น.388 เรื่องของ ความสะอาด สว่าง สงบ [ ๓ ส. ] 87 "สาม ส." ในฐานะเป็นคำที่มีความหมายพิเศษเฉพาะ ก่อนแต่ที่เราจะได้พิจารณาถึง สาม ส. นี้ ในฐานะเป็นสภาวธรรมที่มีอยู่เดิมก่อนกว่าสิ่งทั้งปวง. เราควรจะพิจารณากันถึงข้อที่ว่า สะอาด สว่าง สงบ นี้ หมาย-ถึงสภาวะที่มี " ความมี - ความเป็น " ชนิดพิเศษ, ที่มีอยู่ได้โดยตัวมันเองเสียก่อน. คำที่พูดกันว่า ความสะอาด นี้ เป็นคำสมมติ หมายถึงความที่ในขณะนั้นไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาทำให้สกปรกหรือเศร้าหมอง. แต่ถ้าว่าโดยที่แท้แล้วก็ไม่ควรเรียกว่าสะอาดที่แท้จริง หรือเรียกอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด, เพราะว่าคำว่า สะอาด นั้น เป็นแต่เพียงของคู่กับ สกปรก โดยนัยตรงกันข้ามเท่านั้น. ตามธรรมดา เมื่อสะอาดแล้ว ก็ยังกลับไปสกปรกได้อีก, เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าตามธรรมดา เราใช้คำพูดกันอย่างสมมติเหมือนกัน. ส่วน " ความสะอาด " ในกรณีที่จะบรรยายนี้ หมายถึงภาวะของอสังขตธรรม ในแง่ที่ว่าอสังขตธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อะไรไปฉาบไปทาไม่ได้ แม้จะเอาของสกปรกไปทา ก็ทาไม่ติด. ภาวะของอสังขตธรรมในลักษณะที่อะไร ๆ ไปฉาบไปทาไม่ได้นี้เอง เราเรียกตามคำสมมติว่า "ความสะอาด".โลกิยธรรมโดยเฉพาะคือกิเลสทั้งหลาย ย่อมหาไม่ได้ในอสังขตธรรม. เพราะอสังขต.ธรรมไม่เป็น ฐานที่ตั้งของกิเลส : ฉะนั้นจึงฉาบหรือทา ไม่ได้ ไม่ติด. คำว่า ความสว่าง นั้น ก็เหมือนกัน คือเป็นคำสมมติที่ใช้เป็นชื่อเรียก" ความเป็น" อย่างหนึ่ง ของอสังขตธรรม ได้แก่ความที่อะไร ๆ ไม่อาจจะกีดกั้นหรือปิดบังได้, มีลักษณะเป็นความสว่างอยู่ในตัวเอง ทำนองเดียวกับดวงอาทิตย์ในเมื่อเรามองดูอสังขตธรรมในแง่ที่เป็นลักษณะรุ่งเรืองแจ่มจ้าอยู่ได้ในตัวเอง. เพราะไม่มีเหตุปัจจัยอะไรปรุงแต่ง และปัจจัยไร ๆ ก็ไม่อาจปรุงแต่ง มีแต่ความรุ่งเรือง
น.389 อยู่เสมอ, เราจึงยืมเอาคำว่า "สว่าง" ในฝ่ายโลกนี้ มาใช้เป็นคำสมมติเพื่อเรียกความ เป็นอย่างนั้น ๆ ของอสังขตธรรม. เรียกว่า “ ความสว่าง " และหมายถึงความรุ่งเรือง อันแท้จริง ยิ่งกว่าแสงอาทิตย์และอื่น ๆ. แม้คำว่า สงบ นั้น ก็เป็นคำสมมติอย่างเดียวกันอีก คือหมายถึงลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ของอสังขตธรรม คือภาวะที่ไม่ปั่นป่วนเร่าร้อน และไม่มีอะไรสามารถไปทำให้ปั่นป่วนเร่าร้อน, เพราะความที่อสังขตธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุง หรือปัจจัยไร ๆ เข้าไปปรุงไม่ได้ มันจึงไม่ปั่นป่วนหรือแม้สักว่ากระเพื่อม. เรายืมเอาคำว่า “ สงบ" อันเป็นคำพูดทางฝ่ายนี้ ไปใช้เป็นชื่อเรียก "ความเป็น" อย่างนั้น ของอสังขตธรรม ว่า “ ความสงบ " ทั้ง ๆ ที่ลักษณะเช่นนั้นของอสังขตธรรม อยู่สูงเกิน-กว่าที่เราจะเรียกว่า " สงบ" ที่เราเห็นโดยทั่ว ๆ ไป ในฝ่ายโลกิยธรรม หรือ สังขตธรรม นี้ก็มีคำว่า สะอาด สว่าง สงบ สำหรับใช้พูดกันอยู่เป็นประจำ เช่นเสื้อผ้าสะอาดหรือตะเกียงสว่าง หรือคลื่นลมสงบ เป็นต้น แต่ความหมายของคำเหล่านี้ มีความหมายแคบหรือสั้น อยู่ในวงจำกัดของเวลาและเนื้อที่ เช่นสะอาดอยู่ได้ ชั่วเวลาที่ไม่มีอะไรมาฉาบทาแปดเปื้อน หรือสะอาดอยู่ได้ชั่วที่ยังอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีอะไรมาเปื้อนเท่านั้นแต่แล้วก็กลับสกปรกไปได้ ในเมื่อผิดเวลาสถานที่เหล่านั้นไป. ที่ว่า สว่าง - สว่างนั้นก็เหมือนกัน อยู่ในขอบเขตอันจำกัดและเป็นไปทางวัตถุล้วน ๆ ไม่ใช่ความสว่างของจิตใจ หรือความสว่างของปัญญาความรู้แจ้ง. หรือที่พูดกันว่า สงบ ก็หมายความเพียงว่าไม่เอะอะติ่งตังอย่างวัตถุ หรือเพียงเท่าที่มองเห็นด้วยตาเป็นอย่างมาก, ไม่ใช่หมายถึงความสงบรำงับของ "ไฟ " ทางภายใน กล่าวคือกิเลส. ฉะนั้น ความสงบเช่นนี้ จึงไม่มีความหมายอะไรเลย สำหรับพระอริยเจ้า. แต่เนื่องจากไม่มีคำอื่นที่ดี
น.390 กว่าคำเหล่านี้ เราจึงยืมคำเหล่านี้เอาไปใช้เรียก ภาวะ หรือลักษณะเฉพาะที่เด่น ๆ ของอสังขตธรรม เพื่อให้เกิดระบบความหมาย สำหรับการศึกษาขึ้นมาได้. ฉะนั้น ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ทั้ง ๓ คำนี้ จึงเป็นคำ บัญญัติเฉพาะ กล่าวคือมีความหมายเฉพาะสำหรับระบบการศึกษา ที่หมายถึงความ พ้นทุกข์ในทางฝ่ายจิตใจหรือทางฝ่ายศาสนา. " สาม ส. " ในฐานะเป็นสิ่งที่มีอยู่ ได้เองและก่อนสิ่งทั้งปวง ข้อที่ว่า "ความสะอาด-ความสว่าง-ความสงบ" เป็นสิ่งที่มี มาแต่เดิม หรือก่อนกว่าสิ่งทั้งปวง, ก็เพราะเหตุที่อสังขตธรรมเป็นสิ่งที่มี "ความมี" เป็นของตัวมันเอง ชนิดที่เป็นอนันตกาล : คือมีมาตั้งแต่เมื่อไรในเบื้องต้น ก็บอก ไม่ได้ และจะมีต่อไปในเบื้องปลายคืออนาคตสักเท่าไร ก็บอกไม่ได้ : เป็นสิ่งที่ ไม่มีเงื่อนสุดในเบื้องต้น และไม่มีเงื่อนสุดในเบื้องปลาย, ซึ่งเปรียบเหมือน อวกาศ หรือที่ว่าง, หมายความว่าไม่มีที่สุดในทิศไหน ๆ. " ความมี" ของอสังขตธรรม จึงผิดกับความมีของสังขตธรรม อย่างตรงกันข้าม จนไม่ควรจะกล่าวว่าอสังขตธรรม มี "ความมี " หรือ " ความเป็น " แต่อย่างใด จะถูกกว่า. แต่แล้ว ในที่สุด เราก็จำต้องยืมเอาคำว่า " ความมี - ความเป็น" ของฝ่ายนี้ คือ ฝ่ายโลกิยธรรม หรือสังขตธรรมนี้ ไปใช้กับฝ่ายโน้น คือฝ่ายอสังขตธรรม, เพื่อเป็นที่ตั้งของการ พูดจาและการศึกษา, จึงได้กล่าวว่า ความมี-ความเป็น หรือภาวะของอสังขตธรรม มีอยู่อย่างนั้นอย่างนี้. เมื่ออสังขตธรรมมีที่สุดในเบื้องต้น ไม่ปรากฏ คือไม่อาจจะ กล่าวได้ว่ามีมาแต่เมื่อไร, หรือกล่าวโดยสมมติ ก็อาจกล่าวว่ามีมาตั้งแต่ก่อนสิ่งอื่น ใดทั้งหลายมี, เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ซึ่งเป็น ลักษณะเฉพาะของอสังขตธรรม ก็เป็นของมีมาแต่เดิม ก่อนสิ่งทั้งหลายอื่นไปด้วย,
น.391 ละเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรเข้าไปทำให้เปลี่ยนแปลงได้ อย่างเดียวกัน. ความสะอาดชนิดนี้ จึงไม่อาจกลับกลายเป็นของสกปรก : ความสว่างชนิดนี้ จึงไม่อาจกลับกลายเป็น ความมืด หรืออีกนัยหนึ่ง ความรุ่งเรืองชนิดนี้ ไม่อาจกลับกลายเป็นความมืดมัว ; ความสงบชนิดนี้ จึงไม่อาจกลับกลายเป็นความวุ่นวายอย่างเดียวกัน. เราจึงถือว่า สาม ส. นี้ เป็นของมีมาแต่เดิม และจะคงเป็นอยู่อย่างนั้น โดยไม่เปลี่ยนแปลง จนตลอดอนันตกาล. "สาม ส. " ในฐานะเป็นสิ่งที่จะปรากฏแก่จิตของเราได้ แม้ว่าจิตหรือความรู้สึกของจิต จะเป็นสังขตธรรม หรือเป็นโลกิยธรรม ซึ่งตรงกันข้ามจากอสังขตธรรมโดยประการทั้งปวงก็จริง แต่ถึงกระนั้น จิตก็มีโอกาส หรือมีสมรรถภาพที่จะลุถึงหรือรู้สึกต่อ “ ความสะอาด-สว่าง- สงบ ” ชนิดที่เป็น ลักษณะเฉพาะของอสังขตธรรมได้. เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายในข้อนี้ เราจะอาศัยการเปรียบเทียบด้วยเรื่อง ของทางฝ่ายโลกนี้เอง เช่นความสะอาด ย่อมมีได้เมื่อเราเอาส่วนที่สกปรกออกไปเสีย ; หรือความสว่าง ย่อมมีได้เมื่อเราเอาส่วนที่ปิดบังจนทำให้เรามืด ออกไปเสีย : หรือความสงบ ย่อมมีได้เมื่อเราเอาต้นเหตุที่เป็นความวุ่นวาย ออกไปเสีย. สำหรับจิต ก็เป็นอย่างเดียวกัน : เมื่อเราเอากิเลสซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดความสกปรกแก่จิต หรือ ให้เกิดการปิดกั้นแก่จิต หรือให้เกิดหวั่นไหวเร่าร้อนแก่จิต ออกไปเสีย ภาวะที่เป็น ความสะอาด สว่าง สงบ ย่อมปรากฏแก่จิต ทั้ง ๆ ที่จิตนั้นเป็นโลกิยธรรม.
น.392 ในที่นี้ ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ ว่า ความสะอาด ความสว่าง ความ สงบ ที่ปรากฏขึ้นแก่จิตนั้น มาจากไหน ? คือมาจากข้างนอก แล้วมาปรากฏแก่ จิตหรือ หรือว่าเกิดขึ้นในจิตเอง ? ปัญหานี้สำหรับคนทั่วไป เป็นปัญหาตอบได้ยาก เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตนั้น คืออะไร มีลักษณะอย่างไร หรือมีอะไรเป็นส่วน ประกอบ เพียงเท่านี้ ก็ยากที่จะตอบได้เสียแล้ว. เพราะฉะนั้นเราจึงต้องตัดบทให้ สั้นเข้า จนเหลือแต่เพียงว่า เดี๋ยวนี้จิตได้สัมผัสรสของความสะอาด รสของความสว่าง รสของความสงบ ซึ่งเกิดมาจากความสะอาด สว่าง สงบ ที่จิตได้รับนั่นเอง. ถ้าจิตยัง- อยู่ในสภาพที่มีกิเลสฉาบทาหุ้มห่อปรุงแต่ง จิตก็ไม่มีโอกาสจะพบกับตัวความสะอาด สว่าง สงบ หรือได้รับรสอันเกิดมาจากการสัมผัสกันเข้ากับความสะอาด สว่าง สงบ. ถ้าจิตกลับปราศจากกิเลสเหล่านี้ได้อีก ก็กลับพบ สาม ส. หรือได้รับรสอันเกิดมา จากการได้พบกับ สาม ส. นี้อีก. แม้ที่สุด แต่จิตของปุถุชนบางขณะที่ว่างจาก การรบกวนของกิเลส ทั้ง ๆ ที่กิเลสยังมีอยู่ในสันดานนั้น ก็ยังได้พบความสะอาด สว่าง สงบ มากน้อยได้ตามส่วน. สรุปความว่า ขณะใด กิเลสพ้นไปเสียจากจิตโดยเด็ดขาด หรือโดย ชั่วคราวก็ตาม ในขณะนั้น จิตย่อมพบกับ สาม ส. ได้โดยสมส่วนกัน. เหมือน กับเมื่อเราเปิดประตูหรือหน้าต่าง เราก็ได้รับแสงสว่างหรือได้รับอากาศที่ดี หรือ ได้รับกลิ่นหอมที่ฟุ้งมาตามลมเป็นต้น. ถ้าเราบีดหน้าต่างเสีย ก็ไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้น หรือถ้าเปิดมาก - เปิดน้อย เปินาน - ไม่นาน หรือถึงกับเปิดตลอดกาล ก็ย่อม ได้รับ หรือได้รู้สึกในสิ่งเหล่านั้นมากน้อยตามส่วน ตามที่เราทำเอาได้หรือบังคับได้ : การกระทำทางจิต ก็ทำนองนั้น คือเราเพียงจัดการให้จิตได้รับการเปิด หรือการพ้น จากเครื่องหุ้มห่อได้ แต่เราไม่สามารถจะบังคับการมาสัมผัส หรือการไม่มาสัมผัส ของ สาม ส. ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของเราโดยประการทั้งปวง. เราจึงสมมติว่า
น.393 สาม ส. นั้น เป็นสิ่งที่มีมาจาก " ภายนอก " เข้ามาทำการสัมผัสจิต ในขณะ ที่จิตปราศจากเครื่องหุ้มห่อ หาใช่ สาม ส. นั้น เป็นสิ่งที่เกิดดับอยู่ในจิต ในฐานะ เป็นเจตสิกธรรมชนิดหนึ่ง ไม่เลย. เราจึงเห็นว่า สาม ส. นั้น เป็นสิ่งที่จิตสัมผัสได้ และเป็นสิ่งที่มีอยู่เดิม และพร้อมที่จะสัมผัสกับจิตทุกโอกาสที่จิตปราศจากสิ่งหุ้มห่อ ข้อนี้ทำให้เรามีความเชื่อ- มั่น มีความหวัง ว่าไม่เป็นการเหลือวิสัยในการที่เราเพียงแต่จัดการกับจิตฝ่ายเดียว โดยทำการเปลื้องหรือทำลายกิเลสหุ้มห่อจิตนั้นเสียตามความสามารถของเรา แล้ว สาม ส. นั้น ก็จะปรากฏแก่จิตเอง โดยเราไม่ต้องไปจัดการอะไรกับตัว สาม ส. ซึ่งมีอะไร ๆ ที่ไม่อยู่ในอำนาจของเรา, ในฐานะที่เป็นอสังขตธรรมชนิดหนึ่ง. * * * " สาม ส." ในฐานะที่เป็นตัวแท้ ของพระรัตนตรัย สำหรับพระพุทธเจ้าชั้นนอกสุด จนถึงพระพุทธเจ้าชั้นในสุด เราจะเห็นได้ว่ามีอยู่เป็นลำดับ ๆ เป็นชั้น ๆ จนกระทั่งถึงชั้นในสุด อันได้แก่ สาม ส. เด็ก ๆ ถือพระพุทธเจ้าชั้นนอกสุด มีพระพุทธรูปหรือวัตถุที่เป็นตัวแทนอื่น ๆ ผู้ใหญ่ ที่มีความรู้ ถือพระพุทธเจ้าที่บุคคลพิเศษคนหนึ่ง ที่เกิดในประเทศอินเดียเมื่อสองพัน กว่าปี ที่โลกรู้จักทั่ว ๆ ไปว่า พระโคตมะ พุทธะ . นักธรรมโดยทั่วไป ถึงองค์พระ- พุทธเจ้าลึกเข้าไปอีก คือถือเอาเจตสิกธรรมที่เป็นตัวปัญญารู้อริยสัจสี่ได้ด้วยตนเอง, บัญญัติจิตที่ประกอบด้วยเจตสิกธรรมอันนั้น ว่าเป็นองค์พระพุทธเจ้า และไม่จำกัด บุคคลคนใด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลไหน ในยุคไหนก็ได้, ถ้าเป็นตัวเจตสิกธรรมที่รู้ อริยสัจสี่แล้ว ก็เรียกว่าพระพุทธเจ้า ทั้งสิ้น.
น.394 แต่บัดนี้ เราจะพิจารณาดูกันอีกชั้นหนึ่งว่า เมื่อเจตสิกธรรมรู้อริยสัจสี่ ถึงที่สุด คือดับกิเลสได้สิ้นเชิงแล้ว มันมีอะไรเกิดขึ้น หรือมีความสำคัญอยู่ตรงไหน ที่เป็นลักษณะอันพึงปรารถนา ? เมื่อเราพิจารณาดูในการหมดกิเลสของพระพุทธเจ้า หรือของพระอรหันต์ ก็ตาม เราจะเห็นว่า การหมดกิเลสด้วยอำนาจที่รู้อริยสัจนั้น ตั้งอยู่ในฐานะเป็น เหตุเท่านั้น ฝ่ายที่เป็นผล อันเกิดมาจากการหมดกิเลสนั้น ก็คือตัว " สาม ส. " หรือ ความสะอาดที่แท้จริง ความสว่างที่แท้จริง ความสงบที่แท้จริง ที่มาปรากฏแก่จิตแล้ว ทำให้จิตได้รับรสชนิดที่เราสมมติชื่อให้ว่าเป็นรสของพระนิพพาน. ถ้าปราศจาก สาม ส. นี้แล้ว ความหมดกิเลสก็จะไม่ใช่สิ่งที่น่าปรารถนาแต่ประการใดเลย. คุณค่า ของความหมดกิเลสจึงอยู่ที่สิ่งที่เราสมมติเรียกเป็น สาม ส. นี้เอง. ถ้าปราศจากคุณ- ธรรมอันนี้ คือความสะอาด สว่าง สงบ นี้แล้ว พระพุทธเจ้าก็จะไม่มีความหมาย เราจึงเห็นว่าคุณธรรมอันนี้เอง ที่เป็นสิ่งที่ประจำอยู่ในจิตของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา จนกระทั่งปรินิพพาน เพราะว่าการรู้อริยสัจและการดับกิเลสนั้น มีเพียงขณะเดียว คือขณะทำลายกิเลสได้ โดยอริยมรรคเด็ดขาด จนไม่ต้องมีการทำลายกิเลสต่อไป. เวลาหลังจากนั้น ในจิตของพระพุทธเจ้า ก็เต็มอยู่ด้วยสิ่งที่เราสมมติเรียกชื่อว่า ความสะอาด สว่าง สงบ นี่เอง จนกระทั่งปรินิพพาน. เราจึงถือว่าตัวแท้ของ พระพุทธเจ้า หรือแก่นแท้ของพระองค์ หรือจุดศูนย์กลางของพระองค์ อยู่ที่ "สาม ส." นี้. ถ้าเผอิญเป็นสิ่งที่ควักออกไปทิ้งเสียได้ พระพุทธเจ้าก็จะหมดความเป็นพระพุทธ- เจ้า. เพราะเหตุที่จิตของพระพุทธเจ้า หรือจิตของพระอรหันต์ทั้งหลาย สัมผัสกัน อยู่กับ สาม ส. นี้โดยตลอดเวลานั่นเอง, เราจึงเรียกว่าท่านเข้าถึงโลกุตตรธรรม, เข้าถึงวิสังขาร, เข้าถึงนิพพาน, หรือชื่ออื่น ๆ อีกทำนองนั้น. ในกรณีที่เกี่ยวกับพระธรรม เราจะเห็นได้ว่า " สาม ส. " ที่ปรากฏ
น.395 ก่จิตของพระอรหันต์นั้นเอง คือตัวแท้หรือจุดศูนย์กลางของสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม ตัวแท้ของพระธรรม ควรจะหมายถึงสิ่ง ๆ นี้ หาใช่หมายถึงตัวการปฏิบัติ หรือไป หมายเอาตัวคำสอนที่ปรากฏเป็นเสียงหรือตัวหนังสืออยู่ในกระดาษ หรือใบลานเป็นต้น นั้นไม่ และทั้งไม่ใช่ตัวพิธีกรรม หรือวัตถุแทนองค์พระธรรมอย่างอื่น ๆ ซึ่งสิ่ง เหล่านั้นทั้งหมด เป็นตัวพระธรรมได้โดยอ้อม หรือเป็นตัวเปลือกนอก ๆ ออกไป ของแก่นพระธรรมนั่นเอง, อย่างเราเห็นบางคนถือเอาใบลานเป็นพระธรรมเป็นต้น. ถ้าเราสาวลึกไปหาตัวแท้ของพระธรรมแล้ว เราจะพบว่าคำสั่งสอนทำให้เกิดการ ปฏิบัติ : การปฏิบัติทำให้เกิดการหมดกิเลส ; การหมดกิเลสย่อมทำให้เกิดการ ปรากฏของ " สาม ส. " ในที่สุด ; ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า พระธรรม ก็มามีคุณค่า อยู่ตรงที่ " สาม ส. " ตัวเดียวกัน นั่นเอง. ในกรณีที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ เมื่อถามว่าอะไรเป็นตัวแท้ของพระสงฆ์ เราก็จะเห็นได้ว่าคนทั้งหลายยึดถือในพระสงฆ์ต่างกันอยู่เป็นชั้น ๆ เช่นเดียวกับยึดถือ ในพระพุทธเจ้าเหมือนกัน. เด็ก ๆ เอาผ้าเหลืองหรือคนนุ่งห่มผ้าเหลือง ซึ่งจะเป็น ใครก็ตาม ว่าเป็นพระสงฆ์. ผู้ใหญ่ย่อมเอาบุคคลที่ประพฤติตามคำสอนของพระ- พุทธเจ้าเป็นพระสงฆ์ นักธรรมชั้นสูง ถือเอาปัญญาที่รู้อริยสัจสี่อยู่เป็นชั้น ๆ ว่า เป็นพระสงฆ์ชั้นนั้นชั้นนี้ มีโสดาบันเป็นต้น จนกระทั่งถึงพระอรหันต์, ซึ่งที่แท้ก็ได้ แก่ความหมดกิเลสชั้นใดชั้นหนึ่งนั่นเอง. เมื่อกล่าวโดยส่วนผล ก็อยู่ที่การได้สัมผัสกับ สาม ส. ตามมากตามน้อย เป็นชั้น ๆ นั่นอีก. เราจึงเห็นได้ว่าแก่นแท้ของพระสงฆ์ ก็อยู่ที่ความสะอาด สว่าง สงบ ที่กำลังปรากฏอยู่กับจิตของพระอริยเจ้าเหล่านั้น. ถ้าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ควักออกทิ้งเสียได้ ความเป็นอริยสงฆ์ก็จะหมดความหมายไป ในทันทีอีกเหมือนกัน โดยนัยที่กล่าวแล้วในกรณีของพระพุทธเจ้า.
น.396 นสะอาด สว่าง สงบ [ ๓ ส. ] 95 โดยนัยนี้ เราจึงเห็นได้ว่า ตัวแท้ของพระรัตนตรัยชั้นที่ลึกซึ้งถึงที่สุดนั้น ย่อมรวมอยู่ที่ของสิ่งเดียวกัน คือที่ " สาม ส. " ผู้มีปัญญาจึงได้กล่าว พระรัตนตรัย ในฐานะเป็นเอกวจนะ คือเป็นของอย่างเดียว หาได้เป็นของถึง ๓ อย่างไม่. ที่มา แบ่งเป็น ๓ เพราะหมายเอาวัตถุที่ตั้ง อันเป็นภายนอกหรือเปลือก เป็นประมาณ. * * * "สาม ส. " ในฐานะที่กล่าวได้ว่าเป็นจุดหมายของศาสนาสากล โดยเหตุผลที่กล่าวแล้วข้างต้น ย่อมชี้ให้เห็นได้ไกลสืบไปจน ถึงว่า ความมุ่งหมายสุดยอดขั้นสุดท้ายของศาสนาทุกศาสนา โดยความเป็นของสากล คืออาจจะเข้ากันได้ในทุกศาสนาก็ตาม หรือโดยฐานะที่เป็นความจริงของธรรมชาติ ก็ตาม ศาสนาทุกศาสนา มีจุดหมายปลายทางมุ่งไปยัง " สาม ส. " เป็นที่สุด เหมือนกันหมดแม้โดยไม่รู้สึกตัว, จึงอยู่ในฐานะอาจจะทำให้ปรากฏผลเป็นความ สะอาด สว่าง สงบ ได้ตามมากตามน้อยด้วยกันทุกศาสนา, หากแต่ว่ามีเหตุผล ภายนอก หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นเครื่องจำกัดไว้บางประการเท่านั้น ; เรา จึงกล่าวสรุปได้สั้น ๆ ในชั้นนี้ว่า สาม ส. นั้น เป็นจุดรวมของศาสนาทุกศาสนา โดยไม่มีข้อขัดแย้งกันได้แต่ประการใด. ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อที่ว่า สาม ส. นี้ มีลักษณะเป็นอสังขตธรรม คือไม่มีอะไรปรุงแต่ง ไม่มีอะไรมาทำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแก่ สาม ส. นี้ได้, และ สาม ส. นี้ ไม่มีที่สุดในเบื้องต้น ไม่มีที่สุดในเบื้องปลาย เป็นสิ่งที่มี "ความมี" อันไม่มีขอบเขต และเป็นตัวมันเองโดยเด็ดขาด และเป็นความมีที่ปรากฏได้ในที่ทุกแห่ง ทุกเวลา, ในทางวัตถุ ก็กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏได้ หรือมีอยู่ทั่วสกลจักรวาล. ใน
น.397 ทางฝ่ายจิตก็หมายความว่าพร้อมที่จะสัมผัสแก่จิต ซึ่งเป็นการทำให้จิตขึ้นถึง หรือเข้าสู่ หรือบรรลุสภาพที่สูงสุด ไม่มีขอบเขตยิ่งกว่าสิ่งทั้งหลาย อย่างเดียวกัน อันเป็นความ มุ่งหมายของศาสนาทุกศาสนา และโดยเฉพาะพุทธศาสนา ก็เป็นความมุ่งหมายของ พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นคำรวมที่กว้างที่สุดในพระพุทธศาสนา, ดังนี้ด้วยแล้ว ; เราก็จะได้คำจำกัดความอย่างสั้นที่สุดว่า ความสะอาด สว่าง สงบ คือสิ่งซึ่งเป็นประธาน ของสิ่งทั้งปวง อันจะเบ่งหรือจะขยายตัวเองออกไป เป็นสิ่งใด ๆ ได้ทุกสิ่ง ที่ปรากฏแก่เรา ทั้งฝ่าย รูปธรรมและนามธรรม โดยไม่มีการยกเว้น .
น.398 ประจำคืน ในระหว่างพรรษา ที่ ๑๖ - ๑๗ กันยายน ๒๔๙๕ ของ พุทธทาสภิกขุ เรื่อง ลำดับแห่งการเข้า ถึงพระรัตนตรัย วันนี้ จะว่าด้วยเรื่อง ลำดับแห่งการ บรรลุ หรือการเข้าถึงพระรัตนตรัย พระรัตนตรัย ในชั้นลึกหรือตัวแท้นั้น มิได้เป็นเพียงชื่อของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สำหรับอ้างถึง ของผู้ที่จะเข้ามานับถือศาสนานี้เท่านั้น, แต่เป็น ตัวธรรมะ อันสูงสุด หรือตัวความสะอาด สว่าง สงบ ในจิตใจที่ทำบุคคลให้ได้ นามว่า พระพุทธ หรือพระสงฆ์ นั่นเอง. ฉะนั้นการถึงพระรัตนตรัยที่แท้จริง จึงมิใช่ เป็นการเพียงแต่อ้างเอาชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ หรือเป็นที่ ระลึกถึงเท่านั้น, แต่เป็นการเข้าถึงธรรมะอันนั้นด้วยจิตใจจนได้เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียด้วยตนเองต่างหาก เพราะฉะนั้น โดยนัยนี้ การถึงพระรัตนตรัยนั้น
น.399 มิใช่เป็นบุพภาคของการนับถือศาสนาหรือบุพภาคของการสมาทานศีล แต่เป็นอันดับ หนึ่ง ๆ ของการถุถึงธรรมะตัวแท้ในพุทธศาสนาทีเดียว. ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า พระรัตนตรัยนั้นมี ลึกเป็นชั้น ๆ ตามลำดับและการ ถึงพระรัตนตรัยนั้น มีเป็น ๓ อันดับด้วยกัน คือ ถึงพระรัตนตรัยโดยปากว่าหรือ โดยทะเบียนเป็นต้น ; และการถึงพระรัตนตรัยด้วยความน้อมนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า พระ- รัตนตรัยหรือคุณของพระรัตนตรัย ’ ก็ตาม ; และอีกอย่างหนึ่ง คือ การถึงพระ รัตนตรัยด้วยการทำให้ธรรมะหรือพระรัตนตรัยตัวแท้ เข้ามามีอยู่ในหัวใจของตน เสียเอง : รวมเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน ดังนี้. เราจะเห็นได้ว่า การถึงพระรัตนตรัยในอันดับที่หนึ่งนั้น เป็นเพียงความ เชื่อตาม ๆ กันไป, และการถึงพระรัตนตรัยในอันดับที่สอง เป็นการกระทำ โดย เป็นการกระทำในชั้นสมาธิ คือ การกำหนดเอาพระรัตนตรัย หรือคุณของพระรัตน- ตรัย เป็นอารมณ์แห่งจิต, ส่วนการถึงพระรัตนตรัยในอันดับที่สามนั้น หมายถึงการ รู้ อย่าง แจ่มแจ้ง ด้วยปัญญา ในตัว พระรัตนตรัย ที่ เป็น ตัวแท้ กล่าวคือ ธรรมะ ที่เป็นชั้นมรรค ผล นิพพาน เท่าที่ตนสามารถทำให้ เกิดขึ้นเพียงไร ; เพราะฉะนั้น ปัญญาในที่นี้จึงมิใช่เป็นเพียงความรู้ต่อธรรมะ ที่ตนทำให้เกิดขึ้น, แต่เป็นความรู้ถึงข้อที่ตัวเองได้บรรลุถึงธรรมะนั้นอย่างไร และ เพียงไร โดยครบถ้วนด้วยอีกส่วนหนึ่ง. ถ้าเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยอย่าง เต็มที่ กล่าวคือ มีจิตสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดโดยสมบูรณ์จริง ๆ แล้ว ย่อมหมายถึงการที่ผู้นั้นบรรลุถึงนิพพาน รวมทั้งการที่ทราบได้ว่าตน เองได้บรรลุถึงนิพพานนั้นด้วย. โดยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่าลำดับแห่งการ บรรลุหรือการเข้าถึงพระรัตนตรัยนั้น มีอันดับเริ่มแรกมาตั้งแต่ความเชื่อ การลงมือ
Buddhadasa