น.400 99 ลำดับแห่งการเข้าถึงพระรัตนตรัย กระทำ การบรรลุถึงผลแห่งการกระทำ และการที่ได้ทราบว่าตนเองได้บรรลุถึงผล แห่งการกระทำนั้นด้วย. เพื่อให้เข้าใจแจ่มชัดในเรื่องนี้ เราจะได้จำแนกลำดับแห่งการบรรลุหรือ การเข้าถึงพระรัตนตรัย โดยนัยอันละเอียดออกไปอีก ดังต่อไปนี้ :- [ ๑ ] การถึงพระรัตนตรัยด้วยความเชื่อ สิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ " นั้น มีอยู่เป็นชั้น ๆ ชั้นแรกที่สุดก็เรียกว่า "ความเชื่อ" แต่หมายถึงความเชื่อด้วยอำนาจความภักดีในตัวผู้กล่าวคำสั่งสอน หรือเชื่อในลัทธินั้น ๆ โดยปราศจากความรู้ ที่เรียกว่า " ความเชื่อด้วยอำนาจ ความภักดี" [Faith ] อันนับได้ว่าเป็นความเชื่อชั้นต้น หรือถึงกับยังงมงายอยู่ แต่ก็เป็นที่ตั้งแห่งความมั่นคงของการถือลัทธิหรือศาสนาทุกศาสนาในโลก, และเป็น ความจำเป็นที่จะต้องมีความเชื่อชนิดนี้ เพื่อเป็นเครื่องรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของ ลัทธิศาสนาในชั้นมูลฐานของศาสนานั้น ๆ กล่าวคือ สำหรับประชาชนทั่วไปซึ่งยัง ปราศจากความรู้แจ้ง. ส่วนความเชื่อที่สูงขึ้นมาอีก คือ ความเชื่อหลังจากที่ได้พิจารณาเห็นหรือ เห็นตัวอย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามกำลังสติปัญญาของตน ว่าสิ่งนี้มีเหตุผลน่าเชื่อ จนเกิดความไว้วางใจในการกระทำตาม หรือปฏิบัติตามนั้น. ชั้นนี้พอจะเรียกได้ว่า " ความเชื่อเพราะมีเหตุผลน่าเชื่อ" [ Confidence ] ซึ่งอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ เรียกว่า "สัทธา" สัทธาในพุทธศาสนาของเรานั้นจะต้องเป็นความ
น.401 ชื่อในชั้นนี้ หาใช่เป็นความเชื่ออย่างภักดี หรือที่เรียกว่า Faith นั้นไม่ . อันนี้เอง ทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ Religion เพราะ Religion ต้อง ตั้งรากฐานอยู่บน Faith หรือความเชื่ออย่างภักดี, แต่ตามความจริงนั้น พุทธศาสนา ก็เป็น Religion คือ เป็นวิธีการสำหรับให้เกิดการรอดพ้นตามความหมายของคำว่า Religion อย่างเต็มที่ ผิดกันแต่ว่าตั้งรากฐานอยู่บนความเชื่อชนิดที่เห็นว่า "น่าเชื่อ" กล่าวคือ Confidence นี่เอง. ส่วนความแน่ใจอันเกิดขึ้นในภายหลังที่ตนได้ประสบ ผลของการปฏิบัตินั้น ๆ แล้ว แม้เป็นความเชื่อที่เด็ดขาดอย่างยิ่งในสิ่งนั้น ๆ เราก็ หาเรียกเป็นความเชื่อไม่, แต่เรียกเป็นความรู้ ความเข้าใจ หรือความเข้าถึงเป็น ต้นไป. เพราะฉะนั้น ความเชื่อที่เป็นการบรรลุในชั้นต้นนี้ จึงหมายถึงเชื่อด้วย ความภักดี หรือเชื่อเพราะรู้สึกว่า " น่าเชื่อ " อันได้แก่ความหมายของคำบาลี ที่เรียกว่า "สัทธา" ดังที่กล่าวแล้ว. ไม่ว่าจะตั้งอยู่บนมูลฐานของความกลัว หรือความรักหรือความนับถือก็ตาม ย่อมให้เกิดกำลังหรืออำนาจที่จะบันดาลให้เกิด มีการปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้น ศาสนาทุกศาสนารวมทั้งพุทธศาสนาด้วย ย่อมมี " สัทธา " ตั้งอยู่ในฐานะเป็นลำดับแรกของการเข้าถึงศาสนาอย่างใดอย่าง- หนึ่งเสมอ. สำหรับพุทธศาสนาเราอาศัยสัทธาที่ประกอบอยู่ด้วยปัญญาเสมอ ไป เมื่อผู้ใดเป็นผู้ ที่เรียกว่ามีสัทธาในพุทธศาสนานี้แล้ว ย่อมหมายความว่ามี ความเชื่อที่สมส่วนกันกับความรู้ พอที่จะให้เกิดความไว้วางใจในการประพฤติ ปฏิบัติที่ ตนจะรับมาประพฤติปฏิบัติ โดยเฉพาะคือเข้าใจใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พอที่จะเชื่อได้ว่า นับถือแล้วไม่มีความผิดหรือโทษ ย่อมมีคุณส่วนเดียว แล้วก็มี ความเชื่อ และมีความหวังอันแน่นแฟ้นในการถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของตน. [ ๒ ] การถึงพระรัตนตรัยด้วยศีล คำว่า " ศีล ” ในที่นี้ ขอให้หมายถึงการประพฤติหรือการกระทำที่ ถูกต้องโดยทั่วไป. จำกัดแต่เพียงว่า ทางกายและทางวาจาเป็นส่วนใหญ่ : หมาย
น.402 ถึงการประพฤติที่ถูกต้องในส่วนที่ตนประพฤติต่อตนเองและผู้อื่น จนไม่มีความเดือด- ร้อนใด ๆ เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน จนกระทั่งเกิดความเคารพนับถือ ตัวเอง ได้ว่า ตนมีความดีทั้งในส่วนตัวและเป็นที่ตั้งแห่งความไว้วางใจ ความรักใคร่ นับถือ ของบุคคลอื่นด้วย. รวมความแล้วก็คือว่า รู้สึกว่าตนได้ประพฤติหรือกระทำ ในการ ประพฤติกระทำที่ถูกต้องดีงามแล้วนั่นเอง. นี้เราเรียกสั้น ๆ ว่า " ศีล " หรือ " ศีลธรรม " ก็ได้ โดยเนื้อแท้ หรือความหมาย ย่อมเป็นอันเดียวกัน แต่อาจจะ จำแนกออกไป เป็นศีลชั้นนั้นชั้นนี้ เป็นศีลของฆราวาสอันต้องรักษาเป็นพื้นฐาน ประจำ เช่น ศีลห้า และรักษาในโอกาสพิเศษ เช่น ศีลแปดก็ตาม หรือเรียกโดย ความหมายรวมอีกอย่างหนึ่งว่า " กุศลกรรมบถ " ก็ตาม หรือศีลของสามเณร สามเณรี สิกขมานา ภิกษุ ภิกษุณี ซึ่งมีอยู่แตกต่างกัน มากน้อย สูงต่ำกว่ากัน ก็ตาม แต่ในที่สุดก็เหมือนกันหรือตรงกันทั้งนั้น ในฐานะที่เป็นการประพฤติกระทำ เพื่อไม่ให้เกิดทุกข์โทษรบกวนตนเองและผู้อื่น จนกระทั่งเกิดความพอใจในตนเอง หรือการกระทำของตนเอง จนเกิดความนับถือตนเองได้ ดังกล่าวแล้ว. สรุปสั้น ที่สุดก็คือ การประพฤติที่ถูกต้องทางกาย ทางวาจาทั่วไปนั่นเอง เรียกว่า "ศีล" ในที่นี้. แม้ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาหรือไม่คำนึงถึงศาสนาก็ยังคงเป็นศีล และเป็น สิ่งที่ต้องกระทำอย่างจำเป็นที่สุดอยู่นั่นเอง. และการกระทำนี้ก็คือกระทำไปตามความ เชื่อ หรือสัทธาที่มีอยู่เป็นอันดับแรก ไม่อาจจะมากหรือน้อยไปกว่านั้น. เมื่อ บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมให้เกิดความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเป็น “ ธรรมะ " หรือ " พระรัตนตรัยตัวแท้ " ขึ้นในตนไม่มากก็น้อยตาม สมควรแก่การกระทำของตน ๆ แม้ที่เป็นภายนอก. เ
น.403 พราะฉะนั้น จึงจัดเป็นการบรรลุหรือการเข้าถึงธรรมะในอันดับที่สอง และมีความหมายกว้างไปถึงแม้ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วย ก็ได้. [๓ ] การเข้าถึงด้วยปิติหรือปราโมทย์ ข้อนี้ ย่อมหมายถึงความอิ่มใจ หรือความสุขชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในใจ เพราะความรู้สึกว่า ตนได้มีการกระทำอย่างถูกต้องมาแล้วจริง ๆ มีความดีความงาม อันตนได้กระทำแล้วจริง ๆ ไม่มีทุกข์โทษอันใดเกิดขึ้น มีแต่ความเจริญเกิดขึ้นโดย ส่วนเดียว เป็นที่ไว้วางใจ รักใคร่ นับถือ ของบุคคลอื่นปรากฏอยู่ มีความนับถือ ตัวเองว่าดี ว่างาม ว่าประเสริฐ จนยกมือไหว้ตัวเองได้ และรู้สึกว่า ความมีหรือ ความเป็นเช่นที่ตนมีอยู่นั้นเป็นที่ชอบใจของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ดังนี้แล้ว เรียกว่ามี " ปิติหรือปราโมทย์ ". ในที่นี้เราจะสังเกตเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่มีขึ้น หลังจาก การที่บุคคลได้กระทำความดีความงามอันใดอันหนึ่งสำเร็จผลไปโดยไม่ต้องคำนึง ถึงผล ที่ได้ในทางวัตถุเพราะแม้จะได้ผลทางวัตถุ แต่ถ้ามิใช่เป็นการได้มาจากการกระทำที่ดี ที่งามหรือถูกต้องแล้ว ปิติและปราโมทย์ชนิดนี้หาเกิดขึ้นได้ไม่ เช่นคนทำผิดหรือทำชั่ว หรือโจรขโมยประกอบกรรมตามความต้องการของตนสำเร็จ แม้จะได้ผลมหาศาล เป็นที่พออกพอใจเพียงใดก็ตาม แต่แล้วสิ่งที่เรียกว่า “ ปิติหรือปราโมทย์" อันเรา ประสงค์ในที่นี้นั้น หามีไม่. เราควรจะจำกัดความหมายหรือทำความเข้าใจในคำว่า " ปิติหรือปราโมทย์ " ให้ถูกต้องว่า มันมีความหมายของมันโดยเฉพาะ; หาใช่ เป็นเพียงความพออกพอใจตามธรรมดาไม่. โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับศีลนั้น หมายถึงปิติปราโมทย์อันเกิดมาจากการที่ตนรู้สึกว่า รักษาศีลได้บริสุทธิ์ โดยไม่ เกี่ยวถึงผลที่พึ่งจะได้เป็นวัตถุอย่างใดเลย. ถ้าเป็นผู้ที่ทำให้ศีลขาดไปหรือแม้แต่เพียง
น.404 ต่าง ๆ พร้อย ๆ ก็จะเกิดความขุ่นมัวในใจ หามีปิติและปราโมทย์ดังที่กล่าวนี้ได้ไม่. แม้ในกรณีของคนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาศีล เมื่อรู้สึกว่าตนได้ทำผิดพลาด อย่างใดอย่างหนึ่งติดตัวอยู่แล้ว ก็หาอาจจะมีปิติและปราโมทย์ชนิดที่กล่าวนี้ไม่. เพราะฉะนั้น " ปิติและปราโมทย์" ในที่นี้ จึงหมายถึงการที่จิตบรรลุธรรมะ ชั้นหนึ่ง กล่าวคือความรู้สึกเยือกเย็น อิ่มเอิบ เป็นสุข เพราะตนมีการประพฤติ กระทำโดยทั่ว ๆ ไปอย่างถูกต้องในทุกกรณี จนไม่มีช่องที่ตนเองจะตำหนิติเตียน ตนเองได้. ปิติและปราโมทย์นี้ เป็นคุณธรรมที่สำคัญจนถึงกับจะขาดเสียไม่ได้ ใน การประพฤติปฏิบัติธรรมะให้ก้าวหน้าสูงยิ่งขึ้นไปตามลำดับ เหมือนกับคนเดินทางไกล ต้องมีอาหารกินเพียงพอตลอดทาง จึงจะเดินไปได้ถึงที่ที่ตนปรารถนาฉันใด. ผู้ที่จะ เดินไปด้วยการปฏิบัติจนถึงที่สุด คือ นิพพาน ก็จะต้องมีอาหาร กล่าวคือ ปิติ และปราโมทย์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจนตลอดทาง คือทุกระดับของการปฏิบัติและการ พักผ่อนฉันนั้น. ในขณะแห่งปิติและปราโมทย์นี้ก็นับได้ว่ามีการเข้าถึงหรือ ได้รับผลของธรรมะเป็นความสะอาด สว่าง สงบ ชนิดใดชนิดหนึ่ง ใน ระดับใดระดับหนึ่งด้วยเหมือนกัน แม้จะเป็นอย่างภายนอก. เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องสนใจในการทำให้เกิดมีและรู้จักรักษาไว้ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกำลังใจของตนอยู่ตลอดเวลา และอย่างน้อยที่สุด แม้ลำพังตัว ปิติปราโมทย์เอง ก็นับว่า เป็นการบรรลุธรรมะอยู่อันดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเรียกในที่นี้ว่า เป็นอันดับที่สาม
น.405 [๔ ] การเข้าถึงด้วยปัสสัทธิ “ ปัสสัทธิ " นี้ หมายถึงความรำงับแห่งใจอันเกิดขึ้นเพราะปีติและ ปราโมทย์ ได้แก่ความที่ใจเริ่มสงบรำงับลง เพราะไม่มีทุกข์โทษรบกวน ไม่มี วิปฏิสารความเดือดร้อนอันละเอียดในภายในใจมารบกวน เป็นความเหมาะสมของจิต ในการที่จะตกลงสู่ความสงบในอันดับแรกในท่ามกลางสิ่งแวดล้อม ทั้งหลาย อันเต็ม ไป ด้วยความรบกวนด้วยการยั่วให้รักหรือชัง แต่จิตเผอิญได้โอกาสคลาดแคล้วปลอด- โปร่ง จากสิ่งรบกวนเหล่านั้น โดยอาศัยความผลักดันของปีติและปราโมทย์. อาศัย อำนาจป้องกันของปีติปราโมทย์นั้นเอง ที่คอยกันสิ่งรบกวนหรืออารมณ์ร้ายอื่น ๆ ไม่ให้เข้ามาแผ้วพานจิตได้ จิตจึงได้โอกาสเพื่อสงบรำงับลงจนกระทั่งมีอารมณ์เดียว ในที่สุด ซึ่งเราเรียกว่า สมาธิ. ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ปัสสัทธิ ความรำงับแห่งใจนี้ มีมาจาก กำลังผลักดันและป้องกันรักษาของปิติปราโมทย์ และจัดได้ว่าเป็นการ บรรลุ " ธรรมะ ” หรือเป็นการก้าวหน้าในการถึงพระรัตนตรัยไปอีกอัน- ดับหนึ่งซึ่งจัดเป็นลำดับที่สี่ ได้แก่การเริ่มรำงับลง และรำงับลง ๆ แห่งจิต จน กว่าจะเป็นสมาธิ และนับว่าเป็นระยะหนึ่ง หรืออันดับหนึ่งซึ่งคนทั่วไปก็ควรจะสนใจ เป็นอย่างยิ่ง ให้ตนเองมี ปัสสัทธิ นี้ได้เป็นประจำวันหรือทุกโอกาสที่จะต้องใช้ โดยเฉพาะคือโอกาสที่ตนต้องการสมาธิเพื่อทำงานอันใดอันหนึ่งให้สำเร็จเป็นอย่างดี. [๕ ] การเข้าถึงด้วยสมาธิ คำว่า " สมาธิ " นี้หมายถึงความที่จิตได้สงบแน่วแน่ถึงที่สุดตามความ มุ่งหมายแล้ว ในกรณีนั้น ๆ จนถึงกับเป็นโอกาสของความรู้ แจ้ง ในสิ่งทั้งปวงที่ตน จะต้องรู้.
น.406 ในกรณีของคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งเป็นสมาธิชั้นโลก ๆ นั้น หมายถึง ความที่จิตแน่วแน่อยู่ได้ในข้อคิดหรือการกระทำอันใดอันหนึ่ง ซึ่งตนต้องกระทำ จะ กระทำ หรือกำลังกระทำอยู่ จนสามารถป้องกันไม่ให้ผิดพลาดและมีแต่ความถูกต้อง ดำเนินไปได้โดยถ่ายเดียว และเป็นสมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีการฝึกที่ เป็นหลักวิชาเฉพาะ หรือเป็นแบบแผนเทคนิคจนเกินไป. ส่วนสมาธิในพุทธศาสนานั้น หมายถึงความที่จิตแน่วแน่อยู่ ได้ในอารมณ์ เดียว อันจะบังเกิดเป็นไปเองเพราะความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยของบุคคลนั้นก็ตาม หรือว่า มีขึ้น เป็นขึ้น เพราะการพยายามกระทำการฝึกที่ถูกต้องก็ตาม ย่อมล้วน แต่ได้อาศัยกำลังปีติปราโมทย์ เป็นเครื่อง ผลักดันให้เกิดความรำงับ จนกระทั่งมี ความ แน่วแน่ หยุดนิ่ง เป็นอารมณ์เดียวด้วยกันทั้งนั้น. เพราะฉะนั้นท่านจึงจัดเอาปีติหรือ สุขซึ่งได้แก่ปราโมทย์ในที่นี้เป็นต้น ให้เป็นองค์ประกอบองค์หนึ่ง ๆ ของความเป็น สมาธิ ซึ่งเมื่อครบองค์นั้น ๆ แล้ว จิตก็จะเข้าถึงความเป็นสมาธิ คือ มีอารมณ์ อันเดียว มีความสะอาดชนิดหนึ่ง จนถึงกับเรียกได้ว่า ใสสะอาด หรือขาวผ่อง และมีความเหมาะสม อ่อนโยน นิ่มนวล ควรแก่การทำงานหรือใช้งานในทางจิต มีความเบา หรือ ความว่องไวในการที่เข้าถึงสิ่งทั้งปวง, เหล่านี้ คือ ลักษณะของ จิตที่เรียกว่า มีความเป็นสมาธิโดยสมบูรณ์. เพ่งดูในส่วนผลแล้ว เราจะเห็นได้ว่า สมาธินั้น เป็นความเหมาะ- สมหรือความเตรียมพร้อมที่จะก้าวหน้าในทางปัญญาสืบต่อไปและถึงแม้จะ ไม่มีการก้าวหน้า ก็เป็นผลที่ดีเลิศอยู่ในตัวเอง คือ เป็นความบริสุทธิ์ สะอาด เป็นความเบาสบาย สงบรำงับเยือกเย็น อยู่อย่างหนึ่งหรือแบบ หนึ่งหรืออันดับหนึ่ง ถึงกับกล่าวได้ว่า เป็นการบรรลุธรรมะอีกอันดับหนึ่งที่เดียว ซึ่งเราเรียกในที่นี้ว่า เป็นลำดับที่ห้า.
น.407 ถ้าจะกล่าวตามหลักของธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เรียกกันว่า "สมาธิ" นี้ มิใช่อะไรอื่น นอกไปจากความรำงับลง ๆ ๆ ของจิต จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งความ รำงับ อยู่ในภาวะที่แน่วแน่และพร้อมที่จะทำงานเช่นนี้. สมาธิหรือความแน่วแน่แห่งจิตนี้ เป็นสิ่งจำเป็น เป็นอย่างยิ่งสำหรับการ งานที่ต้องทำด้วยจิต จนถึงกับหลักธรรมะในพุทธศาสนาได้ยกสมาธิขึ้นเป็นหลัก ใหญ่อันดับที่สอง ซึ่งเรียกว่า " สมาธิสิกขา " หรือ ""จิตตสิกขา" และได้ รวบเอาองค์ประกอบที่เราเรียกว่าปีติปราโมทย์ และปัสสัทธิเข้ามารวมไว้เสียด้วย ในคำ ๆ นี้ ไม่แยกไว้ให้เด่นอยู่ต่างหาก เราจึงได้ยินได้ฟังแต่เพียงว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่างเท่านั้น. ส่วนในที่นี้ ได้แยกสมาธินั้นออกไปให้เห็นชัดเจนเป็น ๓ ส่วน คือ บีติปราโมทย์ที่เกิดมาจากศีล และปัสสัทธิที่มีขึ้นเพราะอำนาจปีติ ปราโมทย์ และตัวสมาธิล้วน ๆ ที่เกิดมาจากปัสสัทธินั้น. ทั้งนี้เพื่อให้เห็นลำดับแห่ง การบรรลุหรือการเข้าถึงอย่างชัดแจ้งจริง ๆ นั่นเอง. ลำพังสมาธิ ก็ทำให้ได้รับความสะอาด สว่าง และสงบในทางจิตชนิด หนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ “ ธรรมะตัวแท้" หรือ " พระรัตนตรัยตัวแท้ " ในอันดับแรก ๆ อันดับหนึ่งทีเดียว. ฉะนั้น จึงจัดเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัย อีก อันดับหนึ่ง. [๖] การเข้าถึงด้วยยถาภูตญาณทัสนะ " ยถาภูตญาณทัสนะ " คำนี้แปลว่า ความเห็นสิ่งทั้งปวงด้วยความ รู้แจ้งตามที่เป็นจริง. ในบาลีกล่าวธรรมะข้อนี้ต่อเนื่องจากสมาธิโดยตรง โดยใจ
น.408 ความว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง. การที่กล่าว ไว้ดังนี้ คล้ายกับยืนยันว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว แม้ไม่ต้องพยายามก็เห็นสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงได้เอง นับว่าน่าแปลกประหลาดอยู่. เราอาจจะหาคำ อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ทางหนึ่ง คือ ตามธรรมดาผู้ที่กำลังพยายามประพฤติปฏิบัติ ธรรมะอยู่นั้น ทำอย่างไรเสียก็ย่อมมีความประสงค์จะรู้จะเห็นธรรมะหรือความจริง ของสิ่งทั้งปวงอยู่เป็นประจำอยู่ในใจ เมื่อจิตยังไม่เป็นสมาธิความรู้แจ้ง หรือความเห็น แจ้งเหล่านั้นก็ไม่อาจจะปรากฏ แต่พอจิตเป็นสมาธิแล้ว ความรู้แจ้งและเห็นแจ้ง ย่อมปรากฏออกมาเพราะอำนาจของความประสงค์จะรู้ จะเห็นสิ่งทั้งปวง อยู่เป็นทุนเดิม, จึงเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จะน้อมไปเพื่อรู้เพื่อเห็นอะไรก็รู้ ได้เห็นได้ด้วยดวงตา ภายใน ซึ่งเป็นความรู้สึกหรือความเข้าใจตลอดในสิ่งนั้น ๆ โดยตรง หาใช่เป็น ความคิดความนึกหรือการพิจารณาค้นคว้าโดยตรงไม่, แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างถูกต้องทีเดียว. ความเห็นแจ้งนี้ ย่อมเป็นไปในทางให้เกิดความสลดสังเวชโดยตรง เพราะ ความที่สิ่งทั้งปวงเป็นมายาหลอกลวง น่าสลดสังเวชอยู่ในตัวเองเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว. ยกตัวอย่างเช่นเรื่องราวที่เป็นไปในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นมาแล้วแต่หนหลัง อย่างไรนั้น หาเป็นที่ตั้งแห่งความสลดสังเวชแก่บุคคลผู้มีจิตสำนึกอยู่ตามธรรมดาไม่, ต่อเมื่อใดได้พยายามอบรมจิตอย่างถูกทางจนถึงกับรำงับ ลงไป สู่ความ เป็น สมาธิ แล้ว เมื่อนั้น จิตย่อมสำนึกหรือรู้สึกอย่างลึกซึ้งขึ้นมาได้เอง ในความน่าสลดสังเวช ของ เรื่องต่าง ๆ ที่เป็นไปในชีวิตอันเต็มไปด้วยมายาหรือความลวงตา. เราจึงสรุปความ ได้สั้น ๆ ว่า จิตสามัญสำนึกหรือจิตตามธรรมดานั้น ไม่อาจมองเห็นชีวิตให้เข้าใจ ได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องถึงที่สุด, ส่วนจิตที่เป็นสมาธิแล้ว ย่อมมองเห็นความ เป็นไปในชีวิตได้อย่างถูกต้องและลึกซึ้งถึงที่สุดขึ้นมาเองในทันที.
น.409 จิตที่ยังไม่เป็นสมาธินั้น มีฝ้าชนิดหนึ่งปิดบังอยู่ ซึ่งเราเรียกกันว่า "นิวรณ์" คือความคิดครุ่นไปในทางกาม, ความคิดครุ่นไปในทางขัดเคือง, ความ หดหู่ซบเซาของจิต, ความฟุ้งของจิต, และความลังเลเลื่อนลอยของจิต, อย่างใด อย่างหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นฝ้าบังอยู่ ; จิตจึงมองไม่ทะลุถึงความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง เพราะไปติดอยู่ที่ฝ้าหรือนิวรณ์นั้นเสีย. เปรียบเหมือนน้ำขุ่นมีตะกอนมาก เราย่อม ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ก้นคูหรือก้นคลอง, ย่อมเห็นเพียงแค่ตะกอนที่ปนอยู่ในน้ำ. พอเรา สามารถทำให้ตะกอนเหล่านั้นหมดไปหรือออกไปเสียจากน้ำ ในทันทีนั่นเอง เราจะ มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ก้นคูหรือก้นคลอง เพราะว่าเราได้มองอยู่ก่อนแล้ว. ข้อนี้ เป็นฉันใด จิตที่เป็นไปตามธรรมดา : มองไม่เห็นสิ่งทั้งปวง เพราะฝ้าหรือนิวรณ์ กั้นอยู่ระหว่างจิตกับสิ่งทั้งปวง จิตจึงเห็นหรือรู้เพียงแค่ฝ้าหรือนิวรณ์เหล่านั้น, ครั้น เพิกฝ้าหรือนิวรณ์เหล่านั้นออกไปเสียได้ จิตก็เห็นสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงใน ทันทีนั่นเอง. ดังนั้น ท่านจึงได้กล่าวยถาภูตญาณทัสนะ ไว้ในลำดับอันติดกันกับสมาธิ โดยไม่กล่าวว่า ต้องมีการพยายามเพื่อให้เห็น แทรกอยู่ในระหว่างนั้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะความที่จิตย่อมมีการมองสิ่งทั้งปวงเพื่อให้รู้จักอยู่เป็นปรกติ ดังที่กล่าวแล้ว. แต่อย่างไรก็ตาม การรู้ การเห็นตามที่เป็นจริงในชั้นนี้ ยังอาจจะมีได้ มากหรือน้อยตามกำลังของสมาธิ มิใช่หมายความว่า จะต้องเห็นรวดเดียวถึงที่สุด โดยคราวเดียว ; เมื่อกำลังของสมาธิมาก ก็เห็นตามที่เป็นจริงได้มากเมื่อกำลัง ของสมาธิน้อย ก็เห็นได้น้อย. และที่ว่า " เห็นตามที่เป็นจริง" นี้ก็หมายความ- ว่า ได้เห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่เที่ยง เป็นมายาหลอกลวงอย่างน่าสังเวช อันเป็นทางให้เกิดความสังเวช เบื่อหน่ายคลายกำหนัด ในสิ่งทั้งปวงนั่นเอง.
น.410 แม้ว่าการรู้การเห็นสิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงในลำดับนี้ มีความหมายเพียง เท่านี้ ถึงกระนั้นก็ยัง นับได้ว่า เป็นการบรรลุขั้นหนึ่งเหมือนกันคือ เป็น การเข้าถึงความจริงในอันดับแรก จนถึงกับเกิดความสังเวชต่อการที่สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงเป็นมายา. แม้เพียงเท่านี้ก็นำมาซึ่งความสะอาด สว่าง สงบได้มิใช่น้อย เราจึงจัดเป็นลำดับที่หก. [ ๗ ] การเข้าถึงด้วยนิพพิทา "นิพพิทา " หรือ "นิพพิทาญาณ " แปลว่า ความเบื่อหน่าย หรือ ความรู้อย่างถูกต้องจนเกิดความเบื่อหน่าย. ธรรมะข้อนี้หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ต่อจากการเห็นสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง จนปรากฏเป็นรูปแห่งความชะงัก ต่อการ เข้าไปหลงใหลในสิ่งต่าง ๆ ที่ตนได้หลงใหลอยู่ก่อน. อธิบายว่า ก่อนหน้านี้สัตว์ ทั้งหลายหลงใหลติดแน่นอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ถึงกับยินดียินร้ายอยู่เป็นประจำ โดย ไม่รู้สึกว่า สิ่งนั้นเป็นภัยหรือเป็นศัตรู. ครั้นมาทราบความจริงหรือเห็นประจักษ์ ชัดว่า สิ่งนี้เป็นภัยหรือเป็นศัตรู ก็เกิดอาการชะงักและระอา ซึ่งเราเรียกว่า ความเบื่อ- หน่ายต่อสิ่งนั้น. ท่านได้กล่าวนิพพิทาหรือความเบื่อหน่ายนี้ ไว้ในลำดับแห่งยถาภูตญาณ ทัศนะอย่างติดกัน โดยไม่มีอะไรคั่นหรือแทรกอยู่ในระหว่างนั้น ; ซึ่งหมายความ เป็นอย่างเดียวกันอีกว่า นิพพิทาหรือความเบื่อหน่ายนั้น จะต้องเกิดขึ้นเองหลัง จากยถาภูตญาณทัสนะ ได้เกิดแล้ว โดยไม่ต้องมีการพยายามอย่างใด ๆ เพื่อให้ เบื่อหน่าย ตัวอย่าง เช่น คน ๆ หนึ่ง ได้แอบดูจนกระทั่งเห็นภรรยาของตนทำชู้
น.411 เขาย่อมเกิดความเบื่อหน่าย หรือการสละภรรยาของตนนั้น ขึ้นมาเองในใจทันที ที่ได้เห็นประจักษ์ โดยไม่ต้องมีการพยายามเพื่อให้เบื่อหน่าย หรือเพื่อให้สละ ข้อนี้เป็นฉันใด นิพพิทา ก็ เกิดขึ้นเอง ในอันดับต่อจากยถาภูตญาณทัสนะ คือ การรู้แจ้งว่าสิ่งทั้งปวงเป็นขบถหรือเป็นมายาฉันนั้นเหมือนกัน. นี้ นับว่าจิตได้บรรลุถึงภูมิธรรมอันสูงอีกขั้นหนึ่ง คือ การ ชะงักต่อการจับฉวยสิ่งทั้งปวง ไม่ฝังตัวลงไปในอารมณ์หรือสิ่งทั้งปวงดังที่ เคยเป็นมาแต่ก่อนอีกต่อไป นับว่า เป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยอีก อันดับหนึ่ง. [๘ ] การเข้าถึงด้วยวิราคะ คำว่า "วิราคะ " แปลว่า ไม่ย้อมติด หมายถึงการจางออกของ ความย้อมติด เช่นเดียวกับสีที่ย้อมผ้าจางออกจากเนื้อผ้า หรือน้ำฝาดที่ลอกออกจาก สิ่งที่เขาย้อมไว้, โดยพฤตินัย ย่อมได้แก่ความที่จิตมี " ความจางออก " เกิด ขึ้นในตัวจิต หรือเมื่อกล่าวให้ชัดก็คือ เจตสิกธรรมที่เป็นกิเลสเครื่องเย็บหรือ ย้อมจิตให้ติดอยู่ ในสิ่งต่าง ๆ นั้น เริ่มจางออก. แม้ว่าความจางออกจะเป็น กิริยาของเจตสิกธรรมที่ย้อมจิต, แต่ก็จิตนั่นเอง เป็นผู้ ได้รับผลของการ จาง ออกของเจตสิกธรรมที่ย้อมจิต. ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จิตมีความจางออกจากสิ่ง ทั้งปวง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตคลายความกำหนัด จากสิ่งทั้งปวง. แต่คำที่กล่าวว่า " คลายกำหนัดจากสิ่งทั้งปวง " นี้ อาจจะทำให้เกิด ความเข้าใจผิดขึ้นได้ในภาษาไทย เพราะในภาษาไทยเรานั้น คำว่า " กำหนัด "
น.412 หมายแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ; ส่วนคำว่า " กำหนัด" ในภาษาธรรมะในที่นี้นั้น หมายถึงความย้อมติดอยู่ในสิ่ง ทั้งปวงด้วยอำนาจความยึดถือจะเป็นในแง่รักหรือในแง่- ชัง ก็ได้ โดยเท่ากัน. เพราะฉะนั้น ต้องทราบไว้เพื่อกันความเข้าใจผิด หรือถ้า ให้ปลอดภัยก็พูดเสียใหม่ว่า จิตมีความจางออกจากการย้อมติดในสิ่งทั้งปวง แทนที่ จะพูดว่า จิตคลายกำหนัดจากสิ่งทั้งปวงดังนี้ก็ได้. โดยใจความแท้ ๆ หมายถึง ความที่สิ่งซึ่งเป็นเครื่องย้อมจิตกล่าวคือกิเลส โดยเฉพาะคือตัณหา หรือ อุปาทานนั่นเอง เริ่มจางหรือเริ่มหลุดออกจากการย้อม ซึ่งในที่สุดจะนำ มาซึ่ง " ความหลุดพ้น " ให้แก่จิต ; นับว่าจิตได้บรรลุธรรมหรือถึง ภูมิธรรมอีกชั้นหนึ่ง คือได้รับความคลายหรือความหลุด จากสิ่งที่ผูกรัด นั่นเอง. [ ๙ ] การเข้าถึงด้วยวิมุติ คำว่า "วิมุติ " โดยตัวหนังสือแปลว่า ความพ้นแล้วอย่างวิเศษ โดยใจความก็คือ พ้นอย่างผ่องแผ้วหรือสิ้นเชิงนั่นเอง. การบรรลุธรรมในชั้นนี้ หมายถึงความที่จิตหลุดออกมาเป็นอิสระแล้วจากความผูกพันโดยประการทั้งปวง หลัง- จากการคลายจากการย้อมติดนั่นเอง เมื่อก่อนนี้จิตตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวง โดยมีกิเลสเป็นเครื่องกระทำให้ตกลงไป. ครั้นความรู้แจ้งของจิตเกิดขึ้น ความรู้- แจ้งนั่นเองเป็นเครื่องทำลายกิเลส หรือเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสให้น้อยลงหรือหมด- ไป ตามลำดับแห่งความเบื่อหน่ายและคลายกำหนัด ดังที่กล่าวแล้ว. เมื่อกิเลส หมดไป ก็ไม่มีสิ่งใดที่ทำจิตให้ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งปวง จิตจึงหลุด
น.413 รอดออกมาได้สู่ความเป็นอิสระ ซึ่งนับว่าเป็นอิสระจากอำนาจของกิเลส ด้วย และเป็นอิสระจากความทุกข์อันเกิดขึ้น เพราะการตกอยู่ใต้อำนาจ ของสิ่งทั้งปวงนั้นด้วย นับว่าเป็นการพ้นที่ผ่องแผ้วหรือสิ้นเชิง. คำว่า "หลุดพ้น" นี้ จึงหมายถึงหลุดพ้นจากกิเลส และหลุดพ้นจากความทุกข์ตาม ธรรมชาติเพราะอำนาจของกิเลส จิตที่หลุดพ้นเช่นนี้ เรียกโดยสมมุติว่า ลุถึงนิพพาน คือ ลุถึงความไม่มีทุกข์ โดยประการทั้งปวง. เมื่อเพ่งดูจิตอันหลุดพ้นแล้วเช่นนั้น ก็พบคุณลักษณะ ๓ ประ- การ คือ ความบริสุทธิ์สะอาด เพราะปราศจากกิเลส, ความสว่างแจ่มแจ้ง เพราะปราศจากสิ่งหุ้มห่อปิดบัง และความสงบเย็น เพราะปราศจาก ความทุกข์ ว่า มีอยู่ที่จิตถึงที่สุด ครบถ้วนทุกประการ, นับว่าถึงฝั่งอีก ข้าง หนึ่ง คือ ฝั่งปราศจากทุกข์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งโดยสมมติว่า ถึงที่สุดของโลก หรือนอกโลก หรือพ้นโลก. แต่เมื่อกล่าวโดยความจริง ก็คือ ถึงที่สุดหรือความดับหมดแห่งความทุกข์นั่นเอง และหมดเหตุ หมดปัจจัยซึ่งจะปรุงแต่งจิตนั้น และจิตนั้นจะถึงความดับของตัวเองได้ใน ที่สุด ในวาระสุดท้ายอันเรียกว่านิพพาน. เรารวมเรียกกิริยาอาการเหล่านี้ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่า "วิมุติ" ซึ่ง แปลว่า ความหลุดพ้น นับว่าเป็นการบรรลุธรรมถึงที่สุดอยู่แล้วและยังนับว่าเป็นการ เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างถูกต้องและสิ้นเชิง 1
น.414 [๑๐ ] การเข้าถึงในชั้นวิมุตติญาณทัสนะ " วิมุตติญาณทัสนะ" คำนี้แปลว่า ความรู้ความเห็นในความหลุด- พ้นของจิตอันเกิดขึ้นแก่จิต หลังจากที่มีการหลุดพ้นแล้ว. แท้จริงไม่น่าจะกล่าวว่า เป็นการบรรลุธรรมอีกขั้นหนึ่ง เพราะเหตุว่า จิตได้ถึงที่สุดของความดับทุกข์ หรือ ได้รับความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุดตั้งแต่ในชั้นที่เรียกว่าวิมุติ แต่โดยเหตุที่ หลังจากที่จิตหลุดพ้นแล้วยังมีญาณหรือความรู้เกิดขึ้นอีกขั้นหนึ่ง กล่าวคือญาณนี้ทำ หน้าที่รู้ความที่จิตหลุดพ้นแล้วนั่นเอง เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวญาณนี้ว่าเป็น การบรรลุธรรมของจิตอีกขั้นหนึ่ง หลังจากที่หลุดพ้นจากทุกข์แล้วโดย ประการทั้งปวง. นับเป็นลำดับสุดท้ายเป็นขั้นจบกิจของพรหมจรรย์ไม่มี คุณธรรมอื่นที่ยิ่งไปกว่านี้ ในกรณีที่เกี่ยวกับการทำที่สุดของความทุกข์ใน พุทธศาสนา นี้นับว่าเป็นการเข้าถึงพระรัตนตรัยด้วยความรู้ตัวอันสมบูรณ์ จริง ๆ และเป็นขั้นสุดท้าย. บัดนี้ เราจะได้พิจารณาดูในแง่ที่ว่า จิตได้เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริงในลักษณะที่กล่าวแล้ว โดยวิธีใด หรืออย่างไร ? ในระดับ แรกซึ่งยังเป็นเพียงสัทธานั้น ก็กล่าวได้ว่า จิตถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือบุคคลนั้นถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เป็นสักว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามความคิดเห็นหรือความเชื่อในขณะนั้น ; จัดเป็น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั้นนอกสุด. ครั้นมาถึงระดับที่เป็นการ ประพฤติปฏิบัติจนจิตได้รับรสของธรรมะในลักษณะที่แม้จะเป็นเพียงความ
น.415 สะอาดอย่างเดียว เช่นในขั้นศีล หรือขั้นมีปิติปราโมทย์เพราะศีล ดังนี้ก็ กล่าวได้ว่า เป็นการเริ่มเข้าถึงพระรัตนตรัยที่เป็นชั้นในหรือเป็นตัวแท้ขึ้นมา. ครั้นจิตเข้าถึงธรรมะที่ประกอบด้วยความสะอาด สว่าง สงบโดยลำดับ กระทั่งถึงขั้นสมบูรณ์ นับตั้งแต่จิตเริ่มเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จนกระทั่งหลุดพ้น และรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นขั้น ที่กล่าวได้ว่า จิตได้เข้าถึงพระรัตนตรัยตัวแท้อย่างถูกต้องครบถ้วน สิ้นเชิง ถึงที่สุดจริง ๆ : คือมีจิตเป็นพระพุทธ เป็นพระธรรม เป็น พระสงฆ์เสียเอง และเป็นอย่างสมบูรณ์จริงๆ. ในชั้นนั้น จึงมิใช่ เป็นเพียงสรณคมน์ หรือการถึงพระรัตนตรัยชนิดปากว่า หรือ ชนิดระลึกถึง แต่เป็นชนิดที่เข้าถึงและถึงแล้วซึ่งสิ่งอันเป็นที่พึ่งได้ จริง และเป็นที่พึ่งเสร็จแล้วจริง ๆ. ขอให้เราทุกคน พยายามถึงพระรัตนตรัยโดยความหมายเช่นนี้เถิด และถึงให้ได้จริง ๆ เราจะได้เป็นอะไร ๆ เช่นเป็น “ พุทธบริษัท" เป็นต้น ได้อย่างสมบูรณ์. ในชั้นนี้ เราจะต้องหมั่นพิจารณาให้เห็นลำดับ หรือขั้น แห่งการที่จิตจะบรรลุธรรม หรือเข้าถึงพระรัตนตรัยตัวแท้ อันมีอยู่เป็น ชั้น ๆ อย่างชัดแจ้ง ดังที่กล่าวแล้ว แล้วพยายามสอบสวนดูจนกระทั่งรู้ว่า ตนกำลังตั้งอยู่ หรือดำรงอยู่ในลำดับไหน แล้วรีบพยายามประพฤติปฏิบัติ เพื่อเลื่อนลำดับให้แก่ตนอย่างเต็มความสามารถทุกเมื่อ โดยความเห็น อย่างแจ่มแจ้งว่า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยเลย.
Buddhadasa