Buddhadasa.org

เทศนาและโอวาท ตอนที่ ๘ — การถึงพระรัตนตรัย

เทศนาและโอวาท — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เทศนาและโอวาท (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.592 โ ด ย พ ยั ญ ช น ะ, คำ ๆ นี้แยกได้เป็น ๓ บทคือ ไตร + สรณะ + คมนะ (หรืออาคมนะสำหรับภาษาไทย). แปลว่า การถึงสรณะ ๓ อย่าง. คำว่า อาคมนะ แปลว่า ถึงทั่ว หรือจะแปลว่า มาถึง ความก็อย่างเดียวกัน. โ ด ย อ ร ร ถ, คือความหมายนั้น หมายความว่า การ ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะของตน. คำว่า สรณะ แปลว่า ที่ระลึกถึง หมายความว่าเป็นที่จดจ่อ ของจิตทั้งในยามปกติและยามมีอันตราย ท่านเอาความหมาย กันโดยทั่ว ๆ ไปว่า เป็นที่พึ่ง. โ ด ย ป ร ะ วั ติ, การถึงสรณะ ๓ อย่าง นี้มีขึ้นเมื่อมี พระอรหันตสาวกเกิดขึ้นแล้วในศาสนานี้ก่อนหน้านั้น มีสรณะ แต่เพียง ๒ คือ พระพุทธ กับ พระธรรม แต่ชั่วเวลาอันไม่นาน ก็เกิดพระอรหันตสาวกขึ้นในพระศาสนา หลังจากการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียง ๒-๓ เดือนในครั้งแรก ๆ การถึงสรณะนี้ เป็นการถึงของบุคคลผู้เลื่อมใสแล้วประกาศ การถึงของตนออกมาเอง หาใช่เป็นการขอแล้วให้โดยไม่รู้ ความหมาย หรือสักว่าเป็นพิธีไม่เลย แม้การบวชของภิกษุ

น.593 ๑๙๓ พระองค์ก็มิได้ทรงให้รับสรณะทั้ง ๓ นี้ เพราะเป็นสิ่งที่เขา ถึงแล้วด้วยตนเอง แล้วจึงมาขอบวช พระองค์ทรงประทาน การยินยอมให้บวชด้วยคำว่า "มาเป็นภิกษุ ประพฤติพรหม- จรรย์ ทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด" เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่า สำเร็จความเป็นภิกษุ ในกาลต่อมา เมื่อจะมีการบวชเด็ก ๆ เป็นสามเณร ตรัสสั่งให้ทำพิธีบวชด้วยการให้รับถือสรณะ ทั้ง ๓ นี้ ซึ่งแสดงอยู่ในตัวว่า เด็ก ๆ นั้นไม่สามารถถึงหรือได้ ถึงสรณะทั้ง ๓ นั้นมาก่อน จึงต้องทำการสอนให้และรับไป ศึกษา แม้เมื่อจะทรงอนุญาตให้ภิกษุอื่นเป็นอุปัชฌายะ อุปสมบทบุคคลให้เป็นภิกษุแทนพระองค์ในถิ่นต่าง ๆ ในตอน ต้น ๆ ของปฐมโพธิกาล ก็ได้ตรัสให้ใช้วิธีการให้รับถือสรณะ ทั้ง ๓ นี้ เป็นการให้อุปสมบท ซึ่งย่อมรวมทั้งบุคคลที่ถึงสรณะ ด้วยใจตนอย่างถูกต้องมาก่อนแล้ว และบุคคลที่ยังไม่เข้าถึง สรณะ เพียงแต่มีศรัทธาเกิดขึ้น เพราะความพอใจในการบวช ก็ได้ โดยเหตุนี้ จึงเกิดมีการให้รับถือสรณะ ๓ แก่บุคคล ที่ยังไม่รู้จักตัวจริงของสิ่งซึ่งเป็นสรณะนั้น ๆ. อุบาสก อุบาสิกา ในตอนแรก ๆ ส่วนมากประกาศการ ถือสรณะในใจของตนเองออกมาเองทั้งนั้น ในพระคัมภีร์ พระไตรปิฎก ยังไม่เคยพบการให้ถือสรณะอย่างทุกวันนี้ คงพบแต่ที่อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น เขาประกาศตนออกมาเอง เพราะได้ฟังธรรมแล้วเลื่อมใส แต่การถึงอย่างนั้นเป็นที่เชื่อ ได้ว่า ในตอนหลัง ๆ คงมีระเบียบวิธีการให้รับถือสรณะ แก่ฆราวาส ผู้ขอสมัครเข้ามาเป็นพุทธบริษัทด้วยเหมือนกัน

น.594 ๑๙๔ สรุปความโดยประวัติก็มีอยู่ว่า พิธีการให้รับถือสรณะ แก่บุคคลผู้ไม่รู้จักตัวสรณะมาก่อนนั้น เป็นของที่เกิดขึ้น ภายหลัง เมื่อบุคคลนั้นพยายามศึกษาไป ย่อมเข้าใจในสรณะ และถึงสรณะได้ตามสมควรตามส่วน ส่วนที่ถึงไม่ได้โดย จิตใจ ก็ยังคงมีและมีมาแล้วตั้งแต่โบราณ จึงทำให้เกิดมีผู้ถึง สรณะจริง ๆ กับผู้ถึงสรณะแต่ปาก หรือพอเป็นพิธีขึ้น เป็น ๒ พวกด้วยกัน ดังนี้. สิ่งซึ่งเป็นสรณะอันมีอยู่ ๓ อย่าง คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สั้น เป็นสิ่งที่มีความลึกซึ้งอยู่เป็นชั้น ๆ อันนี้เองเป็นมูลเหตุอันสำคัญที่ทำให้คนถึงสรณะได้ หรือ ถึงไม่ได้ ฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่สมควรศึกษาสำหรับพวกเรา อันเกิดอยู่ในยุคที่มีการถึงสรณะตามพิธี กล่าวคือ ไม่ได้ถึง ด้วยใจจริงด้วยตนเองมาก่อน มาพลอยถึงกับเขาตามระเบียบ วิธีของการบรรพชาอุปสมบทหรือการปฏิญญาณตนเป็น พุทธมามกะ เป็นต้น. ที่ว่า พระรัตนตรัยมีความลึกซึ้งอยู่เป็นชั้น ๆ นั้น เรา พอจะแบ่งได้เป็น ๓ ชั้น และ ๔ ชั้นทั้งชั้นพิเศษ. พระพุทธเจ้า ในชั้นนอก ๆ ที่สุด สำหรับเด็ก ๆ ก็คือ พระพุทธรูป พระพุทธบาท พระธาตุ ต้นโพธิ์ เป็นต้น ฯลฯ. พระพุทธเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความรู้มีการศึกษาตามธรรมดา ก็ได้แก่บุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศอินเดีย เมื่อสองพัน ปีเศษมาแล้ว ได้ตรัสรู้และสั่งสอนธรรมะแก่ประชาชน. พระพุทธเจ้าชั้นในสำหรับผู้ศึกษาธรรมะ ก็ได้แก่ดวงจิต

น.595 ๑๙๕ ที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญา รู้อริยสัจจ์ ๔ ประการ ไม่เกี่ยว กับร่างกาย. พระธรรม ชั้นนอกสุด คือวัตถุที่ใช้สำหรับการ จารึกขีดเขียน เช่น ใบลาน หรือ หนังสือ เป็นต้น, ซึ่งเหมาะ สำหรับเด็ก ๆ จัดเป็นชั้นนอกสุดของพระธรรม. พระธรรม ชั้นกลาง สำหรับผู้ใหญ่ทั่ว ๆ ไป ก็คือตัวคำสอนที่พระพุทธ- เจ้าได้ตรัสสอน. ส่วนพระธรรมชั้นในของพวกนักธรรมะนั้น ถือว่า ของจริง หรือความจริง เช่น อริยสัจจ์ ๔ นั้นต่างหาก เป็นตัวพระธรรม คือหมายเอาตัวความจริงเป็นพระธรรม และโดยเฉพาะคือ ความจริงเรื่องพ้นจากความทุกข์. สำหรับ พระสงฆ์ นั้น ชั้นนอกสุดของเด็ก ๆ หรือยายแก่ ผู้ไม่เคย รับการศึกษา ก็คือผ้าเหลืองหรือภาพของการปลงผม การ อยู่วัด เป็นต้น, พระสงฆ์ชั้นกลาง ก็คือสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทั้งหมด ทั้งที่เป็นสมมติสงฆ์และพระอริยสงฆ์ แต่ก็ยังหมายเอาตัวคนอยู่นั่นเอง. พระสงฆ์ชั้นในสุดของ นักศึกษาธรรมะทั่ว ๆ ไป หมายถึงจิตใจของบุคคลผู้มีปัญญา รู้อริยสัจจ์ เป็นต้น เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ไม่เกี่ยวกับ ร่างกาย. โดยนัยนี้ เราจึงได้พระรัตนตรัยเป็น ๓ ชั้น คือ เป็นชั้นนอก เป็นชั้นกลาง และเป็นชั้นใส ดังกล่าวแล้ว. แต่อย่างไรก็ตาม พระรัตนตรัยในลักษณะเช่นนี้ ยัง อยู่ในกรอบวงของการสมมติบัญญัติเป็นสัตว์ เป็นบุคคล อยู่นั่นเอง. เมื่อบุคคลเห็นธรรมะ แจ่มแจ้งจนถึงกับเพิกถอน สมมติออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว จะพบพระรัตนตรัยในชั้นพิเศษ อยู่ในรูปอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับสมมติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ

น.596 ๑๙๖ มากเหมือนกับพระรัตนตรัย ชนิดที่กล่าวแล้ว. ความผิดกันในเรื่องนี้ มีอยู่หลายอย่าง แต่ที่สำคัญนั้น ก็คือ บุคคลผู้มองเห็นธรรมะ ในชั้นที่เพิกถอนสมมติเสีย ได้แล้วจักเห็นรัตนะ ๓ อย่างนั้น เป็นของอย่างเดียวกันไม่มี ความแปลกแตกต่างกัน หรือไม่อาจจะแยกกันได้ กล่าวคือ มีความเห็นประจักษ์ชัดว่า ตัวแท้ของพระพุทธเจ้านั้น ได้แก่ ธรรมะ สมตามพระพุทธภาสิตที่ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรมะ ผู้ไม่เห็น ธรรมะ แม้จะจับจีวรของตถาคต ก็หาชื่อว่าเห็นตถาคตไม่”. ดังนี้ หมายความว่า ตัวธรรมะเป็นขององค์ตถาคต. หรือ อีกอย่างหนึ่ง เราอาจจะคำนวณได้จากเหตุการณ์อันเกี่ยวกับ พระองค์เอง เช่น บุคคลเป็นอันมากในครั้งพุทธกาล ได้เดิน สวนทางกับพระองค์ก็มี ได้ทักทายปราศรัยกันก็มี ได้ฟัง ธรรมะเป็นกิจลักษณะก็มี ได้ใกล้ชิดกันมาแต่เล็ก ได้ฟัง คำพร่ำสอนอยู่เป็นประจำวัน เช่น พระเทวทัตก็มี แต่แล้ว ก็ปรากฏว่า คนเหล่านั้น ไม่นับถือพระองค์เลย และที่ถึงกับ ทำตนเป็นศัตรู ผู้ล้างผลาญ ก็ยังมี. มีภิกษุหลายรูปที่บวช ในสำนักของพระองค์ มีการถกเถียงด้วยพระองค์เป็นการ ใหญ่ แล้วหลีกไปสู่ศาสนาอื่นก็ยังมี ๑ . ข้อนี้ทำให้เราเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นตัวบุคคล แม้ประกอบด้วยปัญญา ความรู้ ปฏิภาณ โวหาร เช่นนั้นก็ตาม หรือพระธรรมใน รูปที่เป็นคำพูดคำอธิบายจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง ——————————— ๑. เช่น ภิกษุ สุนักขัตตะลิตฉวีบุตร ในปาฏิกสูตร ปา. ที. ๑๑/ ๙/ ๕.

น.597 ๑๙๗ ก็ตาม ยังไม่สามารถทำบุคคลให้เลื่อมใสได้สำหรับบางคน ก็เพราะว่า ด้วยการกระทำเพียงเท่านั้นเขาก็ยังไม่อาจถึง พระพุทธ พระธรรม เพราะตัวแท้ของพระพุทธ พระธรรม อยู่ลึกไปกว่านี้มากนัก. เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นด้วยตาม ที่พระองค์ตรัสว่า "เห็นธรรมะ (ตัวแท้) จึงจะเห็นตถาคต และถ้าเห็นตถาคต ก็หมายถึงเห็นธรรมะ (ตัวแท้)". สำหรับพระสงฆ์นั้น มีความเป็นพระสงฆ์ขึ้นมาได้โดย หลักเกณฑ์อันเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า ขึ้นมาได้ หมายความว่า พระสงฆ์มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ทีเดียวกับที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้า ผิดกันแต่เพียงอาการ ภายนอก ซึ่งเป็นเพียงของประกอบ คือ พระพุทธเจ้าได้รับ สิ่งนั้นมาโดยลำพังพระองค์เอง ส่วนพระสงฆ์ต้องพึ่งพระ- พุทธเจ้าจึงได้มา แต่เมื่อได้แล้ว มีความเป็นอย่างเดียวกัน ตัวแท้ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ตัวแท้ของพระสงฆ์ก็ เป็นอย่างนั้น เมื่อตัวแท้ของพระพุทธเจ้า คือธรรมะแล้ว ตัวแท้ของพระสงฆ์ก็ต้องเป็นธรรมะด้วย โดยไม่ต้องสงสัย. ในที่สุด ปัญหาที่เราจะพิจารณามารวมอยู่ที่คำว่า "ธรรมะ" คำว่า ธรรมะ ซึ่งเป็นความหมายรวมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ผิดจากคำว่า ธรรมะคำอื่น ๆ ซึ่ง มีอยู่มากมาย เพราะคำว่า ธรรมะนั้น มีความหมายไม่น้อย "กว่า ๑๐ อย่าง ๒๐ อย่าง โดยทั่วไปหมายถึงสิ่งทั้งปวง ทุกสิ่ง มีค่าเท่ากับคำในภาษาไทยว่า "สิ่ง" เท่านั้น แต่คำว่า ธรรมะ โดยเฉพาะในที่นี้นั้น เป็นคำพิเศษ หมายเฉพาะสิ่งที่ถ้ามี

น.598 ๑๙๘ อยู่ในบุคคลใดแล้ว ทำบุคคลนั้นให้ได้นามว่าพุทธะ หรือ สังฆะ แล้วแต่กรณี. สิ่งใดเล่า ที่ถ้าเข้าไปมีในบุคคลใดแล้ว ทำบุคคลนั้น ให้ได้นามว่า พุทธะ หรือสังฆะ ? เราอาจจะกระโดดข้ามไปพิจารณาถึงคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติ อันประจำอยู่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งตรงเป็นอันเดียวกันเสียทีเดียว โดยอาศัยหลัก ทางตรรกวิทยาว่า พระพุทธเจ้า เพื่ออะไร ? พระธรรม เพื่ออะไร ? พระสงฆ์ เพื่ออะไร ? ในที่สุดเราก็จะพบสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นจุดรวมของความมุ่งหมายแห่งคำว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะ. สิ่งที่กล่าวมานี้ ก็คือภาวะแห่งความบริสุทธิ์ สะอาด ความสว่างแจ่มแจ้ง และความสงบเย็นซึ่งอยู่ในรูป ของมรรค ผล นิพพาน ต่างกันเพียงลำดับชั้น ถ้ามีน้อยก็เป็น มรรคผลชั้นต้น ๆ ถ้ามีมากก็เป็นมรรคผลชั้นสูง ๆ ถ้าหมาย ถึงสิ่งที่มีลักษณะ ๓ ประการนี้อยู่ในตัวเอง ในฐานะที่เป็น ธรรมชาติ อันเป็นอิสระเหนือเหตุเหนือปัจจัยแล้ว ก็คือ นิพพาน. สำหรับพระพุทธเจ้านั้น ความตรัสรู้ของ พระองค์ก็คือ การเข้าถึงสิ่งซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ และเป็นชั้นสูงสุด. สำหรับพระธรรม นั้น ที่เป็นคำสอนหรือปริยัติก็สอนเพื่อให้ได้สิ่งซึ่ง มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ. ที่เป็นการปฏิบัติก็ ปฏิบัติเพื่อให้ได้สิ่งซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ.

น.599 ๑๙๙ ที่เป็นขั้นได้ผล คือขั้นปฏิเวธ ก็ได้ผลเป็นสิ่งที่ สะอาด สว่าง สงบ กล่าวคือ มรรค ผล นิพพาน นั่นเอง. สำหรับพระสงฆ์เล่า ก็คือผู้ที่เรียนและ ปฏิบัติและได้รับผลของการปฏิบัติมาเป็นสิ่งซึ่งมี ลักษณะสะอาด สว่าง สงบ. แม้จะสอนคนอื่น ก็สอนเพื่อให้ได้สิ่งซึ่งมีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ อีกนั่นเอง. เพราะฉะนั้น เมื่อเราทำการพิจารณาอย่างละเอียด ประณีต เพ่งเล็งไปยังจุดศูนย์กลางของความเป็นพระพุทธ- เจ้า โดยตั้งปัญหาขึ้นว่าอะไรเล่า ที่เต็มอยู่ในใจอันประกอบ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว ก็จะพบว่า สิ่งซึ่งเต็มอยู่ในพระพุทธหฤทัยก็คือ "สิ่ง" ซึ่งมีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง. เมื่อเพ่งเล็งไปยังจุดศูนย์กลาง ของพระธรรมให้ถึงใจความหรือหัวใจของพระธรรมจริง ๆ แล้ว เราก็จะพบว่า มีจุดศูนย์กลางอยู่ตรงที่ "สิ่ง" ที่มีลักษณะ สะอาด สว่าง สงบ อีกนั่นเอง. ในส่วนพระสงฆ์นั้นเล่า เมื่อ ตั้งปัญหาอย่างเดียวกันกับที่ตั้งขึ้นสำหรับพระพุทธเจ้า คือ ปัญหาว่า อะไรเล่า ที่เต็มอยู่ในหัวใจของพระสงฆ์ ดังนี้แล้ว เราก็จะพบว่า "สิ่ง" ซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั้นอีก. หากเป็นพระสงฆ์ที่ยังไม่ได้บรรลุถึง "สิ่ง" ซึ่งมีความสะอาด สว่าง สงบ คือสงฆ์สมมติหรือสงฆ์บุถุชนนี้ ถ้าผู้นั้นเป็นสงฆ์ แท้ เราก็จะพบว่า กำลังทะเยอทะยานเพื่อให้ได้รับสิ่งซึ่งมี ลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั้นอีกเหมือนกัน ซึ่งแปลว่า

น.600 ๒๐๐ แม้เป็นสงฆ์สมมติ หรือสงฆ์บุถุชนก็มี " สิ่ง " สิ่งนั้นเป็น จุดหมาย. เพราะฉะนั้น เราจึงพบความจริงข้อหนึ่งว่า "สิ่ง" ซึ่งมี ลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง เป็นจุดศูนย์กลางแห่ง สิ่งทั้งหลาย. ปรากฏตัวออกมาในลักษณะหนึ่งเป็นพระพุทธ- เจ้า ปรากฏตัวออกมาในลักษณะหนึ่งเป็นพระธรรม ปรากฏ ตัวออกมาในลักษณะหนึ่งเป็นพระสงฆ์ กระทั่งเป็นสมมติ บัญญัติภายนอกอย่างอื่น ๆ มากออกไป เช่นเป็นพระพุทธเจ้า ยุคนั้น ยุคนี้ ชื่อนั้น ชื่อนี้ ลูกคนนั้น หลานคนนี้ กระทั่งที่มา อยู่ในลักษณะของพระพุทธรูปแล้ว ก็ยังเป็นพระพุทธรูป สมัยนั้นสมัยนี้ สกุลนั้นสกุลนี้. ส่วนที่ " สิ่ง " สิ่งนั้นปรากฏ รูปออกมาเป็นพระธรรม ก็เป็นชั้นเชิงอันเป็นที่ตั้งแห่งการ บัญญัติต่าง ๆ กันอีก เช่นเป็นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ที่เป็น ปฏิเวธ ยังแบ่งเป็นมรรค ผล นิพพาน ที่เป็นปฏิบัติ ก็ยังแบ่ง เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นปริยัติ ก็แบ่งเป็นพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด ปรากฏการณ์ภายนอกต่าง ๆ กันออกไป เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถืออย่างมากมายเหลือที่จะพรรณนา. ส่วนที่ " สิ่ง " สิ่งนั้น ปรากฏรูปออกมาเป็นพระสงฆ์นั่นเล่า ก็ยังทำให้ปรากฏเป็น รูปร่างอันเป็นที่ตั้งของการแบ่งแยก สมมติ บัญญัติเช่น เดียวกัน เช่นเป็นสมมติสงฆ์ และเป็นอริยสงฆ์ ที่เป็นสมมติ สงฆ์ ก็ยังมีที่แท้ คือเป็นลัชชี ที่ไม่แท้ คือ เป็นอลัชชี. ส่วนที่ เป็นอริยสงฆ์นั้นเล่า ก็ยังแบ่งเป็นชั้น ๆ มีชั้นโสดาปัตติมรรค

น.601 ๒๐๑ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล. ทั้งหมดนี้ ถ้าเราจะมองดูอย่างสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า “ สิ่ง " สิ่งเดียวแสดงตนออกไปเป็นรูปของสิ่ง ๓ สิ่ง และสิ่ง ๓ สิ่งแต่ละสิ่งนั้นเล่า ก็แสดงรูปภายนอกออกไปเป็นหลาย สิ่งต่อ ๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมองย้อนกลับเข้าข้างในก็ยัง เหลือเพียงสิ่ง ๆ เดียว คือ " สิ่ง " ที่มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ ดังกล่าวแล้ว. โดยหลักดังกล่าวนี้เอง ความจริงจึงมีอยู่ว่า เมื่อความ สะอาด สว่าง สงบ มีอยู่ในหัวใจของบุคคลใด เราก็กล่าว ได้ว่า องค์พระพุทธเจ้าแท้มีอยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น องค์ พระธรรมแท้ ก็มีอยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น องค์พระสงฆ์ แท้ ก็มีอยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น ตามมากตามน้อย ตาม ส่วนแห่งความสะอาด สว่าง สงบ ที่มีอยู่ในหัวใจของเขา นั่นเอง . จะพิสูจน์กันอย่างไร ก็ยังคงเห็นเป็นความจริงเช่นนั้น, จะดูกันอย่างไร ก็ยังเห็นแง่ที่เป็นองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในหัวใจของบุคคลนั้น. แม้บุคคลนั้นจะเป็นเพียง ฆราวาส มีความสะอาด สว่าง สงบ แต่เพียงส่วนน้อย เขา ก็ยังชื่อว่า เป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดย แท้จริง. เขามีสิทธิที่จะกล่าวได้เต็มปากว่า ข้าพเจ้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยไม่ต้องกลัวใครค้าน และ เป็นความจริงยิ่งเสียกว่าการกล่าวของบุคคลผู้แม้จะแสดง

น.602 ๒๐๒ เพศเป็นบรรพชิต แต่ไม่มีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในใจ เสียเลย. โดยหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวแล้วนี้ ย่อมทำให้ เกิดความเป็นไปได้ ในการที่บุคคลจะลุถึงพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ได้ ไม่ว่าในสถานที่ไหน ไม่ว่าเวลาไร ไม่ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่เรียกตนเองว่าอย่างไร. ถ้าผิดจาก นี้แล้ว ปัญหาจะเกิดขึ้นในทำนองที่คนจะถึงพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าพระพุทธ- เจ้าหมายถึงองค์พระพุทธเจ้า ก็อยู่ถึงประเทศอินเดีย และ เกิดเมื่อสองพันปีเศษมาแล้ว และในบัดนี้หรือในที่นี้ เราจะ ถึงพระพุทธเจ้า ได้อย่างไรกัน ดังนี้เป็นต้น. หรือที่ดีขึ้นไป กว่านั้นคือชั้นที่ถือว่า หัวใจของพระพุทธเจ้าที่ประกอบไป ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ เป็นองค์พระพุทธเจ้าไม่เกี่ยวกับ ร่างกาย ดังนั้นแล้ว ปัญหาก็จะเกิดขึ้นว่า ถึงแม้จะมีใคร สามารถนำเอาองค์พระพุทธเจ้ามาให้ถึงเราได้ เราจะเข้า ถึงหัวใจของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะร่างกายยังกีดกั้น อยู่ เราจะเข้าถึงองค์พระพุทธเจ้าในลักษณะเช่นนั้นไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถค้นให้พบตัวแท้ของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ สิ่งใดที่ทำพระพุทธเจ้าให้เป็นพระพุทธเจ้า ที่ทำพระธรรม ให้เป็นพระธรรม ที่ทำพระสงฆ์ให้เป็นพระสงฆ์แล้ว เราทำ ให้ “สิ่ง" สิ่งนั้นมาอยู่ในใจของเรา ดังนี้แล้วเราก็สามารถ จะเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตัวจริงกันได้จริง ๆ ทุก ๆ เวลา ทุก ๆ สถานที่ โดยไม่ผิดวิสัยเลย. ดังนั้นจึงสรุป

น.603 ๒๐๓ ความว่า จุดศูนย์กลางของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นอยู่ที่ "สิ่ง" ที่มีความสะอาด สว่าง สงบ เป็นลักษณะ หรือ "สิ่ง" สิ่งนี้เอง เป็นตัวแท้ชั้นพิเศษ ของพระรัตนตรัย เป็นพระรัตนตรัยในชั้นที่ไม่เกี่ยวกับสมมติหรือบัญญัติ เพราะหมายเอาตัว "ธรรมะ" หรือ "สิ่ง" สิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือ การสมมติและบัญญัติ เพียงแต่มีลักษณะต่าง ๆ กัน ปรากฏ ออกมาให้เห็นจนเป็นที่ตั้งแห่งการสมมติบัญญัติ จนกระทั่ง สมมติหรือยึดถือในลักษณะหรือปรากฏการณ์นั้น ๆ มากขึ้น จนกลายเป็นของชั้นนอก ๆ หรือชั้นเปลือก ๆ ออกมาอย่าง ไม่มีที่สิ้นสุดแต่คงเรียกชื่อ ๆ เดียวกัน ดังที่เราเห็นกันอยู่แล้ว. ที่นี้ เมื่อกล่าวถึงบุคคลอีกประเภทหนึ่งในอีกด้านหนึ่ง คือบุคคลที่มีความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดอยู่ในใจแล้ว บุคคลชนิดนี้ จะไม่รู้สึกความสำคัญของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. จะไม่เห็นว่า มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ ไม่ต้องการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ต้องการที่พึ่ง เพราะอยู่เหนืออันตรายโดยประการทั้งปวง. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าอะไร อีกสำหรับบุคคลผู้ถึงที่สุดแห่งความสะอาด สว่าง สงบแล้ว. ทั้งนี้ ก็เพราะคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเพียง ชื่อสมมติขั้นนอก ๆ ของ "สิ่ง" สิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะสะอาด สว่าง สงบนั่นเอง จึงเป็นอันว่า เมื่อมีการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตัวแท้แล้ว ความรู้สึกว่า พระรัตนตรัย มี ๓ อย่างก็จะหมดไป กลายเป็นของอย่างเดียวหรือสิ่งเดียว

น.604 ๒๐๔ และชื่อที่ว่า พุทธ ธรรม สงฆ์ ก็จะหมดไป เหลืออยู่แต่ตัวจริง สิ่งเดียว คือ "ธรรมะ" หรือ "สิ่ง" ที่มีลักษณะสะอาด สว่าง สงบ นั่นเอง ดังนั้น จึงกล่าวว่า ในชั้นสมมตินั้น พระรัตนตรัย มี ๓ อย่าง ส่วนชั้นที่เพิกถอนสมมติได้แล้วนั้น พระรัตนตรัย มีเพียงอย่างเดียว สมกับบาลีที่ว่า "รตนตฺตยํ" ซึ่งมีลักษณะ เป็นเอกวจนะ หาใช่แยกกันอยู่เป็นพหุวจนะว่า "ตีณิ รตนานิ" ซึ่งเป็นการกล่าวโดยยึดถือสมมติ หรือถือเอาปรากฏการณ์ ข้างนอกเป็นเกณฑ์ไม่. เมื่อได้กล่าวถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็น ตัวสรณะ เป็นที่เข้าใจกันเช่นนี้แล้วควรจะได้พิจารณากันถึง การถือสรณะ หรือวิธีการถือสรณะ ต่อไป. หากว่า การถึงสรณะ เป็นเพียงการระลึกถึง หรือการ จดจ่อใจ ต่อสิ่งที่เป็นสรณะ ด้วยความพอใจเลื่อมใสเพียง เท่านี้ ก็ไม่เป็นการยากลำบากมากมายนัก ในการที่ใคร ๆ จะถึงสรณะ. แต่ถ้าหากว่า การถึงสรณะ หมายถึงการ ได้รับสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งเป็นที่พึ่งดับทุกข์ดับร้อนให้แก่หัวใจผู้ถึง ได้จริง ๆ แล้ว การถึงสรณะนับว่าเป็นสิ่งที่ทำยากไม่น้อยเลย การถึงสรณะโดยความหมายที่ว่า ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ยังไม่สามารถจะดับทุกข์ดับร้อนในใจของผู้นั้น ได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเป็นเพียงการหน่วงเหนี่ยวเอามา เป็นที่พึ่งยังไม่สำเร็จประโยชน์เป็นการถึงที่พึ่งจริง ๆ ได้เลย. แต่ถ้า เมื่อใดสามารถทำให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ

น.605 ๒๐๕ ขึ้นในหัวใจของตนแล้ว เมื่อนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งอยู่ในรูปของความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งนับว่าเป็น พระรัตนตรัยตัวแท้ นั่นแหละ จะสามารถดับความสกปรก เศร้าหมอง แก้ไขความมืดมนและดับความร้อนในใจของ บุคคลนั้นให้หมดไปตามส่วน ซึ่งใคร ๆ ก็ย่อมมองเห็นว่า เป็นที่พึ่งดับร้อนดับทุกข์ให้แก่บุคคลนั้นได้จริง ๆ เพราะเหตุ ฉะนี้แหละ การถึงพระรัตนตรัยที่ถูกต้องและสมบูรณ์นั้น มิได้หมายเพียงแต่ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามที่ตนได้ยินได้ฟังมา หรือพินิจพิจารณาเอาเอง หรือเป็นเพียงแต่การยอมรับนับถือพระรัตนตรัยด้วย ปากหรือด้วยใจก็ตาม แต่ว่า จะต้องเป็นการกระทำ จริง ๆ ที่กำลังกระทำอยู่ หรือกระทำแล้วก็ตาม เพื่อได้ความสะอาด สว่าง สงบ มาเป็นผลปรากฏ อยู่ตามมากตามน้อยจึงจะเป็นการถึงสรณะที่ถูกต้อง และสมบูรณ์ตามความหมายของพระพุทธศาสนา. ยิ่งการถึงพระรัตนตรัยสักว่าตามพิธี คือ การเปล่ง วาจาว่า "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ" เป็นต้น โดยไม่ทราบความ หมาย หรือตัวจริงว่า อะไรเป็นอะไร และเป็นการถึงพระ- รัตนตรัยอย่างนกแก้วนกขุนทอง หรือเป็นการอัดบันทึก เสียงชนิดหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งมีกันอยู่มากแม้ในสมัยที่เราถือ

น.606 ๒๐๖ กันว่ามีการศึกษาทางพระศาสนาอันเจริญ โดยนัยดังที่กล่าว มานี้ เราจะพบว่า การถึงสรณะนั้น ก็มีอยู่เป็น ๓ ชั้นคือ :- ๑. การถึงพระรัตนตรัยชั้นนอกสุด ได้แก่การถึงหรือ พิธีแห่งการถึงพระรัตนตรัยด้วยปาก. ๒. การถึงพระรัตนตรัยชั้นกลาง เป็นการถึงด้วยใจ ที่หน่วงเหนี่ยวถึงพระรัตนตรัยหรือคุณของพระรัตนตรัย ด้วยความเลื่อมใสตามทัศนะความคิดเห็นของตน ๆ. ๓. การถึงพระรัตนตรัยชั้นในสุด คือ การถึงด้วยการ ทำให้พระรัตนตรัยตัวแท้เข้ามามีหรือสถิตย์อยู่ในใจของตน เสียเลย กล่าวคือ การทำให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ อัน แท้จริงขึ้นในใจของตนนั่นเอง. สรุปสั้น ๆ ก็คือ ถึงพระรัตนตรัยด้วยปาก, ถึง พระรัตนตรัยด้วยจิตหรือด้วยความคิด, และถึง พระรัตนตรัยด้วยการทำให้มาอยู่ในสันดานของตน เสียเลย เป็น ๓ ชั้นด้วยกัน ดังนี้. บัดนี้ เราจะได้พิจารณา เพื่อปรับปรุงความเข้าใจใน การถึงพระรัตนตรัย ซึ่งอยู่ในรูปแห่งความหมายอันต่าง ๆ กันของพุทธบริษัทเราสืบไป. ผู้ถึงพระรัตนตรัย ย่อมได้นามตามธรรมเนียมว่าเป็น อุบาสก หรืออุบาสิกา แล้วแต่เพศ ซึ่งหมายถึงฆราวาส หรือได้นามว่า พุทธบริษัท หรือพุทธมามกะ ซึ่งไม่จำกัดเพศ

น.607 ๒๐๗ และหมายความถึงทั้งบรรพชิตและฆราวาสทั้ง ๒ ฝ่าย และ ยังมีคำอื่น เช่น คำว่า พุทธทาส ธรรมทาส สังฆทาส โดย บาลีที่เราสวดกันอยู่ทุกคน ทุกเวลาเย็นว่า :- "พุทฺธสฺสาหสุมิ ทาโส ว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร, ธมฺมสุสาหสุมิ ทาโส ว ธมฺโม เม สามิกิสฺสโร, สงฺฆสฺสาหสุมิ ทาโส ว สงฺโฆ เม สามิกิสฺสโร" ดังนี้ เป็นต้นก็ตาม ล้วนแต่ไม่จำกัดเพศว่าหญิงหรือชายว่า บรรพชิตหรือฆราวาส แต่ความสำคัญนั้นอยู่ที่ความเป็นผู้ เข้าถึงพระรัตนตรัยนั่นเอง. คำแรกที่เราจะต้องพิจารณาคือคำว่า "พุทธบริษัท" คำ ๆ นี้แปลว่า ผู้นั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า เพราะประกอบ ขึ้นด้วยคำ ๓ คำ คือคำว่า พุทธ + บริ + ษัท. พุทธ หมายถึง พระพุทธเจ้า บริ แปลว่า รอบ ษัท แปลว่า นั่ง คำว่า พุทธ- บริษัท จึงแปลว่า "นั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้า" อาจจะมี ผู้สงสัยในคำว่า "บริษัท" ซึ่งใช้กันอยู่ในภาษาไทยตามปกติ อันหมายถึงการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ จะเป็นคำเดียวกับคำว่าบริษัทในคำว่า พุทธบริษัท ในที่นี้หรือไม่. ขอตอบว่า เป็นคำ ๆ เดียวกัน. คำว่า บริษัท ซึ่งหมายถึงการเข้าหุ้นส่วนกันนั้นมีมูลมา จากการที่เขานั่ง

น.608 ๒๐๘ เป็นวงกันแล้วปรึกษากิจการงานอันเป็นวัตถุประสงค์ที่เขา จะทำร่วมกันนั่นเอง เรียกว่า เขานั่งกันเป็นวงแวดล้อมวัตถุ ที่ประสงค์ร่วมกันของเขานั้น ในคำว่า พุทธบริษัท ก็เป็น อย่างเดียวกัน คือนั่งกันเป็นวงแวดล้อมองค์พระพุทธเจ้า. หรือถ้ากล่าวอย่างธรรมาธิษฐานก็ได้แก่การที่ใจของทุกคน พุ่งตรงต่อพระพุทธเจ้านั่นเอง. ผู้ที่มีความรู้แต่ตามตัวหนังสือ ว่าพุทธบริษัท หมายถึงผู้นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้า ดังนี้ เมื่อ ไม่รู้ความจริง ย่อมเกิดปัญหาขึ้นว่า พระพุทธเจ้านิพพาน แล้วตั้ง ๒๐๐๐ ปีเศษมาแล้ว และถ้าอยู่ ก็อยู่ถึงประเทศ อินเดีย เราจะนั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้าได้อย่างไรกัน. นี้คือผลของการที่ไม่รู้จักพระพุทธเจ้าตัวแท้. และยิ่งกว่านั้น คนโดยมากไม่เคยคิดว่า พุทธบริษัท แปลว่า ผู้นั่งแวดล้อม รอบ ๆ พระพุทธเจ้า กันด้วยซ้ำไป คงถือเอาความคลุม ๆ แต่เพียงว่า ผู้นับถือพระพุทธเจ้า เท่านั้น จึงมิได้พยายาม ที่จะคิดและสะสางปัญหาข้อที่ว่า เราจะเข้าไปนั่งแวดล้อม รอบ ๆ พระพุทธเจ้า ได้อย่างไร ? กันเสียเลย. แต่ถ้าเป็น ผู้รู้จักการเป็นพุทธบริษัทตัวจริง โดยนัยดังที่กล่าวแล้ว และ รู้จักวิธีการถึงสรณะ โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ปัญหา นี้ก็หมดไป สำหรับผู้ที่ยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั้นสมมตินอก ๆ ยังอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นว่า พุทธบริษัท หมายถึงนั่งแวดล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้านั้น ไม่เห็นมีกล่าว ถึงการนั่งแวดล้อมพระธรรมและพระสงฆ์เลย เห็นจะถึงเพียง พระพุทธเจ้าอย่างเดียวกระมัง. ปัญหาข้อนี้ ย่อมหมดไป

น.609 ๒๐๙ อีกในเมื่อได้รู้ความจริงที่ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตัวแท้นั้น เป็นของสิ่งเดียวกัน โดยนัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. เมื่อนั่งล้อมรอบ ๆ พระพุทธเจ้าได้ ก็เป็นอันว่าแวดล้อม พระธรรม พระสงฆ์ได้ด้วย. โดยเหตุนี้ เราเป็นพุทธบริษัท ที่ถูกต้องกันได้ โดยการกระทำให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ ขึ้นในหัวใจของเรานั่นเอง. ผิดจากนี้แล้วยังเป็นพุทธ- บริษัทที่ไม่แท้หรืออาจถึงกับเป็นสักว่า ชื่อในทะเบียน เท่านั้น. คำว่า "อุบาสก อุบาสิกา" ก็คล้ายกันอีก คำนี้แปลว่า "ผู้เข้าไปนั่งใกล้" "อุปะ" แปลว่า ใกล้ "อาสกะ" แปลว่า ผู้นั่ง โดยพยัญชนะ จึงแปลว่า ผู้เข้าไปนั่งใกล้. โดยความ หมาย หมายถึงการใกล้ชิดพระรัตนตรัยด้วยใจนั่นเอง. ถ้า ถือเอาพระรัตนตรัยชั้นนอก ๆ ปัญหาก็เกิดอย่างเดียวกับ ที่เกิดมาแล้วในเรื่องของคำว่า พุทธบริษัท คือไม่รู้ว่าจะไป นั่งใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ที่ไหน โดยวิธี อย่างไร แต่ถ้ารู้จักพระรัตนตรัยตัวแท้ โดยนัยดังกล่าว มาแล้วข้างต้น ก็ย่อมสามารถทำให้พระรัตนตรัยเสด็จมา ประทับอยู่ในท่ามกลางแห่งหัวใจของตนได้ ซึ่งเป็นการ ยิ่งไปกว่าการที่เพียงแต่นั่งใกล้เสียอีก. โดยทั่วไป เราไม่รู้จัก การถึงพระรัตนตรัยโดยนัยนี้ และไม่เคยสนในความหมาย ของคำว่า อุบาสกอุบาสิกา ที่หมายความว่า ผู้นั่งใกล้ พระรัตนตรัย คงเอาความหมายอย่างคลุม ๆ ว่า ผู้นับถือ พระพุทธศาสนา อย่างเดียวกับที่กล่าวแล้ว การเป็นอุบาสก

น.610 ๒๑๐ อุบาสิกาของเรา จึงเป็นสักว่าธรรมเนียมหรือพิธีกันเสีย เป็นส่วนใหญ่. นี้นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันสะสางและแก้ไข โดยเร็ว. คำว่า "พุทธมามกะ" นั้น แปลว่า บุคคลผู้ถือว่า "พระ- พุทธเจ้าเป็นของข้าพเจ้า." คำว่า "มามกะ" แปลว่า ผู้ถือ หรือประกาศว่าเป็นของข้าพเจ้า. คำว่า พุทธมามกะ จึงแปล ตามตัวพยัญชนะว่า ผู้ที่ประกาศหรือถือว่าพระพุทธเจ้าเป็น ของข้าพเจ้า. ส่วนโดยความหมายนั้น หมายถึงผู้ที่พอใจใน พระพุทธเจ้า จนถึงกับยึดถือเอาเป็นของตน หรือเป็นผู้ คุ้มครองตน ซึ่งในที่นี้ ย่อมหมายถึงบุคคลที่รู้จักหรือเข้าใจ ในพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องจริง ๆ จึงจะสามารถมีความรู้สึก หรือถึง หรือประกาศเช่นนั้นได้โดยชอบธรรม. บัดนี้ เราเป็น พุทธมามกะกันด้วยอาการสักว่า ปฏิญญาณตนหรือจด ทะเบียนในฐานะที่เกิดมาในครอบครัวของบิดา มารดา ที่ นับถือพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงไม่สำเร็จ ประโยชน์ตามความหมายเดิมของพระพุทธเจ้า. อีกอย่าง หนึ่ง ควรเข้าใจไว้ด้วยว่าการเป็นพุทธมามกะนั้น ย่อมเป็น ธรรมมามกะ สังฆามามกะ อยู่ด้วยในตัว เพราะของ ๓ อย่าง นี้ เป็นของสิ่งเดียวกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น. สำหรับคำว่า "พุทธทาส" เป็นต้นนั้น มีความหมาย มากหรือแปลกออกไป คือไม่เพียงแต่นับถือหรือเข้าถึง พระพุทธเจ้าอย่างเดียว แต่มีความหมายถึงการเสียสละ เพื่อรับใช้ในการทำตามพระพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้า

น.611 ๒๑๑ ทุกอย่างทุกประการด้วย. ข้อนี้ต้องเนื่องมาจากความเข้าใจ หรือรู้จักพระพุทธเจ้าตัวแท้ โดยถูกต้องสิ้นเชิงนั้นเหมือนกัน จึงสามารถรับใช้ให้ถูกตรงตามวัตถุที่ประสงค์. การรับใช้พระพุทธเจ้า มีความหมายรวมอยู่ที่จุด ๆ เดียว กล่าวคือ การทำผู้อื่นให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า อย่างเดียว กับที่ตนเองเข้าถึงเพราะความเป็นอย่างนี้ เป็นความประสงค์ ของพระพุทธเจ้า หรือของบุคคลที่มีความเป็นพระพุทธเจ้า สิงสถิตย์อยู่ในตน นั่นเอง. การเข้าถึงพระพุทธเจ้าตัวแท้ อย่างถูกต้องสมบูรณ์นั่นแหละ ที่ทำให้เกิดการเสียสละอันนี้ และปฏิญญาณตนเป็นบ่าว เป็นทาส ผู้รับใช้พระพุทธเจ้า. ความหมายของคำ ๆ นี้ ย่อมกว้างกว่าความหมายของคำว่า พุทธบริษัท หรืออุบาสกอุบาสิกา หรือพุทธมามกะ ตรงที่ ขยายความออกไปถึงการรับใช้พระพุทธเจ้าด้วยนั่นเอง และ อีกอย่างหนึ่งพึงเข้าใจว่า ความเป็นพุทธทาส ย่อมหมายถึง ความเป็นธรรมทาส และสังฆทาส อยู่ในตัว เพราะเหตุที่สิ่ง ทั้ง ๓ นี้ เป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน โดยนัยดังกล่าวแล้วข้างต้น. เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ในการที่จะเป็นพุทธ- บริษัท พุทธมามกะ อุบาสกอุบาสิกา พุทธทาส ธรรมทาส สังฆทาส ฯลฯ หรืออื่นใดก็ตาม ความสำคัญมิได้มีอยู่ที่การ ขึ้นทะเบียน หรือการเป็นเพียงแต่ปากว่า หรือการเป็นเพียง สักว่าน้อมนึกเอาด้วยใจ แต่ต้องเป็นการเป็นได้ด้วยการ กระทำให้มีพระรัตนตรัยตัวแท้ ซึ่งอยู่ในรูปของความสะอาด สว่าง สงบ มาประดิษฐานอยู่ในท่ามกลางแห่งหัวใจของเรา

น.612 ๒๑๒ ได้จริงๆ แล้วการเสียสละเพื่อรับใช้พระรัตนตรัยนั้น ย่อม ติดตามมาเองและมีกำลังแรงกล้าพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ของ ตนให้สำเร็จประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น และสืบอายุ พระศาสนาให้ยืนนานอยู่เป็นที่พึ่งประจำโลกได้จริง ๆ โดย อำนาจความเข้าใจที่ถูกต้อง ปราศจากความงมงาย โดย ประการทั้งปวง ฉะนี้. ขอให้เราทุกคน พยายามกระทำโดยทุกวิถีทางเพื่อ ให้เกิดความสะอาดสว่าง สงบ ขึ้นในใจของตนเถิด. เกิดขึ้น มากได้เท่าไร ย่อมถึงพระรัตนตรัยที่แท้จริงได้เพียงนั้น. เมื่อทำให้เกิดได้ถึงที่สุด ก็เป็นอันว่า ถึงพระรัตนตรัยโดย สมบูรณ์ คือมีความเป็นอย่างเดียวกันกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เสียเอง ดังกล่าวแล้ว. นี้แล คือการถึงพระรัตนตรัย หรือที่เรียกว่า "ไตร- สรณาคมน์" อันแท้จริง ถึงจริง เป็นที่พึ่งได้จริง มีความ พ้นทุกข์จริง ชนิดที่ทนได้ต่อการพิสูจน์ทุกเมื่อจริง.

น.613 ลำดับแห่งการถึงพระรัตนตรัย ๑๖ กันยายน ๒๔๙๕

น.614 คำนำ ...โลกในอนาคตนับวันแต่จะเป็นไปในทางที่มนุษย์เรา จะต้องหันหน้าไปพึ่งพระรัตนตรัยกันมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน มิฉะนั้นแล้ว จะเป็นอยู่อย่างกระหืดกระหอบที่สุด หรือถ้า เสียชีวิตลง ก็จะเป็นการตายอย่างน่าตำหนิ หรือน่าสมเพช มากเกินไป. เมื่อเราไม่อาจแก้ไขในด้านโลก ซึ่งมีธรรมชาติ เวียนไปตามอำนาจกิเลสของคนหมู่ใหญ่ในโลกนั่นเองแล้ว เราก็ต้องหมุนมาจัดการแก้ไขในด้านตัวเราเองเป็นส่วนตัว ซึ่งเราอาจทำได้ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยผู้อื่น และทั้งเป็น ของถูกเสมอไปในทุก ๆ กรณี. ด้วยเหตุนี้เอง การได้ทราบเรื่องพระรัตนตรัยให้ ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นจนสามารถปฏิบัติตน ให้ก้าวหน้าไปตาม ลำดับ ๆ ในการเข้าถึงพระรัตนตรัย ตั้งแต่ชั้นนอก ๆ เข้าไป ถึงชั้นในสุด เพื่อความปลอดภัยของตนเองในโลกทุกวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่นับได้ว่า เป็นกุศล หรือความฉลาดแก่ผู้กระทำ นั้น ๆ เป็นอย่างยิ่ง. ในที่สุดนี้ หวังว่าท่านทั้งหลายจักได้อาศัยคุณพระ- รัตนตรัย ที่ตนได้เข้าถึงแล้วเป็นเครื่องคุ้มครองตนให้ปลอดภัย ๒๑๕

น.615 ๒๑๖ อันจะมาเบียดเบียนจิต ได้เหมือนหลังคาหรือเครื่องกั้นฝน ใหญ่ ๆ ที่ช่วยคุ้มฝนให้แก่ร่างกายในฤดูฝน ฉันใดก็ฉันนั้น. ภิกขุ พุทธทาส อินทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต