น.95 ท่านทั้งหลายผู้เสียสละเพื่อกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ อาตมาขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง ในการที่ได้มากัน ถึงที่นี่ ในฐานะที่ว่าเป็น ผู้ขวนขวายเพื่อทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ทั้ง หมดเป็นส่วนรวม ที่เรียกว่ากิจกรรมสังคมสงเคราะห์ การที่ขอให้อาตมาแสดงความคิดเห็นอะไรบางอย่างในวันนี้ ก็อยากจะกล่าวสั้น ๆ สัก ๓ หัวข้อ พอเป็นเครื่องชวนคิดนึกกันต่อ ไป และทั้งเพื่อจะประสานงานร่วมมือกันได้ โดยไม่ยกเว้นว่าจะ เป็นชนชาติใดภาษาใด หรือเรียกกันในนามของศาสนิกชนแห่ง ศาสนาไหนนั้นไม่เป็นประมาณ เพราะว่ากิจกรรมสังคมสงเคราะห์ กล่าวเสนอแก่นักสังคมสงเคราะห์ฝ่ายศาสนา ที่สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๖
น.96 นั้นสงเคราะห์มนุษย์ แล้วมนุษย์ก็คือมนุษย์เสมอกันหมด ส่วนที่ จะไปแบ่งเป็นชาตินั้นภาษานี้นับถือศาสนานั้นศาสนานี้นั้น เพื่อ ความสะดวกอย่างอื่น ส่วนปัญหาเฉพาะหน้านั้นเหมือนกันหมด คือเอาชนะความทุกข์ให้ได้ เมื่อพูดถึงการสังคมสงเคราะห์สมัยนี้ ไม่เฉพาะแต่ในประ- เทศไทยเรา จะทั้งโลกก็ได้ อาตมาอยากจะกล่าวว่าการสังคม- สงเคราะห์ที่สูงสุดในเวลานี้นั้นก็คือ การที่ทำให้เขาสามารถ ถอย หลังเข้าคลอง ฟังดูก็ไม่น่าจะเชื่อ สิ่งที่จำเป็นที่สุดมีประโยชน์ที่สุด ถูกต้องที่สุดในเวลานี้ ก็คือการถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งเขามักจะ เกลียดกันนักและดูหมิ่นดูถูกด้วย ขอให้สังเกตดูว่า เดี๋ยวนี้มนุษย์ทั้งโลกนี้กำลังปีนคลองจน ออกไปนอกคลอง จนกำลังจะตกเหวหรือจะได้ตกลงไปบ้างแล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะต้องถอยหลังกลับให้มาเข้าคลอง เหมือนกับเรา ขับรถพลาดลงไปข้างถนนตกคูลงไปครึ่งหนึ่งแล้วอย่างนี้ เราจะทำ อย่างไร เราต้องขับรถถอยหลังให้มาเข้าคลองของแนวถนนเสีย ใหม่ จึงจะวิ่งต่อไปได้ เดี๋ยวนี้มนุษย์มีสภาพอย่างนั้น กำลังออก ไปนอกคลองของพระธรรมของพระเจ้าหรือของแนวที่ถูกต้อง แล้ว แต่จะเรียกชื่อว่าอะไร เดี๋ยวนี้กำลังออกไปนอกคลอง แล้วก็ไม่ ใช่เล็กน้อย ออกไปนอกคลองไกลลิบ ถึงขนาดที่เรียกว่าหันหลัง ให้พระศาสนา หันหลังให้พระเป็นเจ้า หันหลังให้พระธรรม ถ้า
น.97 จะดันต่อไปมันก็ลงเหว ต้องถอยหลังมาเสียใหม่ให้เข้าร่องเข้ารอย จนไปหาคลองธรรม แล้วจึงวิ่งต่อไปได้ตามคลองธรรม เดี๋ยวนี้กำลังไกลออกไป ๆ จากศาสนา ทั้งส่วนที่เป็นศีล- ธรรมหรือปรมัตถธรรม ที่เรียกว่าศีลธรรมนั้นหมายถึงระเบียบ ของสังคม ที่เรียกว่าปรมัตถธรรมก็หมายถึงระเบียบของบุคคลคน หนึ่งโดยเฉพาะที่จะไปได้ไกลเท่าไร รวมกันเรียกว่าศาสนา เดี๋ยว นี้คนกำลังออกไปนอกคลองของศาสนา ทั้งส่วนศีลธรรมและส่วน ปรมัตถธรรมยิ่งขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นทางรอดของเขาก็มีทางเดียว คือถอยหลังเข้าคลองกันเสียใหม่ ให้ถูกคลองที่ถูกต้องแล้วจึงเดิน ต่อไป อย่างขับรถจะตกถนนอยู่แล้วหรือตกไปครึ่งหนึ่งแล้ว ก็ ต้องถอยหลังมาเข้าถนนกันเสียใหม่อย่างนี้ นี่คือสังคมสงเคราะห์ที่ แท้จริง ที่ดีที่สุด ที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้ ปัญหาเรื่องยากจนมันก็เป็นเรื่องเดินผิดคลอง ไม่รู้หนังสือ หนังหา ไม่รู้จักการอนามัยที่ดี ที่เป็นปัญหาในโลกเวลานี้ล้วนแต่ เกิดมาจากการเดินผิดคลอง ล้วนแต่จะต้องถอยหลังเข้าคลองกัน ทั้งนั้น ถ้าจะเรียกรวม ๆ กันก็ต้องเรียกว่าศาสนา แต่เดี๋ยวนี้ก็เกิด ความหมายที่สับสนขึ้นแก่คำว่าศาสนา ซึ่งเดี๋ยวก็จะได้พูดกันพอรู้ เรื่อง ในชั้นนี้อยากจะพูดแต่ว่าการปฏิบัติศาสนานั้น คือการกระ- ทำให้มันถูกตามทำนองคลองธรรม คือทำให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพ ที่สงบ คือไม่มีความทุกข์ นั้นเรียกว่าการปฏิบัติศาสนา เดี๋ยวนี้
น.98 ไม่ค่อยจะมีการปฏิบัติศาสนา มีแต่การเรียน แล้วการเรียนก็เฟ้อ ไปในรูปของปรัชญา ที่จริงสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ไม่ ว่าศาสนาไหนต้องมีปัญหาเฉพาะหน้า แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นั้นโดยวิถีทางที่มีเหตุผล อยู่ที่สิ่งนั้น ไม่ใช่ใช้เหตุผลคำนึงคำนวณ ตามแบบปรัชญา เดี๋ยวนี้โลกกำลังเป็นบ้าปรัชญา โลกกำลังติด เฮโรอีนปรัชญา หลงใหลปรัชญาอย่างหลับหูหลับตา เป็นการ คำนึงคำนวณทั้งนั้น ทีนี้เรื่องศาสนาไม่เป็นอย่างนั้น ทุกศาสนาจะมีปัญหาเฉพาะ หน้า แล้วแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยใช้ความเห็นแจ้งในสิ่งนั้น ๆ พร้อมกันไปในตัว จะเป็นศาสนาที่ใช้ปัญญาหรือใช้ความเชื่อหรือ ใช้การปฏิบัติควบคุมอายตนะอะไรก็ตามเถอะ จะเป็นไปในรูปวิธี การหรือเทคนิคของวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ตอนแรก ๆ ทุกศาสนาก็ เป็นกันอย่างนี้ ทีนี้ต่อมาก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเรื่องของตัวหนังสือ หรือของการคำนึงคำนวณทาง Logic บ้าง ทางปรัชญาบ้าง ก็ไกล ออกไปทุกที คือไกลจากการปฏิบัติ ศาสนานี้ตัวแท้คือตัวการปฏิบัติ ถ้ายังไม่ถึงตัวการปฏิบัติ ก็ยังไม่ถึงตัวศาสนา แม้ว่าจะเป็นเพียงคำพูดก็ต้องเป็นคำพูดที่ถูก ต้อง เดี๋ยวนี้คำพูดมันเถลไถลไกลออกไป ไม่เป็นคำพูดที่วกเข้า มาหาการปฏิบัติ มันก็ไกลออกไปเป็นเรื่องสำหรับพูดสำหรับคุย
น.99 อย่างดีที่สุดก็สำหรับเป็นนักปราชญ์ เพราะฉะนั้นจึงถือว่าศาสนา กำลังหายไป คือการปฏิบัติที่จะทำให้เกิดความสงบในหมู่มนุษย์นี้ กำลังหายไป ก็เหลือแต่การเรียนโดยวิถีทางของการคำนึงคำนวณ ซึ่งจะแตกแยกกันไปคนละทาง ในที่สุดก็ได้ทะเลาะกันด้วยเรื่อง ทฤษฎีของศาสนานั้นเอง แม้ศาสนาเดียวนั่นแหละก็ยังมีการแตก- แยกชวนให้ทะเลาะกันเองได้ อย่างนี้ไม่เป็นศาสนาเสียแล้ว เพราะ ว่าตัวศาสนาต้องหมายถึงตัวการปฏิบัติเสมอ ความรู้นั้นก็เป็นเพียง การเตรียมสำหรับจะปฏิบัติ ต่อเมื่อถึงการปฏิบัติจึงจะเป็นตัวศาสนา แล้วก็ได้ผลอะไรออกมาจึงจะเป็นศาสนาที่เรียกว่าสมบูรณ์ เพราะ ฉะนั้นการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันหนึ่งซึ่งจริงแท้ ซึ่งเด็ดขาด ซึ่งอะไรอีกนั่นแหละคือตัวศาสนา แม้ว่าจะเกิดในถิ่นที่ต่างกัน ใน ยุคสมัยต่างกัน เรียกชื่อต่างกัน แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งเดียวกันแท้ จะ มี ๒ สิ่งไม่ได้ ใครจะเรียกว่า พระเจ้า ใครจะเรียกว่า พระธรรม หรือว่า ใครจะเรียกว่า เต๋า หรือใครจะเรียกว่า กฎของธรรมชาติ หรือใคร จะเรียกว่าอย่างอื่นต่อไปอีก มันก็หมายถึงสิ่งเดียวกันแท้ เป็นสิ่ง ที่สูงสุดในทุก ๆ แง่ทุก ๆ มุม แต่ว่าเป็นไปในแง่ที่สร้างสรรค์ขึ้น มา ในแง่ที่ควบคุมเอาไว้ หรือว่าในแง่ที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง หรือ ลงโทษ หรือให้รางวัล หรืออะไรต่าง ๆ มันจะเป็นสิ่งเดียวกันหมด แล้วแต่จะเรียก แล้วยิ่งกว่านั้นยังจะเรียกกันได้หลาย ๆ ตอน เช่น
น.100 ธรรมะก็ดี พระเจ้าก็ดี เต๋าก็ดี อะไรก็ดี จะเล็งถึงตัว หนทาง ก็ได้ จะเล็งถึง ตัวการเดินทาง ก็ได้ หรือว่าจะเล็งถึง ตัวการถึง จุดหมายปลายทาง แล้วก็ได้ มันเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่อาจจะแยกกัน เพราะถ้าแยกกันแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร ธรรมะเป็นตัวทาง แล้วก็เป็นตัวการเดินทาง แล้วเป็นการ ถึงที่สุด ของการเดินทาง ล้วนแต่เรียกว่าธรรมะคำเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นอาตมาเชื่อว่า แม้คำในภาษาอื่น ในศาสนาอื่น เช่น คำว่าพระเจ้าก็ดี คำว่าเต๋าก็ดี จะต้องใช้ได้อย่างน้อยก็ใน ๓ ความ หมาย ซึ่งแสดงความสมบูรณ์อย่างยิ่ง คือ ต้องมีตัวทางที่แสดง ชัดเจน เพราะเรามีความรู้ถูกต้อง แล้วมีการเดินทางถูกต้อง แล้ว มีการถึงจุดหมายปลายทางถูกต้องมันก็ขาดไปไม่ได้ นี่จึงจะเรียกว่า ตัวสิ่งสูงสุด ซึ่งมีอยู่สิ่งเดียว แล้วแต่จะเรียกชื่อว่าอะไร ทีนี้เมื่อพูดถึงพระศาสดาทั้งหลาย จะมีเท่าไหร่ก็ตาม อาต- มาอยากจะพูดว่าเป็นแต่เพียงปากสำหรับพูด จุดสำคัญก็อยู่ที่สิ่งที่ เรียกว่าพระธรรม หรือพระเจ้าหรืออะไรแล้วแต่จะเรียก ทีนี้พระ ศาสดาทั้งหลายจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระเยซู พระอะไรก็สุดแท้ ก็เป็นเพียงปากของพระเจ้าสำหรับจะพูด ก็คือแสดงสิ่งเหล่านี้ออก มาให้ปรากฏแก่มนุษย์ ให้มนุษย์รอดตัวได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ จำเป็นที่ว่าจะต้องมีศาสนานั้นศาสนานี้ ในลักษณะที่เป็นการขัด แย้งกัน
น.101 ที่ว่าจุดสูงสุดคือจุดเดียวกันสิ่งเดียวกัน และพระศาสดาก็ เป็นแต่เพียงปากพูด ทีนี้ปากนี้ต้องต่างกันบ้าง เพราะมันต่างยุค ต่างสมัยต่างถิ่นกัน ขอให้สังเกตดูจากการเกิดขึ้นแห่งศาสนาทั้ง หลาย เกิดขึ้นที่มุมนั้นมุมนี้ของโลก แล้วในยุคสมัยที่ต่างกันเป็น ร้อย ๆ ปี เพราะฉะนั้นปากนี้จะพูดเหมือนกันทุกคำโดยรายละเอียด นี้ไม่ได้ แต่ว่าจะเหมือนกันโดยใจความที่สำคัญที่สุด คือการปฏิบัติ ให้เข้าถึงสิ่งสูงสุดที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะถึงได้ คือ ความรอด ทุกศาสนาก็มุ่งหมายความรอด แสดงความรอดโดยเหมาะ สมแก่ยุคแก่สมัยที่เป็นมาจนกระทั่งบัดนี้ เดี๋ยวนี้มนุษย์ในโลกนี้ กำลังทำให้สิ่งเหล่านี้สับสนหมด จนถึงกับว่ามีหลายพวกหลาย พรรค แล้วก็ขัดแย้งกัน ก็เป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาในสังคม สังคมใหญ่ที่สุดของโลกจึงพูดกันไม่รู้เรื่อง ในบรรดาคนเหล่านั้น ล้วนแต่ทำผิดบทบัญญัติทางศาสนา ทำผิดในที่นี้หมายถึงเห็นแก่ ตัว มีตัวกูมีของกูในลักษณะที่ขัดแย้งต่อศาสนา ศาสนาพุทธถือว่ามันไม่มีตัว มันเป็นของธรรมหรือของ ธรรมชาติ ตัวกูของกูไม่มี แต่มนุษย์ก็จะมีตัวกูของกู ในศาสนา ที่มีพระเจ้า สิ่งต่าง ๆ ก็เป็นพระเจ้า หรือเป็นของพระเจ้า หรือ เป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า มันไม่ใช่ตัวกูของกูของใครเลย เพราะ ฉะนั้นอย่าไปกล้าอ้างสิทธิว่าเป็นตัวกูหรือเป็นของกู พอเป็นตัวกู ของกูขึ้นมา มันก็เห็นแก่ตัว ก็เกิดกิเลส ก็เปลี่ยนรูปไปในทางที่จะ
น.102 ป็นทุกข์ ถ้าเราทำให้ถูกตามกฎเกณฑ์ของศาสนา คือว่าทุกคน เป็นของพระเจ้า ทุกคนเป็นของพระธรรม ทุกคนเป็นของเต๋า ทุกคนเป็นของธรรมชาติ อย่างนี้ปัญหามันก็ไม่มี คือไม่มีตัวกูของ กูที่จะมาทะเลาะวิวาทกันอย่างนี้ นี่ถ้าเรามีการแก้ไขปัญหานี้สำเร็จ โลกนี้ก็เต็มไปด้วย สันติภาพ นับว่าเป็นสันติภาพขนาดใหญ่ของโลก จนกระทั่งสันติ- ภาพน้อย ๆ ของคนแต่ละคน ปัญหาต่าง ๆ ของคนแต่ละคน แม้ แต่ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องไม่มีอะไรจะกินนี้ ก็แก้ได้ด้วย ความเข้าใจที่ถูกต้องอันนี้ หรือกระทั่งว่ามันไม่อาจจะทำให้เป็นไป ตามความประสงค์ได้ ก็จะไม่รู้จักความทุกข์เลย ถ้าสมมติว่าเกิด อุบัติเหตุโลกนี้จะลุกเป็นไฟ จะมีอะไรเกิดขึ้นให้ต้องตายหมด เรา ก็ไม่มีความทุกข์เลย เพราะเราไม่มีตัวเราที่ยึดถือเป็นตัวกูของกู มันเป็นของธรรมชาติไปด้วยกัน หรือเป็นของพระเจ้าไปด้วยกัน หรือเป็นของพระธรรมไปด้วยกัน นี้อาตมาถือว่าเป็นหัวข้อใหญ่ เป็นหัวข้อสำคัญ หรือหัวข้อสูงสุดในการที่จะทำการสังคมสงเคราะห์ ให้คนทุกคนในโลกเป็นอยู่ด้วยความสุขสวัสดี ในรูปที่เรียกว่าขอ ให้ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด พูดออกไปทีแรกคงจะไม่มีใครชอบและไม่เชื่อ แต่ถ้าไป คิดดูแล้วก็จะเห็นว่า เรากำลังอยู่ในสภาพที่เราจะต้องถอยหลังเข้า คลองคือให้มันถูกคลอง ทีนี้ถ้าเราทำให้เต็มเปี่ยมถูกต้องและครบ
น.103 ถ้วนบริบูรณ์คือถูกต้องแล้ว ก็ต้องสมบูรณ์ครบถ้วนด้วย ถูกต้อง แต่ไม่สมบูรณ์นี้ใช้ไม่ได้ นั่นแหละจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งหมด ปัญหาที่เรียกว่า อะไร ๆ มันเริ่มไม่พออย่างนี้ก็จะหมดไป เดี๋ยวนี้มนุษย์กำลังทำลายทรัพย์สมบัติที่เป็นทรัพยากรของธรรม- ชาติ หรือจะเรียกว่าของพระเป็นเจ้าหรือของอะไรก็ตาม มากเกิน ไปโดยไม่จำเป็น สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้ถูกขุดขึ้นมาถลุงเล่น เสียเปล่า ๆ โดยไม่มีประโยชน์อะไร แต่กลับให้โทษ เช่น ไปขุด เอาโลหะเอาแร่ต่าง ๆ มาทำเป็นเครื่องมือแล้วก็รบราฆ่าฟันกัน อย่างนี้มันจะมีประโยชน์อะไร แล้วของนั้นมันก็จะหมดเปลืองไป เช่นว่าน้ำมันอาจจะหมดได้ใน ๕๐ ปีนี้ถ้าขืนใช้กันอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าเราใช้ตามที่ธรรมชาติต้องการหรือบังคับแล้ว มัน ไม่ต้องใช้มากถึงอย่างนี้ มันจะเหลือใช้ไปได้อีกนาน หรือจะพอ อยู่เรื่อยก็ได้ เดี๋ยวนี้มันใช้อย่างล้างผลาญใช้อย่างถลุง แร่ธาตุ โลหะทั้งหลายมันก็จะหมดไปเร็ว ๆ นี้ นี่เรียกว่าทำผิดกฎเกณฑ์ของ พระธรรมของศาสนาของพระเจ้า ถ้าเราจะใช้กันอย่างที่เรียกว่า มนุษย์ควรจะใช้ ตามความมุ่งหมายของธรรมชาติของพระเจ้าแล้ว มันจะเหลือ นึกถึงพระเยซู ท่านแจกขนมปัง ๒ - ๓ ก้อน ปลา ๔-๕ ตัว แก่คนเป็นพัน ๆ มันก็ยังเหลือ นี่ถ้าว่ามนุษย์เรารู้จักใช้สิ่งที่เป็น ประโยชน์เท่าที่จำเป็นแล้ว ทรัพยากรในโลกในธรรมชาตินี้จะยังมี
น.104 หลือ เดี๋ยวนี้มันกำลังแสดงความไม่พอให้เห็นอยู่ ถ้ากินใช้เท่าที่ จำเป็นในทางวัตถุมันก็จะพอ ในทางจิตใจก็จะเยือกเย็นเป็นสุข ไม่มีใครต้องการอะไรด้วยอำนาจของกิเลส แล้วไม่มีผู้ต้องการอะไร ไม่มีความต้องการด้วยอำนาจของกิเลส ซึ่งเดี๋ยวนี้กำลังต้องการ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ถ้าเราจะอยู่กันอย่างที่ธรรมชาติมุ่งหมาย จะเห็นได้ว่าธรรม- ชาติต้องการให้หยุดให้สงบ ไปดูธรรมชาติในแง่ไหนก็ตามใจ ที่ วัดนี้เราต้องการจะแสดงให้รู้จักธรรมชาติของความสงบ ถ้าผิด ธรรมชาติก็เป็นการวุ่นวาย เพราะฉะนั้นจงช่วยกันศึกษาคำว่าธรรม- ชาตินี้ให้ดี ๆ ให้รู้จักสิ่งนี้สิ่งเดียวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ก็เพื่อความสงบรำงับของความวุ่นวาย ศาสนามีหน้าที่อย่าง นี้ โดยชี้ให้เห็นสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดหรือตายตัว เราต้อง ทำให้คล้อยตามหรือให้ถูกต้องกับสิ่งนั้นหรือกฎเกณฑ์อันนั้น ไม่ อย่างนั้นมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์ไม่ได้ คือจะไม่มีความสงบสุขอย่าง มนุษย์ แล้วจะสู้สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ได้ เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานมัน ยังปกติ ยังเป็นไปตามธรรมชาติและปกติ มีความทุกข์น้อย มนุษย์ เจริญด้วยสติปัญญาสำหรับเบียดเบียนกัน ไม่ได้เป็นไปตามทาง ของธรรมะหรือของพระเจ้า ซึ่งที่แท้ควรจะดีมีความสุขยิ่งกว่าสัตว์ เดรัจฉาน ถ้าเราทำผิดเราก็จะเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือจะมีความ ร้อนเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัตว์เดรัจฉานมัน
น.105 ไม่เป็น นี่ถ้าปฏิบัติสำเร็จมันก็ควรจะได้รับผลอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ เป็นกันแต่เพียงคน ถ้าพูด อย่างดีที่สุดก็ต้องถือว่า มนุษย์นี้มันเป็นลูกของพระเจ้าตามข้อความ ในพระคัมภีร์ของคริสเตียนหรือของใครก็ตามเถอะ ที่เขาจะต้องจัด มนุษย์ไว้ในฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้า ไม่ใช่บุตรของพญามาร หรือว่าอะไร ๆ ที่ไม่น่าปรารถนา แม้จะเป็นบุตรของมนุษย์ก็ยังดี ผู้ชายเป็นบุตรพระเจ้า ผู้หญิงเป็นบุตรมนุษย์ก็ยังดี เพราะคำว่า มนุษย์นี้อย่างน้อยก็หมายถึงผู้ที่มีจิตใจสูง ถ้ามีจิตใจสูงมันก็อยู่ เหนือปัญหาทั้งปวง คือเหนือความทุกข์ทั้งปวง เดี๋ยวนี้เฉออก นอกทาง มนุษย์ไม่เป็นมนุษย์ แม้แต่จะเป็นบุตรของมนุษย์ก็ยัง ไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะกำลังเฉออก ไปนอกทาง เป็นได้แต่เพียงคน คนก็ไม่ดีกว่าสัตว์ มีความรู้สึก ต้องการอะไรเหมือนกับสัตว์ เรื่องกิน เรื่องนอน เรื่องสืบพันธุ์ เรื่องขี้ขลาด เรื่องอะไรต่างๆ นี้มันก็พอ ๆ กัน เรียกว่าไม่ไปตาม ทำนองคลองธรรมของมนุษย์เสียแล้ว จะต้องถอยหลังเข้าคลองกัน ที่ตรงนี้ การที่เรามีความทุกข์นี้ก็คือความตาย ทุกศาสนาจะระบุ ความทุกข์เป็นความตายหรือความฉิบหาย เดี๋ยวนี้มันจะยิ่งกว่าตาย คือมันฉิบหายมากเกินไป มนุษย์ที่อยู่ในอำนาจของกิเลสคือมันจะ ยิ่งกว่าตายไปเสียอีก เพราะตายมันก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับว่า คนที่
น.106 มันอยู่ในกองทุกข์ด้วยอำนาจของกิเลสอย่างสูงสุด ขอให้สนใจใน เรื่องนี้กันให้มากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเบื้องหลังทั้งหมดของการแก้ ปัญหาของสังคม การแก้ปัญหาเรื่องไม่มีข้าวกิน ให้รู้หนังสือ ให้ไม่เจ็บไข้นี้ มันเป็นเรื่องน่าหัว เป็นเรื่องที่จะไม่ถือว่าเป็นปัญหาก็ได้ หรือมัน เป็นปลายเหตุ ถ้าเป็นปัญหาก็เป็นปัญหาปลายเหตุ ปัญหาต้นเหตุ มันไม่ได้แก้ คือการที่มนุษย์ไม่มีศีลธรรมมนุษย์ไม่มีศาสนา ออก นอกคลองของศาสนาหมดแล้ว ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คือ มนุษย์รู้หนังสือ มนุษย์มีอาหาร กิน มนุษย์จะสบายดีอย่างนั้นหรือ แม้ว่ามนุษย์จะไม่รู้หนังสือก็ ยังมีความสุขกว่ามนุษย์ที่รู้หนังสือมาก ๆ นี่อย่าหาว่าด่า แต่อยาก จะบอกว่ามนุษย์ที่ไม่รู้หนังสือ เคยมีความสุขแท้จริงชุ่มชื่นเยือกเย็น ยิ่งกว่ามนุษย์ที่รู้หนังสือมาก ๆ มนุษย์ที่มีอาหารกิน จะมีประโยชน์อะไร ถ้ามีชีวิตอยู่เพื่อ ทนทุกข์ มันตายเสียดีกว่าใช่ไหม ดังนั้นอย่าพูดถึงเรื่องมีอาหาร กินกันนัก ควรจะถือว่าชีวิตมันอยู่ด้วยธรรมะไม่ได้อยู่ด้วยอาหาร ต้องมีธรรมะมนุษย์จึงจะมีความเป็นมนุษย์อยู่ได้ ศาสนาไหนก็ ต้องยอมรับในข้อนี้ เดี๋ยวนี้มนุษย์กำลังไม่เป็นมนุษย์ แล้วก็เป็นคนชนิดที่ยิ่ง กว่าตายไปเสียอีก คือถ้าตายเฉย ๆ มันไม่มีทุกข์ ถ้ามีความทุกข์
น.107 เหลือประมาณนั้นมันยิ่งกว่าตายไปเสียอีก นี่มันจึงมีปัญหาเกิดขึ้นแก่พวกเรา ที่ต้องขวนขวายแก้ ปัญาหาด้วยการสังคมสงเคราะห์อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ดูว่ามูล- เหตุอันแท้จริงมันมาจากการที่มนุษย์ทbhงธรรมะทิ้งศาสนา ทิ้งพระ ทิ้งเจ้าทิ้งอะไรต่างๆ ปัญหามันก็เกิดขึ้น ถ้าเรายังมั่นคงในธรรมะ ในศาสนา ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้หาความเมตตากรุณา ไม่ได้ เพราะคนมันเห็นแก่ตัว มันมีตัวกูของกูจนไม่มีใครเห็นแก่ ใคร ไม่มีใครเชื่อพระเจ้าที่ต้องการให้ทุกคนเห็นแก่ผู้อื่น คือเห็น แก่สังคมก่อนที่จะเห็นแก่ตัว ปัญหาทางสังคมก็เกิดขึ้นอย่างนี้ จะ ต้องมีปัญหาทางสังคมสงเคราะห์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็แก้กันอย่างลูก เด็ก ๆ แก้ แก้กันแต่ปลายเหตุ น่าสงสารน่าหัวเราะอย่างยิ่ง นี้เรียกว่าอาตมาได้พูดในหัวข้อทีแรกว่า การสังคม- สงเคราะห์อันสูงสุดนั้นคือ การช่วยกันทำให้เราถอยหลังเข้าคลอง กันอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเรากำลังปีนขอบคลอง ออกนอกคลอง จนจะพลัดตกลงไปในคูในเหว ช่วยกันดึงเข้ามาให้เข้าคลองเสียที จะเป็นการสงเคราะห์สูงสุด และเป็นการสงเคราะห์แก่สังคมที่แท้ จริง เพราะโลกกำลังจะวินาศ หัวข้อถัดไปก็อยากจะพูดถึงคำว่า สังคมสงเคราะห์ นี่ควร จะเป็นอย่างไรกันแน่ สังคมสงเคราะห์ก็แปลว่าสงเคราะห์สังคม แล้วก็สภาสังคมสงเคราะห์ก็คือ คณะที่จัดขึ้นเพื่อดำเนินกิจการ
น.108 อันนี้เพื่อการสังคมสงเคราะห์ เราใช้คำว่าสังคมอยู่ชัด ๆ เห็นไหม ทำไมไม่ใช้คำว่าบุคคลหรือปัจเจกชน ทำไมต้องมาใช้คำว่าสังคม เดี๋ยวนี้เรากำลังอยากจะสงเคราะห์สังคม เรามีความนิยมความหมาย ของคำว่าสังคมเป็นหลักใหญ่ แล้วสังคมชนิดนี้เป็นสังคมนิยมอย่าง ที่เกลียดกลัวกันหรือเปล่า เดี๋ยวนี้พอพูดว่าสังคมนิยมก็นึกถึงคอม- มิวนิสต์ แล้วก็จะถูกจับว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เอาไปลงโทษ แต่ อีกทางหนึ่งเราก็กำลังพูดว่าสภาสังคมสงเคราะห์ จะถูกหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์หรือเปล่า หรือเป็นสังคมนิยมหรือเปล่า มันต้องพูด กันด้วยใจจริงตรงไปตรงมา มันเป็นสังคมนิยม แต่อาจจะมีความ หมายเป็นอื่น คือไม่ใช่อย่างคอมมิวนิสต์หรืออย่างที่จะต้องถูกจับ ไปขังตะราง เพราะฉะนั้นอย่าโง่ ไม่รู้เท่าทันความสับปลับของ ภาษา ในโลกนี้มีความยุ่งยากลำบากเพราะว่า เราไม่รู้จักความ สับปลับของภาษาที่เราใช้พูดกันอยู่ มันหลอกลวงอย่างยิ่ง ทาง หนึ่งเราก็เกลียดสังคมนิยม เดี๋ยวนี้เราก็จะมาทำสังคมสงเคราะห์ มันก็เล่นตลกกับตัวเอง อาตมาอยากจะให้วินิจฉัยกันในข้อนี้แหละก่อน คำว่าสังคม- สงเคราะห์นี้มันเป็นอย่างไร อย่าให้ภาษานี้หลอกเราอีกต่อไป อาตมาอยากจะพูดว่า ทุกศาสนาในโลกนี้เป็นสังคมนิยม ไม่ใช่ ประชาธิปไตยอัตนิยมทำอะไรตามใจตัวเอง ศาสนาทุกศาสนา พระ- ศาสดาต้องการให้ยึดหลักสังคมนิยม เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของ
น.109 สังคมเป็นใหญ่ ถ้าเกิดเห็นแก่ตัวตนเฉพาะคนขึ้นมาเมื่อไร ก็เป็น ช่องของกิเลส คือเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนาแล้ว จะยิ่งเป็นสังคมนิยม ถ้าจะเอาความหมายของคำนี้ให้ดี ก็ต้องถือว่าไม่มีใครเอา ส่วนเกิน จะเอาแต่เท่าที่จำเป็นหรือพอดี เพื่อว่าส่วนที่เหลือจาก นั้นจะได้ตกไปเป็นของผู้อื่นหรือของสังคม ในพุทธศาสนานี้ ภิกษุ ในพุทธศาสนาจะมีอะไรเกินกว่าที่จำเป็นไม่ได้ คือไม่มีส่วนเกิน สอนไว้ทั้งอย่างธรรมะ และบัญญัติบังคับไว้ทั้งอย่างวินัย เช่น : - พระอย่างนี้จะมี เครื่องนุ่งห่ม เกินกว่า ๓ ผืนไม่ได้ ถ้าเกิน กว่า ๓ ผืนก็เป็นอาบัติ ถ้าใครได้เกินมามากกว่า ๓ ผืนต้องทำ วิกัปป์ให้เป็นของสงฆ์ ของกลางหรือของสังคมสงฆ์ไปเสีย ไม่ใช่ ของบุคคล นี้เรียกว่าเครื่องนุ่งห่มก็ไม่ยอมให้คนหนึ่งมีเกินกว่าที่ จำเป็น ถ้ามันเหลือต้องให้แก่สังคมสงฆ์หรือสังคมที่กว้างออกไป ทีนี้เรื่อง ที่อยู่ ก็มีวินัยบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจะมีกุฏิของตัวเอง ได้ก็เพียงกว้าง ๗ ฟุตยาว ๑๒ ฟุต เกินกว่านั้นไม่ได้เป็นอาบัติ เป็นอาบัติอย่างร้ายเสียด้วย เพื่อว่าจะมีแต่เท่าที่จำเป็น เหลือนั้น ต้องเป็นประโยชน์แก่สังคม อย่าว่าแต่อะไร แม้แต่ บาตร นี้ก็มี ๒ ใบไม่ได้ บาตรที่จะ ใส่อาหารฉันนี้จะมี ๒ ใบไม่ได้ มันเป็นอาบัติ ถ้าได้มาเกินกว่า ๑ ใบก็ต้องให้แก่ผู้อื่น หรือให้แก่สงฆ์ให้แก่สังคม ทุกอย่างจะมี
น.110 จำกัดสำหรับภิกษุ มากกว่านั้นไม่ได้ เพื่อว่ามันจะมีส่วนเหลือไป ถึงสังคม ในทางธรรมะก็ยังสอนให้ สันโดษ คือแสวงหามีไว้บริโภค เท่าที่จำเป็นเท่าที่จะเป็นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นจึงสอนเรื่อง ทาน เรื่อง การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สอนสูงสุดในเรื่องการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เหมือน กัน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง แม้เป็นฆราวาสก็จะ พอใจหรือสันโดษยินดีเท่าที่ตัวควรจะมี เหลือนั้นก็ให้ตกไปเป็น ของสังคม จะยกตัวอย่างเหมือนอย่างว่า :- เศรษฐี ถ้าเป็นเศรษฐีในพุทธศาสนาก็จะมีความหมายห่าง ไกลลิบจากคำว่านายทุน เศรษฐีที่นอกไปจากพุทธศาสนา จะมี ความหมายตามความหมายของคำว่านายทุน คือ กอบโกยส่วนเกิน เข้ามาเรื่อยๆ ๆ จนไม่รู้ว่าจะเอาไปไหน แต่ถ้าว่าเป็นเศรษฐีใน ทางพุทธศาสนา ก็หมายความว่าวัดกันได้ด้วยโรงทาน โรงมีไว้ สำหรับให้ทานแก่คนอนาถา ถ้ายิ่งมีโรงทานมากโรงก็เป็นเศรษฐี ใหญ่ มหาเศรษฐี วัดกันด้วยการที่เขามีโรงทานมาก เพราะฉะนั้น เศรษฐีจะผลิตส่วนเกินก็ได้ มีบ่าวไพร่ข้าทาสช่วยกันผลิตส่วนเกิน มากมายมหาศาลก็ได้ แต่แล้วเอามาตั้งโรงทาน มันเป็นสังคม- สงเคราะห์อย่างนี้ ถ้าเป็นเศรษฐีประเภทอื่นก็เป็นนายทุน ก็สะสม ทุนไว้ แล้วใช้ทุนต่อกำไรเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด เศรษฐีชนิดนั้น ถ้ามีทาสก็มีทาสไว้สำหรับใช้แรงงานอย่างกดขี่ แต่ถ้าเป็นเศรษฐี
น.111 ในพุทธศาสนา ก็มีทาส ไว้ช่วยร่วมมือกันผลิตส่วนเกิน เพื่อการ สังคมสงเคราะห์ กล้าท้าให้ไปศึกษาดูในประวัติเรื่องราวของเศรษฐี ที่เป็นเศรษฐีในพุทธศาสนาในคัมภีร์ทั้งหลาย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า จะเป็นฆราวาสก็ดีเป็นบรรพชิตก็ดี ที่ เป็นพุทธบริษัทแล้ว จะถูกขอร้องถูกสั่งสอน ถูกบังคับไม่ให้กอบ โกยส่วนเกิน ถ้าขืนเอาส่วนเกินก็คือบาป มันก็คือทำผิด นี่จึงว่า โดยหลัก หรือว่าโดยเจตนารมณ์ของพุทธศาสนาแล้ว ย่อมเป็น สังคมนิยม เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า "ตถาคตเกิด ขึ้นมาในโลกนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์" ไม่ ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่เพื่อตัวท่านเอง ทีนี้พระศาสดาใดในศาสนาไหนก็เหมือนกัน ท่านจะยืนยัน ตัวท่านเองว่า เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่เทวดาและมนุษย์ แล้วก็ ตำหนิการแสวงหาส่วนเกิน กอบโกยส่วนเกิน ขอให้นึกถึงข้อนี้ให้ดี ๆ ว่า ทุกศาสนานั้นเป็นสังคมนิยม แต่เราเกลียดคำนี้ จะถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะถูกจับนั้นมัน โง่ มันตกเป็นทาสของความหลอกลวงของภาษาที่ตัวเองใช้พูดกัน ขอให้ไปคิดดูให้ดี เพื่อว่าอย่าได้รังเกียจคำว่า สังคมนิยม เพราะ เดี๋ยวนี้เราจะทำสังคมสงเคราะห์ ถ้าเราไม่นิยมสังคม เราเกิดนิยม ตัวคน ๆ หนึ่งแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าพูดถึงประชาธิปไตยก็ต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างสังคม
น.112 นิยม อย่าเป็นประชาธิปไตยแบบอัตนิยมหรือปัจเจกนิยม ซึ่งมัน เห็นแก่คน ๆ หนึ่ง ระบอบหรือธรรมนูญทั้งหลาย มันจะวางไว้ เพื่อเปิดช่องให้คน ๆ หนึ่งกอบโกยเต็มที่ เสรีประชาธิปไตยจะเป็น อย่างนั้น ถ้าว่าประชาธิปไตยอย่างสังคมนิยมแล้วก็ต้องมุ่งตาไปยัง สังคมก่อน ทีนี้คนก็กอบโกยส่วนเกินไม่ได้ มันก็เลยถูกตามหลัก ของธรรมชาติที่ว่า คนหรือสัตว์นี้ควรจะมีสิทธิตามธรรมชาติที่ถูก ต้อง คืออย่ากอบโกยส่วนเกิน ไหน ๆ พูดแล้วก็ขอโอกาสพูดต่อไปสักหน่อยถึงเรื่องนี้ว่า ปัญหานี้มันเพิ่งเกิดเมื่อมีสังคม เมื่อคนมันอยู่กันคนเดียวหรือไม่ รวมกันเป็นสังคมใหญ่ไม่มีปัญหา ปัญหานี้เพิ่งเกิด สมัยคนป่ายุค หินต่างคนต่างอยู่ปัญหาไม่เกิด พอเกิดเป็นหลายคนเข้าปัญหาเริ่ม เกิด พอคนมันมากเข้า ๆ เป็นหลายหมู่หลายสังคมเข้าปัญหาก็ยิ่ง เกิด จนกระทั่งเป็นปัญหาวิฤตการณ์ถาวร คือการเบียดเบียนกัน นี่ปัญหาเพิ่งเกิดเมื่อมีสังคม ปัญหาเกิดหนักขึ้นเมื่อสังคม มันขยายตัวเป็นสังคมใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องจับตาดูที่สังคม ยกขึ้นมาเป็นตัวปัญหา หรือจะจัดอะไรที่เป็นระบอบสำหรับปฏิบัติ ก็ต้องนิยมสังคมเป็นหลัก อย่านิยมคนเดียว คน ๆ เดียวเป็นหลัก มันจะแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะว่าปัญหานั้นมันเกิดจากการอยู่กันเป็น สังคม สปิริตหรือเจตนารมณ์ของสังคมนิยมนี้ คือธรรมะของ
น.113 ธรรมชาติ ธรรมะของธรรมชาติที่เป็นมาโดยธรรมชาติ ซึ่งเรา จะมองเห็นว่านี้มันเป็นความมุ่งหมายทางสังคมนิยม แต่ว่าโดยไม่ รู้สึกตัว มีหลักปฏิบัติซึ่งไม่รู้สึกตัวมาแต่ทีแรกจนกว่าจะรู้สึกตัว คือ การที่ไม่เอาส่วนเกิน ขอให้นึกถึงว่าสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้ ที่เป็นไปตามธรรม- ชาติแล้ว มันไม่มีใครเอาส่วนเกิน ก่อนแต่ที่จะมีมนุษย์ขึ้นมามัน ก็มีสัตว์มีต้นไม้ กระทั่งว่าทีแรกมีสัตว์เซลเดียว อย่างหลักวิทยา- ศาสตร์ก็กล่าวว่ามีสิ่งที่มีชีวิตหลาย ๆ ระดับ ชีวิตหลาย ๆ ระดับ ไม่อาจจะเอาส่วนเกินตามธรรมชาติ หรือทีแรกที่สุด ถ้าว่ามัน เป็นสัตว์เซลเดียวมันก็กินอาหารเท่าที่มันมีหนึ่งเซล ถ้ามันเป็น หลายเซลประกอบกันเข้า มันก็กินอาหารเท่าที่มีเนื้อที่ในเซลล์นั้นๆ จนกระทั่งมีพืช มีชีวิตที่เป็นพืชขึ้นมา มันก็กินอาหารเท่าที่มันมี เซลสำหรับบรรจุ กระทั่งมันเป็นสัตว์ขึ้นมา เป็นปลา เป็นนก เป็นอะไร มันก็กินอาหารเท่าที่กระเพาะมันมี มันไม่มียุ้งไม่มีฉาง ไม่มีที่เก็บไม่มีที่กักตุน เพราะฉะนั้นมันจึงเอาส่วนเกินไม่ได้ ดู นกตัวหนึ่งมันจะกินอาหารแค่เต็มกระเพาะ มันจะเอาส่วนเกินไม่ ได้ โดยธรรมชาติก็เอาส่วนเกินไม่ได้ เมื่อเป็นคนป่าขึ้นมา มันก็ไม่รู้จักมียุ้งมีฉางสำหรับเก็บตุน มันก็กินเท่าที่กระเพาะอำนวย แล้ววันหนึ่งก็เสร็จไป รุ่งขึ้นก็ไปหา อีก ไม่มีการกักตุน นี้เรียกว่าไม่มีใครเอาส่วนเกิน ปัญหายังไม่เกิด
น.114 ทีนี้ถ้าถือตามเรื่องในคัมภีร์ ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อมนุษย์อุตริ คนหนึ่งมันคิดว่า เราไปเก็บเอาไว้มาก ๆ ไปเก็บข้าวสาลีในป่าหรือ อะไรมาสะสมไว้มาก ๆ มันก็เกิดการไม่พอ พอตั้งต้นเอาส่วนเกิน เท่านั้นแหละปัญหามันก็ตั้งต้น แล้วก็มีการเอาส่วนเกินมากขึ้น ๆ จนมีหัวหน้าที่จะแสวงหากอบโกยส่วนเกิน จนต้องได้รบพุ่งกันแม้ ในหมู่คนป่า ในสมัยที่ว่าเริ่มรู้จักเอาส่วนเกิน เพราะฉะนั้นจึงเกิด กฎหมายเกิดศีลธรรม เกิดอะไรขึ้นมาเพื่อกำจัดกิเลสข้อนี้ นี่ขอ ให้ไปอ่านดูเรื่องราวเก่าๆ อย่าเห็นว่ามันเป็นนิยายโง่เง่า มันเป็น นิยายที่แสดงข้อเท็จจริงไว้อย่างถูกต้องว่า ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อมนุษย์ เริ่มรู้จักเอาส่วนเกิน ธรรมชาติต้องการให้ทุกคนเอาแต่เท่าที่จำเป็น แต่ทีนี้ มนุษย์ไม่เชื่อฟังธรรมชาติ ก็เริ่มแข่งกันกอบโกยส่วนเกิน ปัญหา ก็เกิดเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ อะไร ๆ มันก็เป็นเรื่องเกินไปหมด ถ้าเราเอาแต่พอดีปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิด การเบียดเบียนก็จะไม่ เกิด การเอาเปรียบกันก็จะไม่มี ปัญหาว่าเท่าไรพอดีอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรบัญญัติไว้ มันก็ต้อง แล้วแต่ว่าเหตุผลหรือว่ายุคหรือว่าสมัย ที่ว่าเราจะมีอะไรเท่าไรจึง จะเรียกว่าพอดี เดี๋ยวนี้เราไม่มีกฎเกณฑ์อันนี้ เท่าไร ๆ ก็ไม่พอ จนถึงกับมีพระพุทธภาษิตว่า "ให้ภูเขากลายเป็นทองคำขึ้นมาทั้ง ลูกสักสองลูก ก็ไม่พอแก่ความต้องการของคน ๆ เดียว" ภูเขา
น.115 ทองคำแท้ ๆ ตั้งสองลูกก็ไม่พอแก่ความต้องการของคน ๆ เดียว นี่ ไปวัดคำนวณดูเองว่ามันจะสักเท่าไร เดี๋ยวนี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า จิตใจมันขยายไปในทางต้องการส่วนเกินนั้นคือ การริบเอาประ- โยชน์ของสังคมมาเป็นของตน แม้ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ใช้กฎเกณฑ์เรื่องส่วนเกินมาเป็นการ บัญญัติหลักลัทธิ เพราะเขาก็มองเห็นเหมือนกันแต่มันมุ่งหมายไป อีกอย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เดี๋ยวนี้เราต้องการ ที่จะให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ไม่กอบโกยส่วนเกิน แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น มันก็คือความเมตตากรุณา ทุกคนแบ่งไว้เจียดไว้ สำหรับที่จะเลี้ยงอัตภาพ ที่เหลือเป็นส่วนเกินก็ให้แก่สังคม แล้วยิ่งกว่านั้นคำว่า ส่วนเกิน นี้ยืดหยุ่นได้มาก เป็นคำที่มี ความหมายยืดหยุ่นได้มาก ที่เขาว่าไม่เป็นส่วนเกินนั้นก็ยังเป็นส่วน เกินได้ เช่น เราจะเจียดประโยชน์ของเราที่กินที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ออก ไปสัก ๕% นี้ก็ยังอยู่ได้และไม่ตาย เพราะฉะนั้นเราต้องหัดให้มนุษย์ ในโลกนี้รู้จักเจียดออกให้เป็นส่วนเกิน จากสิ่งที่เขาไม่เห็นว่าเป็น ส่วนเกิน นั่นแหละคือศีลธรรมของพระเจ้าที่จะช่วยมนุษย์ได้ อย่าง ว่าลูกเด็ก ๆ ของเราไปโรงเรียนได้เงินไป ๕๐ สตางค์สำหรับไปกิน ไปใช้ที่โรงเรียน ถ้าสมมติว่าเขาจะเจียดออกไป ๕ สตางค์ให้เด็ก เพื่อนฝูงกันที่ไม่มีเลยแม้แต่หนึ่งสตางค์ เพราะเขาเป็นคนจน เด็ก คนนั้นก็ไม่เสียอะไร ๔๕ สตางค์ก็ยังพอกินหรือว่ากินอยู่ได้ แล้ว
น.116 เด็กคนที่มันไม่มีเลยมันก็ได้ ๕ สตางค์ ถ้าทำอย่างนี้หลายๆ คน คนที่ไม่มีเลยจะมี หรือแม้แต่ว่าเด็กคนหนึ่งมันได้ไป ๑๐ สตางค์ ต่อหนึ่งวัน มันควรจะเจียดได้ ๑ สตางค์ กินเอง ๙ สตางค์ แล้ว ก็ ๑ สตางค์ให้เพื่อนที่ไม่มีเลย อย่างนี้มันสามารถจะเจียดส่วนที่ ใครๆ คิดว่าไม่ใช่ส่วนเกินนั่นแหละ ออกเป็นส่วนเกินได้อย่างนี้ เดี๋ยวนี้ศาสนาโดยเฉพาะพระพุทธศาสนาก็อยู่ได้ด้วยการ เจียดส่วนนี้ออกมาเป็นส่วนเกิน ยกตัวอย่างวัดนี้อยู่ได้ด้วยประ- ชาชนที่ยากจนรอบวัด เขาจะมีใส่บาตร เจียดมาจากที่จะต้องกิน เองเอามาใส่บาตรได้ เพราะฉะนั้นมีพระ ๖๐ รูปในพรรษานี้อยู่ได้ ด้วยประชาชนหรอมแหรมไม่กี่หลังคาเรือนนี้ ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ เห็นได้ว่าไม่มีทางที่จะเปรียบเทียบกันได้เลย ที่กรุงเทพฯ มีคน ร่ำรวยมาก แล้วก็ไม่ได้เจียดส่วนเกินในลักษณะเหมือนกับประ- ชาชนแถวรอบ ๆ วัดนี้ เจียดออกเป็นส่วนเกินสำหรับเลี้ยงวัดนี้ให้ อยู่ได้ ทำไม ? ก็เพราะว่าที่นี่ยังเป็นแบบเก่า ประชาชนยังเป็น แบบเก่า ที่กรุงเทพ ฯ เขาเป็นแบบใหม่จนเกือบจะเป็นเทวดาไป แล้ว มันก็เลยผิดกันเหลือที่จะเปรียบกันได้ ไม่รู้ว่ากี่สิบเท่ากี่ร้อย เท่า เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจคำว่า ส่วนเกิน นี้ให้ดี ๆ มีร้อย ล้านแล้วก็ยังไม่พอ ไม่มีส่วนเกินที่จะเจียดให้ใคร มันต้องการพัน ล้านหมื่นล้านแสนล้านโกฏิล้านไปเลย ไม่มีส่วนเกิน แต่ที่คนมีสัก
น.117 สองสามพันบาทหรือสองสามร้อยบาท มันยังมีการเจียดส่วนเกิน ออกมาช่วยสังคมได้ สังคมนิยมควรจะมีหลักสั้น ๆ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ว่า ทุกคนอย่ากอบโกยส่วนเกิน พยายามเจียดส่วนเกินออกไปเป็น ประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ได้ แต่ไม่ได้ห้ามว่าอย่าผลิตส่วนเกิน ทุกคน มีสิทธิและสมควรอย่างยิ่งที่จะผลิตส่วนเกินขึ้นมา แต่ว่าส่วนเกิน นั้นควรจะเพื่อประโยชน์แก่สังคม และก็ระวังให้ดี ๆ ว่า ที่ว่าไม่ เกิน ๆ นั่นแหละก็ยังเกินยังเจียดได้ ท่านทั้งหลายทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ไปคิดดูให้ดี ยังมีส่วนที่ ท่านจะเจียด ให้เป็นประโยชน์แก่สังคมได้โดยที่ท่านไม่เดือดร้อน แต่ท่านก็ไม่มองมัน แล้วยังจะละเมออยู่ว่าไม่มีส่วนเกิน ยังไม่มี ส่วนเกิน จะทำอะไรต้องไปเรี่ยไรคนอื่น สำหรับของเรายังไม่มี ส่วนเกินที่จะเจียดออกไปได้ จะเป็นกันเสียอย่างนี้ ขอให้คิดดูให้ ดี ๆ อย่างนี้ สิทธิตามธรรมชาตินั้นคือเอาไว้ได้เท่าที่ไม่เป็นส่วนเกิน ถ้าทุกคนใช้สิทธิตามธรรมชาติเท่าที่ธรรมชาติยินยอม คือ ไม่เอา ส่วนเกินแล้ว โลกนี้จะมีความผาสุกเหมือนกับโลกของพระเจ้า โลกของพระศรีอาริย์ที่ไม่มีความทุกข์เลย นี่เรียกว่ามันเป็นบท บัญญัติอันสูงสุดของธรรมชาติที่ว่า อย่าเอาส่วนเกินเลยสำหรับ ปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ นั้น แล้วพยายามทำส่วนเกินให้เกิดขึ้นก็ได้
น.118 แต่ว่าเพื่อสังคม นี้จึงจะเป็นสังคมนิยมตามความประสงค์ของธรรม- ชาติ ซึ่งอาตมากล้าพูดว่าตามความประสงค์ของพระเจ้า หรือของ พระธรรม หรือตามหลักของพระศาสนาทุกศาสนา เพราะฉะนั้นขอให้สังเกตให้ดีๆ ว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทำให้โลกนี้เกิดปัญหาขึ้นมาจนต้องช่วยกัน แต่แล้วก็ช่วยกันไม่ ได้ มันก็น่าหัว สร้างปัญหากันขึ้นมาเอง แล้วก็ช่วยแก้ไขไม่ได้ เพราะทุกคนมันมุ่งแต่ที่จะเอาส่วนเกิน สังคมสงเคราะห์นี้ควรจะสงเคราะห์กันด้วยสิ่งที่ประเสริฐ ที่สุด คือสิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เพราะปัญหามันเกิดจากมิจฉา- ทิฏฐิ เข้าใจไม่ถูกต้องในตัวธรรมชาติหรือในทุกอย่างไม่ถูกต้อง ตามที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นปัญหานี้ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฏฐิคือ ความเข้าใจอันถูกต้อง แล้วรู้ว่ากำลังทำผิดกำลังทำบาป แล้วแก้ไข เสีย กลับใจเสีย ให้มันไปในทางที่ถูกต้อง นี่สังคมก็จะเปลี่ยนไป ในทางดี ที่น่าปรารถนาโดยเร็วและทันแก่ความต้องการ ซึ่งอาตมา ใช้คำว่า ถอยหลังเข้าคลองไปหาพระเจ้ากันเถิด เดี๋ยวนี้ทิ้งพระเจ้า ไปไกลแล้ว ทิ้งธรรมะไปไกลแล้ว หรือจะเรียกอย่างวิทยาศาสตร์ ว่า ทิ้งความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติไปเสียไกลแล้ว นี่ คือข้อที่ ๒ ที่พูดโดยหัวข้อว่า คำว่าสังคมสงเคราะห์นั้นควรจะทำ อย่างไร ข้อสุดท้ายอีกนิดหนึ่งก็อยากจะพูดว่า ปัญหาของมนุษย์ใน
น.119 ยุคปัจจุบันนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ศาสนาหรือศีลธรรมนั้นกำลังหายไป จากโลกอย่างน่าวิตก ศาสนาในรูปของศีลธรรมก็ดี ปรมัตถธรรม ก็ดี หรือจะเรียกว่าการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ถูกต้อง ก็ดี หรือจะเรียกว่าการเชื่อฟังพระเป็นเจ้าก็ดี เหล่านี้ก็เรียกว่า ศาสนาทั้งนั้น กำลังหายไปจากโลก โลกจึงมีวิกฤตการณ์อันถาวร อย่างเดี๋ยวนี้ ที่แก้กันอย่างไรก็ไม่ตก เพราะว่าคนที่เห็นแก่ตัวมัน สร้างปัญหาขึ้น แล้วคนที่เห็นแก่ตัวนั้นมันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร แม้ว่าคนเห็นแก่ตัวจะมารวมกันเป็นองค์การโลก องค์การนั่นองค์- การนี่ มันเต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว แล้วมันจะมาแก้ปัญหาของ โลกที่เกิดขึ้นจากการเห็นแก่ตัวได้อย่างไร นี่ขอให้ไปคิดดูให้ดี เราจะได้ไม่ไปหลงองค์การของบุคคล ผู้เห็นแก่ตัว แล้วตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของบุคคลผู้เห็นแก่ตัว มัน น่าหัวเราะ ซาตานจะหัวเราะ พญามารจะหัวเราะ อะไรจะหัวเราะ ทำไมไม่แก้ปัญหาตรงที่ว่า คนนี้ควรจะเป็นมนุษย์กันให้ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติของพระเจ้า ซึ่งมีหลักเป็นการเห็นแก่ ผู้อื่น ยิ่งกว่าเห็นแก่ตัวดีกว่า เพราะว่าเรานี้มันคนเดียว แต่ผู้ อื่นนั้นมันนับเป็นโกฏิเป็นล้าน ๆ ถ้าว่าเห็นแก่ผู้อื่นแล้ว มันก็ต้อง มากกว่าเห็นแก่ตัวคนเดียวเป็นแน่นอน เดี๋ยวนี้มันเห็นแก่ตัว ก็คือตามใจกิเลสของตัว สิ่งที่เรียก ว่าศาสนาหรือศีลธรรมก็อยู่ไม่ได้ คือหายไปจากมนุษย์ ปัญหามัน
น.120 ก็เกิดขึ้น มนุษย์นี้ก็คือกลุ่มของบุคคลที่กำลังมีปัญหาอันทุกข์หนัก มีธรรมะหรือว่ามีศาสนาก็มีแต่เปลือก หรือมีแต่ปากที่ไม่ควรจะ เรียกว่ามี เพราะฉะนั้นอาตมาจึงใช้คำว่าศาสนากำลังหายไปจาก โลกอย่างน่าวิตกที่สุด ถ้าพูดโดยสรุปสั้น ๆ ก็ว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนาที่แท้จริงหาย ไป เหลือแต่ในรูปปรัชญาที่เกี่ยวกับศาสนาบ้างเท่านั้น เดี๋ยวนี้ คนในโลกศึกษาศาสนากันในแง่วรรณคดีก็มี ในแง่อักษรศาสตร์ ก็มี ยิ่งขึ้น กระทั่งในแง่ของปรัชญาอย่างเป็นบ้าเป็นหลังนั้นไม่ใช่ ตัวศาสนา ถ้าศึกษาอย่างปรัชญาก็เป็นไปในแง่ของการใช้เหตุผล ที่คำนวณไกลออกไปยังสิ่งที่ยังไม่รู้ หาสัจจะเพื่อสัจจะอย่างนี้จะเป็นเรื่องบ้า ถ้าหาสัจจะเพื่อแก้ ปัญหาของมนุษย์นั่นแหละมันจึงจะเป็นเรื่องดี ปรัชญามันเป็นการ หาสัจจะเพื่อสัจจะ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ มันจะหาสัจจะเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์โดยตรง เพราะมันจัดการ กับสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาอยู่เฉพาะหน้า ดังนั้นมันจึงแก้ปัญหาที่เกิด อยู่เฉพาะหน้าได้ เราก็แก้ปัญหาได้ ศาสนาทุกศาสนาเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ต้องมีความทุกข์ หรือปัญหามาดูก่อน แล้วเหตุของมันคืออะไร แล้วก็แก้มันลงไป ที่เหตุนั้น อย่างนี้มันเป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ แม้ว่าจะเป็น เรื่องทางจิตใจมันก็เป็นรูปของวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเป็นปรัชญานั้น
น.121 มันไปตั้งปัญหาอย่างอื่นว่า ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ ทำไมเราต้อง เชื่อพระเจ้า ทำไมเราต้องเชื่อพระธรรม นี่อย่างนี้แน่หรือ ดีหรือ แม้แต่เรื่องของความสุขก็สงสัยว่า นี้เป็นความสุขแน่หรือ มัน เหมือนกับคนที่ไม่เชื่อตัวเอง ไม่เอาเรื่องของตัวเองออกมาเป็น ปัญหา แล้วก็แก้ปัญหาที่นั่น นั่นแหละเป็นพวกปรัชญา ยิ่งมีมาก เท่าไรก็ยิ่งมีปัญหามากขึ้น แล้วก็ไกลออกไป ๆ เขาเปรียบไว้ในหนังสือสอนเด็กซึ่งถูกที่สุดแล้วก็น่าหัวที่ สุด เหมือนกับคน ๆ หนึ่งมันสงสัยว่า ทางรถไฟนี้มันจะเป็นคู่ อย่างนี้เรื่อยไปหรืออย่างไร มันก็วิ่งไปตามทางรถไฟเรื่อยไป แต่ ทางรถไฟมันก็ยังเป็นคู่ แต่ดูไปข้างหน้าแล้วเห็นมันรวมเป็นทาง เดียวเป็นเส้นเดียว มันก็วิ่งต่อไปอีก ทางรถไฟมันก็เป็นคู่ไม่มีที่ สิ้นสุดอย่างนี้ แต่มันก็ยังเห็นว่ามันคงจะเป็นทางเดียว นี่วิถีทาง ปรัชญาจะไปในรูปนี้ มันจึงเฟ้อ ถ้าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์มันต้องมีปัญหาที่ตรงนี้แล้วก็แก้ ปัญหาที่ตรงนี้ เช่นว่าความยึดถือว่าตัวกูของกูเป็นทุกข์ ก็ทำลาย ความยึดถือนี่เสียซิ มันไม่เป็นทุกข์ก็แล้วกัน คือถ้าเราไม่ปลงใจ เชื่อลงไปอย่างนี้ เราเป็นทุกข์ ถ้าเราปลงใจเชื่อลงไปอย่างนี้ เรา ไม่มีความทุกข์ เราก็เชื่ออย่างนี้ก็แล้วกัน อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติ พระศาสนา เปิดเผยชัดเจนเหมือนกับว่าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทาง วัตถุ แต่ไม่ใช่ทางวัตถุ เป็นเรื่องทางจิตใจ จะมีหลักเกณฑ์คล้าย
น.122 กับว่าเป็นเรื่องทางวัตถุ นี่เพราะเราไม่ปฏิบัติสิ่งที่เรียกว่าศาสนาให้เป็นศาสนา เรา ไปเปลี่ยนศาสนาให้เป็นปรัชญา กระทั่งเป็นตรรกวิทยาเป็นอะไร เตลิดเปิดเปิงไป ดังนั้นถอยหลังเข้าคลองกันใหม่เถอะ มาทำ ศาสนาให้เป็นศาสนา คือการปฏิบัติลงไปที่ตัวความทุกข์ แก้ไข ความทุกข์ ในวิธีการหรือเทคนิคอย่างกับว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ Philosophy ที่ไม่มีวันจบ ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์แล้วจะมีวันจบ มันจะมีขอบเขตที่จำกัด มีปัญหาที่จำกัด แล้วจะแก้ไขได้ แล้ว มนุษย์นี้ก็จะมีความสุขความผาสุกทันแก่เวลาคือไม่ตายเสียก่อน ถ้า มัวใช้วิถีทางปรัชญาแก้ปัญหาแล้วจะตายเสียก่อน ตายเสียก่อนสัก ๑๐๐ ครั้งก็ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง เดี๋ยวนี้คนกำลังทำลายศาสนา ให้หมดไป คือไปทำศาสนาให้เป็นปรัชญา ระบบความรอดของมนุษย์อยู่ในรูปของศาสนาควรจะเรียก ว่าศาสนาหรือ Religion โดยตรง อย่าไปทำให้เป็น Philosophy หรือเป็นอะไรเตลิดเปิดเปิงไป มันจะหมดศาสนา ศาสนาหมดไป ก็เพราะมนุษย์ไปทำศาสนาให้กลายเป็น Philosophy เป็นปรัชญา อย่างนี้ อยากจะพูดอย่างนี้เพื่อจำง่าย ศาสนาไม่ได้เหลืออยู่ในรูป ของศาสนา ศาสนาพุทธก็ดี ศาสนาอะไรก็ดี ถูกทำให้เป็นปรัชญา เป็นอะไรให้ไกลออกไป ไม่อยู่ในรูปของ Religion คือเห็นปัญหา อยู่อย่างนี้แล้วปฏิบัติลงไปอย่างนี้ เพื่อจะแก้ปัญหาให้ดับทุกข์ได้
น.123 นี่เรากำลังทำลายศาสนาของเราให้หมดไป แต่เรากลับพูด ว่าเรากำลังมีศาสนาที่เจริญ ที่ไหน ๆ ก็เต็มไปด้วยศาสนา เต็มไป ด้วยนิมิตแห่งศาสนา นี้มันคนหลับตาพูด มันเหลือแต่สิ่งที่ไม่ใช่ ศาสนา พุทธศาสนาไม่ได้อยู่ในรูปของศาสนา แต่ไปอยู่ในรูปของ ปรัชญา อยู่ในรูปของอักษรศาสตร์วรรณคดี Logic อะไรไปเสีย อย่างนั้น นี่ศาสนาหมดแล้ว แท้จริงนั้นศาสนาหมดแล้ว แต่คน กำลังโง่ว่าศาสนากำลังเจริญ มันก็เลยแก้ปัญหาไม่ได้ นี่เรียกว่า ศาสนาหายไปเป็นรูปปรัชญา โลกก็เลยไม่มีศาสนา ระวังให้ดีทุก ศาสนากำลังประสบปัญหาอย่างนี้ ศาสนาทุกศาสนามีจุดหมายอย่างเดียวกันหมดคือจะทำลาย ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวกูของกู มันก็ต้องมีการปฏิบัติที่ทำ- ลายตัวกูของกูอยู่เสมอจึงจะมีศาสนาอยู่ เรียกว่ามีศาสนาอยู่เพราะ มีการปฏิบัติทำลายตัวกูของกูอยู่เสมอ ถ้ามีแต่การพูดเรื่องนี้ แม้ จะพูดได้เก่งสักเท่าไรก็ไม่ใช่ตัวศาสนา นี้เรียกว่าศาสนากำลังหาย ไปจากโลกอย่างน่าวิตก ศีลธรรม คือศาสนาในส่วนที่เป็นศีลธรรม นี้ก็กำลังหาย ไปจากโลกอย่างน่าวิตก เพียงแต่อาตมาเอ่ยขึ้นมาอย่างนี้ก็เข้าใจว่า ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วว่าหมายความว่าอะไร นี่ศีลธรรมกำลังหาย ไปจากโลกอย่างน่าวิตก ไม่มีการบังคับตัวเองให้อยู่ในร่องในรอย เห็นแก่ความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ทางตา
น.124 ทางหู ทางจมูก นี่เลยไม่มีศีลธรรม หรือแก้ศีลธรรมกันเสียหมด เหยียบย่ำศีลธรรม ไปเอาบาปนั้นมาเป็นบุญ ไปเอาผิดนั่นแหละ มาเป็นถูก ก่อนนี้ศีลธรรมอยู่ในเลือดในเนื้อของมนุษย์ อย่างพุทธ- ศาสนานี้ อยากจะยกตัวอย่างเท่านั้นว่า ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู ความอดกลั้นอดทน ความให้อภัย ความอะไรต่าง ๆ นี้มันอยู่ใน เลือดในเนื้อของคนทุกคน เลยปฏิบัติอยู่ได้โดยไม่ต้องมีใครสอน อย่างจะสอนก็เพียงดูอย่างพ่อแม่ ลูกเกิดมาก็ดูอย่างพ่อแม่ พ่อแม่ ทำอยู่อย่างนี้มันก็ถ่ายจากพ่อแม่มาอยู่ในสายเลือดของลูก ไม่ต้อง มาบังคับไม่ต้องจดในสมุดแล้วมาท่อง แล้วบีบบังคับให้ทำ เพราะ ฉะนั้นเราจึงเห็นว่าเด็ก ๆ สมัยก่อนนั้นซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที อด- กลั้นอดทน ครูตีก็ได้ เพราะว่าเขายอม เด็กเดี๋ยวนี้มันไกลออก ไป แล้วก็ไม่ค่อยอยู่กับพ่อแม่ ก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรจากพ่อแม่ มันจึงเปลี่ยนหมด มีนิสัยเห็นแก่ตัวหรือเอาเปรียบผู้อื่นหรือรุกราน ผู้อื่น วัฒนธรรมในสายเลือดก็จางไป ศีลธรรมก็จางไป วัฒน- ธรรมก็ดีศีลธรรมก็ดีนี้มันมาจากศาสนา ปฏิบัติกันมาจนชินหลาย ชั่วคนหลายชั่วบรรพบุรุษ จนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำบ้าน ประจำชาติ อาตมาอยากจะยกตัวอย่างเรื่องที่ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เคย ได้ยินว่า ในเมืองนี้หรือรอบอ่าวบ้านดอนนี้ ถ้าชาวนาหรือชาว
น.125 ไร่เขาไปที่ไร่เขาจะปลูกต้นไม้และทำรู แล้วเขาจะเอาเมล็ดหยอด ลงไปในรูนี้เขาต้องว่าคาถา คาถาที่เขาว่านั้นมีว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน" อ้ายเมล็ดที่ปลูกลงไปนี้ถ้านกกินเราได้บุญ ถ้า ขโมย ๆ กินเราให้ทาน เพราะว่าเราได้ปลูกเผื่อคนเหล่านั้นและ สัตว์เหล่านั้นไว้แล้ว นี่จิตใจของเขาเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ถ้านกกิน มันเอาปืนมายิง ถ้าคนมาเก็บกินบ้างมันก็ไปบอกตำรวจมาจับ นี่ มนุษย์เลวถึงอย่างนี้ เลวทั้งโลกเลย ก่อนนี้นกกินเป็นบุญคนกิน เป็นทาน เป็นคาถาที่เขาจะต้องว่า อย่างเราจะเอาหน่อกล้วยปลูก ลงไปในหลุมเราก็ต้องว่าคาถานี้ เอาหน่อสับปะรดปลูกลงไปใน หลุมก็ต้องว่าคาถานี้ หยอดเมล็ดข้าวเมล็ดถั่วลงไปในหลุมก็ต้องว่า คาถานี้ นี้มันเป็นเพียงตัวอย่าง ๆ เดียวเท่านั้น ยังมีอีกมากมาย มี การบัญญัติอยู่โดยไม่รู้ว่าใครบัญญัติ แล้วก็ทำตามสืบต่อกันมาถ่าย- ทอดกันมาในสายเลือด นี้เรียกว่ารากฐานแห่งศีลธรรม เดี๋ยวนี้ สิ่งเหล่านี้หายไป ศีลธรรมความเมตตากรุณาเหล่านี้หายไป ความ อดกลั้นอดทนหายไป ไม่อยากเหน็ดเหนื่อยไม่อยากทำงานอย่างที่ มีเหงื่อไคล ไม่ให้อภัย ไม่ซื่อสัตย์ ไม่กตัญญู โอ้ยเยอะแยะ ทั้ง หมดนี้มาจากอะไร มาจากการบังคับตัวเองไม่ได้ ทำไมจึงบังคับ ตัวเองไม่ได้ เพราะทนความยั่วยวนในสิ่งยั่วยวนของโลกสมัยใหม่ ไม่ได้ เด็ก ๆ ของเราเกิดมาห่างจากพ่อแม่ที่มีวัฒนธรรมดี ต้อง
น.126 ไปอยู่ในที่ ๆ ฟรีที่อิสระ มันก็เลยไปสนใจสิ่งยั่วยวนต่าง ๆ เข้า มันก็ติดอยู่ใต้อำนาจของสิ่งยั่วยวนเหล่านั้น พอหนักเข้า ๆ ก็พูด กันไม่รู้เรื่อง พ่อแม่ห้ามก็ฟังไม่ถูก ครูบาอาจารย์สอนก็ฟังไม่ถูก มันเปลี่ยน ๆ ไป ไม่กี่มากน้อยมันกลายเป็นคนละคน นี่เรียกว่า ศีลธรรมได้หายไปเพราะทนความยั่วยวนของสิ่งยั่วยวนสมัยใหม่ ไม่ไหว นี้เรียกว่าทั้งศาสนาก็หายไปทั้งศีลธรรมก็หายไป ศีลธรรม จะเหลืออยู่แต่ที่เด็ก ๆ จดไว้ในสมุดแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติ ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยไม่เคยมีตัวศีลธรรมที่ประพฤติหรือกระทำอยู่จริง ๆ มีแต่ที่จดไว้ในสมุด แล้วก็ตอบปัญหาได้แล้วก็ได้คะแนน ขอให้ ไปคิดในข้อนี้เถอะว่า เมื่อศาสนาและศีลธรรมหายไปจากโลกอย่าง นี้แล้ว โลกจะเป็นอย่างไร ศาสนานั้นต้องเป็นการประพฤติ กระทำตามวิถีทางอย่างวิทยาศาสตร์ คือจริงลงไปที่ปัญหาจริง ที่ ของจริงที่แก้ไขปัญหาได้จริงอะไรจริงอย่างนี้ อย่าไปทำให้เป็น ปรัชญาเพ้อเจ้อ ถ้าพูดถึงวิทยาศาสตร์ก็ต้องยอมให้ว่า มันก็กว้างเหมือน กัน วิทยาศาสตร์ทางวัตถุที่เจริญกันนักในโลกนี้ วิทยาศาสตร์ ทางวัตถุก็ดีไปเหมือนกันถ้ามันไม่ทำอันตรายเรา ถ้าเราไปเป็นทาส มัน ๆ ก็ทำอันตรายเรา วิทยาศาสตร์ที่เนื้อที่ตัวของเรา ที่ร่างกาย ที่วาจาของเรา ที่กิริยามรรยาทของเราก็ต้องมีหลักเกณฑ์อย่าง
น.127 วิทยาศาสตร์ คือประพฤติอย่างนี้แล้วมันไม่เกิดทุกข์เกิดโทษ นี่ คือกายวาจามีมรรยาทถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของวิทยาศาสตร์ แต่ ๒ อย่างนี้ไม่สำคัญ สำคัญทางวิทยาศาสตร์ทางจิตใจหรือ ทาง วิญญาณ ถ้าเราเกิดความคิดอย่างนี้แล้วต้องเป็นทุกข์ ถ้าเราเกิด ความคิดอย่างนี้แล้วไม่เป็นทุกข์ เราจะต้องพยายามรักษาความคิด อย่างที่ไม่เป็นทุกข์ไว้ให้ได้ นี่เป็นวิทยาศาสตร์ในทางวิญญาณ ตึกหลังนี้เรียกว่าโรงมโหรสพทางวิญญาณ เพราะว่าเราได้ สะสมอะไรต่าง ๆ ไว้มากมายนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องทาง วิญญาณ แต่เพื่อให้มันไม่น่าเบื่อให้มันน่าสนุกสนานบ้างจึงจัดไป ในรูปอย่างนี้ คือมีศิลปะเข้ามาช่วย บางทีเราก็บอกเพื่อนฝูงของ เราบางคนว่าเป็น Spiritual Theater เป็นโรงหนังเป็นโรงละคร กับเขาเหมือนกัน แต่เป็นฝ่าย Spiritual คือตึกหลังนี้ เพราะ ฉะนั้นผู้ที่เข้ามาในตึกหลังนี้ ก็ช่วยใช้ให้มันเป็นประโยชน์ใน ลักษณะของเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ จะให้วิญญาณมันชนะต่อสิ่งที่ มันมายั่วยวนหรือมาห่อหุ้มให้เป็นอิสระ บางทีเราก็ใช้คำเกินไปจน คนเขาไม่เข้าใจ เช่น ใช้คำว่า "ว่าง" หรือ "จิตว่าง " เป็นต้น ที่จริงมันเป็นคำที่ถูกต้องที่สุด แต่คนไม่เข้าใจเราก็ไม่ ทราบจะทำอย่างไร คำว่าจิตว่างนี้คือจิตที่เป็นอิสระจากสิ่งที่มายั่ว- ยวนผูกพันล่อลวงให้จิตมันเขวไป นั่นภาพนั้นมีอยู่ภาพหนึ่งเขียน ว่า "จิตว่างได้ยินหญ้าพูด" ถ้าเรามีจิตว่างเป็นอิสระจากกิเลสจาก
น.128 อ้ายสิ่งหลอกลวงยั่วยวนต่าง ๆ เราจะได้ยินหญ้าพูด คือจะได้ยิน ธรรมชาติพูด ได้ยินหญ้ามันพูดว่า "เมื่อไหร่หนามนุษย์จะหาย บ้ากันเสียสักที เมื่อไหร่หนามนุษย์จะมามีความสุขปกติเยือก เย็น ร่ายรำเหมือนกับพวกเรา" ใบหญ้าร่ายรำอยู่กลางสายลมอย่าง นี้เป็นต้น เพื่อให้เกิดความสนุกสนานอย่างนี้บ้าง ก็เลยเรียกว่า มโหรสพทางวิญญาณ มันก็อยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ Mytho- logy ไม่ใช่ปรัชญา ขอได้โปรดทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ที่นี่ไม่ ต้องการจะสอนปรัชญาและเกลียดปรัชญา เพราะปรัชญาทำให้เนิ่น ช้า ทำให้เป็นนักปราชญ์ชนิดที่ความรู้ท่วมหัวก็เอาตัวไม่รอด เลย สมัครเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์ แต่ว่าเป็นเรื่องทางฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณ พยายามที่จะเข้าถึงเรื่องของธรรมชาติให้มากที่สุด พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน พระพุทธเจ้าตรัสรู้กลางดิน พระพุทธเจ้านั่งนอนสอนศาสนากลางดิน พระพุทธเจ้านิพพาน กลางดิน ท่านเป็นเกลอกับธรรมชาติถึงขนาดนี้ แต่พวกลูกศิษย์ นี้อยากจะอยู่บนวิมาน อยากจะตายบนวิมาน อยากจะมีอะไรๆ อย่าง วิมาน แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านประสูตกลางดินที่สวนลุมพินีกลางดิน ท่านตรัสรู้ที่ริมตลิ่งโคนต้นไม้แห่งหนึ่งก็กลางดิน ท่านเที่ยวสอน ไปก็กลางดิน เทศน์กลางดิน กุฏิของท่านก็พื้นดิน แล้วจะไม่ เรียกว่าท่านอยู่กลางดินอย่างไร ในที่สุดท่านก็นิพพานที่กลางดิน ทีนี้พวกเราลูกศิษย์ต้องการอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะฉะนั้นมาที่นี่
น.129 ช่วยนั่งกลางดินช่วยอะไรกลางดินกันบ้าง เป็นที่ระลึกแก่พระพุทธ เจ้า พระเยซูก็เกิดกลางดิน พระศาสดาทั้งหลายนี่ท่านเป็นเกลอ กับธรรมชาติอย่างนี้ แต่เราลูกศิษย์นี้มันอยากจะอยู่บนวิมาน แล้ว วิมานชนิดที่สร้างเอาเองด้วย คาดฝันเอาเองด้วย มันก็ไกลกันคน ละทิศคนละทาง นี่ศาสนามันไม่มีเหลือ ศีลธรรมมันไม่มีเหลือ เพราะเหตุ- การณ์มันเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ในเมื่อต้องการให้ เป็นเกลอกับธรรมชาติ แต่เราก็เกลียดธรรมชาติ ในเมื่อต้องการ ให้ใช้สิทธิเท่าที่ธรรมชาติกำหนดให้ เราก็กอบโกยถึงกับสร้างยุ้ง สร้างฉาง สร้างธนาคารให้มาก ๆ แล้วจะได้กอบโกย นี่มันกลับ กันอยู่อย่างนี้ เรากำลังย้อนไปในทางที่ว่าจะเป็นอย่างนี้มากยิ่งขึ้น นี่ศาสนาที่แท้จริง Religion มันหายไป ไปเป็น Philosophy เป็น Logic เป็น Psychology เป็นอะไรไปก็ไม่ทราบ ศีลธรรมแท้ ๆ มันก็หายไป ไม่มีการบังคับเนื้อหนัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มัน เกิดศีลธรรมใหม่ตามใจกิเลส ศีลธรรมมันก็หายไป ปัญหาก็เกิด ขึ้นแก่สังคม แล้วจะแก้ยังไง จะแก้ให้มันมีกินมีใช้มากขึ้น มันก็ จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก คือจะไปทำให้มันขี้เกียจมากขึ้นอีก วิธีแก้ก็ว่าจงเห็นแก่สังคมตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อย่า กอบโกยส่วนเกิน เจียดออกมาเป็นส่วนเกินเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ ให้ได้ เราเป็นคนจนก็ต้องเจียดออกมาได้ ๑ สตางค์ เพื่อจะช่วย
น.130 ผู้อื่น ถ้าเราเป็นคนมั่งมีก็เจียดได้เป็นบาทเป็นร้อยเป็นพัน นั่น แหละจะแก้ปัญหาสังคมได้ แต่ถ้าทุกคนพร้อมกันกอบโกยแล้วมัน จะเอามาแต่ไหน ธรรมชาติจะเอามาแต่ไหนให้ ก็ต้องมีปัญหา ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเรียกว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่น่าวิตกที่สุดก็คือ ศาสนา หรือว่าศีลธรรมนี้กำลังหายไปจากโลก ชื่ออันนั้นอยู่แต่ในนาม แต่ ไม่ใช่ตัวสิ่งนั้นโดยแท้จริง อยากจะพูดว่าศาสนากำลังไม่มีในโลก เพราะมนุษย์กำลังไปทำให้เป็น Philosophy หรืออะไรเสียเป็นต้น ถ้า Religion กันจริง ๆ แล้วก็ต้องมีการปฏิบัติ มีการประพฤติ มีการกระทำ มี Observation มี Commitment มีอะไรที่มันเป็นตัว การปฏิบัติ แล้วการปฏิบัตินั้นต้องเป็นการทำลายความเห็นแก่ตัว กูของกู มันก็จะเกิดความเห็นแก่ผู้อื่นอันจะเป็นสังคมนิยมที่จะแก้ ปัญหาของสังคมได้ เพราะว่าปัญหาเพิ่งเกิดเมื่อมนุษย์อยู่กันเป็น สังคม แล้วก็อย่าได้เกลียดกลัวคำว่าสังคมนิยมเลย อย่ากลัวว่าจะ ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์แล้วจะถูกจับ ถ้ากลัวก็เติมคำเข้าข้างหน้า อาตมาคิดว่าเติมคำข้างหน้าสักคำหนึ่งว่า ธัมมิกสังคมนิยม ธัมมิกสังคมนิยม เป็นสังคมนิยมที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ หรือพระเจ้า นั่นแหละสังคมนิยมที่จะช่วยมนุษย์เราสมัยนี้ให้รอด ได้ สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นมีค่าหรือมีความหมายมากจนพูดกัน
น.131 ไม่ไหว ถ้าใครเข้าใจว่ามีแต่ในพุทธศาสนาหรือในศาสนาฮินดูแล้ว จะเข้าใจผิด คำว่าธรรมะในภาษาบาลีภาษาสันสกฤตนั้นก็หมายถึง สิ่งทั้งปวง เช่นเดียวกับคำว่าพระเจ้าคือสิ่งทั้งปวง แต่ในด้านลึกมอง ไม่เห็นหรือเห็นยาก จึงมองเห็นแต่ด้านที่เห็นง่ายๆ ธรรมะนี้หมาย ถึงปรากฏการณ์ทั้งหลาย เหล่านี้ก็เรียกว่าธรรมะ กฎความจริงที่ มีอยู่ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นก็เรียกว่าธรรมะ ธรรมหรือธรรมะ แล้วแต่จะเรียก หน้าที่ ๆ มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่า นั้นก็เรียกว่าธรรมะ ผลที่เกิดขึ้นได้รับเป็นผลดีผลชั่วนี้ก็เรียกว่า ธรรมะ คำว่าธรรมะหรือธรรมคำเดียว หมายหมดไม่ยกเว้นอะไร สังเกตดูคำว่าพระเจ้าก็เหมือนกัน พระเจ้าคือสิ่งทั้งปวง ปรากฏ- การณ์ทั้งหลายนี้เป็นเนื้อตัวของพระเจ้าที่แสดงออกมา The Word พระโองการของพระเจ้า คือ กฎของธรรมชาติกฎของธรรมะ ทีนี้ หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติทุกคนตามกฎอันนี้ก็คือ ปฏิบัติตามพระเจ้า ตามกฎพระเจ้า พระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎนี้ต้องระวังให้ดี ท่าน มีหน้าที่ให้เราทำ ถ้าเราทำผิดจะถูกลงโทษเหมือนที่โลกกำลังจะ วินาศอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะว่าเหยียบย่ำกฎของพระเจ้า ถ้าปฏิบัติถูก ปฏิบัติตามกฎนั้นก็มีผลเกิดขึ้นมา เป็นการได้รับรางวัลมีความสุข ได้เป็นผู้ที่อยู่เหนือความตาย ก็เรียกว่าธรรมะ เพราะฉะนั้นอย่าได้เข้าใจว่ามันเกิดแตกแยกกันเป็นคนละ ศาสนา นี้มันมีปัญหาเกิดขึ้นเพราะว่าคำพูดมันไม่พอ คำพูดมัน
น.132 ก็เกิดหลอกลวงมนุษย์จนทำให้เข้าใจผิด แล้วก็แบ่งแยกกัน แตก- แยกกันก็เลยเบียดเบียนกัน มันมีสิ่งที่ลึกเกินกว่าที่จะเอามาพูดเป็น คำพูดได้นี้ส่วนหนึ่ง ถ้าไม่เข้าถึงส่วนนี้ก็เรียกว่าไม่เข้าถึงธรรมะ ไม่เข้าถึงพระเจ้า ไม่เข้าถึงเต๋า ไม่เข้าถึงอะไรต่าง ๆ แล้วแต่จะ เรียก ถ้าอย่างวิทยาศาสตร์ก็ต้องเรียกว่าไม่เข้าถึงกฎของธรรมชาติ อันแท้จริง ถ้าเข้าถึงกฎของธรรมชาติอันแท้จริง อย่างแท้จริง ไม่ใช่อย่างลูกเด็กๆเรียนในโรงเรียน ก็จะเข้าถึงเต๋า เข้าถึงธรรมะ เข้าถึงพระเจ้า เข้าถึงอะไรทุกอย่างเลย นี่ธรรมะคำเดียวในภาษา บาลีกินความอย่างนี้ ในภาษาอื่นก็ต้องมีคำหนึ่งซึ่งกินความถึงสิ่ง ทั้งหมด เช่นคำว่า เต๋า ก็เหมือนกัน จะต้องกินความถึงสิ่งทั้งหมด ไม่ยกเว้นอะไร เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าถึงหัวใจของมัน เราจึงจะ เข้าถึงสิ่งนี้แล้วก็จะแก้ปัญหาได้ นี่สังคมมีเพียงสังคมเดียวในหมู่มนุษย์ คือว่ามนุษย์นี่มี ความทุกข์ จะต้องช่วยกันแก้ไขให้หมดความทุกข์ โดยการกระทำ ให้เข้าถึงตัวธรรมะหรือตัวพระเจ้า หรือตัวอะไรแล้วแต่จะเรียกว่า อย่างไร เดี๋ยวนี้อาตมาเห็นว่าท่านทั้งหลายก็มีหน้าที่สังคมสง- เคราะห์ หาเงินหาของหาอะไรต่าง ๆ มาช่วยกันอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แล้วก็วิตกอยู่ว่า ท่านจะลืมสิ่งที่สำคัญหรือมองข้ามสิ่งที่สำคัญ ที่สุดสิ่งหนึ่งเสีย ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหลาย คือ ความเห็น แก่ตัว ตัวกูของกูที่เกิดมาจากการที่มนุษย์เหยียบย่ำศาสนาเหยียบ
น.133 ย่ำศีลธรรม เหยียบย่ำพระเจ้าเหยียบย่ำอะไรเสีย มันก็เกิดปัญหา สวนขึ้นมาเป็นการลงโทษของพระเจ้าหรือของพระธรรม เพราะ ฉะนั้นการแก้ก็คือการถอยหลังเข้าคลองให้ถูกต้องตามเดิมเท่านั้น แหละ นั่นแหละจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ มนุษย์ที่ยากจนก็จะแก้ปัญหาได้ด้วยการมีศาสนาและศีล- ธรรม มนุษย์ที่เป็นอันธพาลมันก็เห็นชัดอยู่ว่าแก้ได้ด้วยการที่เขา ถอยหลังเข้าไปหาความถูกต้องคือศาสนาและศีลธรรม หรือมนุษย์ ขาดแคลนอย่างนี้ ถ้ามีศีลธรรมมีธรรมะจริง ปฏิบัติในศาสนาจริง ความขาดแคลนจะหายไป คือไม่มีใครเอาเปรียบ ไม่มีใครกอบโกย ส่วนเกิน แต่ทุกคนก็มีความขยันขันแข็งที่จะผลิต มันก็พอที่จะ ให้แก่ผู้อื่น คือว่าเจียดส่วนเกินให้แก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้น ถ้าเดี๋ยวนี้ ในโลกนี้เจริญวิวัฒนาการด้วยเครื่องประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงอะไร ต่าง ๆ มันก็ต้องทำขึ้นเป็นส่วนเกินเพื่อช่วยเหลือสังคมคือผู้อื่น อย่าเพื่อคนใดคนหนึ่งเลย เดี๋ยวนี้เราทำอะไรมันก็เพื่อผู้ทำเสียทั้งหมด เช่นว่าเราผลิต เครื่องมือวิเศษขึ้นมาได้ ขนาดไปโลกพระจันทร์ได้อะไรได้นี้ แต่ ว่าเครื่องมือเหล่านี้ผลิตเพื่อประโยชน์แก่คนเป็นคน ๆ ไป หรือ แม้ว่าจะหลายคนรวมกัน มันก็ยังเรียกว่าเป็นประโยชน์อย่างบุคคล อย่างส่วนบุคคล อย่างส่วนตัวกูของกูทั้งนั้น ไม่มีใครใช้ประโยชน์ นี้เพื่อคนทั้งโลก เพื่อประโยชน์แก่คนทั้งโลก อะไรที่คิดขึ้นได้
น.134 ใหม่ ๆ แปลก ๆ ก็ถูกนำไปใช้เพื่อส่วนบุคคล เครื่องมืออันวิเศษ ทั้งหลายที่เราคิดขึ้นมาได้ใหม่ๆในโลกนี้ มันเลยกลายเป็นอันตราย แทนที่จะเป็นประโยชน์ทำให้เกิดสันติภาพ มันกลายเป็นส่งเสริม ให้มีวิกฤตการณ์ ของดี ๆ นั้นแล้วแต่ว่าจะเล็งไปถึงอะไร เครื่อง วิทยุหรือโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์หรืออะไรทุก ๆ อย่างที่กำลัง ประดิษฐ์ขึ้นนี้ ระวังแต่ว่าบุคคลคนหนึ่งจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ แก่ตัวกูของกูทั้งนั้น ก็จะทำให้โลกนี้มีวิกฤตการณ์มากขึ้น ถ้าเขา ใช้เครื่องมือเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อสังคมนิยมกันจริง ๆ แล้ว โลกนี้ก็ จะเป็นโลกที่มีสันติภาพสันติสุข เป็นโลกของพระศรีอาริย์ได้ใน เวลาอันสั้น ถ้ามนุษย์รู้จักใช้ความฉลาดเฉลียวเหล่านี้เพื่อประ- โยชน์แก่สังคมนิยมจริง ๆ แล้ว โลกนี้ก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นโลก ที่มีสันติภาพมีสันติสุข เพราะฉะนั้นอย่ามองกันแต่เรื่องร่างกายหรือวัตถุ ขอให้ มองเรื่องจิตใจด้วย แล้วก็มองให้พบปัญหาที่น่าหวาดเสียวที่สุด คือศาสนาและศีลธรรมกำลังจะไม่มีในโลก เพราะว่ามัน ได้เปลี่ยน เป็นสิ่งอื่นไป ทั้งที่มันยังเรียกว่าศาสนาและศีลธรรม เพราะฉะนั้น เราพูดได้เลยว่า ศาสนาและศีลธรรมเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ศาสนาและศีล- ธรรมอย่างครั้งกระโน้น อย่างครั้งพระพุทธเจ้าอย่างครั้งพระเยซู หรืออย่างพระศาสดาองค์ไหนก็ตามเถอะ มันเปลี่ยนตัวแต่ชื่อคงไว้ อย่างนี้มนุษย์จะเป็นผู้ทำผิดคือว่าเดินออกจากคลองโดยไม่รู้ตัว
น.135 แล้วจะพลัดตกลงไปในเหว เพราะฉะนั้นรีบถอยหลังเข้าคลอง คือ มาสู่ความถูกต้องกันเสียใหม่ นี่คือใจความสั้น ๆ ที่อาตมาเสนอแก่ท่านทั้งหลายทุกคน ผู้สนใจจะเสียสละเพื่อกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ว่า เราทุกคนจงช่วย กันถอยหลังเข้าคลองให้มาอยู่ในคลอง แล้วเดินต่อไปให้ถูกต้อง มันก็จะหมดปัญหาได้ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนพยายามสนใจคิด ให้เข้าใจในเรื่องนี้ เพียงแต่คิดเห็นอย่างถูกต้องก็เป็นบุญเป็นความ ดีขึ้นมาทันที ที่เราทำไปได้แล้วก็จะยิ่งได้รับผลยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นอาตมาขอแสดงความยินดีอย่างสูงสุด ในการ ที่ได้พบกับท่านทั้งหลายในวันนี้ เพื่อร่วมกันพิจารณาเกี่ยวกับ ปัญหาของมนุษย์ ซึ่งอาตมาก็สนใจอยู่ตลอดเวลา จะเรียกว่าทุก ครั้งที่หายใจเข้าออกก็ได้ เพราะฉะนั้น จึงมีความยินดีที่ว่าได้พบ เพื่อนมนุษย์ที่สนใจจะแก้ปัญหาของมนุษย์ ในฐานะเป็นโลกของ มนุษย์โดยส่วนรวมนี้ให้สำเร็จประโยชน์ แล้วก็ขออ้างคุณสิ่งที่ สูงสุดซึ่งมีชื่อเรียกไม่รู้กี่อย่างนั่นแหละ ว่าจงช่วยดลบันดาลให้ท่าน ทั้งหลายจงประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่มุ่ง หมายจะกระทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน และมีความผาสุกร่วมกัน ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa