น.301 สารบาญ หน้า ๑. พุทธศาสนาสำหรับผู้จะอยู่ - ผู้จะไป 1 ๒. การไปช้า - การไปเร็ว 11 ๓. ข้อควรศึกษาเกี่ยวกับอริยสัจสี่ 22 ๔. เรื่องของ ความสะอาด - สว่าง - สงบ [ ๓ ส. ] 86 ๕. ลำดับแห่งการเข้าถึงพระรัตนตรัย 97 ๖. ภาคผนวก เรื่อง วินิจฉัย สมาธิภาวนา ๔ ประเภท 115
น.302 ประจำคืน ในระหว่าง พรรษา ที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๙๕ ของ พุทธทาสภิกขุ เรื่อง พุทธศาสนา สำหรับ ผู้จะอยู่ - ผู้จะไป - วันนี้ จะว่าถึงการแบ่งประเภทของพุทธ- ศาสนา สำหรับการศึกษาที่ยิ่งขึ้นไป พุทธศาสนานั้น ผิดจากศาสนาอื่นอยู่อีกอย่างหนึ่ง โดยที่อาจจะแบ่ง แยกออกไปได้เป็น ๒ ประเภท คือ หลักพระพุทธศาสนาสำหรับ " ผู้จะยังอยู่" และ หลักพุทธศาสนาสำหรับ " ผู้จะไป" ศาสนาอื่นย่อมไม่อาจจะแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทเช่นนี้ เพราะเหตุที่ศาสนานั้น ๆ ไม่มีความมุ่งหมายส่วนที่จะข้ามขึ้นพ้น จากโลก หรือจากความมีตัวตนโดยประการทั้งปวง. เพราะเหตุที่พุทธศาสนาเป็น ศาสนาสากลตามหลักของธรรมชาติอันกว้างขวาง ไม่มีขอบเขต จึงมีหลักปฏิบัติอัน ครบถ้วนสมบูรณ์ เท่าที่ธรรมชาติจะอำนวยให้มนุษย์เราปฏิบัติได้สูงสุดเพียงไร จึง ทำให้มีข้อปฏิบัติที่อาจแบ่งแยกได้ครบ เป็น ๒ ประเภทดังที่กล่าวแล้ว.
น.303 พุทธศาสนา ประเภทสำหรับ "ผู้จะยังอยู่" พุทธศาสนาส่วนนี้ หมายถึง หลักปฏิบัติขั้นที่ยังอยู่ในวิสัยโลก หวังความสุขความเจริญอย่างโลก ๆ โดยเฉพาะก็คือความสุขทางกามคุณที่เป็นของ มนุษย์บ้าง, ที่เป็นของทิพย์บ้าง, ที่เป็นอย่างสูงสุด ก็คือพรหมโลก ซึ่งแม้จะไม่ เกี่ยวกับกามคุณ ก็ยังข้องอยู่ในความพอใจในความที่ ได้มี - ได้เป็น อย่างใด อย่างหนึ่ง ด้วยจิตใจที่ยังคงพอใจในความมีตัวตนอย่างเดียวกัน. ข้อปฏิบัติประเภทนี้ ยังไม่ทำให้พ้นจากวัฏฏสงสาร จึงได้นามว่า " วัฏฏคามินี ปฏิปทา " ซึ่งแปลว่า การปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ยังคงท่องเที่ยวไปใน วัฏฏสงสาร. ข้อปฏิบัติชั้นนี้ ไม่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า ผู้มีปัญญามองเห็นสิ่งทั้ง- ปวงอย่างลึกซึ้ง, ท่านจึงประณามข้อปฏิบัติเพียงชั้นนี้ว่าเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง ทำนอง เดียวกับที่บุคคลธรรมดาหรือปุถุชนกลับเห็นข้อปฏิบัติอย่างของพระอริยเจ้า ว่าเป็น ของน่าเบื่อหน่าย น่าเกลียดน่ากลัวสำหรับตนโดยทั่วกัน ดังที่เคยมีคฤหบดีคนหนึ่ง ได้สารภาพกับพระอานนท์ว่า " ปปาโต วิย ชายติ ยทิทํ เนกฺขมมํ ฯลฯ” ซึ่ง มีใจความว่า " ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ! สำหรับพวกเราผู้เป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม มีกามเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในกาม มีความพอใจที่จะมั่วสุมอยู่กับกาม นั้น เนก.- ขัมมปฏิบัติ กล่าวคือข้อปฏิบัติที่จะนำให้แยกให้พรากมาเสียจากกาม ย่อมปรากฏ แก่พวกเราราวกับว่านรก" ดังนี้. ใจความสั้น ๆ ที่เป็นภาษาไทยก็ว่า การปฏิบัติ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณนั้น พวกฆราวาสเกลียดกลัว ราวกับนรกหรือราวกับเหวลึก ที่ลึกมืดมิด มองไม่เห็นก้นเหว. ข้อนี้ย่อมแสดงว่า ระดับจิตใจของคนเรามีอยู่ ต่างกัน จนไม่อาจเข้าใจ หรือพอใจของกันและกันได้ ก็มี, ซึ่งทำให้เขาต้องการ ข้อปฏิบัติที่พอเหมาะกับระดับของเขา เป็นชั้น ๆ ไป โดยเฉพาะ ๆ นั้นเอง.
น.304 ผู้ จะไป สำหรับสัตว์ที่อุปนิสัยยังต่ำ มีอินทรีย์ไม่แก่กล้าพอ ย่อมเหลือ วิสัยที่จะเข้าใจหรือพอใจในข้อปฏิบัติซึ่งอยู่สูงกว่าอุปนิสัย หรืออินทรีย์ของตน จึง ต้องการเฉพาะแต่ข้อปฏิบัติที่ตรง หรือพอเหมาะกับอุปนิสัยเป็นต้นของตน และรู้สึก ต่อสิ่งที่ตรงข้ามจากอุปนิสัยของตน ว่าเป็นเหมือน " นรก " ดังกล่าวแล้ว. โดยเหตุที่ตัณหาของสัตว์ทั่วไปมีอยู่ ๓ อย่าง คือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา สัตว์จึงต้องการข้อปฏิบัติอันจะอำนวยผลให้แก่ตนเป็น ๓ อย่าง เช่นเดียวกัน คือ : พวกสัตว์ที่มีกามตัณหานำหน้า หรือออกหน้า หรือ เป็นเจ้าเรือน ย่อมปรารถนาข้อปฏิบัติอันจะนำมาซึ่งผลเป็นกามคุณที่เป็นอย่างของ มนุษย์บ้าง ที่เป็นอย่างของเทวดา ตามความรู้ความเข้าใจของตนบ้าง แล้วแต่กรณี. สัตว์ที่มีภวตัณหาออกหน้า หรือเป็นเจ้าเรือน ก็ต้องการข้อปฏิบัติ อันจะนำมาซึ่งผล คือ ความสุขชนิดที่ ได้มี- ได้เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง, แม้ไม่ เกี่ยวกับกามคุณ ก็ยังเป็นความสุขชั้นที่ยังเกี่ยวกับตัณหาชั้นสูงชนิดหนึ่งอยู่นั้นเอง. โดยเฉพาะในกรณีนี้ บัญญัติเรียกกันว่า ความสุขอย่างพวกพรหมประเภทรูปพรหม คือพรหมที่มีร่างกายอันเป็นที่ตั้งแห่งอวัยวะเครื่องรับสัมผัสเช่นตาเป็นต้น อันเป็น เครื่องมือให้กำหนดเอารูปธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ สำหรับทำจิตใจจดจ่อ หรือสงบแน่วแน่อยู่ในอารมณ์นั้น ไม่ตกไปสู่กามคุณ, แต่ก็รักหรือพอใจในรสชาติ แห่งสมาบัติอันนั้นโดยปริมาณไม่น้อยกว่าที่สัตว์ชั้นต่ำ ๆ รักหรือพอใจในกามารมณ์ นั้นเหมือนกัน. สำหรับสัตว์ที่มีวิภวตัณหาออกหน้า หรือเป็นเจ้าเรือนนั้นเล่าก็ต้อง การข้อปฏิบัติอันจะนำมาซึ่งความสุขที่สูงขึ้นไปอีก ที่ประณีตขึ้นไปอีก ซึ่งสมมติเรียก กันว่าเป็นความสุขชั้นอรูปพรหม. ชั้นนี้ต่างจากรูปพรหมตรงที่ชั้นนี้ถือว่า การ
น.305 กำหนดสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์นั้น ยังเป็นของหยาบกว่าการกำหนดสิ่งที่ไม่มีรูป, พูดสั้น ๆ ก็คือเห็นว่า อรูปธรรมหรือสิ่งที่ไม่มีรูปนั้น ละเอียดประณีตกว่ารูปธรรมนั่นเอง, จึงถือว่าความสุขที่เกิดจากอรูปสมาบัตินั้นเป็นความสุขที่สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นความสงบที่ยิ่งขึ้นไปกว่าอีกชั้นหนึ่ง ; แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องอาศัยตัณหา มีความรักความพอใจในรสของความสงบเช่นนั้นนั่นเอง เป็นที่ตั้ง จึงยังไม่พ้นไปจากอำนาจบีบคั้นรึงรัดของความพอใจหรือความยึดถือ. ผู้มีจิตตั้งอยู่ในระดับนี้ อยากจะไม่ให้มีอะไรอยู่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ แต่ก็ไม่อาจละความยึดถือว่า " ตัวตน " จึงถือเอาความไม่มีรูปเป็นความไม่มีอะไร ไปพลางก่อน. เราจะเห็นได้ว่า ข้อปฏิบัติทั้ง ๓ ชั้นนี้ เป็นข้อปฏิบัติสำหรับสัตว์ที่ยังมีกาม ตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา นั้น ยังไม่ใช่เป็นข้อปฏิบัติเพื่อดับตัณหาให้หมดไป จึงยังต้องท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในโลกต่าง ๆ คือกามโลก รูปโลก และอรูปโลกนั้นเองไม่ออกไปจากโลกได้ ; เราจึงเรียกหลักปฏิบัติเหล่านี้ว่าเป็น หลักปฏิบัติสำหรับผู้จะยังอยู่ คือจะยังยินดีอยู่ในโลก หรือในวิสัยโลกต่อไปก่อน ยังไม่มีความมุ่งหมายจะข้ามขึ้นพ้นจากโลก. ข้อปฏิบัติชั้นต้น ๆ นี้ มีอยู่ในพุทธศาสนาอย่างครบถ้วน ได้แก่ข้อปฏิบัติประเภท ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือการประพฤติดีประพฤติชอบ ในส่วนศีลธรรมขั้นต้น ๆ ตามวิสัยโลก จนนำมาซึ่งประโยชน์ทั้ง ๓ คือ ทรัพย์ ยศ และไมตรีในชาติทันตาเห็น คือมนุษย์โลกนี้ ; และข้อปฏิบัติในส่วนศีลธรรมชั้นสูง มีทาน ศีล ภาวนา เป็นหลักใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่สุคติในโลกหน้า ซึ่งจะเป็นสุคติอย่างเทวโลก หรือพรหมโลกทั้ง ๒ ชนิด คือ รูปพรหม อรูปพรหมก็ตาม : ข้อปฏิบัติเหล่านี้ เป็นข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังจะต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร คือในโลกใดโลกหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการเกิดแก่เจ็บตายเป็นต้น เป็นของประจำ. ข้อปฏิบัติประเภทที่ให้ได้รับผลทำนองนี้ทันตาเห็น เรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ส่วนที่ได้รับผลในภพต่อไปข้างหน้า เรียกว่า สัมปรายิกัตถ-
น.306 ประโยชน์ ซึ่งมีอยู่ต่างกันเป็นชั้น ๆ ตามความต้องการของตน ๆ. แต่อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจด้วยว่า ตัณหา ๓ อย่าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ซึ่งเป็นเหตุให้ปรารถนาสุขในกามโลก รูปโลก และอรูปโลก เป็นคู่ๆ กันตามลำดับนั้น ก็เป็นสิ่งที่อาจจะกล่าวได้ว่าแตกต่างกัน หรืออยู่คนละระดับ จนถึงกับในขณะนั้น ๆ อาจจะไม่เป็นที่พอใจของกันและกันได้ : ตัวอย่างเช่นผู้ที่พอใจในสุขอย่างกามโลก ย่อมไม่พอใจสุขอย่างในรูปโลก หรืออรูปโลก เช่นเดียวกับที่ผู้พอใจในความสุขอย่างรูปโลก หรืออรูปโลก ย่อมเกลียดความสุขชนิด กามโลกอย่างเดียวกัน. แต่ว่าแม้จะเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันมากถึงเพียงนั้น ในที่สุดก็ยังอยู่ในประเภทที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก ยังไม่พ้นไปจากโลกได้ ทั้งนี้เพราะไม่สามารถดับตัณหานั้น ๆ ได้ นั่นเอง. เราจึงสรุปเรียกข้อปฏิบัติ หรือศีลธรรมประเภทนี้ว่าเป็น " พุทธศาสนาประเภทของบุคคลผู้จะยังอยู่ " ; และไม่น่าจะถือว่าเป็นใจความแท้ของพุทธศาสนาโดยตรง เพราะพ้องกันกับหลักในคำสนาอื่นอีกเป็นอันมาก และมีอยู่ก่อนพระพุทธองค์ตรัสรู้. * * * พุทธศาสนา ประเภทสำหรับ " ผู้ จะไป " หลักพุทธศาสนาประเภทนี้ หมายถึง ข้อปฏิบัติที่มุ่งหมายจะดับตัณหาทั้ง ๓ นั้นเสียตั้งแต่ต้นไปทีเดียว เพราะเล็งถึงความน่าเบื่อหน่ายในการเวียนวนอยู่ในการเกิดแล้วเกิดอีก ; และที่ยิ่งไปกว่านั้น ก็เพราะความเบื่อหน่ายต่อความสุข แม้ที่เป็นชั้นสูงไม่เกี่ยวกับกาม ไม่เกี่ยวกับรูปธรรมทั้งหลาย เป็นความสงบสุขที่ประณีตอย่างยิ่งแล้วก็ตาม, เพราะมีความรู้สึกว่าแม้ภาวะที่เป็นความพอใจในความสุข หรือในตัวคนที่มีความสุขนั้น ก็ยังเป็นการทนทรมานชนิดหนึ่งอยู่นั่นเอง.
น.307 ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะอำนาจของปัญญาที่ละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นไป ซึ่งเราจะเปรียบเทียบให้เห็นได้โดยง่ายเป็นคู่ ๆ : เช่นคนธรรมดาเห็นว่าการถูกลงโทษ หรือความยากจน เป็นทุกข์ทรมาน, การได้รับรางวัล หรือความมั่งมี เป็นความสุข นี้คู่หนึ่ง ; แต่บุคคลที่มีจิตใจสูงไปกว่านั้น อาจจะรู้สึกว่าความมั่งมี ก็เป็นความทุกข์ทรมาน, การอยู่อย่างสงบ ๆ ของพวกฤๅษีมุนีเป็นต้น เป็นความสุข นี้ก็คู่หนึ่ง ; และผู้ที่มีใจสูงไปกว่านั้น ก็จะรู้สึกว่าความสงบสุขอย่างของฤๅษีมุนี้นั้นก็ยังเป็นความทุกข์ทรมานเพราะยังมีตัณหาหรือความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั่นเอง, ต่อเมื่อดับตัณหาหรือความต้องการอย่างนั้นเสีย จึงจะเป็นความสุข ดังนี้เป็นต้น นี้ก็อีกคู่หนึ่ง. ดังที่กล่าวมาแต่ข้างต้นว่า ตัณหาทั้ง ๓ ประเภทนั้น ที่แท้ก็คือตัวการที่ทำให้ติดอยู่ในโลกชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม่อยากออกไปจากโลก เพราะในโลกนั้น ๆ มีสิ่งที่ตัณหานั้น ๆ ต้องการ นั่นเอง. เพราะฉะนั้นความมุ่งหมายที่จะดับตัณหาเหล่านั้นเสีย ก็คือความมุ่งหมายที่จะไม่ติด หรือไม่ให้เกิดอยู่ในโลก, หรือถ้ากล่าวในฐานะเป็นเรื่องเฉพาะหน้า ก็คือ ความมุ่งหมายที่จะออกไปให้พ้นจากอำนาจของตัณหา นั้นเอง : ถ้าหมดตัณหาหรือไม่อยู่ในอำนาจของตัณหาทั้ง ๓ นั้นแล้ว แม้จะยังคงมีชีวิตอยู่ไปในกามโลก หรือรูปโลก หรืออรูปโลก อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม รสอร่อยที่มีอยู่ในโลกนั้น ๆ ก็หาสามารถครอบงำจิตใจของบุคคลผู้หมดตัณหา หรือไม่อยู่ในอำนาจตัณหาเหล่านั้นได้ไม่. นี้ กล่าวได้ว่า ผู้นั้นโดยจิตใจ ย่อมไปไกลแล้วจากโลกทั้งปวง. ความทุกข์เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่ในโลกเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่สามารถครอบงำบุคคลผู้มีใจอันไปแล้วจากโลกทั้งปวง. เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ไปแล้วจากทุกข์ทั้งปวง ก็เพราะอยู่นอกโลกหรือพ้นโลก โดยจิตใจนั่นเอง. ข้อปฏิบัติเหล่าใด ที่ทำบุคคลให้มีจิตใจอยู่เหนือโลกเช่นนี้ เราให้ชื่อว่า " วิวัฏฏคามินี ปฏิปทา " ได้แก่พุทธศาสนาส่วนที่เป็นการปฏิบัติเพื่อทำลายความยึด-
น.308 ถือในตัวตน หรือในของของตน โดยประการทั้งปวงนั่นเอง. ส่วนใหญ่หรือตัว แท้ของข้อปฏิบัติประเภทนี้ ได้แก่การกระทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้ง-หลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่ายึดถือ ไม่ควรยึดถือ หรือยึดถือไม่ได้นั่นเอง, เป็นหลักปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างวิทยาศาสตร์ก็มี ตามหลักเกณฑ์อย่างปรัชญาก็มี แล้วแต่กรณี เพื่อนำไปสู่ความเห็นแจ้งถูกต้องแท้จริง ในสิ่งทั้งหลายอีกต่อหนึ่ง. การกระทำของผู้ปฏิบัติประเภทนี้ บางอย่างอาจจะอยู่ในรูปของการกระทำที่เป็นชั้นศีลธรรมเหมือนคนทั่วไป มีการให้ทาน รักษาศีลเจริญสมาธิเป็นต้นก็ได้, แต่ความมุ่งหมายแห่งการกระทำนั้น ๆ ย่อมต่างกัน : เช่น การให้ทาน ก็ให้เพื่อทำลายความยึดถือในตัวตน หรือสลัดละความยึดถือว่าเป็นของของตน, หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ให้เพื่อเป็นประโยชน์แก่บุคคลที่เห็นว่าควรให้, หาใช่เป็นการให้โดยหวังผลตอบแทนเป็นลาภยศสรรเสริญ หรือหวังผลเป็นสวรรค์กามคุณชั้นใดชั้นหนึ่งเป็นต้น ไม่เลย. แม้ การรักษาศีล ก็อย่างเดียวกัน คือเขาจะรักษาศีลเพื่อทำลายความยึดถือในตัวตนหรือความเห็นแก่ตน หรือทำลายความที่ตนมัวเมาในความสุข, หรืออย่างน้อยที่สุด ก็รักษาศีลเพื่อเป็นเครื่องช่วยให้เกิดสมาธิเป็นต้น หาใช่รักษาศีลเพื่อประโยชน์เป็นลาภผล เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือเพื่อไปสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งไม่เลย. ใน การเจริญสมาธิ นั้นเล่า ก็หาได้เจริญเพื่อให้ได้รับความยกย่องนับถือ หรือเพื่อได้อำนาจพิเศษ เช่นหูทิพย์ตาทิพย์เป็นต้น ไม่, หรือแม้ที่สุดแต่จะปรารถนารสชาติของความสงบสบาย ในขณะจิตเป็นสมาธิ โดยอำนาจความพอใจ
น.309 ในรสนั้น ๆ อย่างหลงใหล ก็หาไม่, แต่เจริญสมาธิเพื่อกำจัดกิเลสที่ห่อหุ้มจิตใจ ในขั้นต้น ๆ หรือที่ปิดบังจิตจากความรู้สึกอันลึกซึ้ง เพื่อให้เกิดปัญญาหรือความรู้แจ้งอันสูงสุดนั่นเอง. ใน ขั้นปัญญา หรือการเจริญวิปัสสนา ของบุคคลประเภทนี้ ก็คือการพิจารณาให้เห็นโทษของความยึดถือสิ่งทั้งปวง โดยความเป็นตัวตน หรือของของตน, คือให้เห็นทุกข์ มีเกิดแก่เจ็บตายเป็นต้น อันสัตว์ได้รับอยู่เพราะความหลงยึด-ถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยความเป็นตัวตน หรือของตนนั่นเอง. กล่าวโดยสรุปแล้ว พุทธศาสนาส่วนนี้ ก็คือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายยิ่ง ๆ ขึ้นไป จากการหลงใหลอยู่ในการได้ – การเป็น ทุกชนิด ไม่ว่าจะหยาบหรือประณีตละเอียดเพียงใด นั่นเอง, จนจิตไม่ข้องติดอยู่ในการได้ หรือการมี นั้น ๆ เราจึงเรียกการปฏิบัติชั้นนี้ว่า " พุทธศาสนาสำหรับบุคคลผู้จะไป" ดังนี้. แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า " ผู้อยู่ " หรือ " ผู้ไป " ในที่นี้เป็นเพียงคำสมมติเพื่อให้เกิดความเข้าใจในคำพูดเท่านั้น. คำว่า " ไป " ในที่นี้มีความหมายเฉพาะเป็นพิเศษ : ไม่ใช่ไปที่นั่น – ไปที่นี่ ; หมายความแต่เพียงว่าไปเสียจากวัฏฏสงสาร หรือไปเสียจากความมี – ความเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ทุกชนิด ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ทั้งชนิดหยาบ และชนิดละเอียดที่สุดจนถึงกับทำให้เกิดความหลงว่าเป็นสิ่งน่าปรารถนาอย่างยิ่งไปก็มี. ตามความจริงนั้น มันเป็นความทุกข์ทรมานชั้นละเอียดประณีตที่สุด จนต้องกล่าวว่าถ้ายังมี ความมี – ความเป็น ชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่แล้ว แม้จะประณีตสุขุมเพียงไร ก็ยังคงเป็นความทุกข์อยู่นั่นเอง, เพราะ
น.310 ตัวความมี – ความเป็น นั่นแหละ เป็นตัวทุกข์ จึงได้ต้องการความออกไปเสียจากความมี – ความเป็น. ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือการดับเสียซึ่งความมี – ความเป็นอันเป็นการดับสนิทของความทุกข์โดยสิ้นเชิง. * * * ในที่สุดนี้ เราจะเห็นได้ว่า พุทธศาสนาหรือการปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น มีอยู่เป็น ๒ ประเภทจริง ๆ คือประเภทหนึ่ง สำหรับสัตว์ที่จำเป็นหรือที่พอใจจะอยู่ในโลก หรือเวียนว่ายไปในความมี – ความเป็น ไปก่อน ; ส่วนอีกประเภทหนึ่ง สำหรับบุคคลผู้มีใจสูง จนถึงมีความเข้าใจในตัวชีวิตหรือความมี- ความเป็น ซึ่งถ้าจะกล่าวให้ถูกกว่านั้น ก็คือมีความเข้าใจในตัวจิตใจที่ตกอยู่ภาย-ใต้ความหลงใหลในความมี – ความเป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง มาอย่างแจ่มแจ้งแล้วนั่นเอง. เมื่อบุคคลใดมามองเห็นหลักพุทธศาสนา ว่ามีอยู่เป็น ๒ ชั้น หรือ ๒ ประเภทอย่างนี้แล้ว ย่อมหมดความสงสัย หมดความเข้าใจผิด อันเป็นเหตุให้ดูหมิ่นติเตียนฝ่ายที่ตรงกันข้ามจากตน หรือจะหมดความขลาดความกลัว ต่อพุทธศาสนาในชั้นโลกุตตระ ไม่มองเห็นในฐานะเป็นสิ่งที่น่ากลัวเช่นเหวลึกและมืด อีกต่อไป. สำหรับ ผู้ที่ยังอยู่ในชั้นโลกียะ ก็จะสามารถเลือกคัดเอาพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ภาวะของตน และทั้งเป็นบันไดสำหรับจิตใจของตนจะก้าวไปสู่ชั้นโลกุตตระ พร้อมกันไปในตัวโดยไม่ขัดขวางกันและกัน จนเกิดความลำบากหรือความเสียหาย แต่อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น. แม้ตนจะอยู่ในโลกนี้ และ
น.311 สมัครจะทนอยู่อย่างวิสัยโลกโดยชื่นตา เข้าทำนองที่ว่า " กินเนื้อปลา ก็ต้องถูก ก้างปลาบ้าง เป็นธรรมดา" ก็ตาม ตนก็ยังอาจทำตนให้หลีกจาก " ก้างปลา " ได้มากกว่าธรรมดา พร้อมทั้งความปรารถนาที่จะได้บริโภคโดยปราศจาก "ก้างปลา" โดยประการทั้งปวงอยู่เป็นประจำ จนกว่าจะเป็นบุคคลผู้อยู่เหนือความจำเป็นที่จะต้อง บริโภคสิ่งใด ๆ อีกต่อไปในที่สุด ดังนี้. นี่แหละคือผลของการที่เรามีความรู้ ความเข้าใจ ว่าพุทธศาสนามี อยู่เป็น ๒ประเภท ดังกล่าวมา.
น.312 ประจำคืน ในระหว่างพรรษา ที่ ๑๑,๑๔ สิงหาคม ๒๔๙๕ ของ พุทธทาส ภิกขุ เรื่อง การไปช้า - การไปเร็ว วันนี้ จะว่าถึงเรื่องการไป ๒ อย่าง คือ ไปช้า-ไปเร็ว และอย่าลืมว่าในชั้นแรก ต้องย้อนไปทำความเข้าใจกันถึงข้อที่ว่า "ไป" กับ "ไม่ไป" ดังที่ได้บรรยายไว้ในวันก่อนเสียอีกครั้งหนึ่งด้วย. ที่จริง สัตว์ทั้งหลายย่อมมีการก้าวหน้าไปสู่ที่สุดของวัฏฏสงสารอยู่ในตัว เองแล้วตามธรรมชาติ ด้วยกันทั้งนั้น, ไม่ว่าสัตว์นั้นจะรู้สึกตัว หรือไม่รู้สึกตัว ก็ตาม. ตามกฎธรรมดา สัตว์ทั้งหลายย่อมมีวิวัฒนาการไปสู่ " จุดยอด" ของ ความเจริญอยู่เป็นปรกติ เพราะว่าชีวิตหนึ่ง ๆ จนตลอดชีวิตนั้น ย่อมเป็นการศึกษา พร้อมทั้งความเจนจัด อยู่ในตัวมันเอง จนตลอดชีวิต. ความเจริญในทางสติปัญญา จึงเกิดขึ้นมาเองในตัวชีวิตนั้น ๆ ตามมากตามน้อยทุก ๆ ชาติที่เกิดมา จนกระทั่งถึง ที่สุดของสติปัญญา. นี่เรียกว่า การหมุนไปสู่ระดับสูงสุดของสัตว์ ที่เป็น ไปเอง หรือมี " การไป" อยู่ในตัวเองตามธรรมชาติ. สัตว์นั้น ๆ จะรู้สึก
น.313 หรือไม่รู้สึกก็ตาม ย่อมมี " การไป" ชนิดนี้ อยู่เป็นปรกติ, แต่ยังไม่ถือว่าเป็น "ผู้ไป" ในการบรรยายนี้ ซึ่งเป็นการไปอย่างแท้จริงและโดยเร็ว. ที่เรียกว่า " ผู้ ไป" และ "ผู้ ไม่ไป" ในที่นี้นั้น มีความหมาย จำกัด : คำว่า "ผู้ไป" หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะคือมนุษย์ที่มี ความเข้าใจในสิ่งทั้งปวงอย่างลึกซึ้ง ถึงขนาดที่ไม่มัวเมา หรือไม่จมอยู่ในความ เพลิดเพลินในสิ่งนั้น ๆ, ต้องการจะให้จิตของตนขึ้นถึงขั้นที่ปราศจากความทุกข์ โดยประการทั้งปวง เสียโดยเร็ว. ส่วนสัตว์ที่เรียกว่า " ผู้ไม่ไป" นั้น หมายถึง ผู้ที่มีความรู้สึกไม่สูงกว่าสัญชาตญาณตามธรรมชาติ, นับตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานทั่วไป ขึ้นไปถึงชั้นมนุษย์หรือเทวดาก็ตาม ; เป็นผู้ที่ยังมีใจต่ำ คือจมอยู่ในความเพลิดเพลิน อันตนจะพึ่งได้มาจากสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย มีความพอใจในรสชาติที่ยั่วยวนของสิ่ง เหล่านั้น มากจนถึงกับไม่อยากจะจากสิ่งเหล่านี้ไป หรือไม่อยากจะให้ สิ่งเหล่านั้น หมดไปเสีย, มีจิตใจอาลัยอยู่ในรสชาติชนิดนั้น ถึงขนาดที่ไม่อาจจะถอนขึ้นได้, และ ไม่สามารถจะเห็นด้วย กับเรื่องราวของทาง " ฝ่ายโน้น ” คือฝ่ายที่ปราศจากกามคุณ จนถึงขนาดที่ตัวเองมีความรู้สึกว่า " ความว่างจากกามารมณ์นั้น มีค่าเท่ากับนรก ชนิดหนึ่ง" ดังที่กล่าวมาแล้ว : จึงมีอาการเหมือนกับถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงหรือผนัง ขนาดภูเขา ที่ทำให้สัตว์นั้น ๆ ไม่สามารถทราบได้ว่ามีฝ่ายโน้นอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง. เมื่อ ไม่ทราบแม้แต่เพียงว่า มันยังมีฝั่งฟากข้างโน้นอยู่อีกฟากหนึ่ง ดังนี้แล้ว สัตว์นั้น ๆ จะไปทราบได้อย่างไร ว่าฝั่งโน้นมีลักษณะและประกอบอยู่ด้วยคุณสมบัติเช่นไร เป็น ต้น, จึงไม่ปรารถนาอะไร สำหรับฝั่งโน้น พอใจอยู่แต่ในฝั่งนี้โดยเจตนา. แม้สัตว์ พวกนี้จะมีวิวัฒนาการในทางจิตที่มุ่งหมายจะไปสู่จุดยอด คือฝั่งโน้นอยู่ในตัวเอง สัตว์เหล่านี้ก็ไม่รู้ สึกและกลับมีความรู้สึกชนิดที่จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ด้วยซ้ำ ไป, จึงไม่มีความสมัครใจจะไป ด้วยเจตนา ; ส่วนที่ธรรมชาติบันดาลให้เป็นไป เอง จึงเป็นไปอย่างวกวน และช้ามาก ชนิดที่เรียกว่าตั้งหลายร้อยกัปป์ หลายร้อย
Buddhadasa