Buddhadasa.org

เทศนาและโอวาท ตอนที่ ๙ — ลำดับแห่งการถึงพระรัตนตรัย

เทศนาและโอวาท — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เทศนาและโอวาท (๙ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.616 พระรัตนตรัย ในชั้นลึก หรือตัวแท้นั้น มิได้เป็น เพียงชื่อของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สำหรับอ้างถึง ของผู้ที่จะเข้ามานับถือศาสนานี้ แต่เป็นตัวธรรมะอันสูงสุด ที่ทำบุคคลให้ได้นามว่า พระพุทธ หรือพระสงฆ์ นั่นเอง. ฉะนั้น การถึงพระรัตนตรัยที่แท้จริง จึงมิใช่การเพียงแต่ อ้างเอาชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่ระลึกถึง, แต่เป็นการเข้าถึงธรรมะอันนั้น จนได้เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียด้วยตนเอง ต่างหาก. เพราะฉะนั้น โดยนัยนี้ การถึงพระรัตนตรัยนั้น มิใช่เป็นบุรพภาคของการนับถือ ศาสนา หรือการบุรพภาคของการสมาทานศีล, แต่ได้เป็น อันดับหนึ่ง ๆ ของการลุถึงธรรมะตัวแท้ ในพุทธศาสนา นั่นเอง. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในเรื่องการถึงพระรัตนตรัยหรือ เรื่องไตรสรณาคมน์ ๑ ว่า พระรัตนตรัยนั้น มีลึกเป็นชั้น ๆ กันตามลำดับ และการถึงพระรัตนตรัยนั้นมี ๓ อันดับด้วยกัน ๑. เรื่องการถึงพระรัตนตรัย ซึ่งบรรยายเป็นครั้งที่ ๒๐ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๔๙๕.

น.617 ๒๑๘ คือถึงพระรัตนตรัยโดยปากว่า หรือโดยทะเบียนเป็นต้น และการถึงพระรัตนตรัยด้วยความน้อมนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า พระรัตนตรัยหรือคุณของพระรัตนตรัยก็ตาม และอีกอย่าง หนึ่ง คือการถึงพระรัตนตรัยด้วยการทำให้ธรรมะหรือ พระรัตนตรัยตัวแท้เข้ามามีอยู่ในหัวใจของตนเสียเอง เป็น ๓ ชั้นด้วยกัน ดังนี้. เราจะเห็นได้ว่า การถึงพระรัตนตรัยในอันดับที่หนึ่ง นั้น เป็นเพียงความเชื่อตาม ๆ กันไป, และการถึงพระรัตน- ตรัยในอันดับที่สองเป็นการกระทำ โดยเฉพาะเป็นการ กระทำในชั้นสมาธิ คือการกำหนดเอาพระรัตนตรัยหรือ คุณของพระรัตนตรัยเป็นอารมณ์แห่งจิต, ส่วนการถึง พระรัตนตรัยในอันดับที่สามนั้น หมายถึงการรู้อย่างแจ่มแจ้ง ด้วยปัญญาในตัวพระรัตนตรัยที่เป็นตัวแท้ กล่าวคือธรรมะ ที่เป็นชั้นมรรค ผล นิพพาน เท่าที่ตนสามารถทำให้เกิดขึ้น ได้เพียงไร. เพราะฉะนั้น ปัญญา ในที่นี้ จึงมิใช่เป็นเพียง ความรู้ต่อธรรมะที่ตนทำให้เกิดขึ้น แต่เป็นความรู้ถึงข้อที่ ตัวเองได้บรรลุถึงธรรมะนั้นอย่างไร และเพียงไร โดย ครบถ้วนด้วยอีกส่วนหนึ่ง. ถ้าเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัย อย่างเต็มที่ กล่าวคือ มีจิตสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดโดย สมบูรณ์จริง ๆ แล้ว ย่อมหมายถึงการที่ผู้นั้นบรรลุถึง นิพพาน ; รวมทั้งการที่ทราบได้ว่าตนเองได้บรรลุถึง นิพพานนั้นด้วย. โดยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ลำดับแห่งการ

น.618 ๒๑๙ บรรลุหรือการเข้าถึงพระรัตนตรัยนั้น มีอันดับเริ่มแรกมา ตั้งแต่ความเชื่อการกระทำ การบรรลุถึงผลแห่งการกระทำ และการที่ได้ทราบว่าตนเองได้บรรลุถึงผลแห่งการกระทำ นั้นด้วย. เพื่อให้เข้าใจแจ่มชัดในเรื่องนี้ เราจะได้จำแนกลำดับ แห่งการบรรลุหรือการเข้าถึงพระรัตนตรัย โดยนัยอันละเอียด ออกไปอีกดังต่อไปนี้ :- ๑. การถึงพระรัตนตรัยด้วยความเชื่อ สิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อนั้น มีอยู่เป็นชั้น ๆ ชั้นแรกที่สุด ก็เรียกว่า ความเชื่อ แต่หมายถึงความเชื่อด้วยอำนาจความ ภักดีในตัวผู้กล่าวคำสั่งสอน หรือเชื่อในลัทธินั้น ๆ โดย ปราศจากความรู้. นี้เรียกว่า ความเชื่อด้วยอำนาจความ ภักดี (Faith) อันนับได้ว่า เป็นความเชื่อชั้นต้น หรือถึงกับยัง งมงายอยู่, แต่ก็เป็นที่ตั้งแห่งความมั่นคงของการถือลัทธิ หรือศาสนาทุกศาสนาในโลก และเป็นจำเป็นที่จะต้องมีความ เชื่อชนิดนี้ เพื่อเป็นเครื่องรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของ ลัทธิแห่งศาสนานั้น ๆ ในชั้นมูลฐานของศาสนานั้น ๆ กล่าว คือ สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งยังปราศจากความรู้แจ้ง. ส่วนความเชื่อที่สูงขึ้นมาอีก คือความเชื่อหลังจากที่ได้ พิจารณาเห็นหรือเห็นตัวอย่าง ๆ ใดอย่างหนึ่งตามกำลัง สติปัญญาของตนว่า สิ่งนี้มีเหตุผลน่าเชื่อจนเกิดความไว้

น.619 ๒๒๐ วางใจในการกระทำตามหรือปฏิบัติตามนั้น พอจะเรียกได้ว่า ความเชื่อเพราะมีเหตุผลน่าเชื่อ (Confidence) ซึ่งอย่างน้อย ที่สุด สิ่งที่เรียกว่า "สัทธา-สัทธา" ในพุทธศาสนาของเรานั้น จะต้องเป็นความเชื่อในชั้นนี้ หาใช่ความเชื่ออย่างภักดี หรือ ที่เรียกว่า Faith นั้นไม่. อันนี้เอง ซึ่งทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ Religion เพราะ Religion ต้องตั้งรากฐาน อยู่บน Faith หรือความเชื่ออย่างภักดี แต่ตามความจริงนั้น พุทธศาสนาก็เป็น Religion คือเป็นวิธีการสำหรับให้เกิดการ รอดพ้นตามความหมายของคำว่า Religion อย่างเต็มที่, ผิดกันแต่ว่า ตั้งรากฐานอยู่บนความเชื่อชนิดที่เห็นว่าน่าเชื่อ กล่าวคือ Confidence นี่เอง. ส่วนความแน่ใจอันเกิดขึ้นใน ภายหลังที่ตนได้ประสบผลของการปฏิบัตินั้น ๆ แล้ว แม้ เป็นความเชื่อที่เด็ดขาดอย่างยิ่งในสิ่งนั้น ๆ เราก็หาเรียกเป็น ความเชื่อไม่ แต่เรียกเป็นความรู้ ความเข้าใจ หรือความ เข้าถึงเป็นต้น, ไป. เพราะฉะนั้น ความเชื่อในขั้นต้นนี้ จึง หมายถึงเชื่อด้วยความภักดี หรือเชื่อเพราะรู้สึกว่าน่าเชื่อ อันเรียกว่า สัทธา ดังที่กล่าวแล้ว ไม่ว่าจะตั้งอยู่บนมูลฐาน ของความกลัวหรือความรักหรือความนับถือ ก็ตาม ย่อมให้ เกิดกำลังหรืออำนาจที่จะบรรดาลให้เกิดมีการปฏิบัติด้วย กันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ศาสนาทุกศาสนา รวมทั้งพุทธศาสนา ด้วย ย่อมมีสัทธาตั้งอยู่ในฐานะเป็นระดับแรกของการเข้าถึง ศาสนาอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ. สำหรับพุทธศาสนาเรา อาศัย สัทธาที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญาเสมอไป. เมื่อใดเป็น

น.620 ๒๒๑ ผู้ที่เรียกว่า มี สัทธา ในพุทธศาสนานี้แล้ว ย่อมหมายความ ว่า มีความเชื่อที่สมส่วนกันกับความรู้พอที่จะให้เกิดความ ไว้วางใจในการประพฤติปฏิบัติที่ตนจะรับมาประพฤติปฏิบัติ โดยเฉพาะคือความเข้าใจในพระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ พอที่จะเชื่อได้ว่า นับถือแล้วไม่มีความผิดหรือโทษ ย่อมมีแต่ คุณโดยส่วนเดียว แล้วก็มีความเชื่อและมีความหวังอันแน่นแฟ้น ในการถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของตน. เพียงเท่านี้ ก็กล่าวได้ว่า เป็นลำดับหนึ่งของการบรรลุ หรือการเข้าถึง "ธรรมะ" ในพระพุทธศาสนา และนับว่าเป็น อันดับแรก. ๒. การถึงพระรัตนตรัยด้วยศีล คำว่า "ศีล” ในที่นี้ ขอให้หมายถึงการประพฤติหรือ การกระทำที่ถูกต้องโดยทั่วไปจำกัดแต่เพียงว่า ทางกายและ ทางวาจา เป็นส่วนใหญ่, หมายถึงการประพฤติที่ถูกต้อง ในส่วนที่ตนประพฤติต่อตนเองและผู้อื่น จนไม่มีความเดือดร้อน ใด ๆ เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน จนกระทั่งเกิดความเคารพ นับถือตัวเองได้ว่า ตนมีความดีทั้งในส่วนตัวและเป็นที่ตั้ง แห่งความไว้วางใจ ความรักใคร่ นับถือ ของบุคคลอื่น, รวม ความแล้วก็คือ รู้สึกว่าตนได้ประพฤติหรือกระทำ ในการ ประพฤติหรือกระทำที่ถูกต้องดีงามแล้วนั่นเอง. นี้เราเรียก สั้น ๆ ว่า ศีล หรือ ศีลธรรมก็ได้ โดยเนื้อแท้หรือความหมาย

น.621 ๒๒๒ ย่อมเป็นอันเดียวกัน, แต่อาจจะจำแนกออกไป เป็นศีลชั้นนั้น ชั้นนี้ เป็นศีลของฆราวาส อันต้องรักษาเป็นพื้นฐานประจำ เช่นศีล ๕ และรักษาในโอกาสพิเศษ เช่นศีล ๓ หรือเรียก โดยความหมายรวมอีกอย่างหนึ่งว่า กุศลกรรมบถ ก็ตาม, หรือศีลของสามเณร สามเณรี สิกขมานา ภิกษุ ภิกษุณี ซึ่งมีอยู่แตกต่างกัน มากน้อย สูงต่ำกว่ากันก็ตาม, แต่ใน ที่สุดก็เหมือนกัน หรือตรงกันในฐานะที่เป็นการประพฤติ กระทำ เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์โทษรบกวนตนเองและผู้อื่น จน กระทั่งเกิดความพอใจในตนเอง หรือการกระทำของตนเอง จนเกิดความนับถือตนเองได้ ดังกล่าวแล้ว. สรุปสั้นที่สุดก็คือ การประพฤติที่ถูกต้องทางกาย ทางวาจาทั่วไปนั่นเอง เรียก ว่าศีล ในที่นี้. แม้ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา หรือไม่คำนึงถึงศาสนา ก็ยังคงเป็นศีล และเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างจำเป็นที่สุดอยู่ นั่นเอง. และการทำนี้ ก็คือกระทำไปตามความเชื่อหรือสัทธา ที่มีอยู่เป็นอันดับแรก ไม่อาจจะมากหรือน้อยไปกว่านั้น. เมื่อบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมให้เกิดความ สะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็น "ธรรมะ" ตัวแท้ หรือ "พระรัตนตรัยตัวแท้" ขึ้นในตนไม่มากก็น้อยตามสมควรแก่การกระทำของตน ๆ แม้ที่เป็นภายนอก. เพราะฉะนั้น จึงจัดเป็นการบรรลุหรือการเข้าถึง “ธรรมะ" ในอันดับที่สอง และมีความหมายกว้างไปถึงแม้ ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วยก็ได้.

น.622 ๒๒๓ ๓. การเข้าถึงด้วยปิติหรือปราโมทย์ ข้อนี้ ย่อมหมายถึงความอิ่มใจหรือความสุขชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในใจ เพราะความรู้สึกว่า ตนได้มีการกระทำ อย่างถูกต้องมาแล้วจริง ๆ มีความดีงามอันตนได้กระทำ แล้วจริง ๆ ไม่มีทุกข์โทษอันใดเกิดขึ้น มีแต่ความเจริญ เกิดขึ้นโดยส่วนเดียว เป็นที่ไว้วางใจ รักใคร่ นับถือของ บุคคลอื่นปรากฏอยู่ มีความนับถือตัวเองว่าดี ว่างาม ว่า ประเสริฐ จนยกมือไหว้ตัวเองได้ และรู้สึกว่า ความมีหรือ ความเป็นเช่นนี้ ที่ตนมีอยู่นั้น เป็นที่ชอบใจของพระอริยเจ้า ทั้งหลายดั่งนี้แล้ว เรียกว่ามีปิติหรือปราโมทย์ ในที่นี้. เรา จะสังเกตเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่มีขึ้นแล้วจากการที่บุคคลได้ กระทำความดีความงามอันใดอันหนึ่งสำเร็จผลไป โดย ไม่ต้องคำนึงถึงผลที่ได้ในทางวัตถุ เพราะแม้จะได้ผลทาง วัตถุ แต่มิใช่เป็นการได้มาจากการกระทำที่ดีงามหรือ ถูกต้องแล้วปิติและปราโมทย์ชนิดนี้ หาเกิดขึ้นได้ไม่. เช่น คนทำผิดหรือทำชั่ว หรือโจรขโมย ประกอบกรรมตามความ ต้องการของตนสำเร็จ แม้จะได้ผลมหาศาลเป็นที่พออกพอใจ เพียงใด ก็ตาม แต่แล้วสิ่งที่เรียกว่า ปิติหรือปราโมทย์ อัน เราประสงค์ในที่นี้นั่นหามีไม่. เราควรจะจำกัดความหมาย ของมันโดยเฉพาะหรือทำความเข้าใจในคำว่า ปิติ หรือ ปราโมทย์ ให้ถูกต้องว่า มันมีความหมายของมันโดยเฉพาะ หาใช่เป็นเพียงความพออกพอใจตามธรรมดาไม่. โดยเฉพาะ

น.623 ๒๒๔ ในกรณีที่เกี่ยวกับศีล นั้นหมายถึง ปิติปราโมทย์ อันเกิด มาจากการที่ตนรู้สึกว่า รักษาศีลได้บริสุทธิ์ โดยไม่เกี่ยว ถึงผลที่จะพึงได้เป็นวัตถุอย่างใดเลย. ถ้าเป็นผู้ที่ทำให้ศีล ขาดไป หรือแม้แต่เพียงด่าง ๆ พร้อย ๆ ก็จะเกิดความขุ่นมัว ในใจ หามีปิติและปราโมทย์ ดังที่กล่าวนี้ได้ไม่. แม้ในกรณี ของคนทั่วไป ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาศีล เมื่อรู้สึกว่า ตน ได้ทำผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งติดตัวอยู่แล้ว ก็หาอาจจะมี ปิติและปราโมทย์ ชนิดที่กล่าวนี้ไม่. เพราะฉะนั้น ปิติและ ปราโมทย์ ในที่นี้ จึงหมายถึงการที่จิตบรรลุธรรมะชั้นหนึ่ง กล่าวคือ ความรู้สึกเยือกเย็นอิ่มเอิบเป็นสุข เพราะตนมีการ ประพฤติกระทำโดยทั่ว ๆ ไปอย่างถูกต้องในทุกกรณี จนไม่มี ช่องที่ตนเองจะตำหนิติเตียนตนเองได้. ปิติและปราโมทย์นี้ เป็นคุณธรรมที่สำคัญจนถึงกับจะ ขาดเสียไม่ได้ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ให้ก้าวหน้าสูง ยิ่งขึ้นไป ตามลำดับเหมือนกับคนเดินทางไกล ต้องมีอาหาร กินเพียงพอตลอดทาง จึงจะเดินไปได้ถึงที่ที่ตนปรารถนา ฉันใด, ผู้ที่จะเดินทางไปด้วยการปฏิบัติจนถึงที่สุด คือ นิพพาน ก็จะต้องมีอาหาร กล่าวคือปิติและปราโมทย์เป็น เครื่องหล่อเลี้ยงจนตลอดทาง คือ ทุกระดับของการปฏิบัติ และการพักผ่อน ฉันนั้น. ในขณะแห่งปิติและปราโมทย์นี้ ก็นับได้ว่า มีการเข้าถึง หรือได้รับผลของธรรมะ เป็นความ สะอาด สว่าง สงบ ชนิดใดชนิดหนึ่งในระดับใดระดับหนึ่ง ด้วยเหมือนกัน แม้จะเป็นอย่างภายนอก.

น.624 ๒๒๕ เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องสนใจ ในการทำให้เกิด มีแลรู้จักรักษาไว้ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจของตนอยู่ ตลอดเวลา และอย่างน้อยที่สุด แม้ลำพังตัวปิติปราโมทย์เอง ก็นับว่าเป็นการบรรลุ " ธรรมะ " อยู่อันดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเรียก ในที่นี้ว่า เป็นอันดับที่สาม. ๔. การเข้าถึงด้วยปัสสัทธิ "ปัสสัทธิ" นี้ หมายถึงความรำงับแห่งใจ อันเกิดขึ้น เพราะปิติและปราโมทย์ ได้แก่ความที่ใจเริ่มสงบรำงับลง เพราะไม่มีทุกข์โทษ รบกวน ไม่มีวิปฏิสาร ความเดือดร้อน อันละเอียดในภายในใจมารบกวน เป็นความเหมาะสมของจิต ในการที่จะตกลงสู่ความสงบในอันดับแรก ในท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย อันเต็มไปด้วยความรบกวน ด้วยการ ยั่วให้รักหรือชัง แต่จิตเผอิญได้โอกาสคลาดแคล้ว ปลอดโปร่ง จากสิ่งรบกวนเหล่านั้นโดยอาศัยความผลักดันของปิติแล ปราโมทย์. อาศัยอำนาจป้องกันและปิติปราโมทย์นั่นเอง ที่คอยกันสิ่งรบกวน หรืออารมย์ร้ายอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาแผ้ว พาลจิตได้ จิตจึงได้โอกาสเพื่อสงบรำงับลง จนกระทั่งมี อารมณ์เดียวในที่สุด ซึ่งเราเรียกว่าสมาธิ. ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ความรำงับแห่งใจนี้ มีมาจาก กำลังผลักดันและการป้องกันรักษาของปิติปราโมทย์ และ จัดได้ว่า เป็นการบรรลุ " ธรรมะ " หรือเป็นการก้าวหน้า ในการถึงพระรัตนตรัย ไปอีกอันดับหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นอันดับ

น.625 ๒๒๖ ที่สี่ ได้แก่การเริ่มรำงับลง แลรำงับลง ๆ แห่งจิต จนกว่า จะเป็นสมาธิ และนับว่าเป็นระยะหนึ่ง หรืออันดับหนึ่ง ซึ่ง คนทั่วไปก็ควรจะสนใจเป็นอย่างยิ่ง ให้ตนเองมีปัสสัทธิ นี้ได้เป็นประจำวัน หรือทุกโอกาสที่จะต้องใช้, โดยเฉพาะ คือ โอกาสที่ตนต้องการสมาธิ เพื่อทำงานอันใดอันหนึ่งให้ สำเร็จเป็นอย่างดี. ๕ . การเข้าถึงด้วยสมาธิ คำว่า " สมาธิ " นี้ หมายถึงความที่จิตได้สงบแน่วแน่ ถึงที่สุดตามความมุ่งหมายแล้ว ในกรณีนั้น ๆ จนถึงกับเป็น โอกาสของความรู้แจ้งในสิ่งทั้งปวง ที่ตนจะต้องรู้. ในกรณีของคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งเป็นสมาธิชั้นโลก ๆ นั้น หมายถึงความที่จิตแน่วแน่อยู่ได้ในข้อคิด หรือการ กระทำอันใดอันหนึ่ง ซึ่งตนต้องกระทำ จะกระทำ หรือกำลัง กระทำอยู่ จนสามารถป้องกันไม่ให้ผิดพลาด และมีแต่ความ ถูกต้องดำเนินไปได้โดยถ่ายเดียว และเป็นสมาธิที่เป็นไป ตามธรรมชาติ โดยไม่มีการฝึกที่เป็นหลักวิชาเฉพาะ. ส่วนสมาธิในพุทธศาสนานั้น หมายถึงความที่จิตแน่วแน่ อยู่ได้ในอารมณ์เดียว อันจะบังเกิดเป็นไปเอง เพราะความ ถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยของบุคคลนั้นก็ตาม หรือว่ามีขึ้นเป็น ขึ้น เพราะการพยายามกระทำการฝึกที่ถูกต้อง ก็ตาม ย่อม ล้วนแต่ได้อาศัยกำลังปิติปราโมทย์ เป็นเครื่องผลักดันให้เกิด ความรำงับ จนกระทั่งมีความแน่วแน่ หยุดนิ่งเป็นอารมณ์

น.626 ๒๒๗ เดียว ด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงจัดเอาปิติหรือสุข ซึ่งได้แก่ปราโมทย์ ในที่นี้ เป็นต้น ให้เป็นองค์ประกอบขององค์หนึ่ง ๆ ของความ เป็นสมาธิ ซึ่งเมื่อครบองค์นั้น ๆ แล้ว จิตก็จะเข้าถึงความ เป็นสมาธิ คือมีอารมณ์อันเดียว มีความสะอาดชนิดหนึ่ง จน ถึงกับเรียกได้ว่า ใสสะอาดหรือขาวผ่อง และมีความเหมาะสม อ่อนโยน นิ่มนวล ควรแก่การทำงาน หรือใช้งานในทางจิต มีความเบาหรือความว่องไว ในการที่จะเข้าถึงสิ่งทั้งปวง. เหล่านี้ คือลักษณะของจิต ที่เรียกว่า มีความเป็นสมาธิโดย สมบูรณ์. เพ่งดูในส่วนผลแล้ว เราจะเห็นได้ว่าสมาธินั้น เป็น ความเหมาะสม หรือความเตรียมพร้อมที่จะก้าวหน้าในทาง ปัญญาสืบต่อไป และถึงแม้จะไม่มีการก้าวหน้า ก็เป็นผลที่ ดีเลิศอยู่ในตัวเอง คือเป็นความบริสุทธิ์สะอาด เป็นความ เบาสบาย สงบรำงับ เยือกเย็นอยู่อย่างหนึ่งหรือแบบหนึ่ง หรืออันดับหนึ่ง ถึงกับกล่าวได้ว่า เป็นการบรรลุธรรมอีก อันดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งเราเรียกในที่นี้ว่า เป็นลำดับที่ห้า. ถ้าจะกล่าวตามหลักของธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เรียกกัน ว่า สมาธิ นี้ มิใช่อะไรอื่นนอกไปจากความรำงับลง ๆๆๆ ของจิต จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งความรำงับอยู่ในภาวะที่แน่วแน่ และพร้อมที่จะทำงานเช่นนี้. สมาธิ หรือความแน่วแน่แห่งจิตนี้ เป็นสิ่งจำเป็นเป็น อย่างยิ่งสำหรับการงานที่ต้องทำด้วยจิต จนถึงกับหลักธรรมะ

น.627 ๒๒๘ ในพุทธศาสนาได้ยกสมาธิขึ้นเป็นหลักใหญ่อันดับที่สอง ซึ่ง เรียกว่า สมาธิสิกขา หรือจิตตสิกขา และได้รวมเอาองค์ ประกอบที่เราเรียกว่า ปิติปราโมทย์และปัสสิทธิ เข้ามา รวมไว้เสียด้วย ในคำ ๆ นี้ไม่แยกไว้ให้เด่นอยู่ต่างหาก เราจึงได้ยินได้ฟังแต่เพียงว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่าง เท่านั้น. ส่วนในที่นี้ ได้แยกสมาธินั้นออกไปให้เห็นชัดเจน เป็นสามส่วน คือ ปิติปราโมทย์ที่เกิดมาจากศีลและปัสสิทธิ ที่มีขึ้นเพราะอำนาจปิติปราโมทย์และตัวสมาธิล้วน ๆ ที่ เกิดมาจากปัสสิทธินั้น เพื่อให้เห็นลำดับแห่งการบรรลุ, หรือ การเข้าถึงอย่างชัดแจ้งจริง ๆ นั่นเอง. ลำพังสมาธิ ก็ทำให้ได้รับความสะอาด สว่าง สงบ ในทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ "ธรรมะ" ตัวแท้ หรือพระรัตนตรัยตัวแท้ในอันดับแรก ๆ อันดับหนึ่ง ทีเดียว. ฉะนั้น จึงจัดเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยอีกอันดับ หนึ่ง. ๖. การเข้าถึงด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ "ยถาภูตญาณทัสสนะ" คำนี้แปลว่า ความเห็นสิ่งทั้งปวง ด้วยความรู้แจ้งตามที่เป็นจริง. ในบาลีกล่าวธรรมะข้อนี้ ต่อเนื่องจากสมาธิโดยตรง โดยใจความว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ แล้ว ย่อมรู้ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. การที่กล่าวไว้ ดังนี้ คล้ายกับยืนยันว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว แม้ไม่ต้อง พยายามก็เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงได้

น.628 ๒๒๙ เอง ; นับว่าน่าแปลกประหลาดอยู่. เราอาจจะหาคำอธิบาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อีกทางหนึ่ง คือ ผู้ที่กำลังพยายามประพฤติ ปฏิบัติธรรมะอยู่นั้น ทำอย่างไรเสียก็ ย่อมมีความประสงค์ จะรู้ จะเห็นธรรมะหรือความจริงของสิ่งทั้งปวง อยู่เป็น ประจำอยู่ในใจ. เมื่อจิตยังไม่เป็นสมาธิ ความเห็นแจ้ง หรือ รู้แจ้ง เหล่านั้น ก็ไม่อาจจะปรากฏ, แต่พอจิตเป็นสมาธิแล้ว ความรู้แจ้งและเห็นแจ้งย่อมปรากฏออกมาเพราะอำนาจ ของความประสงค์จะรู้ จะเห็นสิ่งทั้งปวงอยู่ เป็นทุนเดิม. จึงเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จะน้อมไปเพื่อรู้ เพื่อเห็นอะไร จะ รู้ได้ เห็นได้ ด้วยดวงตาภายใน ซึ่งเป็นความรู้สึก หรือความ เข้าใจตลอดในสิ่งนั้น ๆ โดยตรง หาใช่เป็นความคิด ความ นึกหรือการพิจารณาค้นคว้าโดยตรงไม่ แต่เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างถูกต้อง. ความเห็นแจ้งนี้ ย่อมเป็นไปในทางให้เกิดความสลด สังเวชโดยตรง เพราะความที่สิ่งทั้งปวง เป็นมายาหลอกลวง น่าสลดน่าสังเวชอยู่ในตัวเอง เป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว. ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องราวที่เป็นไปในชีวิตของคนหนึ่ง ๆ ซึ่งได้เป็นมาแล้ว แต่หนหลังอย่างไรนั้น หาเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชแก่ บุคคลนั้นผู้มีจิตสำนึกอยู่ตามปกติธรรมดาไม่ ต่อเมื่อใด ได้พยายามอบรมจิตอย่างถูกทาง จนถึงกับระงับลง สู่ความ เป็นสมาธิแล้ว เมื่อนั้น จิตย่อมสำนึกหรือรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ขึ้นมาได้เอง ในความน่าสลดสังเวชของเรื่องต่าง ๆ ที่เป็น ไปในชีวิตอันเต็มไปด้วยมายา หรือความลวงตา. เราจึงสรุป

น.629 ๒๓๐ ความสั้น ๆ ว่า จิตสามัญสำนึก หรือจิตตามธรรมดานั้น ไม่อาจมองชีวิตให้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องถึงที่สุด. ส่วนจิตที่เป็นสมาธิแล้ว ย่อมมองเห็นความเป็นไปในชีวิตได้ อย่างถูกต้องและลึกซึ้งถึงที่สุดขึ้นมาเองในทันที. จิต ที่ยังไม่เป็นสมาธินั้น มีฝ้าชนิดหนึ่งปิดบังอยู่ ซึ่ง เราเรียกกันว่า นิวรณ์ คือความคิดครุ่นไปในทางกาม ความ คิดครุ่นไปในทางขัดเคือง ความหดหู่ซบเซาของจิต ความ ฟุ้งของจิตและความลังเลเลื่อนลอยของจิต อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นฝ้าบังอยู่ จิตจึงมองไม่ทะลุถึงความเป็นจริง ของสิ่งทั้งปวง เพราะติดอยู่ที่ฝ้าหรือนิวรณ์นั้น. เปรียบ เหมือนน้ำขุ่นมีตะกอนมาก เราย่อมมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ก้นคู หรือก้นคลอง ย่อมเห็นเพียงแค่ตะกอนที่ปนอยู่ในน้ำพอเรา สามารถทำตะกอนเหล่านั้น หมดไปหรือออกไปเสียจากน้ำ, ในทันทีนั่นเองเราจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ก้นคูหรือก้นคลอง เพราะว่าเราได้มองอยู่ก่อนแล้ว ข้อนี้เป็นฉันใด, จิตที่เป็นไป ตามธรรมดามองไม่เห็นสิ่งทั้งปวง เพราะฝ้าหรือนิวรณ์กั้น อยู่ระหว่างจิตกับสิ่งทั้งปวง จิตจึงเห็นหรือรู้เพียงแค่ฝ้าหรือ นิวรณ์เหล่านั้น. ครั้นเพิกฝ้าหรือนิวรณ์เหล่านั้นออกไปเสีย ได้ จิตก็เห็นสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงในทันทีนั่นเอง. ดังนั้น ท่านจึงได้กล่าว ยถาภูตญาณทัสสนะไว้ในลำดับอัน ติดกันกับสมาธิ โดยไม่ต้องมีการพยายามเพื่อให้เห็น แทรก อยู่ในระหว่างนั้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะความที่จิต ย่อมมีการ มองสิ่งทั้งปวงอยู่เป็นปกติ ดังที่กล่าวแล้ว.

น.630 ๒๓๑ แต่อย่างไรก็ตาม การรู้ การเห็น ตามที่เป็นจริงใน ขั้นนี้ ยังอาจจะมีได้มากหรือน้อยตามกำลังของสมาธิ ไม่ใช่ หมายความว่า จะต้องเห็นถึงที่สุดในคราวเดียว. เมื่อกำลัง ของสมาธิมาก ก็เห็นตามที่เป็นจริงได้มาก, เมื่อกำลังของ สมาธิน้อย ก็เห็นได้น้อย. และที่ว่า " เห็นตามเป็นจริง " นี้ ก็หมายความว่า ได้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่เที่ยง เป็นมายาหลอกลวงอย่างน่าสังเวช อันจะเป็นทางให้เกิด ความสังเวชเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ในสิ่งทั้งปวง นั่นเอง. แม้ว่า การรู้ การเห็น สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงในลำดับนี้ มีความหมายเพียงเท่านี้, ถึงกระนั้นก็ยังนับได้ว่า เป็นการ บรรลุธรรมขั้นหนึ่งเหมือนกัน คือ เป็นการเข้าถึงความจริง ในอันดับแรก จนถึงกับเกิดความสังเวชต่อการที่สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเป็นมายา. แม้เพียงเท่านี้ ก็นำมาซึ่งความสะอาด สว่าง สงบ มิใช่น้อย เราจึงจัดเป็นลำดับที่หก. ๗. การเข้าถึงด้วยนิพพิทา " นิพพิทา " หรือ "นิพพิทาญาณ" แปลว่า ความเบื่อ หน่าย หรือความรู้อย่างถูกต้อง จนเกิดความเบื่อหน่าย. ธรรมะข้อนี้ หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อการเห็นสิ่งทั้งปวง อย่างถูกต้อง จนปรากฏเป็นรูปแห่งความชะงักต่อการ เข้าไปหลงใหลในสิ่งต่าง ๆ ที่ตนได้หลงใหลอยู่ก่อน. อธิบาย ว่า ก่อนหน้านี้ สัตว์ทั้งหลายหลงใหลติดแน่นอยู่ในอารมณ์ ต่าง ๆ ถึงกับยินดียินร้ายอยู่เป็นประจำ โดยไม่รู้สึกว่า

น.631 ๒๓๒ สิ่งนั้นเป็นภัยหรือเป็นศัตรูครั้นมาทราบความจริงหรือเห็น ประจักษ์ชัดว่า สิ่งนี้เป็นภัยหรือเป็นศัตรู ก็เกิดอาการชะงัก และระอา ซึ่งเราเรียกว่า ความเบื่อหน่ายต่อสิ่งนั้น. ท่านได้กล่าว นิพพิทา หรือ ความเบื่อหน่าย นี้ ไว้ใน ลำดับแห่งยถาภูตญาณทัสสนะอย่างติดกันโดยไม่มีอะไรคั่น หรือแทรกอยู่ในระหว่างนั้น ซึ่งหมายความเป็นอย่างเดียว กันอีกว่า นิพพิทา หรือ ความเบื่อหน่าย นั้น จะต้องเกิด ขึ้นเอง หลังจากยถาภูตญาณทัสสนะได้เกิดแล้ว โดยไม่ต้อง มีการพยายามอย่างใด ๆ เพื่อให้เบื่อหน่าย. ท่านเปรียบอุปมา เป็นอย่างว่า คน ๆ หนึ่งได้แอบดู จนกระทั่งเห็นภรรยา ของตนทำชู้. เขาย่อมเกิดความเบื่อหน่ายหรือการสละภรรยา คนนั้นขึ้นมาเองในใจ ในทันทีที่ได้เห็น โดยไม่ต้องมีการ พยายามเพื่อให้เบื่อหน่าย หรือเพื่อให้สละข้อนี้เป็นฉันใด, นิพพิทา ก็เกิดเองในอันดับต่อจากยถาภูตญาณทัสสนะ คือ การรู้แจ้งว่า สิ่งทั้งปวงเป็น ขบถ หรือเป็นมายาฉันนั้นเหมือน กัน. นี้ นับว่า จิตได้บรรลุถึง “ ภูมิธรรมอันสูง " อีกขั้นหนึ่ง คือการชะงักต่อการจับฉวยสิ่งทั้งปวง, ไม่ฝังตัวลงไปใน อารมณ์หรือสิ่งทั้งปวง ดังที่เคยเป็นมาแต่ก่อนอีกต่อไป, นับว่า เป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยอีกอันดับหนึ่ง. ๘. การเข้าถึงด้วยวิราคะ คำว่า " วิราคะ " แปลว่า ไม่ย้อมติด หมายถึงการจาง

น.632 ๒๓๓ ออกของความย้อมติดเช่นเดียวกับสีที่ย้อมผ้าจางออกจาก เนื้อผ้า หรือน้ำฝาดที่ลอกออกจากสิ่งที่เขาย้อมไว้. โดย พฤตินัยย่อมได้แก่ ความที่จิตมีความจางออกเกิดขึ้นในตัวจิต หรือเมื่อกล่าวให้ชัดก็คือเจตสิกธรรมที่เป็นกิเลสเครื่องเย็บ หรือย้อมจิตให้ติดอยู่ในสิ่งต่าง ๆ นั้น เริ่มจากออกแม้ว่า ความ จางออกจะเป็นกิริยาของเจตสิกธรรมที่ย้อมจิต แต่ก็จิตนั่นเอง เป็นผู้ได้รับผลแห่งการจางออกของเจตสิกธรรมที่ย้อมจิต ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จิตมีความจางออกจากสิ่งทั้งปวง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตคลายความกำหนัดจากสิ่ง ทั้งปวง. แต่คำที่กล่าวว่า " ความคลายกำหนัดจากสิ่งทั้งปวง " นี้ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้ในภาษาไทย. เพราะในภาษาไทยเรานั้น คำว่า กำหนัด หมายถึงแต่เรื่อง รัก ๆ ใคร่ ๆ ส่วนคำว่า กำหนัด ในภาษาธรรมะในที่นี้นั้น หมายถึงความย้อมติดอยู่ในสิ่งทั้งปวงด้วยอำนาจความยึดถือ จะเป็นในแง่รักหรือแง่ชังก็ได้โดยเท่ากัน. เพราะฉะนั้น ต้องทราบไว้เพื่อกันความเข้าใจผิด. หรือถ้าให้ปลอดภัย ก็พูดเสียใหม่ว่า จิตมีความจางออกจากการย้อมติดในสิ่ง ทั้งปวง แทนที่จะพูดว่า จิตคลายกำหนัดจากสิ่งทั้งปวง ดังนี้ ก็ได้. โดยใจความแท้ ๆ หมายถึงความที่สิ่งซึ่งเป็นเครื่อง ย้อมจิต กล่าวคือ กิเลส โดยเฉพาะคือตัณหา หรือ อุปาทาน นั่นเอง เริ่มจาง หรือเริ่มหลุดออกจากการย้อม ซึ่งในที่สุด จะนำมาซึ่งความหลุดพ้น ให้แก่จิต นับว่า จิตได้บรรลุธรรม

น.633 ๒๓๔ หรือภูมิธรรมอีกชั้นหนึ่ง คือได้รับความคลายหรือความหลุด จากสิ่งที่ผูกรัดนั่นเอง. ๙. การเข้าถึงด้วยวิมุตติ คำว่า " วิมุตติ " โดยตัวหนังสือแปลว่า ความพ้นแล้ว อย่างวิเศษ, โดยใจความก็คือ พ้นอย่างผ่องแผ้วหรือสิ้นเชิง นั่นเอง. การบรรลุธรรมในชั้นนี้ หมายถึงความที่จิตหลุด ออกมาเป็นอิสระแล้วจากความผูกพันโดยประการทั้งปวง หลังจากการคลายจากการย้อมติดนั่นเอง. เมื่อก่อนนี้ จิต ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวง โดยมีกิเลสเป็นเครื่องกระทำ ให้ตกลงไป. ครั้นความรู้แจ้งของจิตเกิดขึ้น ความรู้แจ้งนั่นเอง เป็นเครื่องทำลายกิเลส หรือเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสให้ น้อยลง หรือหมดไปตามลำดับแห่งความเบื่อหน่าย และ คลายกำหนัดดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อกิเลสหมดไป ก็ไม่มีสิ่งใด ที่ทำให้จิตตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวง จิตจึงหลุดรอด ออกมาได้ สู่ความเป็นอิสระ ซึ่งนับเป็นอิสระจากอำนาจของ กิเลสด้วย และเป็นอิสระจากความทุกข์อันเกิดขึ้น เพราะ การตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวงนั้นด้วย นับว่า เป็นการ พ้นที่ผ่องแผ้วหรือสิ้นเชิง. คำว่า "หลุดพ้น" นี้ จึงหมายถึง หลุดพ้นจากกิเลส และหลุดพ้นจากความทุกข์ตามธรรมชาติ เพราะอำนาจของกิเลส. จิตที่หลุดพ้นเช่นนี้ เรียกสมมุติว่า ลุถึงนิพพาน คือลุถึงความ ไม่มีทุกข์โดยประการทั้งปวง. เมื่อเพ่งดูที่จิตอันหลุดแล้วเช่นนั้น ก็พบคุณลักษณะ

น.634 ๒๓๕ ๓ ประการ คือ ความบริสุทธิ์สะอาด เพราะปราศจากกิเลส ความสว่างอันแจ่มแจ้ง เพราะปราศจากสิ่งที่หุ้มห่อปิดบัง และความสงบเย็น เพราะปราศจากความทุกข์ว่ามีอยู่ที่จิต ถึงที่สุดครบถ้วนทุกประการ นับว่าถึงฝั่งอีกข้างหนึ่ง คือ ฝั่ง ซึ่งปราศจากทุกข์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งโดยสมมติว่า ถึงที่สุดของโลก หรือนอกโลก หรือพ้นโลก. แต่เมื่อกล่าวโดย ความจริงก็คือ ถึงที่สุด หรือความดับหมดแห่งความทุกข์ นั่นเอง และหมดเหตุ และหมดปัจจัย ซึ่งจะปรุงแต่งจิตนั้น และจิตนั้นจะถึงความดับของตัวเองได้ในที่สุด ในวาระสุดท้าย อันเรียกว่า นิพพาน. เรารวมเรียกกิริยาเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำ สั้น ๆ ว่า วิมุตติ ซึ่งแปลว่า ความหลุดพ้น นับว่า เป็นการ บรรลุธรรมถึงที่สุดอยู่แล้ว และนับว่า เป็นการเข้าถึง พระรัตนตรัยอย่างถูกต้องและสิ้นเชิง. ๑๐. การเข้าถึงด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะ คำนี้แปลว่า ความรู้ความเห็นใน ความหลุดพ้นของจิตอันเกิดขึ้นแก่จิตหลังจากที่มีการหลุดพ้น แล้ว. แท้จริง ไม่น่าจะกล่าวว่า เป็นการบรรลุธรรมอีกขั้นหนึ่ง เพราะเหตุว่าจิตได้ถึงที่สุดของความดับทุกข์ หรือได้รับ ความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด ตั้งแต่ในขั้นที่เรียกว่า วิมุตติ แต่โดยที่หลังจากจิตหลุดพ้นแล้ว ยังมีญาณหรือความรู้เกิดขึ้น อีกขั้นหนึ่ง กล่าวคือญาณนี่ซึ่งทำหน้าที่รู้ความที่จิตหลุดพ้น แล้วนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวญาณนี้ว่า เป็นการ

น.635 ๒๓๖ บรรลุธรรมของจิตอีกขั้นหนึ่ง หลังจากที่หลุดพ้นจากทุกข์ แล้วโดยประการทั้งปวง นับเป็นลำดับสุดท้าย เป็นชั้นจบกิจ ของพรหมจรรย์ ไม่มีคุณธรรมอื่นที่ยิ่งไปกว่านี้ ในกรณีที่ เกี่ยวกับการทำที่สุดของความทุกข์ในพุทธศาสนา. นี้, นับ เป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยด้วยความรู้อันสมบูรณ์จริง ๆ และเป็นขั้นสุดท้าย. บัดนี้ เราจะได้พิจารณาในแง่ที่ว่า จิตได้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ในลักษณะ ที่กล่าวแล้วโดยวิธีใด หรืออย่างไร ? ในระดับแรก ซึ่งยัง เป็นเพียงสัทธานั้น ก็กล่าวได้ว่า จิตถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือบุคคลนั้นถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เป็นสักว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามความ คิดเห็นหรือความเชื่อในขณะนั้น จัดเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั้นนอกสุด. ครั้นมาถึงระดับที่เป็นการประพฤติ ปฏิบัติจนจิตได้รับรสของธรรมะในลักษณะที่แม้จะเป็นเพียง ความสะอาดอย่างเดียวเช่นในขั้นศีล หรือขั้นมีปิติปราโมทย์ เพราะศีล ดังนี้ ก็กล่าวได้ว่า เป็นการเริ่มเข้าถึงพระรัตนตรัย ที่เป็นชั้นใน หรือเป็นตัวแท้ขึ้นมา. ครั้นจิตได้เข้าถึงธรรมะ ที่ประกอบด้วยความสะอาด สว่าง สงบ โดยลำดับกระทั่ง ถึงขั้นสมบูรณ์ นับตั้งแต่จิตเริ่มเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จน กระทั่งหลุดพ้น และรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นขั้นที่กล่าวได้ว่า จิตได้เข้าถึงพระรัตนตรัยตัวแท้อย่างถูกต้องครบถ้วนสิ้นเชิง ถึงที่สุดจริง ๆ คือมีจิตใจเป็นพระพุทธ เป็นพระธรรม เป็น

น.636 ๒๓๗ พระสงฆ์เสียเอง และเป็นอย่างสมบูรณ์จริง ๆ ในชั้นนั้น, จึง มิใช่เป็นเพียงสรณคมน์ หรือการถึงพระรัตนตรัยชนิดปาก ว่า หรือชนิดระลึกถึง ; แต่เป็นชนิดที่เข้าถึง และถึงแล้ว ซึ่งสิ่งอันเป็นที่พึ่งได้จริง และเป็นที่พึ่งเสร็จแล้วจริง ๆ. ขอให้เราทุกคน พยายามถึงพระรัตนตรัยโดยความ หมายเช่นนี้เถิด และถึงให้ได้จริง ๆ เราจึงจะได้เป็นอะไร ๆ เช่นพุทธบริษัท เป็นต้น ได้อย่างสมบูรณ์. ในชั้นนี้ เราจะต้อง หมั่นพิจารณาให้เห็นลำดับหรือขั้นแห่งการที่จิตจะบรรลุ ธรรม หรือการเข้าถึงพระรัตนตรัยตัวแท้อันมีอยู่เป็นขั้น ๆ อย่างชัดแจ้ง ดังที่กล่าวแล้ว, แล้วพยายามสอบสวนดู จน กระทั่งรู้ว่าตนกำลังตั้งอยู่ หรือดำรงอยู่ในอันดับไหน แล้ว รีบพยายามประพฤติปฏิบัติ เพื่อเลื่อนลำดับให้แก่ตนเอง อย่างเต็มความสามารถ ทุกเมื่อ โดยความเห็นอย่างแจ่มแจ้ง ว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยเลย.

น.637 คนถึงธรรม-ธรรมถึงคน 50 .- สู่จิตว่าง 20 .- นิพพาน 25 .- ศิลปะการดำเนินชีวิต 30 .- ตามรอยพระอรหันต์ 80 .- วิปัสนาระบบลัดสั้น 20 .- พุทธศาสตร์กับไสยศาสตร์ 15 .- บวชทำไม 45 .- ฟ้าสางระหว่าง 80 ปี (สนพ.สติ) 25 .- พหุลานุสาสนี 15 .- เป็นอยู่ชอบ 30 .- ปรมัตถสภาวธรรม 60 .- อิทัปปจยตาธรรม 60 .- คริสตธรรม พุทธธรรม 25 .- ชุมนุมพุทธธรรม 60 .- เรียนพุทธศาสนาใน 15 นาที 5 .- จนกว่าโลกจะมีสันติภาพ 10 .- สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/349-50 หมู่บ้านสามชัย ถ.พระรามที่ 2 (ธนบุรี -ปากท่อ) บางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 4156797

น.638 หัวข้อธรรมคำกลอน เล่ม 1 10 .- หัวข้อธรรมคำกลอน เล่ม 2 10 .- งานปราบผี 20 .- หลักธรรมที่ฝรั่งเข้าใจผิด 20 .- สอนพุทธศาสนาผ่านคัมภีร์ไบเบิ้ล 20 .- การทำงานด้วยจิตว่างเพื่อสังคม 10 .- เสียงแห่งความไม่มีทุกข์ 5 .- 20 นิทานเซ็น 15 .- พุทธศาสนาช่วยเราได้อย่างไร 15 .- ความกลัว 10 .- อุปสรรคเข้าถึงธรรม 30 .- คติธรรมจากธรรมโฆษน์ 15 .- บุตรที่ประเสริฐ 15 .- ธรรมะ 24 เหลี่ยม 15 .- นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ 10 .- เช่นนั้นเอง 10 .- ธรรมะคืออะไร 10 .- สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/349-50 หมู่บ้านสามชัย ถ.พระรามที่ 2 (ธนบุรี -ปากท่อ) บางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 4156797

น.639 สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/349-50 หมู่บ้านสามชัย ถ.พระรามที่ 2 (ธนบุรี - ปากท่อ) บางขุนเทียน กทม. 10150 โทร. 4156797 สามแยกสุขสวัสดิ์ ทางด่วน สะพานแขวน ชิชาคันทรี่คลับ หมู่บ้านสินทวี โรงพยาบาลบางมด ตลาดโพธิ์ทอง ถนนพระราม 2 (ธนบุรี-ปากท่อ) กม.3 ไปมหาชัย > รถเมล์ 76, 105, 140, 141, 142, 205 วรการวิลเลจ โรงเรียนผ่องอำไพศึกษา ดาวคะนอง สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/849-50 โทร. 4156797 สำนักพิมพ์ "สุขภาพใจ" ขอเสนองานรับจัดพิมพ์ หนังสือ ที่ใช้เป็นธรรมบรรณาการเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานทำบุญวันเกิด งานฉลองการสมรส งานเปิดกิจการใหม่ งานพิธีทางศพ และงานบุญงานกุศลอื่น ๆ ฯลฯ โปรดติดต่อสอบถาม ในเวลาทำงานที่ คุณบัญชา เฉลิมชัยกิจ เจ้าของและผู้จัดการ

น.640 เทศนา และโอวาท พุทธทาสภิกขุ เทศนา เรื่องความสุข ธรรมสำหรับฆราวาส วิถีแห่งการบรรเทาทุกข์ ศาสนาคือโรงพยาบาลโลก โอวาท ศาสนากับสังคม การถึงพระรัตนตรัย ลำดับแห่งการถึงพระรัตนตรัย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต