Buddhadasa.org

ธรรมะกับนักศึกษา ตอนที่ ๒ — ๒. มีแนวสอนว่าอย่างไร ?

ธรรมะกับนักศึกษา — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมะกับนักศึกษา (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.216 ๔ แต่ที่เป็นพระพุทธภาษิตแล้วสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ว่าเราสอน เรื่องทุกข์และความดับทุกข์ พระบาลีอลคัททูปมสูตร มัชฌิมนิกาย เป็นพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ หน้า ๒๗๘ เมื่ออาตมาบอกถึงเล่มพระไตรปิฎกแล้วขอให้ถือว่าเป็น พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีในประเทศไทย. พระพุทธ- เจ้าท่านจะสอนแต่เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ ถ้าสั้นกว่านี้ก็คือความดับทุกข์ ไม่ยอมกล่าวปัญหาซึ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์โดยตรง ฉะนั้นท่านจึงไม่ยอม ตอบปัญหาที่ว่า ตายแล้วเกิดใหม่ เกิดด้วยอะไรทำนอง- นี้ซึ่งจะได้วินิจฉัยกันทีหลัง ถ้าพวกฝรั่งจะถามเรา เราก็ ตอบอย่างนี้ และอาศัยหลักเกณฑ์อย่างนี้ซึ่งมีอยู่อย่าง แน่นอน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องอื่นนอกจากเรื่องทุกข์ กับความดับทุกข์ ๒. ทีนี้ถัดไปเราจะถูกถามว่า สอนว่าอย่างไร ? ถ้าถูกถามว่าสอนอย่างไร ? นี้เรื่องก็จะมาก หลายแนว หลายประเด็นหรือหลายแนว ท่านควรจะสังเกตได้เองว่า ทำไมมันจึงมีหลายแนว ถ้าถามว่าสอนอย่างไร ? อันแรก

น.217 ๕ ที่สุดอาจจะตอบได้ว่า ท่านสอนให้เดินสายกลาง คือ อย่าให้ตึงอย่าให้หย่อน อย่าให้ซ้ายจัดขวาจัดทำนองนั้น ถ้าเรียกเป็นบาลีก็เรียกว่าให้เว้นจากนิชฌามปฏิปทา และ อาคาฬหปฏิปทา. นิชฌามปฏิปทาแปลว่าการกระทำ หรือการปฏิบัติที่แผดเผาตัวเองได้แก่พวกอัตตกิลมถานุ- โยค ทำตนให้ลำบากเดือดร้อน ส่วนอาคาฬหปฏิปทานั้น คือการปฏิบัติที่ตามใจตัวเองในความสุขทางเนื้อทางหนัง อย่างที่เราพูดกันว่า Eat, drink, and be merry; for to-morrow we may die. นี่เป็นคำล้อเลียนเหยียดหยาม อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เห็นแต่เรื่องของความสุขทางเนื้อทาง หนัง การกระทำอย่างนั้นเรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา และบางทีก็เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค. ส่วนสายกลาง นั้นก็คือว่า อย่าทำตนให้ลำบาก และก็อย่าตามใจตัวเอง ในความสุขทางเนื้อหนัง. การเดินสายกลางก็เพื่อว่าจะ ได้มีความเหมาะสมทุกอย่างทุกประการที่จะเป็นอยู่ ที่จะ ศึกษา ที่จะปฏิบัติและดับทุกข์ได้ และคำว่าสายกลางนี้ อาจจะนำมาใช้ได้ในหลาย ๆ กรณีทั่ว ๆ ไปในเรื่องต่าง ๆ

น.218 ๖ ไม่มีทางผิด รู้ประมาณที่พอดีเป็นสายกลางเช่น รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้เวลา รู้บริษัท รู้บุคคล อย่างที่เรากล่าว ๆ กันนี้ เหล่านี้ทำให้รู้จักเดินสายกลาง นี่เป็นคำตอบแนวหนึ่ง. แนวถัดมาก็คือว่า สอนให้ช่วยตัวเอง ช่วยตัวเอง นี้ก็พอฟังออกด้วยกันทุกท่าน เกือบไม่ต้องการคำอธิบาย สรุปความว่าเราไม่หวังพึ่งโชคชะตา ไม่หวังพึ่งเทวดา หรือแม้ที่สุดที่เรียกว่าพระเป็นเจ้า เราต้องการจะช่วยตัว เอง ตามพระบาลีว่า อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ อย่าง นี้เป็นต้น ถึงแม้ในศาสนาที่มีพระเป็นเจ้า เขาก็ยังกล่าว ว่า พระเจ้าจะช่วยแต่คนที่ช่วยตนเอง เรื่องช่วยตนเองนี้ อาจจะมีทั่ว ๆ ไปไม่มากก็น้อยในศาสนาอื่น ๆ แต่ในพุทธ- ศาสนาเรานี้เต็มที่; ตัวเองที่กำลังเป็นทุกข์หรือโง่เขลา จะต้องได้รับความเจ็บปวดและเข็ดหลาบ แล้วก็ต้อง หาทางช่วยตัวเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อกฺขาตาโร ตถาคตา ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้ทางเท่านั้น ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ การกระทำเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะต้อง

น.219 ๗ ทำเองเพื่อให้ความทุกข์สิ้นไป อย่างนี้เรียกว่าพุทธศาสนา เรา สอนให้ช่วยตนเอง ขอให้จำไว้. แนวถัดไป ท่านสอนว่าสิ่งทั้งหลายมีเหตุมีปัจจัย เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มีกฎในตัวมันเอง อย่างที่ พระสารีบุตรเมื่อก่อนจะมาบวช ก็ได้ถามพระภิกษุองค์- หนึ่ง ได้รับคำตอบว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า "สิ่งใด เกิดมาแต่เหตุต้องรู้เหตุของสิ่งนั้น และรู้ความดับของ เหตุของสิ่งนั้น " นี่เรียกว่าเป็นหลักธรรมะที่อยู่ในรูปของ วิทยาศาสตร์ จึงกล่าวว่าหลักพระพุทธศาสนานี้เป็นไป หรือว่าสบหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เอาบุคคล ไม่ได้เอาอะ- ไรเป็นประมาณ นอกจากเหตุผล ดังนั้นจึงถือว่า พระพุทธ- ศาสนานี้เป็นศาสนาแห่งเหตุผล นี้ก็แนวหนึ่ง แนวต่อไป สำหรับการปฏิบัติ ท่านสอน ให้เว้น ความชั่ว ให้ทำความดี และทำจิตให้บริสุทธิ์ ทั้งสาม อย่างนี้รวมกันเรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ คือ ประมวลหัว ข้อแห่งคำโอวาททั้งหมด เว้นชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์ เว้นชั่วและทำดีนี้ไม่ต้องอธิบาย ทำจิตให้บริสุทธิ์ก็คือว่า

น.220 ๘ ถ้ายึดถือแม้ในความดี จิตก็หม่นหมอง เช่นกลัวจะไม่ ได้ดีหรือดีมีอยู่จะหมดไป เป็นห่วงวิตกกังวลยึดถือนั่นนี่เป็น ของตน ทำให้เป็นทุกข์ ถึงแม้ว่าเราจะเว้นชั่วและทำดี เสร็จแล้วเรายังต้องรู้จักกระทำจิตให้ปล่อยวาง อย่าได้ยึด ถืออะไรไว้โดยความเป็นตัวตนของตนมันจะเศร้าหมอง มันจะหนัก มันจะเป็นทุกข์ เหมือนกับว่ายึดถือหรือแบก หามสิ่งใดไว้ย่อมเป็นของหนักและทนทุกข์ แม้ว่าของนั้นจะ เป็นเพชรพลอยที่มีราคามาก ถ้ามันตั้งกระบุงและมาแบก ไว้บนบ่าหรือทูนบนศีรษะมันก็หนักเท่า ๆ กับแบกก้อนหิน หรือทูนก้อนหินเหมือนกัน ฉะนั้น ก้อนหินก็ไม่ทูน เพชร- พลอยก็ไม่ทูนวางไว้ข้างๆ ไม่ให้มามีความหนักอยู่บนศีรษะ ซึ่งในที่นี้หมายถึงจิตใจ จึงได้กล่าวว่าจงทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วย เป็นเรื่องที่สาม, เรื่องที่หนึ่งเว้นจากความชั่ว, เรื่อง ที่สองทำความดี, เรื่องที่สามทำจิตให้บริสุทธิ์ นี่ท่าน สอนว่าอย่างนี้ ทีนี้คำสอนที่สำคัญ ซึ่งเป็นการเตือนสติอย่างสำคัญ ได้ทรงสอนว่า "สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ( คือสิ่งทั้งปวงใน-

น.221 ๙ โลกนี้ ) ไหลเรื่อยเปื่อยไปไม่มีหยุด ( คือไม่เที่ยง ) ขอ ให้ทุกคนสมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท" ท่านนิสิต และนักศึกษาแม้จะเป็นผู้เยาว์ก็ขอให้ฟังคำนี้ให้ดี ๆ ว่า คำสอนสูงสุดของพระพุทธเจ้านั้น . ต้องใช้ได้กับคนทุก- เพศทุกวัยทุกชั้นทุกระดับ แม้แต่คนหนุ่มคนสาวก็ให้ เข้าใจไว้ด้วยว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ไหลเรื่อย เปื่อยไป คือไม่เที่ยง ฉะนั้นจงทำตนเองให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาท คืออย่าไปทำเล่น ๆ กับสิ่งเหล่า- นั้น มันจะกัดเอา มันจะตบหน้าเอา มันจะผูกมัดรัดรึงเอา จะต้องนั่งร้องไห้หรือถึงกับจะต้องฆ่าตัวตายกันบ่อย ๆ. นี้รวมความว่า ถ้าถูกถามว่าสอนอย่างไร ให้ตอบ ว่าสอนให้เดินสายกลาง, สอนให้ช่วยตัวเอง สอนให้ รู้จักกฎแห่งเหตุผลมีเหตุและปัจจัยปรุงแต่งจะต้องจัด การที่เหตุให้ถูกต้องจึงจะได้รับผลตามที่เราต้องการ, และสอนเป็นหลักปฏิบัติว่าอย่าทำชั่ว ทำดี ทำจิตให้ บริสุทธิ์, และทรงเตือนสติว่าสิ่งทั้งปวง ไม่เที่ยง ไหล เรื่อย จงสมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท นี่คือหัวข้อที่ ถามว่าสอนอย่างไร ก็ตอบอย่างนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต