น.416 เมื่อกล่าวถึงการเจริญภาวนาแล้ว ในชั้นแรกที่สุด อยากจะขอร้อง ให้ระลึกถึงหลักที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในบาลีโรหิตัสสวรรค จตุกกะ อังอุตตระ- นิกาย ว่าสมาธิภาวนา มีอยู่ ๔ อย่าง คือ (๑ ) สมาธิภาวนา ที่เป็นไปเพื่อทิฏฐธัมมสุขวิหาร คือการอยู่ เป็นสุขทันตาเห็น ในภพปัจจุบันนี้. ข้อนี้ได้แก่การ เจริญรูปฌานทั้งสี่. (๒) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสนะ ( อันเป็นทิพย์ ) ข้อนี้ได้แก่การเจริญอาโลกสัญญา มีจิตอันสงัดไม่มี เครื่องร้อยรัด ประกอบด้วยแสงสว่างชนิดที่กลางวันกับ กลางคืน เป็นอย่างเดียวกัน.
น.417 (๓) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อความสมบูรณ์แห่ง สติสัมป- ชัญญะข้อนี้ได้แก่การทำความรู้แจ้ง เวทนา สัญญา วิตก ในลักษณะที่เกิดขึ้นแล้วดับไป. (๔) สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้ง หลาย ข้อนี้ได้แก่การตามพิจารณาเห็น ความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไป ของปัญจุปาทานขันธ์ อยู่เป็นประจำ ว่าแต่ละขันธ์ ๆ เป็นอย่างนี้ ๆ การเกิดขึ้นแห่งขันธ์แต่ ละขันธ์มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ ความหายไปแห่ง ขันธ์แต่ละขันธ์ ๆ มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ ดังนี้. เมื่อพิจารณาดูจากหลักแห่งสมาธิภาวนาทั้ง ๔ นี้ จะได้ใจความสำคัญ ๆ คือ : - คำว่า ‘สมาธิภาวนา ’ ในที่เช่นนี้ มิได้หมายถึงการเจริญสมาธิแต่อย่าง- เดี๋ยวเลย, แต่หมายถึงการเจริญทุกอย่างสำหรับการงานทางใจ ที่ต้องทำด้วย สมาธิจิต. รูปสมาสทางไวยากรณ์ของคำ ๆ นี้ จะต้องแปลว่า ‘การเจริญด้วยสมาธิ' หรือ ' การเจริญที่ต้องทำด้วยสมาธิ’ ไม่ใช่แปลว่าการเจริญสมาธิ. เพราะรู้กันอยู่ แล้วว่า สมาธินั้น หมายถึงความที่จิตตั้งมั่นหรือสงบอย่างเดียว, ส่วนการเจริญ ภาวนาทั้ง ๔ อย่าง เหล่านี้มุ่งหมายสูงไปกว่าสมาธิจิต คือมุ่งถึงผลที่จะพึงได้จาก สมาธินั้นอีกต่อหนึ่งโดยตรง แต่ก็เรียกว่า สมาธิภาวนา นั่นเอง. เพราะฉะนั้น เรา จึงให้ความหมายของคำ ๆ นี้ว่า ‘การเจริญหรือการทำให้เกิดขึ้นโดยอาศัยสมาธิ ’ ดังนี้. จึงเป็นอันว่า ภาวนาในลักษณะเช่นนี้ หมายถึงการเจริญสมาธิในเบื้องต้น จนได้สมาธิแล้ว จึงทำให้เกิดเป็นฌาน เป็นญาณทัสนะ เป็นความสมบูรณ์แห่ง สติสัมปชัญญะ และเป็นความสิ้นไปแห่งอาสวะในที่สุด, ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำ ประเภทที่สมบูรณ์และอุกฤษฎ์ สำหรับผู้มีอินทรีย์แก่กล้าโดยตรง. ต่อแต่นี้ จะได้ วิสัชนาสมาธิ ภาวนา ทั้งสี่ ไปตามลำดับ. 0
น.418 สมาธิภาวนา ประเภทที่ ๑ การเจริญสมาธิ แล้วทำฌานทั้งสี่ให้เกิดขึ้นนั้น เป็นการทำจิตให้เจริญ อยู่ด้วยความสุขที่เกิดจากการที่ในขณะนั้น จิตไม่ถูกกิเลสรบกวนแต่ประการใด จึงไม่มีความทุกข์เลย, เป็นการชิมรสของพระนิพพานอย่างทันอกทันใจไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะลุถึงนิพพานอันแท้จริง ด้วยการปฏิบัติที่สูงขึ้นไป. แม้การทำอย่างนี้ ท่าน ก็จัดเป็นภาวนาชั้นสูงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเป็นการเสวยสุข หรือความสงบสุขอัน เกิดจากฌาน, เป็นความสุขที่ไม่เจืออามิสชั้นหนึ่ง. ในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่า สมาธิ ย่อมต่างกับสิ่งที่เรียกว่าฌาน ในฐานะที่สมาธิเป็นเครื่องทำให้เกิดฌาน หรือกลับกัน ก็คือ ฌานเป็นผลของสมาธิชนิดที่มุ่งหมายเพื่อความสงบสุขทันตาเห็น ดังที่กล่าวแล้ว. สำหรับลำพังคำว่า สมาธิ นั้น หมายถึงการที่จิตตั้งมั่นรวมกำลังอยู่ในสภาพที่เหมาะ- สมจะปฏิบัติงานทางใจในลักษณะต่าง ๆ กัน โดยไม่จำเป็นจะต้องมุ่งเพื่อให้เกิดฌาน โดยส่วนเดียว หรือไม่ต้องถึงกับเป็นฌาน ก็ยังเรียกว่าสมาธิได้อยู่นั่นเอง. ผู้ที่ไม่ สนใจกับฌาน ย่อมทำสมาธิเพื่อผลอย่างอื่น แทนที่จะมัวหยุดอยู่ในฌาน เพื่อความ สุขอันเกิดจากฌานอย่างเดียว. สมาธิภาวนา ประเภทที่ ๒ การทำสมาธิชนิดที่น้อมไปเพื่อญาณทัสนะ อันได้แก่การเจริญอาโลก- สัญญา และ ทิวาสัญญา ซึ่งจัดเป็นสมาธิภาวนาข้อที่ ๒ นั้น พึ่งพิจารณาให้เห็น ความแตกต่างจากข้อที่ ๑ ตรงใจความสำคัญ คือว่าฌานนั้น เป็นไปเพื่อความสงบ เงียบหรือความสุข ส่วนการทำในใจถึงอาโลกสัญญาและอธิษฐานทิวาสัญญา จน กระทั่งเป็นญาณทัสนะอันเป็นทิพย์ชนิดหนึ่งนั้น. มุ่งหมายถึง ความสว่างโล่งโถงของ จิตชนิดที่ถึงที่สุดจริง ๆ มิได้มุ่งหมายความสุขเหมือนการเจริญฌาน. ถ้าจะ
น.419 ปรียบเทียบเรื่องนี้ให้เห็นด้วยความแตกต่างชัด อาจจะเปรียบได้เหมือนกับความ แตกต่างระหว่างบุคคลที่เห็นแก่กิน กับบุคคลที่เห็นแก่เกียรติ หรือเห็นแก่หลักวิชา ซึ่งทั้งสองคนเพ่งเล็งไปคนละแง่ เพราะมีปัญหาในตัวต่างกัน มีความจำเป็นต่างกัน. ญาณทัสนะอันเป็นทิพย์นั้น ตามปรกติเป็นเรื่องฝ่ายปาฏิหาริย์ แต่ที่เกี่ยวกับการ ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์นั้นเป็นการสร้างประสิทธิภาพทางใจชนิดหนึ่งให้แหลมคม ที่สุด เช่นเดียวกับที่ฌานหรือสมาธิเป็นเครื่องอำนวยให้เกิดกำลังพลังมากที่สุด. สำหรับ อาโลกสัญญาและทิวาสัญญาในกรณีที่เป็นเบื้องต้นของการปฏิบัตินั้น ใช้ปฏิบัติกัน เพื่อเป็นการขจัดความง่วงหรือนิสัยขี้ง่วงเป็นต้น, ส่วนในชั้นสูงที่จัดเป็นชั้นสมาธิ- ภาวนาจริง ๆ แล้ว ท่านมุ่งหมายเพื่อให้เกิดญาณทัสนะที่แหลมคม สามารถส่องลง ไปในที่มืด หรือทะลุสิ่งกำบังในลักษณะที่นอกเหนือไปจากธรรมชาติ จนถึงกับเรียก ว่าเป็นของทิพย์ ดังที่กล่าวแล้ว. อย่างไรก็ดี พึ่งทราบไว้ด้วยว่าฌานก็ดี ญาณทัสนะก็ดี ถ้าใช้ผิดวิธี หรือมุ่งหมายผิดทางแล้ว ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือหรือความหลงใหลอย่างอื่น ๆ ซึ่งกลับเป็นเครื่องเนิ่นช้าแก่การดูถึงนิพพาน. เขาควรจะใช้ฌานในฐานะเป็นเพียงเพื่อ ให้เกิดกำลัง และใช้ญาณทัสนะเป็นเครื่องให้เกิดความแหลมคมดังที่กล่าวแล้ว. ถ้า หลงใหลสุขในฌาน ก็ติดตังอย่างไม่รู้สร่างอยู่ในรูปภพหรืออรูปภพ แล้วแต่กรณี ถ้าหลงใหลในญาณทัสนะอันเป็นทิพย์ก็จะหลงใหลในการแสดงปาฏิหาริย์ หรืออาจจะ ถึงกับกลายเป็นนักเล่นกลไปในที่สุดก็ได้. ผู้ปฏิบัติ จะต้องมีความเข้าใจในภาวนา ทั้ง ๒ อย่างนี้ให้ดีเพราะมีลักษณะเป็น ๒ แง่ ๒ คมอยู่ ไม่เหมือนกับภาวนาอีก ๒ ประเภทที่เหลือ
น.420 สมาธิภาวนา ประเภทที่ ๓ การเจริญสมาธิที่เป็นไปเพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะนั้น เป็น เรื่องของความรู้สึกตัว หรือเป็นเรื่องปัญญามากยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงกับต้องจัดไว้ ในฝ่ายปัญญา แทนที่จะจัดไว้ในฝ่ายสมาธิ ข้อนี้เป็นการฝึกให้มีความรู้สึกตัวทัน ท่วงที และมีการรู้สึกตัวทั่วถึงอยู่เสมอ ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ๆ ขึ้นในใจ ไม่ว่าจะมีมูลมาจากภายนอกหรือภายในก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของสัญญา เวทนา และวิตก ดังที่ได้กล่าวแล้ว. สัญญาในที่นี้มิได้ หมายถึงความจำโดยตรง แต่หมายถึงความที่จิตรับรู้อารมณ์ว่าอะไรเป็นอะไร แล้ว ไหวไปตามอารมณ์นั้น ๆ ตามธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายที่ยังมีความ จำหมายสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นปรกติอยู่. คำว่า เวทนา ก็หมายถึงความรู้สึกที่เป็นผล ถัดมา คือหลังจากการรับอารมณ์แล้ว ก็เกิดความรู้สึกที่พอใจหรือไม่พอใจหรือ เฉยอยู่ แล้วแต่กรณี เรียกเป็นภาษาบาลีว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา. · ส่วนคำว่า วิตก นั้นหมายถึงผลที่เกิดขึ้นในระยะที่ถัดไปอีกระยะหนึ่ง คือเกิดเป็นความ คิดขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรดีต่อไป แล้วก็อยากที่จะกระทำเช่นนั้นด้วยเจตนา ที่จัดเป็น ฝ่ายดีก็มี ฝ่ายชั่วก็มี ที่เรียกเป็นบาลีว่า เป็นกุศล อกุศล และ อัพยากฤต ดังนี้. สัญญาก็ดี เวทนาก็ดี วิตกก็ดี เป็นสิ่งที่เกิดแก่จิตใจอยู่เป็นประจำวัน แทบจะกล่าวได้ว่า ทุกชั่วโมงลงมาจนถึง ทุกนาที ทุกวินาที แล้วแต่ลักษณะแห่ง จิตใจและสถานการณ์ที่กำลังแวดล้อมบุคคลนั้นอยู่. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีบุคคลใดเลย หรือสัตว์ที่มีชีวิตตัวใดเลย ที่เป็นอยู่ได้โดยปราศจากสัญญา เวทนา และ วิตก, นอก จากเวลาที่หลับสนิทจริง ๆ หรือสลบไปจริง ๆ หรือขณะที่อยู่ในสมาบัติชั้นที่เป็นการ ดับสัญญา เวทนา และ วิตก เท่านั้น. ฉะนั้นจึงเป็นอันกล่าวได้ว่า สิ่งทั้ง ๓ นี้ คือ
น.421 สิ่งที่มีอยู่อย่างดกดื่นหนาแน่นในจิตใจของคนเรา ไม่ต้องไปค้นหาที่ไหนอีก ก็มีมาก เกินที่จะกำหนดอยู่แล้ว. อาการของสิ่งทั้ง ๓ นี้ คือการเกิดขึ้นหรือปรากฏตัวออก มา ๑ การตั้งอยู่หรือเป็นไปตลอดระยะเวลามากหรือน้อยแล้วแต่เหตุปัจจัยของมันเอง ๑ แล้วก็ถึงระยะการดับไป ไม่ปรากฏเช่นนั้น ๑ นับว่าเป็นรอบหนึ่งของมัน. การ กำหนดจึงต้องกำหนดว่ามันเกิดขึ้นหรือตั้งอยู่หรือดับไป และรู้ทั่วถึงว่ามันเป็นสัญญา เวทนา หรือ วิตก และทำความรู้แจ้งว่ามันเป็นเพียงสัญญา เวทนา และ วิตก อย่า ได้ยึดถือเป็นตัวเป็นตน หรือเป็นเรื่องเป็นราว จนเกิดเป็นความทุกข์ หรือประกอบ กรรมใด ๆ อันจะนำมาซึ่งความทุกข์อีกต่อไปไม่สิ้นสุด. ในกรณีแห่งการกำหนดนี้ ท่านใช้คำที่มีความหมายสำคัญไว้คำหนึ่งคือ ว่า 'อันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้ว’ คำว่ารู้แจ้งในที่นี้ คือรู้ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างทั่วถึง ไม่เผลอไปยึดเอาสัญญา เวทนา หรือ วิตก ก็ตาม ขึ้นมาเป็นตัวเป็นตน และ มีสติเพียงพอที่จะคอยกำหนดได้ทุกคราว ที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ว่าจะเป็น ในขณะของสัญญาหรือของเวทนาหรือของวิตก. เมื่อคอยกำหนดอยู่ได้ทุกขณะ เช่นนี้ มันก็ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นมาในลักษณะที่เป็นความทุกข์ มันได้แต่เกิดเฉย ๆ ไร้ความ- หมาย และกิเลสก็เกิดได้ยากยิ่งขึ้นทุกที ซึ่งทำให้บุคคลนั้น ๆ มีความทุกข์น้อยลง ทุกที เพราะโอกาสที่กิเลสจะเกิดหรือจะเจริญนั้น ยิ่งหาได้ยากยิ่งขึ้นทุกที. นี้คือผล โดยตรงแห่งความสมบูรณ์ของสติและสัมปชัญญะ อันจะพึงฝึกด้วยการคอยกำหนด การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของสิ่งที่เรียกว่า สัญญา เวทนา และวิตก อันเราจะ ทำได้หรือปฏิบัติได้ ในทุกอิริยาบถ โดยไม่จำกัดว่าเรากำลังทำอะไรอยู่. นับว่าเป็น สมาธิภาวนาที่สำคัญอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง. ถ้ามีสมาธิสูง คือกำลังใจสูง ก็กำหนดได้ เฉียบขาดและสม่ำเสมอ เป็นการปลอดภัยโดยแน่นอน.
น.422 สมาธิภาวนา ประเภทที่ ๔ สมาธิภาวนาประเภทที่ ๕ อันได้แก่สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะนั้น เป็นเรื่องของปัญญาโดยตรงได้แก่การพิจารณาจนเห็นความสามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยน แปลงของปัญจุปาทานขันธ์ อยู่เป็นประจำ. ท่านใช้คำว่า 'อนุบัสส์' อันหมาย ถึงการทำการพิจารณาให้เห็นความจริง อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เป็นประจำ คือทุก อิริยาบถ, หรือกล่าวให้ละเอียดไปกว่านั้น คือทุกลมหายใจเข้าออกเว้นไว้แต่เวลา หลับ. ในกรณีนี้ เขาจะต้องทำการพิจารณาในขั้นต้น คือพิจารณาตัวความเกิดขึ้น และเปลี่ยนไป ว่ามีลักษณะอย่างไรเสียก่อน ถ้ายังไม่เห็นชัดเจน ก็พยายามพิจารณา ไปจนกว่าจะเห็นชัดเจน เหมือนกับบุคคลที่ทำการคิดค้นอะไรอยู่ทุกอิริยาบถ คือนั่ง ก็คิด ยืนก็คิด เดินก็คิด นอนก็คิด กำลังนั่งรับประทานก็คิด อาบน้ำอยู่ก็คิด นั่ง อยู่ในส้วมก็คิด ในปัญหาที่สำคัญมากถึงกับไม่อาจจะหยุดคิดเสียได้, ผู้ทำความเพียร ในทางจิตก็ต้องมีความรู้สึกว่าการพิจารณาเพื่อความดับทุกข์นี้ เป็นปัญหาสำคัญและ รีบด่วนที่สุด ฉันนั้นเหมือนกัน จึงจะทำให้พิจารณาได้ ไม่มีการหยุดโดยเบื่อ ระอาเสีย. นี้จัดเป็นระยะหนึ่ง คือระยะที่พิจารณาตัวความไม่เที่ยง จนกว่าจะเห็น ความไม่เที่ยง. ส่วนระยะถัดไป หมายถึงผลที่เกิดขึ้นจากการ เห็นความไม่เที่ยงนั้น. ข้อนี้ได้แก่ความรู้สึกที่เป็นความสลดสังเวช หรือเห็นทุกข์เห็นโทษ ที่มีอยู่ในสิ่งเหล่า- นั้นอย่างแจ่มชัด. ในระยะนี้แทนที่จะพิจารณาตัวความไม่เที่ยง ก็เปลี่ยนเป็นการ กำหนดลงไปที่ความสลดสังเวช หรือทุกข์โทษเหล่านั้นให้ประจำอยู่ในใจ. ถ้ากล่าว ให้ถูกกว่านี้ ก็ควรจะกล่าวว่า รักษาความรู้สึกที่เป็นความสลดสังเวช หรือเห็นทุกข์ เห็นโทษนั้นให้เป็นความรู้สึกที่ชัดแจ๋วอยู่ในใจเป็นระยะยาว จนกว่าจะเห็นความน่า-
น.423 บื่อหน่ายคลายกำหนัด ที่ตายตัวลงไปสักอันดับหนึ่ง จนกว่าจะถึงเวลาที่จะเลื่อนไปสู่ ระดับแห่งการพิจารณาความไม่เที่ยงเป็นต้น ที่มีความสุขุมหรือละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่า ระดับที่แล้วมาสลับกันไป ๆ ดังนี้. รวมความว่า ระยะหนึ่ง พิจารณาตัวความจริง ข้อใดข้อหนึ่ง อีกระยะหนึ่งรักษาความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ ที่เป็นผลเกิดขึ้นจากการ เห็นความจริงนั้น ๆ ให้ ‘อบ - รม ' อยู่กับใจให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้. ระยะนี้ เป็นระยะสำคัญของการกระทำการเจริญภาวนา. การพิจารณาเห็นความจริงแล้ว ปล่อยเลือนลางไปเสีย ไม่รักษาเอาไว้ ไม่เกาะเอาอารมณ์เช่นนั้นให้สืบต่อยื่นออก ไป ๆ ในลักษณะเช่นนี้ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์. เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำทั้ง ๒ อย่าง คือทำให้เห็นแจ้งเห็นจริง แล้วกระชับความเห็นแจ้งเห็นจริงนั้น ให้เกิดอยู่ กับใจให้นานที่สุด จนถึงระยะหนึ่งซึ่งเป็นระยะที่เห็นแจ้งลงไป จนถึงกับตัดกิเลสได้ โดยตัวมันเอง. นับว่ามีอาการเหมือนกับการปลูก แล้วรักษาไว้ให้เจริญเติบโต กระทั่งเป็นดอกเป็นผล ทีละขั้น ๆ เป็นขั้น ๆ ไป ตามจำนวนชั้นแห่งการบรรลุ มรรคผล, อาการเช่นนี้ตรงกับความหมายของคำว่า ภาวนาโดยแท้. คนธรรมดา สามัญที่เป็นนักคิดหรือนักปราชญ์ อาจจะคิดเห็นความจริงข้อใดข้อหนึ่งได้เท่า ๆ กับ นักวิปัสสนาเหมือนกัน แต่แล้วขาดการกระทำที่เป็นการรักษาหรือเป็นการกระชับผล แห่งความจริงนั้นให้ฝังแน่นอยู่กับจิตใจ ตลอดระยะเวลาอันสมควร เขาจึงไม่ สามารถตัดกิเลสได้ และเราไม่เรียกเขาว่าเป็นนักวิปัสสนาโดยเหตุนี้. ตัวความหมายอันแท้จริงของคำว่าวิปัสสนา จึงอยู่ที่การ ‘อบ’ ความ จริงที่เห็นแจ้งแล้ว ให้ติดอยู่กับใจเป็นระยะยาว มากกว่าที่จะเป็นเพียงการทำให้ ความจริงปรากฏขึ้นครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง แล้วก็ปล่อยให้ดับไป เหมือนกับที่เป็นไปใน หมู่คนธรรมดาสามัญดังที่กล่าวแล้ว. ความคิดที่เฉียบแหลมอาจจะเกิดขึ้นแก่ใคร ก็ได้ แต่ถ้าไม่อบรม - รักษา ( คือภาวนา ) ไว้ ให้ดี ก็ไม่อาจจะกลายเป็น
น.424 " ญาณที่สามารถตัดกิเลสได้" ขึ้นมาได้เลย. เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องทำงานที่ เป็นลักษณะหรืออาการของคำว่า ภาวนา ซึ่งแปลว่าการเพาะปลูก เลี้ยงดู รักษา ให้เจริญสืบไปจนกว่าจะออกดอกออกผล, และคำว่า โยคะ ซึ่งแปลว่า การเทียม เช่นเทียมแอก เทียมไถ นี้ หมายถึงจะต้องผูกติดกันอยู่เรื่อย ไม่ผละออกจากกัน จนกว่าจะถึงที่สุด. ทั้งหมดนี้ เป็นการอธิบายถึงใจความสำคัญของคำว่า อนุปัสสี ซึ่งแปลว่า ตามเห็นอยู่เป็นประจำ เท่านั้นเอง. ซึ่งคำ ๆ นี้ ท่านใช้ทั่วไปในทุก กรณีที่เกี่ยวกับการเจริญภาวนาในขั้นนี้ มีคำว่า อุทยัพพยานุปัสสี ที่ยกเอามาเป็น ตัวอย่างในการกล่าวมานี้ และในที่อื่นยังมีเช่น อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธา- นุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ฯ a ฯ. ขอให้ผู้ปฏิบัติจงสนใจความหมายของคำ อนุปัสสี นี้ให้มาก จึงจะสำเร็จประโยชน์ในการเจริญภาวนาในขั้นนี้. คำสำคัญอีกคำหนึ่งที่ต้องสนใจและเข้าใจความหมายให้ดี ก็คือคำว่า อุปาทานักขันธ์ หรือ " เบญจขันธ์ที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน" อันเป็นสิ่งที่จะต้อง กำหนดในสมาธิภาวนาประเภทที่ ๔ นี้. คำนี้ หมายถึงส่วนประกอบ ๕ ส่วน ประกอบ กันขึ้นเป็นคนเรานั่นเอง และหมายเฉพาะที่ยังมีอุปาทานยึดครองอยู่ ซึ่งจะต้องเวียน- ว่ายไปในวัฏฏสงสารด้วยอำนาจอุปาทานนั้น. เรื่องละเอียดเกี่ยวกับอุปาทาน ๔ หาดู ได้จากหนังสือ หลักพุทธศาสนา บรรยายอบรมผู้พิพากษา ปี ๒๔๙๙. สำหรับใน ที่นี้ มุ่งหมายแต่เพียงจะให้เห็นว่าถ้าเบญจขันธ์ใด ยังประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เบญจขันธ์นั้นยังจะต้องมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ด้วยอำนาจของอุปาทานนั้น จน กว่าจะถึงที่สุด คือจนกว่าเบญจขันธ์นั้นไม่ประกอบด้วยอุปาทานอีกต่อไป ซึ่งเรา สมมติเรียกกันว่าเบญจขันธ์บริสุทธิ์ ซึ่งชี้เป็นบุคคลาธิษฐานที่ตัวกลุ่มขันธ์นั้น ก็ว่า เป็นพระอรหันต์แล้ว. อุปาทานทั้งสี่นี้เอง เป็นเครื่องเลี้ยงอาสวะไว้อีกต่อหนึ่งโดย อาการถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน. คือเมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นอาสวะก็ยังคงดอง
น.425 สันดานอยู่ได้, เมื่ออาสวะยังดองอยู่ในสันดานได้ อุปาทานก็ยังคงเหนียวแน่นอยู่ ตลอดเวลา. โดยที่แท้ก็เป็นกิเลสอย่างละเอียดด้วยกัน จะนอนอยู่ในสันดานเช่น เดียวกัน หากแต่ว่าผุดขึ้นมาทำหน้าที่บางอย่างต่าง ๆ กันเป็นครั้งคราว โดยอาศัย เบญจขันธ์กลุ่มนั้นเป็นสนาม หรือเป็นที่ตั้งที่อาศัย แล้วยังควบคุมบันดาลเบญจขันธ์ กลุ่มนั้นเป็นสนาม หรือเป็นที่ตั้งที่อาศัย แล้วยังควบคุมบันดาลเบญจขันธ์กลุ่มนั้นให้ เวียนไปในลักษณะที่เป็นทุกข์ทรมาน. ถ้าเมื่อใดมีการกระทำให้จิตปล่อยวางเบญจ- ขันธ์ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานได้แล้ว อาสวะที่นอนนิ่ง ๆ อยู่ ก็จะนิ่งและสิ้นไป ๆ เพราะขาดอาหาร ไม่มีเรื่องที่จะให้เกิดตัณหา ความทุกข์ทั้งปวงอันมาจากตัณหา อวิชชาก็ผ่อนและดับไป ๆ. ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำลายอุปาทาน เหล่านี้เสียได้เท่านั้น ดังเราควรจะได้พินิจกันเป็นพิเศษดังนี้. การทำลายอุปาทานหรือทำเบญจขันธ์ไม่ให้เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอีกก็ตาม มีทางที่จะทำได้โดยหลักก็คือ พิจารณาจนเห็นว่าเบญจขันธ์นั้นไม่น่ายึดถือ ไม่ควร ยึดถือเลยโดยประการทั้งปวงนั้นเอง. โดยตรงก็คือ พิจารณาให้เห็นความเป็นมายา เหลวแหลก ว่างเปล่าจากสาระ เป็นสิ่งที่มีแต่นำความทุกข์มาให้แก่บุคคลที่เข้าไป ยึดครอง ที่เรารวมเรียกว่า อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา หรือ สุญญตา นั่นเอง. เมื่อเห็นความจริงเหล่านี้เด็ดขาดลงไปจริง ๆ จิตก็ไม่ยึดถือเบญจขันธ์เหล่านั้น ด้วย อุปาทานอีกต่อไป เพราะอุปาทานนั้น ตั้งอยู่ได้ด้วยอวิชชา หรือความโง่หลงที่หลง ไปว่าเบญจขันธ์นี้ น่ารัก น่ายึดถือ น่าเอา น่าเป็น หาใช่ประกอบอยู่ด้วย อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา หรือ สุญญตา เช่นนั้นไม่. บัดนี้วิชชาเกิดขึ้นแทนอวิชชา หรือทำลายอวิชชาเสียได้ จิตจึงเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่น่ารัก ไม่น่า ยึดถือโดยส่วนเดียวเด็ดขาดลงไป จนกระทั่งไม่มีอุปาทานเกิดขึ้นได้ในเบญจพันธ์นั้นอีก เพราะฉะนั้น การพิจารณาเบญจพันธ์ในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด เป็นตัว หลักพุทธศาสนาทั้งในส่วนปริยัติ และส่วนปฏิบัติ.
น.426 ทางที่จะพิจารณาเบญจขันธ์เพื่อทำลายอาสวะและอุปาทาน ไม่ให้เห็นว่า เบญจขันธ์เป็นสิ่งที่น่ามัวเมาหรือยึดถืออีกต่อไปนั้น โดยใจความสำคัญ ก็คือการ พิจารณาให้เห็นว่าขันธ์แต่ละขันธ์ มีลักษณะอย่างนี้ ๆ เกิดก่อกันขึ้นมาด้วยอาการ อย่างนี้ ๆ แล้วจะต้องเสื่อมสลายหายไป ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ แล้วจะกลับมีขึ้น มาใหม่ ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยที่ยังเหลืออยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่า จะหมดเหตุหมดปัจจัย และมันต้องเป็นอย่างนี้แน่ ๆ ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่น ( ซึ่ง เรียกว่า 'ตถาตา ’ ของเบญจขันธ์ ) โดยไม่ต้องสงสัย. ที่กล่าวว่าขันธ์แต่ละขันธ์เป็นอย่างนี้ ๆ นั้น คือขันธ์แต่ละขันธ์ประกอบอยู่ ด้วยอนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา หรือสุญญตา ตถาตา เป็นต้นนั่นเอง. ข้อที่ว่า ขันธ์แต่ละขันธ์ เกิดก่อขึ้นมาด้วยอาการอย่างนี้ ๆ นั้น หมายความว่ามันเกิด ก่อขึ้น มาจากเหตุปัจจัยที่ประกอบอยู่ด้วยอนิจจตา ทุกขตา เป็นต้นนั่นเอง, แม้อาการที่เกิดมา ก็ประกอบอยู่ด้วย อนิจจตา ทุกขตา เป็นต้นอีก อย่างเดียวกัน. ที่ว่าขันธ์แต่ละขันธ์ เสื่อมสลายหายสูญไป ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ นั้น หมายความว่าเป็นการหายหน้าไป ชั่วคราว ตามสภาพความเปลี่ยนแปลงของเหตุปัจจัยไม่ใช่เป็นความดับของเบญจขันธ์ นั้น. (ถ้าใช้คำว่า ‘ ความดับ’ จะชวนให้เข้าใจผิด เหมาว่าเป็นความดับอย่าง นิพพานไปก็ได้ ฉะนั้นในกรณีนี้ ท่านใช้คำว่า ‘อัตถังคโม’ ซึ่งแปลว่าตั้งอยู่ไม่ได้, ไม่ได้ใช้คำว่า ‘นิโรโธ’ ซึ่งเป็นการดับสนิท ). จึงเป็นอันว่ามันมีอาการ คือมัน ตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องหายไปเช่นเดียวกับที่มันต้องเกิดมา. การที่มันไม่อาจจะตั้งอยู่ อย่างถาวรได้ ก็เพราะมันต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่ประกอบอยู่ด้วยอนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา สุญญตา และตถาตา เป็นต้นนั้นเอง. แม้เหตุปัจจัยของมัน
น.427 แต่ละขันธ์ ๆ จะแตกต่างกันอยู่บ้างในบางลักษณะ แต่ในที่สุดก็เหมือนกันหมดใน หน้าที่ คือแต่ละอย่าง ๆ ล้วนประกอบอยู่ด้วยอนิจจตาเป็นต้น นั่นอีกเหมือนกัน. เพราะฉะนั้นการพิจารณาถึง อนิจจลักษณะเป็นต้นของเบญจขันธ์นี้ จึงนับว่าเป็น ใจความสำคัญของเรื่อง ที่เราจะต้องปฏิบัติในการเจริญภาวนา แล้วรักษาผลหรือ ปฏิกิริยาอันเกิดขึ้นจากการเห็นอนิจจลักษณะเป็นต้นนั้น ให้คงประจำอยู่ในใจจน ตลอดระยะยาว ดังที่ได้กล่าวแล้ว จนกว่าจะถึงลักษณะแห่งการทำลายอาสวะ และ อุปาทาน อันจะมาถึงในเวลาอันสมควร. การเจริญภาวนาประเภทที่ ๔ นี้ เป็นเรื่องทางปัญญาโดยส่วนเดียวก็จริง แต่ท่านก็เรียกว่า ‘สมาธิภาวนา’ คือจัดเข้ากลุ่มการงานทางจิตที่ต้องทำด้วยสมาธิ- จิตทั้งนั้น. ถ้าการพิจารณาเป็นไปแรงกล้า ก็หมายความว่ามีสมาธิอย่างแรงกล้า รวมอยู่ในนั้นด้วย. เป็นอันว่าเมื่อตกมาถึงภาวนาขั้นนี้ หรือประเภทนี้แล้ว การ ปรากฏของปัญญาย่อมออกหน้า ไม่มีการปรากฏแห่งสมาธิซึ่งหลบซ่อนอยู่ข้างหลัง, อย่างนี้เอง จึงทำให้เข้าใจได้ว่าการเจริญสมาธิภาวนาประเภทนี้ จักต้องมีสมาธิอยู่ เป็นพื้นฐานด้วยกันทั้งนั้น. ในระดับไหนมีการทำฝ่ายปัญญาแต่เล็กน้อย ในขณะนั้น ความปรากฏแห่งสมาธิก็ย่อมออกหน้าเป็นธรรมดา, ครั้นเลื่อนมาถึงระดับที่มีการทำ ทางปัญญามากขึ้น ความปรากฏแห่งสมาธิก็ไม่เด่น เพราะมีความเด่นแน่วของ แห่งปัญญาเข้ามาแทนที่มากขึ้นตามลำดับ, จนกระทั่งในขั้นสุดท้าย จะมีความปรากฏ แห่งปัญญาออกหน้าโดยส่วนเดียว ซึ่งทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า มิใช่ความเป็นสมาธิของ จิตจะน้อยลงไป หรือไม่มีเลย แต่มันก็ยังคงมีอยู่และมีมากขึ้น หากแต่ว่า ถูกบดบัง อยู่ด้วยการปรากฏของปัญญา ที่ยิ่งขึ้นเท่านั้น.
น.428 ขอให้ทุกคนเข้าใจความหมายของคำที่ตรัสว่า 'สมาธิภาวนา’ โดยนัยะ ดังที่กล่าวแล้ว อย่าได้ไปเข้าใจว่าเป็นการเจริญสมาธิถ้วน ๆ เลย. ในสมาธิภาวนา ทั้ง ๔ ที่ว่ามานี้ ล้วนเป็นการเจริญทุก ๆ อย่าง ที่ต้องใช้สมาธิเป็นบาท ฐาน ทั้งนั้น. ด้วยเหตุนี้เอง การเจริญที่เรามักจะเรียกกันว่าเจริญปัญญา หรือวิปัสสนา ภาวนานั้น ได้ถูกเรียกเป็นสมาธิภาวนาชนิดหนึ่งไปอย่างพระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่อง สมาธิ 4 นี้ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำสำหรับเรียกนี้ ผู้ ใฝ่ปฏิบัติ จะต้องสังวร ทำความเข้าใจ และไม่ติดคำสมมติ มากเกินไป. ขอสรรพสัตว์จงมีทางของตนโล่งเตียนไปยังนิพพาน เทอญ. ส.ม. ๒๖ มีนาคม ๒๕๐๑
น.429 อานาปานสติแบบที่ ๒ มีข้อสำคัญอยู่ ๗ ข้อ คือ ๑. ให้ภาวนา พุทธ ลมเข้ายาว ๆ โธ ลมออกยาว ๆ ก่อน ๓ ครั้ง ๒. ให้รู้ลมเข้า - ออกอย่างชัดเจน ๓. ให้รู้จักสังเกตลมในเวลาเข้า - ออกว่า มีลักษณะอย่างไร สบายหรือไม่สบาย ๔. ให้รู้จักขยายลมออกเป็น ๔ แบบ คือ :- ๑. เข้ายาวออกยาว ๒. เข้าสั้นออกสั้น ๓. เข้าสั้นออกยาว ๔. เข้ายาวออกสั้น และแบบใดเป็นที่สบายให้เอาแบบนั้น ๕. ให้รู้จักที่ตั้งของจิต ฐานไหนเป็นที่สบายของตัว ให้เลือกเอาฐานนั้น ๑. ปลายจมูก ๒. กลางศีร์ษะ ๓. เพดาน ๔. คอหอย ๕. ลิ้นปี่ ๖. สูญ ๖. ให้รู้จักขยายจิต คือทำความรู้สึกให้กว้างขวางออกทั่วสรรพางค์กาย ๗. ให้รู้จักประสานลม และขยายจิตออกให้กว้างขวาง ให้รู้ส่วนต่าง ๆ ของลม ซึ่งมีอยู่ในร่างกายนั้นก่อน แล้วจะรู้ได้ในส่วนทั่วไปอีกมาก สรุปแล้ว ก็คือ :- ๑. เพื่อช่วยพลังงานที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราทุกคนให้ดีขึ้น เพื่อต่อสู้สิ่ง ต่างๆ ในตัว เช่นไม่สบายในร่างกายเป็นต้น ๒. เพื่อช่วยความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวของคนทุกคน ให้แจ่มใสขึ้นเพื่อเป็นหลักวิชา วิมุติวิสุทธิ ความหมดจดสะอาดในทางพุทธศาสนา.
น.430 อานาปานสติแบบที่ ๒ มีข้อสำคัญอยู่ ๓ ข้อ คือ ๑. ให้ภาวนา พุทธ ลมเข้ายาว ๆ โธ ลมออกยาว ๆ ก่อน ๓ ครั้ง ๒. ให้รู้ลมเข้า - ออกอย่างชัดเจน ๓. ให้รู้จักสังเกตลมในเวลาเข้า - ออกว่า มีลักษณะอย่างไร สบายหรือไม่สบาย ๔. ให้รู้จักขยายลมออกเป็น ๔ แบบ คือ :- ๑. เข้ายาวออกยาว ๒. เข้าสั้นออกสั้น ๓. เข้าสั้นออกยาว ๔. เข้ายาวออกสั้น และแบบใดเป็นที่สบายให้เอาแบบนั้น ๕. ให้รู้จักที่ตั้งของจิต ฐานไหนเป็นที่สบายของตัว ให้เลือกเอาฐานนั้น ๑. ปลายจมูก ๒. กลางศีรษะ ๓. เพดาน ๔. คอหอย ๕. ลิ้นปี ๖. สูญ ๖. ให้รู้จักขยายจิต คือทำความรู้สึกให้กว้างขวางออกทั่วสรรพางค์กาย ๗. ให้รู้จักประสานลม และขยายจิตออกให้กว้างขวาง ให้รู้ส่วนต่าง ๆ ของลม ซึ่งมีอยู่ในร่างกายนั้นก่อน แล้วจะรู้ได้ในส่วนทั่วไปอีกมาก สรุปแล้ว ก็คือ :- ๑. เพื่อช่วยพลังงานที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราทุกคนให้ดีขึ้น เพื่อต่อสู้สิ่ง ต่างๆ ในตัว เช่นไม่สบายในร่างกายเป็นต้น" ๒. เพื่อช่วยความรู้ที่มีอยู่แล้วในตัวของคนทุกคน ให้แจ่มใสขึ้นเพื่อเป็นหลักวิชา วิมุติวิสุทธิ ความหมดจดสะอาดในทางพุทธศาสนา.
น.431 พิมพ์ที่ โรงพิมพ์อักษรสาสน์ ๔๐ ถนนเฟื่องนคร พระนคร โทร. ๒๑๑๓๙ นายสมบูรณ์ ทองแท้ ผู้พิมพ์โฆษณา ๒๕๐๓
Buddhadasa