Buddhadasa.org

ธรรมิกสังคมนิยม ตอนที่ ๒ — สังคมนิยมตามหลักแห่งพระศาสนา

ธรรมิกสังคมนิยม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมิกสังคมนิยม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.136 ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย การบรรยายครั้งที่ ๒ นี้ จะพูดโดยหัวข้อว่า ‘สังคมนิยม' ตามที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มีอยู่ในหัวข้อที่ทางกระทรวงกำหนด ให้มา สำหรับคำว่า "สังคมนิยม" คำนี้ ทุกคนก็ได้ยินได้ฟังกัน อยู่แล้ว และรู้จักกันในฐานะที่เป็นชื่อของระบบการเมือง หรือ อุดมคติทางการเมืองอย่างหนึ่ง และโดยส่วนใหญ่ก็เล็งถึงระบบ ที่เป็นข้าศึกต่อเสรีประชาธิปไตย พอพูดถึงสังคมนิยม ความคิด ของคนสมัยนี้ก็แล่นไปถึงคอมมิวนิสต์หรืออะไรทำนองนั้น แต่ที่ บรรยายอบรมแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษารุ่นที่ ๑๕ ที่สวนโมกขพลาราม ไชยา ๑๕ กนยายน ๒๕๑๗

น.137 เราจะพูดกันในวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกันกับคำนั้น ในความหมายอย่าง นั้น คือ เป็นสังคมนิยมตามหลักแห่งพระศาสนา ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า บัดนี้เราจะ พูดกันถึงสังคมนิยมตามหลักแห่งพระศาสนาซึ่งจะเป็นศาสนาไหน ก็ได้ หรือที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ตามหลักของธรรมชาติ ขอให้ ทำความรู้สึกสำหรับจะฟังความหมายของคำ ๆ นี้ตามหลักแห่งพระ ศาสนาโดยตรง ความรู้สึกของผู้ฟังในขณะนี้ควรจะเกลี้ยงเกลาไป จากความคิดเรื้อรังต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนว่า ขึ้นชื่อว่าสังคมนิยมละก็ ต้องเป็นระบบชนกรรมาชีพที่ยื้อแย่งนายทุน หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งไม่ควรจะเอามาปนกันเลย ทีนี้ขอให้ทบทวนถึงเรื่องที่เราพูดกันในครั้งที่แล้วมา คือ เรื่องศีลธรรม ถ้าเข้าใจเรื่องนั้นแล้วก็จะเข้าใจเรื่องนี้โดยถูกต้อง โดยสมบูรณ์และโดยง่าย เราต้องนึกถึงคำว่า "ศีลธรรม" ในแง่ ที่ว่าศีลธรรมเป็นเหตุให้เกิดความปกติและเป็นภาวะแห่งความปกติ นี่ก็แล้วแต่ว่าจะเล็งกันในฐานะที่เป็นเหตุหรือเป็นผล ถ้าศีลธรรม ถูกมองไปในลักษณะที่ เป็นเหตุ ก็จะเป็นสิ่งหรือเครื่องมือหรือ อะไรก็ตามที่จะทำความปกติ แต่ถ้า เป็นผล ก็คือแสดงออกมา แล้วก็เป็นภาวะแห่งความปกติ อีกอย่างหนึ่งได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ศีลธรรม หรือที่ไม่ต้องเนื่องอยู่ด้วยศีลธรรม คือถ้ามนุษย์เราจะมีการกระดุก-

น.138 กระดิกเคลื่อนไหวไปแม้แต่สักนิดหนึ่ง ก็จะเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยว กับศีลธรรม โดยจะต้องกระดุกกระดิกไปเพื่อความสงบหรือความ หยุด ฉะนั้นความวุ่นวายทั้งหลายนี้เป็นผลของความไม่มีศีลธรรม ดังนั้นก็ต้องเรียกว่าทุกอย่างเนื่องกันอยู่กับศีลธรรมหรือปัญหาทาง ศีลธรรมอยู่นั่นเอง แม้กำลังเป็นภาวะที่ไร้ศีลธรรมอยู่ในบัดนี้ สิ่ง ที่เรียกว่าสังคมนิยมนี้ก็เหมือนกัน เป็นศีลธรรมระบบหนึ่ง แต่ว่า ลึกซึ้งอย่างที่ไม่มีใครจะมองเห็นมันในรูปนั้น แต่โดยที่แท้จริง หรือตามธรรมชาตินั้นมันก็เป็นอย่างนั้น เราจะดูกันว่าสังคมนิยมเป็นศีลธรรมระบบหนึ่งอย่างไร ? ถ้าพูดอย่างเอาเปรียบกว้าง ๆ ไว้ที่ก่อนก็คือว่า การจัดระบบที่ทำ ให้สังคมเป็นปกติหรือเป็นปกติสุขนั่นแหละจึงจะเรียกว่าสังคมนิยม ถ้ามันเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายก็จะเป็นเรื่องความไร้ศีลธรรม ในทางสังคม แต่ก็ยังคงเป็นปัญหาของสังคมนิยมอยู่นั่นเอง ทีนี้ได้เคยบอกแล้วว่า การศึกษาเรื่องที่ลึกซึ้งทุกแขนงนี้มี ความยากลำบากอยู่ที่ถ้อยคำ ปัญหาทางถ้อยคำมีเกิดขึ้นเรื่อย แล้ว เกิดมากยิ่งขึ้นทุกที เพราะว่าเราพบอะไรใหม่ ๆ มากขึ้นทุกที แม้ที่เขาพบหลักธรรมกันแต่ก่อนสมัยก่อนสมัยโบราณเป็นพันปี สองพันปีมาแล้ว ก็มีความลำบากกันในเรื่องนี้ คือ ในเรื่องที่จะเอา คำพูดคำไหนมาพูดจาอธิบายกัน ในเวลานี้ก็ยังลำบากในเรื่องนี้ เกี่ยวกับคำพูดมีไม่พอ หรือว่าตีความหมายไปคนละทาง หรือ

น.139 ความหมายมันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจเรื่อง "คำพูด" กันเสียก่อน จึงจะพูดกันให้รู้เรื่องต่อไปตามลำดับ คำแรกจะต้องเอาคำว่า "การเมือง" มาพูดกันเสียก่อน เพราะสังคมนิยมก็เป็นระบบการเมืองหรือเป็นอุดมคติทางการเมือง ระบบหนึ่ง คำว่า "การเมือง " นี้แสนจะกำกวมอยู่ในโลกนี้เวลานี้ หรือแม้แต่ในประเทศไทย พวกหนึ่งก็มองไปในฐานะที่เป็นสิ่งที่ หลอกลวงเหลวแหลกมายา เป็นอุบายแห่งการเอาเปรียบ นี้ก็มี อยู่จริงในทางหนึ่งหรือด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็เป็นเครื่องมือหรือ อุบายอันหนึ่ง ที่หวังกันอยู่ว่าจะสามารถจัดโลกนี้ให้มีสันติภาพ ถ้าอย่างนี้ก็นับว่าดีมีประโยชน์ ในภาษาไทยเราการใช้คำว่า "การเมือง" นี้ จะถูกหรือจะ ผิดจะเหมาะหรือไม่เหมาะนั้น ไม่ใช่เวลาที่จะวินิจฉัยกันแล้ว มัน เลยมาแล้ว ควรแต่จะต้องเอาสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่จริง ๆ นี้มาจับกันดูกับคำ ๆ นี้ แล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดจะ ดีกว่า ถ้าเราจะถือว่าคำว่า "การเมือง" มาจากคำว่า politics ก็จะ ยิ่งเห็นความหมายได้ง่าย เพราะคำว่า politics นี้มีความหมาย "เกี่ยวกับคนมาก" หรือเกี่ยวกับเรื่องที่มาก ๆ นี้จะต้องนึกไปถึง ความจริงอันหนึ่งว่า พออะไรมีเพิ่มมากขึ้นละก็เป็นเกิดปัญหาทัน ที จะเป็นคนหรือจะเป็นของอะไรก็ตาม poli ที่แปลว่า "มาก"

น.140 นี้หมายถึงอะไรก็ได้ บัดนี้เอามาใช้ประกอบขึ้น เป็นคำสำหรับ อุดมคติอันหนึ่ง ที่จะใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการที่มีคนหรือ มีอะไรมาก ๆ เรื่องความมีปัญหามากนี้ไม่ต้องสงสัย ย่อมมาจาก การที่มีคนมากขึ้นในโลกในสังคมอะไรนี้ ดังนั้นก็ต้องมีระบบอัน หนึ่งทางศีลธรรมหรือว่าทางศาสนาก็ตาม เพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ถ้าคำว่า "การเมือง" หมายความอย่างนี้ก็นับว่าดี คือว่าเป็นกลาง วางไว้สำหรับจะแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับคนมากก็แล้วกัน ทีนี้ก็มีคำที่เนื่องมาจากคำนี้ เช่น คำว่า "อุดมคติทางการ เมือง" ก็เลยมองเห็นได้ทันทีว่า อุดมคติก็กำลังมีมาก คนนั้นเขา ก็ว่าอย่างนี้ คนนี้ก็ว่าอย่างโน้น จนเกิดขึ้นหลาย ๆ ระบบเป็น อุดมคติทางการเมืองที่แข่งขันกันขึ้นมา เสนอตัวเป็นผู้จัดสันติภาพ ของโลก จนกระทั่งเราไม่รู้ว่าจะเอาระบบไหนดี จึงมีปัญหา ถ้า เราไม่รู้จักก็ย่อมจะเป็นอันตรายหรือไม่สำเร็จประโยชน์เป็นอย่าง น้อย ถ้ารู้จักอุดมคติทางการเมืองว่ามันคืออะไรแล้วจะง่ายนิด เดียว ในเมื่อเราย้อนกลับไปถึงคำพูดที่ได้พูดไว้แล้วว่า ไม่มีอะไร ที่ไม่ใช่ศีลธรรม ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวกับศีลธรรม ระบบการเมือง ที่แท้ก็คือศีลธรรม ถ้าระบบการเมืองนั้นถูกต้อง นั่นก็คือศีลธรรม ที่มีแล้วอย่างถูกต้อง ถ้าผิดแล้วก็ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นศีลธรรมที่ ผิดหรือไม่ประกอบอยู่ด้วยศีลธรรม นี่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องไป

น.141 ดูเอาเองว่า ระบบการเมืองระบบไหนประกอบไปด้วยศีลธรรม ซึ่งบัดนี้เราก็จะพูดไว้ล่วงหน้าเสียเลยว่า ระบบสังคมนิยมนี้ คือ ระบบที่ประกอบด้วยศีลธรรมยิ่งกว่าระบบใด ดูต่อไปถึงคำว่า ระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจ นี้คงจะผุดขึ้นในหัวของบุคคล ที่เห็น แต่เรื่องกินเห็นแต่เรื่องปากเรื่องท้อง จนกระทั่งเอาระบบการ เมืองนี้มาเป็นระบบเศรษฐกิจเป็นอุดมคติไปเสีย เรื่องเศรษฐกิจ นี้ก็มีปัญหาอย่างเดียวกันอีก เพราะคนพวกนี้เขาจะมองกันแต่เรื่อง ปากเรื่องท้องว่าเป็นตัวการ สำคัญ ที่จะทำให้สังคมผันผวนไปอย่าง ไรก็ได้ สำหรับคำว่าเศรษฐกิจนี้ ถ้าถูกต้องจริง ๆ นี้ก็คือระบบ ศีลธรรมในแง่ที่เกี่ยวกับเรื่องจะต้องกินต้องใช้ แม้แต่เรื่องในครัว ก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นสิ่งที่ต้องประกอบอยู่ด้วยศีลธรรม โดยตรง เดี๋ยวนี้ดูเหมือนเขาจะถือเอาระบบเศรษฐกิจเป็นหลัก ใน การที่จะแบ่งแยกอุดมคติทางการเมืองหรือเรื่องการเมือง มันก็ไม่ แปลกอะไร ก็ถูกอยู่เหมือนกัน เพราะเขามองไปในทิศทางนั้น เป็นระบบเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระวังให้ดี ควรให้คงความหมายเดิม ที่ว่า ต้องประกอบอยู่ด้วยศีลธรรม แล้วก็จะเป็นระบบเศรษฐกิจ ที่ดีที่ใช้ได้ ทีนี้จะมองกันให้กว้าง ให้เป็นระบบการปกครอง

น.142 ระบบการปกครอง นับตั้งแต่ปกครองหมู่บ้าน บ้านเมือง ประเทศชาติ หรือว่าถ้าใครจะทำได้สักคนหนึ่งก็ปกครองโลก นี้ เป็นระบบการปกครองซึ่งหมายถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากคน หมู่มาก ถ้าระบบการปกครองถูกต้องก็ยิ่งต้องเกี่ยวกับศีลธรรม จน กระทั่งเป็นตัวศีลธรรมอันหนึ่งไปเลย ดังนั้นระบบการปกครองก็ คือระบบศีลธรรมในความหมายหนึ่งนั่นเอง นี่คำพูดมันชวนกัน เกิดขึ้นมามากขึ้น ๆ แล้วก็แยกแขนงไป ตามความมุ่งหมายส่วน หนึ่ง ๆ ตามความรู้ หรือสติปัญญา หรือการเพ่งเล็งของบุคคล ผู้กล่าวนั้น มองออกไปอีกที่หนึ่งก็จะไปพบคำว่า ศาสตร์ของสังคม ศาสตร์ของสังคม หรือ social science ซึ่งมีคนแปลว่า ศาสตร์สังคม หรือสังคมศาสตร์ หรืออะไรคล้ายๆ กันนี้ สำหรับ คำว่า "ศาสตร์" นี้ อย่างไรเสียความหมายเดิมก็คือ ศาสตรา หรือ สิ่งที่มีคม คำว่าศาสตรานี้คือสิ่งที่มีคมที่ใช้ตัด ความหมายทาง ศาสนาใช้เป็นชื่อของคำอธิบายแก่สิ่งที่ยาก คือ สิ่งที่เรียกว่าสูตร เมื่อสิ่งที่เรียกว่าสูตรนี้ยากและลึก เข้าใจยาก เป็นอุดมคติ ที่สรุปไว้สั้นมาก เขาก็มีคำอธิบายขึ้นมาระบบหนึ่งเรียกว่าศาสตร์ ยืมมาจากคำว่า ศาสตรา-ของมีคม เพื่ออธิบายคำว่าสูตรนั้นให้ เป็นที่เข้าใจ ใช้กันอยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวง- การพุทธศาสนาอย่างมหายาน

น.143 เมื่อเราเอาคำว่าศาสตร์มาพิจารณาดู มันก็คือของมีคม แล้ว มันจะตัดปัญหา ฉะนั้นศาสตร์สังคมก็คือ ของมีคมที่จะตัดปัญหา ทางสังคม แล้วก็รวบเอาเรื่องทุกอย่างที่สังคมจะต้องเกี่ยวข้องหรือ ใช้มาเป็นศาสตร์สังคม เช่น เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่อง วัฒนธรรม กระทั่งเรื่องศาสนา เป็นต้น ก็มาเป็นศาสตร์สังคม ดังนี้แล้วการเมืองก็เป็นศาสตร์สังคมอันหนึ่งที่ตัดปัญหาได้ดี หรือ ต้องดูเอาเองว่าจะต้องเป็นศาสตร์ชนิดไหน แม้จะแยกการเมืองออกมาจากศาสตร์สังคมทั้งหลายแล้ว ก็ ยังจะต้องมาแยกดูอีกทีว่า ควรจะเป็นการเมืองระบบไหนที่จะตัด ปัญหาเหล่านี้ได้ เราใช้คำที่เป็นกลางที่สุดคำนี้ก็ดี คือศาสตร์สังคม จะได้ไม่เถลไถล หรือว่าจะไม่กำกวมออกไปนอกลู่นอกทางได้ แล้ว ก็อย่าลืมว่า ศาสนาก็รวมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์สังคม หรือสังคม ศาสตร์ด้วยเหมือนกัน ระบบการเมืองอาจอยู่ในระดับศาสนาก็ได้ โดยการพิจารณาดังกล่าวแล้ว ระบบการเมืองอาจจะกระ- โดดพรวดขึ้นไปอยู่ในระดับที่เรียกว่าศาสนาก็ได้ แล้วก็อาจจะเป็น เรื่องของคนโง่ก็ได้ เราจะถือว่าระบบการเมืองนี้เป็นศาสนา ซึ่ง เป็นศาสนาของคนบางคนอยู่แล้วก็ได้ หรือว่าบางพวกที่เขาจะให้ การเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดขึ้นไปอยู่ในระบบศาสนา อย่างนี้ ก็ถูกแล้วก็จริงด้วย เพราะว่าระบบการเมืองนั้นถ้าถูกต้องแล้ว ก็

น.144 เป็นระบบศีลธรรมโดยตรง คำว่า "ศาสนา" ก็คือ ภาวะสูงสุดของศีลธรรม และเป็น ภาวะที่เต็มรูปของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมเท่านั้น ฉะนั้นถ้าการเมือง ดีจริงก็อยู่ในรูปศาสนาได้ แต่โดยเหตุที่ว่าเขาเพ่งเล็งกันแต่ทาง ร่างกายทางวัตถุ การเมืองก็ไม่เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ ศาสนาที่แท้ จริงต้องเล็งถึงเรื่องทางวิญญาณหรือทางจิตใจด้วย ตรงนี้ก็อยากจะขอพูดสักหน่อยในฐานะเป็นเรื่องแทรก เพราะว่าเคยมีปัญหากระทั่งเคยถูกด่า คือปัญหาที่ว่าพุทธศาสนานี้ เป็นวัตถุนิยมหรือว่าเป็นมโนนิยม ? เขาก็เคยมองกันผิด ๆ แล้วก็ เคยเถียงกัน แต่ในที่สุดถ้ามองกันให้ดีแล้ว พุทธศาสนาก็ไม่เป็น วัตถุนิยมและก็ไม่เป็นมโนนิยม แต่เป็นความถูกต้องระหว่างสิ่งทั้ง ๒ นั้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่าเป็นทั้ง ๒ อย่างตามสัดส่วนที่ ควรจะเป็น ศาสนาที่จะเอามาใช้เป็นเรื่องของศาสตร์สังคมที่ดีที่สุดได้ นั้น ต้องไม่เป็นทาสของวัตถุและก็ไม่บ้าคลั่งแต่ในเรื่องทางจิตใจ จึงจะมาอยู่ในรูปของพุทธศาสนา หรือเป็นแม้แต่ระบบศีลธรรม ที่ดี และควรจะรู้จักสิ่งนี้ไว้ในลักษณะอย่างที่ว่า คำว่า "การเมือง" และคำว่า "ศาสนา" นี้ยังกำกวมเหลือเกิน จะเอาตรงไหนแน่ก็ ต้องพูดกันเป็นเรื่อง ๆ ไป ทีนี้ยังมีคำที่ควรจะนึกถึงอีกคำหนึ่งด้วย คือ คำว่า "การ

น.145 เมืองเรื่องสกปรก" ถ้าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกแล้วก็ควรจะไม่ใช่ การเมือง เพราะเป็นเรื่องไร้ศีลธรรมไม่อยู่ในรูปของศีลธรรม เพราะว่าไม่อยู่ในศีลธรรมเช่นนั้นในที่สุดก็จะทนอยู่ไม่ได้ ก็ต้อง ดิ้นรนไปกลิ้งเกลือกไปจนกว่าจะไปอยู่ในรูปของศีลธรรม การเมือง สกปรกนี้ต้องไม่ถือว่าเป็นการเมือง หรือจะเรียกว่าการเมืองก็จะ ต้องยกเว้นให้เป็นพิเศษ คือ แยกออกมาในฐานะที่มันกำลังดิ้นรน ไปด้วยความเข้าใจผิด เห็นผิดเห็นแก่กิเลสหรืออะไรก็ตาม จึงได้ เป็นการเมืองที่สกปรก ทีนี้เมื่อเรามีให้ได้เห็นกันแต่การเมืองที่สกปรก เด็ก ๆ ก็ เหมาเอาว่าการเมืองนี้เป็นเรื่องสกปรก ก็โทษเด็กไม่ได้ เพราะเด็ก เห็นแต่การเมืองเรื่องสกปรกทั้งนั้น การเมืองที่ถูกต้องนั้นเขาไม่ เคยเห็น แล้วทั่วโลกก็กำลังเป็นกันอย่างนี้ นี่เราก็พูดตรง ๆ ไม่ ลำเอียง ไม่ใช่ด่าเขาว่ากำลังมีปัญหาอย่างนี้ จนกระทั่งว่าการเมือง นี้เป็นเครื่องมือเอาเปรียบผู้อื่น ลักล้วงประโยชน์ของผู้อื่น ใช้ลิ้น เป็นอาวุธสำหรับจะเอาประโยชน์ให้มากที่สุด นี่ผิดความหมายของ คำว่าการเมืองนี้ไปไกลแล้ว ตามที่ได้พูดไว้ให้ถือเป็นหลักสำหรับ พิจารณา หลักนั้นให้พิจารณาดูว่า ทุกอย่างไม่พ้นไปจากศีลธรรม แล้วทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกันอยู่กับศีลธรรม ไม่มีอะไรที่จะแยก ออกไปจากศีลธรรมได้ พอแยกตัวออกไปก็ผิดความหมายแห่ง

น.146 ศาสตร์สังคมทันที เช่น เกิดการเมืองสกปรกขึ้นมา ซึ่งที่แท้ก็มิ ใช่การเมือง ดูต่อไปถึงคำว่า "การเมือง" ในรูปต่าง ๆ กัน สิ่งที่เรียกว่าการเมือง คือ ระบบศีลธรรมอันเร้นลับ การ ดูอย่างนี้มีประโยชน์และเป็นสิ่งที่จำเป็นโดยแน่นอน ถ้าเราเอามา ทำมาใช้ให้ถูกต้องก็จะมีประโยชน์ ถึงอย่างนั้นก็ยังจะต้องแยกออก ให้ง่ายให้เห็นได้ง่าย ให้ง่ายแก่การที่จะศึกษาหรือปฏิบัติศีลธรรม ในรูปแห่งการเมือง ถ้าการเมืองอยู่ในรูปของปรัชญา ก็ดูจะยังเป็นเรื่องอากาศ- ธาตุเสียมากกว่า คือลม ๆ แล้ง ๆ เพราะว่าปรัชญานั้นเป็นอย่างนั้น เอง ปรัชญาเป็นเรื่องสำหรับคิดคำนวณแล้วออกมาเป็นคำพูด มัน ก็อยู่ในลักษณะของคำพูดไม่อาจจะเข้าถึงตัวจริงได้ การเมืองที่อยู่ ในรูปของปรัชญาที่บ้าหลังคลั่งไคล้กันนัก ในรูปของปรัชญาใน โลกนี้ในเวลานี้ก็จะยังคงเหลวอยู่นั่นแหละ ถ้าว่าการเมืองมาอยู่ในรูปของศีลธรรม ต้องขอใช้คำพูด โสกโดกที่ว่า "มันวิเศษเลย" ถ้าว่าการเมืองมาอยู่ในรูปของศีล- ธรรมก็หมายความว่า ละเสียจากความเป็นปรัชญา นี้จะช่วยโลก ได้ ข้อที่ว่าเป็นศีลธรรมอย่างไรนั้นก็พูดกันแล้ว ถ้าให้ดีกว่านั้นอีก ก็ให้การเมืองมาอยู่ในรูปของศาสนาเสีย เลย เพราะว่าคำว่า "ศาสนา" ก็คือ ภาวะสมบูรณ์ของสิ่งที่เรียกว่า

น.147 ศีลธรรม ความเต็มรูปของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม คือ ศาสนา ถ้า มันยัง "เด็ก ๆ" อยู่ ก็เรียกว่า "ศีลธรรมอันดีของประชาชน" ไป ก่อนก็ได้ แต่ถ้ามันเต็มรูปเป็นภาวะที่เต็มรูปก็คือศาสนาในระบบ หนึ่งซึ่งจำเป็นแก่สังคม ฉะนั้นถ้าคนบริสุทธิ์จริงและฉลาดจริง ก็เอาการเมืองนี้มาทำให้อยู่ในรูปของศาสนาก็ได้ แล้วทุกคนก็มี ศาสนาพร้อม ๆ กัน เหมือนๆ กันตรงกันทั้งโลก โลกนี้ก็จะมีสันติ ภาพถาวร ยิ่งกว่าถาวร ขอให้ลองเหลือบตาดูว่า การเมืองที่อยู่ในรูปของปรัชญานี้ เป็นอย่างไร? บางทีจะนำไปสู่การฆ่าแกงกัน การเผาผลาญกัน การทิ้งระเบิดปรมาณูใส่กันท่าเดียว แต่ถ้าไปอยู่ในรูปของศีลธรรม แล้วมันจะหมุนไปอีกทางหนึ่ง จะเป็นไปในทางเย็นลงสงบลง จะมี ประโยชน์แก่มนุษย์สมตามความมุ่งหมายได้จริง นี่เป็นอันว่า เราได้พูดกันแล้วถึงเรื่องสิ่งที่เรียกว่า "คำ" มันลำบากอยู่ที่คำ เพราะว่ามีความกำกวมอยู่ที่คำ เปลี่ยนแปลง ไปตามยุค ตามสมัย ตามถิ่น ภูมิประเทศ หรือตามความชอบใจ ของคนมากกว่า ทีนี้จะดูความกำกวมของ "คำ" นี้ให้ละเอียดลงไปอีก ก็ จะดูกันถึงคำว่า "ประชาธิปไตย" เป็นคำแรก คำว่า ประชาธิปไตย ก็เป็นคำที่ได้ยินกันอยู่ทุก ๆ วัน และ จะมากเกินจำเป็นไปแล้วก็ได้ แต่มันเป็นคำที่กำกวมหรือหลอกลวง

น.148 ที่สุดด้วย เพราะว่าคนที่มีกิเลสนั้น ต่างคนต่างใช้กิเลสของตน ให้ความหมายแก่คำว่าประชาธิปไตย ในทางหนึ่งก็เป็นเครื่องมือ สำหรับเอาเปรียบหรือทำลายผู้อื่น ในอีกทางหนึ่งก็เป็นเครื่องมือ สำหรับสร้างสันติภาพ ดังนั้นพิจารณาดูคำว่าประชาธิปไตยนานา ชนิดไปตามลำดับจะดีกว่า บัดนี้มีคำที่ใช้กันอยู่ว่า ประชาธิปไตยพื้นฐาน คือ ประชา- ธิปไตยกลาง ๆ หรือประชาธิปไตยเฉย ๆ อย่างนั้นแล้วก็มักจะใช้ เป็นข้ออ้างว่า เราจะต้องนึกถึงสิ่งนี้ก่อน อาตมารู้สึกว่าประชาธิปไตยพื้นฐานนี้ยังพร่าหรือกว้างเกิน ไป หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะว่าประชาธิปไตยพื้นฐานนี้ย่อม สร้างขึ้นมาได้พร้อมกันทั้งคู่เลย คือ สร้างขึ้นมาได้ทั้งนายทุนและ ทั้งชนกรรมาชีพ ซึ่งเราจะถือว่าคำทั้ง ๒ คำนี้เป็นคำพูดสำหรับจะ ใช้เล็งถึงสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันดังนี้ - เพราะประชาธิปไตยพร่า จึงเกิดนายทุน - เพราะประชาธิปไตยพร่า จึงเกิดสิทธิที่จะยื้อแย่งนายทุน เช่น สิทธิของชนกรรมาชีพ เป็นต้น - เพราะประชาธิปไตยพร่า จนไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ตรงไหนกัน แน่ ก็ปล่อยไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นเป็นกรณีๆ ไป นี่เรียกว่าประชาธิปไตยพื้นฐานอยู่ที่ตรงไหนกันแน่? มีบท บัญญัติอย่างไร ? โลกเรามีประชาธิปไตยพื้นฐานกันมากี่สิบปีแล้ว

น.149 แล้วโลกนี้เป็นอย่างไร ? มันมุ่งหมายไปรวมที่จุดไหน ? หรือว่า พร่าออกไปทุกที คำว่า "ประชาธิปไตยพื้นฐาน" นี้ยังเป็นที่พึ่ง ไม่ได้ คือว่าใครจะดึงไปทางไหนก็ได้นั่นเอง ทีนี้เขยิบดูไปให้แคบเข้าว่า ประชาธิปไตยที่เป็น "เสรีนิยม" นี้เราควรจะระลึกถึงคำคู่หรือคู่ของมัน คือ คำว่า "สังคมนิยม" พร้อมกันไปในตัว ประชาธิปไตยเสรีนิยม ก็เปิดเสรีเต็มที่ แล้วก็ไม่ได้จำกัด ความไว้ชัดว่าเสรีอย่างไร แล้วกิเลสของคนมันก็ฉวยโอกาสที่จะ เสรีไปตามอำนาจของกิเลส พอมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว กิเลสมัน ก็เข้าสวมรอยที่จะใช้เสรีภาพตามอำนาจของกิเลส แม้อุดมคติจะ วาดไว้สวยงามทางปรัชญา แต่การปฏิบัตินั้นก็เป็นไปไม่ได้ ปรัชญา ไม่มีกำลังพอที่จะต้านทานกิเลสได้ เดี๋ยวนี้เมื่อดูถึงคำพูดคำนี้แล้ว มันก็แสดงความกำกวม อย่างยิ่งอยู่แล้วว่า ทำอะไรก็ได้ ฉะนั้นเสรีประชาธิปไตยนี้จะต้อง ระวัง มันเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงได้ เพราะว่าคน ๆ ไหนก็อ้าง เสรีภาพได้ คนพาลก็อ้างได้ บัณฑิตก็อ้างได้ ถ้าไม่ให้เขาก็ต้อง เรียกว่า ไม่มีเสรีภาพ ตัวอย่างเช่นมีปัญหาว่า จะสมัครเป็นผู้แทน จะต้องมีพรรคไหม ? ถ้าว่าต้องสังกัดพรรคมันก็ไม่ใช่เสรีภาพที่ สมบูรณ์ ยังถูกกักกันไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็น เรื่องเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ พูดพอให้เป็นตัวอย่างว่า เสรีภาพนี้

น.150 ทำยาก เพราะมันยังอยู่ใต้อำนาจของกิเลสของแต่ละคนอยู่นั่นเอง อนึ่ง ถ้าจะถามว่าคนในโลกนี้เขาหมดกิเลสกันหรือยัง ก็ ยอมรับว่ายังมีกิเลส ถึงแม้จะรวมกลุ่มกันทั้งโลก ก็เป็นกลุ่มของ คนมีกิเลส ก็ใช้กันอย่างมีกิเลส ฉะนั้นประชาธิปไตยชนิดนี้ยัง ไม่ปลอดภัย เพราะสำหรับคนที่มีกิเลสก็ย่อมรวมหัวกัน เพื่อให้ กิเลสได้โอกาสบัญญัติอุดมคติของมันนั่นเอง ทีนี้เราจะดูต่อไปโดยจำกัดให้แคบเข้ามา อย่าให้มันใช้กิเลส ชนิดนั้นได้ เราก็จะนึกถึงคำว่า "สังคมนิยม" ซึ่งเป็นเรื่องตรงกัน ข้ามกับเสรีนิยมที่เล็งถึงบุคคล ปัจเจกชน ต่างคนต่างมีเสรี แต่ พอมาถึงคำว่า "สังคมนิยม" จะทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะต้องดู ประโยชน์ของสังคม ต้องดูปัญหาของสังคม แล้วก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ เป็นการแก้ปัญหาของสังคม นี้จึงเป็นสังคมนิยมที่ปลอดภัยเข้ามา ชั้นหนึ่ง คือ ปลอดภัยยิ่งขึ้น หรือปลอดภัยกว่าเสรีนิยม โดยจะมุ่ง ทำประโยชน์แก่สังคม เสรีนิยมนั้นทำไม่ได้เนื่องด้วยความเห็นแก่ ตัว เพราะเสรีนิยมเป็นโอกาสของความเห็นแก่ตัว เพราะมีเป้า หมายอยู่ที่ตัว มิได้อยู่ที่สังคมเหมือนสังคมนิยม เอาละ ทีนี้เราจะยอมรับหรือยอมให้อีกชั้นหนึ่งว่า แม้แต่ สังคมนิยมนี้ก็ยังจะต้องถูกจำกัดให้ชัดเจนลงไปว่า เป็นสังคมนิยม ที่ประกอบด้วยธรรมหรือไม่ประกอบด้วยธรรม ถ้าเป็นภาษาบาลี ก็มีคำว่า ธมฺมิก ธมฺม นั้นก็แปลว่า ธรรม อิ-ก ท้ายศัพท์นี่มี

น.151 ความหมายว่า "ประกอบอยู่ด้วย" หรือ "เป็นไปกับ" และอื่น ๆ ได้หลาย ๆ อย่าง ถ้า ธมฺมิก แปลว่า ประกอบอยู่ด้วยธรรม เป็นต้นแล้ว สังคมนิยมที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมเท่านั้นแหละจะช่วยโลกได้ ถ้า มิได้ประกอบอยู่ด้วยธรรมเพราะความโง่ ความเขลา หรือความ อะไรต่างๆ มันก็ช่วยไม่ได้ แต่มันก็ยังดีกว่าเสรีนิยมในแง่ที่ว่า เสรีนิยมนั้นแม้จะประกอบอยู่ด้วยธรรมด้วยกัน มันก็ยังเปิดช่อง โหว่ไว้มาก เพราะว่าเห็นแก่ประโยชน์ของบุคคลได้ เสรีนิยมจะ ใช้ได้จริงก็แต่เรื่องไปนิพพานเท่านั้น ถ้าเราจะมีเสรีกันให้สุดเหวี่ยง ถ้าเป็นเสรีเพื่อไปนิพพาน ละก็ได้ ไม่มีทางที่จะผิด แต่ถ้าว่าเสรีเพื่อจะอยู่กันในโลกแล้วระวัง ให้ดี มันมีช่องโหว่สำหรับอันตราย ฉะนั้นถ้าเราจะเอาสังคมนิยม กันแล้วก็จะต้องใช้คำว่า "ธัมมิกสังคมนิยม" มีความหมายเต็มรูป คือ ประกอบอยู่ด้วยธรรมเสมอ ทีนี้ อยากจะให้มองดูเลยไปถึงคำที่อาจจะถูกหาว่าบ้า ๆ บอๆ อีกคำหนึ่งว่า ประชาธิไตยเผด็จการ ที่จริงประชาธิปไตยเผด็จ การเป็นคำที่ถูกต้องหรือไพเราะที่สุด แต่คนเขาเกลียดเสียงของคำ ว่า "เผด็จการ" เพราะเรากำลังเมาเสรีนิยม นั่นก็เพราะเข้าใจคำ ว่าเผด็จการผิด ๆ อยู่บางอย่าง คำว่า "เผด็จการ" นี้ขอให้แยกออกเป็น ๒ ความหมาย

น.152 ถ้าเป็นหลักปฏิบัติหรืออุดมคติ ในฐานะอุดมคติทางการเมืองนี้ มันก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเพียงวิธีปฏิบัติงานดำเนินงานเท่านี้จะใช้ได้ คือมันทำให้เร็วกว่า ถ้าว่าประชาชนเป็นสังคมนิยม เป็นประชา- ธิปไตยเต็มที่แล้ว เห็นว่าปัญหานี้มันอืดอาดนักก็มอบให้เผด็จการ ก็คือประชาธิปไตยเผด็จการ ประชาชนเผด็จการ อย่างนี้มันดีกว่า ขอให้ระวังความหมายของคำว่าเผด็จการให้ดี ๆ อย่าเอาแต่เสียง หรือคำพูดที่พูด ๆ กันอยู่ เพราะว่าเรากำลังจะต้องขึ้นไปจนถึง ประชาธิปไตยชนิดธัมมิกสังคมนิยม และก็ใช้วิธีเผด็จการด้วย สรุปแล้วประชาธิปไตยมีหลายแบบ คือ เป็นเสรีนิยมบ้าง สังคมนิยมบ้าง ถ้าเราจะเอาอย่างสังคมนิยมแล้ว คำก็ยังกำกวม เราจะต้องเอาสังคมนิยมอย่างที่ประกอบไปด้วยธรรมะ ที่แม้ประ- กอบไปด้วยธรรมะนั้นก็ยังกำกวม ในกรณีที่จะทำให้ช้าหรือเร็ว ได้อย่างไร เราจึงต้องเอาวิธีดำเนินการหรือปฏิบัติงานอย่างเผด็จ การเข้ามาใส่ให้ จึงจะเป็นผลเกิดขึ้นทันใจ นี้มันจะช่วยโลกได้ เดี๋ยวนี้ประเทศเรากำลังสับสนหมด ไม่รู้ว่าจะจัดลงไป อย่างไร ที่ตรงไหน ? ถ้าใช้เผด็จการที่ประกอบไปด้วยธรรมแล้ว จะดีจะเร็วจะหมดปัญหาได้เร็ว เดี๋ยวนี้กำลังควันเข้าตาหรืออะไร เข้าตา หรือแสงสว่างสีขาวมันเข้าตา ความมืดสีขาวมันเข้าตาจึง ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร อยากจะเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เราจะต้องมีประชาธิปไตยอย่างที่เป็นธัมมิกสังคมนิยมและต้องเผด็จ-

น.153 การด้วย ให้มันหมดความกำกวมกันเสียที ถ้าไล่มาดูก็จะเห็นว่า ประชาธิปไตยพื้นฐานพร่าเหลือเกิน ประชาธิปไตยเสรีนิยมก็มีช่องโหว่มากเหลือเกิน ประชาธิปไตย สังคมนิยมค่อยยังชั่วหน่อย แต่ก็จะต้องเป็นธัมมิกะ ทีนี้ธัมมิกะ เข้าไม่ทันใจก็จะต้องใช้วิธีดำเนินการอย่างเผด็จการ ถ้าเผด็จการ อย่างทรราชย์หรืออะไรนั้นก็เรียกว่าใช้ไม่ได้ ถ้าเผด็จการเป็นวิธี ดำเนินการที่ประกอบด้วยธรรมแล้วก็ใช้ได้เต็มที่ ถ้าเป็นเผด็จการทางจิตใจ เป็นเรื่องของธรรมะของศาสนา มันเผด็จการแก่กิเลสแล้วก็ยิ่งวิเศษแน่ ถ้าเราใช้วิธีเผด็จการแก่ กิเลสกันจริง ๆ ไม่เท่าไรคนเราก็จะมีกิเลสเบาบาง หรือไม่มีกิเลส เสียเลย ก็เลยดีมากหรือวิเศษมาก จนถึงกับว่าไม่ต้องมีระบบการ ปกครองก็ได้ แต่ดูจะเป็นความหวังที่เลื่อนลอย ที่ว่ามนุษย์จะอยู่ กันโดยไม่มีระบบการปกครอง นี้จะมีได้ก็แต่ในโลกของพระอริย- เจ้าเท่านั้น ถ้าเป็นโลกของพระอริยเจ้าก็อยู่กันได้โดยไม่ต้องมี ระบบการปกครอง เพราะว่าศีลธรรมมันถึงภาวะสูงสุดของมัน ขอทบทวนว่า "ประชาธิปไตย" นี้ เราจะต้องดูกันให้ดี ๆ ในความหมายที่สับสนกำกวมกันหลายขนาด ในลักษณะอย่างที่ กล่าวมานี้ อยากจะย้อนไปเน้นถึงคำว่า "เสรีนิยม" เพื่อให้ดูกันอีก นิดหนึ่งว่าเสรีนิยมนี้ตัวหนังสือมันถูก แต่ทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ ได้หรือมันผิด มันมีได้หลายความหมาย ตามใจตนเองนี่ก็เสรี

น.154 แล้วใคร ๆ ก็มีสัญชาตญาณอย่างนี้อยู่แล้วด้วยกันทุกคน คือ ตาม ใจกิเลส ทีนี้กิเลสนั้นมันเพิ่งเกิด ไม่ได้มีมาแต่ในท้อง พอเด็กเกิด มาแล้วรู้เรื่องอร่อยไม่อร่อย ถูกใจไม่ถูกใจอะไรขึ้นมา แล้วก็มีกิเลส มากขึ้น กิเลสกำลังขยายตัวอยู่เรื่อยไป ถ้าไปเสรีตามอำนาจของ กิเลสแล้วมันคงวินาศแน่ แล้วจะเอาอะไรมาควบคุม "กิเลสเสรี นิยม" ซึ่งเขาจะยอมให้เป็นว่ามีอำนาจหรือใช้อำนาจ ใช้สมรรถนะ ต่างๆ ได้ตามความประสงค์ อย่างนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องของกิเลสมากขึ้น ไปอีก เมื่อไม่ระลึกนึกถึงระบบการควบคุมกิเลสแล้ว ระบบการ เมืองแบบเสรีนิยมก็เป็นเรื่องบ้าหลังและเป็นอันตราย ทำไมไม่นึก ถึงระบบการควบคุมกิเลสกันเสียก่อนแล้วจึงจะมานึกถึงระบบเสรี นิยม ทางที่มนุษย์เราจะรอดตัวไปได้นี้มันอยู่ที่ไหน ? ถ้าจะใช้ อุดมคติว่าเสรีนิยม คำว่า "เสรีนิยม" นี้ ความหมายมันก็เดินผิด ทางแล้ว เพราะคำว่า politics นี้หมายถึงเรื่องคนมากรวมกัน ถ้า แยกออกเป็นเสรีก็เริ่มผิดความหมายของเรื่อง politics ไม่ใช่เรื่อง ของคนมากเสียแล้ว กลายเป็นเรื่องของคน ๆ เดียวไปเสีย มันก็ จะชิงกันไปตามทิศทางของตัว เหมือนอย่างอุปมาน่าหัวในพระ- คัมภีร์มีอยู่ว่า คน ๆ หนึ่ง เขาจับลิงมา จับนกมา จับตะกวดมา จับเต่า

น.155 มา จับเสือมา ผูกด้วยเชือกยาว ๆ เข้าเป็นพวงเดียวกันแล้วปล่อย สัตว์เหล่านั้นมันจะทำอย่างไร ? มันก็จะวิ่งยื้อแย่งกันไปตามทิศทาง ของมัน ลิงก็จะขึ้นต้นไม้ นกก็จะบินขึ้นบนฟ้า เต่าก็จะลงไปใน หนอง ตะกวดก็จะไปเข้าโพรง อย่างนี้เป็นต้น มันก็น่าหัว ผู้ที่บูชาคำว่าเสรีนิยม จะต้องนึกดูให้ดีๆ ถ้าเกิดการแยก เป็นอิสระส่วนบุคคลของคนที่มีกิเลสแล้ว จะไม่ตรงกับความหมาย ของคำว่า politics ซึ่งเป็นเรื่องของคนมากและรวมกัน แล้วมันก็ จะเป็น politics ปลอม politics บาป politics ของพญามารของ ภูตผีปีศาจไปเลย ถ้าเป็นเสรีนิยมในทางศาสนา ก็จะเห็นได้ว่าปลอดภัย แน่ เพราะว่าเราจะต้องเสรีจากกิเลส แต่จะเอาอุดมคตินี้มาใช้ก็ได้ คือให้คนพยายามที่จะเสรีจากกิเลสเสียก่อน เสรีได้มากเท่าไรก็มี โอกาสที่จะใช้ระบบเสรีนิยมได้มากเท่านั้น "ถ้าเสรีเหนือกิเลส ก็ ไปนิพพาน" แล้วคำนี้ก็ไม่มีอยู่ในตำราการเมือง และไม่มีอยู่ใน โลกปัจจุบันในทางการเมืองด้วย แต่ไปอยู่ในเรื่องของศาสนาเรื่อง ของมุนีชีไพรที่อยู่ตามดงตามป่า ขอให้ระวังเสรีนิยมจะเป็นบาป ขึ้นมาโดยไม่รู้สึกตัว เอาละ ทีนี้จะดูกันถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเสรีนิยม ก็คือสังคม นิยมอย่างที่กล่าวมาแล้ว ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ก็ขอให้อดทนหน่อย ในการที่จะย้อนกลับไปพิจารณา คือถอยหลังเข้าไปให้มาก ๆ จน

น.156 ไปพบว่าจุดตั้งต้นของอุดมคติที่ว่า “สังคมนิยม" นั้นคืออะไร? อยู่ ที่ไหน? เมื่อไร? คำว่า สังคมนิยม ควรจะเป็นความหมายของคำว่า politics โดยตรง เพราะ politics นี้หมายถึงปัญหาของคนมาก สังคมก็คือ คนมาก แล้ว "นิยม" ก็คือเพ็งเล็งเรื่องที่เกี่ยวกับคนมากนั้น อาตมาอยากจะขอร้องให้มองไกลลิบลงไปจนถึงเรื่องของธรรมชาติ ว่า ธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นเป็นเรื่องของสังคมนิยม ไม่ใช่เสรี นิยม ถ้าเป็นเสรีนิยมแล้วจะวินาศหมดตั้งแต่แรกสร้างโลก จะตาย หมดแล้ว จะไม่มีอะไรเหลืออยู่จนกระทั่งบัดนี้ แต่เพราะความ ที่มันเป็นสังคมนิยมอยู่ในตัวมันโดยอัตโนมัติของธรรมชาติ ที่ยัง ไม่มีชีวิตจิตใจอะไร ไม่มีความคิดนึกอะไร มันจึงอยู่รอดมาได้ ขอให้นึกถึง "ธรรมชาติ" มาตั้งแต่ว่าเมื่อแรกมีโลกนี้ ออกมา จะมาจากดวงอาทิตย์หรือมาจากอะไรก็ตามใจ มันมาเย็น ลงเป็นก้อนหินอะไรก้อนหนึ่ง แล้วมันค่อยสลายตัวไปเป็นฝุ่นเป็น ละอองไป แล้วรวมตัวกันเป็นธาตุนั้นธาตุนี้ มันเป็นเรื่องของสิ่ง ที่มีมาก ไม่ใช่เรื่องของสิ่งเดียว กระทั่งมามีการหมักหมมเกิดสิ่ง ที่เรียกว่า "ชีวิต" ขึ้นมาในน้ำ เป็นสัตว์เซลเดียว เป็นสัตว์ หลายเซลขึ้นมาตามลำดับ สิ่งที่จะต้องมองดูให้เห็นก็คือมันมีความลับอันหนึ่งที่ธรรม- ชาติจัดสรรให้มา คือข้อที่ว่ามันจะต้องมีอะไรที่พอเหมาะพอดี ที่

น.157 สิ่งมาก ๆ เหล่านั้นมันจะอาศัยใช้ร่วมกันอยู่ได้ นี่คือ "เจตนารมณ์ ของสังคมนิยม" ที่ธรรมชาติจัดให้มา สำหรับให้ถือเอาส่วนสัด กันแต่พอดี เกินพอดีไม่ได้ คือกอบโกยไม่ได้นั่นแหละ ดังที่จัด ท้องสำหรับใส่อาหารให้มาเพียงเท่านี้ สำหรับร่างกายเพียงเท่านี้ ไม่มีการกอบโกยอย่างเสรีมาใส่ไว้ในยุ้งในฉาง เสรีภาพในการกอบ โกยถูกควบคุมไว้โดยธรรมชาติอย่างเฉียบขาด สัตว์เซลเดียวหรือสัตว์สองเซลเกิดแล้ว แบ่งออกไปเป็น กี่เซล จนกระทั่งออกมาเป็นพืชพันธุ์ไม้ กระทั่งออกมาเป็นสัตว์ เล็ก ๆ กระทั่งออกมาเป็นสัตว์เดรัจฉานทั่วไป กระทั่งมาเป็นสัตว์ ครึ่งคนครึ่งสัตว์ เช่น ลิง หรืออะไรก็ตาม กระทั่งมาเป็นคนใน อันดับแรกสุด เป็นคนป่าที่ยังไม่มีวัฒนธรรมอะไรเลย เหล่านี้มี ลักษณะเป็นสังคมนิยมโดยอัตโนมัติของธรรมชาติ คือ ธรรมชาติไม่ อำนวยให้ใครกอบโกยได้ เพราะทำไม่ได้ เพราะไม่มียุ้งไม่มีฉาง เราดูนก จะเห็นมันกินอาหารเฉพาะที่กระเพาะมีไว้ให้เท่า- นั้นแหละ มันเก็บกินกว่านั้นไม่ได้ มันไม่มียุ้งฉาง ดูลงไปถึงมด แมลง มันก็ทำได้เพียงเท่านั้น ดูไปถึงต้นไม้ ต้นไม้ก็กินอาหารกิน น้ำได้เท่าที่ลำต้นมันมีอยู่ มันจะทำให้เกินนั้นไปไม่ได้ ฉะนั้น ระบบที่ใครไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปในสิทธิของผู้อื่น ไม่กอบโกย อะไรของใครได้นี้ เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปโดยอัตโนมัติ

น.158 จึงทำให้เป็นสังคมอยู่ได้ และเป็นสังคมมาเรื่อยๆ จนมีต้นไม้มาก มาย จนมีสัตว์เดรัจฉานมากมาย จนกระทั่งมามีคนขึ้นในโลกมาก มาย เสรีภาพแห่งการกอบโกยถูกควบคุมไว้โดยธรรมชาติอย่าง แน่นแฟ้น ในรูปแบบของสังคมนิยมโดยน้ำมือของธรรมชาติเช่นนี้ คนป่าในระยะแรก ครึ่งคนครึ่งสัตว์หรือว่าเป็นคน ๆ พอที่ จะเรียกว่าเป็นคนป่า นี้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปโดยอัต- โนมัติ ซึ่งธรรมชาติคุมไว้ ไม่ให้เอาส่วนเกินควบได้ ก็เลยไม่มี ปัญหาทางสังคม เพราะเป็นสังคมนิยมโดยอัตโนมัติของธรรมชาติ เป็นความถูกต้อง จึงรอดชีวิตกันมาได้หลายแสนปีหรือกี่ปีก็ตามใจ มาเป็นพวกเราสมัยนี้ เพราะว่าได้อยู่มาในลักษณะที่ถูกต้องของ ธรรมชาติที่มันจุนเจือกัน ทีนี้ปัญหาเริ่มตั้งต้นที่ตรงไหน ? ก็เริ่มตั้งต้นตรงที่มีมนุษย์ อุตริบางคนเริ่มรู้จักกอบโกย ก็เป็นมนุษย์คนแรกในโลกที่รู้จัก สร้างยุ้งฉางสำหรับกอบโกย แล้วมีสติปัญญาสำหรับผลิต ก็แย่งผลิต แย่งเก็บ แย่งอะไรต่างๆ มาไว้ที่ตัวมากเกินไป เกินความจำเป็น ปัญหาก็ตั้งต้นที่ตรงนี้ ปัญหาสังคมมันตั้งต้นตรงที่เริ่มมีการกอบโกย เริ่มมียุ้งฉาง เริ่มมีความคิดนึกที่จะสะสมกำลังทรัพย์ กำลังอำนาจ กำลังอะไร ต่าง ๆ เพื่อจะเอาเปรียบคนอื่น ฉะนั้นปัญหาทางสังคมนิยมก็เกิด ขึ้นทันที เพราะว่ามนุษย์แยกเดินทางไปเสียจากทางที่ "พระเจ้า"

น.159 กำหนดให้แล้ว ส่วนที่ธรรมชาติ หรือ "พระเจ้า" กำหนดให้นั้น เป็นไปในรูปของสังคมนิยมที่ถูกต้อง ซึ่งทำให้อยู่กันมาได้ เดี๋ยวนี้คนเริ่มใช้เสรีนิยม ต้องการจะเอาให้มาก แม้เรื่อง ในพระบาลีก็มีอยู่ว่า คน ๆ หนึ่งอุตริคิดว่า "การที่จะไปเก็บข้าว สาลีในป่ามากินอย่างนี้ประจำวันนั้น ไม่ถูกและไม่ดี เราจะไปเอา มาไว้ทีละมากๆ เลย" แล้วคนนั้นก็เลยไปเอามากักตุนมาก ๆ มาก ยิ่งขึ้นทุกทีจนคนอื่น ขาดแคลน มันก็มีปัญหาที่แต่ละคนจะต้อง ต่อสู้กันต่อไปอีก จนมีระบบเศรษฐกิจระบบอะไรขึ้นมาในโลก เพื่อสังคมหนึ่ง ๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องปั่นป่วนรวนเรทางศีลธรรมของ ธรรมชาติ ทีนี้ขอให้นึกถึงคำว่า "ศีลธรรมตามธรรมชาติ" อีกทีหนึ่ง เถิดว่า ที่เป็นปกติอยู่ได้ตามธรรมชาตินั่นแหละ คือรากฐานแห่ง คำว่าศีลธรรม นับตั้งแต่ก้อนหินมันปกติอยู่ได้ เม็ดกรวดเม็ดทราย กระทั่งต้นไม้ก็ปกติอยู่ได้ มดแมลงเป็นปกติอยู่ได้ นี่เป็นเรื่อง ศีลธรรมโดยธรรมชาติ โดยไม่มีเจตนาของผู้ใด แล้วนั่นแหละคือ รากฐานอันแท้จริงของศีลธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมนิยมที่ สูงขึ้นไปตามลำดับ นี่ดูกันไกลหรือลึกไปมากแล้วอย่างที่ไม่มีใครดู แล้วถ้าเรา จะไปบอกให้นักการเมืองสมัยนี้เขาดู เขาก็ต้องว่าบ้า เรื่องทำนอง นี้จึงไม่อยู่ในระบบหรือวิชาปรัชญาทางการเมืองได้ เขามองไม่เห็น

น.160 กันมากถึงขนาดนี้ แต่ทางศาสนาจะมองกันถึงระดับนี้ หรือทาง ศีลธรรมจะมองกันถึงระดับนี้ และอาจจะเอาไปใช้ประโยชน์แก่ อุดมคติทางการเมืองได้ดี ระบบที่ว่า เจตนารมณ์เป็นสังคมนิยมอยู่โดยไม่รู้ตัวนี้มีอยู่ โดยพระเจ้าคือธรรมชาติจัดให้นี้ มนุษย์ก็เดินตามทางนี้มายุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง จนกว่าจะแยกออกไปเสีย เพราะไม่รู้จักและไม่เชื่อฟัง พระเจ้า อย่างนี้บาปก็เริ่มเกิดขึ้น แต่ที่พูดมานี้เป็นระบบสังคม- นิยมโดยไม่รู้สึกตัว ที่มนุษย์ไม่รู้สึก สัตว์ก็ไม่รู้สึก ก็เป็นมาตาม ธรรมดาของธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับการจัดแจงอะไรของมนุษย์เลย การที่จะเกิดปัญหาให้มนุษย์จัดแจง ก็เมื่อมนุษย์เริ่มทำผิด เจตนารมณ์สังคมนิยมของธรรมชาติ อย่างที่กล่าวว่า คนรู้จักสร้าง ยุ้งฉางขึ้นมาเป็นคนแรก แล้วก็ผลิตมากขึ้นเป็นคนแรก แล้วก็ ใช้สติปัญญาใช้กำลังที่รวบรวมได้มานี้ผลิตมากยิ่งขึ้น จนสามารถ เอาเปรียบคนอื่นได้เกือบทั้งหมด ทีนี้ก็มาถึงปัญหาที่มนุษย์จะต้องจัด ได้แก่ สังคมนิยมที่ มนุษย์จะต้องจัดเอง เพราะพ้นวิสัยหรือว่าพ้นอำนาจของธรรมชาติ ที่จะช่วยได้เสียแล้ว เรื่องในบทนำหรือบานแผนกของกฎหมายโบราณของไทย ที่ถ่ายทอดมาจากอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตอของวัฒนธรรมนั้น ไปอ่าน ดูเถอะ มีข้อความเรื่องหนึ่งที่จะทำให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ คือเรื่อง

น.161 พระยาหรือพระเจ้าสมมติราชกษัตริย์องค์แรกในโลกนี้ อย่าเห็นเป็น เรื่องน่าหัวหรือเป็นเรื่องนิยายไร้สาระ เรื่องนั้นแหละมันแสดง ประวัติของสังคมนิยมหรือการเมืองที่ดี เรื่องมีว่า เดิมมนุษย์อยู่กันมาอย่างผาสุกตามแบบคนป่าที่ ไม่มีวัฒนธรรมแต่มีสันติภาพ นี้น่าหัว จนกระทั่งเกิดมนุษย์อุตริ อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ไปเอามากักตุนไว้มาก แล้วมิหนำซ้ำยัง ขโมยอีก การเบียดเบียนจึงตั้งต้น จากการที่คนเริ่มเหยียบย่ำระบบ สังคมนิยมของธรรมชาติ ทำให้มีขโมยขึ้นมา มนุษย์เริ่มรู้จักใช้ กิเลสแล้ว ซึ่งลิงก็ทำไม่เป็นด้วยเจตนา แม้คนป่าในชั้นแรกก็ทำ ไม่เป็น จนกว่ามันจะฉลาดในการที่จะเอาเปรียบคนอื่น จึงต้อง เดือดร้อนถึงกับจะต้องเกิดมีพระเจ้าสมมติราชขึ้นในโลก เพราะ คนทั้งหลายเหล่านั้นเดือดร้อนมานานพอสมควรแล้ว เกิดความคิด ขึ้นมาอย่างหนึ่งว่าจะแก้ปัญหานี้ โดยการสมมติให้คน ๆ หนึ่งที่ แข็งแรงเฉลียวฉลาด มีบุคลิกภาพดีเป็นที่พอใจของคนทั้งหลาย ให้คนนี้เป็นผู้มีหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ในการห้ามปรามว่ากล่าวสั่ง สอน ลงโทษให้รางวัลแก่คนทั้งหลายให้ถูกต้อง เมื่อคน ๆ นั้นทำหน้าที่ไปตามนั้นก็มีผลดีเกิดขึ้นมา เช่น เบียดเบียนกันไม่ได้ เพราะมีระบบสังคมนิยมที่มนุษย์จัดขึ้นแล้ว เดี๋ยวนี้ แต่ก่อนนี้ธรรมชาติจัดล้วน ๆ เรื่องที่เอามาเล่านี้กล่าวตามพระบาลีในพระไตรปิฎก ส่วน

น.162 ในบานแผนกกฎหมายจะมีละเอียดอย่างนี้หรือไม่ก็ไปสอบดู แต่มี ในพระสูตรพระบาลีในพระไตรปิฎกเช่นนี้ อยู่มากระทั่งวันหนึ่งมนุษย์พูดหลุดปากออกมาว่า "พอใจ! พอใจ !" คำว่า "พอใจ" นี้ที่เป็นภาษาบาลีว่า ราชา คำว่า รช นั่นแปลว่า พอใจ หรือ ยินดี รูปศัพท์เต็มรูปเป็นนามนามคำหนึ่ง คือคำว่า ราชา เขาตะโกนออกมาว่า ราชา ๆ ราชา ๆ ทั่วไปใน คนหมู่นั้น คำนี้ก็เกิดขึ้นมาเป็นชื่อเรียกของคน ๆ นั้น ที่ถูกสมมติ นั้นว่าราชา มาจากคำที่มีความหมายว่าพอใจ ๆ ระบบสังคมนิยมนั้นรักษาไว้ได้ตามที่มนุษย์จัด โดยพระ- เจ้าสมมติราชกษัตริย์องค์แรกในโลกนี้ ในประเทศอินเดียในสมัย ที่ยังมีกษัตริย์ เขาก็ยังถือเป็นเกียรติยศสูงสุดว่า ถ้าพระราชวงศ์ ไหนที่ได้สืบตระกูลมาจากพระเจ้าสมมติราชคนแรกของโลก ก็นับ ว่ามีเกียรติสูงสุด เขาจะมีประวัติเรื่องราวของเขา เป็นเรื่องคล้ายๆ นิยายก็ได้ เราจะไม่พูดถึง เราจะนึกถึงกันในเรื่องที่ว่า มนุษย์ ดิ้นรนไปจนเกิดบุคคลที่เรียกว่า “ราชา ราชา" ขึ้นมา คือผู้ที่ทำ ความพอใจให้เป็นคนแรกในโลก นั่นคือระบบสังคมนิยมเบื้องต้น เพราะก่อนนี้มนุษย์เริ่มเห็นแก่ตัวตามเสรีนิยม จนทนกันอยู่ไม่ได้ จนเกิดสมมติพระราชาคนแรกนี้ขึ้นมาจัดระบบสังคมนิยม อย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ถ้าเกี่ยวกับราชา ๆ แล้วละ ก็จะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปหมด เขาจะไปเอามาแต่ไหนเล่า?

น.163 เพราะทุกคนยอมให้ มอบอำนาจนี้ให้ แล้วพระราชานี้ก็จัดจนเป็น ที่พอใจ จนเกิดคำว่า ราชา เป็นคำแรกในโลก คือ พอใจๆ เท่านั้น ไม่มีความหมายอะไรมากกว่านั้น แต่มันเป็นความหมายสูงสุดทาง สังคม ทีนี้ต้องมาดูเรื่องพระราชากันต่อไปว่า "พระราชา" นั้นได้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? ต่อมาก็เกิดมีพระราชาที่จะตกอยู่ใต้อำ- นาจของกิเลสขึ้นก็ได้ แต่ก็ยังมีพระราชาที่ยังคงถูกต้องเรียบร้อย มาเรื่อยๆ ก็ได้ จึงย่อมมีความแตกแยกกันไปในทิศทางต่าง ๆ กัน ตามเหตุตามปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นกรณี ๆ ไป อย่างไรก็ดีขอให้รู้ไว้ว่า ระบบสังคมนิยมนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยพระราชาคนแรก ที่เกิดขึ้นมาได้นั้นก็เพราะการมอบหมายของ คนทั้งหมด ที่ทนอยู่ไม่ได้ต่อระบบเสรีนิยมตามธรรมชาติแห่ง สมัยนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องนิยาย แม้ว่าจะเป็นเรื่องตั้งหลายหมื่นปีมา แล้ว ที่เราไม่ทันรู้ทันเห็น แต่โดยเหตุผลแล้วย่อมจะมองเห็นได้ มนุษย์รอดมาได้เป็นมนุษย์ด้วยเจตนารมณ์ของสังคมนิยมนั่นเอง แล้วคำอย่างนี้ความหมายอย่างนี้ คงไม่มีในตำราระบบการเมืองที่ เขาสอนกันอยู่ในโลกเวลานี้ก็ได้ หรือว่าอาจจะมีก็ได้แต่แฝงอยู่ เราจะดูระบบสังคมนิยมอย่างที่ว่านี้ ที่ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว แล้วได้เจริญต่อมาอย่างไร ? ถ้าพระราชายังคงทำหน้าที่อย่างนั้นอยู่ ปัญหาก็ไม่มี เพราะพระราชาก็ไม่ได้คิดว่านี้เป็นของฉัน คิดแต่

น.164 ว่าเป็นของสังคม ซึ่งเป็นผู้มอบอำนาจให้แก่พระราชา เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นพระราชาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นต้นตอของพระราชาที่ ประกอบด้วยทศพิธราชธรรมในระยะต่อมา ระบบพระราชาอย่างนี้ ฝรั่งอาจจะไม่รู้จักกระมัง ? ไม่ได้ เขียนอยู่ในตำราเมืองฝรั่งที่เราเอามาเรียนกันว่า พระราชา ที่ประ- กอบไปด้วยทศพิธราชธรรมนั้นคืออะไร ? ควรจะยุบเลิกไหม ? แล้วทำไมจึงเกิดระบบที่ยุบเลิกระบบพระราชาหรือสมบูรณาญา- สิทธิราชย์ ? นี่มีความหมายต่างกันอย่างไร ? ถ้าพระราชาเป็นเผด็จ การเป็นทุรราชเป็นทรราช หรือว่าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบ นั้นก็ควรอยู่ที่จะเลิก ถูกแล้ว แล้วทำไมจึงต้องไปเลิกระบบพระ- ราชาที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นต้นตอของสังคม- นิยม นี่มองดูกันอีกชั้นหนึ่งว่า สังคมนิยมแบบนี้ย่อมจะไม่สร้าง นายทุน และทั้งจะไม่สร้างชนชั้นกรรมาชีพ นายทุนหรือชนชั้น กรรมาชีพคู่ปรปักษ์คู่นี้มันเกิดขึ้นมาจากระบบอื่น คือความไม่เป็น สังคมนิยมนั่นเอง คำว่านายทุนก็เป็นคนกอบโกย ถ้าว่าเป็นชนชั้น กรรมาชีพอย่างความหมายสมัยปัจจุบันนี้ก็คือ คนที่โกรธแค้น เพราะถูกเอาเปรียบ หรือคนที่กอบโกยไม่ได้ สังคมนิยมที่แท้จริงหรือเป็นธรรมนั้น ย่อมไม่สร้างคนสอง จำพวกนี้ จะสร้างแต่ระบบที่ประกอบไปด้วยธรรมที่ถูกต้อง เช่น

น.165 ระบบที่ไม่มีโอกาสแห่งการกอบโกย เมื่อไม่มีการกอบโกยก็ไม่มีทั้ง นายทุนและทั้งชนกรรมาชีพ ฉะนั้นพระราชาที่เป็นสังคมนิยมอย่าง นี้ เรียกว่าพระราชาที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ซึ่งควรจะ ดูกันให้ดีว่าได้ตั้งต้นขึ้นมาแล้วตั้งแต่ครั้งกระโน้น คือ พระเจ้า สมมติราชคนแรกในโลก อันประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรมอยู่ ในตัว คำว่า “ทศพิธราชธรรม" นี้ จะถูกปรับปรุงความหมายให้ ดีขึ้น ๆ กระทั่งถึงจุดสูงสุดในประเทศอินเดียในยุคไหนหรือยุคพุทธ กาลก็ตาม ระบบที่ไม่มีการเอาเปรียบไม่กอบโกยนี้เรียกว่า สังคม- นิยม เพราะว่าจะทำให้ประโยชน์เหลือร่วงไว้ให้ผู้อื่น แต่ถ้ามีการ กอบโกยเอามากักตุนไว้หมด ผู้อื่นก็ขาดแคลนเป็นธรรมดา ทีนี้เราก็มาดูระบบสังคมนิยมในพุทธศาสนากันเสียที พระ- พุทธเจ้าเองท่านมีหลักหรืออุดมคติเป็นสังคมนิยม แต่วิธีปฏิบัติ งานของท่านเป็นเผด็จการ กิจกรรมในคณะสงฆ์ก็เลยมีหลักการ เป็นอย่างนั้นหมด ขอให้ดูสังคมนิยมอย่างนี้บ้าง สำหรับวินัยพระ สงฆ์นั้นบัญญัติไว้ชัด ขืนแสวงหามา ขืนกินขืนใช้ ขืนเอาไว้เกิน ความจำเป็นสักกระเบียดนิ้วเดียวก็เป็นความผิด หรือเป็นอาบัติ ดังเช่น :- เครื่องนุ่งห่ม มีได้เพียง ๓ ผืน พอมีผืนที่ ๔ มาแล้วถือ กรรมสิทธิ์ก็จะเป็นอาบัติเป็นโทษ จะแสดงโทษนั้นได้ด้วยการสละ

น.166 ผืนที่ ๔ นั้นไปให้แก่สังคม คือ ให้แก่สงฆ์เป็นส่วนรวมก่อน แล้ว จึงแสดงอาบัติได้ นี่เรียกว่าเครื่องนุ่งห่มก็แล้วกัน จะหาหรือมี เกินจำเป็นไม่ได้ เพื่อว่าจะได้มีหล่นเหลือไปยังผู้อื่น นี้จัดเป็น เจตนารมณ์ของสังคมนิยม ข้าวปลาอาหาร ก็สะสมไม่ได้ กักตุนไม่ได้ เก็บอาหาร ไว้ค้างคืนเป็นอาบัติ เพราะเป็นการสะสม ฉะนั้นจะแสวงหาหรือ รับหรือสะสมข้าวปลาอาหารอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ต้องมีพอกินไป เฉพาะวันเท่าที่ท้องมี อาหารก็ต้องเหลือไปยังผู้อื่น ที่อยู่ที่อาศัย นี้ถ้าถือตามวินัย พระจะสร้างกุฏิที่อยู่อาศัย ได้เองเพียงขนาดประมาณ ๗ x ๑๒ ฟุตเท่านั้น เท่ากับห้องน้ำที่ เห็นอยู่ตรงโน้นนั่นแหละ ถ้าขืนสร้างเกินกว่านั้นก็ต้องเป็นอาบัติ เป็นโทษ เพราะว่าเกินไปกว่าที่ภิกษุควรจะได้ หรือควรจะเอาจะ ใช้ ขอพูดเลยไปถึง ยารักษาโรค มีวินัยบัญญัติไว้ว่า ภิกษุที่ สบายอยู่ฉันยานี้เป็นอาบัติ ขอให้ดูที่พระพุทธเจ้าท่านวางหลักเอา ไว้ พระสบายดีไปกินยาเล่นนี้เป็นอาบัติ ไม่จำเป็นก็ไม่ให้กินยา เลย แล้วยาที่กินก็กินยาที่ง่ายที่สุดคือ มูตร คูณ เถ้า ดิน หรือ อุจจาระปัสสาวะที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้น มุ่งหมายให้ใช้เป็นยาก่อน รวมความแล้วเป็นว่า เอาเกินฐานะไม่ได้ เอาดีไม่ได้ เอาเกิน ความจำเป็นไม่ได้

น.167 รวมความแล้วเป็นอันว่า ทุกอย่างเอาเกินไม่ได้ เอาดีเกิน ความจำเป็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเหลือเฟือฟุ่มเฟือยทั้งหลายจึง ไม่มี มันก็เลยร่วงหล่นไปยังผู้อื่น ก็เป็นสังคมที่ไม่ขาดแคลน นี้ดู หลักเกณฑ์ทางพระสงฆ์ว่าเป็นอย่างนี้ก่อน คือ ไม่มีทางที่จะเอา ส่วนเกินได้ แล้วอย่าลืมว่าในทุกศาสนาก็มุ่งหมายอย่างนี้ แม้ทาง ศาสนาคริสเตียนหรืออะไรอื่นก็มุ่งหมายว่า ถ้าเอาส่วนเกิน แสวง หาเกิน เก็บไว้เกิน มีเกิน กินเกินละก็บาปแล้ว ผิดความประสงค์ ของพระเจ้าแล้ว เพราะมันสร้างความเห็นแก่ตัว ศาสนาเหล่านี้ ถือหลักเหมือนกันหมด เช่นเดียวกับที่พุทธศาสนาถือหลักอยู่ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้ง หมดทั้งสิ้น ส่วนข้อที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีระบบสังคมนิยม แต่วิธี ปฏิบัติงานเป็นเผด็จการนั้น ก็เป็นอย่างที่พูดมาแล้วว่า ประชาธิป- ไตยมันโอ้เอ้ไม่ทำประโยชน์ได้ทันแก่เวลา เมื่อเห็นว่าอย่างนี้ถูก ต้องแล้ว มันต้องมีการบังคับและให้ทำทันที วิธีปฏิบัติงานของ พระพุทธเจ้าท่านจึงเป็นเผด็จการ ต้องทำอย่างนี้และต้องทำทันที ฉะนั้นจึงมีวินัยหลายข้อที่ไม่ยอมผัดเพี้ยนแก่เวลา หรือไม่ยอมให้ แก้ตัว ให้ยกเว้นอะไรทำนองนั้น มิหนำพระองค์เองก็ทรงบัญญัติ ว่า ทรงอยู่เหนือวินัย เช่นเดียวกับที่ว่ากฎหมายสมัยโน้นเขาบัญญัติ ใช้แก่ประชาชน ไม่ใช้แก่พระราชา

น.168 ระบบกฎหมายที่ออกไปครั้งกระโน้นก็เป็นสังคมนิยม ไม่มี ทางให้ใครเอาเปรียบใครได้ เมื่อหลักเกณฑ์ถูกต้องในส่วนนั้น แล้ว วิธีดำเนินการเป็นเผด็จการ ใครไม่ทำไม่ได้จะฆ่าเลย ถ้า เป็นการฆ่าตามแบบของพระพุทธเจ้านั้น คือ ไม่ยุ่งด้วยอีกต่อไป นั่นแหละคือการฆ่าตามแบบของพระพุทธเจ้าที่จะ “ฆ่าคน" คือ จะไม่ยุ่งด้วยกับคน ๆ นั้นอีกต่อไป การฆ่ากันอย่างมนุษย์คือการ ฆ่าให้ตาย ถ้าในอริยวินัยแล้ว การฆ่าใครก็คือไม่ยุ่งกับคนนั้นอีก ต่อไป ท่านมีเผด็จการอย่างนี้ ทีนี้เราจะดูต่อมาถึงระบบพระราชา ที่ประกอบไปด้วย ทศพิธราชธรรม ว่าเป็นระบบที่มีหลักเกณฑ์อันนี้ด้วยเหมือนกัน คือระบอบสังคมนิยมเผด็จการ เรามาดูกันที่ตัวอย่างสักรายหนึ่ง เช่น พระเจ้าอโศกมหาราช ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาอาจไม่อยากอ่านหนังสือประเภทประวัติ- ศาสตร์ กว้างออกไปถึงเรื่องของพระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ อาตมา อยากจะขอร้องว่าควรจะลองอ่านดู แม้จะเป็นเพียงอ่านอย่างหนังสือ อ่านเล่นก็ยังดี ฝรั่งนักโบราณคดีก็สนใจมากเรื่องพระเจ้าอโศก มหาราชองค์นี้ เพราะเราได้เห็นหนังสือเรื่องพระเจ้าอโศกมหาราช นี้พิมพ์ขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความในศิลาจารึก ทั้งหลายที่ พระเจ้าอโศกได้ทำไว้ ที่หน้าผา ตำบลที่เหมาะ ๆ ก็สลักไว้ ที่เสาหินก็เอามาทั้งดุ้น

น.169 สลักข้อความไว้เป็นบทบัญญัติเป็นราชโองการของพระเจ้าอโศก ไปอ่านดูทุกตัวอักษรจะเห็นว่าเป็นระบบสังคมนิยมทั้งนั้น ไม่มี ร่องรอยของเผด็จการแบบทุรราชหรืออะไรเหลืออยู่สักนิด แต่ว่า วิธีดำเนินการของพระเจ้าอโศกนี้เฉียบขาดเป็นเผด็จการ จึงทำให้ มีการฆ่ากระทั่งพระสงฆ์ พระสงฆ์จำนวนหนึ่งถูกฆ่าไปโดยเหตุ ที่ว่า พระเจ้าอโศกยืนยันให้มีการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ฝ่าย เจ้าหน้าที่ผู้รับใช้ผู้ปฏิบัติงาน เขาจะทำสะเพร่าไป หรือดีเกินไป หรือว่าถูกกับเรื่องแล้วก็ได้ เขาฆ่าพระสงฆ์ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเสีย จำนวนหนึ่ง แต่พระเจ้าอโศกมหาราชนี้ไม่ใช่ทุรราช เพราะเป็นผู้กระ- ทำทุกกระเบียดนิ้วเพื่อประโยชน์แก่สังคม ยกตัวอย่างว่า สั่งให้ ขุดบ่อน้ำ ให้ทำศาลา ให้ปลูกมะม่วง ปลูกต้นพิกุล ถ้าไม่ปลูก ก็ถูกลงโทษเท่านั้นเอง นี่จะเรียกว่าเป็นเผด็จการอะไรกันก็ตาม แต่ว่าไม่ได้เผด็จการที่เอามาให้แก่ตัวเอง เมื่อสั่งการแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่ของพระเจ้าอโศกประเภทหนึ่ง เรียกว่า "ธัมมอมัจโจ" หรือ "ธรรมอำมาตย์" มีหน้าที่ตรวจ สอบว่าพระราชโองการได้มีการปฏิบัติครบถ้วนแล้วหรือยัง พวก ธรรมอำมาตย์นี้ก็ซอกซอนไปตามตำบลบ้านนอกอะไรทุกหนทุก แห่ง ตรวจดูว่าพระราชโองการได้รับการปฏิบัติแล้วหรือยัง ถ้า พบที่ทำผิดก็จับลงโทษแบบวิธีเผด็จการ แต่สิ่งที่จะบังคับให้ทำนั้น

น.170 ป็นสังคมนิยม ตามที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคมล้วน ๆ ก็รวม ความว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ข้อนี้มีข้อพิสูจน์เป็นครั้งสุดท้ายได้ว่า เมื่อพระเจ้าอโศก มหาราชสิ้นชีวิตนั้น สมบัติที่เหลืออยู่คือผลมะขามป้อมครึ่งผล นี่ สมบัติชิ้นสุดท้ายของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้กำลังประชวร มีมะขาม ป้อมสำหรับคนเจ็บกินเหลืออยู่ครึ่งลูกก็ยังทรงสั่งให้เอามะขามป้อม ครึ่งผลนี้ไปถวายพระ แล้วพระเจ้าอโศกก็สิ้นพระชนม์ คนอย่างนี้ เป็นอะไร เป็นเผด็จการทุรราชหรือว่าเป็นสังคมนิยม ถ้าอยากรู้เรื่องแน่ ก็ไปพิจารณาดูทุกตัวอักษรในจารึกของ พระเจ้าอโศก เขารวบรวมมาพิมพ์ไว้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ ซื้อมา เลยก็ได้ แล้วพิจารณาดูทุกตัวอักษรจะเห็นว่ามีลักษณะแห่งสังคม นิยม พระเจ้าอโศกเป็นพุทธบริษัทผู้รักษาอุดมคติสังคมนิยม แบบเผด็จการในพระพุทธศาสนา ทีนี้มาดูสาวก สาวิกา อุบาสก อุบาสิกา เขาจะมุ่งกันแต่ กินอยู่พอดีเท่านั้นแหละ เมื่อเหลือมันก็หล่นไปเป็นของสังคม ขอ ให้ดูเศรษฐีผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเศรษฐีทางพุทธศาสนา ละก็ประหลาดเหลือประมาณ เพราะคำว่า เศรษฐี นั้นหมายถึงผู้ที่ มีโรงทาน ถ้าไม่มีโรงทานก็ไม่ใช่เศรษฐี ถ้าเป็นมหาเศรษฐีก็ยิ่ง มีโรงทานมาก นายทุนสมัยนี้มีโรงทานอย่างนี้หรือเปล่า ? ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่ความหมายเดียวกันกับเศรษฐีพุทธบริษัทในครั้งพุทธกาล

น.171 อันเป็นสังคมนิยมร้อยเปอร์เซ็นต์ พวกนายทุน เช่น พวกเศรษฐีพุทธบริษัทครั้งพุทธกาล นั้น ชนกรรมาชีพไม่ควรแตะต้อง ควรจะบูชามากกว่า แต่ถ้า ความหมายของนายทุนมีว่า กอบโกย รวบรวมอิทธิพล อำนาจเงิน อำนาจอะไรต่าง ๆ ไว้สำหรับร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นไป มันก็เดินคนละทาง แล้ว นายทุนผู้เลี้ยงโลกกับนายทุนผู้กอบโกย ดูต่อไป แม้แต่คำว่า ทาส บ่าว ขี้ข้า สมัยโน้น ถ้าเป็น แบบพุทธบริษัทก็เป็นสังคมนิยม ทาสชนิดนั้นไม่อยากไปจาก เศรษฐี แต่ถ้าเป็นทาสสมัยนี้ เขาเกลียดนายทุนอยากจะไปจากนาย ทุน ถ้าเป็นเศรษฐีมีทาสสมัยพุทธกาล เศรษฐีพุทธบริษัทนั้นเขา เลี้ยงทาสอย่างเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ช่วยกันผลิต วันพระก็ไปรักษา ศีลด้วยกัน ถ้าเป็นวันผลิตก็ผลิต ผลผลิตได้มามีไว้สำหรับโรง- ทาน เศรษฐีจะสะสมทรัพย์ ฝังไว้ ซ่อนไว้ เป็นทองเป็นอะไรก็ ตามแต่ นั่นเพื่อเป็นทุนสำรองของโรงทาน หรือเพื่อลูกหลานข้าง หน้าจะได้ใช้ทรัพย์นั้นเพื่อหล่อเลี้ยงโรงทาน ส่วนสมัยนี้เดินกัน คนละทาง ทาสในระบบสังคมนิยมนี้ไม่ต้องเลิก เพราะทาสเองก็ ไม่อยากจะไปจากเศรษฐีชนิดนั้น คนบางคนมีสิทธิ์ที่จะอยู่กับนาย หรือเศรษฐีจนตลอดชีวิตก็ได้ ทาสที่ต้องเลิกนั่นคือ ทาสของระบบนายทุน ใช้อย่างสัตว์ เฆี่ยนตี ทาสอย่างนี้มันอยากจะเลิกอยู่ทุกวัน อย่างนี้ก็ต้องเลิกแน่-

น.172 นอนเพราะไม่ใช่สังคมนิยม ส่วนทาสในระบบสังคมนิยมนั้น อยาก จะอยู่กับนายเพราะสบายกว่า อาตมาเองก็อยากจะเป็นลูกวัดมาก กว่าถ้าเป็นได้ เป็นสมภารนี้ลำบากเหลือเกิน คนที่เป็นทาสนั้น เขาสบายกว่านายเสียอีก ถ้าเป็นทาสระบบสังคมนิยม เพราะเขา กระทำแก่กันอย่างลูกอย่างหลาน เศรษฐีก็คือผู้ที่มีโรงทาน มหาเศรษฐีก็ต้องมีหลายโรง เขาไม่ได้สนใจอย่างอื่น เรื่องปากเรื่องท้องของตัวเองนั้นไม่มี ปัญหา มีเหลือกินเหลือใช้ แต่ถ้าเป็นเศรษฐีพวกอื่นไม่ใช่เศรษฐี ชาวพุทธ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ถ้าดูคำว่าเศรษฐีที่มี เรื่องราวในพระบาลีแล้วเป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น และโดยเฉพาะ เศรษฐีที่เป็นพุทธบริษัท ทีนี้ขอให้ดูสังคมนิยมที่มีรากลึกอยู่ในพวกพุทธบริษัท จะ เป็นพระราชาก็ดี จะเป็นเศรษฐีก็ดี แม้กระทั่งทาสก็ยังอยู่ในร่ม เงาของสังคมนิยม พวกทาสก็ไม่ต้องการจะเลิกความเป็นทาส แม้ว่าผู้ที่มีข้อผูกพันอย่างที่เป็นทาสนี้ พระวินัยไม่ยอมให้บวชนั้น มันเป็นเรื่องข้อผูกพันอย่างอื่น แต่ความสมัครใจของพวกทาสแล้ว อยากจะเป็นทาสต่อไปก็ได้ หรือว่าอยากจะออกมาพ้นจากความ เป็นทาสก็ได้ ถ้าเป็นเรื่องสังคมนิยมก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรทาส จะได้รับความเมตตากรุณาและการเอื้อเฟื้อดูแลอย่างดี นี่แหละ จงดูธาตุแท้ของสังคมนิยมโบราณว่ามีอยู่อย่างไร ? แล้วบริสุทธิ์ผุด

น.173 ผ่องอย่างไร ? เอามาเปรียบเทียบดูกับสังคมนิยมสมัยนี้ดูเถิดว่าต่าง กันอย่างไร ? ดูจะเป็นหน้ามือหลังมือหรือเดินกันคนละทิศละทาง เสียแล้ว ทีนี้มาดูคำว่า ทศพิธราชธรรม กันอีกทีว่า นี่คือสังคมนิยม ที่มีประโยชน์ที่สุด พระเจ้าแผ่นดินประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ถ้าท่านทั้งหลายเคยเป็นนักเรียนมาอย่างถูกต้อง ในหลักสูตรชั้น มัธยมปลายหรือว่าชั้นมหาวิทยาลัย ในแบบเรียนจะมีเรื่องทศพิธ- ราชธรรมให้เรียนบ้างกระมัง คงจะไม่ใคร่สนใจว่าทศพิธราชธรรม คืออะไร เรื่องนี้มีบัญญัติไว้ชัดเป็นตัวอักษรอยู่ในพระคัมภีร์โดย เฉพาะทางพุทธศาสนานี้เรียกว่า ธรรมะ ๑๐ ประการ สำหรับความ เป็นพระราชา ทศพิธราชธรรมคำแรกปรากฏขึ้นมาว่า ทานํ ขอให้ดู ทานํ แล้วคำที่ ๒ สีลํ ต่อไป ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ อโกธํ อวิหึสํ ขนฺตึ อวิโรธนํ รวม ๑๐ คำ ๑. ทานํ คือ ให้ทาน มีแต่การที่จะให้ ไม่รับ ๒. สีลํ นี้คือความหมายของ ศีลธรรม จะเป็นผู้มีศีล- ธรรมมีความเป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสบีบบังคับ นี่คือมีศีล ๓. ปริจฺจาคํ มาบริจาคอีกที คือ บริจาคเรื่องภายใน ที่ เลวออกไปเสีย เช่น ความเห็นแก่ตัว เป็นต้น ๔. อาชฺชวํ คือ ความตรง ความซื่อตรง ตรงไปตรงมา

น.174 มทฺทวํ ความอ่อนโยน นีมนวล แม้แก่ราษฎร ๖. ตปํ คือ ตบะ นี้ตรงกับคำว่า บังคับตัวเองอยู่เสมอ selfcontrol นั่นแหละ ตรงกับคำว่าตบะ พระราชาจะต้องมีตบะ บังคับตัวอย่างยิ่งอยู่เสมอ ๗. อโกธํ นี้โกรธไม่ได้ โกรธไม่เป็น ๘. อวิหึสํ ทำให้คนอื่นเดือดร้อนไม่ได้ แม้โดยไม่เจตนา เช่น เผลอ เป็นต้น ๙. ขนตึ คือ ขันติ อดทน อดกลั้น ยอมรับไว้เป็นภาระ ส่วนตัวที่อดกลั้น ๑๐. อวิโรธนํ คำสุดท้าย คือ ไม่มีอะไรพิรุธ ไม่มีความ พิรุธอุตริในแง่ใดก็ตาม ทศพิธราชธรรมคืออย่างนี้ พระราชาองค์ไหนที่ประกอบ ด้วยทศพิธราชธรรมอย่างนี้จะมีปัญหาอะไรอีก ที่จะไม่เรียกว่ามี วิญญาณแห่งสังคมนิยมเหลือประมาณ แล้วทำไมจะต้องเลิกพระ- ราชาระบบนี้ ถ้าพระราชาอย่างนี้เผด็จการ ก็จะเป็นอย่างที่พระเจ้า อโศกเผด็จการ เผด็จการไม่ยอมให้ทำผิดทำชั่ว เผด็จการให้ทำดี ก็ไปได้เร็วเท่านั้นเอง ถ้ามีเวลาไปเที่ยวที่พุมเรียง ตำบลถัดไปทางโน้น อาตมา ขอร้องให้ไปดู วัดสมุหนิมิต วัดนี้จะเป็นอนุสรณ์ที่ดีของเผด็จการ คือวัดสมบูรณ์แบบอย่างวัดในกรุงเทพฯ อยู่ที่พุมเรียง เขาสร้าง

น.175 เสร็จใน ๔ เดือน ชาวบ้านที่ทันเห็นเล่าแก่อาตมาว่า วัดนี้สร้าง ภายใน ๔ เดือน คำจารึกแผ่นหินที่อยู่ในโบสถ์ ติดผนังโบสถ์อยู่ ก็บอกอย่างนั้น ยืนยันอย่างนั้น คนต้นตระกูลบุนนาคผู้มีอำนาจ เมื่อออกมาบ้านนอกก็เหมือนกับเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่๒ ในรัชกาล ที่ ๓ มาสร้างไว้ วัดสมบูรณ์แบบสร้างใน ๔ เดือน นี่ต้องมีวิธีทำงานอย่าง เผด็จการ แม้มีคนถูกเฆี่ยนหลังบ้างก็ไม่เป็นไร ที่ทราบมาคงไม่ เกิน ๑๐ คนที่ถูกเฆี่ยน ไม่มีใครถูกฆ่า เขาทำกันอย่างระดมคนทั้ง หัวเมืองนี้ กี่พันกี่หมื่นคนก็สุดแท้ มาทำให้เสร็จภายใน ๔ เดือน นับตั้งแต่ทำอิฐ บ้างก็เอาหินมา หรือว่าไปเอาสัตว์มา ไปเอาต้นไม้ มา ไปเอาทุกอย่างมา มันอยู่ในอำนาจที่จะทำได้ จึงเรียกว่าเหมือน กับเนรมิต พอสร้างเสร็จแล้ว บังคับให้เจ้าคณะอำเภอเมืองที่อยู่ ที่วัดตระพังจิกไปอยู่วัดนั้น วัดตระพังจิกก็เลยร้างมาเกือบร้อยปี แล้วเราได้จัดทำสวนโมกข์ครั้งแรกเมื่อปีเปลี่ยนการปกครอง ที่พูด นี้ไม่เกี่ยวกับสวนโมกข์เพียงแต่อยากให้ไปดูวัดนั้นว่า ผลดีของ เผด็จการเป็นอย่างไร ถ้าคนดีเผด็จการนั่นแหละยิ่งดี ถ้าคนเลวก็ใช้ไม่ได้ แล้ว เมื่อระบบสังคมนิยมดี มันต้องมีเครื่องมือเป็นเผด็จการ พระราชา ที่มีทศพิธราชธรรมจะเป็นผู้เผด็จการที่ดีที่สุดเลย แต่ว่าเรื่องอย่าง นี้คงจะไม่มีในตำราระบบการเมืองของพวกฝรั่งที่เขียนให้เราเรียน

น.176 พราะในหมู่ฝรั่งอาจจะไม่มีพระราชาประเภทนี้เลยก็ได้ พระราชาที่ดีนั้นไม่ใช่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างที่ เอาไปตำหนิติเตียนกันอยู่ แล้วพอไปเข้าใจคำนี้ผิด ก็เลยถือว่า ระบบพระราชาผิดทั้งนั้น นี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ถ้าเข้าใจถูกจะมอง เห็นว่า พระราชาที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม เป็นสังคม นิยม อย่างพระเจ้าสมมติราชองค์แรกในโลกก็ตาม กระทั่งพระเจ้า อโศกมหาราช กระทั่งพ่อเมืองยุคกรุงสุโขทัย แม้กระทั่งยุค กรุงศรีอยุธยาก็ย่อมจะต้องมีอยู่ แต่คนมองไม่เห็น ระบบพระราชาที่ประกอบด้วยทศพิธราชธรรม เป็นสังคม นิยมบริสุทธิ์นี้ ไม่ใช่ระบบที่ต้องเลิกและไม่ใช่ระบบสมบูรณาญา- สิทธิราชย์ที่เขาเกลียดชัง ระบบนี้บางทีจะแก้ปัญหาของโลกได้ดี กว่าระบบใด เดี๋ยวนี้มนุษย์เรามีความคิดอย่างที่พวกฝรั่งเขาคิดให้ กลาย เป็นว่าทุกคนเสมอภาค คนที่มีการศึกษาแล้ว ก็ให้ทุกคนมีสิทธิ ในการปกครอง จนเกิดรูปประชาธิปไตยขึ้นมา แล้วกำลังมีลักษณะ พร่าไปหมดอย่างที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ ดูให้ดีมีประชาธิปไตยแบบนี้กันมา สักร้อยปีเห็นจะได้แล้ว นี้มันมีอะไรดีขึ้นหรือ ? อาตมาในฐานะ ประชาชน ไม่กลัวจะถูกใครจับไปฆ่าไปแกง เพราะว่าไม่นิยม ประชาธิปไตยแบบนี้ก็ได้ ไม่นิยมแน่ แต่นิยมประชาธิปไตยแบบ สังคมนิยมตามหลักแห่งพระศาสนา ซึ่งประกอบไปด้วยธรรมแล้ว

น.177 ก็มีวิธีดำเนินการอย่างเผด็จการ อย่างระบบทศพิธราชธรรมนั่นเอง ขอแนะว่า อย่าไปหลับหูหลับตาเชื่อตำราการเมืองที่เขียน ขึ้นโดยบุคคลที่ไม่เคยรู้จักระบบทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นระบบสัง- คมนิยมแท้จริง แล้วมนุษย์เราก็รอดมาได้ ถ้าเราจะชอบระบบการ ปฏิวัติ ก็ปฏิวัติพระราชาที่ไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมเพียงคน เดียวไม่ดีกว่าหรือ ? ดีกว่าจะมาใช้ลัทธิที่ทำให้ต้องฆ่ากันเป็นฝูงๆ ระบบทศพิธราชธรรมนี้ เป็นเรื่องเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ง่าย อยู่ที่บุคคลคนเดียวนั้น แล้วก็สนับสนุนให้เป็นอย่างนี้ เป็นทศพิธ- ราชธรรมเรื่อยๆ มา จนมีพระราชาที่จะปกครองประเทศชาติหรือ ว่าปกครองโลกก็ได้ เลิกเข้าใจผิดในคำว่า ราชา-ราชา นี้กันเสียที เพราะเป็นคำแรกที่ออกมาจากปากคนที่ได้รับความพอใจ ในเมื่อ จุดของสังคมนิยมได้ตั้งต้นขึ้นเมื่อไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนปีมาแล้ว ต่อไปนี้ก็ยังจะต้องนึกถึงคำว่า "วรรณะ" เขารังเกียจ วรรณะกษัตริย์ เป็นต้น ก็ไปล้มเลิกเสีย อาตมาอยากจะบอกว่า อย่าพรวดพราดถึงอย่างนั้น สิ่งที่เรียกว่าวรรณะนี้ต้องมี ต้องมี อย่างเด็ดขาด ต้องมีอยู่ตลอดไป ในเมื่อเป็นวรรณะโดยหน้าที่ การงาน อย่างผู้พิพากษานี้ ควรจะอยู่ในวรรณะปูชนียบุคคล เรื่องวรรณะต้องเอาหน้าที่การงานเป็นหลัก ไม่ใช่ว่าเอา กำเนิดจากพ่อแม่เป็นหลัก ซึ่งอย่างนั้นมันก็ไม่ถูก วรรณะโดย กำเนิดนั้นเลิกได้ พระพุทธเจ้าท่านก็สั่งเลิก ยกเลิกวรรณะโดย

น.178 กำเนิดแต่วรรณะโดยการงานนี้ยกเลิกไม่ได้ เพราะว่ากรรมหรือ การกระทำมันเป็นผู้จัด การกระทำจะจัดให้เองว่า อย่างนี้จะต้อง เป็นกษัตริย์ทำหน้าที่ปกครอง อย่างนี้จะต้องเป็นพราหมณ์ คือ เป็นครูบาอาจารย์ หรือว่ากระทั่งเป็นผู้พิพากษา เพื่อรักษาความ เป็นธรรมของโลกนี้ วรรณะอย่างนี้เลิกไม่ได้ วรรณะกษัตริย์ก็ เลิกไม่ได้ แล้วต้องรักษาไว้ให้ดี เพื่อเป็นระบบทศพิธราชธรรม ปกครองโลก ยังมีระบบที่น่าจะเอามานึกดูอยู่ระบบหนึ่ง คือประเทศ เล็ก ๆ ในครั้งพุทธกาล เช่น ประเทศสากยะของพระพุทธเจ้าเอง หรือประเทศลิจฉวีทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นประเทศเล็ก ๆ ทั้งนั้น เขา มีระบบการปกครองประหลาด อย่างพวกลิจฉวีนี้ สภาจะประกอบ ไปด้วยคนในวรรณะกษัตริย์ทั้งนั้น ๗๗๐ คนอะไรทำนองนั้น สภาของพวกลิจฉวีจะประกอบด้วยคนในวรรณะกษัตริย์เท่านั้น วรรณะพราหมณ์ พ่อค้า ศิลปินอะไรไม่เอา เป็นสภา ของกษัตริย์ แล้วก็สมมติกันขึ้นเป็นประธาน เหมือนกับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อย่างนั้น เป็นประธานของสภานี้ ๗ เดือน ๗ วันบ้าง แล้วแต่เขา จะบัญญัติกันอย่างไร นี่ก็น่าจะนึกดูว่า คนที่มีพืชพันธุ์ดีที่เขาบำรุงเลี้ยงอบรม กันมาดี ในฐานะเป็นวรรณะกษัตริย์มีจำนวนมาก แล้วเลือกที่ดีที่ สุดมาเป็นประธาน อย่างนี้จะเป็นอย่างไร? บ้านเมืองจะเป็น

น.179 อย่างไร ? ประเทศสากยะของพระพุทธเจ้าก็เป็นอย่างนั้น นี่ต้อง ไปศึกษาอย่างละเอียดจึงจะพบข้อเท็จจริงอันนี้ ประเทศใหญ่ ๆ เช่น ประเทศโกศลนั้น เป็นมหาประเทศ ใหญ่กว่าประเทศเล็ก ๆ อย่างที่จะเทียบกันไม่ได้ แต่ก็ทำอะไร ประเทศเล็ก ๆ ขี้ผงนี้ไม่ได้ เพราะเขามีธรรมะของเขาอย่างนี้ ต่อมา เมื่อเลิกระบบที่ดีอย่างนั้น และแตกสามัคคีกัน พวกลิจฉวีก็พินาศ ไป เพราะเลิกระบบที่เคยถือปฏิบัติดีมาแต่ก่อน พระพุทธเจ้าท่านทรงยกเรื่องนี้มาเป็นตัวอย่าง ให้ภิกษุ ปฏิบัติตาม เช่น ให้หนุนหมอนไม้ เป็นต้น อย่างที่พวกลิจฉวี กระทำอยู่แต่ก่อน กษัตริย์ลิจฉวีจะหนุนหมอนไม้เพื่อการนอน น้อย ตื่นแต่ดึก แล้วก็ฝึกอาวุธ แล้วเคารพสตรีในฐานะที่เป็นสิ่ง ที่ไม่ควรเอามาเหยียบย่ำหรือเป็นของเล่น แล้วก็บูชาพระเจดีย์ ประจำบ้านเมืองหรืออนุสรณ์ของบุคคลผู้กระทำความดี ต่อมา กษัตริย์ลิจฉวีพลิกกลับหมด ไม่หนุนหมอนไม้เสียแล้ว ไปนอน ฟูกมีหมอนข้าง แล้วก็เหยียบย่ำสตรีต่าง ๆ ก็เลยวินาศและสูญไป เป็นเมืองขึ้นของประเทศใหญ่ ๆ ต่อไป เรื่องระบบพระราชามีสภากษัตริย์ พยายามยึดหลักทศพิธ- ราชธรรมอย่างที่กล่าวมาแล้ว จะไม่มีในตำราที่พวกฝรั่งเขียนให้เรา เรียนละกระมัง ก็เอาไปคิดดูเองก็แล้วกันว่า ระบบที่มีพืชพันธุ์ดี เป็นวรรณะกษัตริย์ บำรุงให้ดียิ่งขึ้นไป แล้วคอยดูแลให้ตั้งอยู่ใน

น.180 ทศพิธราชธรรม บางทีจะเป็นสังคมนิยมที่ช่วยโลกทั้งโลกได้ พระ- ราชาที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรมจะเป็นระบบสังคมนิยมอยู่ ทุกกระเบียดนิ้ว แล้วก็สงวนให้คงมีอยู่ในโลก ถ้าไม่ดีก็ปฏิวัติ หรือแก้ไขเฉพาะบุคคลคนเดียวก็พอแล้ว ที่กล่าวมานี้ คือ "สังคมนิยม" ซึ่งอยู่ในรูปที่คนสมัยนี้ เข้าใจผิดต่อคำว่า ราชา หรือพระราชา พระราชาที่มีทศพิธราช- ธรรมนั้นคือ สังคมนิยมที่เต็มรูป อยู่ในรูปเผด็จการ ทำอะไรได้ รวดเร็ว เช่นพระเจ้าอโศก หรือพระราชาอื่น ที่อาจจะเคยมีมา แล้วแม้ในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยเรา แต่ไม่มีใครสนใจ อย่างเช่น พระเจ้ารามคำแหง นี้ไปดูเถอะ จะเป็นเผด็จการหรือ ไม่เป็น เป็นสังคมนิยมหรือไม่เป็น ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่ากลายเป็น สังคมนิยมอย่างที่เราไม่เคยคาดฝัน แล้วได้ทำกันอย่างพ่อแม่ปก- ครองลูกอะไรเช่นนี้ นี่ควรจะกลับมาอีก อย่าไปอวดดี ! หรือไป คลั่งไคล้เสรีประชาธิปไตยอย่างมีตัวกู-ของกู ถ้าระบบโน้นไม่มีอยู่ ในตำราการเมืองที่เขาเรียนกันอยู่ในเวลานี้ ก็ไปคิดดูเป็นพิเศษ ส่วนตัวบ้างก็อาจจะพบ เพราะว่าหาไม่พบในตำราการเมือง นี่เรียกว่า เราพบ "สังคมนิยม" ที่เป็นธาตุแท้ว่าตั้งต้น มาแต่เมื่อไร ? และมาอยู่ในลักษณะที่สำเร็จประโยชน์ สมบูรณ์ และรวดเร็วทันอกทันใจได้อย่างไร ? อาตมาก็ได้เอ่ยอ้างถึงระบบ ทศพิธราชธรรม ซึ่งก็คือคนธรรมดาแล้วได้มอบหมายให้เป็น

น.181 ไม่ใช่คนที่เกิดมาเป็นพิเศษ แต่เป็นคนธรรมดาสามัญที่ได้รับมอบ หมาย มอบอำนาจให้ทำหน้าที่ ทีนี้ดูกันในแง่สุดท้าย ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าหรือเป็นทาง practical หรือประยุกต์อะไรกันบ้างว่า ประเทศเล็กๆ นี้จะต้องมี ระบบ "ธัมมิกสังคมนิยมเผด็จการ" ไม่อย่างนั้นจะไปไม่รอด ประ- ชาธิปไตยเพ้อหรือเฟ้อนี้จะไปไม่รอด เสรีนิยมก็มีช่องโหว่มาก ถ้า สังคมนิยมก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ต้องกำชับลงไปว่าต้องเป็นธัมมิก คือ ประกอบอยู่ด้วยธรรม เมื่อประกอบอยู่ด้วยธรรมแล้วก็เผด็จ- การได้ ดังนั้นประเทศเล็ก ๆ โดยเฉพาะ ควรจะเป็นระบบประชา- ธิปไตยชนิดธัมมิกสังคมนิยมและเผด็จการ ให้เป็นสังคมนิยมแบบ เผด็จการ เมื่ออะไร ๆ มันถูกต้องแล้วก็รีบเผด็จการ ไม่อย่างนั้น มันจะคลานงุ่มง่ามอยู่นั่น แล้วมันก็จะวินาศในที่สุดก็ได้ เพราะ ผ่าตัดไม่ทัน การผ่าตัดนี้มีระยะนิดเดียว ถ้าไม่ทันเวลาก็ต้องตาย แน่ เผด็จการที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะนี้จะช่วยได้ ถ้าธัมมิกสังคม นิยมแล้วจะต้องเป็นเผด็จการโดยวิธีปฏิบัติงาน สำหรับชื่อมันอาจจะยาวตามความหมายที่ว่า "ประชาธิป- ไตยแบบสังคมนิยมที่เป็นธัมมิกะ แล้วก็ดำเนินงานโดยวิธีเผด็จ- การ" ถ้าจะพูดให้สั้นสักหน่อยก็ว่า "ธัมมิกสังคมนิยมเผด็จการ" ประเทศเล็ก ๆ จะต้องใช้ระบบนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเวลานี้ มีคำโบราณที่ปู่ย่าตายายเขาพูดกันมาแต่ก่อน อาตมาก็ทัน

น.182 ได้ยิน แต่ก็กำลังหายไปทุกที คือ คำพูดประโยคที่ว่า " ต้องจุด ไฟบ้าน รับไฟป่า " คือคนแก่ ๆ เขาจะต้องสอนลูกหลานที่ไปทำ ไร่อยู่ในป่า มีกระต๊อบมีบ้านที่อยู่ในไร่อยู่ในป่า พอถึงฤดูแล้งจะ ต้องจุดไฟบ้าน คือรอบๆ บ้านรอบ ๆ กระท่อมนี้จะต้องจุดให้เตียน เพื่อจะรับไฟป่าที่มันจะมาท่วมป่า และเผาอย่างมหาศาล ประเทศเล็กๆ เรา ถ้ามีระบบปกครองเป็นแบบสังคมนิยม ธัมมิกะแบบเผด็จการนี้ มันจะเหมือนกับจุดไฟบ้านไว้เสร็จแล้ว ไฟป่ามาก็ไม่ต้องกลัว ไฟป่าก็คือสังคมนิยมบ้าเลือดที่กำลังระบาด อยู่ในโลกเวลานี้ หรือแม้ที่สุดแต่ระบบนายทุน เราก็ควรจะถือ ว่าเป็นไฟป่า ถ้าจะรับหน้าไฟป่าก็ต้องจุดไฟบ้าน คือ ธัมมิกสังคม นิยม ถ้าเรามีระบบสังคมนิยมธัมมิกเผด็จการนี้ เราจะรับหน้าได้ แม้แต่ลัทธินายทุนและลัทธิบ้าเลือดแก้แค้นของชนกรรมาชีพบาง ประเภทก็ตาม เพราะว่ามันจะเป็นอย่างที่เคยพูดมาแล้ว คือสังคม นิยมอันบริสุทธิ์นี้ ไม่สร้างทั้งนายทุนและไม่สร้างชนกรรมาชีพ จะสร้างแต่คนที่เป็นสัตบุรุษหรือมนุษย์ที่ถูกต้องแต่อย่างเดียว ที่อยู่ ตรงกลางชนิดเดียว เมื่อเรามีระบบสังคมนิยมที่ถูกต้องนี้อยู่แล้ว ก็จะเหมือน กับจุดไฟบ้านไว้รอบบ้านเสร็จแล้ว ไฟป่าชนิดไหนมาก็ทำอันตราย ไม่ได้ นายทุนจะมาก็ได้ ชนกรรมาชีพบ้าเลือดแก้แค้นจะมาก็ได้ อะไรก็ได้ เพราะว่าเราได้มีการจุดไฟบ้านไว้รอบบ้านรอบเรือน

น.183 เตียนดีแล้วก็จะพ้นอันตรายจากไฟป่าทั้งหลาย ประเทศเล็ก ๆ นั้น ก็ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากที่เราจะ "จุดไฟบ้าน รับไฟป่า" ก็คือ รีบจัดระบบสังคมนิยมในประเทศของตนให้ถูกต้องและให้ ทันแก่เวลา ก็เป็นอันว่าประเทศเล็กๆ นี้ ใช้ระบบสังคมนิยมที่ถูก ต้องในลักษณะที่ว่าจุดไฟบ้านรับไฟป่าที่กำลังระบาดเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งระบบนายทุนและระบบชนกรรมาชีพ ทีนี้ถ้าว่าเป็นประเทศใหญ่ ถ้าสมมติว่าเป็นไปได้ มหา- ประเทศทั้งหลาย เขามีระบบสังคมนิยมอย่างที่ว่านี้ นั่นแหละคือ โชคดีที่สุดของมนุษยชาติของโลก คือ ประเทศใหญ่ ๆ เหล่านั้น เลิกเป็นอะไรกันเสียที มาเป็นธัมมิกสังคมนิยมแล้วเผด็จการด้วย ก็ได้ แล้วก็จะทำโลกให้มีสันติภาพ ทำบุคคลแต่ละคนให้มีสันติสุข ได้อย่างทันใจ ถ้าแต่ละคนมีสันติสุข รวมกันทั้งโลกก็ย่อมมีสันติภาพ ซึ่ง จะเป็นได้ เพราะระบบสังคมนิยมที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรม- ชาติ อย่างที่ได้พูดให้ฟังมาแล้วข้างต้น และเป็นสังคมนิยมที่เป็น หัวใจของศาสนาทุกศาสนา ตั้งแต่อดีตมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ถ้า ศาสนาไหนยังคงมีความบริสุทธิ์ถูกต้องอยู่แล้ว จะเป็นธัมมิกสังคม นิยมทั้งนั้น แต่ก็แปลกอยู่ตรงที่ว่า เมื่อมีความถูกต้องแล้วจะต้อง เผด็จการ เพื่อให้ทันแก่เวลา นี่เรียกว่าแสงสว่างหรือโชคดีของโลกนั้น อยู่ที่สังคมนิยม

น.184 อันถูกต้องและมาทันเวลา เป็นประโยชน์แก่ประเทศเล็ก ๆ ที่จะ ป้องกันตัวเองได้ ถ้าหากประเทศใหญ่เป็นไฟป่า แต่ถ้าประเทศ ใหญ่เป็นธัมมิกสังคมนิยมเสียเอง ก็จะเป็นโชคดีของมนุษยชาติ ทั้งหมด ถ้าว่าเราทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าเราเป็นประเทศเล็กอยู่ใต้ อิทธิพล ก็ต้องป้องกันตัวในแบบจุดไฟบ้านรับไฟป่าที่กล่าวแล้ว ถ้าหากว่าเรามีระบบนี้ถูกต้องอยู่แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าประ- ชาชนจะหันเหออกไปทางลัทธิที่เป็นอันตรายหรือไม่พึงปรารถนา เพราะว่าสังคมนิยมชนิดนี้ จะทำให้ทุกคนในประเทศพอใจใน ระบบการปกครองของตนจนไม่ต้องเลือกกันอีก จนไม่ต้องออกไป แส่หาระบบไหน ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ สำหรับคำว่าสังคมนิยม ตามหลักของพระศาสนา ซึ่งลึกลงไปจนถึงตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ ได้มีอยู่ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ เมื่อทางการกำหนดให้พูดเรื่องสังคมนิยม อาตมาก็ต้องพูด อย่างนี้ พูดอย่างอื่นไม่เป็น เพราะว่าทุก ๆ วัน ก็อยู่ด้วยเรื่อง ของธรรมชาติเรื่องของพระศาสนา จึงพูดเรื่องอย่างอื่นไม่เป็น เมื่อถูกกำหนดให้พูดคำว่า สังคมนิยม ก็พูดได้แต่อย่างนี้ ขอให้ เอาไปคิดดู จะผิดถูกอย่างไร ท่านทั้งหลายก็มีหน้าที่ที่จะต้องช่วย กันจรรโลงประเทศอยู่แล้ว หรือบางทีจะต้องพิพากษาคดี ที่มี ปัญหาเกี่ยวกับสังคมนิยมบ้างเป็นแน่นอน

น.185 ทั้งหมดนี้คือ เรื่องสังคมนิยมตามแบบของศาสนา ซึ่งมี รกรากมาจากกฎเกณฑ์ของธรรมชาติดั้งเดิมนั้น มันอยู่ในรูปอย่าง นี้ จึงให้ชื่อใหม่ว่า ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมที่เป็นธัมมิกะ แล้วก็โดยวิธีเผด็จการให้ทันแก่เวลา เรียกสั้นๆ ว่า "ธัมมิกสังคม นิยมแบบเผด็จการ"

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต