติประโยชน์แก่สังคมนั้น ก็หมายถึงการ เสียสละหรือเมตตากรุณาโดยตรงอยู่แล้ว, และถ้าสามารถทำ ประโยชน์นั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้จริง ๆ ก็ย่อมหมายถึง ปัญญา, ความไม่เห็นแก่ตน, และความมีกำลังใจอันกว้างขวาง ใหญ่หลวงอยู่ในตัว. คุณธรรมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเครื่องมือ อันจำเป็นในการทำกิเลสของตนให้ถอยกำลังทั้งสิ้น. อีก ประการหนึ่ง การที่จะทำประโยชน์อันใดให้แก่ผู้อื่นได้สำเร็จ นั้น ตนต้องทำประโยชน์อันนั้นสำเร็จหรือผ่านมาแล้วด้วย ตนเองก่อน. โดยเหตุนี้ การทำประโยชน์ผู้อื่น จึงเป็นการทำ ประโยชน์ตนเองถึงสองเท่า. ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สังคม · จะต้องสนใจ และเป็นศาสนาที่เอกชนจักต้องใช้เป็นเครื่องมือ ประพฤติต่อสังคมพร้อมกันไปในตัว ตลอดจนถึงกับเป็นการ แผ้วถางทางไปสู่พระนิพพาน ให้แก่พุทธบริษัททั้งหลาย โดยตรงด้วย. ถ้าท่านทั้งหลายยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่า พุทธศาสนา เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคม และเป็นเครื่องมืออันจำเป็นของ ผู้ที่ตั้งใจจะประพฤติประโยชน์แก่สังคมอยู่เพียงใดแล้ว สังคม โลกเรานี้ก็จักไม่เป็นของร้อน หรือร้อนเกินไป อยู่เพียงนั้น. สังคมที่มีการยึดหลักของพระพุทธศาสนาย่อมมีความร่มเย็น

น.569 ๑๖๙ เหมือนบ้านเรือนที่มีหลังคาเป็นเครื่องมุงเครื่องบัง. เราทั้งหลาย จงพยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้ และทำให้พุทธศาสนา มีความเนื่องกันกับสังคม โดยทุก ๆ กรณีเถิด ความสงบสุข ก็จักมีมาทุกย่อมหญ้า โดยไม่ต้องมีใครมาอวยพร. ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.570 พุทธศาสนากับสังคม เมื่อกล่าวถึง พุทธศาสนากับสังคม ย่อมหมายความว่า พุทธศาสนาไม่ได้ตีตนออกห่างจากสังคม หรือไม่คำนึงถึง ประโยชน์ของสังคมเลย. แม้ว่าจะมีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า "ไม่พึงทำประโยชน์ของตนให้เสียไป เพราะประโยชน์ผู้อื่น แม้มากมาย” ๑ ดังนี้ก็ตาม นี่ก็มิได้หมายความว่า พระองค์ทรง ปิดโอกาสมิให้สาวกบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น หมายความแต่ เพียงว่า ให้ถือประโยชน์ของตนเป็นสิ่งที่ตนจะต้องกระทำให้ ลุล่วงไปเสียก่อน แล้วจึงนึกถึงประโยชน์ผู้อื่น หรือจะสามารถ กระทำประโยชน์ผู้อื่นได้และในที่นี้ก็ทรงประสงค์เฉพาะ ประโยชน์ตนที่สูงสุด คือการกระทำที่สุดแห่งทุกข์ หรือ นิพพานให้แก่ตนนั่นเอง. อย่าทำประโยชน์ตนในลักษณะเช่นนี้ ให้เสื่อมเสียไป เพราะเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นแม้จะมากมายสัก เพียงใด. ส่วนในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับการบำเพ็ญประโยชน์ชั้นสูง คือ พระนิพพาน นั้น ก็มีความสำคัญลดหย่อนลงมาอีกจนถึง ๑. อตฺตทฺตถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย. ธ. ขุ ไตร. ล. ๒๕/ ๓๗/ ๒๒.

น.571 ๑๗๑ กับผู้ทำจะสามารถทำประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านให้ เคียงคู่กันไปทีเดียว ดังที่ตรัสไว้อีกระดับหนึ่งว่า "บุคคลผู้ ไม่ประมาท เป็นคนฉลาด ย่อมยึดเอาไว้ได้ซึ่งประโยชน์ ทั้ง ๒ กล่าวคือประโยชน์ที่เห็นผลทันท่วงทีและประโยชน์ที่ เห็นผลข้างหน้า. เพราะการรู้จักประพฤติประโยชน์อย่าง สมบูรณ์ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นนักปราชญ์หรือบัณฑิต” ๑ ดังนี้. อันการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นนั้น ย่อมเกี่ยวกับการ สังคม คือหมายถึง การที่รู้จักทำตนให้เข้ากันได้กับสังคม อย่าง ๑ และ การประพฤติประโยชน์แก่สังคม อีกอย่าง ๑ รวมกันเป็น ๒ อย่าง ดังนี้. ๑. การทำตนให้เข้ากันได้กับสังคม. ในการทำตนให้เข้ากันได้กับสังคมนั้น. พระผู้มีพระ ภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติระเบียบวินัยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ เป็นอันมาก. แม้ในทางธรรมก็มีข้อธรรมะอันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นจำนวนมากมายไม่แพ้วินัย และพระองค์ก็ได้ทรงปฏิบัติ ให้เป็นตัวอย่าง ด้วยพระองค์เอง อย่างครบถ้วนปรากฏอยู่ ในพระพุทธประวัติมากมายหลายข้อหลายกะทง. ที่เกี่ยวกับวินัยของภิกษุ, ยกตัวอย่าง เช่น ปรับอาบัติ ๑. อปฺปมตฺ อุโภ อตฺเถ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต ทิฏเฐ ธมเม จ โย อตฺโถ โย จตฺ โถ สมฺปรายิ โก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวฺจฺจติ. (สตาถ. สํ. ไตร. ล. ๑๕/ ๑๒๖/ ๓๘๐.)

น.572 ๑๗๒ ปาจิตตีย์ เพราะไปแทรกแซงในที่อาบน้ำสาธารณะ จนเป็น ที่ลำบากแก่ประชาชน โดยเฉพาะพวกผู้หญิง เป็นต้น. แม้ที่สุด แต่เรื่องที่คนทั่วไป หรือภิกษุสามเณรสมัยนี้อาจจะเห็นว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พระองค์ไม่ทรงเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น ปรับอาบัติแก่ผู้ที่เปลือยร่างกาย แม้ส่วนบนในที่ประชุม ชน หรือปรากฏแก่สายตาฆราวาส แม้เพียงคนเดียว และ ปรับว่า เป็นผู้ไร้มรรยาทที่ดีงาม ในเมื่อไม่ระมัดระวังให้ เครื่องปกปิดกายอยู่ใกล้มือ พอที่จะหยิบมาปิดกายได้ทันที ในเมื่อเกิดมีพวกฆราวาสผ่านเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น ภิกษุ เห็นแก่ความสะดวกสบาย เปลือยกายส่วนบนทำงานอยู่ แม้นั่งตากลมเล่นอยู่ก็ตาม และจีวรหรืออังสะอยู่ไกลมือหรือ ไม่อยู่ในที่นั้น จนถึงกับเผอิญฆราวาสผ่านมา หาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ปกปิดร่างกายส่วนหนึ่งข้างบนไม่ได้หรือไม่ทัน อย่างนี้ก็ถือว่า เป็นผู้มีมรรยาทอันเลวทรามหรือไร้มรรยาทของบรรพชิต. อย่างน้อยก็เป็นอาบัติทุกกฏ เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องกล่าว ถึงการที่ภิกษุนุ่งห่มไม่เรียบร้อยเดินผ่านไปมา ผ่านสายตา เพื่อนฝูงหรือฆราวาสก็ตาม แม้ในวัด. ส่วนระเบียบวินัยอื่น ๆ ที่รุนแรงไปกว่านี้ เช่นการขอไม่รู้จักประมาณ การขอต่อ บุคคลไม่ควรขอ, การแทรกแซงเข้าไปในเขตส่วนตัวของ บุคคลอื่นโดยผลุนผลันการประจบฆราวาสเกินควร เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนแต่ผิดวินัยที่ร้ายแรง นับตั้งแต่สังฆาทิเสสลงไป จนถึงอาบัติปาจิตตีย์ ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมแสดงว่า พระองค์ทรง ประสงค์ให้ภิกษุระวังมรรยาททางสังคมเป็นอย่างยิ่ง.

น.573 ๑๗๓ ส่วนในทางธรรมนั้น ทรงแสดงวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการ คบหาสมาคม หรือการที่ต้องปฏิบัติต่อสังคม ไว้อย่าง ครบถ้วน. ที่เป็นธรรมะทั่วไป เช่น ทรงสอนด้วยหลักแห่ง สัปปุริสธรรมอันว่าด้วยการรู้จักกาละเทศะ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักบุคคล รู้จักบริษัท รู้จักตัวเอง เป็นต้นว่า ในกาละเทศะ นั้น ๆ หรือต่อบุคคลหรือต่อบริษัทนั้น ๆ ควรจะประพฤติ อย่างไร เป็นต้น. ส่วนสำหรับฆราวาสอุบาสก อุบาสิกา โดยเฉพาะก็ได้ตรัสธรรมะสำหรับคิหิปฏิบัติไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นมรรยาททางสังคมอย่างชัดแจ้ง เช่น บาลี สิงคา- โลวาทสูตร แสดงถึงข้อปฏิบัติที่จะต้องประพฤติต่อบิดา มารดา บุตรภรรยา มิตรสหาย บ่าวไพร่ สมณะชีพราหมณ์ เป็นต้น อย่างไรไว้โดยครบถ้วน ซึ่งรวมความแล้ว ก็กล่าวได้ ว่า พระองค์ทรงประสงค์ ให้พุทธบริษัททุกประเภทมีความ หนักแน่น เคารพมรรยาททางสังคมให้ถูกแลสมบูรณ์ นั่นเอง. ในด้านพระพุทธจริยานั่นเล่า เราจะได้พบข้อความอัน กล่าวถึงพระองค์เอง ในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นเสียงของคน ภายนอก มีพวกพราหมณ์หรือพวกปริพพาชกแห่งลัทธิอื่น เป็นต้น กล่าวสรรเสริญพระองค์ในทางมรรยาทอันเกี่ยวกับ สังคมไว้เป็นอย่างสูง (เช่นที่นำมากล่าวไว้อย่างละเอียดใน หนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาคผนวก ตอนที่ว่าตาม เสียงของคนนอก). เมื่อได้ประมวลมาดูทั้ง ๓ สถาน คือ ส่วนที่เกี่ยวกับวินัย ส่วนที่เกี่ยวกับธรรมะ และส่วนที่เกี่ยวกับพุทธจริยาเช่นนี้แล้ว

น.574 ๑๗๔ ย่อมมีน้ำหนักมาก พอที่จะทำให้พวกเราทั้งหลายเกิดความ เคารพหนักแน่นต่อมรรยาททางสังคม จนไม่เปิดโอกาส ให้เกิดการเสื่อมเสีย แก่เกียรติของพุทธบริษัทในทางนี้. การที่มีภิกษุ สามเณร หรืออุบาสกอุบาสิกาก็ตาม มีความ หละหลวมในเรื่องนี้ ก็เนื่องมาจากไม่ทราบถึงพระพุทธ ประสงค์ส่วนนี้ หรือทราบแล้ว แต่เข้าใจผิดเห็นว่าเป็นเรื่อง เล็กน้อยไปเสีย ซึ่งเมื่อ กล่าวโดยที่แท้แล้ว เรื่องนี้มีความ สำคัญถึงกับให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตัวบุคคลนั้น และเกิด ความเสื่อมเสีย แก่พระศาสนาโดยส่วนรวมไม่น้อยเลย. ที่เป็นความเสื่อมเสียส่วนตัวบุคคลนั้น ๆ มิใช่หมายถึง การที่ผู้นั้นจะขาดประโยชน์อันจะพึงได้จากสังคมก็หามิได้ แต่หมายถึงการที่เมื่อเขาประพฤติดังนั้น ย่อมหมายความว่า เขามีน้ำใจหรือสันดาน อันกระด้างมาแล้ว. หรือว่าเขากำลัง ชุบย้อมให้จิตใจนิสัยสันดาน ของเขากระด้างขึ้นทุก ๆ วัน นั่นเอง. ก็เมื่อบุคคลมีน้ำใจกระด้วง หยาบอยู่เป็นปกติเช่นนี้ เสียแล้ว จะมีจิตใจอ่อนโยนนิ่มนวลควรแก่การเข้าใจ หรือควร แก่การประพฤติกระทำในทางกาย วาจา ใจ ที่สูงขึ้นไป เช่น ศีล สมาธิ หรือปัญญา ได้อย่างไรเล่า ? มันจึงเท่ากับ เป็น การปิดประตูแห่งการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ของตน นั่นเอง. ที่ว่า เป็นการเสื่อมเสีย แก่พระพุทธศาสนา โดยส่วน รวมนั้น หมายถึงการที่เมื่อประพฤติเช่นนั้นแล้ว ย่อมทำให้ บุคคลที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พากันไม่เลื่อมใสใน

น.575 ๑๗๕ พระพุทธศาสนายิ่งขึ้น แม้ผู้ที่เลื่อมใสอยู่บ้างแล้ว ก็จะคลาย ความเลื่อมใส เพราะความเข้าใจว่า พุทธบริษัทมีความเป็น ป่าเถื่อน หรือว่า หลักพุทธศาสนายังมีความเป็นป่าเถื่อน ไร้มรรยาทหรือวัฒนธรรมปนอยู่ ซึ่งเป็นการทำให้พุทธ- ศาสนาเสื่อมความเชื่อถือในเบื้องต้น แล้วก็ไม่ต้องกล่าวถึง อันดับต่อไป. เพราะเหตุฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลาย พึงระมัดระวัง มรรยาทในทางสังคม และโดยเฉพาะภิกษุ สามเณรแล้ว พึงเคารพในศีลและอาจาระประเภทนี้ให้เป็นอย่างยิ่ง เช่น เดียวกับประเภทอื่น ที่เป็นไปเพื่อคุณธรรมเบื้องสูงโดยเท่า เทียมกันทีเดียว. เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้ต่อเนื่องกันไป ทีเดียวว่า ปาติโมกฺขสํวรสํวุตา อาจาร โคจรสมฺปนฺนา อณุมตฺเตสฺ วชฺเชสุ ภยทสฺ สาวิโน ๑ อันแปลว่า "เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้สำรวม ในปาติโมกข์ ให้ดี, จงสมบูรณ์ด้วยมรรยาท และรู้จักที่โคจร จงมีปกตินิสัยเห็นเป็นภัยอันใหญ่หลวง แม้ในโทษที่มีประมาณเล็กน้อย" ดังนี้ ซึ่งหมายถึงการที่ สำรวมแต่ในปาติโมกข์ อย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอนั่นเอง. ๒. การประพฤติประโยชน์แก่สังคม. สำหรับการประพฤติประโยชน์แก่สังคมนั้น หมายความ ว่า พุทธบริษัทเรายังคงเคารพ แลรับรอง ในสัญญาประชาคม ———————————— ๑. บาลีมากแห่งเช่น จตุก. อํ ไตร. ล. ๒๑/ ๑๘/ ๑๒, เป็นต้น

น.576 การที่คนทุกคนในโลก มีสิทธิและหน้าที่และบุญคุณ เกี่ยวพันกันอย่างที่จะแยกกันไม่ได้ และโดยไม่รู้สึกตัว ซึ่ง ทำให้ทุกคนควรสำนึกไว้ว่า ตนมีหน้าที่ที่จะประพฤติ ประโยชน์ตอบแก่กันและกัน อันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความ เป็นมนุษย์ หรือเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์. เราอาจจะ กล่าวได้ ว่า ผู้ละเมิดต่อสัญญาประชาคมนั้น ไม่ควรได้นามว่า เป็นมนุษย์เลย.!. เพราะเหตุฉะนี้แหละพุทธบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ประเภทที่ยังไม่หลุดพ้น หรือแม้จะเป็นประเภทที่หลุดพ้นแล้ว คือเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ตาม จะต้องรับรู้ในสัญญาประชาคม และประพฤติตนให้ถูกต้องในกรณี ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ กล่าวคือ ความมีหน้าที่ ที่จะต้องประพฤติประโยชน์แก่สังคมนั่นเอง. แม้ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว ก็ยังมีทางที่จะทำได้และทำได้เป็น อย่างดี โดยไม่ขัดต่อหลักธรรมวินัย หรือความหลุดพ้นนั้น ๆ แต่ประการใด และการทำนี้ ทำไปด้วยอำนาจความเมตตา กรุณาที่เหลืออยู่, หรือด้วยอำนาจความเคยชิน ในการรับรู้ ต่อสัญญาประชาคมมาแต่กาลก่อน, หรือว่าด้วยอำนาจปัญญา เครื่องรู้จักผิด ชอบ ชั่ว ดี นั่นเอง. สำหรับพุทธบริษัททั่วไป โดยเฉพาะที่เป็นฆราวาสนั้น จะต้องระลึกนึกถึงความจริงที่ว่า คนเราพอเกิดมา ลืมตาขึ้น ในโลก ก็เป็นหนี้บุญคุณคนหรือผู้อื่นเสียอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เลย. ข้อนี้มิได้หมายความถึง การที่เป็นหนี้บุญคุณบิดามารดา ผู้บังเกิดเกล้า หรือพี่ป้า น้าอาว์ เป็นต้นโดยตรง ก็หามิได้. แต่หมายถึงการเป็นหนี้บุญคุณของบุคคลจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรา

น.577 ๑๗๗ ไม่เคยได้เห็นหน้าเห็นตา แต่การกระทำของเขาเข้ามา เกี่ยวข้องแก่การรอดชีวิตของเราโดยตรง. เช่นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ในการประดิษฐ์หยูกยา เครื่องนุ่งห่ม เครื่อง ใช้สอย หรือระเบียบวิธีทางเยียวยารักษาให้เด็กทารกนั้น ๆ รอดชีวิตไปได้ เหล่านี้ เราควรรับรองว่าเขาเป็นผู้มีบุญคุณ อยู่เหนือทารกที่แม้พอสักว่าเกิดมาเท่านั้น. โดยหลักทั่ว ๆ ไปของคนทั่วไปอาจจะถือว่า นั่นหาใช่ เป็นบุญคุณแก่ทารกนั้น ๆ ไม่ เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ได้ สัมพันธ์กัน ไม่ได้รู้จักกัน ไม่ได้เจตนาที่จะช่วยเหลือกัน คนพวกนี้มีความเห็นไปคนละทาง จนถึงกับกล่าวว่า แม้ บิดามารดา ก็หามีบุญคุณไม่ เพราะเด็ก ๆ เกิดมาจากการ แสวงหาความสนุกสนานทางกามารมณ์ ของบิดามารดา ต่างหาก ดังนี้เป็นต้น จึงไม่ถือว่า บิดามารดามีบุญคุณ. แต่ สำหรับพุทธบริษัท เมื่ออาศัยหลักธรรมวินัยเป็นกฎเกณฑ์ แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะกล่าวเช่นนั้นเลย และยังมีหน้าที่ก่อให้ เกิดการผูกพันในทางหนี้บุญคุณ ไปถึงบุคคลที่ยังไม่เคยเห็น หน้าเห็นตา แต่เขาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในความรอดชีวิตของเรา เช่นบุคคลประเภทที่ประดิษฐ์หยูกยาขึ้นในโลกนี้ เป็นต้น ดังกล่าวแล้วนั้นอีกด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวตามหลักเกณฑ์ แห่งพระพุทธศาสนาซึ่งมีความประณีต ความลึกซึ้ง และความ ซื่อตรงเป็นอย่างยิ่งแล้ว ย่อมกล่าวได้ว่า "ทุกคนเป็นหนี้สังคม หรือมีความผูกพันในสัญญาประชาคมมาแล้ว ตั้งแต่ขณะที่ ตนได้คลอดออกมาจากครรภ์มารดา หรืออาจจะถึงกับตั้งแต่

น.578 ๑๗๘ อยู่ในครรภ์มารดาด้วยซ้ำไป." เพราะฉะนั้น เมื่อมีความรู้สึก นึกได้ จะต้องเป็นผู้รับรู้และมีความกระหายต่อการที่จะ ประพฤติตอบแทนแก่สังคมตามความผูกพันในทางสัญญา ประชาคมให้ครบถ้วน. ถ้าจะกล่าวตามหลักธรรมอีกแนวหนึ่ง เราอาจจะกล่าว ได้ว่า ผู้ที่ยังมีหนี้สินในทางสัญญาประชาคมผูกมัดดวง วิญญาณอยู่นั้น หาอาจจะหลุดพ้นหรือบรรลุนิพพานไปได้ ไม่. เพราะว่า หนี้สินทางสัญญาประชาคมนั้น ยังผูกพันตนอยู่ เป็นเหมือนกับบาปชนิดหนึ่ง ซึ่งยังห่อหุ้มรึงรัดตนอยู่, นับว่า ยังตกอยู่ในขั้นต่ำ หรือขั้นทรามเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะมีความดี งามหรือความบริสุทธิ์ที่สามารถหลุดพ้นได้อย่างไร. ด้วย เหตุนี้แหละ ทุกคนที่ประสงค์ต่อความหลุดพ้นหรือ นิพพาน จงได้หยิบยกปัญหาแห่งการเปลื้องหนี้ในทางสัญญา ประชาคมนี้ขึ้นสะสางหรือประพฤติปฏิบัติให้ลุล่วงเสียเป็น เรื่องแรก โดยการประพฤติประโยชน์แก่สังคม ทุกโอกาส ทุกสถานที่ ทุกอันดับ ทุกกรณี เต็มความสามารถที่ตนจะ พึงกระทำได้. หรือจะถือเป็นหลักสั้น ๆ ไว้เป็นเครื่องประจำ ใจ เสียทีเดียวว่า "จักประพฤติประโยชน์ผู้อื่นทุกโอกาส ในฐานะเป็นบารมีธรรม สำหรับความมีคติที่เป็นไปในทางสูง ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามนัยที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้กระทำกันแล้ว บรรลุพระนิพพานในที่สุด. หรือจักประพฤติให้สม่ำเสมอ จนกระทั่งเกิดเป็นอุปนิสัยหรือลักษณะเฉพาะของบุคคล ประเภทที่เรียกว่าสัตบุรุษในพระพุทธศาสนา หรือสุภาพบุรุษ

น.579 ๑๗๙ ของโลกโดยทั่วไป" ดังนี้ก็ได้. อย่างนี้นับว่า เป็นการประพฤติ ประโยชน์ต่อสังคมของพุทธบริษัทโดยทั่วไปโดยเฉพาะ สำหรับฆราวาสอย่างสมบูรณ์ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา ทีเดียว. ในการประพฤติประโยชน์สังคม ในที่นี้นั้น มีทางที่จะ ทำได้มากมายเหลือที่จะจำแนกเรียงอย่างแต่จะสรุปความได้ ว่า มี ๒ อย่าง คือ การประพฤติประโยชน์ในทางวัตถุด้วย วัตถุ เพื่อประโยชน์ในทางกาย หรือทางความเป็นอยู่ภายนอก เช่นการสงเคราะห์หรือการช่วยเหลือด้วยวัตถุสิ่งของ กำลัง กาย กำลังใจ ตลอดถึงอิทธิพลนานาชนิด อาจบรรดาลสิ่ง ต่าง ๆ ให้เป็นไปเหล่านี้อย่างหนึ่ง ; อีกอย่างหนึ่ง คือการ ช่วยเหลือในทางจิตหรือวิญญาณ ได้แก่การทำให้ผู้อื่นมีจิต หรือวิญญาณสูงขึ้นตามหลักธรรมะ จนพ้นทุกข์ในทางจิต ซึ่งสรุปแล้วก็คือ การทำบุคคลให้เข้าถึงธรรมะในพระพุทธ- ศาสนานั่นเองนี่อย่างหนึ่ง ; รวมเป็น ๒ อย่างด้วยกันดังนี้. และควรรับรู้ไว้ด้วยว่า อย่างหลังนั้นเป็นการทำประโยชน์ที่ สูงสุดกว่าประโยชน์ทั้งหลาย ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "ธรรมทานย่อมชนะทานทั้งหลาย" ดังนี้. แม้ว่าตนจะเป็น ฆราวาสก็สามารถบำเพ็ญธรรมทานได้เพราะธรรมทาน มิได้หมายถึงการขึ้นธรรมาสน์เทศน์อย่างคนเขลา ๆ เข้าใจ กันแต่อย่างเดียว, แต่หมายถึงการกระทำอย่างใดก็ได้ ที่เป็น การทำให้ดวงจิตของผู้อื่นสูงขึ้นได้แล้ว ก็เป็นธรรมทาน ทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ฆราวาสจึงอาจบำเพ็ญประโยชน์ชั้นสูง

น.580 ธรรมทานนี้ได้ โดยการพิมพ์โฆษณา หรือชี้แจง หรือชักชวน หรือทำให้ดูอันเป็นการเกลี้ยกล่อมให้ผู้อื่นสนใจ ในธรรมะ แล้วประพฤติปฏิบัติเป็นต้น นั่นเอง. พุทธบริษัท มีทางที่จะชนะสังคมอื่น ๆ ในการบำเพ็ญประโยชน์สังคม หรือการเปลื้องหนี้สินในทางสัญญาประชาคม โดยการกระทำ อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้. สำหรับพุทธบริษัทที่เป็นบรรพชิตนั้น โดยหน้าที่ที่ ประพฤติอยู่เป็นประจำวัน ก็เป็นการประพฤติประโยชน์ สังคม หรือเปลื้องหนในทางสัญญาประชาคม เป็นอย่างดี อยู่ในตัวเองแล้ว. ข้อนี้หมายถึงเมื่อภิกษุหรือสามเณร ก็ตาม เป็นผู้บวชจริง เรียนจริง ประพฤติ-ปฏิบัติจริง ได้รับผลใน พระพุทธศาสนาจริง แล้วตั้งหน้าตั้งตาสั่งสอนผู้อื่นจริง ดังนี้ ย่อมเป็น การประพฤติประโยชน์ผู้อื่นโดยตรง คือทำให้ผู้อื่น สามารถทำประโยชน์ของเขาเองให้สำเร็จ ทั้งที่เป็นประโยชน์ โลกนี้ และประโยชน์โลกหน้า คือ มีความเจริญทั้งในฝ่าย วัตถุร่างกายและฝ่ายจิตใจ ดังกล่าวแล้วนี้ส่วนหนึ่ง. อีก ส่วนหนึ่งนั้นเป็น การประพฤติประโยชน์สังคมโดยทางอ้อม กล่าวคือ การกระทำเช่นนั้นของภิกษุ สามเณรนั้น ย่อมเป็น การสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยังคงมีอยู่ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ปกป้องมนุษย์ทั้งโลกนี้ ให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปตลอดกาลนาน โดยอาศัยธรรมานุภาพแห่งพระศาสนานั่นเอง. เพราะฉะนั้น ถ้าบรรพชิตรูปใด เพียงแต่สนใจชำระ หน้าที่แห่งบรรพชิตของตนโดยตรงให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เท่านั้น

น.581 ๑๘๑ ย่อมทำความปลอดภัยในทางหนี้สินสัญญาประชาคมให้แก่ ตนได้โดยสิ้นเชิง ถ้าผิดจากนี้แล้ว ก็จะเป็นนักบวชชนิดที่ ท่านกล่าวว่า ต้องตายไปเป็นโค เป็นฬา เพราะไม่ได้ตอบแทน คุณค่าจตุปัจจัย ๔ มี จีวร เป็นต้น ของทายกที่ตนบริโภคอยู่ เป็นประจำวันนั่นเอง. เราจึงเห็นได้ว่า การประพฤติประโยชน์ สังคม หรือเปลื้องหนี้สัญญาประชาคมตามหลักแห่งพุทธ- ศาสนานั้นเป็นของจำเป็นหรือเป็นหน้าที่โดยตรงอย่างหนึ่ง ของบรรพชิต และทั้งยังแถมเป็นเสมือนหนึ่งบุรพภาคแห่ง การบรรลุพระนิพพานโดยตรงด้วย. ยังมีอีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะเข้าใจไว้ เพื่อมีกำลังใจในการ ประพฤติประโยชน์สังคม ดังกล่าวแล้ว. ข้อนี้หมายถึง การ ประพฤติประโยชน์สังคมด้วยการให้ความรู้ในทางที่สามารถ ทำวิญญาณของบุคคลนั้น ๆ ให้สูงขึ้น. และข้อนี้ไม่เป็นแต่ เพียงการประพฤติประโยชน์สังคม หรือการเปลื้องหนี้ทาง สัญญาประชาคม ซึ่งเป็นการกระทำที่สาธารณะทั่วไป แก่คนทุกชาติทุกภาษาในโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการบำเพ็ญ กุศลที่แท้จริงแลสูงสุดอีกส่วนหนึ่ง ในพระพุทธศาสนาด้วย. เราจะพิจารณากันโดยทำการเปรียบเทียบให้เห็นชัดแจ้ง ดังต่อไปนี้ : ยกตัวอย่างเช่น การกุศลที่ช่วยคนให้พ้นจาก ความเจ็บไข้หรือความตาย ซึ่งกระทำกันอยู่โดยกว้างขวาง ไม่จำกัดชั้นวรรณะ หรือชนิดบุคคล แม้แต่คนพาลเกเรก็ได้รับ การรักษาพยาบาลทะนุถนอมเช่นเดียวกับสุภาพบุรุษ นั้น นับได้ว่าเป็นการกุศลอันแท้จริง แต่ว่ายังไม่ใช่การกุศล

น.582 ๑๘๒ ที่สูงสุด เพราะว่าการกระทำนั้น เป็นแต่เพียงช่วยบุคคลนั้น ๆ ให้รอดจากความเจ็บไข้หรือความตาย แต่แล้วก็ยังคงต้อง ทนทรมานอยู่ในวัฏฏสงสาร ด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือ การเผาลนของกิเลสเป็นต้น ไปตามเดิม เหตุนั้น จึงยังไม่ถือว่า เป็นการกุศลชั้นสูงสุด. ตัวอย่างอีกอย่างหนึ่ง เช่นการสร้าง สถานที่เล่าเรียนศึกษา มีโรงเรียนเป็นต้น ซึ่งทำให้คนรู้ หนังสือ แลมีความฉลาดสามารถในการครองชีพ นับว่า เป็นการกุศลแท้จริงได้ แต่ก็ยังมิใช่การกุศลชั้นสูงสุดอีก นั่นเอง เพราะยังไม่ทำให้บุคคลนั้น ๆ สามารถทำตนให้พ้น จากความทุกข์ทรมาน ด้วยอำนาจของกิเลส และความทุกข์ อื่น ๆ อันมีประจำอยู่ในวัฏฏสงสารดังกล่าวแล้ว. และยิ่ง กว่านั้น ตามที่เห็นกันโดยมากนั้น กลับปรากฏว่า คนที่มีวิชา ความรู้มาก ๆ ในทางนี้ ก็มีแต่จะใช้ความรู้นั้นหาประโยชน์ ทางวัตถุใส่ตัว หรือรู้จักหาวิธีทำตัวให้ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลินไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งไปเสียกว่าบุคคลผู้ไม่มีความรู้ ในวิชาหนังสือมากเหมือนอย่างนั้นไปเสียอีก. โดยเหตุนี้ จึงถือว่า การให้การศึกษาในลักษณะเช่นนี้ แม้จะมีการจัดทำ อย่างกว้างขวางใช้ทุนรอนมากมายเพียงไร ก็ยังหาใช่เป็น การกุศลชั้นสูงสุดไม่. ส่วนการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ในทางที่ทำให้บุคคล เหล่านั้น เกิดความเข้าใจอันถูกต้องในสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะ ในชีวิต หรือสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิต จนถึงกับมีความรู้ว่าความ ทุกข์คืออะไร ? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร ? ความไม่มีทุกข์เลย

น.583 ๑๘๓ คืออะไร ? และจะได้ความไม่มีทุกข์เลยมาโดยวิธีอย่างไร ? จนเป็นความรู้ที่ถูกต้องและปฏิบัติได้ตามความรู้นั้น ดังนี้แล้ว บุคคลนั้น ๆ ย่อมพ้นทุกข์ มีความสุขได้ ทั้งที่ไม่รู้หนังสือทั้งที่ กำลังนอนเจ็บอยู่ หรือแม้จะมีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ยังมี ความสุข หรือได้รับประโยชน์ จากการเป็นมนุษย์ ยิ่งกว่า บุคคลที่ตรงกันข้าม ซึ่งแม้จะมีชีวิตอยู่ด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ตั้ง ๑๐๐ ปีก็ตาม. เพราะเหตุฉะนั้น จึงได้กล่าวว่า การประพฤติประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นในทางฝ่ายจิตหรือ วิญญาณนี้ นอกจากจะเป็นการเปลื้องหนี้ทางสัญญา ประชาคม หรือประพฤติประโยชน์แก่สังคม ตามระดับ กฎเกณฑ์ทั่วไปของโลกแล้ว ยังแถมเป็นการบำเพ็ญกุศล อันแท้จริงและสูงสุดไม่มีอะไรยิ่งกว่าในพุทธศาสนานั้น อีกด้วย. ดังนั้น ขอให้พุทธบริษัทเรา จงได้พากันสนใจใน การประพฤติประโยชน์ส่วนนี้ ให้เป็นอย่างสูงสุดโดยทำนอง เดียวกัน. เท่าที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นการประพฤติการประโยชน์ สังคม ของบุคคลผู้ยังไม่หลุดพ้น คือยังไม่เป็นพระอรหันต์ ยังมีหนี้สินพัวพันกันไปมาอยู่ตามประสาบุถุชน ซึ่งตกอยู่ ภายใต้อำนาจของกิเลสด้วยกัน ซึ่งถือว่า เป็นสิทธิและหน้าที่ อันจะพึงทำต่อกัน หรือพึงเรียกร้องจากกัน ตามโลกิยวิสัย. ส่วนการประพฤติประโยชน์สังคมของบุคคลประเภทที่หลุดพ้น แล้ว กล่าวคือพระอรหันต์โดยเฉพาะนั้น มีความผิดแปลก ไปจากการประพฤติประโยชน์สังคม ของบุคคลที่ยังไม่หลุด

น.584 ๑๘๔ พ้น อย่างตรงกันข้ามทีเดียว กล่าวคือ การประพฤติประโยชน์ สังคมของพระอรหันต์นั้นเป็นการกระทำที่ทำด้วยอำนาจ เมตตาหรือปัญญาล้วน ๆ และเป็นการกระทำของบุคคลผู้พ้น จากหนี้สิน ในทางสัญญาประชาคมผูกพันอยู่แต่ประการ ใด ซึ่งนับว่า เป็นแต่การให้โดยส่วนเดียวไม่มีการรับเอา สิ่งที่ตอบแทนมาเลย. ที่ว่า "ทำด้วยอำนาจเมตตาและปัญญาโดยส่วนเดียว" นั้น หมายความว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากกิเลสหรือ ตัณหาอันเป็นเหตุให้ทำกรรม เพื่อหวังประโยชน์อย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งความเป็นอย่างนี้ ย่อมผิดจากการกระทำของ บุคคลทั่ว ๆ ไปที่ยังมีกิเลสอยู่อย่างตรงกันข้าม. ที่ว่า "พระอรหันต์ประพฤติประโยชน์สังคม ในฐานะ บุคคลผู้ไม่มีหนี้สินในทางสัญญาประชาคม" นั้น หมายความ ว่า นอกจากพระอรหันต์จะเป็นผู้หมดกิเลส อันเป็นเหตุให้ยึด ถือตัวตน ไม่มีความรู้สึกว่า สัตว์ บุคคล เรา เขา จึงไม่มี ความรู้สึกว่า เป็นลูกหนี้ หรือเป็นเจ้าหนี้ขึ้นมาได้แต่ประการ ใด ดังนี้แล้ว ยังมีความจริงอีกข้อหนึ่งว่า การเป็นพระอรหันต์ ของบุคคลคนหนึ่งในโลกนั้น ชื่อว่า เป็นการทำประโยชน์ให้แก่ โลกอย่างใหญ่หลวงโดยไม่มีทางที่ชาวโลกจะตอบแทนบุญคุณ อันนี้ให้ทัดเทียมกันได้. ข้อนี้มีความหมายอันลึกซึ้ง ที่จะต้อง พิจารณาให้เห็นความจริงที่ว่าการมีพระอรหันต์แม้เพียง องค์เดียวอยู่ในโลกนั้น เป็นความดี ความงาม ความสุขสวัสดี ความประเสริฐ หรือมิ่งขวัญแก่โลกสักเพียงใด. ต่อเมื่อมอง

น.585 ๑๘๕ เห็นคุณค่าของพระอรหันต์โดยนัยดังกล่าวแล้วนี้โดยสมบูรณ์ บุคคลจึงจะเห็นได้ว่า เพียงแต่พระอรหันต์เป็นพระอรหันต์อยู่ ในโลกเท่านั้น ก็เป็นความมีบุญคุณแก่สัตว์โลกอย่างเหลือ ที่จะตอบแทนได้เสียแล้ว. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า พระ อรหันต์ประพฤติประโยชน์แก่สังคม มิใช่ในฐานะที่มีความ เกี่ยวพันหรือหนี้สินทางสัญญาประชาคมแต่อย่างใด แต่เป็น การให้อย่างบริสุทธิ์ล้วน ๆ ของท่าน ดังกล่าวแล้ว. ปัญหาต่อไป อาจจะมีเหลืออยู่สักเล็กน้อยว่า พระ อรหันต์ผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว จะมีความรู้สึกในการที่จะประพฤติ ประโยชน์สังคมได้อย่างไร ? หรือจะไม่ขัดต่อภูมิธรรมของ พระอรหันต์ได้อย่างไร ? คำตอบ ในที่นี้มีว่า แม้ว่า พระอรหันต์จะมีจิตหลุดพ้น แล้วจากอุปาทานซึ่งยึดถือว่าตัวตนหรือเรา เขา เป็นต้น ก็ตาม มิใช่ว่า จะไม่มีความรู้สึกในการกระทำสิ่งใด เป็น ประจำวันที่เป็นประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่น. ทั้งนี้เพราะเหตุ ว่า การที่จะเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาได้นั้น ต้องเคยบำเพ็ญ บารมีในทางเมตตาและปัญญามาแล้วอย่างล้นเหลือ. โดย อำนาจเมตตาและปัญญานั้นได้ทำให้ท่านหลุดพ้นจากกิเลส เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ไม่มีความปรารถนา หรือความหวัง แต่อย่างหนึ่งอย่างใด อย่างวิสัยคนธรรมดา ก็ตาม แต่ถึง กระนั้น กำลังงานหรือแรงงานของเมตตาและปัญญานั้น ยังเหลืออยู่ในนิสัยสันดานจึงเป็นกำลังงานที่ผลักดัน ให้ท่าน เคลื่อนไหวไป ในรูปใดรูปหนึ่งตามสมควรแก่เมตตาและ

น.586 ๑๘๖ ปัญญานั้น ๆ โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของความปรารถนา หรือความหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้ามาเป็นเครื่องช่วยผลักดัน เลย. เปรียบเหมือนเรือที่แล่นไปโดยเร็วด้วยอำนาจกำลังแจว หรือพายด้วยแรงคน หรือโดยกำลังเครื่องจักรเครื่องกลอย่าง ใดอย่างหนึ่ง ก็ตาม แม้ว่าจะได้ยกแจวหรือพายขึ้นเสีย หรือ หยุดเครื่องจักรเครื่องกลนั้น ๆ เสียโดยกระทันหัน ถึงกระนั้น เรือก็ยังพุ่งต่อไปได้ โดยอำนาจของแรงงานที่เหลืออยู่ล้วน ๆ โดยไม่ต้องอาศัยกำลังแจว หรือพาย หรือกำลังเครื่องจักร ในขณะนั้น แต่ประการใด ก็ยังแล่นไปได้. ข้อนี้ฉันใด. พระ อรหันต์ผู้ปราศจากความต้องการ แลความหวัง ก็ยังประพฤติ ประโยชน์สังคมได้ โดยอาศัยกำลังงานของเมตตาแลปัญญาที่ เหลืออยู่เป็นทุน ฉันนั้น. โดยเฉพาะกำลังปัญญานั้น ทำให้ ท่านรู้ว่า ท่านควรทำอะไร หรือเป็นเครื่องบรรดาลให้กระทำ สิ่งต่าง ๆ แต่ในทางที่ควรทำโดยไม่ต้องอาศัยความคิดนึกอันใด เป็นพิเศษ. เพราะเหตุฉะนั้นเอง เมื่อเวลาว่างยังมีอยู่ หรือ กำลังกายยังมีอยู่ การเคลื่อนไหวของพระอรหันต์ที่ปราศจาก ความปรารถนา ก็เป็นไปแต่ในทางที่ถูกที่ควร โดยอำนาจของ ปัญญาที่เหลืออยู่สักว่าเป็นซาก จนกว่าพระอรหันต์นั้นจะ ปรินิพพานไปในที่สุด. เพราะเหตุฉะนี้เอง การบำเพ็ญ ประโยชน์สังคม จึงเป็นสิ่งที่ไม่ฝืนความรู้สึกของพระอรหันต์ และไม่มีผิด หรือไม่ขัดต่อภูมิธรรมของความเป็นพระอรหันต์ แต่ประการใด เป็นการตัดเสียซึ่งความเข้าใจผิดของบุคคล บางพวก ที่อาจจะคิดเห็นว่า พระอรหันต์เป็นผู้หมดกิเลส

น.587 ๑๘๗ หมดความยึดถือ หมดความปรารถนา โดยประการทั้งปวง แล้ว จะเอาอะไรมาเป็นกำลังงาน สำหรับการประพฤติ ประโยชน์ผู้อื่นดังนี้ให้หมดสิ้นไปได้. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จนถึงที่สุด ย่อม เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนานั้น ย่อมรับรอง การประพฤติประโยชน์สังคม หรือการเปลื้องหนี้ใน ทางสัญญาประชาคม ว่า เป็นสิ่งที่พึงกระทำตาม สมควรแก่กรณีของบุคคลนั้น ๆ. พุทธบริษัท จะ ต้องจัดจะต้องทำ ในการประพฤติกระทำอันนี้ ให้ ถูกต้องแลสมบูรณ์ ในฐานะเป็นบุรพภาค หรือเป็น ฐานที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญความดีงาม ในเบื้องสูง ไปและพร้อมกันนั้น ก็ยังเป็นไปเพื่อความเป็นอยู่ อย่างผาสุกในโลกด้วย. แม้ที่สุดแต่พุทธบริษัทที่ เป็นบรรพชิตก็ยังมีการประพฤติกระทำชนิดที่ทำ ตนให้เข้ากันได้กับสังคมแล้ว หาทางประพฤติ ประโยชน์แก่สังคมตามโอกาสนั้น ๆ เพื่อประโยชน์ ตน เพื่อประโยชน์ผู้อื่น และเพื่อประโยชน์แก่พระ ศาสนาได้สืบไปตามลำดับ จนกระทั่งเป็นผู้หลุดพ้น เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังมีการกระทำอยู่ โดยกำลัง งานของเมตตาแลปัญญา ซึ่งเหลืออยู่เป็นซาก. เราจะพึงเห็นได้จากพระพุทธจริยาของพระสัมมา-

น.588 ๑๘๘ สัมพุทธเจ้า ผู้รอบรู้ในการกระทำอันนี้ ซึ่งทรงทำด้วย พระองค์เอง แล้วยังบัญญัติวินัยทรงแสดงธรรม แลทรง ประพฤติให้เป็นตัวอย่างแก่สาวกทั้งหลาย โดยครบถ้วน จริง ๆ. สรุปความได้ว่า พุทธศาสนายังคงมีความมุ่งหมาย ในประโยชน์ ทางสังคมอยู่ส่วนหนึ่ง เคียงคู่กันไปกับประโยชน์ ส่วนตัวบุคคล อันจะดำเนินไปสู่โลกุตตรภูมิโดยเฉพาะ . ขอให้พวกเราเหล่าพุทธบริษัท จงมีความเข้าใจแลรับรู้ ในเกณฑ์อันนี้ แล้วประพฤติกระทำให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ของพระพุทธศาสนาโดยครบถ้วนทุกประการ จงทุกคนเถิด.

น.591 คำนำ ————————— ถ้าหากท่านทั้งหลาย ยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่า พระธรรม อันเป็นอาหารทางใจ สำคัญยิ่งไปกว่าอาหารทางกายอยู่ เพียงใดแล้ว ก็ยังเป็นที่หวังได้ว่าโลกนี้จะยังไม่เป็นของร้อน เกินไป สำหรับท่านทั้งหลายอยู่เพียงนั้น. ธรรมะที่ยังเป็นเพียงถ้อยคำอยู่ในหนังสือนั้น ยังช่วยใคร ไม่ได้ เมื่อใดถ้อยคำนั้นมีคนเอาไปคิดไปตรอง เห็นด้วยแล้ว พากันปฏิบัติตาม เมื่อนั้นธรรมะเหล่านั้น จะกลายรูปจาก ที่เป็นเพียงคำพูด มาเป็นองค์พระธรรมที่สามารถคุ้มครอง ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ๆ ให้รอดจากทุกข์ได้ เหมือนร่มหรือเครื่อง กั้นฝนใหญ่ ๆ คุ้มฝนให้ในฤดูฝน ฉันใดก็ฉันนั้น และเมื่อนั้น ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วยเป็นขั้นสูงสุด เพราะเหตุนี้ ในที่สุดนี้ หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ใช้พระธรรมเป็น อาหารใจ เหมือนกับที่ใช้อาหารตามธรรมดาเป็นอาหาร กาย เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ความได้เกิดมาเป็นมนุษย์และ ได้พบพระพุทธศาสนาของตน ๆ สืบไปตลอดกาลนาน. ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญฺโญ ๑๙๑

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต