น.324 ข้อควรศึกษาเกี่ยวกับอริยสัจสี่ 23 ก็เพราะไม่รู้อริยสัจ หรือไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจ ข้อที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธ ดังนี้ เป็นต้น. ๑ แต่ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็กล่าวได้โดยมีน้ำหนักเท่ากันว่า หลักแรก หรือหลักสำคัญของพุทธศาสนานั้น คือ เรื่องอริยมรรคมีองค์แปด. ๒ แต่ คำกล่าวทั้งสองนี้ ไม่ชัดกันเลย เพราะอริยสัจ ก็คือพรรคแปด และพรรคแปด ก็ คือ อริยสัจ. ผู้ที่พิจารณาอย่างรอบคอบ จะเห็นได้ว่า อริยสัจทั้งสี่ ก็คือสัมมาทิฏฐิ อันเป็นองค์ที่หนึ่งของมรรค ; และมรรคมีองค์แปด ก็คือ อริยสัจข้อที่ ๔ อันเรียก ชื่อว่า " ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา " นั่นเอง. เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นอีก หรือชัดเจนยิ่งขึ้นอีก ควร จะได้ย้อนไปพิจารณาดู ถึงความเป็นมาแห่งหลักธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นยุค ๆ เป็น ลำดับ ๆ มา จนกระทั่งเกิดพุทธศาสนา. ดังที่ได้ทราบมาแล้วว่า ในยุคแรกที่สุด มีแต่ การบูชากราบไหว้ เซ่นสรวง อ้อนวอน, ต่อมามีลัทธิถือเอากามสุขเป็นสรณะและ ลัทธิบำเพ็ญตบะทรมานกาย เป็นคู่กันอยู่ แต่ต่างฝ่ายต่างเดินหันหลังให้กันไปสุดโต่งอยู่ คนละฝ่าย, ต่อมาเกิดลัทธิที่เป็นหลักปรัชญา หรือยึดหลกปรัชญาเป็นรากฐานของการ ปฏิบัติ, โดยที่มีหลักกว้าง ๆ ว่า มีหลักปรัชญาอย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับทำให้เกิด ความเชื่อและเล็งผลเลิศอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็มีหลักวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลเลิศ อันนั้น ดังเช่นลัทธิของอาฬาระดาบส ซึ่งมีหลักปรัชญาฝ่ายสางขยะเป็นหลักทฤษฎี และมีหลักปฏิบัติที่เรียกว่า "อากิญจัญญายตนะ " เป็นหลักในฝ่ายการลงมือกระทำ ทางจิต ดังนี้เป็นต้น. ๑. พุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๑/๑๖๙๘ ๒. พระบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตร : เว้นกามสุขและการทรมานตนเสีย แล้วตั้งอยู่ในมัชฌิมา- ปฏิปทา.
น.325 สำหรับพุทธศาสนาเรา ตามที่ปรากฏอยู่ในพระบาลีธัมมจักกับปวัดตน- สูตร ก็แสดงให้เห็นอยู่ชัดแจ้งแล้วว่า สูงเกินกว่าที่จะยึดถือการบูชาอ้อนวอนเป็นหลัก และทั้งได้ระบุให้เว้นจากหลักที่เป็นไปข้างสุดโต่งทั้งสอง คือทางกามสุขและการทรมาน กายเสีย ให้มาดำเนินอยู่ในทางสายกลาง อันเรียกว่า " มัชฌิมาปฏิปทา " หรือ "มรรคมีองค์แปด ". ในมรรคมีองค์แปดนั้น องค์แรกที่สุด เป็นหลักทฤษฎี หรือ หลักปรัชญา ซึ่งประกอบขึ้นตามหลักแห่งเหตุผล สำหรับเป็นทางให้คิดเห็นอย่าง แจ่มแจ้งก่อน แล้วจึงปลงใจเชื่อและยึดเอาไว้เป็นหลัก เพื่อจะได้เล็งผลเลิศจากหลัก ปรัชญาอันนี้. หลักอันนี้ มีจำแนกไว้เป็น 4 ข้อ เรียกว่า " อริยสัจสี่ " แสดง ทรรศนะเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ เรื่องความดับทุกข์ และทางมาแห่งความ ดับทุกข์ไว้อย่างสมบูรณ์. ส่วนองค์มรรคที่เหลืออีก ๗ องค์ ก็คือการเล็งผลเลิศ แล้ว ปฏิบัติอย่างถูกต้องครบถ้วน พอเหมาะพอสม เพื่อให้เกิดผลอันนั้น. นี้เรียกว่าเป็น หลักส่วนการปฏิบัติ. เรายังจะเห็นได้ต่อไปอีกว่า ยังไม่เคยมีลัทธิใด ๆ ที่มีหลัก แห่งมรรคมีองค์แปดเป็นหลักทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ควบคู่กันไปเช่นนี้ เลย. พระพุทธองค์จึงทรงยืนยันว่า เป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ไม่เคยฟังมาก่อน หรือ ไม่เคยมีมาก่อน. ๑ เมื่อได้พิจารณาดูดังนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่า อริยสัจสี่ก็มีอยู่ในมรรคแปด และมรรคแปดก็มีอยู่ในอริยสัจสี่ ในฐานะที่ต้องสัมพันธ์กัน หรือดำเนินคู่กันไป ใน กฎเกณฑ์ที่ว่า ทฤษฎีก็เพื่อปฏิบัติ และการปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติตามทฤษฎี. ทฤษฎี ไม่อาจแยกจากปฏิบัติได้ หรือถือเอาความที่อาจจะใช้ปฏิบัติได้ เป็นส่วนสำคัญ และในการปฏิบัตินั้น ก็ต้องเดินตามทฤษฎีที่ถูกต้อง หรือทำในใจถึงทฤษฎีที่ถูกต้อง อย่างแจ่มแจ้งอยู่ตลอดเวลา. ทฤษฎี ไม่อาจแยกจากปฏิบัติ และปฏิบัติไม่อาจแยก จากทฤษฎี ฉันใด อริยสัจสี่ก็ไม่อาจแยกจากมรรคมีองค์แปด และมรรค ๑. ปุพฺเพสุ อนนุสฺสฺเตสุ : ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร.
น.326 มีองค์แปดก็ไม่อาจแยกจากอริยสัจสี่ ฉันนั้น. ในขณะหนึ่ง มรรคมีองค์แปด ถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นทฤษฎี คือเป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจหรือความจริงอันประเสริฐ, และในขณะต่อมา เมื่อถูกนำมาปฏิบัติ ก็กลายเป็นหลักปฏิบัติไป และปฏิบัติตาม ทฤษฎีแห่งอริยสัจสี่นั่นเอง. ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อริยสัจสี่ก็คือมรรคแปด มรรค แปดก็คือ อริยสัจสี่ ในฐานะที่เป็นเรื่องแรก หรือ เรื่องสำคัญที่สุดของ พุทธศาสนา. แต่ครั้นมาถึงคราวที่จะต้องอธิบายเพื่อการศึกษาที่สะดวกและชัดเจน เรา จำต้องมีการแยกอธิบายทีละเรื่อง และเป็นการจำเป็นที่จะต้องยกเอาเรื่องอริยสัจสี่ ขึ้น อธิบายเป็นเรื่องแรก ในฐานะที่เป็นหลักฝ่ายทฤษฎีแห่งการจะเอาไปปฏิบัติเสียก่อน. ฉะนั้นในที่นี้ จึงถือว่าหลักเรื่องอริยสัจสี่ เป็นหลักข้อแรกและข้อสำคัญที่สุด ของ พระพุทธศาสนา ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น. * * * อริยสัจสี่ เกิดขึ้นได้อย่างไร ? เนื่องจากความเหลวแหลกของทฤษฎีต่าง ๆ บรรดามีอยู่ก่อนพุทธกาล ไม่สามารถทำความพอพระทัยให้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อครั้งที่ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, พระองค์จึงทรงละจากสำนักต่าง ๆ และไปทรงคิดค้นของพระองค์เอง เพื่อจะดูถึง ผลเลิศ ที่พระองค์ทรงพระประสงค์ คือความหลุดพ้นออกมาเสียจากอำนาจของ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และอื่น ๆ ซึ่งรวมเรียกว่า "ความทุกข์" พระองค์ผู้ทรงเบื่อหน่ายในความทุกข์ อยากจะพ้นทุกข์ ได้ทรงตั้งปัญหา ข้อแรกและเป็นข้อสำคัญที่สุดข้อหนึ่งขึ้นว่า ความทุกข์นี้มาจากอะไร ?
น.327 หรือว่า เพราะอะไรมีอยู่ ความทุกข์จึงเกิดขึ้น. ปัญหาข้อนี้ได้สิงอยู่ภายในพระทัย ของพระองค์ตลอดเวลา ที่ทรงคิดค้นอยู่เป็นเวลาหลายปี ในที่สุด ก็ทรงตีปัญหา ข้อนี้แตกได้ ในคืนวันหนึ่ง ซึ่งเป็นคืนแห่งการตรัสรู้ภายใต้ต้นโพธินั่นเอง. พระองค์ ได้ทรงพบว่าความทุกข์ทั้งหลายมี ก็เพราะมีชาติ, หรือว่า เพราะชาติมีอยู่ ความ ทุกข์ทั้งหลายจึงมี. และได้ทรงค้นต่อไปว่า เพราะอะไรมีอีกเล่า ชาติจึงมี. เมื่อได้ ทรงค้นตามลำดับ ๆ โดยแนวนี้ ก็ทรงพบว่า ชาติมาจากภพ เพราะมีภพ จึง มีชาติ ภพมาจากอุปาทาน เพราะมีอุปาทาน จึงมีภพ. อุปาทานมาจากตัณหา เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน. ตัณหามาจากเวทนา หรือเพราะมีเวทนา จึงมีตัณหา. เวทนามาจากผัสสะ เพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา. ผัสสะมาจากอายตนะ เพราะมี อายตนะ จึงมีผัสสะ. อายตนะมาจากนามรูป เพราะมีนามรูป จึงมีอายตนะ. นาม- รูปมาจากวิญญาณ เพราะมีวิญญาณ จึงมีนามรูป. วิญญาณมาจากสังขาร เพราะ มีสังขาร จึงมีวิญญาณ. สังขารมาจากอวิชชา เพราะมือวิชชา จึงมีสังขาร. พระองค์ได้ทรงพิจารณาโดยลำดับ ๆ จนทรงทราบว่าความทุกข์มาจาก อวิชชาเป็นเงื่อนต้น. และ ได้ทรงพิจารณาต่อไปถึงแนวที่ตรงกันข้ามโดยตั้ง ปัญหาขึ้นว่า ทุกข์จะดับไปได้อย่างไร ? ในที่สุด ก็ทรงพบความจริงว่า ทุกข์ ดับเพราะชาติดับ ชาติดับเพราะภพดับ ภพดับเพราะอุปาทานดับ อุปาทานดับเพราะ ตัณหาดับ ตัณหาดับเพราะเวทนาดับ เวทนาดับเพราะผัสสะดับ ผัสสะดับเพราะ อายตนะดับ อายตนะดับเพราะนามรูปดับ นามรูปดับเพราะวิญญาณดับ วิญญาณ ดับเพราะสังขารดับ สังขารดับเพราะอวิชชาดับ. นับว่าพระองค์ได้ทรงพบความจริง อีกแนวหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางของความดับทุกข์. ทั้ง ๒ แนวนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุป- บาทฝ่ายเกิด และฝ่ายดับ มีรายละเอียดอันจะได้บรรยายในโอกาสหลัง พึ่งทำความ เข้าใจในที่นี้ แต่เพียงว่าเป็นรายการละเอียดของความเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ และ ของความดับสนิทแห่งความทุกข์เป็นหลักใหญ่ไว้ที่ก่อน.
น.328 เมื่อทรงเห็นว่าการจำแนกโดยรายละเอียดถึงเพียงนี้ คือถึง ๑๒ ชั้นเช่นนี้ เป็นที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป เพราะมีนัยอันสุขุมหรือซอกแซกเกินไป จึงได้ทรง ตัดตอนลงเสียแต่เพียงว่า ความทุกข์เกิดมาจากตัณหา อันเป็นอาการในลำดับที่แปด ของปฏิจจสมุปบาท, และว่า ทุกข์จะดับไป ก็เพราะการดับแห่งตัณหาอย่างเดียว กัน. ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้ว เราจะเห็นได้ว่าการกล่าวตามลำดับปฏิจจสมุปบาท ถึง ๑๒ ชั้นนั้น เป็นการกล่าวอย่างพิศดาร, ส่วนการกล่าวระบุตัณหาอย่างเดียวนั้น เป็นการกล่าวอย่างย่อ ซึ่งที่แท้ก็เป็นการกล่าวถึงสิ่ง ๆ เดียวกัน หรืออย่างเดียวกัน, เพราะว่าตัณหานั้น ย่อมมาจากอวิชชา จะดับตัณหาได้ ก็ต้องดับอวิชชาอยู่ตามเดิม. การกล่าวอย่างสรุปว่า ทุกข์เกิดมาจากตัณหา และดับไปได้เพราะดับ ตัณหา จึงเป็นการเหมาะสมสำหรับคนทั่ว ๆ ไป หรือเป็นการเหมาะสม ใน เมื่อจะกล่าวอย่างสั้นที่สุด ในทำนองที่เป็นกฎหรือเป็นสูตรในทางวิทยาศาสตร์ หรือ ในทางปรัชญาก็ตาม. ครั้น มาถึง ปัญหา ที่ว่า จะดับ ตัณหา หรือ อวิชชานั้น ได้อย่างไร, พระองค์ได้ทรงค้นพบความจริงอันสูงสุดว่า การปฏิบัติหรือการเป็นอยู่ที่ถูกต้องใน ลักษณะที่เหยื่อต่าง ๆ ของตัณหาในโลก และสิ่งที่เนื่องกัน อันเรียกว่าปิยรูป หรือสาตรูป จะไม่ครอบงำใจ หรือมีอำนาจเหนือจิตใจได้ นั่นเอง, เป็นหนทาง แห่งการดับตัณหา หรืออวิชชาก็ตาม. การปฏิบัติอย่างถูกต้องหรือการเป็นอยู่ อย่างถูกต้องนี้ พระองค์ได้ทรงค้นพบแล้ว จำแนกเป็นรายละเอียดไว้ว่าได้แก่ ความ เข้าใจอันถูกต้อง ความใฝ่ฝันอันถูกต้อง การพูดจาอันถูกต้อง การประกอบการงาน อันถูกต้อง การดำรงอาชีพอย่างถูกต้องความเพียรอันถูกต้อง การกำหนดใจอันถูกต้อง และการตั้งใจไว้มั่นหรือแน่วแน่ อย่างถูกต้อง, ซึ่งรวมเรียกว่า " อัฏฐังคิกมรรค " หรือ หนทางอันประกอบด้วยองค์แปด ดังนี้. และโดยเหตุที่ ทาง มีองค์แปดนี้ ไม่แวะไปทางซ้ายจัดหรือขวาจัด คือกามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค แต่
น.329 เดินไปทางสายกลางนั่นเอง จึงได้นามว่า “ มัชฌิมาปฏิปทา " ซึ่งแปลว่า ทาง ดำเนินอันเป็นทางสายกลาง อีกชื่อหนึ่งด้วย. โดยเหตุนี้ จึงเกิดมีหลักอันเกี่ยวกับความจริงอันประเสริฐขึ้น ๔ ประการ เป็นใจความว่า ความทนทรมานทางกายและทางใจต่าง ๆ นั้น เป็นความทุกข์, ทุกข์ เกิดมาจากตัณหา, ทุกข์ดับเพราะตัณหาดับ, ดับตัณหาได้เพราะการปฏิบัติตาม มัชฌิมาปฏิปทา, และทรงเรียกหลักเหล่านี้ว่า " อริยสัจ ๔ ประการ " หรือ " จตุราริยสัจ " ซึ่งแปลว่า ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง. และที่ว่าประเสริฐ ก็เพราะดับทุกข์ได้นั่นเอง. สรุปความว่า ทฤษฎีเรื่องอริยสัจนี้ เกิดขึ้นมา จากการค้นคว้าของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อดับทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งพระองค์เองด้วย เนื่องจากทรงถูกความทุกข์บีบคั้นเอา และพระองค์ ทรงมีพระปัญญามากพอ ที่จะไม่ยอมจมอยู่ในความทุกข์ ดังเช่นสัตว์ทั้งหลาย นั่นเอง. * * * อริยสัจ เพื่อประโยชน์อะไร ? ความรู้เรื่องอริยสัจ ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ โลกนี้ หรือ โลกไหนโดยเฉพาะ เพราะมีความมุ่งหมายแต่จะดับทุกข์ในทุก ๆ กรณีที่เกิดขึ้น เฉพาะหน้า, และเนื่องจากการดับทุกข์ สิ้นเชิง ตามหลักของอริยสัจนั้นหมายถึงการ ดับ " ความยึดถือว่าโลกทั้งปวง " เสียได้ อีกด้วย ดังในที่บางแห่งพระองค์ตรัส เรียกความดับไม่เหลือของความทุกข์ ว่า " ที่สุดของโลก " ดังนี้ก็มี, ฉะนั้นเรื่อง อริยสัจ จึงมีความมุ่งหมายตรงไปยังโลกุตตระ คือความพ้นจากโลก หรือพ้นจาก ความทุกข์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง มากกว่าที่จะมุ่งหมายความสุขอย่างโลก ๆ อันจะต้อง
น.330 เกิดมาจากตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น. คนส่วนมาก มีความเคยชินในโลก หรือมีความอาลัยในโลกมากเกินไป จึงฟังเรื่องอริยสัจไม่เข้าใจ, ถึงกับพระพุทธองค์ ก็ยังต้องทรงมีวิธีการฟอกจิตของสัตว์ทั้งหลายให้สะอาดปราศจาก สิ่งหุ้ม ห่อ เกรอะกรัง อย่างโลก ๆ ให้หมดเสียก่อน ด้วยเครื่องฟอกคือ อนุปุพพิกถา ๑ แล้วจึงทรงแสดง อริยสัจ. หากเขายังมุ่งหมายผลเป็นความสุขอย่างโลก ๆ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ย่อม ไม่อาจจะเข้าใจอริยสัจได้. ฉะนั้นผู้ที่มุ่งหมายจะทราบความมุ่งหมาย หรือผล สุดท้ายของอริยสัจ จำเป็นต้องศึกษาหรือพิจารณาให้เห็นความไร้สาระของความสุข อย่างโลก ๆ จนเป็นที่เข้าใจเสียก่อน ก็จะเข้าใจคุณค่าของอริยสัจได้โดยไม่ยาก. อีกประการหนึ่ง เรื่องอริยสัจนี้ ไม่ใช่ทฤษฎีเพ้อเจ้อ อย่างหลัก ปรัชญาโดยมาก เช่นที่ชอบคิดกันว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ดังนี้เป็นต้น. แม้ที่สุด แต่หลักปรัชญาแห่งสมัยปัจจุบัน ที่มีสมมติฐานตั้งอยู่บน ปัญหาที่ว่า " ความจริงคืออะไร " ดังนี้ก็ตาม, หากเมื่อนำเข้าไปเปรียบเทียบกับ เรื่องอริยสัจแล้ว ก็จะกลายเป็นปรัชญาเพ้อเจ้อไปทันทีอีกเหมือนกัน เพราะไม่มีแนว มุ่งไปยังการทำความดับทุกข์โดยตรงนั่นเอง. หลักอริยสัจ ถ้าในฐานะที่เป็นปรัชญา ก็จะตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า “ ทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์นี้ ได้ " เท่านั้นเอง. พระ- พุทธองค์ได้ทรงเยาะเย้ยผู้ ที่จะจากการคิดค้นในหลักปรัชญาที่เป็นไปเพื่อความ ดับทุกข์ โดยเฉพาะ แล้วไปมัวคิดปรัชญาเพ้อเจ้อเหล่านั้น ว่าเป็นเหมือนกับบุคคลที่ถูกยิง ด้วยศร แล้วไม่ยอมให้เขาชักลูกศรออก ไม่ยอมให้เขารักษาจนกว่าจะรู้ว่าใครเป็น คนยิง ยิงเพราะเหตุไร ยิงด้วยคันศรหรือสายศรที่ทำด้วยอะไร ดังนี้เป็นต้นเสียก่อน, จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ตายเปล่า โดยไม่ได้รับการรักษาเช่นเดียวกับบุคคลผู้หลงใหล ในหลักปรัชญาเพ้อเจ้อ เช่นว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ เป็นต้น โดยไม่รีบเร่งทำการ ๑. อนุปุพพิกถา เรื่องที่ทรงแสดงตามลำดับ : ๑ ทาน ๒ ศีล ๓ สรรค์ซึ่งเป็นผลของทาน และศีล ๔ กามาที่นพโทษของสวรรค์ และ ๕ เนกขัมมานิสงส์ ผลดีแห่งการออกจากกามหรือสวรรค์.
น.331 ศึกษาเพื่อจะดับความทุกข์ในขณะที่เกิดอยู่นี้ จนกระทั่งตายเปล่า กี่ชาติ ๆ ก็ดับ ทุกข์ไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น. หลักเรื่องอริยสัจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำความดับทุกข์โดยตรง เมื่อมีความ เข้าใจถูกต้องแล้ว ก็เท่ากับประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นตั้งครึ่งค่อน. ๑ ในคราวหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงหยิบฝุ่นขึ้นมาด้วยปลายเล็บ แล้วตรัสให้ภิกษุทั้งหลายนึกเทียบดู ว่าฝุ่นเท่านี้ กับฝุ่นในแผ่นดินทั้งหมด มันมากน้อยกว่ากัน กี่มากน้อย. แล้วตรัส บอกว่า สำหรับผู้ที่เห็นอริยสัจอย่างสมบูรณ์ชัดเจนแล้ว จนเข้าสู่กระแส แห่งพระนิพพานซึ่งเรียกว่า " โสดาบัน " นั้น ความทุกข์ของเขาจะเหลือ อยู่น้อย เหมือนฝุ่นส่วนปลายเล็บ และความทุกข์ที่สิ้นไปแล้ว จะมีมากเท่า ฝุ่นทั้งแผ่นดิน แล้วยังทรงย้ำในที่สุดว่า พวกเธอพึงประกอบความเพียรเพื่อให้รู้ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์นั้น ดังนี้เถิด. ความข้อนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า ปุถุชนผู้หนาไปด้วยธุลี ใน ดวงตา คือคนธรรมดาทั่วไปนั้น ยากที่จะเห็นความจริงเรื่องอริยสัจ เพราะ มีจิตใจจมอยู่ในอาลัยคือโลก มากเกินไปนั่นเอง จึงไม่อาจจะมองเห็นแม้แต่ความ ทุกข์ตามที่เป็นจริง และจึงหลงยึดถือความทุกข์ เช่นความต้องเกิดมาเวียนว่ายนี้ว่า เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา หรือหลงว่าเป็นความสุขไปเสียเลยทีเดียว จึงประกอบตนอยู่ใน ความทุกข์ ซึ่งมากมายเปรียบเสมือนฝุ่นทั้งแผ่นดิน ดังกล่าวแล้ว และไม่มีวันเบื่อ- หน่าย ในการที่จะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความ พอใจ. ๑. พระบาลี มหาวาร. สํ ๑๙/๕๗๒/๑๗๔๗
น.332 เพราะความไม่รู้ในอริยสัจสี่นี้เอง ในที่แห่งหนึ่ง พระองค์ตรัส เปรียบบุคคลชนิดนี้ว่า เป็นผู้สร้างเหวขึ้น เพื่อตนเอง จะได้ตกจมอยู่ใน เหวแห่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกเศร้า ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับใจ ไม่มีที่สิ้นสุด. ๑ ในที่อีกแห่งหนึ่ง พระองค์ตรัสเปรียบบุคคลเหล่านั้นไว้ในฐานะ ที่จมอยู่ในห้วงแห่งความมืด ซึ่งมืดยิ่งกว่าความมืดที่ปราศจากแสงอาทิตย์หรือแสง ใด ๆ หรือมืดยิ่งกว่าความมืดของคนตาบอดนั้นเสียอีก และเป็นความมืดที่เขาเป็นผู้ สร้างขึ้นเอง. และอีกแห่งหนึ่ง ตรัสเปรียบบุคคลเหล่านี้ ว่าเหมือนกับผู้ที่นั่งนอนอยู่ ในหลุมถ่านเพลิงตลอดเวลา และยังเป็นหลุมถ่านเพลิงที่เขาสร้างขึ้นเพื่อตัวเองอีก เหมือนกัน. เหวก็ดี ความมืดก็ดี หลุมเพลิงก็ดี ในที่นี้ ล้วนแต่เป็นชื่อของความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศกเศร้า ร่ำไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับใจทั้ง หลาย ซึ่งผู้ ไม่รู้อริยสัจนั้น ๆ ได้หลงประกอบขึ้นเพื่อตัวเอง และด้วยความไม่รู้ นั้นเอง ทำให้หลงจมอยู่ในอาลัย อันเป็นที่ตั้งของความเกิด แก่ ตาย เป็นต้น อย่าง ถอนตัวไม่ขึ้น หรือถอนตัวไม่ออก. ส่วนผู้รู้ความจริงในเรื่องอริยสัจอย่างชัด- แจ้งหาได้หลงสร้างเหว หรือความมืดบอด หรือหลุมเพลิง ขึ้นเพื่อตน เองแต่อย่างใดไม่ เพราะความรู้แจ้งว่าอะไรเป็นอะไร นั่นเอง. เกี่ยวกับกรณีนี้ เราจะเห็นได้ว่า ผู้ที่ไม่รู้จักอริยสัจนั้น แม้จะมีเจตนาดี หรือมีความเชื่อในการทำบุญให้ทาน ก็ยังเป็นการยากที่จะไม่ให้การกระทำของตนนั้น เกิดเป็นเหว หรือห้วงแห่งความมืด หรือหลุมถ่านเพลิงเพื่อตนเองไปได้. ทั้งนี้เพราะ ว่า การไม่รู้อริยสัจนั้น ทำให้ไม่รู้ว่าการเกิดอีก เป็นความทุกข์ จึงได้ บำเพ็ญบุญกุศลเพื่อการเกิดอีก ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป, เข้าทำนองที่ว่า " เห็นกงจักรเป็น ดอกบัว " แล้วก็สมัครใจที่จะสร้างขึ้นมาใส่ไว้บนศีรษะของตนอย่างแน่นแฟ้น จน ๑. พระบาลี มหาวาร. สํ ๑๙/๕๖๐/๑๗๒๙
น.333 ยากที่จะสลัดออกไปได้ และทนทรมานอยู่ด้วยความสมัครใจ เพราะไม่รู้ว่านั่นเป็น ความทุกข์ทรมาน. เพราะฉะนั้น การรู้อริยสัจจึงเป็นความดีอันประเสริฐ จน ถึงกับทำความทุกข์ให้หมดไปจนเหลืออยู่เท่ากับฝุ่นที่ติดเล็บ ดังกล่าวแล้วนั้นได้ ใน ขณะที่พอสักว่าเห็นอย่างแจ่มแจ้งเท่านั้นเอง. เกี่ยวกับการถือที่พึ่งของมนุษย์ทั่ว ๆ ไปนั้น ในสมัยที่ความรู้เรื่อง อริยสัจยังไม่ถูกเปิดเผยโดยพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นอันกล่าวได้ว่าไม่มีการถือที่พึ่งที่ ถูกต้อง เพราะบุคคลนั้น ๆ ยังไม่รู้ว่า ศัตรูหรืออุปสรรคอันแท้จริงของตนนั้นคือ อะไร หรือเกิดมาจากอะไร นั่นเอง. คนสมัยนั้นปรากฏว่า เมื่อเกิดความขลาดขึ้น มาแล้ว ก็ถือเอาภูเขาศักดิ์สิทธิ์บ้าง ป่าไม้ศักดิ์สิทธิ์บ้าง อารามศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตน ๆ ๑ พอให้บรรเทาความกลัวหรือประทัง ความทุกข์ร้อนไปได้ชั่วครู่ชั่วยาม, ไม่จัดว่าเป็นที่พึ่งที่ถูกต้อง หรือไม่ทำความ ปลอดภัยให้ได้จริง. ครั้นพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ทรงแสดงธรรมให้บุคคลมีความรู้ เรื่องอริยสัจซึ่งเป็นตัวพระธรรม, และให้รู้จักในฐานะที่พระองค์เป็นผู้รู้ความจริงเรื่อง อริยสัจนี้ด้วยพระองค์เอง และทรงใช้หลักอริยสัจนี้ให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุดแก่ พระ- องค์เองแล้ว, ตลอดถึงให้รู้ว่ามีคนจำนวนมาก ได้รู้ธรรมนี้ และใช้ธรรมนี้ให้เป็น ประโยชน์ถึงที่สุดแก่ตนเอง เช่นเดียวกับพระองค์อีกด้วย อันเป็นเครื่องรับรองว่า " ธรรม" นี้ มีอยู่เป็นสิ่งที่อาจรู้ได้ เป็นสิ่งที่อาจประพฤติให้ถึงที่สุดได้ ไม่เหลือ วิสัย, คนทั้งหลายจึงรู้จักทำตนให้มีที่พึ่งอันถูกต้อง และทำความปลอดภัยให้แก่ตน ได้ ด้วยการนับถือที่พึ่งในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ โดยการทำใจให้ แจ่มแจ้งในอริยสัจ ๔ ประการ อย่างสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา. นับว่าโลกมีที่พึ่งอัน แท้จริงขึ้นมา ด้วยเหตุนี้. ๑ พระบาลี ธ. ขุ. ๒๕/๔๐/๒๔
น.334 จงพิจารณาดูเถิดว่า มิใช่ว่าความทุกข์ของสัตว์โลกในสมัยก่อนแต่ พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นนั้น เป็นอย่างหนึ่ง และความทุกข์ของสัตว์โลกในสมัยหลังแต่ การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านั้น เป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็หามิได้, ที่แท้ ความทุกข์ ของสัตว์ทั้งหลายทุกประเภท ย่อมเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นอย่างนั้น อยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ดังที่พระองค์ ตรัสว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างนั้นอยู่ตลอดเวลาแล้ว ไม่ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น " ๑ แต่ในที่สุด เราจะเห็นได้ ว่าในสมัยที่ไม่ได้มีการสั่งสอนหรือเปิดเผยความรู้เรื่องอริยสัจขึ้นนี้ มนุษย์ได้ดิ้นรน เพื่อทำความดับทุกข์กันอีกวิธีหนึ่ง ราวกับว่าความทุกข์ในสมัยนั้นเป็นอีกชนิดหนึ่งต่าง หาก จากในสมัยที่มีการสอน หรือเปิดเผยเรื่องอริยสัจขึ้นแล้วในโลก. แม้ในยุคต่อมาจนใกล้ยุคพุทธกาล หรือแม้กระทั่งในยุคพุทธกาลเอง คนก็ ได้ทำการดับทุกข์กันโดยวิธีอื่น เช่นการบูชายัญ การประกอบตนในกามสุข การ บำเพ็ญตะบะทรมานกาย กระทั่งการคิดหลักปรัชญาเพ้อเจ้อดังกล่าวแล้ว ราวกับว่า ความทุกข์ในสมัยนั้น หรือความทุกข์สำหรับเฉพาะพวกเขา มีอยู่เป็นอีกแบบหนึ่ง ต่างหาก จากของสัตว์ทั้งหลาย. แต่แล้วในที่สุด เราจะเห็นได้ว่า การกระทำที่ น่าเวทนาสงสารเหล่านั้น เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากการขาดความรู้อันถูกต้องในเรื่องอริยสัจ นั่นเอง เพราะมีจิตใจจมอยู่ในอาลัย คือความสุขอย่างโลก ๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น เกินไปนั่นเอง. สำหรับบุคคลประเภทนี้ แม้พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นแล้ว ก็มีค่าเท่า กับไม่ได้เกิด แม้จะมีการเปิดเผยเรื่องอริยสัจแล้ว ก็มีค่าเท่ากับยังปกปิดอยู่ จึง ต้องรับทุกข์ไปเท่าเดิม จนกว่าจะมีธุลีในดวงตาอันเบาบาง จนสามารถเห็นแสงสว่าง ของพระธรรม จึงจะเอาตัวรอดได้ ด้วยอำนาจของความรู้ในความจริงแห่งอริยสัจนั้น. ๑. พระบาลีธัมมนิยามสูตร ติก . อํ. ๒๐/๓๖๘/๕๗๖
น.335 ฉะนั้น จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า หลักความจริงเรื่องอริยสัจนี้ มีไว้สำหรับเป็น ที่พึ่งของสัตว์โลก เพื่อการถอนตน ออกจากความทุกข์ อย่างถูกต้อง นั่นเอง. ในกรณีที่เป็นความรู้ในอันดับแรกที่สุด คือการรู้อริยสัจของ พระโสดาบัน นั้น พอจะกล่าวได้ว่า เป็นการรู้จักหนทางที่ตรงแน่วไปสู่ความพ้นทุกข์ และเป็นการรู้จักทำตนให้ดำเนินไปตามทางนั้นอย่างถูกต้อง. ในลักษณะเช่นนี้ พระ- พุทธองค์ได้ตรัสว่า สัมมาทิฏฐิหรือการรู้อริยสัจของบุคคลนั้น เป็น รุ่งอรุณ ของ พระนิพพาน ๑ ซึ่งหมายความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีความเที่ยงแท้ ที่จะไม่ตกต่ำหรือ จมลงในอบาย เป็นผู้ไม่เวียนกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นปุถุชนอีก มีแต่จะก้าวหน้าและ ลุถึงนิพพานคือดับทุกข์สิ้นเชิง โดยแน่นอน เหมือนกับว่าเห็นแสงอรุณแล้ว เวลา กลางวันก็จักต้องปรากฏตามมาเป็นลำดับ โดยแน่แท้ ฉันใดก็ฉันนั้น. ในกรณี เช่นนี้ แม้ว่าการรู้อริยสัจขนาดที่เป็นเพียงการก้าวลงสู่กระแสแห่งพระนิพพานก็ตาม แต่ก็เป็นไปเพื่อความดับทุกข์สิ้นเชิงในที่สุดอยู่นั่นเอง. ฉะนั้นคำที่กล่าวว่าความจริง เรื่องอริยสัจ เป็นไปเพื่อความดับทุกข์นั้น ก็ยังเป็นคำที่ใช้ได้เท่ากัน ในกรณีนี้. เกี่ยวกับการที่ความรู้เรื่องอริยสัจเป็นเครื่องทำบุคคลนั้นให้ก้าวลงสู่ทางแห่ง พระนิพพาน โดยถูกต้องนี้ มีข้อที่น่าสนใจอยู่ในเบื้องต้นอยู่ว่า ถ้าปราศจากความรู้ เรื่องอริยสัจ แม้ในระยะเบื้องต้นหรือระยะเริ่มแรกแล้ว ย่อมเป็นการสุด วิสัยที่บุคคลจะก้าวขาของตน ลงสู่คลองแห่งมรรคมีองค์แปด อันเป็นทาง ดิ่งไปสู่พระนิพพานแต่ทางเดียวได้. พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า นิพพานนั้น เป็น ทิศทางที่สัตว์ทั้งหลายไม่เคยไป แม้ด้วยลำพังความคิดนึก, สติปัญญาของสัตว์ทั้งหลาย ๑. พระบาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๕๒/๑๗๒๐ และ ทสก. อํ. ๒๔/๒๕๔/๑๒๑
น.336 ไม่สามารถหยั่งออกนอกขอบเขตของโลกียธรรม จึงไม่เคยวี่แววถึงทิศทางที่นำไปสู่ โลกุตตระ และทำให้หลับชนิดที่ไม่ฝันว่าโลกุตตระ หรือนิพพานยังมีอยู่อีกแผนกหนึ่ง สำหรับเป็นเครื่องดับทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย. ทิศทางแห่งพระนิพพาน จึงเป็นของไม่ เคยปรากฏในห้วงแห่งความนึกคิดของสัตว์ทั่วไป จนกว่ารุ่งอรุณแห่งความรู้ในเรื่อง อริยสัจ กล่าวคือสัมมาทิฏฐิจะเริ่มส่องแสงขึ้น แม้ในอันดับแรก. เมื่อมีแสงสว่างแห่งอริยสัจเกิดขึ้นในจิตใจของบุคคลผู้ใดแล้ว บุคคลนั้น จะเริ่มมองเห็นทางอันประเสริฐ ซึ่งความประเสริฐของหนทางนั้น เป็นความประเสริฐ เพราะมีความลาดเอียงไปสู่พระนิพพาน จนเมื่อสัตว์ทั้งหลายได้หยั่งลงสู่ทางนี้แล้ว ย่อมแน่แท้ต่อการลุถึงนิพพาน ดังกล่าวแล้วนั่นเอง. ในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัส ไว้อย่างน่าสนใจอย่างยิ่งว่า เหมือนกับแม่น้ำทุก ๆ สาย ล้วนแต่มีความลาดเอียงลงไป สู่มหาสมุทร. ๑ น้ำทุกหยดที่ตกลงในแม่น้ำแล้ว ย่อมแน่นอนที่จะออกไปถึงมหาสมุทร ได้ เพราะความลาดเอียงของลำน้ำนั้น มันเอียงไปสู่มหาสมุทรอยู่เป็นปรกติ ฉันใด, หนทางมีองค์แปดซึ่งมีการเห็นอริยสัจสี่เป็นแนวทาง ก็มีความลาดเอียงชนิดที่จะทำให้ ผู้เดินเลื่อนไหลไปสู่ที่สุดของหนทาง กล่าวคือนิพพานโดยแน่นอน ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น เราอาจจะกล่าวได้ด้วยความแน่ใจว่า เพียงแต่ความรู้อริยสัจอย่างถูกต้องใน ระยะเริ่มแรกเท่านั้น ก็ทำให้เกิดการเลื่อนไหลไปสู่ที่สุดของความทุกข์ อย่างแน่นอนหรือเด็ดขาด นับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติที่สูงสุดสำหรับมนุษย์ โดย ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน. ในที่สุดนี้ อาจจะสรุปความได้ว่า การดับทุกข์ให้หมดสิ้นไปไม่มี เหลือก็ดี หรือการดำเนินไปเพื่อให้ถึงวัตถุที่ประสงค์อันนี้ก็ดี หรือแม้ที่สุดแต่การ ๑. พระบาลี มหาวาร. สํ. ๑๕/๔๙/๑๘๙ และ ฯลฯ
น.337 ตระเตรียมปรับปรุงตนก่อนแต่ออกดำเนินไปตามทางนี้ก็ดี ล้วนแต่ต้องอาศัยความ เห็นแจ้งในความจริง กล่าวคืออริยสัจทั้งสี่ ในระดับใดระดับหนึ่ง โดยไม่มีทางจะ หลีกเลี่ยงได้ ; หรือจะกล่าวให้ชัดลงไปกว่านั้น ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การบรรลุ ความเป็นพระโสดาบันก็ดี ความเป็นพระสกิทาคามีก็ดี ความเป็นพระอนาคามีก็ดี และความเป็นพระอรหันต์ในที่สุดก็ดี ล้วนแต่.ป็นผลเกิดมาจากความรู้แจ้งแทงตลอด ในอริยสัจทั้งสี่ ระดับใดระดับหนึ่ง นับแต่ระดับแรกที่สุดจนถึงระดับสุดท้ายนั้นเอง. และที่ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีความจริงอยู่ว่า แม้จะเป็นกัลยาณปุถุชน คือคนธรรมดาที่มี ความดีอยู่บ้าง ไม่ถึงกับเป็นพระอริยเจ้าก็ตาม ก็ยังต้องอาศัยหลักเกณฑ์ หรือวี่แวว หรือร่องรอย ของอริยสัจสี่เป็นเครื่องจูงใจ หรือเป็นเครื่องส่องทางอยู่ด้วยเหมือนกัน มิฉะนั้นแล้ว ก็จะยังอยู่ในฐานะแห่งปุถุชนผู้จมอยู่ในอาลัยของโลกอย่างเต็มที่ เดือด- ร้อนอยู่ในเหวหรือในห้วงแห่งความมืด หรือในหลุมแห่งถ่านเพลิง ซึ่งตนสร้างขึ้นเอง เพื่อตนของตนเอง เพราะอำนาจอวิชชาความไม่รู้อริยสัจเสียเลยนั้น โดยไม่ต้องสงสัย. * * * รู้ อริยสัจได้ โดยวิธีใด ? พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ผู้ที่ออกบวชจากเรือน ครั้งอดีตกาลนานไกล มาแล้วแต่หนหลัง ก็ได้รู้อริยสัจทั้งสี่โดยสมบูรณ์กันมาแล้ว, ผู้ออกบวชในปัจจุบันนี้ ก็ได้รู้อริยสัจอยู่ทั่ว ๆ ไป และผู้จะบวชในอนาคต ก็จักรู้อริยสัจได้ อย่างเดียวกัน. นี่แสดงว่า การรู้อริยสัจนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เหลือวิสัย และผู้รู้อริยสัจโดยสมบูรณ์ ๑. พระบาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๑/๑๖๕๔
น.338 ในที่นี้ ก็คือพระอริยบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่งนั่นเอง. การตรัสดังนี้ ย่อมหมายว่า เรื่องอริยสัจเป็นเรื่องสำหรับบุคคลทั่วไป ที่หวังจะประสบผลอันมนุษย์ จะพึงได้รับ อันเกี่ยวกับความพ้นทุกข์โดยตรง. และยังปรากฏเป็นหลัก- ฐานอยู่อีกว่า พระอริยบุคคลที่ยังครองเรือน ไม่ได้ออกบวช ก็ยังมีอยู่โดยมาก ล้วน แต่เป็นผู้รู้อริยสัจในระดับใดระดับหนึ่งทั้งนั้น. ฉะนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงบุคคลผู้ออก จากเรือนบวช, เพื่อให้ปราศจากกังวลทั้งหลาย แล้วตั้งหน้าตั้งตาค้นคว้าความจริง เรื่องอริยสัจโดยตรง ซึ่งจะไม่เป็นของเหลือวิสัยสำหรับบุคคลประเภทนี้. พระองค์ยังได้ตรัสไว้อย่างไม่จำกัดว่า ต้องเป็นบรรพชิตหรือ ฆราวาส ในเรื่องบุคคลผู้จะรู้ถึงอริยสัจนี้ ดังที่เคยตรัสไว้ว่า เธอทั้งหลายจงทำความ พยายามในการปลีกตัวออกจากความคลุกคลี แล้วพิจารณาธรรมอยู่โดยแยบคายเถิด จักรู้ได้ตามเป็นจริงในความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์ เรื่องให้เกิดทุกข์ เรื่องความ ดับสนิทของความทุกข์ และทางให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์นั้น. ๑ และได้ตรัส ระบุต่อไปอีกว่า เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด จักรู้อริยสัจได้ตามที่เป็นจริง ดังนี้. ๒ การหลีกจากความคลุกคลีเป็นสิ่งที่ต้องทำในเบื้องต้น เพื่อให้ได้มาซึ่งกาย วิเวก คือความสงัดจากการรบกวนทางภายนอกหรือทางกาย. ส่วนการทำสมาธินั้น เป็นการทำให้ได้รับความวิเวกในทางจิต คือจิตปราศจากความนึกคิดที่ไร้ประโยชน์ ที่มักรบกวนจิตอยู่เป็นปรกติ ; เป็นจิตที่สามารถจะทำญาณ คือปัญญา ให้เกิดขึ้น ได้. กายวิเวกนั้น นับว่าจำเป็น หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นเครื่องช่วยเหลือมากที่สุด ในการที่จะทำให้เกิดอุปธิวิเวก กล่าวคือการหมดกิเลสประเภทที่ละเอียด อันนอน เนื่องอยู่ในสันดาน ที่เรียกว่า " อาสวะ " หรือ " อนุสัย " ๑. พระบาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๕ ๒. พระบาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๐/๑๖๕๔
น.339 พระองค์ได้ตรัสยืนยันไว้สืบไปอีกว่า เมื่อมีจิตเป็นสมาธิ ปราศจากกิเลส กลุ้มรุมแล้ว เป็นจิตที่มีธรรมชาติเหมาะสมที่จะทำการรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ผู้ ปฏิบัติก็น้อมจิตที่เป็นสมาธิเช่นนั้น ไปในทางทำให้เกิดญาณ คือความรู้แจ้งแทงตลอด อันเป็นเครื่องทำอาสวะให้สิ้นไป. ด้วยญาณนั้นเขาย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้ อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ และนี้ทางให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งอาสวะ อย่างชัดเจน. จนถึงกับทรงให้คำเปรียบเทียบไว้ว่า เหมือนกับห้วงน้ำใส ที่ไหล่เขา ปราศจากฝุ่นตะกอน คนที่มีสายตายเป็นปรกติ เขาจะเห็นหอยต่าง ๆ บ้าง เห็นกรวดและหินต่าง ๆ บ้าง เห็นปลาต่าง ๆ บ้าง อย่างชัดเจน ฉันใด, ผู้ที่ทำ ญาณอันเป็นเครื่องสั้นไปแห่งอาสวะ ให้เกิดขึ้นได้ด้วย อำนาจสมาธิแล้ว ย่อมเห็นอาสวะ เหตุของอาสวะ ความดับอาสวะ และทางแห่งความดับ ของอาสวะ อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ฉันนั้น. ๑ จากพระพุทธโอวาทดังกล่าวมา เราจะจับหลักได้ว่า ในชั้นต้นที่สุด เรา จักต้องทำกายวิเวก คือความสงัดทางกายให้เกิดขึ้นก่อน เพื่อเป็นทางให้เกิดจิตต- วิเวก. เมื่อเกิดจิตตวิเวกแล้ว ย่อมทำให้เกิดญาณอันเป็นเครื่องรู้แจ้งแทงตลอดซึ่ง อริยสัจ อันจะนำมาซึ่งผลคืออุปธิวิเวก ซึ่งเป็นการดับกิเลสและความทุกข์ได้สิ้นเชิง สืบไป. และ เพื่อประกอบแก่การทำวิเวกทั้งสามนั้นให้เกิดขึ้นโดยเร็ว พระ- องค์ได้ทรงวางหลักไว้ให้มีการคิดแต่ในเรื่องหรือในทำนองที่จะเป็นเงื่อน ต้นของพรหมจรรย์หรือวิเวกเหล่านั้นไว้ อีกส่วนหนึ่งด้วย. ทั้งนี้เพราะว่า การคิดนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งเล็กน้อย เมื่อตั้งหน้าตั้งตาคิดกัน จริง ๆ แล้ว ผลที่เกิดขึ้น จะมาก หรือจะลึก เกินกว่าที่คาดหมายกัน. ถ้าคิดผิดทาง ผลก็ไม่อาจจะเกิดขึ้น และยังแถมจะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงแก่ผู้นั้นอีกด้วย. เพราะฉะนั้นจึงต้องระวังความ ๑. พระบาลีพุทธภาษิต มู. ม. ๑๒/๕๐๙/๔๗๗
น.340 คิด หรือการขบคิดให้ดี ๆ ให้อยู่ในเงื่อนต้น หรือร่องรอยของความดับทุกข์เสมอไป อย่าให้กลายเป็นเรื่องปรัชญาเพ้อเจ้อ หรือเป็นเรื่องดิ่งไปในทางอื่น ซึ่งแม้จะลึก จะละเอียดเพียงใด ก็ไม่เป็นทางแห่งความดับทุกข์ได้. เมื่อครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย ในพระบาลีตอน หนึ่ง ๑ ว่าครั้งหนึ่งยังมีบุรุษผู้หนึ่ง ได้ไปนั่งเพ่งจิตอยู่ที่ริมฝั่งสระบัวแห่งหนึ่ง นอก นครราชคฤห์. ครั้นเขาเพ่งจิตหนักเข้าๆ เขาได้เห็นหมู่เสนาประกอบด้วยกองทัพ- ช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพคนเดินเท้า ที่ริมฝั่งสระ กองทัพเหล่านั้นได้ เคลื่อนทัพเข้าไปสู่เง่าแห่งกอบัว ตามสายบัว. ครั้นเห็นแล้วเขาก็คิดขึ้นว่า ตนเอง เป็นบ้าเสียแล้ว เพราะมาเห็นสิ่งที่ไม่มีในโลก และได้เข้าไปบอกกล่าวกับคนใน เมืองตามที่เขาได้เห็น และบอกว่าเขาเป็นบ้าแล้ว เพราะเห็นสิ่งที่ไม่มีในโลก. ชาว เมืองทั้งหลายฟังเรื่องที่เขาเห็นแล้ว ก็ต้องรับสมอ้าง ว่าแน่แล้ว เขาเป็นบ้าแล้ว. พระพุทธองค์ได้ตรัสต่อไปว่า สิ่งที่บุรุษนั้นได้เห็นนั้น เป็น สิ่งที่มีอยู่จริง ; ในสมัย ที่พวกเทวดาและพวกอสูรทำสงครามกัน พวกอสูรเป็นฝ่ายแพ้ ได้ถอยทัพหนีไป โดย ผ่านทางเง่าบัว หลอกให้พวกเทวดาหลงค้นอยู่ในที่อื่น. การตรัส ดังนี้ เพื่อจะ ชี้ให้เห็นว่าการคิด หรือการเพ่งของคนเรานั้น อาจจะทำการคิด หรือทำการเพ่ง ให้เห็นสิ่งที่เร้นลับลึกซึ้งเกินที่ใคร ๆ คาดหมายได้ตามปรกติ ถึงกับเข้าใจว่าตัวเอง เป็นบ้า. แต่แม้ความคิดนั้นจะลึกซึ้งอย่างไร ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์โดย ตรง ย่อมหาประโยชน์มิได้ ซ้ำยังอาจเป็นโทษบางอย่างบางประการ หรืออย่าง น้อยที่สุด ก็เสียเวลา ; พระองค์จึงทรงกำชับไว้ในที่สุดว่า เมื่อพวกเธอจะคิดหรือ จะเพ่งคิด ก็จงคิดแต่ว่า ความทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ ความดับทุกข์ได้ไม่มีเหลือเป็นอย่างนี้ ๆ และทางที่จะให้ดับทุกข์ได้ไม่มีเหลือเป็น อย่างนี้ๆ เพราะเหตุใด? เพราะเหตุว่า การคิดในลักษณะเช่นนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ ๑. พระบาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๕๘/๑๗๒๕
น.341 เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ [ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก ในที่นี้ ] เป็น ไปอย่างครบถ้วนเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน ดังนี้. รวมความว่า ถ้าผู้ใดจะคิดก็จงอย่าปล่อย ความคิดให้ เลื่อนลอยไปตามกระแสโลก หรือแม้แต่จะเพ่งคิดเฉย ๆ ควร เพ่งคิดไปในแนวของอริยสัจทั้งสี่ อันจะมีผลทำให้ตนรู้แจ้งในอริยสัจ อันเป็น สิ่งซึ่งมีค่าที่สุด สำหรับมนุษย์ ได้โดยสมบูรณ์ในเวลาไม่นานเลย. เมื่อจะคุยกันเล่น หรือคุยจริงก็ตาม ก็ยังเป็นคราวที่ต้องระมัดระวัง ตั้ง อกตั้งใจควบคุมการคุยของตนไว้ ไม่ให้ผิดธรรมผิดวินัย หรือไม่ให้เป็นเรื่องเหลว แหลก อย่างเดียวกัน จึงจะเหมาะสมสำหรับความเป็นพุทธบริษัทของตน เกี่ยวกับ เรื่องนี้ พระองค์ได้ตรัสระบุไว้ว่า ๑ เมื่อจะพูด อย่าพูดนอกเรื่องของผู้แสวงหา ความพ้นทุกข์ อย่าไปพูดเรื่อง เช่น เรื่องกษัตริย์ เรื่องอำมาตย์ เรื่องทหาร เรื่องโจร เรื่องน่าหวาดเสียว เรื่องการสงคราม เรื่องข้าว เรื่องน้ำ ฯลฯ เหล่านี้ เพราะเหตุว่าเรื่องเหล่านั้น แม้จะสนทนากันให้มากสักเพียงไร ก็ไม่เป็น ประโยชน์สำหรับผู้แสวงหาความดับทุกข์ ไม่เป็นเงื่อนต้น ของพรหมจรรย์ ไม่เป็น ไปเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด สงบ รำงับ รู้ยิ่ง รู้พร้อม และนิพพานเลย. ในที่สุด ได้ทรงกำชับไว้ว่า เมื่อจะสนทนากัน จงสนทนาแต่ในทำนองที่ว่า ความ ทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ ความดับทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ ทางแห่งความดับทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ, เพราะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลที่แสวง หาความดับทุกข์เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ และเป็นไปเพื่อนิพพานในที่สุด. เกี่ยวกับเรื่องการสนทนากันนี้ ทุกคนจะต้องยอมรับว่าการสนทนาของคนทั้งหมด มัก จะไม่เป็นไปในทำนองที่พระองค์ทรงแนะนำ แต่เป็นไปในทำนองที่พระองค์ทรงติ จนถึงกับประณามว่าเป็น ติ รัจ ฉ า น ก ถ า คือเรื่องที่ตั้งขวางหนทางแห่งธรรม ๑. พระบาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๖/๑๖๓๓
น.342 หรือขวางการบรรลุนิพพาน. หากว่ามีการควบคุมการสนทนาของตน ๆ ให้เป็น ไปอย่างถูกต้องตามพระพุทธประสงค์แล้ว การรู้อริยสัจก็จะกลายเป็นของ ธรรมดา หรือง่ายดายยิ่งขึ้น กว่าที่กำลังเป็นอยู่ในบัดนี้ เป็นไหน ๆ. ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงกำชับถึงการบวช ของผู้ที่บวชแล้วทุกคน ว่าควรจะควบคุมการบวชของตน ๆ ให้ได้ประสบผลอันแท้จริงของการบวช ซึ่งมีคน เคยประสบกันมาแล้วในอดีต และกำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบันอย่างถูกต้อง และ จักประสบกันสืบไปในอนาคต. นั่นคือ บวชเพื่อการรู้ยิ่งตามเป็นจริง ซึ่ง ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ. รวมความก็คือว่า บวชเพื่อรู้ " ความ ดับทุกข์ " เหมือนบุคคลทั้งหลายผู้บวชแล้วโดยชอบนั้นเอง. ถ้าผู้บวชทุกคน ทราบ ความมุ่งหมายอันแท้จริงของการบวช เขาจักต้องสนใจในเรื่องความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการนี้ เป็นธรรมดา. แม้จะคิด ก็จะคิดแต่เรื่องความจริงอันประเสริฐเหล่านี้ แม้จะสนทนา ก็จะสนทนากันแต่ในเรื่องของความจริงอันประเสริฐเหล่านี้ จะ พยายามหลีกเร้นจากการคลุกคลี เพื่อให้เกิดกายวิเวกอันเป็นทางมาแห่งจิตตวิเวก และอุปธิวิเวกตามลำดับ. การบวชของบุคคลผู้มุ่งหมายความดับทุกข์ ย่อมเนื่องมาจาก ปัญญาพิจารณาเห็นโทษของความทุกข์ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าการบวชของเขานั้น มีปัญญาเป็นเครื่องนำทาง การคิดของเขาก็คิดด้วยปัญญา การสนทนาของเขาก็ สนทนาด้วยปัญญา อันเป็นเครื่องพิจารณาในอริยสัจสี่ การหลีกเร้นของเขาก็หลีก เร้นเพื่อเป็นโอกาสแก่ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นอริยสัจสี่ การเจริญสมาธิของเขา ก็เป็นไปเพื่อการเกิดแห่งปัญญาเป็นเครื่องรู้อริยสัจอย่างสมบูรณ์โดยเฉพาะ ในที่สุด ปัญญาเป็นเครื่องรู้เห็นอริยสัจตามเป็นจริงก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นถึงขีดสุด. รวม
น.343 ความแล้ว เราจะเห็นได้ว่าการรู้อริยสัจเพื่อความดับทุกข์ สิ้นเชิงนี้ สำเร็จอยู่ที่ ปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปัญญาที่เรียกว่า " สัมมาทิฏฐิ " อันเป็นองค์ต้น แห่งอริยมรรคมีองค์แปดนั่นเอง. สมกับที่พระพุทธองค์ตรัสว่า "สมฺมาทิฏฐิ สมา- ทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจฺค ฺํ " ซึ่งแปลว่า บุคคลล่วงทุกข์ทั้งปวงได้ ด้วยการถือ เอาเป็นอย่างดีโดยทั่วถึง ซึ่งสัมมาทิฏฐิ ดังนี้. เกี่ยวกับความจริงที่ว่า บุคคลจะรู้อริยสัจได้ ก็ต่อเมื่อทำปัญญา ให้เกิดขึ้นได้ นี้ เป็นเรื่องที่พระองค์ได้ตรัสอุปมา ๑ ไว้ว่า เหมือนกับคนตาบอด มองไม่เห็นอะไร ได้รับคำบอกเล่าจากคนตาดี ว่าผ้าขาวเนื้อดีสะอาดน่าใช้มีอยู่ เขาจึงเที่ยวแสวงหาผ้าดังที่ได้ยินคนอื่นเขาว่า ๆ กันนั้น. มีบุรุษอีกคนหนึ่งมาลวงคน ตาบอดนั้นด้วยผ้าเนื้อเลว และแถมสกปรกอย่างยิ่งด้วย ว่าเป็นผ้าที่ตรงกับที่เขาต้อง การ. คนตาบอดนั้นครั้นได้รับผ้ามา ก็ใช้นุ่งห่มอย่างทะนุถนอม. ในกาลต่อมา มิตรสหาย ญาติสาโลหิตของเขา ได้พบหมอวิเศษผู้ชำนาญการรักษาโรคตา จึง ขอให้มาช่วยรักษาตา ของบุคคลนั้น และได้ทำการรักษาจนกลับเห็นได้เหมือนคน ทั่วไป. อาศัยการเห็นนั้นเขาจึงรู้ว่าผ้านั้นมิใช่ผ้าขาวเนื้อดีและสะอาด แต่เป็นผ้า เนื้อเลวและสกปรก และรู้ได้ว่าบุรุษนั้นเป็นคนหลอกลวงด้วย ดังนี้. อุปมานี้แสดง ใจความว่า ตลอดเวลาที่คนเรายังมืดบอดอยู่ด้วยความกำหนัดในโลก เพราะอำนาจ อวิชชาหรือตัณหาก็ตาม ย่อมถูกลวงโดยอวิชชาหรือตัณหานั้น ให้กำหนัดหลงใหล ในสิ่งซึ่งเป็นทุกข์ ในลักษณะที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว และพอใจให้ถูกเชือดเฉือน อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะมีแพทย์ผู้วิเศษ เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น มาช่วย รักษาความบอดนั้นให้หายไป ก็จะมองเห็นตามที่เป็นจริง ในความเสียหายของตน ในหนหลัง โดยอาศัยความสว่างนั้น เพราะฉะนั้น การแสวงหาแสงสว่าง ซึ่งเปรียบ กับการรักษาโรคตาในที่นี้ จึงนับว่าเป็นใจความสำคัญของเรื่องนี้. ๑. พระบาลีพุทธภาษิต ม. ม. ๑๓/๒๘๔/๒๙๐
น.344 การแสวงหาแสงสว่างในเรื่องนี้ จะไปหาที่ไหนกันเล่า ? เกี่ยว กับปัญหาข้อนี้โดยเฉพาะ พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า ๑ โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทของโลกก็ดี ทางแห่งความดับสนิทของโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ว่า อยู่ในร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้ พร้อมทั้งสัญญาและใจ. ในที่นี้ พระองค์ตรัส เรียกความทุกข์โดยสำนวนโวหารว่า " โลก " เพราะสิ่งที่เรียกกันว่า "โลก " ก็ มิได้มีอะไรมากไปกว่าสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ หรือความทุกข์. มีเทวดา องค์หนึ่ง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ได้คิดเบื่อโลก อยากจะไปให้ถึงที่สุดโลก จึงได้เหาะไปด้วยความเร็วของฤทธิ์ โดยไม่ยอมหยุดยั้ง ตลอดกัปป์ตลอดกัลป์เป็น อันมาก แต่ก็ไม่สามารถจะถึงที่สุดของโลกได้ ยังคงมีโลกอยู่เรื่อยไป. ในที่สุด ได้มาเฝ้าพระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นว่า ที่สุดของโลกนั้น จะหาพบได้ ในร่างกายนี้ ในขณะที่ดับความยึดถือในสิ่งทั้งปวงเสียได้ด้วยอำนาจของอริยมรรค มีองค์แปดประการ. ที่กล่าวว่า " ที่สุด " มีอยู่ในร่างกายของคนที่ยังเป็น ๆ นี้ก็ เพราะเหตุว่า "โลก " มีความหมายเป็นโลกขึ้นมาได้ ก็เพราะอำนาจความยึดถือ ของบุคคลที่ยังมีความยึดถือ หรือมีตัณหาในสิ่งทั้งปวงนั่นเอง จึงกล่าวว่าโลกมีอยู่ ในคน. และที่กล่าวว่า " เหตุให้เกิดโลก " มีอยู่ในคนเป็น ๆ นี้ก็เพราะเหตุว่า เหตุให้เกิดโลกนั้นก็คือตัณหา หรืออุปาทานของคนนั่นเอง. และที่กล่าวว่า "ความ ดับไม่เหลือของโลก" มีอยู่ในคน ก็เพราะว่า ที่สุดของโลกจะปรากฏในขณะแห่ง ญานหรือปัญญาที่ดับตัณหาหรืออุปาทานเสียได้ปรากฏขึ้นในใจของคนนั่นเอง. และที่ กล่าวว่า " ทางแห่งความดับสนิทไม่มีเหลือของโลก" ก็อยู่ในคนนั้น ผู้ที่พิจารณา ย่อมเห็นได้ชัดว่า การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อทำลายตัณหาหรืออุปาทาน เสียนั้น มันอยู่ที่กาย วาจา ใจ ของบุคคลผู้ปฏิบัติคนเดียวกันนั่นเอง. พระองค์ ๑. พระบาลีพุทธภาษิต จตุก. อํ. ๒๑/๖๒/๔๖
น.345 ทรงบัญญัติให้ค้นหาทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับสนิทแห่งความทุกข์ และหนทางเพื่อความดับสนิทแห่งความทุกข์ ในร่างกายของตนเอง ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันมีอยู่แต่ในร่างกายและจิตใจของบุคคลผู้ทำการค้นหาเท่านั้น ของใครก็ของคนนั้น ไม่อาจจะหาพบได้จากภายนอกออกไปจากร่างกายและจิตใจของตน. ข้อนี้ เป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ที่บุคคลผู้หวังจะรู้อริยสัจ ๔ ประการ จักต้องมีความเข้าใจอันถูกต้องว่า เราจะค้นหาความจริงเรื่องอริยสัจนี้ ที่ไหน. ถ้ากล่าวอย่างโวหารชาวโลกทั่วไปแล้ว ในเรื่องนี้เราจะต้องกล่าวว่า ในตัวเรานี้เอง เป็นทั้งบทเรียน เป็นทั้งหนังสือเรียน เป็นทั้งห้องเรียน เป็นทั้งผู้เรียน เป็นทั้งผู้สอนให้เรียน และ เป็นทั้งที่ที่จะประสบผลอันสุดท้ายของการเรียน รวมพร้อมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน, ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์จึงไม่ต้องกังวลถึงสิ่งภายนอกตัวของตน ด้วยความโง่เขลาสำคัญผิด จงตั้งหน้าตั้งตาสังเกต ค้นคว้า พิจารณา สิ่งอันเกิดขึ้นกับตน คือเกิดอยู่ในกายและใจของตน ให้รู้แจ้งชัดเจนตามที่เป็นจริงเท่านั้น ก็จะมีความรู้อันสมบูรณ์เกี่ยวกับโลกหรือความทุกข์ โดยลักษณะ ๔ ประการ ดังที่กล่าวมาแล้วได้. จงพิจารณาดูเถิด สิ่งทั้งหลายที่เกิดอยู่ภายนอกตัวเรานั้น เราไม่มีทางที่ที่จะรู้สึกได้ว่ามันเป็นอย่างไร เว้นไว้แต่มันจะมาเกิดขึ้นในตัวเราจริง ๆ เสียก่อน ยกตัวอย่างเช่นความเจ็บปวดซึ่งบุคคลอื่นได้รับ ทั้ง ๆ ที่เราเห็น ๆ อยู่ ก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันมีความจริงเป็นอย่างไร แม้จะรู้ ได้บ้าง ด้วยการสังเกตหรือเทียบเคียงเอาก็ยังนับว่ารู้จักน้อยเต็มที่ ต่อเมื่อใด ความเจ็บความไข้อันนั้นเกิดขึ้นแก่เรา เราจึงจะรู้ชัดเจนเต็มที่ ว่าความทุกข์นั้นมันเป็นอย่างไร. และยิ่งไปกว่านั้นอีก ครั้นเวลาอื่นเราหายจากความเจ็บไข้นั้นแล้ว เราก็มีทางลืมรสชาติของความทุกข์ที่ตนเคยได้รับนั้นแทบหมดสิ้น จึงเลยมีความประมาทต่อไปอีกตามเดิม จนกว่าเราจะล้มเจ็บไป
น.346 อย่างเดียวกันอีก เราจึงจะรู้จักรสชาติอันแท้จริงของความเจ็บไข้ในขณะนั้นอีก. โดยเฉพาะข้อนี้ เป็นการแสดงว่า เราจะรู้จักความทุกข์ได้ ก็โดยการดูที่ความทุกข์ ซึ่งกำลังเกิดอยู่หรือเล่นงานเราอยู่จริง ๆ, เราจะรู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ได้ก็ต้องดูจากตัณหาหรืออวิชชาซึ่งกำลังเกิดอยู่หรือเกี่ยวข้องอยู่ในใจของเราจริง ๆ, เราจะรู้จักความดับทุกข์ได้ ก็แต่ในขณะที่ตัณหากำลังดับลงหรือกำลังไม่มีอยู่ในใจของเราจริง ๆ. เราจะรู้จักทางแห่งความดับทุกข์ ได้ก็แต่ในขณะที่กาย วาจา ใจ ของเรากำลังดำเนินอยู่ในทางอันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ จนถึงกับริด รอนอาหารแห่งตัณหาหรืออวิชชาได้ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือโดยสิ้นเชิงก็ตาม เท่านั้น. โดยเหตุนี้ แม้เราจะใช้ความพยายามสักเท่าใด เราก็ไม่อาจจะค้นพบความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการดับทุกข์ ซึ่งรวมเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการได้จากภายนอกตัวเราเลย. เพราะฉะนั้น เราจงให้วันคืนล่วงไป ด้วยการค้นหาความจริงเหล่านี้ จากสิ่งที่เกิดอยู่กับกายกับใจของเราจริง ๆ จนตลอดเวลาเถิด การรู้อริยสัจก็จักเป็นผลสำเร็จได้ จากการค้นคว้าในภายในสมตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ได้ทรงบัญญัติสิ่งทั้งสี่นี้ ไว้ในร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ คือหมายถึงร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ทุกประการ. นี้คือคำตอบของปัญหาที่ว่า รู้อริยสัจได้โดยวิธีใด. * * * ลักษณะสังเกตเฉพาะของอริยสัจ ในปัจจุบันนี้ พุทธบริษัทและนักศึกษาชาวตะวันตกได้พากันแสดงความประหลาดใจแกมเหยียดหยามอยู่ในตัวว่า พุทธบริษัทประเทศทางฝ่ายตะวันออก ได้
น.347 พูดถึงอริยสัจกันน้อยเกินไป จนเกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีการพูดถึงกันเสียเลย ; แต่ ไปพูดมาก ถึงเรื่องพิธีรีตองต่าง ๆ ถึงเรื่องปาฏิหาริย์และข้อถกเถียงประเภทอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับอริยสัจเลย. ตรงกันข้ามกับพุทธบริษัททางตะวันตก ซึ่งพูดถึงและ เขียนถึงแต่เรื่องอริยสัจมากกว่าที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเสียอีก ทั้ง ๆ ที่ ในพระ ไตรปิฎกนั้น ก็เต็มไปแต่เรื่องอริยสัจอยู่แล้ว. นี่ เป็นสิ่งที่น่าคิดดู. เรื่องอาจจะเป็น ไปได้ถึงกับว่า พุทธบริษัทฝ่ายตะวันออกนี้ อาจจะไม่มีความรู้สึกว่าเรื่องอริยสัจเป็น เรื่องสำหรับทำความพ้นทุกข์โดยตรงก็ได้ จึงไปมัวสาละวนกับเรื่องทำนองไม่ยอมให้ ชักลูกศรออก ก่อนแต่จะรู้ว่าใครยิ่งเสียก่อน นั่นเอง. เพราะฉะนั้น การทำความ เข้าใจเรื่องอริยสัจให้ถูกตรง ว่าเป็นเรื่องอะไร และมีความจำเป็นสำหรับ มนุษย์อย่างไร จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หรือน่ากระทำเป็นอย่างยิ่ง. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อริยสัจเป็นทฤษฎีเรื่องแรกของพุทธศาสนา จึงควรถือว่าเป็นเรื่องที่ควรสนใจ ในฐานะที่เป็นประตูทางเข้าไปสู่ใจความของพุทธ- ศาสนา กล่าวคือการประพฤติในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน ที่สมคล้อยกันกับหลัก ของอริยสัจ จนทำนิพพานหรือความดับทุกข์ให้ปรากฏออกมาได้นั่นเอง. และโดย เหตุผลตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อริยสัจก็คือมรรคมีองค์แปด มรรคมีองค์แปด ก็คืออริยสัจ, ดังนั้นย่อมทำให้กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า อริยสัจในอีกทางหนึ่ง นั้น เป็นหลักปฏิบัติโดยตรง หาใช่เป็นแต่ทฤษฎีล้วน ๆ เท่านั้นไม่. และเมื่อปฏิบัติไปตามหลักแห่งการปฏิบัติซึ่งเข้ารูปกันกับอริยสัจแล้ว ย่อม เป็นการทำความดับทุกข์ชนิดที่ไม่มีวิธีการอย่างใดเสมอเหมือน. หากแต่ว่า บางคนมีความเคยชินไปในทางอื่น มีวิธีการศึกษามาโดยแนวอื่น เมื่อได้มาฟังเรื่อง อริยสัจเข้า ในครั้งแรกมักจะจับใจความผิดพลาดไปจากความเป็นจริง คือไปจับ ฉวยเอาแต่เรื่องความทุกข์อย่างเดียว จนเกิดความสะดุ้งกลัว ว่าอะไร ๆ ก็ล้วนแต่
น.348 เป็นทุกข์ไปทั้งนั้น และมิได้พูดถึงเรื่องอื่น นอกจากเรื่องที่มีแต่พัวพันกับคำว่า "ทุกข์" ทั้งสิ้น, และอย่างดีที่สุด ก็มีแต่เรื่องความสิ้นสุดของความทุกข์ ไม่มีการเอ่ยถึง เรื่องความสุขเลย. คนเหล่านี้ได้พากันเหมา หรือถึงกับประณามพุทธศาสนา ว่า เป็นลัทธิที่มองกันแต่ในแง่ร้าย หรือสอนกันแต่ในแง่ร้ายซึ่งเรียกกันว่า เพสลิมิสติค [ Pessimistic ] แล้วพาลไม่สนใจในพุทธศาสนาไปเสียก็มีเป็นส่วนมาก. พุทธศาสนา หรือหลักอริยสัจ ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนานี้ มิใช่เป็นหลักการปฏิบัติหรือทฤษฎีที่เพ่งไปแต่ในแง่ร้าย และพร้อมกันนั้นก็มี ได้เพ่งไปแต่ในแง่ดีหรือความสุขสนุกสนานโดยส่วนเดียว. หลักเรื่องอริยสัจซึ่งมีอยู่ถึง ๔ ข้อนั้น มีครบอยู่ในตัว ในการที่ชี้ให้เห็นความทุกข์พร้อมทั้งวิธีที่จะกำจัดความทุกข์ ให้สูญสิ้นไป. เมื่อปราศจากความทุกข์แล้วก็ย่อมมีความสุขสบายเป็นธรรมดา ถ้า จะทำคำเปรียบในเรื่องนี้ ก็เปรียบเหมือนกับ ที่นั่งที่นอน ที่อยู่อาศัย ที่ให้แต่ความ อ่อนนุ่มอบอุ่นสบาย หากแต่ว่ามีของมีคมเช่นเศษแก้วเศษกระเบื้อง หรือหนามต่าง ๆ วางเกลื่อนเรี่ยราดอยู่ทั่วไป คนที่เห็นแต่จะนั่งจะนอน โดยไม่ยอมเก็บเอาสิ่งอันเป็น อันตรายเหล่านั้นออกไปทิ้งเสียก่อน ย่อมได้รับผลของการนั่งนอน พร้อมกับการถูก ยอกดำของสิ่งที่มีคนเหล่านั้น. แต่ถ้าหากผู้ใดสามารถเก็บกวาดสิ่งอันตรายเหล่านั้น แม้ที่เล็กละเอียดจนแทบมองไม่เห็น ขนออกไปทิ้งเสียให้หมดก่อนแล้วจึงนั่งนอน ก็จะได้รับแต่ความสุขสบายโดยส่วนเดียว ข้อนี้ฉันใด, โลกนี้หรือชีวิตนี้ ก็เป็นสิ่ง ที่ถูกเคลือบหุ้มอยู่ ด้วยความทุกข์หรืออันตรายอย่างลึกซึ้งฉันนั้น. แต่ถ้าหาก บุคคลใด รู้ความจริงในข้อนี้ และรู้วิธีกำจัดหนามกิเลสและหนามทุกข์ให้หมดไป โดยไม่มีเหลือ ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ได้แล้ว โลกก็จะไม่เป็น ของร้ายกาจสำหรับบุคคลผู้นั้น แม้แต่อย่างใด. ชีวิตของเขาจักบริสุทธิ์ หมดข้อ ที่เป็นพิษเป็นภัย มีแต่ความสงบเย็นอยู่โดยส่วนเดียว จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัย ดับสนิทไปไม่มีส่วนเหลือ เมื่อความจริงมีอยู่ดังนี้ เราอาจจะกล่าวได้ว่า หลัก
น.349 อริยสัจซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนานั้น โดยที่แท้ หาใช่เป็นเรื่องมองกันแต่ในแง่ร้ายไม่, แต่เป็นเรื่องมองกันในแง่ที่จะแก้ความร้ายอันประณีต ลึกซึ้ง เร้นลับ ให้กลับกลายมาเป็นเรื่องดี ต่างหาก. ถ้าจะมองกันโดยวงกว้าง พร้อมกันไปในคราวเดียวทั้ง ๔ ประการแล้ว เ รื่องอริยสัจ เป็นเรื่องที่แสดงการแก้ไขสิ่งร้ายให้กลายเป็นดีโดยอาศัยหลักของความเป็นเหตุและความเป็นผลอย่างสมบูรณ์ และเป็นหลักเกณฑ์ เพื่อรับประกันความถูกต้องหรือความเป็นไปได้ตามวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมาย. เปรียบเหมือนการรักษาโรคภัยไข้เจ็บทางกาย หมอจะต้องมีความรู้เรื่องความเจ็บไข้ที่กำลังปรากฏอยู่ และรู้ถึงสมุฏฐานหรือต้นเหตุของความเจ็บไข้ที่ปรากฏอยู่ และรู้ภาวะที่ตรงกันข้าม คือความไม่มีแห่งต้นเหตุหรือสมุฏฐานของความเจ็บป่วยนั้นอย่างชัดแจ้งว่ามีอยู่อย่างไร ในฐานะที่เป็นวัตถุที่ประสงค์จำนงหมายของงานที่ตนจะกระทำลงไปและมีความรู้ ในวิธีการต่าง ๆ ที่จะกระทำให้เกิดผลสำเร็จตามความมุ่งหมายอันนั้น. ในตัวอย่างอันนี้ ความเจ็บไข้ ก็เท่ากับความทุกข์ อันเป็นอริยสัจ ข้อที่ ๑, ต้นเหตุของความเจ็บไข้ [ เช่นท้องผูก ทำให้ปวดศีรษะเป็นต้น ] ก็ตรงกับเหตุให้เกิดทุกข์อันเป็นอริยสัจ ข้อที่ ๒, การตัดต้นเหตุของความเจ็บไข้ [ เช่นการถ่ายยา หรือทำให้โทษอันเกิดแต่อุจจาระผูก สูญสิ้นไป ] ก็เปรียบกันได้กับความดับไม่มีเหลือของความทุกข์ อันได้แก่การดับตัณหาเสียโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นอริยสัจ ข้อที่ ๓, และวิธีการประกอบยา หรือกรรมวิธีอื่น ๆ อันเป็นการตัดต้นเหตุแห่งความเจ็บไข้ [ เช่นการประกอบยาถ่าย หรือกรรมวิธีแห่งการสูบสวนอุจจาระเป็นต้น ] ย่อมเปรียบกันได้กับมรรคมีองค์แปด อันเป็นทางดับทุกข์ ซึ่งเป็นอริยสัจ ข้อที่ ๔. โดยการเปรียบเทียบเช่นนี้ อาจจะทำให้เข้าใจในเรื่องของอริยสัจชัดเจนขึ้น ว่ามิได้เป็นเรื่องเพ่งเล็งแต่ในแง่ร้าย หรือนำไปสู่ผลร้ายในที่สุด, แต่กลับ
น.350 เป็นวิธีสำหรับกำจัดโรคร้ายนานาชนิดที่เกิดอยู่ในตน ให้สูญสิ้นไปโดยไม่มีเหลือ กลายเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง. ข้อความในบางคัมภีร์ ได้เปรียบความข้อนี้ไว้อย่างง่าย ๆ สั้น ๆ เช่นว่า ทุกข์ เปรียบได้กับข้าวยากหมากแพงจนเกิดผู้คนล้มตาย. สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ เปรียบกันได้กับฝนแล้ง. นิโรธคือความไม่มีทุกข์ เปรียบกันได้กับความมีข้าวปลาอุดมสมบูรณ์. มรรค คือทางดับทุกข์ เปรียบกันได้กับฝนดี ดังนี้ก็มี. ใจความของคำอุปมานี้ ย่อมแสดงอยู่แล้วว่าเป็นการกำจัดความทุกข์ให้สูญสิ้นไป แล้วมีความปรกติสุขอยู่ได้เพราะเหตุนั้น. ฉะนั้นพุทธศาสนาหรือหลักอริยสัจ ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา จึงไม่ควรถูกมองหรือถูกประณามไปในทางผิด เช่นหาว่าเป็นลัทธิเพ่งหาแต่ในด้านร้าย ดังที่กล่าวมาแล้วเป็นต้น. การทำความดับทุกข์ของคนเรา เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยวิชาความรู้เรื่องอริยสัจนี้ โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในที่แห่งหนึ่งว่า ๑ การที่ใครจะมากล่าวว่าเขาไม่ต้องทำพื้นฐานรากเบื้องล่างของเรือน แต่เขาอาจจะทำตัวเรือนข้างบนได้ ดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันใด, ผู้ที่จะทำความดับทุกข์ได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องมีความรู้ในเรื่องอริยสัจทั้งสี่ ก็ไม่เป็นฐานะที่อาจจะมีได้ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น เราควรจะกำหนดลักษณะเฉพาะ [ Characteristic ] สำหรับอริยสัจในกรณีแรกนี้ว่า อริยสัจ เป็นหลักมูลฐานแห่งการทำความดับทุกข์โดยตรง. เมื่อมองกันอีกทางหนึ่ง คือมองกันในแง่ของความเป็นกฎของธรรมชาติแล้ว เราจะเห็นได้ว่า กฎเกณฑ์เรื่องอริยสัจ ๔ ประการนี้ เป็นกฎของธรรมชาติชนิดที่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้แต่อย่างใด เป็นของคงที่ตายตัว อย่างเด็ดขาด. ๑. บาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๔/๑๗๓๕, ๑๗๓๖.
น.351 กฎธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งเรียกกันว่ากฎตายตัวของธรรมชาติ ในปัจจุบันนี้ เช่นกฎแห่ง การโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวต่าง ๆ เป็นต้น หาได้เป็นกฎตายตัว ตามที่กล่าวนั้นไม่ เพราะว่าเมื่อเวลาล่วงไปนานเข้า กฎแห่งการโคจรต่าง ๆ นั้น จักเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นโดยสิ้นเชิงก็ได้. แม้ที่สุด แต่กฎเกณฑ์ทางเคมี ทุกอย่าง ที่ถือกันว่าเป็นกฎ ในปัจจุบันนี้ ครั้นถึงสมัยอื่น ยุคอื่น อาจจะกลายเป็น ไม่ใช่กฎไปโดยสิ้นเชิง เพราะความเปลี่ยนแปลงของสิ่งอันเป็นที่ตั้งของกฎนั้นเอง. ส่วนกฎธรรมชาติเรื่องอริยสัจนี้ จักไม่ประสบความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น ไม่ว่าในยุคไหน สมัยไหน ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกอื่น ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคตอันยืดยาวสักเพียงใด, ก็จะยังเป็นกฎที่ตายตัว ไม่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง แม้แต่ประการใด อยู่นั่นเอง คือว่าความทุกข์จักต้องเกิดมาแต่กิเลสคือตัณหาหรือ อุปาทานเป็นต้นเสมอไป, และความไม่มีทุกข์จักต้องมาจากความดับกิเลสคือตัณหา หรืออุปาทานเป็นต้นนั้น แต่อย่างเดียวเท่านั้น, ยังแถมอาจจะใช้ได้ตั้งแต่ชีวิตใน ระดับต่ำต้อย เช่นพืชพันธุ์ไม้ ที่เป็นครึ่งสัตว์ครึ่งพืช ขึ้นมาทั้งสัตว์เดรัจฉาน ถึง มนุษย์ ตลอดกระทั่งถึงเทวดา มาร พรหม ไม่ว่าสิ่งที่มีชีวิตชนิดไหน หยาบหรือ ละเอียดเพียงไร ย่อมตกอยู่ใต้กฎเกณฑ์อันนี้ ทุกยุคทุกสมัย ทุกภูมิประเทศ ทุก สถานที่ ทีเดียว ; พระองค์จึงได้ทรงยืนยันไว้ว่า ๑ ภิกษุทั้งหลาย ; มีของ ๔ อย่าง ซึ่งคงที่ ไม่เปลี่ยนจากความคงที่ ไม่เปลี่ยนไปโดยประการอื่น, ของ ๔ อย่างนั้นคือ ความจริงที่ว่าความทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ ความดับทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ และทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ นี้แล เป็นของคงที่ ไม่เปลี่ยนจากความคงที่ ไม่เปลี่ยนไปสู่ความมีความเป็นโดยประการอื่น ดังนี้. โดย ลักษณะที่กล่าวมานี้ เราอาจจะบัญญัติลักษณะเฉพาะของอริยสัจได้ว่า อริยสัจ ๑. บาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๙/๑๖๙๗.
น.352 มีลักษณะเป็นกฎธรรมชาติชนิดที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง จนถึงกับกล่าวได้ว่า เป็นกฎความจริงที่จริงแท้ของพระอริยเจ้า. ถ้าจะพิจารณาดูกันให้ละเอียดลงไปอีก ถึงลักษณะของการบัญญัติกฎ เรื่องอริยสัจ 4 ประการนี้แล้ว เราอาจจะพบว่าการวางลำดับเกี่ยวกับกฎเพื่อทำความ ดับทุกข์นี้ ย่อมมีลำดับที่ตายตัว เฉพาะอยู่ในตัวมันเองด้วยเหมือนกัน. หากวาง ลำดับเป็นอย่างอื่นแล้ว ความไม่เหมาะสมหรือความเป็นไปไม่ได้ ก็จะเกิดขึ้นทันที ไม่มากก็น้อย. เกี่ยวกับลำดับของอริยสัจนั้นเราเห็นกันอยู่อย่างชัดเจนได้โดยง่ายที่ สุดว่า พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงทุกข์เป็นเรื่องแรก กล่าวถึงเหตุของมัน คู่กันไปเป็น เรื่องที่สอง. แล้วกล่าวถึงภาวะที่ตรงกันข้ามจากมัน คือภาวะแห่งความไม่มีทุกข์ เป็นเรื่องที่สาม แล้วกล่าวถึงเรื่องวิธีที่จะทำให้ได้มาซึ่งภาวะเช่นนั้น เป็นคู่กันไป เป็นเรื่องที่สี่ อย่างที่เราเรียกกันสะดวก ๆ สั้น ๆ ตามหลักบาลีเดิมว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค . การวางลำดับเช่นนั้น ถ้าพิจารณาดูตามหลักทางตรรก เราก็ยังเห็น กันได้อยู่ว่า เป็นการวางลำดับที่ถูกต้องตามหลักแห่งตรรก และสมบูรณ์ไม่บกพร่อง แต่อย่างใด. ถ้าถือเอาตามหลักแห่งตรรก ก็อาจจะกล่าวได้ว่า อริยสัจ ๔ ประการนี้ มีหลักว่า " คืออะไร, จากอะไร, เพื่ออะไร, และโดยวิธีใด " ซึ่งนับว่าเป็นการ สมบูรณ์ หรือเพียงพอแล้ว ในการที่จะกล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างครบถ้วน. ที่ว่า " คืออะไร ? " นั้น ได้แก่อริยสัจข้อที่ ๑, ซึ่งเป็นการระบุออกไปว่า โลกหรือชีวิต หรือความทุกข์ก็ตาม ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้แทนกันได้นั้น มันคืออะไร หรือ มีปรากฏการณ์เป็นอย่างไร ? คล้ายกับอะไร ? หรือมีผลเป็นอย่างไร ? เป็นต้น. ส่วนข้อถัดไป ที่ว่า " จากอะไร ? " นั้น หมายถึงอริยสัจข้อที่ ๒, คือสมุทัย อัน เป็นการระบุออกไปว่า โลกหรือชีวิต หรือความทุกข์ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น มันเกิดมา จากไหน มีอะไรเป็นสมุฏฐานหรือมันตั้งอยู่ได้เพราะอะไร ดังนี้เป็นต้น. ข้อต่อไป
น.353 ที่ว่า " เพื่ออะไร ? " นั้น หมายถึงอริยสัจข้อที่ ๓, คือนิโรธ อันเป็นการระบุออกไปว่า โลกหรือชีวิต หรือความทุกข์ หรือความจริงอันเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมดก็ตาม นี้มันมีเพื่อความดับแห่งความทุกข์. ผู้ศึกษาควรจะมองให้ถูกตรงตามความเป็นจริงว่าโลกนี้มีขึ้นมา ก็เพื่อให้ถึงความดับทุกข์, ชีวิตนี้เป็นไป ก็เพื่อให้ถึงความดับทุกข์ ความทุกข์นี้มีขึ้น ก็เพื่อถึงความดับไม่มีเหลือในที่สุด. แม้เรื่องอริยสัจทั้งหมด ซึ่งจะเป็นไปในส่วนทฤษฎีหรือส่วนการปฏิบัติก็ตาม ล้วนแต่มุ่งหมายเพื่อของอย่างเดียวคือความดับไม่มีเหลือแห่งความทุกข์เท่านั้น. สำหรับข้อสุดท้าย ที่ว่า " โดยวิธีใด ? " นั้น หมายถึงอริยสัจข้อที่ ๔, คือมรรค ซึ่งเป็นการระบุลงไปว่า เราต้องปฏิบัติหรือดำเนินโดยวิธีอย่างนี้ ๆ ความดับทุกข์ไม่มีเหลือ จึงจะปรากฏออกมา ; และไม่สามารถทำให้เกิดผลเช่นนั้นได้โดยวิธีอื่นใด นอกไปจากนี้. รวมความว่า ยิ่งพิจารณาลงไปเพียงใด ก็จะยิ่งมองเห็นความถูกต้อง ความเหมาะสม หรือความสมบูรณ์ จนเกิดความพอใจในหลักเกณฑ์แห่งอริยสัจทั้งสีนี้ มากยิ่งขึ้นทุกทีเพียงนั้น จึงอยากจะถือโอกาสแนะนำไว้ในที่นี้เสียเลยทีเดียวว่าสำหรับพุทธบริษัทเรา ถ้าอยากจะอธิบายเรื่องราวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้เป็นที่สมบูรณ์ครบถ้วนในตัว จริง ๆ อย่างที่เรียกกันว่า " Treatise " กันจริง ๆ แล้ว จงได้พยายามใช้หลักที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงใช้ ในการแสดงอริยสัจทั้งสิ้นี้เถิด จักเป็นเรื่องที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ ไม่มีทางค้าน ไม่มีทางตำหนิแม้แต่อย่างใดทีเดียว. สรุปเป็นหลักง่าย ๆ ว่า เราจะต้องอธิบายให้ชัดลงไปว่า เรื่องนี้คืออะไร, เรื่องนี้เพราะเหตุใด, เรื่องนี้เพื่อประโยชน์อะไร, และเรื่องนี้จะสำเร็จได้โดยวิธีใด,นั่นเอง. แม้ผู้มีปัญญาคนใดจะได้ใช้สติปัญญาวินิจฉัยวิพากย์วิจารณ์อย่างใด, ก็จะไม่พบความบกพร่องแต่ประการใดในเรื่องนั้น. นี้แล คือความสมบูรณ์ในการที่พระ-
น.354 พุทธองค์ทรงวางลำดับของอริยสัจ จนถึงกับตรัสยืนยันไว้ว่า พระองค์ทรงวางหลักลำดับอริยสัจไว้อย่างตายตัว ชนิดที่ใคร ๆ ไม่อาจจะไปเปลี่ยนแปลงมันได้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม พวกไหน ; คือทรงแสดงทุกขอริยสัจไว้เป็นข้อที่ ๑, ทรงแสดงสมุทยอริยสัจ ไว้เป็นข้อที่ ๒, ทรงแสดงนิโรธอริยสัจไว้เป็นข้อที่ ๓, และทรงแสดงมรรคอริยสัจ ไว้เป็นข้อที่ ๔. เมื่อถือตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมานี้ เราอาจจะบัญญัติลักษณะเฉพาะของอริยสัจทั้ง ๔ ประการได้ว่า อริยสัจเป็นกฎความจริงซึ่งพระองค์ทรงวางลำดับไว้ในลักษณะที่เด็ดขาดตายตัวอย่างที่ไม่มีใครอาจแย้งได้ แม้โดยทางตรรก. และควรเป็นหลักเกณฑ์สำหรับพุทธบริษัททั้งหลาย จะพึ่งใช้ในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยสมบูรณ์สืบไป ดังนี้. ลักษณะเช่นนี้ จักนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่พวกเราทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ว่าหลักเกณฑ์ในพุทธศาสนานั้น ได้เป็นไปอย่างเหมาะสมกับหลักแห่งเหตุผล และเปิดเผยชัดแจ้งอยู่ในตัวเอง อย่างที่จะไม่มีศาสนาใดเสมอเหมือน. ลักษณะที่น่าสังเกต ในการบัญญัติอริยสัจของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมีอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือพระองค์ทรงบัญญัติโดยไม่ปรารภการคัดค้าน หรือการสนับสนุนของบุคคลเหล่าใด ไม่ทรงหวั่นไหว ว่าใครจะไม่พอใจ แล้วพากันคัดค้านหรือเสียดสี. หากจะมีใครคัดค้านหรือเสียดสี ก็ไม่มีการกระทบกระทั่งแห่งจิตเกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น และพระองค์ไม่ทรงหวังความเห็นพ้องหรือชมเชย หรือสักการะเคารพจากบุคคลเหล่าใด. หากใครจะชมเชยหรือสักการะเคารพในเพราะเหตุนี้, พระองค์จะทำความรู้สึกแต่เพียงว่า บัญญัติเรื่องนี้ออกไปโดยอำนาจความรู้จริง ๆ ในสิ่งนี้ ในลักษณะที่ผู้รู้ทั้งหลายจะพึงกระทำกันเท่านั้น. เพื่อยืนยันความเป็นอย่างนี้ พระองค์ได้ตรัสไว้ในทำนองเป็นคำขาดว่า ภิกษุทั้งหลาย ! ทั้งในกาลก่อนและทั้งในบัดนี้ เราบัญญัติสอนแต่เรื่องความทุกข์ และเรื่องความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์เท่านั้น ๑ ๑. บาลีพุทธภาษิต ม. มู. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖
น.355 ความข้อนี้ มีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า การบัญญัติของพระองค์เป็นการบัญญัติที่ บริสุทธิ์ ไม่ปรารภตน ไม่ปรารภโลก แต่ปรารภธรรมะหรือความจริงอย่างเดียว และเป็นเรื่องแก่นสารล้วน ๆ ตรงไปตรงมา ไม่ต้องอาศัยความเชื่ออย่างงมงายของ ผู้ฟังเป็นพื้นฐาน แม้แต่ในระยะเริ่มแรก, ไม่มีความลำเอียง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อจูงใจผู้ฟังหรือทำความหวังให้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟัง ในสิ่งที่ยังมองไม่เห็นตัว อันต้อง ใช้ความเชื่อหรือความพอใจ หรือความลำเอียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นมูลฐาน เมื่อถือตามหลักนี้ เราอาจจะบัญญัติลักษณะเฉพาะของอริยสัจ ๔ ประการ ได้อีกว่า อริยสัจ คือความจริงซึ่งพระองค์ทรงบัญญัติขึ้นอย่างบริสุทธิ์ ไม่ปรารภตน ไม่ปรารภบุคคลอื่น แต่ปรารภความจริง ซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนด รอบคอบ บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว นั่นเอง. เมื่อพิจารณากันอีกทางหนึ่ง ยังเห็นได้สืบไปอีกว่า หลักธรรมเรื่อง อริยสัจนี้ เป็นเรื่องที่พระองค์ได้ทรงคัดเลือกขึ้นมา ในฐานะที่เป็นเรื่องที่ประเสริฐ ที่สุด กว่าเรื่องทั้งหลายอื่น ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายในบรรดาสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้. ครั้งหนึ่ง พระองค์ประทับอยู่ที่ป่าแห่งหนึ่งใกล้กรุงโกสัมพี ทรงกำเอาใบไม้แห้งขึ้นมา จากพื้นดินกำมือหนึ่ง แล้วตรัสถามหมู่ภิกษุว่า ใบไม้กำหนึ่งนี้ กับใบไม้ที่มีอยู่ในป่า ทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มากน้อยกว่ากันอย่างไร. เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ ภิกษุเหล่านั้นต้องกราบทูลว่า ใบไม้ที่มีอยู่ในป่าทั้งหมด ย่อมมากกว่าใบไม้กำมือ เดียวอย่างมากมาย เหลือที่จะเปรียบกันได้. พระองค์ได้ตรัสขึ้นในขณะนั้นว่า ภิกษุ ทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล สิ่งที่ยังมีอยู่มากกว่ามาก ที่เรารู้แจ้งแล้ว แต่ไม่นำ มาสั่งสอนพวกเธอ. เพราะเหตุใดเล่า เราจึงไม่นำสิ่งเหล่านั้นมาสั่งสอนพวกเธอ ? เพราะเหตุว่าสิ่งที่ไม่นำมาสอนนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่เงื่อนต้นของ พรหมจรรย์อันเป็นไปเพื่อนิพพาน. เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่สอนสิ่งเหล่านั้นแก่พวกเธอ ทั้งหลาย. ก็สิ่งใดเล่า ที่เรานำมาสอนแก่พวกเธอ ? สิ่งที่เรานำมาบอก มาสอน
น.356 แก่พวกเธอ คือความจริงอันประเสริฐ ที่ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความ ดับทุกข์ นี้ทางแห่งความดับทุกข์. ทำไม เราจึงนำมาสอน ? เรานำมาสอน ก็เพราะว่า สิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์อันเป็นไป เพื่อนิพพาน, เราจึงนำสิ่ง ๆ นี้ มาสอนแก่พวกเธอทั้งหลาย." เมื่อเราเปรียบเทียบใบไม้เพียงกำมือเดียว กับใบไม้หมดทั้งป่าดูแล้ว เรา จะเห็นได้ว่า พระองค์ได้ทรงคัดเลือกสิ่งซึ่งเป็นหัวใจขึ้นจากสิ่งซึ่งเป็นเพียงเปลือกหรือ กะพี้ออกมา ในทำนองว่านำเอาเพชรเม็ดเดียว ออกมาจากภูเขาทั้งลูก. ข้อนี้ทำให้เรา มองเห็นคุณค่าอันสูงสุดของอริยสัจ ๔ ประการได้อย่างชัดเจน ว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ตรัสรู้จนถึงกับเราอาจจะบัญญัติลักษณะเฉพาะของ อริยสัจ ๔ ประการได้อีกว่า อริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ ซึ่งพระองค์ได้ ทรงคัดเลือกขึ้นสำหรับสอนมนุษย์โดยเฉพาะ จากบรรดาสิ่งทั้งหลาย ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ แล้วมีปริมาณอันมหึมา เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์ ยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น. แม้เราไม่อาจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยตนเอง แต่เรา ก็ยังมีโชควาสนาได้รับสิ่งที่ประเสริฐสุด อันมีผลเท่ากับการตรัสรู้ด้วยตนเอง ด้วยเหมือนกัน. เมื่อพิจารณาดูอีกทางหนึ่ง อย่างละเอียดลออแล้ว ผู้ศึกษาจะพิจารณา เห็นว่า คำว่า " อริยสัจ ๔ ประการ " อันหมายถึง ความจริงที่มีไว้สำหรับให้รู้แจ้ง จนถึงกับกำจัดกิเลสหรืออวิชชาได้นั้น มิได้หมายถึงตัวความรู้ที่ศึกษาเอาด้วยการอ่าน หรือการฟัง จากบุคคลหรือจากตำรา จนกระทั่งท่องจำได้ขึ้นใจเป็นต้น. โดยเหตุ- นี้แหละ ผู้ที่ท่องสูตรอันว่าด้วยอริยสัจได้คล่องปาก หรือถึงกับสวดมนต์อยู่เป็น ประจำวัน ก็ยังหาใช่ผู้รู้อริยสัจไม่. . ในที่แห่งหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสตำหนี้ผู้ ที่เรียน ๑. บาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒
น.357 ปริยัติแตกฉานในนวังคสัตถุสาสน์ กล่าวคือคัมภีร์พระพุทธวจนะทั้งสิ้น แต่ไม่รู้อริยสัจ ตามเป็นจริงด้วยญาณ ว่าบุคคลพวกนี้เปรียบเหมือนหนู ที่ขุดรูแล้วไม่ได้อยู่ หรือ เหมือนกับบุคคลที่ปลูกเรือนแล้ว ไม่ได้อยู่ หรือมะม่วงที่มีสีผิวราวกับว่าสุก แต่- ไม่สุก หรือเหมือนกับหม้อที่มีสุ้มเสียงหรือท่าทีว่าจะเต็มไปด้วยน้ำ แต่ไม่มีน้ำเลย ดังนี้เป็นต้น. เมื่อพิจารณาดูตามหลักเกณฑ์อันนี้ เราจะเห็นได้ว่า ตัวอริยสัจอัน แท้จริงนั้นไม่อาจเป็นความรู้ชนิดที่เพียงแต่จำได้หรือเข้าใจเอา ด้วยความคิดตาม เหตุผลในการศึกษาเล่าเรียนเลย. ตัวอริยสัจที่แท้จริงนั้น จะปรากฏได้ ก็แต่ในใจ ของบุคคลผู้มีญาณอันเกิดขึ้นแล้วในตัวความจริงทั้งสี่นั้นจริง ๆ ซึ่งได้แก่ความรู้สึก อันชัดแจ้งในใจ ในรสชาติของความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตน และได้รู้จักพิษสงของ ตัณหา ที่ได้แผดเผาอยู่ในหัวใจของตนมาแล้ว และได้หยั่งทราบถึงรสชาติของจิต ที่ไม่ถูกตัณหาอย่างหนึ่งอย่างใดรบกวน ตลอดจนถึงการที่มีความรู้สึกอันประจักษ์ชัด ในการเป็นอยู่ที่ถูกต้องของตน จนถึงกับตัณหานั้น ๆ ได้เหือดแห้งหายไป ไม่มา รบกวนอีก. ความเห็นแจ้งในภายในเช่นนี้เรียกว่า “ ญาณ " อันเป็นของคนละอย่าง ต่างหากจากความรู้ซึ่งเกิดมาจากการท่องจำหรือการคิดเอา อันเรียกได้อย่างมาก ก็ แต่เพียงว่า " ความรู้ " เท่านั้นเอง หาใช่ญาณไม่. เมื่อถือเอาตามหลักอันนี้ เราอาจ จะบัญญัติลักษณะเฉพาะของอริยสัจ ๔ ประการได้อีกอย่างหนึ่งว่า อริยสัจ คือ สิ่งที่ต้องรู้แจ้งด้วยญาณอันแท้จริง มิใช่อาจจะรู้แจ้งได้ด้วยความรู้ ซึ่งมีแต่ จะเป็นทางให้ถูกตำหนิว่า เป็นหนูที่รู้จักแต่ขุดรู เสียเปล่า ๆ ดังกล่าวนั้น. ถ้าพิจารณาให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ก็จะเห็นชัดสืบไปว่า การปราศจาก ความรู้ในอริยสัจ ๔ ประการนั้น พระองค์ทรงถือว่าเป็นการปราศจากความรู้ โดย สิ้นเชิง แม้จะมีความรู้อื่น ๆ อยู่มากมายเพียงใด ก็ถือว่ามีค่าเท่ากับไม่รู้อะไรเลย อยู่นั่นเอง. ตามหลักพุทธศาสนา ถือว่า ถ้าเป็นความรู้จริง หรือเป็นความรู้ชนิดที่ ควรเรียกว่า " ความรู้ " แล้ว ต้องเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ตามหลักแห่งอริยสัจ คือ
น.358 ดับทุกข์ได้จริง ๆ โดยแน่นอน. ส่วนความรู้อันมากมายมหึมา ที่เป็นไปในทางให้ ความทุกข์เกิดขึ้น, จัดเป็นความโง่หรือความหลงอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่รู้อะไร หรือทำ อะไรได้อย่างแปลกประหลาดมากมาย อยู่นั่นเอง. ตัวอย่างเช่นวิชาความรู้ที่นิยมกัน ว่าเป็นความรู้อย่างยิ่งในทางโลก ซึ่งต้องลงทุนลงแรงหรือเสียเวลาในการค้นคว้าศึกษา มาก ยิ่งไปกว่าการค้นคว้าศึกษาในเรื่องอริยสัจเสียอีกนั้น ในที่สุด ก็นำผลมาให้ เป็นความยุ่งยากลำบาก หรือความทุกข์ทรมานที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งไปกว่าเดิม สู่ โลกนี้. เมื่อเป็นดังนี้ จะเรียกได้ว่า เป็นความรู้หรือเป็นความไม่รู้กันแน่. ใคร ๆ ก็ ปรารถนาความสุข หรือความสงบกันอยู่ทุกคน แต่แล้วทำไมความรู้ของคนเหล่านั้น จึงกลับนำมาซึ่งสิ่งอันไม่เป็นความสุขหรือสงบ ทั้ง ๆ ที่เขาปรารถนาความสุขความ สงบ. ถ้าเห็นว่าความรู้ หรือการกระทำ ที่ทำไปเช่นนั้นเป็นการขาดความรู้ที่แท้จริง โดยสิ้นเชิงแล้ว ก็จะเห็นด้วยกับหลัก ข อ ง พุ ท ธ ศ า ส น า ที่จัดความรู้ชนิดนี้ว่า เป็นอวิชชา คือความไม่รู้ นั่นเอง. . เมื่อถามกันขึ้นว่า อวิชชาคืออะไร ? พระองค์ตรัสตอบไว้ในที่แห่งหนึ่ง ว่า ดูก่อน ภิกษุ ! ความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่ รู้ทางแห่งความดับทุกข์ อันใด, ความไม่รู้อันนั้นแหละเราเรียกว่า " อวิชชา " และ บุคคลชื่อว่ามีอวิชชา ก็เพราะไม่รู้ความจริงเพียง ๔ อย่างนี้แล ดังนี้. ส่วนฝ่าย วิชชานั้น พระองค์ได้ตรัสไว้ในลักษณะที่ตรงกันข้าม คือตรัสว่า ความรู้ทุกข์ รู้ เหตุให้เกิดทุกข์ รู้ความดับทุกข์ และรู้ทางแห่งความดับทุกข์ ว่าเป็น วิชชา และ บุคคลชื่อว่ามีวิชชา ก็เพราะรู้ความจริงเพียง 4 อย่างนี้. อาศัยหลักอันนี้ สิ่งที่เรียกว่า “ วิชชา " ในพุทธศาสนา ก็คือความรู้ ในเรื่องอริยสัจโดยตรง. ทำให้เราสามารถ บัญญัติลักษณะเฉพาะของอริยสัจนี้ได้อีกอย่างหนึ่งว่า อริยสัจ คือ วัตถุสำหรับ การรู้ ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นความรู้ อันแท้จริง หรือที่เรียกว่า " วิชชา "
น.359 ในพุทธศาสนาอันจะทำให้ผู้รู้ สามารถดับทุกข์ได้, ผิดจากความรู้อย่างโลกๆ ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ วิชชา ” ในที่นี้ เพราะมีแต่จะทำให้ผู้รู้นั้น ยังคงมี ความทุกข์ไปเท่าเดิม หรือถึงกับมีความทุกข์ที่เร้นลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมด นั้น เป็นเพราะไปรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ หรือไปรู้ ในสิ่งที่ไม่อาจจะรู้ แล้วไปหลง ผิดเอา ว่าเป็นความรู้. ถ้าจะพิจารณาดูกันในแง่ของการสั่งสอน เราอาจจะมองเห็นได้ว่า สิ่ง ที่น่าสั่งสอนกันต่อ ๆ ไป ในฐานะเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขสวัสดีแก่โลกนั้น ไม่มี เรื่องราวอันใด ที่น่าสั่งสอนแก่กัน ยิ่งไปกว่าเรื่องอริยสัจ. วิชาความรู้ ในโลกทั้ง หมด เราอาจแบ่งออกไปได้เป็น ๒ ประเภท คือวิชาความรู้ ในการที่จะทำให้เกิดสติ ปัญญาเฉลียวฉลาด หรือเกิดสมรรถภาพ ที่เป็นพื้นฐานทั่วไป สำหรับจะได้นำไป ใช้ในอนาคต นี้อย่างหนึ่ง. และวิชาความรู้ ในการที่จะใช้สติปัญญา สมรรถภาพ หรือกำลังที่มีอยู่นั้น ให้ทำการผลิตผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ตามที่ตนต้องการ นี้ อีกอย่างหนึ่ง. แต่ในที่สุดความรู้ทั้ง ๒ ประเภทนี้ ยังถูกครอบงำอยู่ด้วยอวิชชา ยัง ไม่สามารถจะทำลายกรอบวงของอวิชชาออกไปสู่แสงสว่าง หรือความเป็นอิสระอัน แท้จริงได้. ฉะนั้นแม้จะเล่าเรียน หรือสั่งสอนกัน ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเพียงใด ก็ยังไม่ สามารถเอาชนะความทุกข์ได้ มีแต่จะทำให้ตกหลุมพรางแห่งวิชาความรู้ของตนนั้น มากยิ่งขึ้น คือมากเท่า ๆ กับความเจริญก้าวหน้าของการศึกษาประเภทนี้ อยู่ เพียงนั้น. แม้การศึกษาประเภทนี้จะก้าวหน้าอย่างวิจิตรพิศดารเพียงใด ก็ไม่เป็นที่ ตั้งแห่งความสนใจของพระอริยเจ้า ผู้มุ่งหมายเฉพาะต่อความดับทุกข์อันแท้จริง และ ไม่สนใจในการเผยแพร่สั่งสอนวิชาความรู้เหล่านี้เลย. พระอริยเจ้าเหล่านั้นไม่สนใจ ในการที่จะสร้างสรรค์สติปัญญา สมรรถภาพ หรือกำลัง อันไม่มีขอบเขตนั้น และไม่สนใจในความรู้สำหรับการผลิตสิ่งต่าง ๆ ตามอำนาจกิเลสตัณหา เพราะ ฉะนั้น จึงไม่มีสติปัญญาหรือสมรรถภาพ หรือการผลิตทำนองนั้น หรือมากเท่านั้น
น.360 หากแต่ว่ามีปัญญาอันสมบูรณ์ตามธรรมชาติ และมีสมรรถภาพอันเพียงพอในการที่ จะรู้แจ้งด้วยตนเอง แล้วประกาศ ทำบุคคลอื่นให้รู้แจ้งตามซึ่งความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ อันเกี่ยวกับความพ้นทุกข์โดยตรง. สำหรับกรณีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงยืนยันไว้ว่า ๑ ในกาลอันยึดยาวนาน ฝ่ายอดีตก็ดี หรือในกาลอันยืดยาวนาน ฝ่ายอนาคตก็ดี หรือแม้ในปัจจุบันนี้ก็ดี ถ้าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดได้ประกาศ หรือจะประกาศหรือกำลังประกาศธรรมะที่ตนรู้ดีรู้ชอบตามที่เป็นจริงแล้ว, สิ่งที่- ประกาศนั้น จะต้องเป็นความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการนี้เท่านั้น หาใช่เรื่องอื่นไม่. ใจความสำคัญในเรื่องนี้ มีอยู่ว่า สิ่งที่ควรประกาศแก่กันและกันนั้น ไม่มีสิ่งอื่น นอกจากเรื่องอริยสัจ ๔ ประการ. เราอาจบัญญัติลักษณะเฉพาะของอริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ ได้อีกว่า อริยสัจ คือความจริงประเภทเดียวเท่านั้น ที่ควร ประกาศทำให้แจ้งแก่กันและกัน เรื่องอื่นนอกจากนั้น มีแต่จะจูงมนุษย์เราให้ เข้าสู่ความลึกลับซับซ้อนของความทุกข์ทรมานมากยิ่งขึ้นทุกที. ในกรณีที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเอง อริยสัจ เป็นหลักธรรมอันเอกที่พระ- องค์ทรงใช้เพื่อบันลือพุทธสีหนาท ทำสัตว์ผู้ประมาท ให้เกิดสลดสังเวชสะดุ้ง กลัว เหมือนสีหนาทของพญาราชสีห์ ทำสัตว์ทั้งหลายให้เกิดความกลัวหมดความกล้าหาญ ร่าเริงโดยสิ้นเชิง ฉันใดก็ฉันนั้น. พระองค์ได้ตรัสไว้ในที่แห่งหนึ่งว่า ๒ เมื่อ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้ว จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ว่า ความทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ มูลเหตุของความทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ ความดับแห่งความทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ และทาง แห่งความดับทุกข์เป็นเช่นนี้ ๆ แล้ว, บรรดาเทพเจ้าที่มีอายุยืน มีวรรณสดใส มาก ไปด้วยความสุข ดำรงอยู่นมนานมาแล้ว พวกเทพเหล่านั้นได้ฟังคำประกาศนี้แล้ว เกิดความสะดุ้งกลัว สังเวชใจ สำนึกได้ ว่าตนเป็นผู้หลงใหล มัวถือว่าตนเป็นผู้เที่ยง ๑. บาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๓/๑๖๕๙ ๒. บาลีพุทธภาษิต จตุก. อํ. ๒๑/๔๒/๓๓
น.361 ผู้ยั่งยืน ผู้มั่นคง ชนิดที่ความทุกข์ไร ๆ ไม่อาจย่ำยีได้ แต่ที่แท้แล้ว ก็ตกอยู่ ในอำนาจแห่งเหตุของความทุกข์อยู่ตลอดเวลา อย่างน่าสมเพช. ใจความสำคัญ ในข้อนี้ มีอยู่ว่า หลักอริยสัจแต่อย่างเดียวเท่านั้น ที่มีอำนาจในอันที่จะทำให้เทพชั้น สูงสุด เกิดความสลดใจ คลายความประมาท. หลักธรรม เหล่าอื่น นอกจาก อริยสัจแล้ว ไม่อาจเป็นที่กระทบกระเทือนแก่เทพชั้นสูงเหล่านั้น ด้วยอาการมาตรว่า เกิดความระคายที่ปลายเส้นขน เพราะว่าหลักธรรมเหล่าอื่น ไม่ได้แสดงความจริงที่ เป็นความจริง เช่นเดียวกับหลักอริยสัจเหล่านี้เลย. อาศัยเหตุนี้ เราอาจจะบัญญัติ ลักษณะเฉพาะของอริยสัจได้อีกสืบไปว่า อริยสัจ คือกฎความจริงที่สามารถพัง ทลายความหลงระเริงหรือความประมาทของบุคคล ที่มีความหลงระเริง หรือประมาทถึงที่สุดให้พังทลายลงได้ จนถึงกับถูกจัดอยู่ใน ฐานะเป็น เครื่องมืออันวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ในการที่จะดำรงพระองค์ไว้ เหนือฐานะแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย ดุจดังราชสีห์มีฐานะของตนอยู่เหนือสัตว์ ทั้งหลาย ฉะนั้น. . . . วัตถุที่ตั้งแห่งการกำหนดรู้ อริยสัจ เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้วว่า การดับทุกข์ กับการทำลายกงล้อของ วัฏฏสงสารให้หักออก เพื่อให้วัฏฏสงสารหยุดหมุนนั้น เป็นของอย่างเดียวกัน. สิ่งที่น่าสังเกตในเรื่องนี้ จึงอยู่ที่ว่า การรู้อริยสัจจนถึงกับทำลายกงล้อของวัฏฏสงสาร เสียได้นั้น มีความหมายตรงกัน หรือต่างกันอย่างไร. กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่า การกำหนดรู้อริยสัจนั้น จะกำหนดที่ส่วนไหนแห่งวงล้อของวัฏฏสงสาร.
น.362 สิ่งที่แปลกประหลาดเป็นพิเศษ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คือว่า ตามหลักของพุทธศาสนา เราจะบัญญัติสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป ว่าเป็นเหตุ หรือเป็นผล โดยเด็ดขาดลงไปนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้, เพราะว่า ไม่มีสิ่งใด เป็นเหตุหรือเป็นผล แต่อย่างเดียวไปได้เลย. และความจริงในข้อนี้ จะเห็น กันได้ทั่ว ๆ ไปว่า สิ่ง ๆ หนึ่งจะต้องเป็นทั้งเหตุและทั้งผลเสมอ, ที่ไประบุว่า เป็น เหตุ หรือ เป็นผล ลงไปแต่อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้เฉพาะกาละเทสะ เท่านั้น. ยกตัวอย่างเช่นคำลาหลังนี้ เป็นผลของการกระทำตามความต้องการของผู้ทำ แต่แล้วศาลาหลังนี้เอง ก็กลายเป็นเหตุแห่งการต้องประดับตกแต่ง หรือซ่อมแซม อันจะเกิดขึ้นในเวลาสืบไป. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสสิ่งทั้งปวงใน ฐานะที่สืบต่อสัมพันธ์กันเป็นวงกลม จนทุก ๆ สิ่ง เป็นทั้งเหตุและทั้งผล สืบต่อกัน ไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะอำนาจของวงกลมซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีความสิ้นสุด. ทางที่จะสังเกต เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือเรื่องวัฏฏะ หรือวงกลม อันประกอบอยู่ด้วยส่วน ๓ ส่วน กล่าวคือ " ความอยากทำ " ซึ่งเรียกว่ากิเลส, " การกระทำ " ซึ่งเรียกว่ากรรม, และ " ผลของการกระทำ " ซึ่งเรียกว่าวิบาก. ใน ๓ อย่างนี้ " ความอยาก " เป็นเหตุ ให้เกิด " การกระทำ " " การกระทำ " เป็นเหตุให้เกิด " ผลของการกระทำ " “ ผลของการกระทำ " เป็นเหตุให้ " อยากทำ " อย่างใดอย่างหนึ่งสืบไปอีก แล้ว ก็มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามความอยากนั้น โดยทำนองนี้เรื่อยไป ไม่มีที่ สิ้นสุด เป็นวงกลมที่วนเวียนอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด. จงพิจารณาดูว่า ความอยากทำก็ดี การกระทำก็ดี และผลของการ กระทำก็ดี ในวงกลมหนึ่ง ๆ นั้น แต่ละอย่าง ๆ เป็นทั้งเหตุ และเป็นทั้งผล อยู่ใน วงกลมนั่นเอง. ในขณะหนึ่ง " ความอยาก " เป็นเหตุให้เกิด " การกระทำ " นับว่า " การกระทำ " เป็นผลของ " ความอยาก ” เพราะมันมาจากความอยาก, แต่แล้ว " การกระทำ " นั้นเอง ได้กลายเป็นเหตุเพื่อให้เกิด "ผลของการกระทำ"
น.363 สืบต่อไป. " ผลของการกระทำ" นั้น นับว่าเป็นผลโดยตรง, แต่แล้วก็ได้กลาย เป็นเหตุสำหรับให้เกิด “ ความอยาก" ที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซ้ำกับของเก่า หรือแปลกจากของเก่า ต่อไปอีก. ความอยากที่เกิดขึ้นนี้ ก็คือผลที่เกิดมาจาก "ผล แห่งการกระทำ" ในรอบก่อนนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ความอยากก็ตาม การกระ- ทำก็ตาม ผลแห่งการกระทำก็ตาม จึงเป็นทั้งเหตุและผลอย่างครบถ้วน. โดยนัยนี้ เป็นอันกล่าวได้ว่า กิเลสวัฏก็ตาม กรรมวัฏก็ตาม และวิปากวัฏก็ตาม ล้วนแต่เป็นทั้งเหตุและทั้งผล. การกล่าวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าเป็นเหตุหรือเป็นผลลง ไปแต่อย่างเดียว ย่อมเป็นการกล่าวที่ผิดครึ่งหนึ่งเสมอไป. กฎเกณฑ์เรื่องเหตุและผล ตามหลักแห่งพุทธศาสนา ผิดจากกฎเกณฑ์เรื่องเหตุและผล ของคนพวกอื่น หรือ ปรัชญาของคนพวกอื่น ซึ่งได้บัญญัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยความเป็นเหตุ หรือความ เป็นผล อย่างตายตัวเสมอไป. ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดไว้ให้แม่นยำเป็นพิเศษ สำหรับพวกพุทธบริษัทเรา. เมื่อวงกลมแห่งวัฏฏะ แบ่งได้เป็น ๓ ส่วน คือส่วนกิเลสวัฏ ส่วนกรรมวัฏ และส่วนวิปากวัฏ ดังนี้แล้ว พึ่งพิจารณาดูให้ดี เพื่อให้เข้าใจว่าสิ่งที่เรียกว่า “ อริยสัจ ๆ" นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติเข้าที่ส่วนไหนของวัฏฏะ ว่า เป็นอริยสัจข้อไหน. ผู้ที่มีความสำคัญผิดมาแต่เดิม โดยถือว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นเหตุหรือ เป็นผลก็ตาม ตายตัวลงไปแล้ว ก็จะมีความเข้าใจผิดในเรื่องนี้เป็นอันมาก คือจะ เข้าใจไปว่า พระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติอริยสัจทั้งสี่ เข้าที่วัฏฏะส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะ ตามแต่ที่ตนจะเห็นว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล แล้วจับคู่กันกับอริยสัจ ทั้งสี่ ซึ่งเป็นเหตุและผล เป็นคู่ ๆ กันอยู่.
น.364 สำหรับผู้ที่ได้ศึกษาโดยทั่วถึง จนทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรง บัญญัติอริยสัจ ๔ ประการ ไว้โดยลักษณะใดแล้ว เขาจะเห็นได้ทันทีว่าพระองค์อาจ จะทรงบัญญัติอริยสัจสี่ เข้าที่วัฏฏะส่วนใดส่วนหนึ่ง ในสามส่วนนั้น ได้เสมอไป แล้วแต่ความประสงค์ของพระองค์. เพื่อจะให้เข้าใจเรื่องนี้ดี ผู้ศึกษาจะต้องทราบว่า พระองค์ได้ทรงบัญญัติอริยสัจสี่ไว้ โดยลักษณะใดบ้าง ก็ลักษณะ แล้วจึงค่อยนำมา จับกันดู ว่าการบัญญัติอริยสัจในลักษณะไหน พระองค์ทรงบัญญัติลงที่วัฏฏะส่วนใด. การบัญญัติอริยสัจ ๔ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้น ทรงบัญญัติไว้ในลักษณะต่าง ๆ กัน คือทรงบัญญัติว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ นี่ลักษณะหนึ่ง. ทรงบัญญัติว่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับแห่งอาสวะ นี้ทางแห่งความดับอาสวะ นี่ก็อีก ลักษณะหนึ่ง. และทรงบัญญัติว่า นี้สักกายะ นี้เหตุให้เกิดสักกายะ นี้ความดับแห่ง สักกายะ นี้ทางให้ถึงความดับแห่งสักกายะ นี่ก็อีกลักษณะหนึ่ง. และทรงบัญญัติ อีกว่า นี้อาหาร นี้เหตุให้เกิดอาหาร นี้ความดับแห่งอาหาร นี้ทางให้ถึงความดับ แห่งอาหาร นี่ก็อีกลักษณะหนึ่ง. และยังมีที่ทรงบัญญัติไว้อีกว่า นี้โลก นี้เหตุ ให้เกิดโลก นี้ความดับแห่งโลก นี้ทางให้ถึงความดับแห่งโลก นี่ ก็อีกลักษณะหนึ่ง. และยังมีที่ทรงบัญญัติเป็นอย่างอื่นอีกว่า นี้อุปาทานักขันธ์ นี้เหตุให้เกิดอุปาทานักขันธ์ นี้ความดับแห่งอุปาทานักขันธ์ และนี้ทางให้ถึงความดับแห่งอุปาทานักขันธ์ นี่ก็เป็นอีก ลักษณะหนึ่ง. เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ว่า การที่ทรงหยิบเอาอาสวะก็ดี สักกายะ ก็ดี มาเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งการบัญญัติอริยสัจนั้น หมายถึงการที่พระองค์ทรงบัญญัติ การกำหนดรู้อริยสัจลงที่ ส่วนกิเลสวัฏ ของวัฏฏสงสารนั่นเอง, และการที่ พระองค์ทรงหยิบเอาอาหารมาเป็นที่ตั้งแห่งการบัญญัติอริยสัจนั้น ย่อมหมายความว่า
น.365 พระองค์ทรงบัญญัติการกำหนดรู้อริยสัจลงที่ ส่วนกรรมวัฏ ของวัฏฏสงสาร นั่นเอง. และการที่พระองค์ได้ทรงหยิบเอา ทุกข์ หรือโลก หรืออุปาทานักขันธ์ มาเป็นวัตถุ ที่ตั้งแห่งการกำหนดรู้อริยสัจนั้น ย่อมหมายความว่าพระองค์ทรงบัญญัติการกำหนด อริยสัจลงที่ ส่วนวิปากวัฏ ของวงวัฏฏสงสารนั้นเอง. ก. การกำหนดรู้อริยสัจ ที่กิเลสวัฏ. อาสวะก็ตาม สักกายะก็ตาม เป็นชื่อของกิเลส อาสวะ เป็นชื่อของ กิเลส ในความหมายที่ว่าเป็นเครื่องดองสันดานให้เศร้าหมอง. สักกายะ เป็นชื่อของ กิเลสในความหมายที่ว่าเป็นเหตุให้ ยึดถืออะไร ๆ ว่าเป็นของตน. กิเลสทั้งสองอย่างนี้ แม้ความหมายของคำแปลจะต่างกันก็จริง แต่ย่อมเหมือนกันในฐานะที่เป็นกิเลสอัน เป็นเหตุให้ทำกรรมด้วยกันทั้งนั้น และจัดว่าเป็นพวกกรรมวัฏ ด้วยกันทั้งสองอย่าง. อาสวะ เป็นกิเลสดองสันดานให้เศร้าหมอง โดยความหมายที่ว่า ทำความ พอใจในกาม หรือในภพ หรือทำอะไรลงไปโดยปราศจากความรู้ซึ่งเรียกว่า กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ. ตลอดเวลาที่อาสวะนี้ยังมีอยู่กิเลสซึ่งเป็นเหตุให้ทำกรรม ก็จักต้องมีอยู่เสมอไป. เพื่อจะทำลายอาสวะเสียให้สิ้นเชิง จำเป็นที่ผู้นั้นจะต้องรู้ว่า อาสวะนี้ คืออะไร และว่ามันเกิดมาจากอะไร และว่าความไม่มีแห่งอาสวะนั้นเป็น อย่างไร และว่าการกระทำโดยวิธีใดจึงจะได้มาซึ่งความสิ้นอาสวะนั้น. เมื่อบุคคลผู้ นั้นรู้ความจริงลงไปดั่งนี้ ก็ย่อมทำอาสวะให้สิ้นได้. เมื่ออาสวะคือกิเลสสิ้นแล้ว ก็ คือกิเลสวัฏได้ถูกทำลายลง กรรมวัฏ และวิปากวัฏ ก็ถึงความทำลายตามไปด้วย, กลายเป็นวงล้อที่หมุนไม่ได้ ความทุกข์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นแม้แต่อย่างใด. นี้ เรียกว่า
น.366 ความหลุดพ้นจากความทุกข์ มีขึ้นได้เพราะการกำหนดรู้อริยสัจที่กิเลสวัฏ อันได้แก่อาสวะ. ในกรณีของสักกายะ ก็เป็นอย่างเดียวกันกับอาสวะ. สักกายะ คือ กิเลสที่มีมูลมาจากอวิชชาเช่นเดียวกับอาสวะ หรือโดยที่แท้แล้ว ก็คือ อวิชชาใน ลักษณะหนึ่ง หรือในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับอาสวะนั้นเหมือนกัน. กิเลส คือสักกายะนี้ เป็นเหตุให้ยึดถือโดยความเป็นตน หรือของตน อันเป็นทางให้เกิดการเห็นแก่ตน แล้วก็ทำอะไรไปตามอำนาจความเห็นแก่ตน จนเกิดความทุกข์ขึ้นในที่สุด ผู้ที่จะ ดับทุกข์ในกรณีนี้ จะต้องพิจารณาจนรู้แจ้งว่าสักกายะนี้คืออะไร เกิดมาจากอะไร ความไม่มีแห่งสักกายะเป็นเช่นไร และทำอย่างไรจึงจะได้มาซึ่งความสิ้นสักกายะนั้น. เมื่อความรู้แจ้งในเรื่องนี้เป็นไปถึงที่สุด กิเลสคือสักกายะก็ดับไป. เมื่อกิเลสคือสักกายะ ดับไปแล้ว ก็ไม่มีการกระทำกรรมตามอำนาจของความเห็นแก่ตนเป็นต้น. นี้เรียกว่า กิเลสวัฏได้ขาดสะบั้นลง แล้วกรรมวัฏ และวิปากวัฏ ก็พลอยขาดไปตาม โดย ทำนองเดียวกันกับกรณีของอาสวะ. ในกรณีนี้ เราจึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบัญญัติ การกำหนดรู้อริยสัจสี่ ลงที่กิเลสวัฏ โดยชื่อว่าสักกายะ กล่าวคือ กิเลสอันเป็นเหตุให้สำคัญหรือยึดมั่นว่าตัวตน ว่าของของตน นั่นเอง. การกำหนดรู้อริยสัจทั้งสี่ ที่อาสวะก็ตาม หรือที่สักกายะก็ตาม เรียกว่า เป็นการกำหนดรู้อริยสัจที่ กิเลสวัฏ. ข. การกำหนดรู้อริยสัจ ที่กรรมวัฏ คำว่า “อาหาร ” ในที่นี้ หมายถึงการกระทำ หรือมูลเหตุอันเป็นเหตุ ให้เกิดการกระทำ อันจะนำผลอย่างใดอย่างหนึ่งมา. อาหาร ในที่นี้มีอยู่ ๔ อย่าง
น.367 ด้วยกัน : กวฬิงการาหาร หมายถึงข้าวปลาอาหาร อันจะนำมาซึ่งผล คือความอิ่มหรือความเจริญงอกงามแห่งร่างกาย. ผัสสาหาร คือการสัมผัสกันระหว่างอายตนะภายนอก กับอายตนะภายใน และนำมาซึ่งผล คือเวทนาเป็นต้น. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ หมายถึงความรู้แจ้งว่าอะไรคืออะไร เช่นรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก เป็นต้น ทำให้เกิดผล คือผัสสะในกรณีทั่วไป, และทำให้เกิดนามรูป ในกรณีที่เป็นการก่อภพก่อชาติโดยเฉพาะ. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความเจตนาแห่งใจ ในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามอำนาจของกิเลสหรือตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ในขณะนั้น ทำให้เกิดผลคือการกระทำตามอำนาจของกิเลสนั้น ๆ. อาหารทั้ง ๔ อย่างนี้ มิได้หมายถึงตัวกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้อยาก แต่ หมายถึง " ตัวการกระทำ" ที่จะนำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยกันทั้งนั้น. เมื่อกล่าวโดยใจความ ไม่ต้องยึดถืออย่างงมงายตามตัวพยัญชนะแล้ว กวฬิงการาหาร มีความหมายสำคัญอยู่ที่ การกินอาหาร, ผัสสาหาร มีความหมายอยู่ตรงที่ การกระทบกันระหว่างอายตนะ, วิญญาณาหาร หมายถึงการทำความรู้แจ้งตามทวารอันเป็นที่รับอารมณ์, และมโนสัญเจตนาหาร หมายถึงการเคลื่อนไหวของจิต หรือพฤติของจิต อันดิ้นรนไปตามความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง. รวมความว่า คำว่า “อาหาร ๆ" นี้ หมายถึงการกระทำ อันจะนำผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาโดยตรงทั้งนั้น. ในกรณีที่เกี่ยวกับอริยสัจทั้งสี่แล้ว คำว่า "อาหาร ๆ" นี้ ไม่ จำเป็นที่จะต้องจำแนกออกไปเป็น ๔ อย่าง ดังที่กล่าวแล้วเลย พึ่งมุ่งหมายเอาแต่ความหมายรวม หรือความหมายที่เป็นกลางที่สุด ของคำ ๆ นี้ กล่าวคือ " การกระทำ" เพื่อให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นเอง : จะเป็นการทำบุญทำบาป
น.368 จะเป็นการทำทางวัตถุหรือทางจิต จะเป็นการกระทำโดยตรงหรือโดยอ้อม อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่า " การกระทำ " แล้ว ย่อมไม่เปล่าจากผลเลย และการกระทำทุกอย่างทุกชนิด ต้องมีมูลมาจาก “ ความอยาก" จึงสรุปความหมายของคำว่า "อาหาร " ได้เพียงสั้น ๆ ที่สุดว่า อาหาร คือ " การกระทำ" อันจะนำผลอย่างใดอย่างหนึ่งมา. การกระทำซึ่งนำผลอย่างใดอย่างหนึ่งมานั้น เป็นลักษณะของการกระทำความทุกข์ให้เกิดขึ้น. เพราะตัวการกระทำนั้น ก็เป็นการกระทำตามความอยาก ซึ่งเผาลนจิตใจมาตั้งแต่เริ่มอยากแล้ว, และตัวการกระทำนั้นเล่า ก็เป็นการแสดงถึงความหมดอิสรภาพของจิต คือมันตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสและตัณหา จนต้องไปทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางกาย ทางวาจา หรือทางจิตเอง, และเมื่อเกิด "ผลแห่งการ- กระทำ" ก็หมาย ถึงการต้องเวียนว่ายไปในวัฏฏสงสารนั้นเอง. สรุปได้ว่า ผลแห่ง- อาหาร ก็ไม่มีอะไรอื่น นอกจากความทุกข์. การกำหนดรู้อริยสัจสี่ โดยมีอาหาร กล่าวคือการกระทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง มาเป็นที่ตั้งแห่งการกำหนดนั้น ผู้กำหนดจะต้องกำหนดให้รู้ตามที่พระองค์ทรงจำแนกไว้ ว่าอาหาร -อาหารนี้ คืออะไร เกิดมาจากอะไร ความดับสนิทแห่งอาหารหรือความไม่มีแห่งการกระทำนั้นเป็นอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะได้มาซึ่งความไม่มีแห่งอาหารนั้น. การกำหนดรู้อริยสัจทั้งสี่ ที่อาหาร โดยลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า การกำหนดรู้อริยสัจลงที่ กรรมวัฏแห่งวัฏฏสงสาร. เมื่อบุคคลทำความดับแห่งอาหาร ให้แจ้ง คือประจักษ์แก่ใจตน ว่าสิ่งที่เรียกว่าอาหารนั้น ได้สิ้นสุดลงไปแล้วจริง ๆ ก็หมายความว่ากรรมวัฏของบุคคลนั้น ได้หักทำลายลงไปแล้ว วิปากวัฏก็เป็นอันว่าทำลายไปตาม กิเลสวัฏก็ไม่มีที่ตั้งที่อาศัยอีกต่อไป. ผลเกิดขึ้น คือวัฏฏสงสารได้
น.369 สิ้นสุดลงอย่างเดียวกัน. นี้ กล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ การกำหนดอริยสัจสี่ที่กรรมวัฏ ในนามแห่งคำว่า " อาหาร " ค. การกำหนดรู้อริยสัจ ที่วีปากวัฏ ความทุกข์ คือความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นก็ดี. อุปาทานักขันธ์คือขันธ์อันเป็นที่ตั้งของอุปาทานหรือประกอบอยู่ด้วยอุปาทานก็ดี, โลกซึ่งหมายถึงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ หรือปรากฏการณ์อย่างอื่น ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งตัณหาก็ดี เหล่านี้เรียกว่า " วิบาก " ในที่นี้ เพราะเป็นผลที่มุ่งหมายของกิเลส และการกระทำตามอำนาจกิเลส นั่นเอง. ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอาจจะเห็นได้โดยง่าย ว่าเป็นสิ่งที่ไม่พึง-ปรารถนา แต่ถ้าจะดับทุกข์ให้ได้จริง ๆ เราจะต้องเห็นให้ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น คือต้องเห็นให้ลึกซึ้งถึงที่สุด ว่าเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยมายาหลอกลวงคนให้เข้าใจผิดจนถึงกับสมัครจมอยู่ในความทุกข์ อย่างชื่นตากันตลอดไป. การกำหนดรู้ความจริงอันเกี่ยวกับความทุกข์นี้ พระองค์ทรงจำแนกไว้อย่างชัดแจ้ง เป็น ๔ อย่างด้วยกันคือรู้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ มันเกิดมาจากอะไร ความไม่มีทุกข์เป็นอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้น. ต่อเมื่อรู้อย่างประจักษ์ถึงที่สุด ครบถ้วนทั้ง 4 อย่างจริง ๆ จึงจะเรียกว่ารู้จักความทุกข์อย่างสิ้นเชิง. เพียงแต่รู้ว่าเจ็บปวดหรือทนทรมาน อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดความไม่พอใจ กระสับกระส่ายอยู่ หาชื่อว่ารู้จักทุกข์ไม่. การกำหนดรู้อริยสัจลงที่ความทุกข์ อันเป็นผลเกิดมาจากชาติจากภพซึ่งเกิดมาจากตัณหาและอุปาทานอีกต่อหนึ่งเช่นนี้ เรียกว่า กำหนดรู้อริยสัจลงที่วิปากวัฏในนามของคำว่า " ทุกข์ "
น.370 อุปาทานักขันธ์ หมายถึงสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของอุปาทาน. อุปาทานในที่นี้หมายถึงความยึดถือด้วยอำนาจความใคร่ในทางกาม หรือยึดถือด้วยความคิดความเห็นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เป็นต้น. สิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือนั้น ท่านจำแนกไว้ ๕ อย่างด้วยกัน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีรายละเอียดดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่อง " พหุลานุสาสนี ". โดยใจความย่อ ๆ ก็ได้แก่กายกับใจนี่เอง. กายนับเป็นอย่างหนึ่ง. ใจ แบ่งออกเป็น " จิต " และ " สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต " " สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต "แบ่งออกเป็น ๓ อย่างคือ เวทนา ความรู้สึกที่เรียกว่าสุข หรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์, สัญญา คือความรู้สึกที่เรียกว่า มีสติสมปฤดี มีความหมายรู้ในสิ่งทั้งปวงได้, และสังขารคือความคิดที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางกาย วาจา ใจ นั่นเอง. ส่วนจิตนั้นเรียกว่า วิญญาณ. รวมรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าด้วยกันเป็น ๕ ส่วนนี้เรียกว่า " ขันธ์ห้า ” เป็นที่ตั้งของความยึดถือคืออุปาทานอันจะยึดถือส่วนใดส่วนหนึ่งว่าเป็นตัวตนบ้าง ว่าเป็นของของตนบ้าง. ถ้าขันธ์ไม่มีอุปาทานก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งความยึดถือ. เมื่อขันธ์มี ก็มีที่ตั้งแห่งความยึดถือ. เมื่ออวิชชายังมี ก็ยังมีการยึดถือในขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือนั้น. ขันธ์อันประกอบอยู่ด้วยอุปาทานความยึดถือเช่นนี้ เป็นความทุกข์ ความหนัก อยู่ในตัวมันเอง, เพราะตัวอวิชชาก็ดี ตัวอุปาทานความยึดถืออันเกิดมาจากอวิชชาก็ดี ล้วนแต่ตั้งอาศัยอยู่ในขันธ์เหล่านั้น ความทุกข์จึงเกิดขึ้น และเป็นไป ในขันธ์เหล่านั้น ซึ่งประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน. ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกุขนฺธา ทุกฺขา, ซึ่งแปลว่า " โดยสรุปแล้ว ขันธ์อันประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เป็นทุกข์ " ดังนี้. ทำอย่างไร จึงจะไม่มีขันธ์อันประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน ? อันนี้เป็นปัญหาที่ต้องเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ปรารถนาความทุกข์. การที่จะดับอุปาทานขันธ์เหล่านี้เสียได้นั้น ไม่มีทางอื่น นอกจากรู้อริยสัจสี่ ที่เกี่ยวกับอุปาทานขันธ์เหล่านี้
น.371 อย่างเดียวเท่านั้น. เพราะฉะนั้นเขาจะต้องกำหนดการรู้อริยสัจสี่ ที่อุปาทานขันธ์เหล่านั้น โดยหลักว่า อุปาทานขันธ์นั้นคืออะไรกันแน่ มันเกิดมาจากอะไร ความดับสนิทแห่ง อุปาทานขันธ์นั้นเป็นอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะดับมันได้ รวมเป็น ๔ ปัญหาด้วยกัน เกี่ยวกับปัญหานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ๑ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, มันเกิดมาจากอวิชชาและ ภวตัณหา, วิชชาและวิมุตติ เป็นความดับของมัน, สมถะ และ วิปัสสนา เป็นหนทาง ให้ได้มาซึ่งความดับอันนั้น ; ซึ่งที่แท้ ก็คืออริยสัจสี่ที่ใช้คำอื่นแทนคำว่า " ทุกข์ " นั่นเอง. ในที่นี้ ใช้คำว่า " อุปาทานขันธ์ " แทนคำว่า "ทุกข์" ในอริยสัจที่หนึ่ง. ส่วนอริยสัจที่สอง คือตัณหานั้น ได้ขยายความออกไปเป็น " อวิชชาและภวตัณหา " เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมกว้างออกไป ซึ่งเหมาะแก่การที่จะอธิบายมูลเหตุอันเป็น ที่เกิดของอุปาทานขันธ์. อริยสัจข้อที่สาม คือการดับตัณหานั้น ในที่นี้ทรงใช้คำว่า " วิชชาและวิมุตติ " หมายความว่า ความมีแห่งวิชชาและวิมุตติ ย่อมหมายถึงความ ไม่มีแห่งตัณหานั่นเอง. เพราะต่างฝ่ายต่างเป็นข้าศึกต่อกัน อยู่ร่วมกันไม่ได้. สำหรับ อริยสัจข้อที่สี่ คือมรรคมีองค์แปดนั้น ในที่นี้ทรงระบุชื่อเป็นสมถะและวิปัสสนา ซึ่ง โดยใจความแล้ว ก็ได้แก่การปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดอย่างครบถ้วน นั่นเอง, สมถะและวิปัสสนา ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากการปฏิบัติที่ไม่ครบถ้วนด้วยองค์แปด. การกำหนดรู้อริยสัจสี่ ที่อุปาทานขันธ์ โดยลักษณะเช่นนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการกำหนด รู้ที่วิปากวัฏ แห่งวัฏฏสงสาร เช่นเดียวกับการกำหนดรู้อริยสัจที่ตัวความทุกข์โดยตรง นั้นเหมือนกัน. ทั้งนี้เพราะว่าอุปาทานขันธ์ ก็คือวิบากแห่งกรรม ที่สืบเนื่องมาแต่ กิเลส มือวิชชาเป็นต้น นั่นเอง. ๑. บาลีพุทธภาษิต อุปริ. ม. ๑๔/๕๒๔/๘๒๙
น.372 คำว่า " โลก " หมายถึงสิ่งที่ปรากฏแก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในฐานะที่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาความใคร่ทั้งสาม กล่าว- คือ ความอยากได้ ความอยากเป็น และความอยากไม่ให้เป็น. ถ้ารูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้นเหล่านั้น เป็นอิฏฐารมณ์คือยั่วยวน ก็อยากจะได้ หรืออยากจะเป็น, ถ้ารูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้นเหล่านั้นเป็นอนิฏฐารมณ์คือทำให้เกิดความขัดใจ ก็อยาก ไม่ให้มี อยากไม่ให้เป็น. ความอยากทั้งสามนี้ แม้จะต่างกันเพียงใดก็ตาม แต่ก็ เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์เสมอกันหมด. ความอยากได้ หรืออยากเป็น ย่อมเผาจิตให้ เดือดร้อนตั้งแต่เมื่อเริ่มอยาก จนกระทั่งกำลังอยาก หรือกำลังกระทำตามความอยาก, ตลอดไปจนถึงเมื่อได้ตามความอยากแล้ว ก็ยังร้อนเพราะรัก เพราะหวง เพราะ อาลัยอาวรณ์ เป็นต้น. ความอยากไม่ให้ได้ -ไม่ให้เป็น ก็เป็นอย่างเดียวกัน ย่อม ทำให้ขัดใจหรือเคียดแค้นอยู่ตลอดเวลา. เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า " โลก" ใน ลักษณะที่ยั่วยวนก็ดี, " โลก" ในลักษณะที่เป็นความขัดใจก็ดี ล้วนแต่เป็นความทุกข์ หรือนำมาซึ่งความทุกข์ โดยเท่ากัน. เพราะความจริงมีอยู่ดังนี้ พระองค์จึงทรงสอน ให้ละเสีย ทั้งความยินดีและความยินร้าย ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า " ให้ละเสียทั้ง อภิชฌา และโทมนัส " ดังนี้. สิ่งที่เรียกว่า "โลก" นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่ง อันเป็นที่ตั้งแห่งอภิชฌาและโทมนัส. ความยินดี จะเกิด ก็เกิดมาจากความยั่วยวน ของ " โลก " ความยินร้าย จะเกิด ก็เกิดมาจากความยั่วยวนของ "โลก" คือเมื่อ ความยั่วยวนของโลก ยั่วยวนให้เกิดความพอใจแล้ว มีอะไรมาขัดขวางไม่ให้ได้ตาม ความพอใจ มันก็เกิดความยินร้ายขึ้น. โลก ยังมีความหมายแก่บุคคลใด อยู่เพียงใด โลกก็ยังเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีและความยินร้าย ให้แก่บุคคลนั้นอยู่เพียงนั้น. ทั้ง ความยินดีและความยินร้าย เป็นทางมาแห่งความทุกข์โดยเสมอกัน ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น. ผู้อยากจะพ้นทุกข์ ต้องเอาชนะโลกให้ได้ คือเอาชนะกันที่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ให้ได้ โดยทุกอย่างทุกทาง นั่นเอง.
น.373 การที่จะเอาชนะโลกให้ได้ ก็ไม่มีอะไร นอกไปจากการรู้โลกตามที่ มันเป็นจริง โดยลักษณะ 4 ประการ ดังที่พระองค์ได้ตรัส ว่า โลก เหตุให้เกิดโลก ความดับสนิทของโลก และทางให้ถึงความดับสนิทของโลกนั่นเอง. เมื่อรู้สิ่งทั้ง 4 นี้ อย่างชัดแจ้งถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีความยึดถือในโลก ด้วยอุปาทานเป็นต้น โลกก็เลย ไร้ความหมายสำหรับบุคคลนั้น ไม่เป็นทางให้เกิดความทุกข์แก่บุคคลนั้นอีกต่อไป. การกระทำเช่นกล่าวนี้ เรียกว่าเป็นการกำหนดรู้อริยสัจสี่ ที่ " โลก" อันเป็นสำนวน โวหารซึ่งพระองค์ทรงใช้สำหรับเรียก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์. เมื่อรูปเสียงกลิ่นรสเป็นต้นเหล่านี้ เป็นวิปากขันธ์ อันเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งหรือจาก การกระทำของสิ่งที่เป็นตัวเหตุตัวปัจจัย นับตั้งแต่กิเลสอันเป็นต้นเงื่อนขึ้นมา, ดังนั้น การกำหนดรู้อริยสัจสี่ ที่รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น อันเรียกด้วยโวหารว่า " โลก" ในที่นี้ ก็คือ การกำหนดรู้อริยสัจลงที่ ส่วนแห่งสังสารวัฏ ที่เรียกว่า วิปากวัฏ นั่นเอง. การกำหนดรู้อริยสัจที่ตัวความทุกข์ มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นก็ดี, กำหนดรู้ที่ตัวอุปาทานขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้นนั้นก็ดี, หรือกำหนดรู้ที่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์อันเป็นเครื่องหลอกลวง ให้สัตว์ตกจมอยู่ในกระแสแห่งความเวียนว่ายไปในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ดี, ทั้ง ๓ อย่างนี้ ล้วนแต่กล่าวได้ว่า เป็นการกำหนดรู้อริยสัจ ลงที่วิปากวัฏ โดยเสมอกันหมด. สรุปความแห่งเรื่องราวของการกำหนดรู้อริยสัจ ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า การกำหนดรู้อริยสัจโดยใช้อาสวะหรือสักกายะ เป็นที่ ตั้งแห่งการกำหนดนั้น เรียกว่ากำหนดอริยสัจลงที่ ส่วนกิเลสวัฏ ของวัฏฏสงสาร. การกำหนดรู้อริยสัจโดยใช้อาหาร เป็นที่ตั้งแห่งการกำหนดนั้น เรียกว่ากำหนดอริยสัจ
น.374 ลงที่ ส่วนกรรมวัฏ ของวัฏฏสงสาร. การกำหนดรู้อริยสัจ ที่ตัวความทุกข์ก็ดี. ที่ อุปาทานขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ก็ดี. ที่ " โลก" อันเป็นชื่อของอารมณ์ทั้งปวง ก็ดี รวมเรียกว่าเป็นการกำหนดรู้อริยสัจ ลงที่ส่วนวิปากวัฏ ของวัฏฏสงสาร แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดรู้ ที่ส่วนกิเลสวัฏ หรือที่ส่วน กรรมวัฏ หรือที่ส่วนวิปากวัฏ ทั้งหมดนั้นล้วนแต่ต้องทำการกำหนดพิจารณาในภาย ในร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้ พร้อมทั้งสัญญาและใจ คือยังมีชีวิตเป็น ๆ อยู่นี่เอง. เพราะว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงดังที่กล่าวแล้ว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแก่จิต ปรากฏ อยู่แก่จิต แม้จะดับไป ก็ดับไปที่จิต แม้จะกลับเกิดมาใหม่ ก็กลับเกิดขึ้นที่จิต พระองค์จึงตรัสว่า โลกก็ดี หรือที่สุดของโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกายอัน ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจดังกล่าวแล้วข้างต้น. สรุปความ อย่างสั้นที่สุด ก็มีอยู่แต่เพียงว่า ร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งนี้ อันมีพร้อม ทั้งสัญญา และใจ นี่เอง เป็นที่ตั้งแห่งการกำหนดรู้อริยสัจ โดยวิธีทั้งปวง ทุก ๆ วิธี ดังนี้. วิธีแห่งการกำหนดรู้ อริยสัจ ก. การกำหนดรู้อริยสัจ โดยอรรถ. ในชั้นแรกที่สุด ผู้ศึกษาควรได้ทราบเสียก่อนว่า อริยสัจ ๔ ประการนั้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ด้วยถ้อยคำต่าง ๆ กัน ดังที่จะเห็นได้จากอริยสัจใน ลักษณะต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ในตอนอันว่าด้วยวัตถุที่ตั้งแห่งการกำหนดรู้อริยสัจ.
น.375 ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระองค์เองก็ได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ที่ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางแห่งความดับทุกข์ดังนี้นั้น เป็นสิ่งที่เราตถาคตได้บัญญัติแล้ว, แต่ในการบัญญัตินั้น มีการพรรณนา-ความ การลงอักษร และการจำแนก เพื่อความพิศดารมากมาย จนประมาณมิได้. มีปริยายแห่งการกล่าวว่าเช่นนี้ ๆ เป็นความจริงคือทุกข์ ถึงแม้เช่นนี้ ๆ อีกก็เป็นความจริงคือทุกข์ ฯลฯ ดังนี้ ๑ ใจความสำคัญในเรื่องนี้มีอยู่ว่า พระองค์ทรงบัญญัติอริยสัจโดยตรง ๆ ก็มี โดยอ้อมก็มี, โดยย่อก็มี โดยพิศดารก็มี, โดยชื่ออย่างนั้นก็มี, โดยชื่ออย่างนี้ก็มี, บางแห่งก็ระบุชื่อตรง ๆ ว่า อริยสัจบางแห่งก็ไม่ได้ระบุชื่ออย่างนั้น, ฉะนั้น ในการกำหนดรู้อริยสัจ ผู้ศึกษาจะต้องเพ่งเล็งที่ใจความ เป็นสำคัญหรือเป็นส่วนใหญ่ จะกำหนดเอาแต่ตามตัวพยัญชนะหรือตามเสียง ที่ออกชื่อว่าอริยสัจโดยตรงนั้น ไม่ได้ มันจะทำให้มองไม่เห็น อ ริ ย สั จ บางอย่างบางประการ ซึ่งพระองค์ทรงบัญญัติไว้โดยชื่ออื่น. ยกตัวอย่างในเรื่องนี้ เช่นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งที่แท้ก็คือเป็นการบรรยายเรื่องอริยสัจโดยตรง แต่บรรยายไว้ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง โดยโวหารอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เอ่ยไปถึงคำว่า " อริยสัจ " ในที่นั้นเลย. ผู้ไม่สังเกตก็เข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องไป. เพราะเหตุฉะนี้เอง ผู้ศึกษาจะต้องมีหลักเกณฑ์สำหรับกำหนดลงไปว่า ถ้าเป็นการกล่าวในลักษณะแห่งความเป็นเหตุและเป็นผลเกี่ยวกับ " ความทุกข์ " และ " ความดับทุกข์ " แล้ว การกล่าวนั้นย่อมเป็นการกล่าวถึงตัวอริยสัจทั้งนั้น และอาจจะจำแนกได้เป็น ๔ ข้อได้เสมอไป ซึ่งจะได้รูปเป็นดังนี้ : ๑. บาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๙/๑๖๙๖
น.376 ข้อแรก จะต้องกล่าวขึ้น ถึงสิ่งที่สัตว์ไม่พึงปรารถนา ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่า อย่างไรก็ตาม ; ข้อสอง เป็นการกล่าวถึงมูลเหตุ หรือสมุฏฐานของสิ่งนั้น ; ข้อสาม เป็นการกล่าวถึง สิ่งที่สัตว์พึงปรารถนา ซึ่งจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร ก็ตาม ; และ ข้อสี่ เป็นการกล่าวถึง วิธีปฏิบัติหรือกระทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น. เพื่อให้เห็นได้ง่าย ๆ ในการจำแนกความหมายของอริยสัจเช่นนี้ ซึ่งเราอาจจะกล่าวอริยสัจขึ้นในรูปหนึ่ง ๆ ว่า บาปเป็นอย่างนี้ ๆ ทางให้เกิดบาปเป็นอย่างนี้ ๆบุญเป็นอย่างนี้ ๆ และทางให้เกิดบุญเป็นอย่างนี้ ๆ รวมเป็น ๔ ข้อด้วยกัน ดังนี้เป็นต้น, แม้นี้ ก็คือเรื่องอริยสัจโดยตรงนั่นเอง. ที่ควรทราบให้ยิ่งไปกว่านี้ ก็ยังมีอีก คือเมื่อเราพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่าในที่บางแห่ง พระองค์ตรัสไว้อย่างย่อ ๆ เช่นในที่แห่งหนึ่งตรัสเพียงว่า ๑ " ตถาคตบัญญัติสอน แต่เรื่องความทุกข์ และความดับทุกข์เท่านั้น ไม่ว่าในกาลก่อนหรือบัดนี้ " ดังนี้. ในลักษณะเช่นนี้ ผู้ศึกษาพึ่งทราบเอาเอง ว่าคำว่า " ทุกข์ " ในที่นี้ มี " เหตุแห่งทุกข์ " รวมอยู่ด้วย เพราะว่าความทุกข์เป็นสิ่งที่มีเหตุ และเกิดขึ้นจากเหตุ, การกล่าวถึงความทุกข์โดยละเอียด ย่อมจะต้องกล่าวถึงเหตุของความทุกข์อยู่ในตัว. และคำว่า " ความดับทุกข์ " ในที่นี้นั้น ก็ย่อมรวม " วิธีการทำความดับทุกข์ " ไว้ในคำ ๆ นั้นด้วย เพราะถ้ากล่าวแต่เพียงความดับทุกข์ แล้วไม่มีทางที่จะทำการดับ ดังนี้จะมีประโยชน์อะไร. ผู้ศึกษาไม่ควร ๑. บาลีพุทธภาษิต มู. ม. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖
น.377 ข้าใจผิด ว่าเป็นคนละเรื่อง หรือเข้าใจผิด ถึงกับว่าพระองค์ตรัสไว้อย่างโยกโย้อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ตายตัว. วิธีกล่าวที่สรุปคำพูดให้น้อยเข้าเช่นนี้ เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่โอกาสหรือเหตุการณ์แวดล้อม ซึ่งบังคับให้กล่าวอย่างย่อหรือพิศดาร ในที่นั้น ๆ นั่นเอง. เมื่อจะต้องกล่าวให้ย่อยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก พระองค์ก็จะกล่าวถึงแต่เรื่อง " ความดับทุกข์ " อย่างเดียว ก็เป็นอันเพียงพอเหมือนกัน เช่นพระองค์ได้ตรัสว่า " พรหมจรรย์นี้ มีวิมุตติ เป็นที่มุ่งหมาย" ดังนี้เป็นต้น ก็ยังมี. ๑ คำว่า " ความดับทุกข์ " นั้น ก็มีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า " วิมุตติ " เมื่อกล่าวถึงวิมุตติ ก็เป็นการกล่าวถึงความดับทุกข์, เมื่อกล่าวถึงความดับทุกข์ ก็เป็นการกล่าวถึงวิมุตติ อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้. เมื่อขยายเนื้อความของคำว่าวิมุตติ ซึ่งแปลว่า ความหลุดพ้น หรือขยายความของคำว่า ความดับทุกข์ ออกไปตามที่ความจำเป็นบังคับ ก็จะได้หัวข้อทั้งสี่นั้น ครบถ้วนขึ้นมาเอง. นี่ เป็นการชี้ให้เห็นว่า ในบางแห่ง หรือบางโอกาส พระองค์ได้ตรัสอริยสัจ ๔ ประการไว้ในลักษณะที่ย่อ ยังเหลือเพียง ๒ หรือเพียง ๑ ก็ได้ ดังนี้. ผู้กำหนดความหมายของอริยสัจ จะต้องมีความฉลาดในการกำหนดจากข้อความที่ตรัสไว้อย่างย่อ ด้วยเสมอไป. ยิ่งไปกว่านั้นอีก พระพุทธภาษิตจำนวนมากมาย ที่ได้กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือวิธีการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ออกชื่อถึงอริยสัจ และไม่อยู่ในลักษณะที่เป็นรูปโครงของอริยสัจ ทั้งที่เป็นอย่างพิศดารหรืออย่างย่อ, แม้กระนั้นก็ตาม ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเรื่องทุกเรื่องที่ตรัสนั้น จักต้อง ๑. บาลีพุทธภาษิต มู. ม. ๑๒/๓๓๗/๓๕๒.
น.378 เป็นอริยสัจข้อใดข้อหนึ่ง อยู่โดยปริยายในตัวมันเอง. สมมติว่าพระองค์ตรัสถึงเรื่องนรก โดยปริยายต่าง ๆ นั่นก็คือการกล่าวถึงเรื่องทุกขสัจ ในลักษณะอย่างหนึ่งนั่นเอง. ถ้าตรัสถึงเรื่องศีลห้า นั่นก็คือการกล่าวถึงเรื่องมรรคสัจ ส่วนใดส่วนหนึ่งโดยตรง. ถ้าตรัสถึงเรื่องการทุศีล หรือการประพฤติล่วงศีลห้า นั่นก็คือการกล่าวถึง สมุทยสัจโดยปริยายอย่างหนึ่งนั่นเอง. แม้ที่สุด แต่การกล่าวถึงเรื่องทานหรือการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างอื่นนั้น ก็เป็นการกล่าวถึง มรรคสัจ โดยปริยายอย่างหนึ่งอีกเหมือนกัน. ถ้ากล่าวถึงเรื่อง นามรูป ก็เป็นอันว่ากล่าวถึง ทุกขสัจ เพราะนามรูปก็คือตัวปัญจุปาทานักขันธ์ อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์โดยตรง. เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษาจงได้หัดใช้การพินิจพิจารณาของตนให้มาก ในการที่จะพิจารณาให้เห็นว่าธรรมะข้อใด หมวดไหน เป็นธรรมะที่สงเคราะห์ลงไปได้ในอริยสัจข้อไหน จนกระทั่งเกิดความคล่องแคล่ว ในการที่จะระบุข้อธรรมเหล่านั้น ว่าเป็นอริยสัจข้อไหน ดังกล่าวแล้ว. สรุปความในตอนนี้ ผู้ที่จะกำหนดรู้ใจความของอริยสัจ จะต้องมีความรู้ในเบื้องต้นเสียก่อนว่า อริยสัจ ๔ ประการนั้น พระองค์ได้ตรัสไว้ในชื่ออื่นก็มี โดยรูปโครงอย่างอื่นก็มี นี้อย่างหนึ่ง, และแทนที่จะตรัสไว้อย่างพิศดาร คือเต็ม ๔ หัวข้อ พระองค์อาจจะตรัสไว้อย่างย่อ เหลือเพียง ๒ หัวข้อ หรือหัวข้อเดียวก็มี นี้อย่างหนึ่ง, และอีกอย่างหนึ่ง จะต้องรู้จักสงเคราะห์ข้อธรรม หรือหมวดธรรมในที่ต่าง ๆ ทุกข้อทุกหมวด ให้ลงในอริยสัจข้อใดข้อหนึ่ง โดยที่มีอรรถตรงเป็นอันเดียวกันได้ด้วยตนเอง เพราะเข้าใจในความหมายของธรรมข้อนั้นหรือหมวดนั้นอย่างถูกต้อง. เมื่อสามารถกำหนดได้ดั่งนี้ ก็นับว่าได้มองเห็นอริยสัจโดยอรรถต่าง ๆ กัน อย่างครบถ้วนทุก ๆ ปริยาย และจับฉวยเอาความหมายของสิ่งที่เรียกว่า " อริยสัจ " ได้ครบถ้วนแล้ว.
น.379 พื่อให้สามารถกำหนดรู้อริยสัจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีก ตามลำดับ ผู้ศึกษา จะต้องมีแนวกำหนดรู้ใจความสำคัญของอริยสัจแต่ละข้อ ๆ โดยเฉพาะ ให้ถูกต้อง. ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า อริยสัจนั้น มีอยู่ ๔ หัวข้อ ถ้าตรัสไว้อย่างย่อ ไม่ถึง ๔ หัวข้อ เราก็ต้องเอามาขยายออกให้ ขึ้น ๔ หัวข้อให้จงได้, และใน ๔ หัวข้อนั้น ควรจะบัญญัติลงไปเป็นกลาง ๆ เพื่อให้ใช้ได้ทุก ๆ ปริยาย ที่พระองค์ได้ตรัส อริยสัจไว้โดยชื่อต่าง ๆ กัน. หัวข้อกลาง ๆ ๔ หัวข้อ ก็คือ :- ๑. สิ่งที่สัตว์ไม่พึงปรารถนา ๒. ทางมา หรือที่เกิด ของสิ่งนั้น ๓. สิ่งที่สัตว์พึงปรารถนา ๔. ทางมา หรือที่เกิด ของสิ่งนั้น เมื่อได้หัวข้อที่เป็นกลางเช่นนี้แล้ว จะเอาอริยสัจที่ตรัสไว้โดยปริยายไหน เข้ามาเทียบก็จะเห็นใจความชัดแจ้งไปทุกปริยาย เช่นพระองค์ได้ตรัสไว้โดยปริยายว่า สักกายะเป็นอย่างนี้ เหตุให้เกิดสักกายะเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งสักกายะเป็น อย่างนี้ และทางให้ถึงความดับแห่งสักกายะเป็นอย่างนี้, เมื่อนำมาเทียบกันเข้ากับ' หัวข้อกลาง ๆ ของเรา ก็จะเข้ารูปกัน และได้ความชัดเจนขึ้นมาทันที ว่า : ๑. สักกายะ คือความยึดถือว่าตัวตนนั้น เป็นกิเลสที่สัตว์ไม่พึงปรารถนา เพราะเป็นสิ่งที่ผูกมัด รัดรึง ทิ่มแทง ยอกตำ เผาลนสัตว์อยู่ โดยไม่รู้สึกตัว ตลอดเวลา. ๒. มูลเหตุแห่งสักกายะ ได้แก่ อวิชชา หรืออุปาทาน ที่หลง ยึดมั่นในปิยรูป หรือสาตรูป อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ โดยความเป็นตัวตน หรือ
น.380 ของตน จนเกิดสักกายะอันเหนียวแน่นมั่นคง. ๓. ความดับแห่งสักกายะ เป็นสิ่งที่สัตว์พึงปรารถนา เพราะ ปราศจากภาวะแห่งความผูกมัด รัดรึง ทิ่มแทง ยอกตำ เผาลน. ๔. ทางแห่งความดับสักกายะ ก็คือสมถะและวิปัสสนา ซึ่งอาจ จะขยายออกไปได้เป็นมรรค มีองค์แปดประการ ซึ่งบุคคลกระทำให้สมบูรณ์แล้ว สักกายะก็จักดับไปโดยไม่มีเหลือ. ทั้งหมดนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อริยสัจ ที่ตรัสไว้ในรูปไหนก็ตาม ย่อมสงเคราะห์ลงได้กับหลักกลาง ๆ ๔ หัวข้อ ดังกล่าวแล้ว. ข. การกำหนดรู้อริยสัจ โดยกิจ เมื่อเราได้หัวข้อ ๔ หัวข้อ ที่เป็นกลางที่สุด ดังนี้แล้ว สิ่งที่ควรกำหนด ต่อไปอีกก็คือ กิจหรือหน้าที่ อันจะพึงประพฤติต่ออริยสัจทั้งสี่สืบไปนั่นเอง. หัวข้อที่ ๑ คือทุกขสัจ หรือสิ่งที่สัตว์ไม่พึงปรารถนานั้น เรามีหน้าที่ ที่จะต้องรู้ ต้องเข้าใจชัดแจ้ง. หัวข้อที่ ๒ คือสมุทยสัจ คือทางมาหรือที่เกิด แห่งสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา นั้น เรามีหน้าที่ที่จะต้องละ หรือทำลายมันเสีย. หัวข้อที่ ๓ คือนิโรธสัจ อันเป็นสิ่งที่สัตว์พึงปรารถนานั้น เรามี หน้าที่ที่จะต้องทำให้แจ้งให้ปรากฏ.
น.381 หัวข้อที่ ๔ คือพรรคสัจ ทางมา หรือที่เกิด ของสิ่งที่สัตว์พึง- ปรารถนานั้น เรามีหน้าที่ที่จะต้องทำให้มันเกิดขึ้น และ เจริญงอกงามต่อไป จนถึงที่สุด. สรุปใจความสั้น ๆ ก็คือว่า ก. สิ่งไม่น่าปรารถนา เรา ต้องรู้จัก ข. ต้นเหตุของสิ่งไม่น่าปรารถนา เรา ต้อง ทำลายเสีย. ค. สิ่งที่น่าปรารถนา เรา ต้องทำให้ปรากฏ. ง. ทางมาแห่งสิ่งที่น่าปรารถนา เรา ต้องทำให้มี ขึ้นให้จนได้. ดังนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะเห็นได้ว่า หลักทั้ง ๔ ประการนี้ สมบูรณ์ด้วย . เหตุผลตามหลักในทางตรรก อย่างเดียวกันอีก. การวางลำดับของอริยสัจทั้งสี่ เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงวางไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยหลักในทางตรรกมาแล้ว ฉะนั้น กิจ ซึ่งอนุโลมตามหลักแห่งอริยสัจเหล่านั้น จึงพลอยเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ด้วยหลักในทาง ตรรก ไปด้วยกัน. ทำให้เป็นสิ่งที่พิจารณาดูแล้วงดงาม น่าเลื่อมใส และเห็นว่า เป็นเรื่องที่จะปฏิบัติได้ โดยไม่ขัดต่อหลักแห่งเหตุผล นับว่าเป็นสิ่งที่ผู้ ศึกษาจะต้อง ตั้งอกตั้งใจ กำหนดไว้ให้แม่นยำ เป็นอันดับที่สอง รองมาจากการกำหนดรู้ความหมาย ของอริยสัจ ที่พระองค์ตรัสไว้โดยอรรถ มีปริยายต่าง ๆ ซึ่งกล่าวแล้วในอันดับแรก. ค. กำหนดรู้อริยสัจ โดยลำดับ ในลำดับแรกที่สุด ของการกำหนด ได้แก่การกำหนดโดยทาง ปริยัติ ในฐานะที่เป็นวิชาความรู้สำหรับศึกษา ว่า อริยสัจข้อหนึ่ง ๆ มีพยัญชนะอย่างไร
น.382 มีอรรถอย่างไร มีวิภาคอย่างไร เป็นต้น, ซึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงไว้โดยปริยายต่าง ๆ มากมาย ตลอดจนอรรถกถา ฎีกา ก็ได้ขยายความแห่งพระพุทธภาษิตในเรื่องนี้ออกไป โดยละเอียดพิศดาร ซึ่งบางส่วนจะได้บรรยายในโอกาสหลัง. โดยใจความย่อ ๆ ก็คือ การรู้จำแนกว่าทุกข์มีความหมายอย่างไร มีประเภทเท่าไร มีที่ตั้งที่ไหน เป็นต้น จนกระทั่งมองเห็นด้วยปัญญาในภายในอีกชั้นหนึ่งว่า สิ่งเหล่านี้ มีความจริงตามที่ ท่านกล่าวไว้เช่นนั้น ๆ จริง. การรู้ว่าอริยสัจเป็นอย่างไรโดยทฤษฎีอย่างนี้ เรียกว่า เป็นการรู้อย่างปริยัติ ในอันดับแรกเท่านั้น. ลำดับต่อไป เป็นการรู้อย่างหลักของการปฏิบัติ ได้แก่รู้ในขณะที่ ลงมือปฏิบัติตามกิจ ของอริยสัจ ดังที่ระบุไว้แล้วข้างต้น, การกำหนดในขณะที่ปฏิบัติ จนเกิดความรู้ในตัวการปฏิบัติ มองเห็นชัด ในการทำกิจอย่างถูกต้อง เช่น ทุกขสัจ ก็เห็นชัดว่า มีการกำหนดรู้จริง ๆ ที่เป็นสมุทยสัจ ก็มีการละอยู่จริง ๆ โดยที่ทำ การละอยู่ในขณะนั้น, ที่เป็น นิโรธสัจ ก็ได้เห็นแจ้งปรากฏชัดขึ้นมาจริง ๆ ใน ขณะที่ญาณส่วนนี้ได้ทำหน้าที่ของมัน, และส่วนที่เป็น พรรคสัจ ก็เป็นการกระทำ ให้เกิดอยู่ และดับกิเลสอยู่ ตามหน้าที่ของมรรค อย่างชัดแจ้ง. ทั้งหมดนี้ ไม่เกี่ยวกับ ปริยัติ หรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นการศึกษา แต่เป็นการกำหนดรู้ในญาณที่ทำกิจ จริง ๆ อยู่ในภายในโดยชัดแจ้ง. ส่วนการกำหนดในอันดับต่อไป เรียกว่าเป็นการกำหนดโดย หลักแห่งปฏิเวธ หมายถึงกำหนดผลสำเร็จ หรือผลที่ตนปรารถนา แล้วมีความ สำเร็จได้ตามนั้น ในระดับใดระดับหนึ่ง : ที่เกี่ยวกับทุกขสัจ ก็คือรู้ผลของความรู้ อริยสัจ ว่าเรารู้แล้ว. ที่เกี่ยวกับสมุทยสัจ คือการกำหนดรู้ผลแห่งการละกิเลสได้แล้ว ว่าเราละได้แล้วจริง ๆ เกี่ยวกับนิโรธสัจ กำหนดรู้ผลคือความดับสนิทแห่งความทุกข์
น.383 ที่ได้ทำให้แจ้งแล้ว หรือปรากฏแล้ว ว่าเราได้ทำให้แจ้งแล้วจริง ๆ, ที่เกี่ยวกับ มรรคสัจ ก็กำหนดรู้มรรค ที่ตนทำให้เกิดมีขึ้นแล้ว และมีการกำจัดกิเลสไปเสร็จแล้ว ว่าเราได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว และมันได้กำจัดกิเลสโดยสมควรแก่กำลังของมรรคนั้น ๆ สำเร็จไปแล้ว. ทั้งหมดนี้ เป็นความรู้แจ้งแทงตลอดในผลที่เกิดขึ้นจากการทำกิจทั้ง ๔ ประการ ที่ได้ทำเสร็จไปแล้วจริง ๆ นับว่าเป็นความรู้ในอันดับสุดท้าย. โดยเปรียบเทียบ การกำหนดรู้อริยสัจอย่างปริยัติ พอจะเปรียบเทียบ กันได้กับ สัจจญาณ คือการรู้หลักความจริงของอริยสัจนั้น ๆ. การกำหนดรู้โดยหลัก ปฏิบัติ พอจะเปรียบเทียบกันได้กับสิ่งที่เรียกว่า กิจจญาณ คือกำหนดรู้กิจ หรือ หน้าที่ อันญาณจะพึงกระทำในอริยสัจนั้น ๆ และกำลังกระทำอยู่. ส่วนการกำหนดรู้ โดยหลักปฏิเวธนั้น เปรียบเทียบได้กันกับ กตญาณ คือการรู้ผลที่เกิดขึ้นแล้ว จาก กิจนั้น ๆ. ถ้ากำหนดรู้อริยสัจได้ทั้ง ๓ ลำดับ โดยนัยดังกล่าวมาเช่นนี้ ก็นับว่าเป็น การกำหนดรู้อริยสัจ อย่างชัดเจน และสมบูรณ์ทุก ๆ ข้อ และทุก ๆ ลำดับทีเดียว. การตรัสรู้อริยสัจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นการกำหนดรู้ โดยลักษณะเช่นนี้ ดังที่ พระองค์ก็ได้ตรัสไว้ว่า ถ้าการกำหนดรู้อริยสัจยังไม่ครบถ้วนด้วยปริวัตร ๓ ด้วย อาการ ๑๒ ดังกล่าวแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ทรงปฏิญญาว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ต่อเมื่อทรงเห็นว่าการรู้อริยสัจของพระองค์ เป็นไปอย่างครบถ้วน ด้วยปริวัตร ๓ และ อาการ ๑๒ ดังที่กล่าวมาแล้ว จึงจะปฏิญญาพระองค์เอง ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. ปริวัตร ๓ ในที่นี้ ก็ได้แก่ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ซึ่ง หมายถึงอันดับแรก ของการกำหนดในฐานะเป็นหลักความจริงอย่างหนึ่ง ๆ, ลำดับ ๑. บาลีพุทธภาษิต มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๙/๑๖๖๖.
น.384 ถัดมา กำหนดกิจ หรือหน้าที่ ที่จะพึงกระทำต่อความจริงข้อนั้น, และอันดับสุดท้าย ก็คือกำหนดรู้ผลของกิจ ที่ได้ทำเสร็จไปแล้ว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง. สำหรับอาการ ๑๒ ได้แก่อาการที่อริยสัจข้อหนึ่ง ๆ ต้องมีการกำหนด โดยอาการ ๓ อย่าง คือ ความรู้ กิจ และผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ดังที่กล่าวมาแล้ว. เมื่อรวมทั้ง ๔ อริยสัจ ก็เป็น ๑๒ อาการ ซึ่งจำแนกได้ดังต่อไปนี้ : ๑. ทุกขสัจ เป็นเช่นนี้ ๆ ทุกขสัจนี้ควรรู้ ทุกขสัจนี้เรารู้แล้ว. ๒. สมุทยสัจ เป็นเช่นนี้ ๆ สมุทยสัจนี้ควรละ สมุทยสัจนี้เราละแล้ว. ๓. นิโรธสัจ เป็นเช่นนี้ ๆ นิโรธสัจนี้ควรทำให้แจ้ง นิโรธสัจนี้เรา ทำให้แจ้งแล้ว. ๔. มรรคสัจ เป็นเช่นนี้ ๆ มรรคสัจนี้ควรทำให้เกิดมี มรรคสัจนี้ เราทำให้เกิดมีแล้ว. โดยนัยนี้ จะเห็นได้ว่า การกำหนดอริยสัจโดยสมบูรณ์นั้น จะต้องมีการกำหนด ถึง ๑๒ ลักษณะ หรือ ๑๒ อาการ หรือ ๑๒ ครั้ง ดังนี้. ถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือกล่าวโดยลำดับ ก็จะได้รูปโครงแห่งการกำหนด ดังนี้ : ๑. กำหนดรู้อย่างหลักปริยัติ หรือสัจจญาณ ว่า ทุกขสัจเป็นเช่นนี้ ๆ สมุทยสัจเป็นเช่นนี้ ๆ นิโรธสัจเป็นเช่นนี้ ๆ มรรรคสัจเป็นเช่นนี้ ๆ. ๒ กำหนดโดยหลักปฏิบัติ หรือกิจจญาณ ว่า ทุกขสัจเราต้องรู้ สมุทยสัจเราต้องละ นิโรธสัจเราต้องทำให้แจ้ง มรรคสัจเราต้องทำ ให้เกิดขึ้น.
น.385 กำหนดโดยหลักปฏิเวธ หรือกตญาณ ว่า ทุกขสัจเราได้รู้แล้ว สมุทยสัจเราได้ละแล้ว นิโรธสัจเราได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรคสัจเรา ได้ทำให้เกิดมีแล้ว ดังนี้. การกำหนดรู้อริยสัจของบุคคลผู้รู้อริยสัจจริง ๆ จนถึงกับบรรจุ- มรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่งนั้น จะต้องครบถ้วนดังว่านี้ และต้องเช่นเดียวกับการตรัสรู้ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน. แม้จะเป็นการรู้อริยสัจที่ยังไม่ถึงที่สุด คือยังไม่เป็น พระอรหันต์ เพียงแต่บรรลุมรรคผลชั้นต้น ๆ ก็ต้องครบบริบูรณ์ทั้ง ๑๒ อาการด้วย เหมือนกัน, หากแต่ว่า ที่ได้รู้ ได้ละ ได้ทำให้แจ้ง และได้ทำให้เกิดมีนั้น ยังไม่ถึงขีดสุด เท่านั้นเอง แต่ก็ครบถ้วนทุกอย่าง ทั้ง ๔ อย่าง หรือทั้ง ๑๒ อาการ ดังกล่าวแล้ว. คนธรรมดาทั่วไป แม้จะกำหนดรู้อริยสัจโดยหลักปริยัติ ก็ยังแทบจะ เป็นไปไม่ได้ เพราะความไม่สนใจ เพราะความไม่เอาใจใส่ เพราะถูกกิเลสหุ้มห่อ มากเกินไป ราวกับว่าอยู่ในสภาพที่ฝุ่นธุลีเต็มตา ลืมตาไม่ได้ หรือลืมได้ ก็มองไม่เห็น เพราะมีฝ้าหนาปิดอยู่. จึงไม่ต้องกล่าวถึงการกำหนดรู้อริยสัจโดยหลักปฏิบัติ คือใน ขณะที่อริยมรรคทำกิจตามหน้าที่ ในอริยสัจนั้น ๆ. เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องกล่าวถึง การที่คนเหล่านั้นจะกำหนดรู้อริยสัจโดยหลักแห่งปฏิเวธ. สำหรับพระอริยเจ้า ผู้รู้อริยสัจ นั้น ได้กำหนดรู้อริยสัจโดยหลัก ทั้งสามนี้ พร้อมกันไปในตัวคราวเดียวกัน กล่าวคือ ท่านได้ดำเนินตนอยู่ในมรรคมี องค์แปดอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ จนถึงขนาดที่ในขณะหนึ่งอริยมรรคนั้นได้ทำกิจ ตามหน้าที่ คือรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง และทำมรรคให้สมบูรณ์ พร้อมกัน ในขณะนั้น โดยลักษณะที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าการทำปาฏิหาริย์ใด ๆ ทั้งสิ้น. ทั้ง ๆ ที่
น.386 ท่านไม่เคยเรียนปริยัติ ไม่รู้หลักปริยัติ ไม่รู้จักการจำแนกวิภาคของอริยสัจแต่ละข้อ ๆ ท่านก็ยังรู้อริยสัจได้โดยสมบูรณ์ หมดกิเลส เป็นพระอริยเจ้าชั้นใดชั้นหนึ่ง ตามสมควร แก่อริยมรรคที่ทำให้เกิดขึ้นได้. ทั้งนี้เพราะว่าเป็นการปฏิบัติโดยตรงในภายใน เป็น การทำกิจของญาณหรือปัญญาในภายใน ด้วยการกำหนดรู้สิ่งที่เกิดแก่ชีวิตจิตใจ ของตนจริง ๆ เป็นอารมณ์อยู่ในภายใน, พิจารณาเห็นแจ้งตามที่เป็นจริง ในอาการ ต่าง ๆ ของสิ่งเหล่านั้น จนเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งเหล่านั้น มีจิตหลุดพ้น คือปล่อยวางได้ ด้วยอำนาจการเห็นแจ้งนั้น ในภายในใจ ซึ่งท่านแต่ผู้เดียว เป็นผู้ รู้เรื่องของท่าน ดังนี้. นี้ เรียกว่าการกำหนดอริยสัจอย่างแท้จริง ครบถ้วน บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงจริง ๆ และประกอบอยู่ด้วยอาการ ๑๒ ดังที่กล่าวแล้ว ไม่ว่าท่านผู้นั้น จะมีความรู้ในการจำแนกหรือไม่ก็ตาม แต่อาการเป็นไปในภายในจิต ได้เป็นไปอย่าง ครบถ้วนตามนั้น โดยไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างไรเลย. สรุปความแห่งการกำหนดรู้อริยสัจ ดังที่ได้บรรยายมาแล้ว ทั้งหมด ได้เป็นใจความสั้น ๆ ว่า เรามีทางที่จะกำหนดอริยสัจ คือ :- ๑. กำหนดโดยอรรถ ได้แก่กำหนดความหมายของอริยสัจที่พระองค์ได้ ตรัสไว้โดยปริยายต่าง ๆ กัน ระบุชื่อบ้าง ไม่ระบุชื่อบ้าง ย่อบ้าง พิศดารบ้าง จำนวนมากบ้าง จำนวนน้อยบ้าง ตลอดจนกระทั่งรู้จักกำหนดความหมายของข้อธรรม ทุกข้อว่าอาจจะสงเคราะห์ได้ในอรรถแห่งอริยสัจข้อใด. ๒. กำหนดโดยกิจ คือกำหนดรู้หน้าที่ ที่เราจะต้องทำ หรือกล่าวให้ถูก กว่านั้น ก็คือที่อริยมรรค จะพึงทำในอริยสัจแต่ละข้อ ๆ ว่ามีอยู่อย่างไร. และ ๓. กำหนดรู้ โดยลำดับแห่งการรู้อริยสัจ ที่จะพึงรู้ไปตามลำดับอย่างไร ทั้งของบุคคลผู้รู้อริยสัจแล้ว และของผู้กำลังพยายามเพื่อจะรู้อริยสัจอยู่ ดังนี้.
น.387 ประจำคืน ในระหว่างพรรษา ที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ ของ พุทธทาสภิกขุ เรื่อง เรื่องของความสะอาด สว่าง สงบ. [ ๓ ส.] วันนี้ จะพูดเรื่อง สะอาด สว่าง สงบ ในฐานะ ที่เราถือว่าเป็นประธานของเรื่องทั้งหลาย. ในชั้น แรกที่สุด จะพิจารณากันถึงเหตุที่ใช้ชื่อนี้ก่อน. ชื่อทั้ง ๓ คือ สะอาด สว่าง สงบ นี้ เป็นชื่อที่บัญญัติขึ้นเรียกหลังจากที่ได้พิจารณาดูโดยรอบคอบถี่ถ้วนแล้ว และรู้สึกว่าคำทั้ง ๓ นี้ เหมาะที่สุด.ความจริงนั้น เราจะเรียก "สิ่งนั้น " ว่าอะไร ๆ ก็ได้อีกหลาย ๆ ชื่อ, แต่มีความประสงค์จะให้ง่ายแก่การศึกษาและการเข้าใจ ตลอดถึงคนทั่วไป ก็พอจะคิดจะนิกเอาความหมายด้วยตนเองได้ จึงได้ใช้ชื่อนี้. ถ้าเราจะเรียกให้สั้นเพื่อประหยัดเวลาที่จะกล่าวยิ่งขึ้นไปอีก ก็เรียกว่า " สาม ส." : ส .- สะอาด, ส. - สว่าง, ส .- สงบ.
Buddhadasa