Buddhadasa.org

ธรรมะกับนักศึกษา ตอนที่ ๑๑ — ๑๑. พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เชื่อใคร ?

ธรรมะกับนักศึกษา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะกับนักศึกษา (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.237 ๒๕ มากที่สุดว่าขันธ์ห้านี้ไม่เที่ยง คือไหลเรื่อย เปลี่ยนแปลง เรื่อย และเป็นอนัตตา คือใครจะเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรานั้นไม่ได้ เพราะมันไหลเรื่อย เป็นพระบาลี จูฬสัจจกสูตร มัชฌิมนิกาย รู้กันดีทั่วไปในหมู่ชาววัด สรุปอีกทีหนึ่งก็ว่า ทรงสอนเรื่องสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง และ ถือว่าตัวเราหรือของเรานั้นไม่ได้ จำใจความสั้น ๆ ว่า พระพุทธเจ้าสอนมากที่สุดในเรื่องว่า สิ่งทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง และถือว่าเป็นตัวเราหรือของเราไม่ได้. ๑๑. ทีนี้เราจะพิจารณาดูกันต่อไปว่า ถ้าถูกถามว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เชื่อใคร ? ก็ตอบตามพุทธ- ภาษิตกาลามสูตรว่า ทรงสอน ให้เชื่อการมองเห็นชัด อยู่ด้วยตนเอง เชื่อการมองเห็นชัดอยู่ด้วยตนเองว่ามัน เป็นอย่างไร ในที่นี้ต้องเข้าใจคำว่า "มองเห็นชัด" มอง เห็นชัดโดยไม่ต้องใช้การคำนวณด้วยเหตุผล ไม่ต้อง คาดคะเน ไม่ต้องสันนิษฐาน จึงจะมองเห็นชัดเช่นเหมือน กับเราเห็นวัตถุชัด ๆ อยู่ว่า เอานี่ทำอย่างนี้ เกิดผลอย่างนี้ นี่แหละมองเห็นชัด ไม่ต้องอาศัยเหตุผล หรือว่าการ

น.238 ๒๖ สันนิษฐาน. ในทางพระพุทธศาสนาสอนให้ไม่เชื่อใคร ไม่ เชื่อสิ่งใด นอกจากการมองเห็นชัดอยู่ด้วยตนเองว่ามันเป็น อย่างไร รู้ได้ด้วยคำถามต่อไปที่ว่า ทำไมไม่ให้เชื่อพระ ไตรปิฎก ไม่ให้เชื่อครูบาอาจารย์ ไม่ให้เชื่อคำเล่าลือ ไม่ให้เชื่อการคำนวณด้วยเหตุผล ไม่ให้เชื่อตามการ คำนวณด้วยเหตุผลทางตรรก เท่านี้ก็เป็นเครื่องช่วยให้ เข้าใจได้ดี เพราะการเชื่ออย่างนั้นเป็นการงมงาย อย่าง เราเปิดพระไตรปิฎกอ่านข้อความอย่างไรแล้วก็เชื่อโดย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องวิจารณ์อย่างนี้เรียกว่า เชื่อพระไตรปิฎกอย่างงมงาย ทรงห้ามไว้. เชื่อครูบา- อาจารย์ก็หมายความว่า เมื่อครูบาอาจารย์บอกมาอย่างไร ก็เชื่อตามทุกคำอย่างหลับหูหลับตา ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ มองเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง อย่างนี้ก็เรียกว่าเชื่อครูบา- อาจารย์. เชื่อคำเล่าลือกันอย่างไร แตกตื่นตูมตามกันไป. เชื่อการคำนวณด้วยเหตุผลทางตรรกนั้นหมายความว่าเรา เรียนเรื่องเหตุผลหรือชินในการใช้เหตุผลกันมาแล้ว แล้ว ก็คำนวณดูว่า ทางเหตุผลมันควรจะเป็นอย่างนั้นได้ อย่างนี้

น.239 ๒๗ ก็ยังไม่พอ ยังไม่ยอมให้ฝากตัวไว้กับการคำนวณชนิดนี้. ตรงนี้ต้องฟังดูให้ดีว่า มิใช่ห้ามไม่ให้เราเกี่ยวข้องกับพระ- ไตรปิฎกหรือไม่ให้เกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ หรือไม่ใช่ ห้ามไม่ให้เราอ่านพระไตรปิฎก ไม่ฟังคำครูบาอาจารย์ และไม่ฟังคำเล่าลือ หรือไม่ใช้การคำนวณทางตรรก แต่ ว่าแม้เราได้ฟังได้อ่านได้ยิน เราไม่เชื่อตามนั้น นอกจาก จะมาคิดใคร่ครวญดู หยั่งดูจนมองเห็นชัดด้วยตนเองว่า มันเป็นอย่างนี้จริง เช่นพระพุทธเจ้าตรัสว่าความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าเรายัง ไม่รู้จักตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ไม่มีทาง จะเชื่อ ไม่ต้องเชื่อ เชื่อเข้าก็งมงาย. แต่เรารู้จักตัว ความโลภว่าเป็นอย่างไร ความโกรธเป็นอย่างไร ความ หลงเป็นอย่างไร มันเกิดขึ้นในใจเราคราวไรเป็นทุกข์ เหมือนกับไฟเผา อย่างนี้เรียกว่าเชื่อตามที่มองเห็นชัดอยู่ ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไร ปรากฏ อยู่ในพระไตรปิฎกก็ตามเราได้อ่านได้ฟังแล้วต้องมามองดู จนเห็นชัดอย่างนั้น ถ้ายังไม่เห็นชัดยังต้องใช้การคำนวณ

น.240 ๒๘ ก็ทิ้งไว้ก่อน จะเชื่อและจะปฏิบัติเท่าที่มองเห็นชัดอยู่ก่อน ก็พอแล้ว แล้วจะค่อยเชื่อและเห็นซัดเพิ่มขึ้น ๆๆตามลำดับ ไม่ต้องกลัว นี่เป็นพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร อังคุตตรนิกาย แพร่หลายมาก. ถ้าท่านต้องอธิบายให้ ชาวต่างประเทศฟัง ขอร้องว่า จงอธิบายให้ดี ๆ ถ้าอธิบาย ผิดจะกลายเป็นผิดหรือตู่พระพุทธวจนะไปก็ได้ การจะไม่- เชื่อพระไตรปิฎก ไม่เชื่อครูบาอาจารย์ ไม่เชื่อคำเล่าลือ ไม่เชื่อการคำนวณทางตรรกเป็นต้นนี้ มันมีความหมาย ที่ซ่อนอยู่ เราต้องค้นให้พบ ถ้าเชื่อทันทีเป็นการงมงาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสห้ามนักห้ามหนาว่า แม้ตถาคตพูด ก็อย่าเชื่อ คืออย่าเพิ่งเชื่อต้องเอาไปพิสูจน์ทดลองจนมอง เห็นชัดแล้วจึงเชื่อ ถ้าเชื่อทันทีเรียกว่า งมงาย ถ้าเชื่อ หลังจากมองเห็นชัดแล้ว ไม่งมงาย นั้นและเป็นความ เชื่ออย่างของพุทธบริษัท ไม่ให้เชื่องมงายไปตามบุคคล หรือตามตำราหรือตามคาดคะเน หรือตามเหตุผล หรือ ตามคนที่เขาเชื่อกันเป็นส่วนมาก แต่ให้เชื่อการมอง เห็นชัดของตนเอง นี่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ พวก เราเป็นพุทธบริษัทก็เป็นอย่างนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต