น.314 การไปช้า - การไปเร็ว 13 กัลป์ ซึ่งเป็นมาตราสำหรับใช้วัดจิตใจของสัตว์ประเภทนี้ ได้เป็นอย่างดี ว่ามีความ มืดหรือความหนาเพียงไร. ที่ว่าเทวดาอายุมากกว่ามนุษย์โดยจำนวนปี แล้วปีหนึ่ง ๆ หรือวันหนึ่ง ๆ ของเทวดา ก็ยังยาวนานกว่าปีหนึ่งหรือวันหนึ่งของมนุษย์ นับด้วยหมื่นเท่าแสนเท่า นี้ ย่อมแสดงว่า ความมัวเมาในกามารมณ์หรือความสุขที่เป็นของทิพย์นั้น มี อำนาจมาก มีน้ำหนักมาก เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลมากเหลือประมาณนั่นเอง, ยิ่งส่อให้รู้ถึงความไม่อยากไปของสัตว์ประเภทนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก. เราจึงรวมเรียก สัตว์ประเภทที่ยังมัวเมาอยู่ในความสุขชนิดที่ต้องเนื่องด้วยเหยื่อคือกามคุณเป็นต้น ทุก ประเภททีเดียว ว่า " ผู้ที่จะยังอยู่ " หรือ " ผู้ไม่ไป " ในที่นี้. ส่วนสัตว์ " ผู้จะไป " นั้น ย่อมหมายถึงสัตว์ประเภทที่มีสติปัญญาสูง ขนาดมองเห็นความเบื่อหน่ายของสิ่งทั้งปวง หรือเกลียดชังความที่ตนต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ ยิ่งกว่าซ้ำ ๆ ซาก ๆ, จึงเกิดความรู้สึกใคร่ที่จะไป เสียให้พ้นจากภาวะ หรือความเป็นอย่างนั้น ๆ อย่างแรงกล้า, เหมือนดังสัตว์ที่ถูก จับมากักขัง ต้องการจะไปเสียให้พ้นจากที่คุมขังฉะนั้น. ผู้ที่มีความรู้สึกเช่นนี้ทุก ประเภท ไม่ว่าคนหนุ่มหรือคนแก่ หญิงหรือชาย ฆราวาสหรือนักบวช มนุษย์หรือ เทวดาก็ตาม เราเรียกว่าเป็น " ผู้จะไป " หรือ " ผู้ปรารถนาจะไป " ในที่นี้ด้วย กันทั้งนั้น. * * * ที่นี้ ก็มาถึงเรื่องของการไปช้า - ไปเร็ว ที่จะต้องพิจารณากันต่อไป : การไปช้า มีความหมายอยู่เป็น ๒ ประเภท คือไปช้าเพราะไม่มีสมรรถภาพที่
น.315 จะไปให้เร็ว หรือว่าทำผิดพลาดในเรื่องการไป ก็จำต้องไปช้านี้พวกหนึ่ง. อีกพวก หนึ่ง ไปช้าเพราะอยากจะไป ให้ดีที่สุดหรือดีจนเกินไป เช่นอยากจะไปอย่างมีอะไรที่ดีๆ ไปด้วยมาก ๆ หรือเพื่อช่วยพาคนอื่นไปด้วยให้มาก ๆ อย่างนี้ ก็เป็นการไปช้าด้วย เหมือนกัน, แต่ต้องเข้าใจว่าผิดกันมากกับอย่างแรก ที่ไปช้าเพราะไม่ฉลาดจะไปให้เร็ว ส่วน การไปเร็วนั้น ก็มีประเภทเป็น ๒ เช่นเดียวกันอีก โดย นัยที่คล้ายกัน คือไปเร็วชนิดตัดช่องน้อยแต่พอตัว หรือไปพอสักว่าให้ลุถึงอย่างอุ่น ๆ ไม่มีพิธีรีตอง, นี่ สำหรับบุคคลที่มีอุปนิสัยเพียงเท่านั้น, ส่วนการไปเร็วอีกชนิด หนึ่ง คือของบุคคลผู้มีอุปนิสัยแก่กล้า และบำเพ็ญบารมีไว้อย่างมากอย่างสูงนั้น ย่อม ไปได้อย่างรุ่งเรือง และทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้ อื่นด้วย โดยไม่น้อย. สำหรับการไปช้า เพราะ ปรารถนาจะบำเพ็ญ ประโยชน์ ให้กว้าง- ขวางนั้น เป็นความปรารถนาของบุคคลผู้มีปัญญาและเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง จึง ยอมลงทุนเสียสละทนทรมานในระหว่างที่ต้องเนิ่นช้า เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์อัน กว้างขวางดังที่กล่าวมาแล้ว. ความเป็นอย่างนี้ มีความสมควรหรือเหมาะสมแก่ บุคคลบางประเภทเท่านั้น สัตว์ตามธรรมดาส่วนมากย่อมไม่มีความเหมาะสมที่จะทำ เช่นนั้น. แต่ถึงกระนั้น ก็มีพุทธศาสนาบางลัทธิ บางนิกาย ที่นิยม หรือสั่งสอน ให้เกิดความนิยม ในการที่จะตระเตรียม " การไป ” ของตนให้กว้างขวาง จน พอที่จะนำเพื่อนสัตว์จำนวนมากไปด้วยได้, ได้แก่พวกอุตตรนิกาย ซึ่งเรียกตัวเองว่า มหายาน. พวกเราฝ่ายทักษิณนิกายหรือเถรวาทไม่มีความนิยมอย่างนั้น, โดยถือเสีย ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะคนทุกคนไม่สามารถจะทำอย่างนั้น, จึงได้มีความ นิยมในการที่จะตัดลัดให้มีความผูกพันน้อย และไปได้ โดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่สูง อายุ หรือใกล้ต่อความแตกดับของสังขารด้วยแล้ว ย่อมมีการตัดลัดให้สั้นที่สุด เท่าที่จะสั้นได้.
น.316 เรื่องราวที่เราได้ฟังกันอยู่บ่อย ๆ ที่ว่าจัดให้สามเณรหรือภิกษุหนุ่ม ที่มีแววแห่งการเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ให้ได้รับการศึกษาให้จบพระไตรปิฎกเป็นต้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยอนุญาตให้ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่าที่สงัดเพื่อเป็นพระอรหันต์นั้น, ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษจริง ๆ ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ราย เพราะถือว่าคนทั่วไปไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ นั่นเอง. แต่สำหรับบุคคลพิเศษที่สามารถจะทำเช่นนั้นได้เพียงบางคน ก็มีความนิยม ให้ทำเช่นนั้นอยู่บ้างเหมือนกัน. และเมื่อมีความแน่นอนว่าจะเป็นผลสำเร็จได้ตามนั้น เราก็เรียกบุคคลนั้นว่า ทั้งไปเร็วด้วย ทั้งมีประโยชน์ กว้างขวางด้วย, ซึ่งผิดจากประเภทสามัญซึ่งมุ่งหมายแต่เพียงให้ไปเร็ว แต่อย่างเดียว. * * * ทีนี้ เราจะได้พิจารณากันถึงการไปเร็วประเภทสามัญ ให้เป็นที่เข้าใจกันอย่างแจ่มแจ้งต่อไป. ชีวิตที่ปราศจากเหย้าเรือน ที่เราเรียกกันว่า เพศบรรพชิตหรือนักบวชนั้น เป็นความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการไปเร็วในชั้นต้น เสียชั้นหนึ่งก่อน เพราะเพศฆราวาสมีเรื่องมาก มีความหนักมาก มีความพัวพันมากเพียงใด ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว สรุปความก็ว่า เพศฆราวาสไม่ค่อยอำนวยแก่การประพฤติหรือกระทำ แม้เพียงแต่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเรื่องราวของฝั่งโน้น, หรือถึงแม้จะมีความรู้ ในเรื่องราวของฝั่งโน้น ด้วยการเทียบเคียงมาอย่างเพียงพอแล้ว เพศฆราวาสก็ยังเป็นความคับแคบและอึดอัดไม่โปร่ง ไม่สะดวก สำหรับการประพฤติและการกระทำเพื่อให้ไปเร็ว อยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นจึงเกิดระเบียบวิธีของการออกจากเหย้าเรือน ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ได้ทรงออกผนวชด้วยความรู้สึกเช่นว่านี้
น.317 จึงเป็นอันสรุปความในชั้นนี้ได้ว่า การบรรพชา เป็นเครื่องมือแห่งการไปเร็วชนิดหนึ่งในเบื้องต้น. ครั้นได้รับการบรรพชาแล้ว ในขั้นต่อมา การไปเร็วหรือช้าย่อมอยู่ที่ความคิดและการกระทำของผู้นั้นสืบไป. ถ้าเป็นการบรรพชาตามประเพณี หรือบรรพชาที่ปราศจากความมุ่งหมายอันถูกต้อง แห่งการบรรพชาแล้ว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งอาจมีผลไม่ดีไปกว่าเพศฆราวาส ก็ได้. แม้ที่สุด แต่การบรรพชาที่มีความมุ่งหมายถูกต้องในชั้นต้นแล้ว แต่มาในตอนหลัง เกิดความล้มเหลวหรือเปลี่ยนแปลง เช่นไปหลงใหลลืมตัวในลาภสักการะเสียงสรรเสริญหรือยศศักดิ์อำนาจวาสนา ตลอดถึงความสุขสบาย สำราญใจสำราญกายเพราะเหตุนั้นเข้า ก็จะไม่มีการ " ไป " เสียเลย ดังนี้ก็เป็นได้. นี่ นับว่าเป็นประเภทหนึ่ง. แม้ที่สุด แต่การหลงใหลในการศึกษาพระปริยัติธรรม หลงใหลในความเป็นปราชญ์ หลงใหลในความงามความไพเราะของพุทธวจนะ จนเกิดความฟุ้งซ่านหรือติดพันในสิ่งนั้น ๆ จนเกิด ความเนิ่นช้าแก่ การไป นี่ ก็อีกประเภทหนึ่ง. ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ในชั้นศีลชั้นสมาธิ แล้วเกิดความพอใจในความสุขแปลก ๆ ใหม่ ๆ เช่นรสชาติอันเยือกเย็นของจิตที่เป็นสมาธิชั้นที่เอิบอาบอยู่ด้วยปีติและสุข มีความพอใจหลงใหลอยู่ในรสชาติอันนั้น ถึงกับอาลัยอาวรณ์ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือละวางไปสู่การประพฤติกระทำที่สูงขึ้นไปแม้อันนี้ ก็เป็นการเนิ่นช้าต่อการไปอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. คำที่กล่าวอย่างบุคคลา-ธิษฐานว่า " เกิดในพรหมโลกมีอายุยืนยาวตั้งอยู่เป็นกัปป์ ๆ เสียก่อน จึงจะจุติไปสู่โลกอื่นได้ " ดังนี้ ย่อมหมายถึงความที่รสอันลึกซึ้งของสมาธิ มีอำนาจจับยึดน้ำใจของสัตว์ผู้หลงใหลในรสของสมาธิ นั่นเอง, นับว่าเป็น ‘ ความเนิ่นช้าที่น่ากลัว อย่างยิ่ง อย่างหนึ่งเหมือนกัน.
น.318 สำหรับสมาธิที่เป็นไปเพื่อให้มีอำนาจพิเศษต่าง ๆ เช่นมีตาทิพย์ เป็นต้น ซึ่งมีการฝึกเป็นพิเศษยิ่งกว่าสมาธิตามปรกติด้วยแล้ว นับว่าเป็นการเนิ่นช้า ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเป็นทางให้เกิดโอกาสที่จะหลงใหลเพลิดเพลินในความสามารถเช่น นั้น. หรือหลงใหลในผลทางวัตถุ อันได้มาจากความสามารถเช่นนั้น. และถ้าถึงกับ เป็นสมาธิของบุคคลผู้มีความปรารถนาไม่ประกอบด้วยธรรมด้วยแล้ว จะไม่เพียงแต่ทำ ให้ไปช้าอย่างเดียว ยังกลับจะเป็นอันตรายทำลายบุคคลนั้น ให้วอดวายไปคราวหนึ่ง ก็ได้. สำหรับสมาธิที่ถูกต้องแท้ อย่างมากที่สุด ก็จะเป็นเพียงเพื่อให้เกิด การชิมรสล่วงหน้าของพระนิพพาน และเป็นการให้เกิดความขะมักเขม้นในการเจริญ วิปัสสนาสืบไป. สำหรับคนทั่วไปซึ่งไม่สามารถฝึกสมาธิได้อย่างสูงหรือมากมายนั้น เพียงแต่อาศัยสมาธิที่เกิดเองตามธรรมชาติ ในขณะที่เราทำการพิจารณาอย่างใดอย่าง- หนึ่งอยู่อย่างแรงกล้า เท่านี้ก็พอแล้ว. ที่นี้ก็ถึงการศึกษาชั้นปัญญา. การศึกษาชั้นปัญญานั้น มีระเบียบแบบ- แผนสำหรับประพฤติปฏิบัติที่บัญญัติขึ้นในชั้นหลังมากมายเหมือนกัน จนเป็นที่ตั้งแห่ง พิธีรีตองต่าง ๆ ไป ก็มี. ยิ่งความอยากรู้อยากเห็นของคนในสมัยหลัง ๆ นี้แล้ว นับว่า ไม่มีขีดสิ้นสุด, จนถึงกับวนเวียนอยู่ในเรื่องแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่น่ารู้น่าศึกษา และโดย เฉพาะอย่างยิ่งที่ยั่วให้คิดนึกอย่างนักปราชญ์ ไม่มีความมุ่งหมายว่าจะไปสิ้นไปสุดกันที่ ไหน มีความเพลิดเพลินเกิดมากขึ้นและสูงขึ้นตามลำดับ ของความที่ปัญญาชนิดนั้นยิ่ง ก้าวหน้าไป โดยเฉพาะเช่นเรื่องปรมัตถ์หรืออภิธรรมเป็นต้น, ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นอาหาร ที่มีโอชารสอย่างยิ่ง แก่สติปัญญาของผู้ชอบคิดและจมอยู่ในความเพลิดเพลิน อันเกิด จากการคิดเหล่านั้น. ถ้าวนเวียนมากยิ่งขึ้นไป ก็จะเลยเถิด จนถึงกับเข้าในบทว่ารู้มาก เกินไป จนเอาตัวไม่รอดดังนี้ก็มี, ซึ่งเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวในคัมภีร์ กล่าวถึงอาจารย์
น.319 ที่เป็นนักศึกษา เป็นนักคิดบางคน ไม่ได้ลุคุณธรรมพิเศษอันใด, จนถึงกับศิษย์บางคน ที่มีความสนใจพอเหมาะและถูกทาง แล้วไปได้ถึงที่สุดต้องช่วยเตือนสติให้ก็มี. ปัญญาที่เป็นภายนอกเช่นที่กล่าวนี้ เป็นการเนิ่นช้าโดยแท้. ส่วน ปัญญา ที่เป็นไปในภายใน คือพิจารณาศึกษาในสิ่งอันเป็นภายในร่างกายหรือจิตใจของตน เพื่อให้รู้ความจริง เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับความทุกข์และความดับทุกข์ นี้นับว่าเป็นการ ไปเร็วในชั้นปัญญา. แต่ถึงกระนั้น ก็ยังอาจมีที่เร็วมาก - เร็วน้อย เป็นชั้น ๆ อยู่อีก เหมือนกัน แม้ไม่เกี่ยวกับอุปนิสัยและสิ่งแวดล้อม : ลำพังวิธีการพิจารณา ก็มีอยู่ หลายแบบ กว้างแคบกว่ากัน อ้อมหรือลัด ตรงกว่ากัน ตามรูปเรื่องของวิธีนั้น ๆ, และส่วนใหญ่ อยู่ที่บุคคลนั้น ๆ หรือครูบาอาจารย์ของบุคคลนั้น จะเป็นผู้เลือกเฟ้น ให้เหมาะกับอุปนิสัยและสิ่งแวดล้อมจิตใจของผู้ปฏิบัติ. ความเร็วเป็นพิเศษ มีได้ในกรณีที่ผู้นั้นมีอุปนิสัยแก่กล้ามาแล้ว ดูคล้าย กับว่าได้เตรียมพร้อมอยู่ในตัวแล้ว รอคอยเพียงการสะกิดนิดหนึ่ง ก็โพลงขึ้น. กรณี เช่นนี้ จัดเป็นกรณีพิเศษ. ส่วนในกรณีทั่วไป หมายถึงการบำเพ็ญความเพียรพินิจ พิจารณาไปตามปรกติ ซึ่งมีหลักกว้าง ๆ อยู่ว่า พิจารณาเห็นโทษของสิ่งที่ประกอบ ด้วยโทษ หรือความทุกข์ อยู่เป็นประจำ และให้แรงกล้ายิ่งขึ้นทุกที ที่เห็นว่ายังไม่ พอเพียง คือจิตยังไม่เกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งซึ่งมีโทษนั้น ๆ อันตนก็มองเห็นอยู่ว่า เป็นโทษ, และพร้อมกันนั้น ก็พิจารณาหน่วงไปยังผลดีเลิศของการที่จิตไม่ประกอบตน พัวพันอยู่ในสิ่งนั้น ๆ ซึ่งหมายความว่า ละและปล่อยวางสิ่งนั้น ๆ ได้แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราได้ตรัสวิธีการดังกล่าวนี้ ในกรณีอันเกี่ยวกับ พระองค์เองไว้เป็นอย่างมาก เช่นในการพยายามให้จิตละจากกามคุณ น้อมไปสู่ เนกขัมมะ, ให้จิตพอใจในการน้อมไปสู่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
น.320 ตามลำดับ กระทั่งถึงอรูปฌานสี่ และนิโรธสมาบัติ เป็นที่สุด. ๑ นี่เป็น หลักใหญ่ ๆ ที่ถือกันอยู่ในฝ่ายเถรวาทเรา ในฐานะเป็นหลักทั่วไปอันแสดงว่ามิได้ติดชะงักหลงใหลอยู่ในสุขทางฌานขั้นใดชั้นหนึ่ง. โดยสรุปความ ก็คือการพิจารณาเห็นโทษของวัฏฏสงสาร ให้ยิ่งขึ้นไปอยู่เสมอ พร้อมกันนั้นก็เล็งผลเลิศหรือการออกไปได้จากวัฏฏสงสาร ซึ่งเรียกโดยสมมติว่าถุถึงพระนิพพานไปในตัว ; ให้มีความรู้สึกจริง ๆ เหมือนบุคคลผู้กำลังเจ็บปวดอยู่ ป่วยใช้อยู่ หรือถูกไฟไหม้อยู่ เป็นต้น รู้สึกชัดในความทนทรมานนั้นเป็นอย่างดีอยู่ในใจ แล้วจ้องหาผลเลิศคือความหายจากโรคนั้น ๆ อยู่ด้วยกำลังของความต้องการแห่งจิตใจทั้งหมดจริง ๆ. การปฏิบัติตามหลักนี้ ย่อมห้ามกันความเนิ่นช้านานาประการได้ เช่นห้ามความหลงใหลในผลของสมาธิหรือปัญญาอันเป็นไปในภายนอกเสียโดยสิ้นเชิง ; ห้ามกันตัณหาในความมี – ความเป็นอย่างอื่น ๆ เช่นตัณหาในรูปภพและอรูปภพเป็นต้น เสียได้ ; เหลืออยู่ก็แต่การน้อมไปเพื่อ " ความดับสนิทไม่มีเหลือ " ของสังขารที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างเดียวเท่านั้น ; จึงเป็นวิธีที่ลัดสั้น รวดเร็วและปลอดภัยจากสิ่งยั่วหรืออุปสรรคโดยประการทั้งปวง. ส่วนวิธีการพิเศษแปลก ๆ ชนิดที่เรียกว่าเป็นเคล็ดลับ หรือทางลัด ซึ่งมีชุกชุมและโอ้อวดกันมากในฝ่ายมหายานนั้น ก็นับว่าไม่มีความจริงที่เป็นความดียิ่งกว่าหรือเหมาะสมยิ่งไปกว่าวิธีการที่ตรงไปตรงมา ของฝ่ายเถรวาทเราที่กล่าวแล้ว. และวิธีการเหล่าโน้น เป็นวิธีการที่ประดิษฐ์ขึ้นเฉพาะกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นไปใน ๑. ดูใจความพิศดาร จากพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๙๔.
น.321 ทางสมมติให้นิพพานเป็นตัวอัตตาหรือตัวตนไปพลางก่อน เพื่อให้เกิดความมานะบากบั่นในชั้นต้น แล้วค่อยไปเพิกถอนความมีตัวตนนั้น ๆ เอาต่อภายหลัง. นอกจากนั้น ในฝ่ายเถรวาทเราก็ยังมี วิธีการประดิษฐ์ประดอยกันต่าง ๆ นานา เพราะความไม่รู้เท่าถึงการณ์ หรือเพราะมุ่งผลเพื่อจะหลอกลวงผู้อื่นแสวงหาประโยชน์ใส่ตน, ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูปคือของปลอม เทียมของจริง, ก็มีอยู่มาก, ทั้ง ๆ ที่ได้รับความนิยม แตกตื่นหรือนับถือกันมาก ในชนกลุ่มใหญ่เป็นปึกแผ่น. ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนส่วนมากอยู่ในพวกงมงายนั่นเอง, คนไม่น้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ จึงยึดถือเอาไว้ได้แต่เพียงขั้นที่เป็นเปลือก ๆ ผิว ๆ ของพุทธศาสนาไปพลางก่อน, แต่แล้วจนกระทั่งตาย ก็ไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้ หรือผลอันแท้จริงของพุทธศาสนาเลย. บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็ทรงยอมรับความจริงข้อนี้. ฉะนั้น เราจึงต้องถือว่าสัตว์เหล่านี้ ควรจะถูกจัดไว้ในจำพวกที่ยังไม่ไป มากกว่าที่จะจัดไว้ในพวกที่ไปช้า. สำหรับพวกที่สมัครไปนั้น ก็มีน้อยอยู่แล้ว และยิ่งเมื่อเลือกเฟ้นหาตัวผู้ไปเร็วเข้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก. พวกเราผู้พยายามทำตนให้อยู่ในขั้นที่พอเหมาะสมที่เรียกตัวเองว่าเป็น สาวก หรือพุทธบริษัทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอย่างน้อยที่สุดก็ควรจะอยู่ในจำพวก " บุคคลผู้สมัครใจจะไป " และคอยจ้องหาช่องทาง หาโอกาส อยู่เสมอ โดยใช้ความเป็นไปในชีวิตประจำวันนั่นเอง เป็นบทเรียน เพื่อให้เกิดการเข้าใจอันถูกต้อง จนสามารถรักษาไว้ได้ซึ่งฉันทะความพอใจในการไป และให้ได้รับความรู้ใหม่ ๆ อันสนับสนุนการไป ให้เป็นไปได้อยู่เสมอ ซึ่งการกระทำนี้ย่อมทำได้แม้สาวกผู้อยู่ในเพศฆราวาส. และยิ่งกว่านั้น แม้คนที่กำลังตกระกำลำบาก กระทั่งกำลังได้รับทุกข์โทษในคุกในตะราง ก็ยังสามารถดำเนิน " การไป " โดยทางใจของตนอยู่ได้ โดยไม่มีการเสื่อมถอย.
น.322 เฉพาะพุทธสาวกผู้เป็นบรรพชิต ด้วยแล้ว ควรจะสำนึกถึงความที่ เพศนี้ย่อมอำนวยให้ไปเร็วอยู่แล้ว ตามธรรมชาติ แล้วพยายามให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตาม หลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วเถิด จะได้รับผลแห่งความเป็นมนุษย์ชนิดที่ไม่มีผลอันใดจะ ประเสริฐยิ่งไปกว่าแล้ว, โดยไม่ต้องสงสัยเลย ว่าจะยังมีสิ่งอื่น ที่น่าประพฤติน่ากระทำ ยิ่งไปกว่านี้. ในที่สุด เมื่อตนเองได้รับสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์เกิดมาจะพึงได้รับนั้นแล้ว ตน จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งปรารถนาความไปเร็ว ให้ไปเร็วได้ตามส่วน, และยิ่งกว่า นั้น ยังอาจสามารถแก้ไขบุคคลผู้ไม่ไป หรือไม่ยอมไป ไม่ยอมออกจากทุกข์ ให้ กลายเป็นผู้ปรารถนาจะไปจากทุกข์ได้ตามส่วนอีกเหมือนกัน ในเมื่อบุคคลนั้น ๆ ไม่ เป็นผู้ที่เป็นปุถุชน คือหนามากเกินไป. นับว่าเป็นผู้ ถือเอาได้ซึ่งประโยชน์ ทั้งสอง คือประโยชน์ของตนเองและประโยชน์ผู้อื่น ด้วยการกระทำอย่างนี้.
น.323 ประจำคืน ในระหว่างพรรษา ที่ ๒๖ สิงหาคม ถึง ๑๑ กันยายน พ. ศ. ๒๔๙๗ ของ พุทธทาสภิกขุ เรื่อง ข้อควรศึกษาเกี่ยวกับอริยสัจสี่ วันนี้จะว่า ถึง หลัก พุทธศาสนา เพื่อให้ เป็น มูล ฐาน สำ หรับ การ ค้นคว้า ศึกษา ที่ ละเอียด ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ เกี่ยวกับ อริยสัจ ๔ ประการ ของ พระพุทธเจ้า หลักพุทธศาสนาข้อแรกหรือข้อสำคัญที่สุด คือ เรื่องอริย- สัจสี่ เพราะเป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนา. ดังที่รู้กันอยู่ทั่วๆ ไปแล้วว่า พระ- พุทธเจ้าได้ตรัสรู้อริยสัจ และพระองค์ถึงกับได้ตรัสไว้ว่า ถ้าไม่รู้อริยสัจ ก็ยังไม่อ้าง พระองค์เองว่าเป็นพระพุทธเจ้า ดังได้ตรัสไว้ใน พระบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นต้น ๑ หรือที่ได้ตรัสไว้ในที่ทั่ว ๆ ไปมากแห่ง ว่าสัตว์ต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ๑. พุทธภาษิต มู. ม. ๑๒/๒๓๗/๒๕๓
Buddhadasa