Buddhadasa.org

ธรรมะกับนักศึกษา ตอนที่ ๑๒ — ๑๒. ในสายตาของพระอริยเจ้า กับสายตาของชาวบ้านช่างต่างกันมาก

ธรรมะกับนักศึกษา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะกับนักศึกษา (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.241 ๒๙ ๑๒. ทีนี้ เราจะมองดูกันอีกแนวหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ มองเห็นความสูงต่ำเหลื่อมล้ำกันอยู่ ในระหว่างระดับ ของจิตใจของชาวบ้านกับจิตใจของพุทธบริษัท. ชาวบ้าน หมายความว่า ผู้ไม่เคยเป็นพุทธบริษัท ไม่รู้เรื่องของ พุทธบริษัทที่แท้จริง เป็นแต่ธรรมเนียม นี้เป็นชาวบ้าน เป็นแต่ตามบัญชี ตามทะเบียน ตามที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็น พุทธบริษัทก็เป็น นี้เรียกว่ายังเป็นชาวบ้าน. ที่นี้ถ้าเป็น พุทธบริษัทเป็นพระอริยเจ้าเกิดระเบียบขึ้นมาว่า ต้องมี ความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนี้อย่างถูกต้อง ใน ระดับที่สูงกว่าชาวบ้าน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างน่า ขบขันว่า ในสายตาของพระอริยเจ้า กับในสายตา ของชาวบ้านนี้มันช่างต่างกันมาก ว่าการร้องเพลงนั้น ในสายตาของพระอริยเจ้าหรือในอริยวินัยนั้น คือการ ร้องไห้, การเต้นรำ ฟ้อนรำนั้นคืออาการของคนบ้า, การหัวเราะร่วนนั้นคืออาการของเด็กอ่อน, พระพุทธภาษิต ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๑ ปารากร๊าฟ ๕๔๗ ไป เปิดดูก็ได้. ที่เขาแปลไปในหนังสือกามนิตก็มีใจความ

น.242 ๓๐ อย่างนี้เพี้ยนกันนิด ๆ นี้เอาตามตรงที่มีรูปพุทธภาษิตใน พระไตรปิฎกของเราเอง. ชาวบ้านคนทั่วไปร้องเพลงสนุก สนานพอใจสรวลเสเฮฮา เหนื่อยก็ไม่รู้สึกในอริยวินัยของ อริยเจ้าท่านมองดูในฐานะมันเป็นการร้องไห้ แล้วเรา สังเกตคนที่ร้องเพลงตะเบ็งเสียงคอเป็นเอ็น นี้มันมีอาการ เหมือนกับคนร้องไห้ และยิ่งกว่านั้น ก็คือมันทำไปด้วย อารมณ์เหมือนกับการร้องไห้ การฟ้อนรำเต้นรำมันเหมือน กับอาการของคนบ้า ถ้าเรามองสักนิดเราจะรู้สึกว่าใน ขณะที่เราลุกขึ้นเต้นรำได้นั้น เราต้องมีความบ้าเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์แน่ มันจึงจะลุกขึ้นเต้นรำได้ แต่ว่า เราพอใจอยู่ด้วยกันทุกคนหรือทุกหนทุกแห่ง จึงไม่ถูก หาว่าเป็นอาการของคนบ้า. บางคนชอบหัวเราะ หัวเราะ เป็นเรื่องสนุกและหัวเราะมาก โดยไม่จำเป็นก็หัวเราะ ให้ ถือว่า พระอริยเจ้าหรือในอริยวินัยนี้ จัดไว้ในฐานะเป็น กิริยาอาการของเด็กอ่อน ฉะนั้นถ้าหัวเราะให้น้อยลงก็จะดี หรือไม่หัวเราะเลยก็จะยิ่งมีประโยชน์มาก, นี้เป็นเครื่อง แสดงว่าอริยวินัยกับธรรมเนียมของชาวบ้านนั้นต่างกัน

น.243 ๓๑ อย่างไร การร้องเพลง การเต้นรำ การหัวเราะร่วนนี้ ตามธรรมเนียมของชาวบ้านไม่เป็นอะไร เป็นของธรรมดา แต่ในอริยวินัยนั้นมองดูแล้วท่านสงสารหรือท่านจัดไว้ อย่างนั้น. ทีนี้เราก็นึกต่อไปว่า เราควรจะเลื่อนชั้นกันเสียบ้าง อย่าเป็นชาวบ้านตลอดกาล สมัครมาอยู่ในสังคมของ พระพุทธเจ้า คือมีความรู้มีสติปัญญาเพื่อว่าความทุกข์จะ ได้น้อยลง จะต้องไม่ทำตัวเองให้ลำบากเปล่า ๆ เกิน ความจำเป็น จะได้ผลอย่างนี้ ว่าจะเลื่อนจากระดับชาว- บ้านขึ้นมาเป็นพุทธบริษัทอยู่ในอริยวินัยนับเนื่องในอริย ชน การมีพระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าท่านทรงหวังว่าจะให้ เป็นอริยชนมากขึ้น อย่าให้เป็นปุถุชน คือชาวบ้านตาม ธรรมดาอยู่เรื่อย ๆ ไปตลอดกาล. ๑๓. ทีนี้จะพูดกันถึงเรื่องทาง หนทาง ถ้าท่านถูก ถามว่าจะ ปฏิบัติอย่างไร เป็นการปฏิบัติเดินทางตาม ธรรมดา ปฏิบัติอย่างไรเป็นการเดินทางลัดสั้นเร็ว ที่สุด ? เราอาจจะตอบได้ว่าอริยมรรคมีองค์แปดซึ่งได้ยิน

น.244 ๓๒ ได้ฟังกันทั่วไป สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ, สัมมา- สังกัปโป มีความดำริใฝ่ฝันชอบ, สัมมาวาจาพูดจาชอบ, สัมมากัมมันโต มีการกระทำการงานชอบ, สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบ, สัมมาวายาโม มีความเพียรชอบ มีสัมมา- สติ สติระลึกในใจชอบ, สัมมาสมาธิ สมาธิตั้งมั่นจิตใจชอบ, รวม ๘ องค์นี้เรียกอริยมรรคมีองค์แปดมีเป็นลำดับๆ สูงต่ำ กว่ากัน แจกเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา มีระเบียบ ปฏิบัติเป็น Systems ใหญ่นี้เราเรียกเดินทางตามธรรมดา สำหรับผู้ที่ไม่อาจเดินทางลัด ไม่ใช่เป็นทางผิด เป็นทางถูก แต่ว่าอยู่ในระดับธรรมดา ใช้เวลายาว ส่วนทางลัดนั้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เมื่อไม่ยึดอายตนะทั้งหก และ สิ่งที่เนื่องกับอายตนะทั้งหก โดยความเป็นตัวตนอย่าง ใดอย่างหนึ่งแล้วเมื่อนั้นอริยมรรคมีองค์แปดก็จะพร้อม ขึ้นมาทันทีทันควันทั้ง ๘ อย่างเองนี้ ก็จะเป็นหลักธรรมะ พื้นฐานที่สำคัญที่สุด ข้อแรกจะต้องจำว่าอายตนะทั้งหกนั้น คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกอย่างนี้เรียกว่าอายตนะ อายตนะหนึ่ง ๆ นั้นมันมี ๕ เช่น พูดถึงเรื่องตาก็มีตาหนึ่ง

น.245 ๓๓ สองก็รูป ที่จะมากระทบตา และสามวิญญาณ หรือจิตที่ จะมารู้เรื่องรูปซึ่งมากระทบตา สี่อาการสัมผัสที่กระทบกัน ระหว่างวิญญาณ, ตา และรูป นี้เรียกว่าสัมผัส. และห้าก็ เวทนาที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นสุขหรือทุกข์ เพราะการสัมผัส นั้นมี ๕ อย่าง มีทางตาก็มี ๕ ทางหูก็มี ๕ ทางจมูกกมี ๕ ทางลิ้นก็มี ๕ ๆ ๆ ในแต่ละอย่างนี้มันมีส่วนที่จะให้เผลอไป ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน มันก็ยึดวิญญาณหรือจิตที่มารู้เห็น ทางตาเพราะเรารู้สึกได้ ต้องเป็นตัวตน อย่างนี้ไปยึดถือ จักขุวิญญาณว่าตัวตนก็มี หรือจักขุสัมผัสว่าตัวตนก็มี จักขุสัมผัสชาเวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ที่รู้สึกสัมผัสทางตา ว่าตัวตนก็มี บางทีบางเวลาก็ไปไพเราะที่หู ก็ไปยึดจิตที่ รู้สึกไพเราะนี้ว่าตัวตน บางทีไปอร่อยที่ลิ้น ก็ไปยึดความ รู้สึกอร่อยทางลิ้นได้ จิตที่รู้สึกได้ว่าตัวตน. ใน ๖ อายตนะ แต่ละอายตนะ มี ๕ ส่วน รวมเป็น ๓๐ ส่วนนี้ ไปยึด ส่วนใดส่วนหนึ่งว่าตัวตนได้ง่ายที่สุดและมากที่สุดในวัน หนึ่ง ๆ พอยึดมั่นถือมั่นแล้วเป็นความทุกข์ เป็นความ ผิด เป็นการจมอยู่ในกองทุกข์ ไม่ใช่เป็นการเดินทาง

น.246 ๓๔ แต่ถ้าไม่ยึดมั่น เพราะอยู่เสมอว่า มันไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านว่า อริยมรรคมีองค์แปด ในขณะนั้นพร้อม ในขณะนั้นสัมมาทิฏฐิ คือความคิด เห็นที่ถูกต้องในขณะนั้น มีสัมมาสังกัปโปความใฝ่ฝันถูก ต้อง มีสัมมาวาจา พูดจาถูกต้อง สัมมากัมมันโต การ งานถูกต้อง สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตถูกต้อง สัมมา- วายาโม พากเพียรถูกต้อง สติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง. ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้ เป็นการกระทำให้มรรคมีองค์ แปดสมบูรณ์ขึ้นมาทันควันทันท่วงที ท่านถือว่าเป็นทาง ลัด มีพระพุทธภาษิตสฬายตนวิภังคสูตร มัชฌิมนิกาย เล่ม ๑๔ หน้า ๕๒๓. แสดง ทางลัดเร็วที่สุดไว้อย่างนี้ก็ คือ เรื่อง " ว่าง " ไม่ยึดถือว่าตัวตน ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะทำให้อริยมรรคมีองค์แปด สมบูรณ์ได้ ทันควัน ทันท่วงที , ถ้าเราไม่สมัครเดินทางลัด แล้วเรา เดินทางตามธรรมดาศึกษาเรื่องมรรคมีองค์ ๘ นั้นเป็นศีล นั่นเป็นสมาธิ นั่นเป็นปัญญา ปฏิบัติตั้งแต่ต้นไปตามลำ ดับ ๆ กินเวลานาน นี่เรียกว่าในพระพุทธศาสนาที่มีทาง ลัดและมีทางธรรมดาอย่างนี้

น.247 ๓๕ ๑๔. ทีนี้จะพูดถึง เรื่องกรรมในพุทธศาสนา. ชาวต่างประเทศหลายคนแต่งหนังสือทางพระพุทธศาสนา แล้ว บทที่เขาภูมิใจที่สุดก็คือบทที่ว่าด้วยเรื่องกรรมและ การเกิดใหม่ทั้งนั้นแล้วก็อธิบายผิดทั้งบท ผิดทั้งนั้น ทุก- เล่ม ชาวต่างประเทศเหล่านั้นก็จะอธิบายเรื่องกรรม แต่ เพียงว่ากรรมดี ดี, กรรมชั่ว ชั่ว, ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพียงเท่านี้ซึ่งเหมือนกันหมดทุกศาสนา ไม่ว่าศาสนา ไหน นั่นยังไม่ใช่เรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา. เรื่อง การเกิดใหม่นั้นก็เหมือนกัน ไปยืนยันเหมือนกับตา เห็นว่าคนๆเดียวกันนั้นไปเกิด นี่มันผิดพระพุทธวจนะ ซึ่งจะสอนแต่เรื่อง ไม่มีคน ไม่มีตัวตน ที่เรานั่งอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีคน. เมื่อไม่มีคนแล้วอะไรจะตาย อะไรจะเกิด ทรงมุ่งสอนแต่ให้รู้เรื่องความไม่มีคนทุกกาล ทุกเวลา ทุก สถานที่ ฉะนั้น เรื่องเกิดก็เป็นเรื่องสมมติบัญญัติพวกแต่ง หนังสือที่ให้ชื่อว่าพุทธศาสนา แล้วอธิบายเรื่องกรรมและ การเกิดใหม่ ผิดหมดอย่างนี้. เรื่องกรรมนี่ขอให้ฟังให้ดี ถ้าเป็นเรื่องของพุทธศาสนาแล้วจะต้องพูดถึงเรื่อง

น.248 ๓๖ หมดกรรม ไม่ใช่พูดถึงเรื่องกรรมแล้วไปตามกรรม เพราะนั่นมันมีทุกศาสนา ถ้าเป็นพุทธศาสนาจะแปลก ออกไป คือต้องพูดถึงเรื่องหมดกรรม: สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรมทั้งปวง สพฺพกมฺ- มกฺขยํ ปตฺโต เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรมทั้งปวง ในพระพุทธภาษิต ติกกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๑ ปารากร๊าฟที่ ๔๗๓ ตรัสไว้ว่า กรรมหมดเมื่อราคะโท- สะ โมหะหมด จำก็ง่าย กรรมหมด เมื่อ ราคะ โทสะ โมหะ หมด. คือเมื่อกิเลสหมด, ถ้า ราคะ โทสะ โมหะ ไม่หมด กรรมไม่หมด. ราคะโทสะโมหะหมด แม้ กรรมเก่าก็หมด กรรมปัจจุบันก็ไม่ได้ทำ กรรมใหม่ ข้างหน้าก็ไม่ได้ทำ นี่กรรมหมดกระทั่งอดีต อนาคต ปัจจุบัน เมื่อบุคคลหมดราคะโทสะโมหะ. นี้กรรมหมด ต้องอธิบายอย่างนี้เรื่องกรรมจึงจะเป็นเรื่องกรรม ในพระ- พุทธศาสนา ดังนั้นจึงเกิดกรรมที่สามขึ้นมา ทั่วไปรู้กัน แต่กรรมที่ ๑ ที่ ๒ กรรมดีกรรมชั่ว ส่วนกรรมที่ ๓ คือ กรรมอะไรยังไม่ทราบ, พระพุทธเจ้าท่านเรียกกรรมที่ ๑ ว่า กรรมดำหรือกรรมชั่ว กรรมที่ ๒ คือกรรมขาว

น.249 ๓๗ หรือกรรมดี แล้วกรรมที่ไม่อาจจะกล่าวว่าดำหรือขาวนี้ เป็นที่ระงับกรรมดำและกรรมขาว. กรรมที่ ๓ นี้เป็นเครื่อง มือรำงับเสียซึ่งกรรมดำและกรรมขาว พระพุทธเจ้าท่าน ใช้ว่าอย่างนี้ กรรมดำ, กรรมขาว, กรรม ไม่ดำ ไม่ขาว เป็นกรรมที่ ๓ นี้เป็นกรรมอย่างพระพุทธศาสนา กรรม ในหลักพระพุทธศาสนา ก็ได้กล่าวมาแล้วว่า สิ้นราคะ โทสะ โมหะ นั่นคือหมดกรรม ฉะนั้นกรรมที่ ๓ คือการ ทำให้สิ้นราคะโทสะโมหะ ได้แก่สิ่งที่เราเรียกว่า " อริย มรรค " นั่นเอง. เมื่อใดเราประพฤติปฏิบัติเต็มที่อยู่ใน อริยมรรค ในตัวอริยมรรคมีองค์แปดนี้ เมื่อนั้นเป็น กรรมที่ ๓ ไม่ดำไม่ขาวแต่จะระงับกรรมดำกรรมขาว ให้หมดไป คือจะเป็นโลกุตตระอยู่เหนือดีเหนือชั่ว. กรรม ที่ ๓ อย่างนี้พวกฝรั่งไม่เอาไปพูดกันเลยในบทที่ว่าด้วย Kamma & Rebirth นั่นจึงถือว่าผิดทั้งหมด และไม่เป็น พุทธศาสนาด้วย ถ้าจะให้เป็นพุทธศาสนาต้องพูดถึงกรรม ที่ ๓ คือ กรรมที่สามารถทำให้ ราคะโทสะโมหะหมดไป แล้วกรรมเก่า กรรมดำ กรรมขาวก็พลอยหมดไปทั้งกะบิ.

น.250 ๓๘ ทีนี้จะบอกให้ทราบว่าเกี่ยวกับเรื่องกรรมอย่างที่กำลัง พูดอยู่นี้ กรรมที่สามนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า มยาสยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทสิ เรื่องนี้เรารู้แจ้งเฉพาะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วบอกคือเรื่องกรรมที่ ๓ ที่พิเศษ ออกไปนี้ พระองค์ไม่ได้รับมาแต่ลัทธิไหนหรือศาสนาไหน เป็นสิ่งที่ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเฉพาะของพระองค์เองแล้ว สอนสัตว์ ฉะนั้นควรจะถือว่าคำสอนระบบเรื่องกรรมที่ ๓ นี่ คือกรรมในพระพุทธศาสนา, ถ้าแต่งตำราเรื่องกรรมใน พระพุทธศาสนา Kamma & Rebirth แล้วจะต้องเขียน อย่างนี้ ขอให้ท่านนักศึกษาสนใจเรื่องกรรมตามแบบของ พระพุทธศาสนานี้ไว้มาก, เรื่องกรรมดีกรรมชั่วนั้นมีใน ศาสนาทั่วไป พระพุทธศาสนาเราก็มีและก็ยอมรับว่า ทำดี – ดี, ทำชั่ว – ชั่ว นี้เหมือนกันหมด แต่ท่านว่า เพียงทำกรรมดีกรรมชั่วนั้นไม่ดับทุกข์สิ้นเชิง เพราะว่า ยังไปหลงไหลยึดมั่นในกรรมดีเหล่านั้น แปลว่า กรรมดี นั้นยังทำให้เวียนว่ายตายเกิดไปในภพที่ดี ไม่สิ้นสุด ไม่ นิพพาน ฉะนั้นจึงมีกรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนขึ้น เฉพาะคือกรรมที่ ๓ เป็นที่รำงับกรรมทั้งหลาย สิ้นราคะ

น.251 ๓๙ โทสะ โมหะ แล้วถึงนิพาน เพราะกรรมที่ ๓ นี้ พระ- พุทธภาษิตที่ตรัสว่าเรื่องกรรมเราตถาคตรู้เองและสอนนี่ มีในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกายพระไตรปิฎก เล่ม ๒๑ หน้า ๓๑๔. ๑๕. ทีนี้อยากจะให้สนใจต่อไป ถึงเรื่องที่เห็นว่า ควรสนใจอย่างยิ่ง โดยตั้งปัญหาขึ้นมาว่า คนเราต้องได้ ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าหรือ จากพระพุทธเจ้าเสมอ ไปเชียวหรือ จึงจะดับทุกข์ได้ ? นี่มีคนยืนยันหน้าแดง เสียงแข็งว่าต้องได้ฟังจากพระพุทธเจ้าอย่างเดียวคนเรา จึงจะรู้ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า แม้เคยฟังก็มี ส่วนที่จะเดินถูกทางได้เหมือนกัน โดยไม่เคยฟังจาก พระพุทธเจ้า ด้วยการนึกคิดคำนวณศึกษาเรื่อยไป สังเกตเรื่อยไป ปฏิบัติเรื่อยไป มีส่วนที่จะเดินถูกทางได้ พวกหนึ่งเหมือนกัน อังคุตตรนิกายเล่ม ๒๑ ปารากร๊าฟ ที่ ๔๖๑. ฉะนั้นเราต้องยกมือ ขึ้นไหว้ท่วมหัวในความ บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า คือท่านไม่ผูกขาดและท่านไม่ยก พระองค์แต่ผู้เดียว ผูกขาดแต่ผู้เดียวในเรื่องนี้ นี่เป็น คล้ายๆจะเป็นข้อปลีกย่อย แต่ก็เป็นข้อสำคัญที่สุด.

น.252 ๔๐ ๑๖. ที่นี้ก็มีปัญหาถึงเรื่องว่า ถ้าเกิดสงสัยขึ้นว่าคำ สอนนี้จะเป็นของพระพุทธเจ้าหรือหาไม่ ผิดถูกอย่าง ไร ? พระพุทธเจ้าท่านวางหลักไว้ว่า ให้ทดหยั่งลงสอบ ดูในสูตรกับเทียบดูในวินัย นี้ก็อยู่ในข้อที่ไม่ให้เชื่อใคร หรือว่าเอาคนอื่นเป็นประกัน ถ้าสงสัยว่าคำกล่าวข้อนี้ที่มี ผู้นำมากล่าวแล้วบอกว่าได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าหรือ ได้ ฟังมาจากพระเถระกลุ่มพหูสูตเขาว่านี้ถูก ปฏิบัติดับทุกข์ ได้ พระพุทธเจ้าท่านว่าต้องพิสูจน์ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือว่าหยั่งลงสอบดูในสูตร สุตฺเต โอตาเรตพุพํ สูตรนี้ คือระเบียบคำสอนต่าง ๆ มันมีอยู่เป็นแนวชัดอยู่แล้ว ถ้าคำ ที่กล่าวนั้นมันเข้าแนวนี้ไม่ได้ต้องปัดทิ้งไป; เทียบดูในวินัย วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ วินัยนั้นมีแบบฉบับเป็นหลักเป็นแนว อยู่แล้ว ถ้าคำกล่าวนั้นมันลงแนวกันไม่ได้ เข้ารูปกันไม่ ได้กับวินัยก็ปัดทิ้ง อย่าเชื่อโดยภิกษุองค์หนึ่งที่บอกว่าเขา ได้ยินมาจากพระพุทธเจ้า หรือคณะสงฆ์ถือปฏิบัติตามกัน มาว่าได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าหรือหมู่พระเถระผู้เฒ่าหมู่ หนึ่งปฏิบัติสืบ ๆ กันมาด้วยยืนยันว่าได้ฟังมาจากพระพุทธ-

น.253 ๔๑ เจ้า หรือว่าหมู่บุคคลพหูสูตหมู่หนึ่งปฏิบัติอยู่ สอนอยู่ว่านี้ ได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า แม้อย่างนี้ก็ยังทรงขอร้องว่า ต้องให้ตั้งข้อสงสัยข้อสังเกตไว้ก่อน แล้วให้ทดหยั่งลงดู สูตรลงได้ไหม เทียบดูในวินัยเข้าได้ไหม นี้เป็นเครื่อง รับประกันที่ว่าแม้ว่าพระพุทธศาสนาจะอยู่ยืนยาวมา ๒๐๐๐ ปี ๓๐๐๐ ปี ๕๐๐๐ ปี กี่พันปี หมื่นปีก็ตาม ถ้าหลักเกณฑ์อันนี้ยังใช้อยู่แล้วก็พระศาสนาหรือธรรมวิ- นัยนั้นไม่มีทางจะเลอะเลือนได้ มีประโยชน์อย่างยิ่งอย่างนี้ นี่เรียกว่ามหาปเทส. เป็นพระพุทธภาษิตที่วางไว้ให้ใช้ ทดสอบในสูตร กับ ในวินัย ไม่ได้พูดถึงอภิธรรม มีแต่ สุตฺเต โอตาเรตพฺพํ, วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ. ๑๗ ทีนี้มาพูดถึงคน มามองดูพวกเรากันเองดีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนสมัยหลังนี้เป็นอย่างไร ? มี. พุทธภาษิตว่าคนเราเดี๋ยวนี้ ก็หมายความว่า ตั้งแต่ครั้ง พุทธกาลมา คนชุดใหม่กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภ จัดเกินไป มุ่งมิจฉาธรรม อาตมาแปลตามตัวหนังสือ พุทธภาษิตในอังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๑ ปารากร๊าฟ ๔๙๖.

น.254 ๔๒ กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม กำหนัดรักยินดีชนิดที่ไม่เป็น ธรรม คือมีตัวตนจัด ไม่ได้มีสติสัมปชัญญะเลย แล้วก็ โลภจัด เกินเหตุเกินประมาณมุ่งมิจฉาธรรมคือธรรมที่ผิด เพราะว่าตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสเสียแล้ว. พระพุทธภา- ษิตนี้ตรัสตั้ง ๒๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ใช้คำว่าคนสมัย- หลังซึ่งคงหลังจากที่พระองค์สังเกตเห็นกระทั่งถึงสมัยนี้ นี่เราก็มีหน้าที่ดูพวกเราในสมัยนี้ในโลก คนในโลกทั้ง โลกสมัยนี้ กำหนัดยินดีไม่เป็นธรรม โลภจัดเกินไป มุ่ง มิจฉาธรรมหรือเปล่า ? ท่านจะเห็นว่าคนสมัยนี้ได้เปลี่ยน- แปลงมาก แต่ถ้าเป็นอย่างที่ถูกต้องตามแบบของพระ- พุทธเจ้าแม้จะมีความยินดีในเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงบ้าง ก็ ต้องด้วยสติสัมปชัญญะและไม่โลภจัดเกินไป นี้หมาย ความว่า ต้องการเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส สำผัสนี้เกิน ความจำเป็น, เกินจำเป็น เป็นอย่างยิ่ง, คำนี้คำเดียวเท่า นั้นเป็นมูลเหตุแห่งความวุ่นวายยุ่งยากเดือดร้อน ของ โลกสมัยปัจจุบัน คือโลภเกินกว่าที่จำเป็น ศาสนา- คริสเตียนก็เคยอ่านพบโดยถือว่า ผู้ที่แสวงหาเกินความ

น.255 ๔๓ จำเป็นนั้นเป็น Sinful คนมีบาป เป็นคนมีบาป ผู้ที่แสวงหา เกินกว่าจำเป็นเท่านั้นก็จัดเป็นคนบาปแล้ว พวกเรายังจะ ไม่จัดกระมัง เพราะว่าไม่อยากจะจัดหรือยังคิดว่าไม่เกิน อยู่เรื่อยไป ไม่มีอะไรจะเกิน. ฉะนั้น ต้องพูดกันแต่กับคน ที่ซื่อตรงต่อตัวเอง. ในหนังสือธิเบตเล่มหนึ่งดีมาก เขา แต่งทำนองอุปมาให้นกทั้งหลายมาประชุมกัน แล้วออก- ความเห็น แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปฏิบัติธรรมอย่างไร จึงจะเป็นสุข นกแต่ละชนิดก็กล่าวไป ๆ ตามความรู้สึก ของตัวแล้วในที่สุด นกทั้งหลายประชุมกันเป็นมติสุดท้าย ว่า พวกเราจะไม่แสวงหาอาหารเกินกว่าความจำเป็น นี่คือยอดสุดหรือว่าสรุปความ และขอร้องว่า สมาชิก ทั้งหลายอย่าได้แสวงหาอาหารเกินกว่าที่จำเป็น แล้ว เรื่องก็จบ. น่าจะนึกดูว่าการแสวงหา เกินจำเป็นนี้เป็น มูลเหตุแห่งความทุกข์แก่ตนเอง ทรมานตนเองและ พาให้ผู้อื่นยุ่งยาก ไปทั้งโลก ไปคิดดูก็แล้วกัน. มุ่งมิจ- ฉาธรรมนี้หมายความว่ารู้อยู่ว่าผิดก็จะเอาทั้งผิด ๆ ไม่กลัว ไม่ละอาย เพราะกิเลสมันมากกว่ามันท่วมทับ, ทีนี้เมื่อคน

น.256 ๔๔ อย่างนี้เป็นอย่างนี้เสียแล้ว มันก็เลยเรียกว่า ปรับกันยาก กับหลักธรรมะที่ได้วางไว้สำหรับลักษณะที่ตรงกันข้าม ฉะนั้นถ้าเราต้องการจะไม่เป็นทุกข์เราก็ต้องหันหา. ๑๘. ทีนี้จะพูดกันถึงพระพุทธเจ้าบ้าง เรามีปัญหา ตั้งขึ้นว่า พระพุทธองค์ทรงเคารพใคร ? คำตอบ ของพระพุทธเจ้าเองว่าเคารพธรรม ( พระธรรม) และ เคารพสงฆ์และคณะสงฆ์ที่ประกอบด้วยคุณอันใหญ่ (คณะสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบนี่เรียกว่าประกอบด้วยคุณอันใหญ่.) พระพุทธเจ้าเคารพธรรม และคณะสงฆ์ที่ประกอบด้วย คุณอันใหญ่ นี่น่านึกอยู่ที่ว่า พระพุทธเจ้าเองก็มีที่ เคารพคือเคารพธรรมหรือความถูกต้อง และถ้าสมาชิก ทั้งหลายประพฤติชอบเป็นกลุ่มก้อน แล้วพระองค์ก็เคารพ นี่จะนำมาใช้ได้แม้ ในสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย เรา หรือในโลกนี้ ถ้าแม้บุคคลสูงสุดก็ยังเคารพระเบียบ วินัยและหมู่คณะที่ปฏิบัติดีแล้ว นี้ก็จตุกกนิบาตอีกเหมือน กัน อังคุตตรนิกายเล่ม ๒๑ หน้า ๒๔.

น.257 ๔๕ ๑๙. เราจะพบพระพุทธองค์ได้ที่ไหน ? พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นตถาคต, ผู้ไม่เห็น ธรรม แม้จะจับจีวรของเราตถาคตดึงอยู่ก็ไม่ชื่อว่าเห็น ตถาคต" นี่ก็แปลว่าพระพุทธองค์นั้นไม่ใช่อยู่ที่เปลือกที่ ร่างกายแต่อยู่ในคุณธรรมที่มีอยู่ในหัวใจของพระองค์ที่ เรียกว่าธรรม เราต้องเห็นส่วน นั้น จึงจะเรียกว่าพบ พระพุทธองค์หรือเห็นพระพุทธองค์. เราไหว้พระพุทธรูป ก็มองให้ ทะลุ พระพุทธรูปเข้าไปถึงองค์พระพุทธเจ้า ที่เป็น ร่างกาย ที่พระพุทธรูปนั่งแทนอยู่แล้วเรามองให้ทะลุร่าง กายของพระพุทธเจ้าเข้าไปถึงในจิตใจ มองให้ทะลุจิตใจ เข้าไปถึงคุณธรรมที่มีอยู่ในจิตใจ และมองคุณธรรมนั้นใน ฐานะที่เป็นธรรมะที่สะอาด สว่าง สงบไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นความว่างอย่างยิ่ง จึงจะเรียกว่าพบพระพุทธเจ้า. พระพุทธภาษิตนี้มีในอิติวุตตกะ ขุททกนิกาย เล่ม ๒๕ หน้า ๓๐๐. ๒๐. พระพุทธองค์ยังทรงอยู่จนเดี๋ยวนี้หรือ เปล่า ? ถ้าเราถูกถามอย่างนี้ ให้ตอบว่าอยู่ ทั้งนี้โดย

น.258 ๔๖ พระพุทธภาษิตว่า " ดูก่อนอานนท์ธรรมะก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตบัญญัติแล้วแสดงแล้ว นั้น คือ พระศาสดาของ เธอ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว" เดี๋ยวนี้เรามีการศึกษา ธรรมวินัย ปฏิบัติธรรมวินัยได้ผลจากธรรมวินัย ฉะนั้น พระศาสดาจึงยังอยู่. ข้อความนี้รู้กันมากมาย เพราะอยู่ใน มหาปรินิพพานสูตร ตรัสจวนจะปรินิพพาน ขอให้สนใจ เป็นพิเศษด้วย ในฐานะที่ว่าพระศาสดายังอยู่. ๒๑. ถ้าถามว่า พระพุทธเจ้าหมดกรรมหรือ เปล่า ? เราอย่าพลาดอย่าเผลอ ทำให้พระพุทธเจ้าเศร้า หมอง ที่จริงเราไม่อาจจะทำให้พระพุทธเจ้าเศร้าหมอง แต่คำพูดของเรานั่นแหละที่พูดไป ในทำนองทำลายคุณ- ค่าของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะต้องเป็นผู้หมด กรรมเสมอ เพราะว่าสิ้นกิเลสก็คือหมดกรรม อยู่เหนือ กรรมโดยประการทั้งปวง และอันนี้เองที่เขาถือเป็นเกียรติ- คุณ ที่ระบือฤาชาที่เรียกว่ากิตติศัพท์ พระสมณโคดม เป็นผู้ สพฺพกมฺมขยํ ปตฺโต เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสิ้น ไปแห่งกรรมทั้งปวง ระบือฤาชาไปอย่างนี้ จนถึงกับพวก

น.259 ๔๗ ศาสนาอื่น เช่นพราหมณ์พาวรี ส่งลูกศิษย์ ๑๖ คน มา เฝ้าพระพุทธเจ้า ถามปัญหาเพื่อขอความรู้หรือเพื่อทดสอบ อะไรก็ตาม เพราะความระบือฤาชาไปว่าพระสมณโคดม นั้น สพฺพกมุมขยํ ปตฺโต ถึงแล้วซึ่งความสิ้นแห่งกรรม เขานิยมชมชอบในคำๆนี้กันมากในประเทศอินเดียสมัยนั้น ( ปารายนวรรคสุตตนิบาต เล่ม ๒๕ หน้า ๕๒๕ ) ระบือ คุณธรรมของพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้สิ้นกรรม ไปทั่วทุกหน ทุกแห่ง แล้วคนมาสนใจเป็นพิเศษในพระพุทธเจ้าก็เพราะ ข้อนี้ ฉะนั้นเราจะต้องสนใจในเรื่องหมดกรรมตามอย่าง ของพระพุทธเจ้า. ๒๒. พระพุทธองค์ทรงอยู่ด้วยความรู้สึกอย่างไร ในวันหนึ่ง ๆ ? พระพุทธภาษิตที่พระองค์ตรัสถึงพระองค์ เองว่า "ตถาคตอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร" วิหารนี้คือ วิหารธรรมไม่ใช่ตัวโบสถ์ วิหาร วิหารแปลว่าธรรมะ เป็นเครื่องอยู่ คือความรู้สึกในใจ สุญญตาวิหารคือความ รู้สึกถึงความว่าง จากตัวตนของตนนี้อยู่เสมอ อย่างนี้ เรียกว่าสุญญตาวิหาร พระพุทธเจ้าทรงอยู่ด้วยสุญญ-

น.260 ๔๘ ตาวิหาร มีความสุขสบายที่สุดเป็นประจำวัน ท่านตรัส ของท่านเองอย่างนี้ ปัญหารายละเอียดดูจากจุฬสุญญ- ตาสูตร มัชฌิมนิกายเล่ม ๑๔ หน้า ๒๒๖. สุญญตา- วิหารอยู่ด้วยความรู้สึกว่า สิ่งทั้งปวงว่างจากตัวตนนั่น แหละคือสุญญตาความว่าง. ๒๓. ทำไมจึงถือว่าสิ่งทั้งปวงว่าง คือโลกนี้ทุกๆ โลกว่าง ? พวกชาวต่างศาสนาเขาจะถามอย่างนี้ ว่าทำ ไมท่านจึงกล่าวโลกนี้ว่างทั้งที่มันมีทุกอย่างในโลกนี้ มีรูป มีนามมีอะไรเต็มไปหมด มีผลิตผลต่าง ๆ เต็มไปหมด นี่ ก็เพราะว่ามันว่างจากตัวตน หรือของตน คือสิ่งที่จะยึด เป็นสาระว่าตัวตนของตนนั้นไม่มีในสิ่งใด ในนามใน รูปในผลิตผลต่าง ๆ ที่เกิดจากนามรูป. พระพุทธภาษิต ที่เขาเอามาร้อยกรองในปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ หน้า ๕๕๖ ว่าการที่เรายืนยันตามหลักพระ- พุทธศาสนา ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างนั้นไม่มีความหมาย อะไรนอกจากความรู้สึกว่างจากตัวตนของตน.

น.261 ๔๙ ๒๔. ทีนี้จิตที่มีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่ทำไมเรียก ว่าจิตว่าง ? นี้ไปดูได้ในสัทธัมมัปปัชโชติกาภาค ๑ หน้า ๒๐๗ มีบทว่า ราคโทสโมเหติ สุญฺญตตฺตา สุญฺญโต; คำว่าสุญญตาเมื่อใช้เป็นคุณนามเป็นนามศัพท์อยู่ในรูปว่า สุญญโตเป็นของว่างเพราะว่างจากราคะโทสะโมหะ จิต เป็นจิตว่าง เพราะว่างจากราคะโทสะโมหะ. ในขณะ ใด จิตว่างจากราคะโทสะโมหะ โดยวิธีใดประการใด เรียกว่าจิตว่างได้ แต่เราควรจะหมายเฉพาะที่เรากระทำ จะไปเอาว่านอนหลับมันก็ว่างเหมือนกัน อย่างนี้มันก็ว่าง จริงเหมือนกัน แต่เราไม่ได้กระทำ เราไม่ได้ตั้งใจ ประพฤติ ไม่เป็นการปฏิบัติธรรม เราไม่จัดไว้ในชุดนี้ แต่ถ้าเราได้พยายามอย่างใดอย่างหนึ่งจนจิตว่างจากรา- คะโทสะโมหะ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็เรียกว่าจิตว่าง แล้วก็ ว่างมากขึ้นจนว่างที่สุด พระอรหันต์ ว่างเด็ดขาดถึงที่ สุด พระอริยเจ้ารองๆ ลงมาก็ว่างเป็นส่วนมาก ปุถุชนก็ว่าง ได้เป็นบางคราว, ขณะใดว่างจากโรคะโทสะโมหะ แล้วขณะนั้นไม่มีความรู้สึกว่าตัวตน นี่เรียกว่าจิตว่าง. เป็นคำอธิบายทชัดอยู่แล้ว.

น.262 ๕๐ ๒๕. ถ้าว่างถึงที่สุดเรียกว่าอะไร ? ถ้าว่างถึงที่ สุดเรียกว่านิพพาน ภาวะที่ว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิงถึง ที่สุดนี้เรียกว่านิพพาน สรุปได้ว่านิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ. ผู้ร้อยกรองคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคเอามาใส่ไว้ เรียกว่า เป็นการเห็นที่ก้าวล่วงสัมมติญาณอย่างหนึ่งทีเดียว ญาณ แห่งการสมมติต่าง ๆ อย่างนี้ เราก้าวล่วงได้โดยเห็นว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ นิพพาน นั้นคือว่างอย่างยิ่ง หรือ ว่างอย่างยิ่งนั้นคือนิพพาน พระไตรปิฎกเล่ม ๓๑ หน้า ๖๓๒ ให้จำไว้ว่า ที่สุดของความว่างนั้นเราเรียกว่า นิพพาน. ๒๖. นิพพานเป็นอะไร ? ถ้าถูกเขาถามอย่าง ดื้อ ๆ ขึ้นมา ก็ตอบว่านิพพานเป็นอมตธาตุ กล่าวคือ เป็นธาตุที่ไม่ตาย ธาตุนอกนั้นเป็นธาตุที่ตาย. ไม่ตาย เพราะว่าว่างจากราคะโทสะโมหะเมื่อว่างจากโมหะก็ไม่มี ตัวตน ไม่มีความยึดถือว่าตัวตน จึงไม่ตาย เพราะเป็นที่ ดับแห่งความตาย จึงได้เรียกว่าอมตธาตุ อมตธาตุนี้เป็นที่ ดับแห่งธาตุ ที่เป็นมตะจึงได้เรียกว่าอมตธาตุ ( อังคุตตร- นิกาย นวกนิบาต เล่ม ๒๓ )

น.263 ๕๑ ๒๗. ที่ว่าคนพอใจในนิพพานจะเรียกความ พอใจนั้นว่าอย่างไร ? คือเราได้สอนกันว่าไม่ควรไป ยินดียินร้าย พอใจนั่นพอใจนี่ ถ้าพอใจในนิพพาน จะเรียก ว่าอย่างไร ? มีคำกล่าว พอใจในนิพพาน เรียกว่าธรรม- ราคะมีราคะในธรรม เรียกว่าธรรมนันทิมีความเพลิด- เพลินในธรรม นี่ฟังแล้วน่าตกใจที่ภาษาบาลีใช้คำอย่าง- นี้กับคำว่าธรรม แต่เราต้องเข้าใจว่าธรรมราคะนั้นไม่ได้ หมายถึงลักษณะของรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสทางกามารมณ์ หมายถึงพอใจอย่างยิ่ง อย่างที่ชาวบ้านธรรมดาพอใจใน กามารมณ์ แต่ในที่นี้พอใจในความว่างในความไม่ตาย หรือนิพพาน. เดี๋ยวนี้เราสะดุ้งกลัวเกลียดไม่อยากจะเข้า ใกล้นิพพาน พอได้ยินชื่อก็สั่นหัว จึงไม่เคยเกิดราคะหรือ นันทิในธรรมะหรือในนิพพาน แล้วก็ยกมาให้กามารมณ์ รูปเสียงกลิ่นรสนี้หมด เมื่อใดมีความพอใจในนิพพานอย่าง น้อยให้เท่า ๆ กับที่พอใจในเรื่องรูปเสียงกลิ่นรสละก็มันจึง ยุติธรรม และการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์นี้ก็จักเป็นไปได้ง่าย คำนี้ก็เป็นคำพุทธภาษิตที่ใช้ ใช้คำอย่างนี้ นวกนิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๓ หน้า ๔๓๙.

น.264 ๕๒ ๒๘. ทีนี้ปัญหาควรจะมีขึ้นอย่างยิ่งว่า เราจะนิพ- พานกันต่อเมื่อตายแล้ว หรือในชาตินี้ที่นี้ ? พวกสอน ตามศาลาวัด อาจารย์ตามศาลาวัดสอนกันแต่เรื่องตาย แล้วจึงนิพพานทั้งนั้น แต่ในพระไตรปิฎกกลับหาไม่พบ มีคำกล่าวเช่นว่าสันทิฏฐิกนิพพาน นิพพานอันบุคคล นั้นพึงเห็นเอง และมีคำกล่าวว่า ทิฏฐธมฺมนิพพาน นิพพานในทิฏฐธรรมนี้ คือในชาตินี้ นี่เป็นพระพุทธ- ภาษิตอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เล่ม ๒๓ อีกนั่นเอง หน้า ๔๗๕ ว่าภาวะที่เป็นความรู้สึกเป็นสุขในขณะแห่งรูป ฌานสี่ อรูปฌานสี่ นี้เรียกว่าสันทิฏฐิกนิพพาน หรือทิฏฐ ธรรมนิพพาน แต่สำหรับข้อนี้เราอาจจะฟังเป็นว่าเป็น เพียงนิพพานชิมลองที่รสชาติเหมือนกันไม่ใช่นิพพานแท้ เพราะว่าไม่เด็ดขาดจึงได้ให้ชื่อว่าสันทิฏฐิกนิพพาน หรือ ทิฏฐธรรมนิพพาน แต่ทีนี้มีคำที่ดีกว่านั้น ที่พระพุทธ- เจ้าตรัสแก่พราหมณ์ชาณุสโสณี ว่าความสิ้นไปแห่ง ราคะโทสะโมหะนั้นเป็นสนฺทิฏฐิกํ เป็นอกาลิกํ เย็นเอหิ ปัสฺสิกํ เป็นโอปนยิกํ เป็น ปจฺจตฺตํเวทิตพฺพํ วิญฺญูหิ ล้วนแต่ แสดงว่าคนเป็น ๆ ได้รู้สึกได้รู้รสไม่จำกัดเวลา และเรียก

น.265 ๕๓ เพื่อนมาดูได้, นี่แสดงชัดว่าไม่ได้ตาย และรู้รสพระนิพพาน นั้นด้วยใจ และยังมีคำกล่าวอีกว่า อนุปาทาปรินิพพาน นั้น เป็นสิ่งที่บรรลุถึงเมื่อยังมีชีวิตอยู่ เปิดดูอังคุตตร- นิกาย สัตตนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า ๗๕ และในจูฬตณฺ- หาสํเขยยสูตรนั้น ใช้คำว่าปรินิพฺพายติ แก่การสิ้นทุกข์ และสิ้นกิเลสโดยเบญจขันธ์ไม่ต้องดับไม่ต้องแตกคือไม่ ตาย. ทีนี้คำว่านิพพานนี้ใช้แต่ความเย็น คือไม่มีร้อนไม่มี ทุกข์ เป็นภาษาชาวบ้านตามธรรมดา ฉะนั้นอยากจะฝาก ไว้ให้ระลึกถึงความเฉลียวฉลาดของบรรพบุรุษของคนไทย เราที่พูดว่านิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย ถ้าท่านทั้ง- หลายที่นี่ไม่เคยได้ฟังละก็ จงได้ทราบว่าบ้านนอกเขาพูด กันเกร่อ ความงาม อยู่ที่ซากผี ความดี อยู่ที่สละออกไปไม่รับเข้ามา พระ นั่นอยู่ที่ความจริง นิพพานนั้นอยู่ที่ตายเสร็จแล้ว ตั้งแต่ก่อนตาย

น.266 ๕๔ นี่ลูกหลานจะฉลาดหรือโง่กว่าบรรพบุรุษ ขอให้คิด ดูถึงคำกล่าวข้อนี้. นิพพานคือตายแล้วก่อนตาย ตายเสร็จ แล้วก่อนตาย ร่างกายไม่ต้องตาย แต่ตัวตนของตนที่ เป็นอัตตวาทุปาทานนั้นหมดแล้ว นี่เรียกว่านิพพาน ผู้นั้น จึงได้รับความสุขอย่างยิ่งเหลือจะประมาณได้และเป็น ความสุขอีกแบบหนึ่ง ๒๙. ทีนี้เพื่อให้ท่านเข้าใจชัดลงไปอีกจะตั้งปัญหา ว่าสัตว์เดรัจฉานนิพพานได้หรือไม่ ? ในบาลีมัชฌิมนิ กาย เล่ม ๑๓ หน้า ๑๗๖ ได้ใช้คำว่าปรินิพฺพายตี และ คำว่า ปรินิพฺพุโตนี้ แก่สัตว์เดรัจฉานที่ฝึกจนหมด พยศแล้ว เป็นสุนัขเป็นช้างเป็นม้า. เป็นอะไรก็ตามที่ฝึก จนหมดพยศของสัตว์เดรัจฉานแล้ว ใช้คำว่าปรินิพฺพุโต คำเดียวกับที่ใช้กับพระอรหันต์ หรือหมดกิเลส. ปรินิพฺ- พายติ เป็นกิริยา ปรินิพฺพุโต เป็นคุณ ผู้ดับสนิทแล้วผู้ เย็นสนิทแล้ว. นี่แหละภาษาพูดในสมัยนั้นคือภาษาบาลีนี้ คำว่าปรินิพพานนี้ใช้อย่างนี้ก็ได้. ถ้าใช้กับคนก็หมายถึง หมดกิเลสที่เป็นพระอรหันต์ ถ้าใช้กับสัตว์เดรัจฉาน

น.267 ๕๕ ก็ฝึกจนหมดพยศแล้ว ถ้าใช้กับถ่านไฟ ก็ใช้กับถ่านไฟ ที่เย็นสนิทแล้ว คีบออกมาจากเตาไฟเย็นสนิทแล้ว ถ้าใช้ กับข้าวต้มข้าวสวยที่คดออกมาจากหม้อใส่จานวางจนเย็น แล้ว นี่คำว่าปรินิพพาน. เพราะฉะนั้นเป็นคำธรรมดาที่ ใช้อยู่ทั่วไปในสิ่งที่เกี่ยวกับมนุษย เป็นของดับเย็นเป็นของ ไม่มีพิษร้าย ฉะนั้น คนควรจะได้รับประโยชน์จากนิพพาน อย่าให้เลวกว่าสัตว์เดรัจฉานซึ่งมีคำกล่าวอยู่อย่างนี้ และ ไม่ควรจะยกไปไว้ให้ต่อเมื่อตายแล้ว นั่นมันคือความหลง ใหลที่สุด ทำสิ่งที่มีค่าสูงสุดของพระพุทธเจ้าให้เป็น หมัน ขอได้ศึกษาศัพท์หรือคำว่านิพพานคำว่าปรินิพพาน ซึ่งเป็นกิริยาก็ว่าปรินิพฺพุโตเป็นต้นนี้กันเสียใหม่ แล้วจะ เกิดความกล้าหาญความเข้มแข็งในการที่จะเข้าไปแตะ- ต้องสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ไม่ถอยหลังกรูดเหมือนที่เป็น อยู่เดี๋ยวนี้ พอได้ยินคำว่า นิพพานก็ง่วงนอนบ้าง กลัวบ้าง ไม่สนใจบ้าง ขอให้นักศึกษาทั้งหลาย แม้วัย หนุ่มสาว สนใจกับคำว่านิพพาน คือความหมดพิษร้าย แม้ของ ความเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็จะเรียกได้ว่าเป็นนิพพาน

น.268 ๕๖ ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับสัตว์เดียรัจฉานที่ถูกฝึกจนหมด พยศร้ายแล้วเรียกว่า ปรินิพฺพุโตคือเย็นเย็นสนิท ฉะนั้น เราจงเป็นคนเย็นสนิทไม่มีอะไรทำให้เร่าร้อน เผาให้เร่า- ร้อน เราไม่หลงสร้างความร้อนขึ้นมา ได้รับประโยชน์เป็น นิพพานชนิดที่เรียกว่าสันทิฏฐิกนิพพาน หรือทิฏฐธรรม. นิพพานเป็นต้น เป็นอย่างน้อย แล้วก็จะค่อยสูงขึ้นไป เป็นลำดับเอง. ๓๐. ทีนี้อะไรเรียกว่าเป็นสิ่งที่สูงสุดของมนุษย์ เรา มีพระพุทธภาษิตว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา แปลว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่าเป็น บรมธรรม บรมธรรมนี้แปลว่าสิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์ภาษา ศีลธรรมสากลเขาเรียกกันว่า Summum Bonum โดย ภาษาละติน; The utmost goodness สิ่งที่ดีที่สุดสูงสุดของ มนุษย์ที่จะต้องพบได้ในชาตินี้ this very life คือชีวิตปัจจุบัน นี้เรียกว่า Summum Bonum. นักศึกษาลงมติเห็นเป็นอัน เดียวกันว่า ถ้าให้มี Summum Bonum ในพุทธศาสนา แล้ว ก็คือนิพพานนั่นเอง. ฉะนั้นถ้าฝรั่งถามว่าอะไรเป็น

น.269 ๕๗ Summum Bonum ของพระพุทธ ศาสนาก็ขอให้ นักศึกษา ทั้งหลายตอบเขาว่า นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา พระ- พุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม. อาตมาได้บรรยายมากไปจนเลยเวลาที่กำหนดไว้ ให้ จึงต้องขอยุติทั้งที่เรื่องไม่หมดและจะขอสรุปความใน ที่สุดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงหัวข้อ ไม่สู้จะเป็นรายละเอียด โดยฝากไว้กับนักศึกษาผู้เป็นปัญญาชน ถ้าท่านจำหัวข้อ เหล่านี้ไว้ได้แล้ว ท่านก็จะเข้าใจพุทธศาสนาได้กว้างขวาง ทั่วถึงหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมกับเป็นนักศึกษา หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นไปอีกก็คือนักศึกษา ธรรมศาสตร์ คือศาสตร์อันว่าด้วยธรรม สิ่งที่เรียกว่าธรรมนี้คือความ ถูกต้องความจริงความงามความยุติธรรม ที่จะเป็นประ- โยชน์เป็นที่พึ่งแก่มนุษย์เรา จะอยู่ในรูปของพุทธศาสนา ก็ได้หรือศาสนาอื่นก็ได้ ที่อยู่ในรูปของพระพุทธศาสนานี้ ก็มีหัวข้อหรือมีแนวหรือมีระบอบหรือมีอะไรที่สัมพันธ์กัน อย่างที่อาตมาได้กล่าวมานี้ หวังว่าจะได้เอาไปคิดนึกพิจา- รณาเป็นอย่างดี ให้ได้รับประโยชน์สมตามความมุ่งหมาย

น.270 ๕๘ ของการที่จัด ให้มีปาฐกถาในวันนี้ และมีความหวังใน ความสุขความเจริญความก้าวหน้าของกลุ่มพุทธศาสตร์ ตลอดกาลนาน. อาตมาขอยุติคำบรรยายในวันนี้ เพียงเท่านี้

น.271 คำบรรยายหลักธรรมสำหรับนักศึกษา (ต่อ) พระราชชัยกวี (พุทธทาส อินทปัญโญ) บรรยาย ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕ มกราคม ๒๕๐๙

น.272 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายในวันนี้ เป็นการบรรยายต่อจากที่ ค้างไว้แต่วันก่อน คือในวันนั้นได้เตรียมหัวข้อมาสำหรับจะ บรรยายจำนวนหนึ่ง แล้วจะบรรยายได้ไม่หมด เพียงครึ่ง เดียวจึงเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง ฉะนั้นในวันนี้จึงจะได้ถือโอกาส บรรยายตามหัวข้อที่ตั้งใจไว้แต่เดิมนั้นติดต่อกันกับการ บรรยายครั้งที่แล้วมา และขอซ้อมความเข้าใจ ซ้ำอีกครั้ง หนึ่งว่าการบรรยายในที่นี้มิได้เป็นการบรรยายเป็นเรื่องราว ใหญ่สืบต่อกันไปโดยละเอียด ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่

น.273 ๖๒ เป็นการบรรยายในลักษณะที่เป็นเพียงหัวข้อสำคัญ ๆ สำหรับนักศึกษาผู้มีปัญญา จะได้นำไปพิจารณาศึกษา ค้นคว้าหรือขยายความเอาเอง ทั้งนี้นอกจากเป็นการ ประหยัดเวลาแล้ว ยังจะเป็นการช่วยอีกทางหนึ่ง คือช่วย ในเรื่องหัวข้อที่เป็นหลัก ที่แล้วมาเราขาดหัวข้อที่เป็นหลัก ฐานที่มีที่มาอย่างเป็นหลักฐานในรูปพุทธภาษิต และใน พระไตรปิฎก เป็นต้น ฉะนั้นจึงถือว่าเราควรจะแก้ปัญหา อันนี้ให้สิ้นสุดกันไปเสียสักคราวหนึ่งก่อน แล้วต่อไปเรา อาจจะบรรยายในรูปอื่น ฉะนั้น อาตมาจึงถือโอกาสบรร- ยาย ๒ ครั้งนี้ ในลักษณะที่เรียกว่า ตั้งปัญหาเป็นหัวข้อ ขึ้นแล้วก็ตอบไปเลย คือถามเองตอบเอง ในลักษณะที่ เรียกว่า เวทัลละ ในแบบของพุทธศาสนา. ทบทวนที่แล้วมา ก็เรื่องที่เริ่มด้วย คำถามว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร ? และก็ตอบได้ว่า พระพุทธเจ้า สอนแต่เรื่องทุกข์ และความดับทุกข์ และก็สอนอย่างไร ? ก็สอนว่าไม่ยึดมั่นถือสิ่งใดโดยความเป็นตัวตนหรือ เป็นของของตนและถือว่านั้นเป็นหัวใจของพระพุทธ-

น.274 ๖๓ ศาสนา. และว่าปฏิบัติอย่างไร ? ปฏิบัติโดยวิธีที่เมื่อมีรูป มากระทบตา มีเสียงมากระทบหู เป็นต้นแล้ว ก็ให้มีสติ- สัมปชัญญะทำสิ่งที่มากระทบนั้นให้กลายเป็นสิ่งให้ความรู้ หรือให้การศึกษาแก่เราไปเสีย แทนที่จะให้เป็นสิ่งที่ปรุง ให้เกิดเป็นตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสและเป็นทุกข์. ว่า เราจะเรียนกันที่ไหน ? พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้เรียนในร่าง กายอันยาวประมาณว่าหนึ่งนี้ ซึ่งมีพร้อมทั้งสัญญาและ จิตใจ คือร่างกายที่เป็น ๆ พระองค์ตรัสว่าในนั้นได้บัญญัติ เรื่องโลก เรื่องเหตุให้เกิดโลก และเรื่องความดับสนิท แห่งโลกและวิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกไว้ครบ ถ้วน ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ เราไม่ต้องเรียน จากภายนอกนี้ ถ้าเรียนจากภายนอกนี้ เช่นเรียนคัมภีร์ เรียนปริยัติ ก็เรียนเพื่อจะให้รู้วิธีที่จะส่อเข้ามาเรียนเอา จากร่างกาย ที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้. และธรรมะที่ เรียนที่ปฏิบัติอยู่นี้ ก็ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่น ให้ถือว่า เป็นเหมือนพาหนะเช่นเรือ แพ สำหรับข้ามฟากเท่านั้นเอง ไม่ต้องเอามาแบกเอามาทูนไว้ แล้วก็ขึ้นไปบนบกไม่ได้.

น.275 ๖๔ และว่าฆราวาสควรเรียนเรื่องอะไร ? ฆราวาสควร เรียนสุตตันตะ ซึ่งว่าด้วย สุญญตาซึ่งเป็นพุทธภาษิต ซึ่ง เคยกลัวกันมากว่าเป็นเรื่องที่ว่าไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร แต่ ได้แสดงให้เห็นว่ามันตรงกันข้าม มันมีอะไร และมันได้ อะไรมากมายที่เดียว. และอมตธรรมคืออะไร? อมตธรรม คือความสิ้น ราคะ โทสะ โมหะ รู้สึกได้ในชีวิตนี้ในปัจจุ- บันชาตินี้ และคำที่ทรงสอนมากที่สุด ก็คือเรื่องสิ่งทั้ง ปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเพราะเป็นอนัตตาเช่น ขันธ์ ๕ เป็น อนัตตา, สอนให้เชื่อใคร ? สอนให้เชื่อความรู้สึกของ ตนที่มองเห็นชัดอยู่ว่าเป็นอย่างไร ไม่ให้เชื่อทันที ตาม พระไตรปิฎก ตามคำเล่าลือ ตามคำของครูบาอาจารย์ เราไม่จำเป็นจะต้องยึดถือถึงกับว่าพอพูดแล้วก็เชื่อ แต่ก็ไม่ ได้ห้ามว่าอย่าฟังครูบาอาจารย์ หรือว่าอ่านพระไตรปิฎก แต่เมื่อได้ฟังและได้อ่านแล้ว มาคิดดูในส่วนที่จะคิดเห็น ได้เองว่าเมื่อปฏิบัติลงไปอย่างนั้น ได้ผลอย่างนั้นจริงแล้ว ก็เชื่อ แล้วลองทำตามดูและได้ผลอย่างนั้นจริง แล้วจึง เชื่อถือ ถึงที่สุด นี้เป็นกฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า ท่าน วางไว้สำหรับการเชื่อ,

น.276 ๖๕ ที่ว่าในอริยวินัยกับในธรรมเนียมความรู้สึกของชาว บ้านต่างกันอย่างไร ? นี้ก็ทำให้ได้รับปัญหาฉบับหนึ่ง. ในธรรมเนียมของอริยวินัยว่าการร้องเพลงเท่ากับการร้อง ไห้ การฟ้อนรำเท่ากับอาการของคนบ้า การหัวเราะคือ อาการของเด็กนอนในเบาะ จึงมีผู้เขียนปัญหาส่งมาถาม ว่าการห้ามไม่ให้หัวเราะเต้นรำในพระพุทธศาสนานั้น กระผมเข้าใจว่าการละเว้นการกระทำเหล่านี้คงจะเกิดจาก ความสังเวชในตัวบุคคลนั้นเอง แต่ถ้าสภาพจิตของบุคคล นั้นยังไม่สะอาด สว่าง สงบพอที่จะระงับความขบขัน แต่ พยายามทำการข่มกายข่มใจไม่ให้เย็นไปตามอารมณ์แล้ว จะมิเป็นการสร้างความทุกข์ให้แก่กายไปหรือ และคำสอน นี้มิเป็นการทำลายศรัทธาของคนหนุ่มคนสาวทำให้เขา ห่างไกลคือไม่กล้าเข้าใกล้พระพุทธศาสนาไปเสียหรือ ? นี่ขอซ้อมความเข้าใจว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องบอกกล่าว หลักอันหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าผู้ที่มีความรู้สึกสูงจะมองเห็นสิ่ง ทั้งสามนี้ในลักษณะอย่างนี้ ๆ: การร้องเพลงเท่ากับการ ร้องไห้ การฟ้อนรำเท่ากับอาการของคนบ้า หัวเราะก็

น.277 ๖๖ เท่ากับอาการของเด็กอมมือ ; มิได้หมายความว่า จะห้าม ไม่ให้ใครทำอย่างนั้นในเมื่อยังประสงค์จะทำ แต่ประสงค์จะ ให้รู้ถึงความจริงข้อนี้ว่า มันมีความรู้สึกชนิดที่สูงกว่าหรือ ต่ำกว่ากันอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำ การพยายาม บังคับตัวเอง ไม่ให้เป็นไปตามอารมณ์ นี้เป็นหลัก สำคัญในพระพุทธศาสนา ถ้าบังคับตัวเองไม่ได้ก็ยากที่ จะดำเนินตนไปในทางที่จะไม่ให้เป็นทุกข์. การข่มกายข่มใจ ไม่ให้ทำไปตามอารมณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการสร้างความ ทุกข์ แต่เป็นไปเพื่อชนะความทุกข์ คือให้เรารู้จักหาวิธี อื่นที่จะไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจของการบีบคั้นของความรู้สึก ที่เป็นไปในทางตามใจตัวเอง (หรือที่เรียกว่ากิเลส). เราควร จะนึกไปในลักษณะที่ว่าเราไม่ยอมให้ถูกกิเลสจับตัวเราขึ้น เชิด การเต้นรำนี้ลองนึกดูว่าเราถูกกิเลสกระตุ้นและจับ ตัวเราขึ้นเชิดสักเท่าไร และ หากต้องมีอาการชนิดที่เรียก ว่าถูกเชิดนั้นแล้ว มันจะเป็นอิสระหรือไม่เป็นอิสระอย่างไร. ที่เรียกว่าอริยวินัยนี้หมายความว่าระเบียบของพระอริยเจ้า คือความรู้สึกในระดับของพระอริยเจ้า ถ้าเรายังอยู่ในระดับ

น.278 ๖๗ ที่ไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า เราอยากจะลองก็ได้ แต่ถ้าเรา ลองไป ๆ เราก็จะรู้สึกได้เองว่าเป็นสิ่งน่าขบขันมาก เป็นสิ่ง ที่น่าระอาในที่สุด แล้วเราก็ขึ้นไปอยู่ในระดับหรือระเบียบ ของอริยวินัยหรือพระอริยเจ้าได้ ปัญหาข้อนี้มีอย่างนี้. และมีหัวข้อต่อไปว่าการปฏิบัติอย่างไรเรียกว่าเดิน ทางตามธรรมดา ปฏิบัติอย่างไรเรียกว่าเดินทางลัด ? การที่เราปฏิบัติอย่างเคร่งเครียดไปตามลำดับในเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสมาธิ ปัญญา อย่างนี้เรียกว่าเดินตามทาง ธรรมดา หรือจะปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สติ สมาธิ เรื่อยไปอย่างนี้ก็เรียกว่าเดิน ตามทางธรรมดา แต่ถ้าต้องการลัด โดยวิธีสั้นที่สุด แล้วก็ปฏิบัติในการที่จะไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดย ความเป็นตัวตนหรือ ของของตน โดยเฉพาะเมื่อรูปมา มากระทบตา เสียงมากระทบหู กลิ่นมากระทบจมูก เป็นต้น เหล่านี้ เราก็รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นและอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นแต่ละอย่าง ๆ เป็นของที่ยึดถือไม่ได้

น.279 ๖๘ และเมื่อไม่ได้ยึดถือ แต่มีจิตใจที่เป็นไปในทางรู้สึกหรือ ฉลาดขึ้นหรือมีสติปัญญามากขึ้น เมื่อไม่ยึดถือสิ่งใด ปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าเป็นทางลัดทำให้ศีลสมาธิปัญญาครบ ถ้วนขึ้นมาทันที ทำให้อริยมรรคมีองค์แปดครบถ้วนขึ้นมา ทันที ง่ายดายเหมือนกลิ้งครกลงจากภูเขา. ปัญหาต่อไปว่า ทรงสอนเรื่องกรรมว่าอย่างไร ? ทรง สอนว่ากรรมนั้นหมดเมื่อ ราคะ โทสะ โมหะหมดให้พยา- ยามปฏิบัติเพื่อให้ ราคะ โทสะ โมหะหมด เมื่อกิเลส เหล่านี้หมดแล้วกรรมก็หมดลงไปทันที มีผลทั้งอดีตและทั้ง อนาคตคือกรรมเก่าก็สิ้นไปกรรมใหม่ก็ไม่มี ในการที่จะ ให้ ราคะ โทสะ โมหะหมดนี้ ต้องประพฤติกรรมที่สาม กรรมที่รู้จักกันโดยมากก็คือ กรรมชั่ว, กรรมดี กรรม ที่ ๓ ไม่ค่อยรู้จักกันดี. กรรมที่ ๓ คือกรรมที่ไม่ชั่วที่ไม่ดี ไม่ดำไม่ขาวเป็นที่ระงับแห่งกรรมดำกรรมขาว. การปฏิบัติ กรรมที่ ๓ นี้คือเดินตามอริยมรรคปฏิบัติตามอริยมรรค เรียกว่าประพฤติกรรมที่ ๓ ซึ่งจะเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดี และกรรมชั่ว. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าอริยมรรคนี้เป็นสิ่งที่

น.280 ๖๙ เหนือดีเหนือชั่ว และก็มีผลทำให้รู้ความไม่มีตัวตน หรือของตนในสิ่งทั้งปวง มันจึงดับราคะ โทสะ โมหะได้ และกรรมที่ ๓ นี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เอง ท่านตรัส รู้ ท่านรู้ของท่านเองไม่ได้เรียนมาจากผู้อื่น หรือว่าไม่มี ผู้ใดได้สอนอยู่แต่ก่อน. ทีนี้ก็มีปัญหาว่า การปฏิบัติธรรมะดับทุกข์ได้นี้ ต้อง ฟังจากพระพุทธองค์เสมอไปเชียวหรือ ? หรือว่าแม้ไม่เคย ฟังจากพระพุทธองค์โดยตรงก็มีส่วนจะเดินถูกทางได้ เหมือนกัน ? มีพระพุทธภาษิตตรัสว่า แม้จะไม่เคยฟัง จากพระพุทธองค์โดยตรง เมื่อคิดค้นศึกษาไต่สวนสอบ สวนซึ่งกันและกันอยู่เรื่อย ๆ ไป นัยต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้น แล้วก็รู้ได้ ปฏิบัติได้ แล้วก็บรรลุความดับทุกข์ได้สิ้นเชิง เหมือนกัน และขอร้องให้ท่านทั้งหลายสนใจเป็นพิเศษ ว่า พระพุทธเจ้านี้มีความบริสุทธิ์มากถึงอย่างนี้ คือไม่ ได้ผูกขาดอะไรไว้สำหรับพระองค์ ไม่ได้ยกพระองค์เป็น ผู้ผูกขาดอะไร ยังเปิดกว้างไว้ถึงอย่างนี้ ไม่เหมือนกับ ลัทธิบางศาสนาที่ผูกขาด.

น.281 ๗๐ ที่ว่าปัญหาต่อไปว่า พระพุทธเจ้าทรงเคารพใคร ? มีคำตอบของพระองค์เองว่า เคารพธรรม สิ่งที่เรียกว่า ธรรมเป็นที่เคารพของพระพุทธเจ้า และของพระพุทธเจ้า ทั้งในอดีตทั้งในปัจจุบันและทั้งในอนาคตและมีการเคารพ ต่อคณะสงฆ์ที่ประกอบด้วยคุณอันใหญ่ คณะสงฆ์ที่หลุด พ้นจากความทุกข์ เราจะพบพระพุทธเจ้าได้ที่ไหน ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ไม่ได้ตรัสเล็งถึงร่างกาย หรือองค์ท่าน แต่ตรัสว่าเมื่อใดเห็นธรรม เมื่อนั้นเห็น ตถาคต ฉะนั้นเราต้องพบ พระพุทธองค์ที่แท้จริงได้ ที่การเห็นธรรม. พระพุทธองค์ยังทรงอยู่ถึงเดี๋ยวนี้หรือเปล่า? ก็อาศัยพุทธ- ภาษิตที่ตรัสจวนจะปรินิพพานอยู่หยก ๆ แล้วว่า ธรรมะ ก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตแสดงแล้วบัญญัติแล้วนั้นจักอยู่เป็น ศาสดาของพวกเธอ ในการเป็นที่ล่วงลับไปแห่งตถาคต. นี้ ย่อมแสดงว่าพระศาสดาที่เป็นองค์จริงนั้นยังอยู่ ส่วนเปลือก ของท่านคือร่างกายนั้นก็ไม่ปรากฏแล้ว อย่างที่เราเรียก

น.282 ๗๑ ว่าดับไปแล้ว แต่พระองค์จริงไม่รู้จักดับ โดยหลักที่ว่าผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ไม่จำกัดเวลา และโดยหลัก ที่ว่าธรรมวินัยที่บัญญัติแล้วแสดงแล้วนั้นแหละอยู่เป็นพระ ศาสดา นี้คือสิ่งที่จะทำให้เห็นธรรมหรือเป็นตัวธรรมอยู่ ในตัว จึงถือว่าพระศาสดาของเรายังอยู่ และไม่รู้จักดับ ตลอดเวลาที่ธรรมวินัยยังอยู่ด้วยการศึกษา ด้วยการปฏิ- บัติ และด้วยการได้รับผลของการปฏิบัติ. ที่นี้ถ้าถามว่าพระพุทธองค์ทรงหมดกรรมหรือเปล่า? นี้ก็จะตอบด้วยหลักต่าง ๆ ข้างต้นที่แล้วมา ว่าเมื่อหมด กิเลสแล้วก็หมดกรรม แต่ในที่นี้อยากจะบอกว่า ภาวะที่ หมดกรรมนี้ เป็นสิ่งที่ยกย่องกันมาก หวังกันมาก ใน สมัยนั้นมีคนสนใจในพระพุทธเจ้า ก็เพราะเหตุที่พระพุทธ- เจ้าเป็นผู้หมดกรรม นี้แสดงว่าในสมัยพุทธกาลนั้นมีคน สนใจ เรื่องจะหมดกรรมเหมือนกันกับเดี๋ยวนี้ เพราะ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ได้ยินว่าใครเป็นผู้หมดกรรมแล้วก็ รีบวิ่งไปหา พราหมณ์พาวรีได้ยินคำนี้ จึงได้ส่งศิษย์ตั้ง สิบกว่าคนไปเฝ้าทูลถาม ไปซักไซ้ เพราะเครดิตของคำ ว่า หมดกรรม.

น.283 ๗๒ ถ้าถามว่าพระพุทธองค์ทรงอยู่ด้วยความรู้สึกอย่างไร ในวันหนึ่ง ๆ ? มีพระพุทธภาษิตตรัสว่า อยู่ด้วยสุญญตา- วิหาร วิหารธรรมเครื่องอยู่ก็คือความรู้สึกในใจ และความ รู้สึกที่ว่าสิ่งทั้งปวงว่าง หรือว่าภาวะที่รู้สึกว่างไม่มีอะไร ปรุงแต่งรบกวนนี้เรียกว่า สุญญตาวิหาร, พระพุทธเจ้า ทรงอยู่มากวันหนึ่ง ๆ ด้วยความรู้สึกสุญญตาวิหาร จึง เป็นการพักผ่อนอย่างยิ่ง. ที่นี้ปัญหาต่อไปว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่าโลก นี้ว่างทั้งที่มันมีอะไรเต็มไปหมด ? มีพระพุทธภาษิตที่สรุป ไว้ในปฏิสัมภิทามรรคว่า ที่ว่าโลกนี้ว่างก็เพราะว่าว่าง จากสิ่งที่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตนของตน มันมีอะไรมากมาย อย่างไร ประณีตอย่างไร สุขุม ละเอียด ประเสริฐอย่าง ไร ก็ไม่มีสิ่งใดที่ควรจะยึดถือว่าเป็นตัวตนของตน เพราะ เหตุนั้น จึงถือว่าโลกนี้ว่าง. ที่นี้ทำอย่างไรที่เรียกว่าจิตว่าง ? หมายความว่าจิต ที่กำลังเห็นโลกโดยความเย็นของว่างอยู่นั้นแหละ จิตนั้น ไม่รู้ที่จะยึดถืออะไร มันจึงได้ว่างจากการยึดถือและเป็นจิต

น.284 ๗๓ ว่าง คือจิตกำลังไม่ยึดถือ มีบาลีในสัทธัมมัปปโชติกา ระบุไว้ชัดว่าเพราะว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ ทั้งหลาย จึงชื่อว่าว่าง จิตที่เห็นโลกเป็นของว่างนี้ ไม่มีการที่จะ ปรุงเป็นราคะ โทสะ โมหะ แม้ในขณะ แม้ชั่วขณะหรือ แม้ตลอดกาลก็ตาม ถ้าไม่ปรุงเป็นราคะ โทสะ หรือ โมหะ ก็เรียกว่าว่าง ถ้าไม่ปรุงตลอดกาลก็ว่างตลอดกาล คือเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ปรุงชั่วคราว ชั่วครู่ ชั่วยาม ก็เป็นคนธรรมดา ถ้าไม่ปรุงน้อยขึ้นไปอีกเป็นพระอริย- บุคคลขั้นต้น ๆ แต่ในขณะที่ว่างนั้นไม่มีความทุกข์เหมือน กัน ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ. ส่วนที่ว่างเอง เช่นนอน หลับนี้ มันไม่เกี่ยวกับการกระทำของเราไม่ต้องพูดถึง แต่ก็ต้องรู้สึกว่าเป็นเวลาที่ไม่มีทุกข์ด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น ว่างจากการยึดถือเมื่อไรก็ไม่มีทุกข์เมื่อนั้น มีการยึดถือ คือไม่ว่างเมื่อไร ก็มีทุกข์เมื่อนั้น. จิตไม่ว่างเพราะเห็น โลกนี้ มีอะไรที่น่ายึดถือจึงได้ไปยึดเข้า ถ้าจิตว่างก็เห็นว่า โลกนี้ว่าง ไม่มีอะไรที่จะให้ยึดถือได้เลย. ถ้าว่างถึงที่สุดเรียกว่าอะไร ? ในปฏิสัมภิทามรรคมี ข้อความว่า ว่างถึงที่สุดเรียกว่านิพพาน. นิพพานเป็นอะ-

น.285 ๗๔ ไร ? นิพพานเป็นสิ่งที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอมตธาตุ คือ ธาตุที่ไม่ตายคือความว่างจากราคะ โทสะ โมหะนั่นเอง เพราะเมื่อไม่มีโมหะแล้ว จะไม่เกิดความรู้สึกว่าเป็นตัว เป็นตน เมื่อไม่มีตัวตนแล้วก็ไม่มีอะไรจะตาย ฉะนั้น ความว่างจากความยึดถือว่าตัวตน นั้นเองคืออมตธรรม หรือนิพพาน. พอใจในความว่างหรือพอใจในนิพพานนี้เรียกว่าอะ- ไร ? ความพอใจชนิดนี้เรียกว่า ‘ธรรมราคะ" "ธรรม- นันทิ" ที่ฟังแล้วน่าตกใจโดยใช้คำว่าราคะและนันทิ เหมือนกัน แต่มันมีความหมายอีกอย่างหนึ่งคือพอใจด้วย วิชา ด้วยปัญญา ไม่ใช่พอใจด้วยอวิชชา. และว่านิพพานกันต่อเมื่อตัวตายแล้วหรือที่นี่ในชาติ นี้ ? ถ้าถือตามหลักพระพุทธเจ้าแล้วก็ว่านิพพานที่นี้ใน ชาตินี้ ในชาติปัจจุบันนี้ เพราะว่านิพพานต่อตายแล้วไม่ ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งกว่านั้นยังมีคำว่า ตทังคนิพพาน, สันทิฏฐิกนิพพานในลักษณะที่เป็นตัวอย่างหรือชิมลอง ใน ขณะใดมีจิตว่างจากการปรุงแต่งแผดเผาของราคะ โทสะ

น.286 ๗๕ โมหะ เมื่อนั้นเป็นนิพพานชิมลอง และมีชื่อเรียกว่าตทังค- นิพพาน. เนื่องจากคำนี้ไม่ค่อยแพร่หลาย ไม่ค่อยเอามา บอกกล่าวกัน จึงไม่ค่อยมีใครรู้จัก และทิฏฐธรรมนิพ- พานนั้นก็คือนิพพานในทิฏฐธรรม. ทิฏฐธรรม คือธรรม ที่เห็นได้เองในชาตินี้ และระบุยังความรู้สึกเป็นสุขในขณะ แห่งรูปฌานเป็นต้น และมีกล่าวได้ชัดว่าความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นี้สนฺทิฏฐิกํ เป็นอกาลิกํ เป็นเอหิปสฺสิกํ เป็น โอปนยิกํ เป็นปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญญูหิ นี่ล้วนแต่มี ลักษณะส่อว่ามีรู้สึกได้ในชาตินี้ ด้วยใจของตัวเองนี้ และ ถึงกับกล้าเรียกผู้อื่นให้มาดู ฉะนั้น จึงมีความหมายว่า ยังเป็นอยู่ มีชีวิตอยู่แล้วก็สามารถจะบรรลุนิพพานใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น ตทังคนิพพาน ชั่วคราวหรือ ชิมลอง แล้วก็นิพพานโดยสมบูรณ์ คือสิ้นกิเลส เพราะ ว่าเมื่อร่างกายทำลายแตกตายไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไร ที่จะเป็นนิพพานขึ้นมาไม่มีประโยชน์แก่ผู้ใด พระพุทธเจ้า ได้ไม่ตรัส ไม่ได้สอน ไม่ได้แนะสิ่งที่ๆไม่มีประโยชน์ แก่ผู้ใด.

น.287 ๗๖ ทีนี้มีหัวข้อต่อไปว่าสัตว์เดรัจฉาน นิพพานได้หรือ ไม่ ? นี้ก็มีพระยาลีที่กล่าวได้ชัดว่า สัตว์เดรัจฉานที่ฝึกจน หมดพยศแล้ว เรียกว่าปรินิพฺพุโต คือปรินิพพานเหมือนกัน ทำนองเดียวกับคนที่หมดพยศ ก็ปรินิพพาน แต่เนื่องจาก คำว่านิพพานนี้โดยเหตุ หมายถึงไม่มีกิเลส โดยผล หมายถึงความสงบเย็น ฉะนั้น เมื่อใดกิเลสไม่รบกวน และ มีความสงบเย็นแล้ว เราถือว่าตทังคนิพพาน ฉะนั้น ทุก คนก็อาจจะรู้รสของนิพพานในชีวิตประจำวันแต่ละวัน ๆ คือในขณะที่กิเลสไม่รบกวนและมีความเย็นสนิท แม้สัก อึดใจหนึ่งก็ยังดี. คำว่านิพพานนี้ใช้ได้แม้กับวัตถุสิ่งของ เช่นถ่านไฟแดง ๆ ร้อน ๆ พอเย็นลงภาษาบาลีก็เรียกว่า นิพพานเหมือนกัน ถ่านไฟก็นิพพานได้ สัตว์เดรัจฉาน ก็นิพพานได้ แล้วทำไมคนจะนิพพานไม่ได้. อะไรเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์ ? ก็ตอบว่านิพพาน นั่นเอง เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านิพฺพานํ ปรมํว- ทนฺติ พุทฺธา ซึ่งแปลว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าว นิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง และนิพพานนี้เล็งถึง

น.288 ๗๗ ความไม่มีทุกข์ ความเย็นสนิท จึงไม่มีอะไรสูงสุดไป กว่านี้ แล้วก็หมดหัวข้อที่บรรยายในครั้งที่แล้วมา. นี่ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียง หัวข้อเป็นข้อ ๆ ไป มีความสำคัญมากน้อยอย่างไร และ ตั้งอยู่ในลักษณะเป็นหัวข้อพื้นฐานอย่างไร หมายความว่า ถ้าเราไม่เข้าใจถูกต้องในหลักพื้นฐานเหล่านี้แล้วย่อมจะ เป็นการยากอย่างยิ่งที่เราจะศึกษา พระพุทธศาสนาให้ถูก ต้องให้สำเร็จประโยชน์ ฉะนั้นอาตมาจึงมุ่งแสดงใน ลักษณะที่เป็นหัวข้อพื้นฐานนี้ต่อไป. ๓๑. มีปัญหาต่อไปว่าเวลานี้ในโลกนี้มีพระอรหันต์ หรือไม่ ? ข้อนี้ตอบได้ด้วยพระพุทธภาษิต ในทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกบาลีเล่ม ๑๐ หน้า ๑๗๖ (ถ้าอาต- มากล่าวถึงคำว่าพระไตรปิฎกแล้ว ขอให้ถือเป็นฉบับบาลี ฉบับสยามรัฐ ปกเหลืองมีช้างแดงที่สัน) มีอยู่ว่า "ถ้า ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้จักอยู่โดยชอบไซร้ โลกไม่ว่าง จากพระอรหันต์" ที่เป็นคำตรัสใกล้ ๆ ปรินิพพานอยู่ หยก ๆ แล้วในวันนั้นเอง สเจ เม ภิกฺขู สมฺมา วิหา-

น.289 ๗๘ เรยฺยุํ ถ้าภิกษุทั้งหลายเหล่านี้พึ่งอยู่โดยชอบไซร้, อสุญ- โญ โลโก อรหนฺเต หิอสฺส โลกนี้ก็ไม่ว่างจากพระ อรหันต์. ถ้าท่านมีข้อสงสัยหรือมีคำถามว่า เดี๋ยวนี้มี พระอรหันต์หรือไม่ ท่านอย่าตอบออกไปโดยส่วนเดียว ว่ามีหรือไม่มี จะเป็นความผิดพลาดที่สุด ท่านต้องตอบ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าภิกษุเป็นอยู่ โดยซอย โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์. ๓๒. ที่นี้ปัญหาก็เหลืออยู่ว่า อย่างไรเรียกว่าอยู่ โดยชอบ? ฟังดูแล้วมันง่ายเกินไป อยู่โดยชอบนี้ ที่จริงมัน ก็มีความหมายพิเศษของมัน อยู่โดยชอบคือว่าอยู่โดย วิธีที่กิเลสจะไม่ได้กินอาหาร หรืออยู่โดยวิธีที่กิเลสจะ ไม่ถูกปรุงขึ้นมานั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอะไรอีก นอกจากว่าอยู่ด้วยจิตที่ว่างตลอดไป คือจิตที่มองเห็นโลก ทั้งหมดโดยความเป็นของว่างและจิตไม่จับฉวยสิ่งใด โดย ความเป็นตัวตนหรือของตน จะพูดจะคิดจะทำจะขวนขวาย จะกิน จะใช้จะสอยอะไรก็ตาม ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นสิ่งใด ว่าเป็นตัวของตน แต่ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ ทำไปด้วย

น.290 ๗๙ ปัญญา ทำไปด้วยความรู้เท่าถึงการณ์ เป็นอยู่อย่างนี้เรียก ว่าเป็นอยู่ชอบ คือเป็นอยู่ในลักษณะที่กิเลสไม่มีทางจะเกิด กิเลส ไม่มีทางที่จะได้อาหาร หรือถ้าจะกล่าวเป็นระบุชื่อ อย่างเช่นอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์แปดอย่างนี้ ก็ได้เหมือน กันเรียกว่าเป็นอยู่ชอบ เพราะสิ่งที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ อัน เป็นองค์ที่ ๑ ของอริยมรรค นั้นหมายถึงความรู้ความเข้าใจ ความเห็นแจ้งที่ถูกต้องว่าไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือ ฉะนั้น จึงทำให้การใฝ่ฝันหรือการพูดจาหรือการอะไรต่าง ๆ เป็น ไปในลักษณะที่ไม่ยึดถือทั้งนั้น เป็นอยู่ชอบอย่างนี้ กิเลส ผอม, ผ่ายผอมลงไปเองและหมดสิ้นไป คือไม่มีทางที่จะ เกิด ไม่มีความเคยชินในการที่จะเกิด มันก็เกิดไม่ได้ สิ่ง ที่เรียกว่า อนุสัยนอนในสันดานนั้น เป็นเพียงความเคย ชินเท่านั้น แต่คนไม่รู้ก็คิดว่ากิเลสเป็นตัวตน กลายเป็น สัสตทิฏฐิไปเลย ว่ากิเลสเป็นตัวเป็นตนนอนนิ่งอยู่ในสัน- ดานนี้เป็นพวกสัสตทิฏฐิ. พวกที่มีความรู้ความเข้าใจตาม หลักของพระพุทธเจ้า ถือว่าสิ่งเหล่านี้จักเป็นตัวเป็นตนไม่ ได้ มันมีเหตุผล มันเกิดตามเหตุตามปัจจัย แต่นี้ความ

น.291 ๘๐ ที่เกิดจนเคยชินยิ่งกว่าชิน จึงดูเป็นของประจำ คล้าย ๆ กับมีประจำอยู่ในสันดาน ที่ทำให้เข้าใจว่ามันนอนรออยู่ ในสันดานตลอดเวลา ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า สิ่งที่เรียก ว่าอนุสัยนั้นเป็นเพียงความเคยชิน ชินอย่างยิ่ง ชินเหลือ เกิน จึงได้ใช้คำว่าอนุสัย. ๓๓. ปัญหาต่อไปว่า เป็นพระอรหันต์ยากหรือ ง่าย ? นี่คนแทบทั้งหมด ตอบว่ายากเหลือแสน ไม่มี ใครกล้าคิดกล้าพูดว่าง่าย นี้ขอให้ถือหลักอย่างเดียวกัน อีกว่าอย่าตอบอะไรลงไปโดยส่วนเดียว ผู้ใดตอบอะไรลง ไปส่วนเดียว เช่นตอบว่ามีหรือไม่มี ตอบว่าง่ายหรือยาก ลงไปอย่างเดียวอย่างนี้ไม่ถูก ไม่ใช่ผู้ที่ดำเนินตามพระ- พุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีหลักแห่งเหตุแห่งปัจจัยถ้า ทำถูกหลักแห่งเหตุแห่งปัจจัยมันก็ง่าย ถ้าทำผิดหลัก แห่งเหตุแห่งปัจจัยมันก็ยากเหลือแสนจริงเหมือนกัน. ที่นี้ ความที่คนเราเคยชินแต่เรื่องของกิเลสมัน จึงปรากฏเป็น- ของยาก นี้ก็ต้องนึกถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า อยู่โดยชอบ เท่านั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ อยู่โดยชอบนี้ไม่ยาก

น.292 ๘๑ ไม่เหลือวิสัย อยู่โดยอุบายที่ปิดล้อมกิเลสไว้ไม่ให้ได้อา- หาร เหมือนจะฆ่าเสือสักตัวหนึ่ง เราก็ล้อมไว้ ไม่ให้- กินอาหารมันก็ตายเอง ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปเผชิญ กับเสือให้เสือมันกัดมันข่วนอย่างนี้จึงเรียกว่าไม่เหลือวิสัย นั่นแหละเป็นอุบายวิธี และอยู่ในลักษณะที่จะทำได้ เพราะ- ฉะนั้น การที่จะเป็นพระอรหันต์นั้น จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย แล้วแต่จะทำถูกหรือผิดวิธี แต่ถ้าถือ ตามพระพุทธภาษิตแล้วก็ไม่ยาก ให้อยู่โดยชอบ โลก ก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์. ๓๔. ทีนี้ปัญหาที่ว่า เราจะรู้จักพระอรหันต์ได้ หรือไม่ ? นี่ชอบถามกันมาก เช่นบางคนสงสัยว่าเรา อาจจะไม่รู้จักพระอร หันต์ที่กำลังมีอยู่ในโลกเวลานี้ก็มี ถ้าถามอย่างนี้ คือถามว่าเราจะรู้จักพระอรหันต์ได้ หรือไม่ ถ้าเดินมา. ตอบว่าถ้าถึงบทที่จะไม่รู้หรือถึงคราวไม่รู้ แล้วแม้แต่พระอรหันต์เอง พระอรหันต์ด้วยกันเอง ก็ ไม่รู้จักกันว่าเป็นพระอรหันต์ มีคำกล่าวในจุลลวรรค อุทานเล่ม ๒๕ หน้า ๑๙๘ ว่าพระสารีบุตรไม่รู้ว่าพระ-

น.293 ๘๒ ลกุณฏกภัททิยะ นี้เป็นพระอรหันต์ มัวพูดธรรมเพื่อ- ความเป็น พระอรหันต์ แก่พระลกุณฎภัททิยะเรื่อย นี่- แสดงว่าพระสารีบุตรไม่รู้ว่า พระลกุณฏกภัททิยะ เป็น พระอรหันต์. ทีนี้ถ้าถึงคราวที่จะรู้แล้ว แม้พรหมใน พรหมโลกที่ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ก็ยังรู้ว่าใครตายอย่าง นิพพาน ใครตายอย่างไม่นิพพาน เป็นผู้พยากรณ์ได้ นี้มี ข้อความในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า๗๗ ฉะนั้น เมื่อถามว่าจะรู้จักพระอรหันต์ได้หรือไม่ ? จำเป็น ต้องตอบว่า รู้ได้ก็ได้ ไม่อาจจะรู้ได้ก็ได้ มันแล้วแต่กรณี แม้เป็นพระอรหันต์กันเองก็ยังไม่รู้ก็มี ดังนั้นไม่ควรจะ- กล่าวตอบโดยส่วนเดียว ว่ารู้ได้หรือไม่ได้ เหมือนพวก อาจารย์ตามศาลาวัดที่ชอบพูดว่ารู้ได้บ้าง รู้ไม่ได้บ้าง. ๓๕. ทีนี้ปัญหาต่อไปว่า จะหาพบพระอรหันต์ได้ ที่ไหนกัน ? ก็ต้องหาพระอรหันต์ที่ความสิ้นไปแห่ง กิเลสอย่ามัวไปหาตามป่า ตามวัด ตามถ้ำ ตามเขา ตามบ้าน ตามเมือง ตามสำนักวิปัสสนา จงไปค้นหาพระ อรหันต์ได้ที่ความสิ้นไปแห่งกิเลส จงพิสูจน์หรือว่าค้นคว้า

น.294 ๘๓ หรือทดลองอะไรก็ตามให้รู้ความสิ้นไปแห่งกิเลส ถ้าไม่มี ทางก็ไม่ต้องค้นต้องหา รู้ของตัวก็แล้วกัน ถ้ามีความสิ้นไป แห่งกิเลสก็เป็นพระอรหันต์ นี่เป็นหลักกลาง ๆ ที่สุด ที่ เราจะต้องถืออย่างนี้. ๓๖. พระอรหันต์เป็นฆราวาสไม่ได้ใช่หรือไม่ ? นี้อย่าไปตอบโดยส่วนเดียวว่าได้หรือไม่ได้ จะต้องตอบว่า- พระอรหันต์เหนือความ เป็นฆราวาสและเหนือความ เป็น- บรรพชิตด้วย ฉะนั้น การที่พูดว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว ต้องรีบออกบวชภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นจะตาย นี้มันเป็น คำพูดของคนอวดดีในชั้นหลัง ในอรรถกถา ในฎีกา ใน อะไรก็ตามใจ พระอรหันต์ต้องอยู่เหนือความเป็นฆรา วาส และเหนือความเป็นบรรพชิตเสมอ ไม่มีใครจับ พระอรหันต์ใส่ลงไปในความเป็นฆราวาสได้ แต่อยู่ เหนือความเป็นบรรพชิตด้วย ฉะนั้นอย่าไปพูดเรื่องพระ อรหันต์อยู่บ้านเรือนได้หรือไม่ แม้จะจับให้อยู่ในบ้าน เรือน จับใส่ลงไปในบ้านเรือน มันก็ทำให้พระอรหันต์เป็น คนครองเรือนไม่ได้ มันอยู่เหนือความเป็นฆราวาส เหนือ ความเป็นบรรพชิตอย่างนี้.

น.295 ๘๔ ๓๗. ทีนี้ปัญหาที่ว่า ทำไมผู้ฆ่าคนตายจึงเป็นพระ อรหันต์? นี้ตอบได้ง่ายนิดเดียว เพราะสิ่งที่เรียกว่า "คน" นั้นและต้องฆ่าเสียก่อน แล้วจึงจะเป็นพระอรหันต์ ได้ ถ้าสิ่งที่เรียกว่า "คน" นั้นไม่ถูกฆ่าแล้ว ไม่มีทาง เป็นพระอรหันต์ได้ คือจะต้องฆ่าความรู้สึกว่า คน ว่าตัว ว่าตน ว่าเรา ว่าเขา ว่าสัตว์ ว่าบุคคล เหล่านี้เสียก่อน คือไม่มีความรู้สึกยึดมั่นเป็นสัตว์ เป็นคน เป็นตัวเป็น ตนอีกต่อไป นี้เรียกว่า "ฆ่าคน" หรือฆ่าสิ่งที่เรียกว่าคน เสียได้ก็เป็นพระอรหันต์ทันที ฉะนั้นจึงกล่าวว่าต้องฆ่าคน เสียก่อนจึงจะเป็นพระอรหันต์ได้. บางทีท่านก็กล่าวไว้ใน ที่บางแห่งยิ่งไปกว่านี้ว่าต้องฆ่าบิดามารดาเสียก่อน จึงจะ เป็นพระอรหันต์ได้ บิดามารดาก็คือกิเลสที่ปรุงแต่งโดย เฉพาะ เช่น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน หรือกรรมอะไร เหล่านี้ ที่ตั้งอยู่ในฐานะเหมือนบิดามารดา คือมันคลอด เราออก คลอดความรู้สึกว่าคนออกมา ฉะนั้น ต้องฆ่ามัน เสีย คือต้องฆ่าบิดามารดาของคนนั้นเสีย แล้วก็เป็น พระอรหันต์ได้. แม้ในเรื่องพระองคุลิมาล พระองคุลิ-

น.296 ๘๕ มาลเป็นพระอรหันต์เพราะฆ่าคนเสียได้. เมื่อได้ฟังคำ ว่า “ หยุด ” ของพระพุทธเจ้าแล้วก็ท่านฟังถูกว่าหยุดนั้น หมายความว่าอะไร คนเขลา ๆ อธิบายว่าพระพุทธเจ้า- หยุดนั้น คือหยุดฆ่าคน หยุดวิ่งฆ่าคนเหมือนองคุลิมาล เรียกว่าหยุด ส่วนองคุลิมาลยังเที่ยวฆ่าคนอยู่ เรียก ว่าไม่หยุด อย่างนี้ไม่ถูก. ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ฉันหยุดแล้ว คือว่าฉันหยุดเป็นคนแล้ว หยุดการเป็นคน เสียแล้ว ทีนี้พระองคุลิมาลก็ฟังถูกว่าหยุดเป็นคนเสียแล้ว แล้วท่านก็หยุดความเป็นคน นี้ก็เรียกว่าพระองคุลิมาลฆ่า คนเสียได้ ฆ่าความรู้สึกว่าคนนี้เสียได้ พระองคุลิมาลก็ เป็นพระอรหันต์ตามพระพุทธเจ้าเนื่องด้วยการฆ่าคนอย่าง นี้เป็นต้น. แม้แต่คำว่า “หยุด” เท่านี้ก็ฟังกันไม่ถูกเสีย- แล้ว แล้วฟังผิด แล้วอธิบายกันผิด พูดกันผิด สอนกัน- ผิด มันก็ค้านกันเองอยู่ในตัว เพียงแต่หยุดไม่ไล่ฆ่าคน หรือหยุดเดินนี้จะเป็นพระอรหันต์ มันน่าหัวเราะ ฉะนั้น ต้องหยุดความเป็นคน ฆ่าอุปาทานว่าบุคคลตัวตนเราเขา เสียได้ จึงจะเป็นพระอรหันต์ นี้เรียกว่าฆ่าคนแล้วก็จะ เป็นพระอรหันต์.

น.297 ๘๖ ๓๘. ทีนี้เราจะดูสิ่งที่เป็นปัญหาปลีกย่อยเพื่อจะช่วย- ให้เข้าใจปัญหาเหล่านี้ดีขึ้น เช่นจะตั้งปัญหาถามว่า โลก นี้เต็มไปด้วยอะไร? บางคนมองไปในลักษณะหนึ่งก็- ตอบว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เช่นว่าทุกข์เท่านั้น เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป อย่างนี้ มันก็เรียกว่าถูกเหมือนกัน แต่มันฟังยาก มันควรจะ- ตอบอย่างที่พระพุทธท่านตรัสว่า โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่- ว่าง โลกนี้ว่างไม่มีอะไรเป็นตัวตนหรือเป็นคน ฉะ- นั้นอย่าไปดีใจที่ว่า เพียงแต่พูดว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ทุกข์ นี้ว่าเป็นคำพูดที่ถูกต้องแล้ว. มัน ถูกเหมือนกันแต่ว่ามันมีทางกำกวมได้ เผลอเข้าใจผิดได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ถ้าไม่ไปยึดถือแล้ว ไม่เป็นทุกข์ ขอให้ฟังให้ดีว่า โลกก็ตาม อะไรก็ตาม ที่รวม ๆ กัน- แล้ว เรียกว่าโลกนี้มันไม่ได้เป็นทุกข์ หรือไม่เป็นทุกข์ ต่อเมื่อเข้าไปยึดถือเข้าจึงจะเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือแล้วไม่- มีความทุกข์ ฉะนั้น จึงไม่อาจพูดว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ หรือ ไม่เป็นทุกข์ พูดว่าชีวิตเป็นทุกข์นี้พูดตื้น ๆ ง่าย ๆ ไปที-

น.298 ๘๗ ก่อน. ชีวิตถูกยึดถือจึงจะเป็นทุกข์ ชีวิตไม่ถูกยึดถือ ก็ไม่เป็นทุกข์ ฉะนั้นชีวิตนี้มีแก่นสาร ไม่ใช่ไม่มี- แก่นสาร ซอยพูดกันว่าชีวิตนี้ไม่มีแก่นสารนั้นก็เพราะ ไม่รู้จักทำให้มีแก่นสาร ถ้ารู้จักใช้ชีวิตนี้เป็นเครื่องช่วย ให้รู้เรื่องโลกเรื่องเหตุให้เกิดโลก เรื่องความดับสนิท ของโลก วิธีปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของโลกแล้ว ชีวิต นี้ก็มีแก่นสารคือเป็นที่ตั้งแห่งการศึกษาเป็นที่ตั้งแห่ง- การประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งได้ผลแห่งการปฏิบัติ และ เป็นที่ตั้งแห่งการรู้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือ นิพพาน ฉะนั้นถือว่าชีวิตนี้เป็นแก่นสาร แต่ไม่มีแก่นสาร อะไรสำหรับคนโง่เขลาซึ่งไม่รู้จักใช้มัน โลกนี้เต็มไปด้วย อะไรมองในแง่หนึ่งก็ว่า เต็มไปด้วยความทุกข์หรือเป็น ทุกข์เท่านั้น แต่มองในแง่หนึ่งที่สูงขึ้นไปก็ว่าไม่ได้เป็น อะไร อยากจะพูดว่ามีแต่สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ๆ นี้ก็เหมือนกัน ต่อเมื่อไปยึดถือเข้ามันจึง- จะเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือมันก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของ มันเองอยู่เรื่อยไป ฉะนั้นเราต้องถือว่า ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว

น.299 ๘๘ เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์หรือ เป็นสุข เบญจขันธที่บริสุทธิ์ของพระอรหันต์ ไม่กล่าว- ว่าเป็นทุกข์ ไม่มีใครกล่าวว่าเป็นทุกข์ มีแต่การไหล- เวียนเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย ส่วนของเบญจขันธ์ โลกนี้เต็มไปด้วยอะไร เต็มไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับ- ไปก็ได้ ยึดถือเข้าเป็นทุกข์ ไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์. ๓๙. ถามว่าบุญ อย่างไหนมีผลน้อย บุญอย่าง- ไหนมีผลมาก ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า บุญที่เป็นโอป- ธิกะ มีค่าไม่ได้เสี้ยวที่ ๑๖ สิบหกครั้งของการเจริญเมต- ตา บุญที่เป็นโอปธิกะคือทำบุญเอาหน้า ทำบุญแลกวิมาน ทำบุญแลกสวรรค์ ทำเพื่อเกิดสวย เกิดรวย ทำบุญเพื่อ ได้ความสุข ทางกามาวจรอย่างนี้ บุญนี้เป็นโอปธิกะ คือ ประกอบอยู่ด้วยอุปธิ อุปธิแปลว่าความยึดมั่นถือมั่น บุญ ที่ประกอบด้วยความยึดมั่นถือมั่นนี้เป็นบุญเหมือน กัน แต่มีค่าไม่ได้ ส่วนที่ ๑๖ สิบหกครั้งของการเจริญ เมต- ตา. การเจริญนี้ คือมันไม่เห็นแก่ตัวตน มันเห็นแก่ผู้- อื่นมีความรักผู้อื่นเป็นสากลแล้วเจริญเมตตา. บุญที่เกิด

น.300 ๘๙ จากการเจริญเมตตานี้เป็นบุญที่มาก บุญโอปธิกะนั้นไม่ได้ ส่วนที่ ๑๖ สิบหกครั้งแห่งการแบ่งสิบหกครั้งของการ เจริญเมตตา (ขอได้ทราบว่าภาษาบาลีใช้สำนวนอย่างนี้ เสมอไป เมื่อจะเปรียบเทียบอะไรที่มันผิดกันมากนักส่วน ที่ ๑๖ แห่งการแบ่ง ๑๖ ครั้ง: เช่นว่า เรามีอะไรอย่างหนึ่ง แบ่งออก ๑๖ ส่วนก่อน แล้วเอามาส่วนหนึ่ง ส่วนนั้นแบ่ง ออก ๑๖ ส่วนอีกที ส่วนนั้นแบ่ง ๑๖ ส่วนอีกทีหนึ่ง แล้ว เอามาส่วนหนึ่งแล้ว แล้วก็เอามาแบ่งดูอีก ทำอย่างนี้ เรื่อยไปครบ ๑๖ ครั้ง นี่คือส่วนที่ ๑๖ แห่งการแบ่ง ๑๖ ครั้ง) บุญที่เป็นโอปธิกะเทียบแล้วไม่ได้ส่วนที่ ๑๖ แห่ง การแบ่ง ๑๖ ครั้งของสิ่งนี้เรียกว่าเมตตา (อิติวุตตกะ เล่ม ๒๕ หน้า ๒๔๔) ผู้ที่สนใจในเรื่องบุญนี้ ลองไปคิดดู. ๔๐. ทีนี้ว่าบุญมากอยู่ที่ไหน ? มีภาษาบาลี ใน อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เล่ม ๒๓ หน้า ๔๐๖ ว่า เจริญอนิจจสัญญา เจริญอนิจจสัญญาชั่วเวลาดีดนิ้วที เดียว เจริญสำเร็จชั่วเวลาดีดนิ้วทีเดียวนี้ มีผลคือมีบุญ มากกว่าเลี้ยงพระสงฆ์ทั้งหมดและมี พระพุทธเจ้า เอง เป็นประมุข หมายความว่า ถ้าเราสามารถนิมนต์พระ-

น.301 ๙๐ สงฆ์ทั้งหมดในพระพุทธศาสนามารวมทั้งพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขแล้วเลี้ยงอาหาร ก็ยังได้บุญไม่เท่ากับเจริญอนิจจ- สัญญาสำเร็จชั่วเวลาลัดนิ้วมือ นี้ข้อแรกที่สุด จงดูความ บริสุทธิ์ใจของพระพุทธเจ้าที่ท่านกล่าวมาอย่างนี้ นี้เป็น พระพุทธภาษิตที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอย่างนี้ ทีนี้เรา ก็มองเห็นเป็นข้อแรกว่า แหม! พระพุทธเจ้านี้น่าเลื่อม- ใสยิ่งกว่าน่าเลื่อมใสจนไม่รู้จะเลื่อมใสอย่างไร เพราะท่าน มีความบริสุทธิ์ใจจน ถึงกล้ากล่าว ออกมา อย่างนี้ด้วยเอา- พระองค์เองเข้าไปเป็นเครื่องวัดเครื่องเทียบ เพราะฉะนั้น มหากุศลนั้นแหละระวังให้ดี ๆ มหากุศลของบางคนตาม ศาลาวัด มันเป็นเรื่องกามาวจร มหากุศลที่แท้จริงควร- จะเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า: เจริญอนิจจสัญญาลัด นิ้วมือเดียวยังดีกว่าการเลี้ยงพระแบบนี้. ๔๑. ทีนี้ถ้ามีปัญหาถามว่า สุคติ สุคติน่ะอยู่ที่- ไหน ไปสุคติกันที่ไหน ? มีข้อความที่เป็นพุทธภาษิตใน อิติวุตตกะอีกเหมือนกันเล่ม ๒๕ หน้า ๒๘๙ กล่าวถึงเรื่อง เทวดาจะตาย คือเทวดาจะจุติสิ้นบุญสิ้นอายุแล้วจะตาย

น.302 ๙๑ และต้องการจะไปสุคติแล้วค้นหาว่าจะไปสุคติที่ไหน ใน- ที่สุดก็ตกลงว่าสุคติอยู่ที่มนุสสโลกนี้ เทวดาทั้งหลายก็ อนุโมทนาว่า ขอให้สำเร็จตามความต้องการ. ไปสุคติ มนุสสโลก. คำว่าสุคติที่มนุสสโลกนี้ ก็หมายความว่า ในโลกมนุษย์นี้มันมีภาวะแห่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเห็น ได้ง่ายกว่าในเทวโลก ในมนุสสโลกมีพระพุทธเจ้า ใน มนุสสโลกมีพระอรหันต์ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมบูรณ์ ในเทวโลกดงแห่งกามารมณ์นั้น ไม่มีสิ่งเหล่า- นี้ เพราะฉะนั้นจึงมาสุคติที่มนุสสโลก แล้วเทวดาทั้ง- หลายก็อนุ โมทนากันเป็นการใหญ่. นี่มันน่าหวัว ที่ว่า มนุษย์ที่นี่ต้องการจะไปสุคติที่เทวโลก ของใครผิดของ- ใครถูกอย่างไร ก็ขอให้พิจารณาดู ว่าสุคติที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ไหน และคนที่ลงทุนทำบุญให้ทานขายบ้านขายเรือน ไปสร้างอะไรที่วัด ต้องการสวรรค์ วิมานในชาติหน้า ใน- เทวโลก เพื่อสุคตินี้ มันเป็นอย่างไร ๔๒. ที่นี้ต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ฤทธิ์ มีปัญหาที่จะ- ตั้งขึ้นมาว่าสิ่งที่เรียก ว่าฤทธิ์นี้น่าสนใจเพียงไร ? จะ

น.303 ๙๒ พูดสิ่งที่เรียกว่าฤทธิ์ก่อน คำว่าฤทธิ์นี้ก็คืออิทธิ สัน- สกฤตเป็นฤทธิ์นี้ทีแรกทีเดียวก็เป็นคำธรรมดา เป็นคำ ธรรมดาที่เล็งถึงสิ่งที่มีสมรรถภาพ ช่วยให้เกิดความสำ เร็จ ตามธรรมดาทั่ว ๆ ไปนี่ สิ่งใดมีสมรรถภาพช่วย ให้เกิดความสำเร็จสิ่งนั้นเรียกว่า ฤทธิ์ ทีนี้ต่อมา มัน ขยายขึ้นไปถึงความสำเร็จในทางน่าอัศจรรย์เป็นปาฏิหาริย์ จนกระทั่งไปพบฤทธิ์ชนิดที่เป็นเรื่องทางนามธรรมล้วน ๆ- ขึ้นมา เพราะว่าเมื่อเป็นนามธรรมนี่ มันจึงมีทางที่จะปรุง แต่งหรือปรับปรุงให้มันไปได้ไกล ให้มีความน่าอัศจรรย์ ได้ไกลกว่าเรื่องที่เป็นวัตถุ เหมือนอย่างว่าเรามีเครื่องทุ่น แรง สมัยนี้เรามีรถแทรคเตอร์ ทำงานชุดเดียวก็ทำ ถนนได้มากมาย มันก็เรียกว่าฤทธิ์เหมือนกัน แต่มัน เป็นเรื่องทางวัตถุคือความน่าอัศจรรย์ มันเป็นอีกอย่าง- หนึ่ง, ที่นี้เรื่องทางจิตใจ ทางนามธรรมที่ไม่เกี่ยวกับวัตถุ- นั้น มันก็เป็นไปแต่ในทางจิตใจ ฝึกกันจนสามารถทำ ให้ผู้อื่นรู้สึกได้ตามที่ผู้แสดงฤทธิ์ต้องการให้รู้สึก จน สามารถบังคับให้เขาได้เห็นภาพด้วยตา เหมือนที่เราต้อง

น.304 ๙๓ การให้เห็น ให้เขาได้ยินเสียงด้วยหูประจักษ์ชัดเหมือน ที่ต้องการให้ได้ยิน ให้เขาได้กลิ่นทางจมูกเหมือนที่เรา ต้องการให้เขาได้กลิ่น ต้องการให้เขารู้สึกที่ลิ้นหรือรส ที่กินเข้าไปนี่เหมือนกับรู้สึกทางลิ้นจริง ๆ สัมผัสทางผิว- หนังนิ่มนวลกระด้างอะไร ก็ให้รู้สึกเหมือนกัน กระทั่งให้- รู้สึกในทางจิตใจให้กลัว ให้รัก ให้อะไรก็ได้ โดยที่ผู้นั้น ไม่รู้สึกตัวมันจึง สำเร็จประโยชน์อย่างยิ่ง น่าอัศจรรย์- อย่างยิ่ง. แต่เรื่องทางจิตใจอย่างนี้ ไม่สำเร็จเป็นวัตถุ เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถจะเนรมิตวัตถุแท้ ๆ ขึ้นมา สำหรับใช้ให้สำเร็จประโยชน์ได้. เช่นว่าจะเนรมิตกุฏี วิหารอยู่เอง จะเนรมิตข้าวปลาอาหารขึ้นไว้ให้บริบูรณ์ไม่ ต้องเดือดร้อนอย่างนี้ก็เป็นไปไม่ได้ มันชั่วเวลาที่แสดง ฤทธิ์เท่านั้น สิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่หรือรู้สึกอยู่ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏ ฉะนั้นจึงไม่ สามารถที่จะสร้างกุฏีวิหารอยู่เอง ต้องมีคฤหบดีสร้าง- ถวายเป็นพระเชตวันเป็นเวฬุ วันเป็นอะไรก็สุดแท้ และ บางคราวพระพุทธเจ้าก็อดอาหาร เพราะทุพภิกขภัยต้อง

น.305 ๙๔ ฉันข้าวตากเลี้ยงม้า วันละฟายมือ อย่างนี้ก็มี (เป็นพระ- ไตรปิฎกเล่มแรกเปิดดู ตอนวินัยปิฎก) นี้ก็แปลว่า เรื่อง ทางวัตถุกับเรื่องทางจิตใจนั้นมันคนละเรื่อง สามารถจะ แสดงฤทธิ์ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ปฏิ เสธเรื่องฤทธิ์ทางจิตใจ แต่ทรงขยะแขยงที่จะแสดงฤทธิ์ ในทางจิตใจชนิดนั้น เพราะเป็นมายาเท่านั้นเอง ฉะนั้น จึง มิให้ภิกษุแสดงและพระองค์ก็ไม่ทรงแสดง เราไม่พบใน- บาลีพระไตรปิฎก ว่าพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ แต่พบว่า ในอรรถกถา เช่นอรรถกถาธรรมบทและหนังสือรุ่นหลังมี พระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ เราจึงไม่ค่อยจะเชื่อ หรือว่าเรา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปวินิจฉัยเรื่องนี้ว่าจริง หรือไม่- จริง. ทีนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่าฤทธิ์ต่าง ๆ ที่แสดงกันด้วย อิทธิวิธี เหาะเหิรหายตัว หรือนิรมิตนั่นนิรมิตนี่ มีหูทิพย์ ตาทิพย์อะไรเหล่านี้ทั้งหมด. ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นฤทธิ์ ชนิดที่เป็นสาสวา อุปธิกา สาสวา คือประกอบด้วยอาสวะ หมายความว่าต้องทำด้วยจิตที่ยึดมั่นถือมั่น หรือเป็นไป-

น.306 ๙๕ เพื่อยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เรียกว่าสาสวา, อุปธิกานี้ก็เป็นไป เพื่ออุปธิ เป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นไปกับด้วยอุปธิ อุปธิ แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น เป็นฤทธิ์ที่เป็นไปเพื่อความ ยึดมั่นถือมั่น เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น กระทำด้วย จิตที่ยึดมั่นถือมั่น ฤทธิ์ประเภทนี้เป็นสาสวาเป็นอุปธิกา. ทีนี้ขอให้สนใจฤทธิ์ประเภทที่ ๒ ที่เรียกว่า อนาสวา อนุปฺป- ธิกา นั้นคือการบังคับจิตของตนเองได้ตามประสงค์ โดย เฉพาะอย่างยิ่งยกตัวอย่างว่าในเรื่องปฏิกูล ให้เห็นสิ่งปฏิ- กูลโดยความเย็นปฏิกูลโดยเห็นสิ่งไม่ปฏิกูลโดยความเป็น ปฏิกูล เห็นทั้งหมดโดยความเป็นปฏิกูล เห็นทั้งหมดโดย ความไม่ปฏิกูล เห็นทั้งหมดโดยไม่มีอะไรเลยนี่ โดยไม่เป็น ปฏิกูลและไม่เป็นทั้งปฏิกูล. นี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่แสดง ว่าสามารถบังคับจิตใจได้สำเร็จจนกระทั่งมีสติสัมปชัญญะ และอุเบกขาอยู่ได้ในที่เฉพาะหน้าแห่งอารมณ์คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่มาปรุงแต่ง จิต มีสติ มีสัมป- ชัญญะ มีอุเบกขาอยู่ได้ นี่คือฤทธิ์ และเป็นฤทธิ์ประเภท

น.307 ๙๖ อนาสวาไม่มีอาสวะ อนุปฺปธิกา ไม่มีอุปธิ ไม่เศร้า- หมองไม่ยึดมั่น ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น. นี้สิ่งที่- เรียกว่าฤทธิ์ มีอยู่อย่างไร และน่าสนใจอย่างไร. ถ้า เปรียบเทียบกับอีกอย่างหนึ่งว่าฤทธิ์ที่จะแสดงจริง ๆ เพื่อ- ให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ประเภทสาสวา อุปธิกา นั้นก็ยัง ทำ- ยากมีการปฏิบัติมากเป็น System ใหญ่ ทำได้แต่เพียง บางคนไม่กี่คน นี้เรียกว่ากระทำได้จริง แต่มีชนิดที่ไม่ทำ ได้จริงก็เป็นเป็นหลอกลวงเล่นกลได้สนิท เป็นพวกมายาวี ก็มีอยู่พวกหนึ่งเหมือนกัน ในบาลีก็มีกล่าวถึงมนต์ชื่อ มณิกาอะไรต่างๆ ดังนี้พวกเล่นกล แสดงปรากฏการณ์ได้ เหมือนกับฤทธิ์จริง ๆ เหมือนกันก็มี แต่ล้วนแต่ฝึกยาก ลำบากทั้งนั้น. ส่วนฤทธิ์ที่เป็นอนาสวา อนุปฺปธิกากลับ อยู่ในวิสัยที่คนทุกคนควรจะทำได้ มันน่าคิดไปในส่วนนี้ ที่นี้เราไปสนใจในฤทธิ์ส่วนที่ไม่อาจจะทำได้ ฤทธิ์ส่วนที่- ควรจะทำได้ และมีประโยชน์ที่สุดเราก็ไม่สนใจ แต่เรา ก็ยังชอบในสิ่งที่ เรียกว่าฤทธิ์อยู่ดี. นี้ขอให้คิดกันดูเสีย- ใหม่.

น.308 ๙๗ ๔๓. ที่นี้อาตมาจะได้กล่าวถึงหัวข้อ ที่ว่า สุขทุกข์ เกิดมาจากอะไร? หรือความทุกข์เกิดมาจากอะไร ? มัก จะพูดกันว่าสุขทุกข์เกิดมาจากกรรมหนหลัง นี้เป็นคำตอบ ที่ถูกน้อยที่สุด เพราะว่าทุกข์เป็นสิ่งที่มาจากเหตุจากปัจจัย ที่นี้เหตุปัจจัยนั้นมีหลายแบบหลายชนิดหลายอย่าง อวิช- ชาก็เป็นเหตุ ตัณหาก็เป็นเหตุ อุปาทานก็เป็นเหตุ กรรมก็ เป็นเหตุ เป็นปัจจัยด้วยกันได้ทั้งนั้น ทีนี้ที่ว่ามาจากกรรมนี้ มันน่าจะนึกถึงกรรมใหม่ ๆ ในปัจจุบันชาตินี้ นึกถึง อวิชชา ตัณหา อุปาทานใหม่ ๆ ในปัจจุบันชาตินี้ ว่านี้ เป็นตัวการแห่งทุกข์เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ ก็จะต้องนึก ว่ากรรมเก่านั้นสู้กรรมใหม่ไม่ได้ เพราะว่าเราสามารถ สร้างกรรมใหม่ คือกรรมที่ ๓ เพื่อเลิกล้างกรรมเก่าเสีย เพราะว่ากรรมเก่านั้นมีแต่กรรมดี กรรมชั่ว เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ทีนี้เป็นกรรมใหม่นี้เรามีกรรมที่ ๓ คืออริยมรรค เมื่อเราทำขึ้นมามันระงับกรรมที่ ๑ ที่ ๒ ถ้า ทำถึงที่สุด คือหมดกิเลสแล้วกรรมใหม่คือ อริยมรรคนี้ก็ ระงับกรรมเก่าทั้งดีทั้งชั่วเสียได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่ากรรมเก่า

น.309 ๙๘ นี้มันสู้กรรมใหม่ไม่ได้ เพราะกรรมใหม่มันเป็นกรรมที่ ๓ ส่วนกรรมเก่าเป็นเพียงกรรมที่ ๑ และที่ ๒ เท่านั้น ฉะนั้น เราจงสนใจในสิ่งที่เรียกว่าอริยมรค อย่างได้กล่าวมานี้ ทีแรกว่าถ้าปฏิบัติตามธรรมดาเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติตาม ทางลัดเป็นอย่างไร, ปฏิบัติตามทางลัดก็คือ ตรงไปยัง การพิจารณาเพื่อทำลายความยึดมั่น ว่าตัวตนว่าของตน กรรมนั้นแหละจะเป็นกรรมใหม่รุนแรงที่สุด ที่เกิดขึ้น แล้วจะคมกริบสามารถจะทำลายกรรมเก่าที่มากมายยืด ยาวได้ ความทุกข์มันเกิดมาจากกรรมใหม่ ๆ คืออวิชชา ตัณหา อุปาทานใหม่ ๆ หยก ๆ วันนี้ที่เกิดขึ้นเพราะการ เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส เมื่อวาน เมื่อวานซืนนี้ เอง ฉะนั้นเราก็ต้องสร้างกรรมใหม่หยก ๆ เหมือนกัน มาทำลายมันถึงจะได้ ไปมัวหลงว่าเป็นกรรมเก่า แล้ว กรรมเก่ามันก็มีเหตุของมันที่ถอยหลังจากนั้นไปอีก แล้ว จะไปตัดกันได้อย่างไร ฉะนั้น จึงสู้มารู้เรื่องกรรมใหม่ คือกรรมที่สามนี้ไม่ได้ จะระงับกรรมเก่าเสียได้สิ้นเชิง.

น.310 ๙๙ ๔๔. เรื่องนี้เป็นเหตุให้เกิดปัญหาถามว่า เราจะ ดับทุกข์ที่ไหน ? เราต้องไม่ดับทุกข์ที่วัด ที่ป่า ที่บ้าน ที่ภูเขา ต้องดับทุกข์ที่เหตุของความทุกข์นั่นเอง ฉะนั้น เราจึงต้องพิจารณาให้รู้ว่าความทุกข์ที่เกิดอยู่แก่เราเป็น- ประจำวันนี้คืออย่างไร มาจากเหตุอะไร แล้วก็ต้องตัดต้น เหตุนั้นโดยเฉพาะ. ส่วนทุกข์ที่แล้วไปแต่หลังเมื่อวานนี้ มันจะมาอีกไม่ได้ มันเลิกกันไปแล้ว แต่ทุกข์ที่จะเกิด วันนี้หรือเวลานี้ มันมีปัญหา ทุกข์พรุ่งนี้ก็ยังไม่มีปัญหา เพราะว่ามันยังไม่เกิดก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ทุกข์ที่กำลัง เกิดอยู่นี่จะต้องดับแล้วจะดับที่ไหน ? ก็ต้องดับที่เหตุของ มัน ฉะนั้นต้องศึกษาจนให้รู้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่า ขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้ว เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น ทั้งนั้น. ความเกิด ความแก่ ความตายเป็นทุกข์ พูด โดยโวหารที่กำกวมเข้าใจผิด. ความเกิดไม่เป็นทุกข์ ความแก่ไม่เป็นทุกข์ ความตายไม่เป็นทุกข์ ถ้าหากว่าไม่ ยึดมั่นว่าความเกิดของเรา ความแก่ของเรา ความตาย ของเรา เดี๋ยวนี้ เรามันยึดมั่นพร้อมเสร็จ ไปในตัวความ

น.311 ๑๐๐ เกิดแก่ เจ็บ ตาย นั้นว่าของเรา ถ้าไม่ยึด ก็ไม่เป็นทุกข์ มันเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของสังขารเท่านั้นเอง: สัง- ขารเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นมันเรียกว่าความเกิด สังขาร เปลี่ยนแปลงอย่างนั้นเรียกว่าความแก่ สังขารเปลี่ยนแปลง อย่างนั้นเรียกว่าความตายเป็นต้น แต่เราไม่เห็นว่าสังขาร เปลี่ยนแปลง เราเห็นเป็นตัวความเกิดและยังว่าความเกิด ของเราด้วย ความแก่ของเราด้วย ความตายของเราด้วย นี่มันมายาหลายซับหลายซ้อน เพราะว่าตัวเราก็เป็นมายา แล้ว แล้วก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังขารว่าความ เกิดนี้ก็เป็นมายาอีก เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังขารว่า ความแก่นี้ก็เป็นมายาอีก ไม่เห็นเป็นเพียงความเปลี่ยน- แปลงของสังขาร ทีนี้พอเห็นว่าเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลง ของสังขารอย่างนี้ ความเกิดความแก่ความตายก็หายไป พร้อมกับตัวเราก็หายไป คือไม่มีตัวเรา ฉะนั้นอาการอย่าง นั้นไม่เป็นทุกข์, ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าความเกิดเป็น ทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์นี้คน จำนวน มากที่สุดหรือแทบทั้งหมดเข้าใจผิดชี้ระบุไปที่อาการเกิด

น.312 ๑๐๑ อาการแก่ อาการตายเป็นตัวทุกข์ อธิบายกันไม่ได้ก็มี อธิบายอ้อมแอ้มอ้อแอ้ ไปอย่างนั้นอย่างนี้ก็มี เพราะลืมคำที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปฺปาทานกฺขนฺธา, ทุกฺขา ตอนสุดท้ายเมื่อได้กล่าวอย่างนั้นหมดแล้ว พระพุทธ- เจ้าตรัสสรุปว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปฺปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา โดยสรุปแล้ว เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์ เบญจขันธ์คือร่างกายจิตใจนี่ที่รวม เรียกว่า คน ๆ หนึ่งนี้ ถ้ามีอุปาทานในสิ่งใดอยู่ว่าเรา ว่า ของเรา เบญจขันธ์นั้นเป็นตัวทุกข์มันหนักอยู่ที่เบญจ ขันธ์ นั้น มันทุกข์ขึ้นที่เบญจขันธ์นั้น มันเร่าร้อนอยู่ในเบญจ- ขันธ์นั้น ฉะนั้นจึงว่าเบญจขันธ์ที่กำลังประกอบอยู่ด้วยอุปา- ทานนั้นแหละเป็นตัวทุกข์. ทีนี้สมมุติ เบญจขันธ์นี้อยู่ใน สภาพที่เรียกว่าความแก่ แต่ถ้าจิตใจนี้มันไม่ยึดถือนี้ ว่าความแก่ และยึดถือว่าความแก่นี้เป็นของเรา มันก็ไม่ เป็นทุกข์. นี่เราจะเห็นว่ารูปก็เป็นของว่าง เวทนาก็ว่าง สัญญาก็ว่าง สังขารก็ว่าง วิญญาณก็ว่าง อาการปรุงแต่ง ไหลเวียนก็ว่าง อะไรก็ว่าง มันไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ได้

น.313 ๑๐๒ นี้คือเบญจขันธ์บริสุทธิ์เบญจขันธ์ที่ไม่ประกอบไปด้วยอุปา ทาน เช่นเบญจขันธ์ของพระอรหันต์ ที่เราสมมุติเรียกว่า เป็นเบญจขันธ์ของพระอรหันต์ ( ที่จริงพระอรหันต์จะเป็น เจ้าของเบญจขันธ์ไม่ได้ แต่เราเพ่งเล็งถึงว่าขันธ์ทั้ง ๕ กำลังเป็นที่รองรับคุณธรรมแห่งความเป็นพระอรหันต์แล้ว จิตใจชนิดนั้นไม่ได้ยึดขันธ์ส่วนไหน ว่าเป็นของเรา โดย สมมุติเรียกว่าเป็นเบญจขันธ์อันบริสุทธิ์ ของพระอรหันต์.) ฉะนั้น จึงว่า ดับทุกข์ที่ไหน ต้องดับที่เหตุของความ ทุกข์ คือความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดนั่นเอง, ทุกข์ เพราะยึดมั่นถือมั่นในเงินทอง ก็ต้องดับที่ความยึดมั่นถือ มั่นนั้น ทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นในอำนาจวาสนา เกียรติยศ ชื่อเสียงก็ต้องดับที่ความยึดมั่นถือมั่น แล้วเงิน ทองอำนาจวาสนาก็ไม่เป็นทุกข์เอง ฉะนั้นรวมความว่า เหตุเกิดที่ไหนให้ดับที่นั่นภาษานักธรรมะโบราณเขาว่า ขึ้นทางไหนให้ลงทางนั้น. ๔๕. ทีนี้อาตมาอยากจะกล่าวถึงปัญหาในข้อต่อไป ว่า ที่เรียกว่ารู้จริง รู้จริงนั้นต้องรู้ถึงขนาดไหน ?

น.314 ๑๐๓ ขอตักเตือน ขอร้องนักศึกษาและนิสิตโดยเฉพาะว่า จงฟัง คำนี้ของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาจะนำมากล่าวให้ฟังว่าที่ว่า รู้จริงนั้น ต้องรู้ถึงขนาดไหน เราจะรู้จริงในสิ่งใด พระพุทธ- เจ้าท่านตรัสว่าต้องรู้ในลักษณะ ๕ อย่างนี้ โดยตั้งปัญหา เกี่ยวกับสิ่งนั้นว่า : สิ่งนั้นมีลักษณะ หรือมีปรากฏการณ์อย่างไร ? สิ่งนั้นมันเกิดมาจากอะไร ? แล้ว อัสสาทะ คือความยั่วยวนของสิ่งนั้น ความ อร่อย ความมีเสน่ห์ของสิ่งนั้น คืออะไร ? อาทีนวะ คือโทษอันร้ายกาจ พิษสงอันร้ายกาจ เลวทรามที่มันซ่อนไว้คืออะไร ? นิสสรณะ คืออุบายที่เราจะเอาชนะมันได้คือ อะไร อุบายเป็นเครื่องออกไปได้จากอำนาจของสิ่ง เหล่านี้ คืออะไร ? อันแรกคือลักษณะมันอย่างไร, อันที่ ๒ สมุทัยที่เกิด ของมันคืออะไร, อันที่ ๓ อัสสาทะคือเสน่ห์ของมันเป็น อย่างไร, อันที่ ๔ อาทีนวะคือพิษสงของมัน ร้ายกาจเป็น

น.315 ๑๐๔ อย่างไร, อันที่ ๕ นิสสรณะ อุบายที่จะออกไปจากอำนาจ ของสิ่งเหล่านี้คืออะไร, รวมเป็น ๕ อย่าง. ถ้าท่านศึกษา สิ่งใด ในลักษณะเหล่านี้ แล้วท่านจะชนะสิ่งเหล่านี้ เดี๋ยวนี้เราศึกษากันถึงขั้นมหาวิทยาลัย หรือบรมมหาวิท- ยาลัย หรืออะไรก็ตามใจ ไม่ศึกษาไปในลักษณะเหล่านี้ จึงพ่ายแพ้แก่สิ่งเหล่านี้ กล่าวคือโลก, ถ้าเราศึกษาโลก ในลักษณะ ๕ ประการนี้แล้วก็ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ต่อโลก. ฉะนั้นจงระวังให้ดีว่า สถาบันการศึกษาในโลกนี้ศึกษาไป ทำไมกัน ศึกษาเพื่อประโยชน์อะไรในที่สุด แต่ถ้าศึกษา เพื่อจะสร้างสันติภาพให้แก่โลกแล้วจงระวังให้ดี มันจะ ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่ศึกษาตามหลักของ พระอริยเจ้าของพระพุทธเจ้าอย่างที่กล่าวนี้. สิ่งที่เรียกว่า อัสสาทะนี้คงจะไม่เคยได้ยินกันนัก แต่มันมีมากเต็มไป หมดในพระไตรปิฎก. อัสสาทะ อาทีนวะ นิสสรณะ ๓ คำ นี้ ไม่ค่อยมาปรากฏแก่สายตาหรือแก่หูของพวกเรานัก แต่ขอให้จำว่านี้เป็นคำที่มีมากในพระไตรปิฎก ในเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านต้องการให้รู้สิ่งใด ๆ เมื่อสอนหรือเมื่อ

น.316 ๑๐๕ เตือนให้รู้สิ่งใด ๆ ท่านสอนอย่างนี้บางทีท่านลัดเอาแต่ ๓ อย่างข้างปลายว่า อัสสาทะเสน่ห์ของมันเป็นอย่างไร อาทีนวะพิษสงของมันเป็นอย่างไร สิ่งนั้น มีทั้งเสน่ห์ และมีทั้งพิษสง นิสสรณะ อุบายฉลาดเอาชนะมันได้ เป็นอย่างไร, อย่างว่ามีเบ็ดหุ้มด้วยเหยื่อแขวนไว้ที่มั่นมัน มือัสสาทะ คือความเป็นเหยื่อที่น่ากิน ทั้งล่อ ปลา ให้กิน ส่วนนี้เรียกว่าอัสสาทะ ความเป็นเหยื่อของมัน ที่นี้เบ็ด นั้น คือตัวอาทีนวะ คือพิษสงโทษอันร้ายการที่มันซ่อนอยู่ ข้างในเหยื่อ ทีนี้นิสสรณะ อุบายที่จะชนะนี้ ปลาตัวนั้น ต้องมีวิธีกินเหยื่อโดยไม่ติดเบ็ด สิ่งที่เรียกว่าเหยื่อก็เลย กลายเป็นอาหารไป ไม่มีความหมายเป็นเหยื่ออีกต่อไป มีความหมายเป็นอาหาร ที่ปลาตัวนั้นได้กินเข้าไปได้สบาย แล้วก็ไม่ต้องติดเบ็ดด้วย ฉะนั้นเราจึงดูโลกนี้ในลักษณะ อย่างนี้เสมอไป. โลกนี้เหลี่ยมหนึ่งมันมีอัสสาทะคือเหยื่อ ที่ล่อให้คนหลงๆ ไม่สร่าง ไม่ลืมหู ไม่ลืมตา แล้วมันก็ มีเบ็ดอยู่ข้างใน คนที่ติดโลกออกไม่ได้แล้วก็จมอยู่ในโลก คือความทุกข์ ที่นี้พระอริยเจ้าท่านมองเห็น อัสสาทะเป็น

น.317 ๑๐๖ อย่างนี้ อาทีนวะเป็นอย่างนี้ นิสสรณะเป็นอย่างนี้ ท่าน ก็อยู่ในโลก กินเหยื่อของโลก กลายลักษณะเป็นอาหาร ไปแล้วไม่ติดเบ็ด หรือว่าท่านจะรู้จนถึงกับว่าลักษณะมัน เป็นอย่างไร, สมุทัยต้นเหตุมันอย่างไร, อัสสาทะมันเป็น อย่างไร, อาทีนวะมันเป็นอย่างไร, นิสสรณะเป็นอย่างไร, ทั้ง ๕ นี้ก็ได้เหมือนกัน ก็ยิ่งละเอียดออกไป นี่คือลักษณะ ที่จะรู้สิ่งใดต้องเรียนให้รู้ครบถ้วนทั้ง ๕ ประการนี้ หรือ อย่างน้อยเพียง ๓ ประการหลัง เราจะทำอะไร จะเกี่ยว ข้องสิ่งใดแม้จะศึกษาเล่าเรียนอะไร ก็จงพิจารณาโดย หลักเกณฑ์อย่างนี้เราจะรู้จักเลือก เราจะได้รับประโยชน์ เราจะสำเร็จประโยชน์มากที่สุด เพราะความรู้อันนี้ นี่ เรียกว่ารู้จริง โดยอาศัยความรู้นี้จะเป็นการง่ายในการที่ จะปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลส และมองดูโลกในลักษณะ อย่างนี้แล้ว จะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยอัสสาทะ เสน่ห์ ล่ออยู่ข้างหน้า อาทีนวะอยู่ข้างในและก็รู้ว่านี่เป็นความ คดโกง เป็นกลโกงเป็นเรื่องมายาหลอกลวง ก็เลยไม่ ติดในโลก ไม่หลงในโลก; จิตมองเห็น จิตประกอบ

น.318 ๑๐๗ ด้วยปัญญาที่มองเห็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ หกประการนี้ ในลักษณะอย่างถูกต้องอย่างนี้เสมอไป ฉะนั้น โลกหรืออารมณ์หกประการนี้ ก็ไม่สามารถจะ ครอบงำจิตใจ ไม่สามารถจะชนะจิตใจหรือปรุงแต่งจิตใจ ให้เกิดตัณหาอุปาทาน เป็นตัวเป็นตนอะไรขึ้นมา เราก็ มีความว่างอยู่ได้ตามปกติในที่สุดสิ่งที่เรียกว่า การปฏิบัติ ธรรมเพื่อก้าวไปสู่นิพพานนั้น ก็เป็นของที่ไม่เหลือวิสัย. ๔๖. ทีนี้จะตั้งปัญหาต่อไปว่า อย่างไรเรียกว่าถึง กระแสแห่งนิพพาน ? ขอให้ระลึกถึงคำว่านิพพาน ใน ลักษณะอย่างที่กล่าวมาแล้ว คือในลักษณะที่เห็นว่าเป็น สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้เสมอไป. ถ้าเกิดมาที่หนึ่ง ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่านิพพาน หรือไม่ได้ชมลองแม้แต่ รสของนิพพานนี้ก็เรียกว่าเสียทีเกิดมา. ทีนี้กระแสของ นิพพานนั้นหมายความว่ามันมีแนวอยู่อันหนึ่ง ซึ่งถึงขนาด ที่รับประกันได้ว่า มีแต่ไหลเอียงไปทางนิพพานทางดับ- ทุกข์ ไม่ย้อนกลับไปทางทุกข์ หรือทางอบายอีกต่อไป เรา เรียกแนวนี้ว่า "กระแส" ผู้ที่แรกถึงกระแส คือ พระโสดาบัน พระโสดาบันยังไม่ถึงนิพพานโดยสมบูรณ์

น.319 ๑๐๘ ถึงนิพพานประเภททิฏฐธรรมนิพพาน หรือตทังคนิพพาน หรืออะไรไปตามเรื่องของท่าน แต่ว่าถึงกระแสแห่ง นิพพานอันแท้จริง คือว่าจะไม่กลับไปหลงอัสสาทะ อาทีนวะอะไรในโลกต่อไป โลกจะหลอกลวงท่านไม่ได้อีก ต่อไป แต่มิได้หมายความว่าท่านละการติดต่อกับโลก หรือแม้แต่การบริโภคกามารมณ์นี้เป็นต้นได้ แต่ว่าจิตใจ นั้นมองเห็นสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นของยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เต็มที่ และแน่ใจต่อการที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้ว่ายังจะต้องยึดมั่น ถือมั่นอยู่ในความพลั้งเผลอบางคราว. ข้อนี้ขอให้สังเกต ลำดับของอนุสัยหรือสัญโยชน์ ๑๐ ประการ จะต้องละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ๓ ประการนี้ก่อน จึงจะเป็นพระโสดาบัน. ละสักกายทิฏฐินี้ก็คือละโมหะ ชนิดหนึ่ง ละวิจิกิจฉานี้ก็คือละโมหะชนิดหนึ่ง ละสีลัพพต- ปรามาสก็คือ ละโมหะชนิดหนึ่ง. กามราคะยังไม่ได้ละ เลย; พระสกิทาคามีก็ยังไม่ได้ละเลย; นี้ก็แปลว่าท่าน ไม่ยังอาจละกามราคะ แต่ท่านไม่ตกหลุมของกามราคะ เท่านั้น แม้ท่านจะเกี่ยวข้องหรือบริโภคกามคุณ ก็ด้วย

น.320 ๑๐๙ สติสัมปชัญญะ ตามแบบของพระอริยเจ้า แต่อย่าลืม ว่าท่านละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ นั่น- แหละคืออาการที่ท่านถึงกระแสของพระนิพพาน และแน่ นอนต่อนิพพาน ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องการละความโง่. อย่า ลืมว่าละความโง่ก่อนการละกามราคะ. กามราคะยัง ไม่ใช่ปัญหาร้ายกาจปัญหาหรือศัตรูร้ายกาจหรือที่น่า หวาดเสียว. ที่น่าหวาดเสียว คือโมหะ. มีบาลีแห่งหนึ่ง ว่าสิ่งที่เหม็นคาวที่สุดนั้น คือมานะการถือตัวถือตน พระ- พุทธเจ้าท่านไม่ได้ระบุว่ากามคุณเป็นสิ่งที่มีกลิ่นเหม็นคาว ที่สุด กลับไประบุเรื่องโมหะชนิดที่เป็นเรื่องถือตัวถือตนนี้ เรามักจะเข้าใจกันมากเกินขอบเขตดีเกินไปที่จะเกณฑ์ให้ พระโสดาบันละการเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ เมื่อมีหลัก เกณฑ์อันนี้ผิดมันก็ผิดไปหมด มันไม่มีทางที่จะปรับเข้า กันได้ ฉะนั้น จึงจำเป็นจะต้องรู้ว่า แรกถึงกระแสแห่ง พระนิพพานนั้นเป็นอย่างไร ยังไม่ละกามราคะ แต่ต้องละ ความโง่ก่อน. สักกายทิฏฐิ ได้แก่ความเห็นแก่ตน ความเห็นแก่ ตนในระดับธรรมดาสามัญทั่วไปนี้ ก็เพราะไม่เห็นความ

น.321 ๑๑๐ ว่างแม้แต่อย่างหยาบ ๆ มีจิตวุ่นไม่ว่างเหมือนกัน มันจึง มีสักกายทิฏฐิ ฉะนั้น เราจะต้องละสักกายทิฏฐิ ใน ลักษณะที่มันไม่เกิดอีกจึงเป็นพระโสดาบัน ตามธรรมดา มันเกิด ๆ ดับ ๆ วันหนึ่ง มีสักกายทิฏฐิหลาย ๆ ครั้ง แต่เวลาที่ไม่เกิดก็มีเหมือนกัน เราควรจะศึกษาว่าอย่าง- ไรเป็นสักกายทิฏฐิ อย่างไรว่างจากสักกายทิฏฐิ. เมื่อ มีความเห็นแก่ตนก็เป็นสักกายทิฏฐิ. ทีนี้วิจิกิจฉา คือความลังเล จะเอากันอย่างไรแน่ เลยลังเลจะเชื่อพระพุทธเจ้าดีหรือไม่ก็ลังเล จะปฏิบัติเพื่อ ดับทุกข์สิ้นเชิงตามแบบโลกุตตระก็ลังเล เพราะมีความ ลังเลอย่างนี้จึงไม่สนใจในธรรมะให้เพียงพอ วันหนึ่ง ๆ สนใจธรรมะ ๕ นาทีก็ทั้งยาก แต่ไปสนใจเรื่องเล่นเรื่อง หวัว เรื่องกิน เรื่องดื่ม แม้กระทั่งเรื่องเล่า เรื่องเรียน เรื่องการ เรื่องงาน กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นนาที อย่างนี้เป็นต้น. เวลาที่เอาไปเล่นหวัวอย่างนั้น ถ้าเอามาสนใจธรรมะ จะรู้ เรื่องนี้เร็วเข้า. ความลังเลจงมองดูว่า แม้แต่เด็ก ๆ แรกๆ ก็ลังเลว่าจะเรียนธรรมศาสตร์ดี หรือจะเรียนจุฬาดี จะ

น.322 ๑๑๑ เรียนพยาบาลดี หรือว่าจะเรียนกฎหมายดี. ลักษณะที่ ลังเลอย่างนี้เป็นข้าศึกอย่างไร ก็พอจะเห็นกันอยู่แล้ว สำคัญที่สุดที่มาลังเลตอนที่ว่า จะดับทุกข์ตามแบบของ พระพุทธเจ้าดีหรือไม่ เป็นการลังเลที่สำคัญมาก ที่มีปัญ- หามาก หรือร้ายกาจมาก: ลังเลที่ว่าจะสมัครเดินใน ทางดับทุกข์ดีหรือไม่ดี เพราะโดยมากก็คิดเสียว่า เรื่อง นี้ไม่มีรสไม่มีชาติ ไม่สนุกสนาน ไม่มีเสน่ห์ ก็เพราะไป หลงเสน่ห์ของโลก ฉะนั้น จะต้องกำจัดความลังเล คือว่า เรามีความทุกข์แล้วก็ต้องแน่ใจที่จะดับทุกข์. อันดับ ๓ ที่เรียกว่าสีสัพพตปรามาส มีความงมงาย จนเคยซิน มีอะไรที่ประพฤติมาอย่างงมงายจนเคยชิน ก็ ไปสำรวจตรวจดูตัวเอง ถูกหลอกให้กลัวจิ้งจก ตุ๊กแก จน เคยชิน ดังนี้ก็เรียกว่าสีสัพพตปรามาสทั้งนั้น นั่นอย่าง. ต่ำ ๆ เด็ก ๆ ถูกล่อถูกหลอกให้เชื่อต้นไม้สักศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ วัดวาศักดิ์สิทธิ์ ศาลพระภูมิศักดิ์สิทธิ์ นี้ ก็เป็นสีสัพพตปรามาสเหมือนกัน รวมความแล้วมันงม- งายต่อสิ่งที่ตนกระทำ. สิ่งนี้ควรใช้อย่างนี้เอาไปใช้อย่าง

น.323 ๑๑๒ อื่น เช่น บุญกุศล ควรจะใช้เพื่อกำจัดความเห็นแก่- ตน กลับเอาไปเพิ่มความเห็นแก่ตน อย่างนี้ก็เป็นสีลัพ- พตปรามาส ฉะนั้นการให้ทานที่เป็นสีสัพพตปรามาสก็มี การรักษาศีลเคร่งครัดแต่เป็นสีลัพพตปรามาสก็มี ทั้ง ของบรรพชิตทั้งของคฤหัสถ์ นี้เรียกว่าความงมงายจน เคยชิน ตลอดถึงเราเข้าใจผิดในสิ่งใด ๆ เรื่อยมาจนบัดนี้ อย่างงมงายละก็ จะต้องถือว่าเป็นสีลัพพตปรามาส ฉะนั้น ขออภัยที่จะยกตัวอย่างสักอย่างหนึ่ง เช่นว่าเรื่องอบาย อบายภูมิ ๔ ที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์ เรื่องนรก เรื่อง เดียรัจฉาน เรื่องเปรต เรื่องอสูรกาย ๔ อย่างนี้ เรียกว่า อบาย. เราถูกสอนกันมาให้เชื่อว่า ต่อตายแล้วจึงจะไป ตกอบาย เรา ไม่เคยถูกสอนว่ากำลังตกอบายอยู่ทุกวัน และอบายนี้จริงกว่า สำคัญกว่า อย่าตกเลย และถ้าไม่ ตกลงอบายนี้แล้ว อบายต่อตายแล้วเป็นไม่ตกเป็นแน่ ๆ นี้ก็ไม่เคยสอน จึงไม่เข้าถึงความหมาย หรือใจความอัน ถูกต้องของคำว่าอบายทั้งสี่. พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช่นักวัตถุ ไม่ได้เอาร่างกายเป็นหลัก อบายที่ไปถูกต้ม ถูกเผา ใน

น.324 ๑๑๓ กะทะทองแดงนั้น เป็นเรื่องของร่างกายเป็นหลัก พระพุทธ- เจ้าท่านเอาเรื่องจิตใจเป็นหลัก. ๔๗. ที่นี้เรามองดูว่า อบาย ๔ นั้นหมายถึงอะไร? อบาย ๔ ข้อแรกคือนรก นิรยะนรกนี้คือความร้อนใจ เมื่อ ใดมีความร้อนใจอย่างถูกไฟเผาเมื่อนั้นเราเกิดเป็นสัตว์นรก ทันควันเลย โดยโอปปาติกะกำเนิด คือเกิดทางใจ. ทั้ง ที่ตัวเป็นมนุษย์อย่างนี้ หรือทั้งที่กำลังนุ่งห่มอยู่อย่างนี้ มันก็ตกนรกนิรยะลงไปแล้วด้วยความร้อนใจ แม้แต่ร้อน ใจเพราะทำผิดถูกลงโทษ หรือร้อนใจว่ากลัวจะเสื่อมเสีย เกียรติยศชื่อเสียง ร้อนใจอย่างไรก็ตาม ความร้อนนั้น เป็นนรก. ที่นี้กำเนิดเดียรัจฉานนั้น คือความโง่ เมื่อไร โง่ในสิ่งที่ไม่ควรจะโง่ แม้แต่โง่ในเรื่องที่จะรู้ว่าธรรมะ หรือนิพพานเป็นสิ่งที่ควรปรารถนา นี้ก็เรียกว่าเป็นความ โง่ โง่จนไม่กล้าเข้ามาแตะต้อง เข้ามาใกล้ว่าถ้าเข้ามา สนใจกับธรรมะหรือพระพุทธศาสนาแล้ว จะทำให้ล้าสมัย ไม่ทันเพื่อน ตัวเด็ก ๆ เองก็เข้าใจอย่างนั้น พ่อแม่เองก็ เข้าใจอย่างนั้น แล้วก็พยายามดึงกันออกไปให้ห่างจาก

น.325 ๑๑๔ ธรรมะจากศาสนา นี้ก็เรียกว่าความโง่. จะเป็นความโง่ ชนิดไหนก็ตาม ต้องเรียกว่าเป็นกำเนิดเดียรัจฉานทั้งนั้น พอความโง่อย่างนี้เกิดขึ้นครอบงำ เราก็กลายเป็นสัตว์ เดียรัจฉาน โดยโอปปาติกะกำเนิดคือโดยการเกิดทางใจ เป็นอบายที่ ๒. ที่นี้ อบายที่ ๓ เปรตวิสัย คือหิวเรื่อย เพราะว่าความอยากมันวิ่งออกหน้าการได้รับสิ่งสนองเรื่อย มันหิวเรื่อยในทางจิตใจ ไม่ใช่หิวข้าวทางร่างกาย เช่น อยากได้เงินพันบาท พอจวนได้พันบาท มันก็กระโดดไป อยากได้หมื่นบาท พอจวนจะได้หมื่นบาท มันกระโดดไป เป็นแสนบาท พอจวนจะได้แสนบาทก็กระโดดไปเป็นล้าน เป็นร้อยล้าน นี่แหละไล่ไม่ทัน มันก็มีอาการหิวเรื่อยจึงมี ลักษณะเป็นเปรตเหมือนกับว่ามีท้องเท่าภูเขามีปากเท่า รูเข็ม การดูดซึมเข้าไปมันไม่ทันกับความหิว มันจึงเป็น เปรตอยู่เรื่อย. ในทางที่ตรงกันข้าม หาได้มา๑๐สตางค์ ก็พอใจในการได้ ๑๐ สตางค์ ได้มา ๒๐ สตางค์ ก็พอ ใจในการได้ ๒๐ สตางค์ และอย่าเข้าใจว่า มันทำให้ หยุดชะงักถอยหลังไม่สะสมอีก มันมีสติปัญญา มันรู้

น.326 ๑๑๕ หน้าที่ มันก็ทำไปตามลำดับ และมันอิ่มเรื่อยได้เรื่อย, อิ่ม เรื่อยได้เรื่อย, สนุกสนาน เพลิดเพลินในการหา อย่าง นี้เรียกว่าไม่เป็นเปรต คือไม่หิวเรื่อย คือว่าอยากด้วยกิเลส ตัณหานั้นเป็นเปรต อยากหรือประสงค์ด้วยสติปัญญานี้ ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ตัณหาและไม่เป็นเปรต เป็นการปฏิบัติ ไปตามหน้าที่. ฉะนั้น ความอยากที่ประกอบด้วยวิชชา หรือปัญญา เช่น อยากดับทุกข์อยากอะไรอย่างนี้ ไม่ ใช่ตัณหา อย่าไปสอนกันผิด ๆ ว่าขึ้นชื่อว่าความอยาก แล้ว เป็นตัณหาเป็นความโลภไปหมด มันต้องเป็นความ อยากที่มาจากความโง่จึงจะเป็นตัณหา เป็นโลภะ. แม้ที่ สุดแต่อยากไปนิพพาน ถ้าอยากนิพพานด้วยความโง่ ความหลงเห่อตาม ๆ กันมา แห่กันไปทำวิปัสสนาโดย ไม่รู้ว่าอะไร นี้ก็เป็นกิเลสตัณหาเป็นความโลภและเป็น ความโง่ และต้องเป็นความทุกข์ และมันมีความยึด มั่นถือมั่น ถ้าอยากไปนิพพานโดยมองเห็นความทุกข์อยู่ อย่างชัดแจ้งด้วยสติปัญญา มองเห็นลู่ทางว่าระดับได้ด้วย อาการอย่างนั้น แล้วแห่กันไปทำวิปัสสนา ให้ถูกต้อง

น.327 ๑๑๖ ให้ตรง ให้จริงอย่างนี้ ความอยากไปนิพพานอย่างนี้ ไม่ เป็นกิเลสตัณหา ไม่เป็นทุกข์. ฉะนั้นความอยากนี้ ไม่ ต้องเป็นกิเลสตัณหาเสมอไป มันแล้วแต่ว่ามันเกิดมา จากอะไร. แต่ถ้ามันเกิดจากอวิชชาหรือกิเลสแล้วมันจะ มีอาการเหมือนกับหิวเรื่อย ไล่ไม่ทันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น จึงเรียกว่าได้เกิดเป็นเปรตขึ้นมาแล้วในเมื่อหิวเรื่อย อย่าง นี้ โดยโอปปาติกะกำเนิดเหมือนกัน. ทีนี้อันสุดท้ายที่เรียกว่า อสูรกาย ให้เข้าใจคำว่า อสูรกาย สุระ แปลว่ากล้าหาญ อะ แปลว่าไม่ อสุระ-แปล ว่าไม่กล้าก็คือขี้ขลาด. กายแปลว่าหมู่หรือพวก เมื่อใด มีความขี้ขลาดอย่างที่ไม่ควรจะขลาด ก็ให้ถือว่าเป็นอสูร- กายขึ้นมาแล้ว โดยโอปปาติกะกำเนิด นับตั้งแต่กลัวจิ้ง- จก ตุ๊กแก กิ้งกือ ไส้เดือน อย่างไม่มีความหมาย นี้มันก็ มีเป็นความทุกข์แล้ว แล้วกลัวโดยไม่จำเป็น กลัวสิ่งที่คิด มากไปเอง นี่ก็เป็นอสุรกายแล้ว เรากลัวเกินความจริงยิ่ง กว่าล้านเปอร์เซ็นต์ ร้อยล้านเปอร์เซ็นต์เสมอไป ในเรื่อง ความตายในเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา. ความกลัวย่อม

น.328 ๑๑๗ ทรมานคนอยู่ตลอดเวลา นี่คือกลัวที่ว่าตกนรก ตกอบาย ในข้ออสูรกายและตกอยู่ทุกวันและเป็นประจำวัน ประจำ เดือน ประจำปี. ถ้าประพฤติถูกต้องจนไม่ตกอบายทำนอง นี้แล้ว รับรองได้ว่าหลังจากตายแล้วก็ไม่ตกนรกอบาย ชนิดที่เขียนตามฝาผนังโบสถ์. นี้เรียกว่าเรารู้เรื่องที่พระ- พุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างไร มีความมุ่งหมายอย่างไร และเราไม่งมงายในเรื่องเหล่านี้. นี่แหละตัวอย่างแห่งการงมงายในเรื่องอยาย ที่กำ- ลังงมงายกันอยู่ มันจึงยุ่งไปหมด มันจึงไม่เข้ารูปเข้ารอย เข้าแนวอะไรได้ มันจึงตกอบาย ซ้ำๆ ซาก ๆ อยู่เป็นประ จำวัน เพราะไม่มีความรู้เรื่องอบาย. แม้ความเชื่ออย่างนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นสีลัพพตปรามาส ที่น่าสมเพชที่สุดของ พุทธบริษัทเรา จึงเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผิดแล้ว มาปฏิบัติอยู่อย่างงมงาย ฉะนั้น อย่าไปมองสีลัพพตปรา- มาสที่อื่น ที่ในอรรถกถา ซึ่งเขียนไว้ว่าประพฤติอย่างวัว ประพฤติอย่างสุนัข เหมือนอย่างอินเดียในครั้งพุทธกาล เลย นั้นมันไม่มีมาอีกแล้ว แต่มันอยู่ในรูปที่มีอยู่จริงๆอย่าง

น.329 ๑๑๘ ที่ว่านี้และที่น่ากลัวที่สุด, ฉะนั้น จงละสีลัพพตปรามาสทำ นองนี้เสีย แล้วก็เข้ากระแสแห่งพระนิพพานเพราะละสัก กายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ๓ อย่างนี้ได้ นี้เรียก ว่าถึงกระแสแห่งพระนิพพาน มีธรรมจักษุคือดวงตาเห็น ธรรม ปราศจากความโง่เขลานั่นเอง. ฉะนั้น ให้ถือว่าปุถุ ชนเรามีความโง่เขลาอยู่ในระดับหนึ่ง คือ ๓ อย่างนี้ สักกายฐิฏิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสอยู่เป็นประจำ เราต้องเลื่อนขึ้นให้พ้นจากความ โง่ ๓ ชนิดนี้ แล้วจึงจะ เรียกว่า ถึงกระแสพระนิพพาน แล้วก็ต่อสู้ดิ้นรนขวน ขวายเข็นตัวเองขึ้นมาเข็นขึ้นมา ๆ จนพ้นความโง่ ๓ ระดับ นี้แล้วก็ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน.ที่นี้มันไหลลงมันลาดลง เอียงไปหาพระนิพพานโดยสะดวก เหมือนกับกลิ้งครกลง จากภูเขา นี้ถ้านักศึกษาทั้งหลายจะรู้จักพระนิพพานจะรู้จัก กระแสแห่งนิพพานและปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน จง เข้าใจในลักษณะอย่างนี้ ว่าจะละความงมงาย ความโง่ ๓ ประการนี้ ก่อนเรื่องกามราคะคือความรักในทางกามารมณ์ และปฏิฆะ คือความโกรธ นั่นมันอีกตอนหนึ่งต่างหาก

น.330 ๑๑๙ มันสูงไปว่านั้น. แรกถึงกระแสแห่งพระนิพพานเพียงแต่ ละความโง่ ๓ อย่างนี้ได้ ก็เรียกว่ากระแสแห่งพระนิพพาน แล้วจะได้เกิดกำลังใจไม่ท้อถอย; คือละความเห็นแก่ตัว, ละความลังเลในจุดมุ่งหมายของชีวิต, แล้วก็ละความ งมงายที่ประพฤติมาจนเคยชิน, ถือมาจนเคยชิน, ความ โง่ ๓ อย่างนี้ละเสีย แล้วก็ถือว่าถึงกระแสแห่งพระ นิพพาน. ยิ่งคิดไปยิ่งเห็นว่าเป็นธรรมดาสากลที่สุด ใช้ ได้แก่มนุษย์ทุกคนในโลก ๓ อย่างนี้ ไม่พึงปรารถนาทั้ง นั้น พอละได้แล้วก็เป็นคนที่ลืมหูลืมตาขึ้นมาเรียกว่าอารย- ชน ก่อนนี้เป็นคนโง่ คนเขลา เป็นปุถุชนเต็มที่ต่ำที่สุด ไม่ ใช่อริยะ ไม่ใช่อารยัน พอละระดับต่ำนี้ได้ก็เลื่อนขึ้นมา เป็นอารยชน อริยชนหรืออารยัน ที่เรียกว่าพระอริยเจ้า นั้นมันก็ไม่ห่างไกลกันนัก ถัดจากนี้ก็ต้องถึงนี่. เมื่อเป็น ปุถุชนชั้นดีขึ้นมา ๆ จนถึงที่สุดแล้ว จะเป็นการเลื่อนชั้น อีก แล้วก็ไม่มีที่จะไปทางไหน นอกจากทางที่จะเป็นพระ โสดาบันคือเลื่อนมาถึงกระแสแห่งพระนิพพาน แล้วก็ ไหลเลื่อนไปสู่พระนิพพานอย่างนี้เรียกว่ากระแสแห่งพระ- นิพพาน ละความโง่ ๓ ประการนี้

น.331 ๑๒๐ ที่นี้การปฏิบัติที่จะไม่ไปเที่ยวยึด เห็นแก่ตัวหรืองม- งาย ก็คือการพิจารณาให้เห็น สิ่งทั้งปวงโดยความยึด มั่นถือมั่นไม่ได้อยู่นั่นเอง มันจะตัดความลังเลตัดความ ยึดมั่น งมงายเห็นแก่ตนได้เพราะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควร ยึดมั่น ฉะนั้นเราควรจะเริ่มสนใจกันตั้งแต่บัดนี้ตั้งแต่เดี๋ยว นี้ ในเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมัน ในระดับที่พอสมควรแก่ เรา สอบไล่ตก ก็ไม่ต้องร้องไห้ ตั้งใจทำใหม่ให้ดีที่สุด, สอบไล่ได้ ก็ไม่ควรจะเหลิง ควรจะรู้สึกว่าเป็นไปตาม ธรรมดา, นี้ก็เรียกว่ามีความเข้าใจในเรื่องความไม่ยึดมั่น ขึ้นบ้างแล้ว. หรือเมื่อจะสอบไล่จะต้องลืมตัว ฟังดูให้ดี! ว่าเมื่อกำลังจะลงมือเขียนข้อสอบสอบไล่นั้น จะต้องลืมตัว, ลืมตัวกูที่จะสอบได้ หรือสอบตกนั้นน่ะให้ลืมเสียเลยคิด แต่ที่ว่าจะสอบไล่ให้ได้ในทีแรกเพื่ออะไรก็ตาม คิดได้ คิดได้ แต่พอจะลงมือเขียน ต้องลืมหมด ให้ลืมเหลืออยู่ แต่ สมาธิ ที่จะเจาะแทงคำถามและค้นหาคำตอบ จิต ว่างจากตัวกูของกู ที่จะสอบไล่ได้หรือสอบไล่ตก เป็น จิตที่ว่องไวสะอาดขึ้นมาทันทีความจำก็กลับมาทันที ความ

น.332 ๑๒๑ คิดก็เฉียบแหลม แล้วก็สอบไล่ด้วยสมาธิอันนี้ ก็ได้ผลดี นี้เรียกว่ารู้จักใช้จิตว่างหรือรู้จักใช้ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ตามแบบของพระพุทธเจ้าในการสอบไล่ แล้วก็สอบไล่ได้ ผลดี อีกทางหนึ่งทำไม่เป็น ก็มีการประหม่าที่จะสอบตก อยู่เรื่อย มันก็ประหม่าจนนึกอะไรไม่ออก คิดอะไรไม่ได้ เรียงคำตอบไม่ดีมันก็สอบตกได้จริง ๆ อีกทางหนึ่ง เหลิง ว่ากูเก่ง กูต้องสอบไล่ได้แน่ ก็ทำไปตามความเหลิงยึด มั่นถือมั่นส่วนนี้ มันก็ต้องสอบตกจริงๆเหมือนกัน เพราะ มันจิตไม่ว่างทั้งคนที่ประหม่าและทั้งคนที่กำลังเหลิง. ส่วน ผู้ที่จิตว่างนั้น ไม่มีตัวกูของกูเข้ามาปนมันจึงประหม่า หรือเหลิงไม่ได้ มันเหลืออยู่แต่สมาธิซึ่งเป็นพลังของ ธรรมชาติลืมตัวหมด มันก็สอบไล่ได้ดี นี่เป็นตัวอย่าง เป็นอันดับแรกต่ำ ๆ ของเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือเรื่อง จิตว่างเป็นอย่างนี้. ที่นี้คนโง่คนงมงาย พอได้ยินคำว่า สุญญะ สุญญตา ก็แปลว่า ศูนย์เปล่า นี้ตามศาลาวัดแปลคำสุญญตาว่า ศูนย์เปล่า หรือไม่มีอะไรเลย นั่นมันสุญญตาทางวัตถุ

น.333 ๑๒๒ คำพูดทางวัตถุของคนบางพวกที่เข้าใจผิด สุญญตาของ พระพุทธเจ้านั้นหมายความว่า ไม่มีอะไรที่ควรจะยึด มั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนแต่มันมีอะไรครบหมด ถ้าไปยึด มั่นเข้าเป็นทุกข์ ไม่ยึดมั่นก็ไม่เป็นทุกข์ โลกนี้ว่างเพราะ ไม่มีอะไรที่ควรจะยึดมั่น แล้วเราก็จัดการกับโลกว่างไป ด้วยจิตที่ไม่ยึดมั่น. ต้องการอะไรก็ทำไปอย่างนั้น โดย จิตไม่ยึดมั่น มันก็ไม่เป็นทุกข์ และก็สำเร็จประโยชน์. ฉะนั้นการเข้าใจผิดเรื่องคำว่า ว่าง คำเดียวเท่านั้น เป็น สีลัพพตปรามาส อันใหญ่หลวง ทำให้คนติดชะงักไม่ถึง กระแสแห่งพระนิพพาน. ฉะนั้นจงเข้าใจคำว่าว่างหรือคำ อะไร ๆ ของพระพุทธเจ้าให้ดี ๆ ท่านว่าโลกว่าง เพราะไม่ มีอะไรที่จะถือว่าเป็นตัวเป็นตน และทรงตอบปัญหาพระ- โมฆราชว่าจงดูโลกโดยความเป็นของว่างเสมอ มองโลก ที่มีอะไรมาก ๆ นี้ว่าเป็นของว่างเสมอ เพราะว่าเมื่อมอง เห็นเป็นของว่างเสมออย่างนั้นแล้ว จิตก็พลอยว่างจาก ความยึดมั่นถือมั่นไปด้วย ไม่เกิด ราคะ โทสะ โมหะ. ถ้าทำได้สำเร็จ ก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าทำได้ไม่สำเร็จก็

น.334 ๑๒๓ ต้องทำต่อไป ก็ยังเป็นคนธรรมดา แต่มีความทุกข์น้อย ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นในขณะที่มีจิตว่าง เผลอให้วุ่นเมื่อ ไรก็มีความทุกข์อีก เมื่อเรารักษาให้ดี ทำให้มากขึ้น ให้ว่างยาวขึ้น ให้ว่างยิ่งขึ้น นี้เรียกว่าเข้าถึงหัวใจของพระ พุทธศาสนาโดยรู้จักกระแสแห่งพระนิพพาน. ๔๘. ที่นี้ชั่วเวลาที่เหลืออยู่นิดหนึ่งอาตมาก็อยากจะ กล่าวปัญหาข้อสุดท้ายว่า พินัยกรรมของพระพุทธเจ้า แก่พวกเราทั้งหลายว่าอย่างไร ? พินัยกรรมคือคำสั่ง เมื่อจะตาย ใครๆ ก็รู้จัก คำสั่งหลังจากตายแล้วหรือคำ สั่งเมื่อจะตายนี้เราเรียกกันในบัดนี้ว่าพินัยกรรม. พระ พุทธเจ้าท่านตรัสคำสุดท้ายแล้วเงียบไป ตรัสว่า ขยวย- ธมฺมา สงฺขารา สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย มีแต่การเสื่อม สิ้นไป เป็นธรรมดา; อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ จงสมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาท. ทุกอย่างไม่มีอะไรนอกจากไหล เรื่อยก็คือว่าง ทุกอย่างเป็นอนิจจัง คือมันเปลี่ยนแปลง เรื่อย ไหลเรื่อย ในความไหลเรื่อยนั้น ว่างจากตัวตนหรือ ของตน. จงมีความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมก็คือว่าอย่าไป-

น.335 ๑๒๔ โง่ไปหลงไปเห็นเป็นของที่ควรยึดมั่นถือมั่นเข้า ไม่เผลอสติ ไปหลงยึดมั่นถือมั่นเข้า นั่นแหละเรียกว่าความไม่ประ มาท. และ ความไม่ประมาทอันนี้เราจะต้องทำให้ถึงพร้อม. ที่นี้ปัญหาเรื่องเด็กวัยรุ่น จงไปช่วยกันคิดดูเด็กวัยรุ่น เต็มไปด้วยความประมาท เพราะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ น่ารัก น่ายึดถือไปหมด ยึดถือไปทางรักก็มี ยึดถือไปทางเกลียด ก็มี ในที่สุดก็เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น คน เหล่านี้ไม่ได้รับพินัยกรรม ของพระพุทธเจ้า เสียทีที่ เกิดมาเป็นมนุษย์ เสียทีที่เกิดมาในบิดามารดาที่เป็นพุทธ- มามกะ เป็นพุทธบริษัท ไม่ได้รับพินัยกรรมของพระ- พุทธเจ้า ฉะนั้น เราคนหนุ่มคนสาวคนเฒ่าคนแก่ อยู่ใน สภาพที่ควรจะรับพินัยกรรมของพระพุทธเจ้า ว่าอย่าเป็น ผู้ประมาทเผลอสติไปหลงเห็นอะไรว่าน่ายึดมั่นถือมั่น- เข้า ให้เห็นโลกนี้ โดยความเป็นของว่าง จากตัว ตน หรือของตนอยู่เสมอ จิตนี้จะได้ว่างจากความยึดมั่น ไม่ เกิด โลภะ โทสะ และโมหะ และทำอะไร ได้ดีที่สุดที่ มนุษย์ควรจะทำได้

น.336 ๑๒๕ ก็เรียกว่า ปัญหาหมด เรื่องก็จบกัน. พระพุทธเจ้ายังสั่งเป็นคำสั่งว่า จงเที่ยวไปแสดง- ธรรมให้ไพเราะ งดงามทั้งในเบื้องต้น ทั้งในท่ามกลาง และทั้งในขั้นปลาย นี้มันกลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้อื่นแล้ว นี้เป็นคำสั่งบังคับว่า จงช่วยกันเผยแพร่ธรรมะที่งดงามทั้ง เบื้องต้น ทั้งท่ามกลาง และเบื้องปลายนี้ อยากจะตี ความข้อนี้ว่า จงสอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นแม้ใน เบื้องต้นแก่เด็ก ๆ แม้ในท่ามกลางแก่ผู้ใหญ่ ในเบื้อง สูงสุดแก่ผู้ที่จะบรรลุธรรมะในขั้นสูงสุด ไม่มีเรื่องอื่น พระพุทธเจ้าจะสอนแต่ความไม่ยึดมั่นทั้งนั้น ระดับหนึ่ง สอนแก่เด็กก็ได้, ระดับหนึ่งสอนแก่คนที่ถัดไปกลางคน ก็ได้ สอนคนแก่ก็ได้ หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่าเพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่นในโลกนี้ก็ได้ เรียกว่าอย่างต่ำ, เพื่อประโยชน์ ในโลกอื่น ก็เรียกว่าอย่างกลาง, เพื่อประโยชน์สูงสุด เหนือโลกก็เรียกว่าอย่างสูงอย่างนี้ก็ได้, แต่ใจความมัน มารวมอยู่ตรงที่ไม่ทุกข์ เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น.

น.337 ๑๒๖ นี่เรื่องไม่ยึดมั่นหรือว่าจากตัวตนของตนนี้ จึงเป็น เรื่องที่สำคัญที่สุด จึงขอฝากไว้ว่าให้ทุกคนช่วยจำไว้ว่า คำพูดคำเดียวในโลกนี้ที่แสดงธรรมะได้ทั้งหมด คำพูด นั้นก็คือ พยางค์เดียวว่า "ว่าง" ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า สุญฺญตา เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. คนขาดศีล เพราะจิตไม่ว่าง คนไม่มีสมาธิเพราะจิตไม่ว่าง คน ไม่มีปัญญาเพราะจิตไม่ว่าง. พระพุทธเจ้ามีจิตว่าง มี ความสำคัญที่ความว่างนั่นแหละ เป็นพระพุทธเจ้า; พระ- ธรรมก็เหมือนกัน เรียนเรื่องความว่าง ปฏิบัติเพื่อความ ว่างได้ผลคือความว่าง ที่สุดคือนิพพานนี้ก็คือพระธรรม; พระสงฆ์ คือผู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเพื่อความมีจิตว่าง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็รวมอยู่ในคำว่าว่าง. มีศีลได้เพราะการไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะว่างจากกิเลส เพราะว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ในขณะที่จิตว่าง ไม่มี กิเลสนี้ เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ที่สุด ในขณะที่รู้ว่าอะไรว่าง โลกว่างแล้วไม่ยึดถือในอะไรนี้มีปัญญาที่สุด มรรคผล นิพพานคือรู้ในเรื่องได้รับผลจากความว่าง เป็นลำดับไปถึง

น.338 ๑๒๗ ที่สุด. ทาน ศีล ไตรสรณคมน์ สมาธิ ปัญญา มรรค ผล นิพพานอะไรรวมอยู่ในคำว่า ว่าง เพียงคำ เดียว ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า คำว่าว่างหรือ ความว่างเป็นคำของฉัน ถ้าไม่เกี่ยวกับความว่างเป็นคำ ของคนอื่น ของสาวกชั้นหลังแต่งให้ไพเราะเป็นเรื่องนอก- แนว: เย เต สฺตฺตนฺตา สุตตันตะ ทั้งหลายเหล่าใด; ตถาคตภาสิตา เป็นภาษิตของตถาคต; คมฺภีรา ลึกซึ้ง; คมภีรตฺถา มีความหมายลึกซึ้ง; โลกุตฺตรา เป็นไปเหนือ โลก; สุญฺญตปฺปฏิสํยุตตา เนื่องเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา นี่คือตถาคตภาษิต อีกฝ่ายหนึ่งตรงกันข้ามคือว่า เย เต สุตฺตนฺตา สุตตันตะทั้งหลายเหล่าใด; กวิกตา พวกกวี ทำขึ้น: กาเวยฺยกา เป็นไปในลักษณะไพเราะทางกาพย์; จิตตกฺขรา ไพเราะด้วยอักษร; จิตฺตพยญฺชนา สละสลวย ด้วยพยัญชนะ; พาหิรกา นอกแนวคือนอกแนวสุญญตา; สาวกภาสิตา เป็นภาษิตของสาวก; มันมีสุตตันตะอยู่ ๒ แนวอย่างนี้; อันที่เนื่องด้วยสุญญตานั้นเป็นตถาคตภาษิต; (อันที่ไม่เนื่องด้วยสุญญตานั้นเป็นสาวกภาษิต)ฉะนั้น ท่าน-

น.339 ๑๒๘ จึงถือว่าเรื่อง สุญญตาชนิดนี้ สุตตันตะพวกนี้เป็นตัวแท้ ของพระพุทธศาสนา. ฉะนั้นจึงได้กล่าวไว้ในสังยุตตนิกาย เล่ม ๑๖ หน้า ๓๑๑ นี้ว่า เมื่อเรื่องสุญญตาหายไปไม่มีใครสนใจ เมื่อ นั้นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาหมด เหมือนกลองใบ หนึ่งของกษัตริย์พวกทสารหะครั้งโบราณนั้น มอบหมาย กันมาเป็นลำดับ พอมันเน่า มันผุ ก็อุดปะ ยุ่งกันไป- เรื่อย นานเข้ามีแต่ของปะใหม่เนื้อแท้หายไปหมด เรียก ว่าเนื้อใหม่เหลืออยู่ เนื้อเก่าหายไปหมด. เมื่อใดภิกษุไม่ สนใจศึกษาสดับตรับ ฟังเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตานี้ว่า เป็น เรื่องที่ตนควรศึกษาควรปฏิบัติแล้ว เมื่อนั้นก็เรียกว่า เนื้อ แท้เก่าของพุทธศาสนาหายไปหมด เหลืออยู่แต่เนื้อใหม่ ที่เป็นสาวกภาษิต เหมือนกลองใบนั้น. ขอให้เปิดดูและ ค้นดู. นี่หมายความว่าทรงกำชับให้ทราบว่า จงสอนธรรม ให้งดงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ด้วยความไม่ ยึดมั่นถือมั่น. เดี๋ยวนี้พระพุทธศาสนาของเราอยู่ในสภาพ

น.340 ๑๒๙ เช่นไร อยู่ในสภาพกลองใบเก่า หรืออยู่ในสภาพที่เนื้อไม้ ปะใหม่ คงจะรู้ได้เองด้วยการพิจารณาดูว่าเดี๋ยวนี้สนใจ เรื่องสุญญตา ปฏิบัติสุญญตากันหรือไม่นั่นเอง นี่แหละ คือพินัยกรรมของพระพุทธเจ้าเรื่องไม่ประมาท คืออย่า ประมาทในเรื่องนี้ และทรงสั่งสาวกให้ช่วยกันประกาศเผย แพร่ เรื่องนี้แล้วก็ ฟื้นฟู เนื้อเน่า เนื้อผุให้ดีให้ กลับมาใหม่ ด้วยเรื่องการศึกษาค้นคว้าเรื่องสุญญตา ด้วยการคุ้ยเขี่ย กันเอง ถกเถียงกันเองจนความเข้าใจนี้กลับมาใหม่จึงจะ เรียกว่า เนื้อแท้กลับมาใหม่. นี่สรุปความแล้วเป็นหัวข้อสั้น ๆ ซึ่งแยกออกไปให้ เห็นชัด ๆ ไม่ให้มันเนื่องกันให้ยุ่ง ให้จำยาก พร้อมบอก ที่มาของพระบาลี หวังว่าท่านนักศึกษาทั้งหลาย จะได้ กำหนดจดจำหัวข้อที่กล่าวไว้เพียงในลักษณะหลักพื้นฐาน หัวข้อที่เป็นหลักพื้นฐาน สำหรับจะกำหนดเอาไว้เป็นหลัก ทั่ว ๆ ไป สำหรับวินิจฉัย สำหรับตัดสินในปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าถ้ามี ปัญหาขึ้น ก็ให้เอามาเทียบกันดู กับหลักทั่วไป ถ้ามันลง

น.341 ๑๓๐ ไม่ได้กับหลักทั่วไปแล้วให้ถือว่าไม่ใช่ ไม่ใช่พุทธวจนะ คนนั้นจำมาผิด อาจารย์สอนกันมาผิด แม้เขาจะได้ยืน ยันว่าเขาได้รับฟังมาจากพระพุทธเจ้าเอง ก็อย่าได้ไปเชื่อ เขาเลย, ถ้ามันไม่ลงกันได้กับหลักทั่วไปคือลงไม่ได้ ใน สูตรทั้งหลาย ลงไม่ได้ในสูตร ลงไม่ได้ในวินัย ถ้ามันลง ไม่ได้ในสูตรและลงไม่ได้ในวินัยแล้วก็ให้ถือว่าไม่ใช่พุทธ- ภาษิต นี้คือสุตตันตะที่เป็นคำของพระพุทธเจ้า คือ เรื่อง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เรื่องสุญญตา เรื่องอนัตตา เรื่องอะไร ก็ตามซึ่งเป็นเพียงสักว่า ธาตุ, ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลตัว ตนเราเขา. ที่บ้านนอกที่จังหวัดที่อาตมาอยู่ พออยู่วัดวันแรกต้อง มาเรียนบาลี; ยถา ปฺจยํ ปวตฺตมานํ ธาตุมตฺเมเวตํ ยทิทํ บิณฺฑปาโต ตทุปภุญฺชโก จปุคฺคโลแล้ว ธาตุมตฺ- ตโก สักว่าธาตุเท่านั้น นิสฺสตฺโต ไม่ใช่สัตว์ นิชฺซีโว ไม่ ใช่ชีวะ สุญฺโญ ว่างจากตัวตน ให้เรียนเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ในวันที่แรกเข้าไปอยู่ในวัดเพื่อบวช เรื่องไหว้พระสวด- มนต์ ทำวัตรนั้น ยังไม่เรียน คำขานนาคก็ยังไม่เรียน

น.342 ๑๓๑ ไปเรียนเอาสุดท้าย นี้แปลว่าเป็นระเบียบที่ฉลาดที่สุดแล้ว ที่จะมอบหัวใจของพระพุทธศาสนาให้ตั้งแต่วันแรก เข้าไป อยู่วัดเพื่อจะขอบวช ประเพณีเช่นนี้ จะเหลืออยู่ที่ไหนอีก ก็ไม่ทราบ หรือว่าผู้บวช จะรู้ความหมายของบทที่ให้เรียน นี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ว่าความมุ่งหมายของประเพณีนี้ดี ที่สุดแล้ว ที่มอบหัวใจของพุทธศาสนาให้ตั้งแต่วันที่เข้าไป บวชนั้นเอง ยถาปจฺจยํ สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามปัจจัย นี่ก็ คือว่างจากตัวตน ธาตุมตฺตเมเวตํ สิ่งเหล่านี้สักว่าเป็นธาตุ นี่ก็คือว่างจากตัวตน แล้วก็ นิสฺสตฺโต นิชฺชีโว สุญฺโญ ล้วน แต่เรื่องว่างจากตัวตน ให้เรียนวันแรกที่สุด ลูกหลานมา ลบล้างประเพณีเหล่านี้เสียเองแล้ว จะโทษใคร ในเมื่อไม่ เข้าใจเรื่องสุญญตา จนพุทธศาสนาไม่มีของเดิมเหลืออยู่. หวังว่าจะ ได้ช่วยเอาไปคิดนึก ด้วยกันในท่านสาธุชน ทั้งหลายเพื่อประโยชน์ด้วยการช่วยกันทนุบำรุงพระศาสนา เพื่อประโยชน์แก่สันติสุขของโลก ตัวเองนั้นลืมเสียเถิด. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลา เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต