Buddhadasa.org

ธรรมิกสังคมนิยม ตอนที่ ๔ — ค่าและความจำเป็นที่ต้องมีศีลธรรม

ธรรมิกสังคมนิยม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ธรรมิกสังคมนิยม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.223 ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์เป็นครั้งที่ ๓ ของภาคอาสาฬห- บูชาในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อใหญ่ว่า อริยศีลธรรมไป ตามเดิม จะกล่าวโดยหัวข้อย่อยลงไปว่า "ค่าและความจำเป็นที่ ต้องมีศีลธรรม" คือจะกล่าวถึงค่าของศีลธรรม และความจำเป็นที่ มนุษย์เราจะต้องมีศีลธรรม อาตมาไม่กังวลว่าใครจะรำคาญ หรือไปเอาเรื่องที่เข้าใจว่า หลายคนคงจะรำคาญนั่นแหละมาพูดกันอีก คือเรื่องศีลธรรม ให้ ละเอียดปลีกย่อยออกไปทีละอย่าง ๆ อย่างในวันนี้ก็จะพูดถึง ค่า หรือคุณค่า โดยเฉพาะ แล้วก็แสดงให้เห็น ความจำเป็น ที่คนเรา จะต้องมีศีลธรรมยิ่งขึ้น แล้วก็จะเกิดความสนใจในศีลธรรมกัน นี่

น.224 ขอให้อดทนฟัง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้สนใจกันโดยละเอียด ที่จริงถ้าจะสนใจกันโดยละเอียดก็คงจะทราบได้กันทุกคนว่ามันมี ความจำเป็นที่จะต้องมีศีลธรรมกันอย่างไร ในเมื่อถามว่า ถ้าหมู่บ้านนี้ไม่มีถนนหนทางจะเดินก็เป็น เพราะคนในหมู่บ้านนี้ขาดศีลธรรมใช่หรือไม่ ? พวกที่ถือว่าเพราะ ขาดศีลธรรม ก็จะเห็นได้ว่า เพราะคนเห็นแก่ตัวมากเกินไป ก็ไม่ ช่วยกันทำหนทางสำหรับจะเดิน หรือว่าคนขี้เกียจมันก็ไม่ทำ ความ ขี้เกียจนี้ก็คือความไม่มีศีลธรรม หรือนับตั้งแต่ว่าบนเรือนของคนๆ หนึ่งมันสกปรกรกรุงรัง ถ้ามองให้ลึกก็เพราะว่ามันขาดศีลธรรม นี้เรียกว่าปัญหาเล็กน้อย ที่สุด หรือถ้าในบ้านเรือนเต็มไปด้วยเสียงทะเลาะวิวาทด่าทอกัน อยู่ระงมไปหมด มันก็เป็นเรื่องของการขาดศีลธรรม หรือเมื่อคน มีความยากจนก็เพราะขาดศีลธรรม มีขโมย มีโจร มีอะไรมากก็ยิ่ง เห็นได้ว่าเพราะขาดศีลธรรม การที่เอาเปรียบกันจนต้องทะเลาะวิวาทกัน ระหว่างนายทุน กับชาวนาอย่างนี้ก็เพราะว่ามันขาดศีลธรรม ไม่มากก็น้อยด้วยกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย จนกล่าวได้ว่าถ้ามีการทะเลาะวิวาทกันที่ไหนก็ต้องถือ ว่าที่นั่นมีการขาดศีลธรรมด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่มากก็น้อย ไม่รูป ใดก็รูปหนึ่ง ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

น.225 เดี๋ยวนี้ปัญหามันก็มีมากขึ้นทุกทีในโลกนี้ นักเรียนก็ขาด ศีลธรรม แล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง ครูบาอาจารย์ก็ขาดศีลธรรม มัน จะเป็นอย่างไรบ้าง ผู้ปกครองเป็นลำดับชั้นขึ้นไปก็ขาดศีลธรรม พ่อค้าก็ขาดศีลธรรม คนซื้อก็ขาดศีลธรรม กระทั่งว่าทนายความ ขาดศีลธรรม ตำรวจขาด ศีลธรรม ผู้พิพากษาขาดศีลธรรม กระทั่ง ผู้ปกครองบ้านเมืองขาดศีลธรรม นี่มันจะเป็นอย่างไร การที่มีอะไรไม่ปกติไม่เป็นไปอย่างราบรื่นนี้ ก็กล่าวได้ว่า เพราะขาดศีลธรรมทั้งนั้น แต่เขาก็ไปโทษกันว่า เพราะแก้ปัญหา นั้น แก้ปัญหานี้ แก้ปัญหาโน้น มันไม่ถูกต้อง เขาไปโทษ เรื่องเศรษฐกิจบ้าง เรื่องการเมืองบ้าง เรื่องอะไรบ้าง ก็หลับตา แก้แต่ปลายเหตุกันไปเท่านั้น โดยไม่มองว่าต้นเหตุอันแท้จริง เป็นเพราะมันขาดศีลธรรม แม้เราจะมีผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดี อย่างไร แต่ถ้าพลเมืองไม่มีศีลธรรมก็ปกครองไม่ได้ หรือทำไม่ ได้ ทำอะไรให้มีความเจริญไม่ได้ ต้องไปมองดูกันในแง่นี้ก่อน แล้วก็จะค่อยเห็นในความจำ เป็นของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมมากขึ้นทุกที ก็จะเกิดความสนใจมาก ขึ้น อาตมาจึงไม่กลัวว่าท่านจะรำคาญ ในเมื่อจะต้องพูดกันเรื่อง ศีลธรรมให้ละเอียดลออกัน ให้มันทุกแง่ทุกมุม และหลายครั้ง หลายหน ในครั้งที่แล้ว ๆ มา ก็ได้พูดเรื่องชื่อและความหมายของ

น.226 ศีลธรรม สิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมมีชื่อมากมายจนสับสน มนุษย์ก็ เปลี่ยนชื่อของสิ่ง ๆ นี้กันเรื่อย ๆ ไปจนสับสน จนเอาอะไรไม่ได้ จนน่าสมเพชที่สุด เช่น จะต้องพูดว่าศีลธรรมอันดีของประชาชน คล้าย ๆ กับว่ามันมีศีลธรรมอันเลวของประชาชนอยู่ส่วนหนึ่ง เมื่อพูดถึงศีลธรรมกันแล้ว มันไม่ควรจะมีอันดีอันเลว อะไรแล้ว มันต้องถูกต้องและมีประโยชน์ มนุษย์เสียเองมาทำให้ เกิดปัญหายุ่งยาก จนได้มีศีลธรรมดีศีลธรรมเลวอะไรกันขึ้นมา เพราะว่ามนุษย์เป็นทาสของวัตถุมากขึ้นทุกทีนั่นเอง นี้ความหมายของคำว่า "ศีลธรรม" มันก็สับสน แล้วก็ เปลี่ยนแปลงกันไปเรื่อย เปลี่ยนแปลงความหมายกันไปเรื่อย กว้าง แคบบ้าง สูงต่ำบ้าง แต่ความหมายที่แท้จริงที่ลึกซึ้งของธรรมชาติ นั้นกลับไม่ค่อยจะมอง ก็เลยไม่รู้จักแม้แต่ชื่อและความหมาย ฉะนั้นจึงต้องมาพูดกันว่า ชื่อมันหลอกลวงและเล่นตลกกันอย่างไร บ้าง ความหมายก็ซับซ้อนจนไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ แต่ถึง อย่างไรก็ดี ได้สรุปความให้เห็นชัดแล้วว่า สิ่งนี้ถือเอาความหมาย ในภาษาบาลีนั้นเป็นดีที่สุด คือเอาตามความหมายของคำว่า สี-ละ นั่นเอง สี-ละ แปลว่า ปกติ ถ้าสิ่งใดเป็นไปเพื่อความปกติ ไม่ วุ่นวาย ก็เรียกว่า สี-ละ และธรรมที่ทำให้มีความเป็นอย่างนั้นก็ เรียกว่า "ศีลธรรม" นับว่าเรามีโชคดีที่ได้ใช้คำบาลีคำนี้ คือ มี

น.227 ความหมายถือเอาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ ภาษาอื่นใช้คำอย่างอื่น อาจจะไม่สะดวกหรือไม่ตรงก็ได้ สังเกตดูภาษาต่างประเทศ มี ความหมายไม่ตรงกับความหมายของคำว่า "ศีลธรรม" ในภาษา ไทย ขอให้จำคำสำคัญคำนี้ไว้ด้วย คือคำว่า สี ละ หรือ ศีล แปล ว่า ปกติ ความหมายของคำว่าปกตินี้ก็มีหลายชั้น เดี๋ยวจะไปหาว่า ปกติอย่างก้อนหิน จะนั่งนิ่งอยู่เป็นก้อนหิน แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร แล้วก็เรียกว่ามีศีลธรรม อย่างนี้ก็เรียกว่าเข้าใจผิด นั่นเป็นเรื่อง ทางวัตถุ ถ้าปกติอย่างนั้นก็เป็นเรื่องทางวัตถุ ก็เป็นศีลธรรมของ วัตถุ เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องของคนที่มีความคิดนึก มี สติปัญญา จะต้องดูให้ดีว่า จะมีอะไรบ้างที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือว่า มีใจคอปกติ มีการพูดจาปกติ มีการกระทำปกติ ทีนี้คำว่าปกตินั้นไม่ได้หมายความว่า นิ่งหรือไม่พูด หรือ ไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหว คำว่าปกตินี้หมายความว่า ไม่ กระทบกระทั่งใคร ไม่กระทบกระทั่งตัวเอง หรือไม่ทำตัวเองให้ เดือดร้อน ไม่กระทบกระทั่งใคร คือ ไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น หรือไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน อย่างนี้เรียกว่าปกติ ตามความหมาย ของคำว่าศีลธรรม ทีนี้ พวกนักค้านนักแย้งก็อาจจะพูดขึ้นมาว่า ก็มัวแต่นั่งทำ

น.228 ปกติไม่กระทบกระทั่ง แล้วบ้านเมืองจะเจริญอย่างไร ? นั่นแหละ เป็นเรื่องที่จะต้องหาความหมายกันให้ถูกต้อง ถ้าจะคิดเสียว่า การที่บ้านเมืองมันไม่ปกติ แล้วเราช่วย ทำให้มันปกติ จะไม่เรียกว่าศีลธรรมหรืออย่างไร ? อย่างที่ว่าถ้า ไม่มีถนนจะเดิน มันลำบาก ก็เรียกว่าไม่ปกติ คือ ไม่ปกติสุข ถ้า เราแก้ไขปัญหาอันนี้เสียได้ก็เรียกว่ามันปกติ มันไม่เดือดร้อนมาก หรือมันไม่เดือดร้อนเลย หรือบ้านเรือนมันรกรุงรังไปด้วยขยะนี้ จะต้องเรียกว่ามันผิดปกติ กวาดให้มันเรียบร้อย ให้มันเย็นตาเย็น ใจ ให้มันไม่มีอันตรายเพราะสิ่งเหล่านั้น ก็ต้องเรียกว่าทำความ ปกติ นี่ขอให้ถือเอาความหมายของคำว่าปกตินี้แหละให้ดี ๆ ถ้า ยากจนมันก็ทนอยู่ไม่ได้ มันก็ไม่ปกติ ก็ต้องทำงานจนกว่าจะมี ทรัพย์สมบัติ แล้วจะปกติขึ้นในทางทรัพย์สมบัติ ก็เรียกว่ามีศีล- ธรรมในส่วนนั้นหรือในด้านนั้น ฉะนั้นขอให้ถือเอาคำว่า สี ละ นี้เป็นหัวใจของศีลธรรมไว้เรื่อย ในความหมายของคำว่า "ปกติ" ถ้าเป็นเรื่องวัตถุ ก็วัตถุปกติ เป็นเรื่องคน หรือสัตว์ คนหรือ สัตว์นั้นก็ปกติ ถ้าเป็นเรื่องจิตใจก็จิตใจปกติ ถ้าเป็นเรื่องร่างกาย ก็ร่างกายปกติ ปกติมีอยู่ ๒ ซ้อน คือว่าปกติตามธรรมชาติ มีกฎเกณฑ์ อยู่ตามธรรมชาติ เช่น ต้องกิน ยืน เดิน นอน อาบ ถ่าย

น.229 อย่างนั้นอย่างนี้ ร่างกายจึงจะปกติตามธรรมชาตินี่ก็อย่างหนึ่ง อีก อย่างหนึ่งปกติสำหรับปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นที่มนุษย์จะต้องช่วยทำ จะต้องมีการประพฤติต่อกันอย่างนั้นอย่างนี้ หรือช่วยกันทำให้มี สิ่งที่ควรจะมีขึ้นมา หรือปฏิบัติตัวให้ดี ๆ ก็เรียกว่าเป็นศีลธรรม ส่วนที่มนุษย์จะต้องบัญญัติขึ้นสำหรับให้ช่วยกันทำ รวมความแล้ว ก็คือ ความหมายของคำว่า "ปกติ" นั่นเอง วันนี้เราจะพูดกันถึงค่าของศีลธรรม ก็หมายถึงศีลธรรม ชนิดที่เป็นการบัญญัติ คือที่มนุษย์บัญญัติขึ้น ถ้าจะพูดว่าความ จำเป็นที่จะต้องมีศีลธรรม ก็หมายถึงศีลธรรมที่มนุษย์จะต้อง บัญญัติและปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ในขั้นแรกนี้จะพูดถึงคำว่า "ค่า" กันเสียก่อน คำว่า "ค่า" ก็คือสิ่งที่พูดกันมากที่สุดในคำว่า "ราคา" ก็มี ในคำว่า "คุณค่า" ก็มี “คุณสมบัติ" ก็มี แต่ทั้งหมดนี้มันรวมอยู่ที่คำว่า "ค่า" อะไรเรียก ว่าค่าก็คือสิ่งที่บัญญัติกันขึ้นมาว่ามันมีค่า ตามความรู้สึกของตน ๆ ว่ามันจะมีค่าอย่างไร เมื่อดูกันให้ทั่วถึงแล้วจะเห็นได้ว่า ค่าในความหมายที่ ๑ นี้ มันก็เกิดขึ้นเพราะความต้องการ และเป็นความต้องการของมนุษย์ นั่นเอง ความต้องการมันทำให้เกิดค่าขึ้นมาเท่านั้นเท่านี้ แล้วแต่ ความต้องการมันมากหรือน้อย ส่วนค่าในความหมายอย่างที่ ๒ มันเกิดเป็นค่าขึ้นมาอย่าง

น.230 ลึกซึ้ง คือมันตามความต้องการของธรรมชาติ ซึ่งมันอยู่ลึกซึ้งที่ สุด นี้ไม่ใช่มนุษย์ไปแต่งตั้งหรือบัญญัติได้ ค่ามีอยู่ ๒ ความหมาย ตามที่มนุษย์แต่งตั้งบัญญัติตามต้อง การนี้อย่างหนึ่ง ที่ธรรมชาติต้องการหรือเรียกร้องอยู่ในส่วนลึกซึ้ง ที่สุดนั้นก็อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ควรลืมเสียว่า เราต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติอยู่ส่วนหนึ่งด้วย เราจึงจะรอดตายอยู่ได้ นั่นแหละค่าของศีลธรรมชนิดนั้นมันลึกซึ้ง เดี๋ยวจะพิจารณากันถึงคำว่า "ค่า" ตามความต้องการของ มนุษย์ก่อนเป็นข้อแรก ประเภทที่ ๑ ในระดับแรกก็อยากจะชี้ให้เห็นค่าที่กำหนด ขึ้นอย่างโง่เขลา คือเอาปากหรือเอาท้องหรือเอาเนื้อเอาหนังเอร็ด อร่อยนี้เป็นเกณฑ์ ซึ่งเป็นเรื่องวัตถุอย่างเดียวไม่มองเห็นค่าทาง นามธรรมทางจิตใจ ค่าทางวัตถุนี้เอาแต่เรื่องทางวัตถุอย่างเดียว แล้วก็เอาความ ต้องการนั้นแหละเป็นหลัก ถ้าเกิดมีความต้องการมากพร้อม ๆ กัน มันก็แพง เมื่อไม่มีใครต้องการมันก็ถูกหรือน้อยลงไป นี้เรียกว่า หลับหูหลับตายึดถือกันแต่หลักทางวัตถุทางเนื้อหนัง แล้วมันก็ไม่ ตรงกัน คนนี้ต้องการอีกคนหนึ่งไม่ต้องการ ของที่แพงสำหรับคน นี้ไม่แพงสำหรับคนโน้น ของอย่างนี้คนหนึ่งยอมซื้อตั้งพันตั้งหมื่น แต่ถ้าว่าอีกคนหนึ่งให้เปล่า ๆ ก็ไม่เอา

น.231 นี่เป็นการบัญญัติตามความต้องการอย่างโง่เขลา เหมือนที่ เขาเรียกกันว่า "ไก่กับพลอย" อย่างนี้ เพราะพลอยที่แพงมากตก อยู่นั่น ไก่ก็ไม่เห็นว่ามีค่าอะไร สู้ข้าวสารเม็ดหนึ่งก็ไม่ได้ หรือว่า ลิงได้แก้วมาก็ไม่มีค่าอะไร สู้ลูกแตงเล็ก ๆ สักลูกหนึ่งก็ไม่ได้ หรือ คนที่เขาถือวัตถุเนื้อหนังเป็นหลักเกินไป เขาก็บอกว่าพระพุทธ- รูปองค์นี้มีค่าเท่ากับปลาทู ๕ เข่งเท่านั้น ก็ลองคิดดู คนที่เขารู้จัก ค่าของพระพุทธรูปนี้คงจะฟังไม่ได้ แต่ถ้าเอาวัตถุเป็นหลักกันแล้ว พระพุทธรูปองค์นี้มีค่าเท่ากับปลาทู ๕ เข่งจริง ๆ ด้วยเหมือนกัน นี่เรียกว่าเขาตีค่ากันตามความรู้สึกของปากของท้องของความต้อง การ ด้วยความโง่เขลา ค่าอย่างนี้มันก็มีอยู่ประเภทหนึ่ง ประเภทที่ ๒ ค่าตามความหมายทางไสยศาสตร์ที่ต้อง อาศัยความเชื่อ ยึดมั่นถือมั่นอย่างงมงายเป็นหลัก ค่าทางไสยศาสตร์นี้ มันมีรากฐานอยู่บนความงมงาย วัตถุ ขลังวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเกิดเชื่อขึ้นมา เป็นก้อนดินหรือก้อนโลหะ อะไรเล็ก ๆ นิดเดียว ซื้อขายกันตั้งหมื่นตั้งแสนก็ได้ มันเป็นค่า ทางไสยศาสตร์ที่มีการประกอบพิธีรีตองหลอก ๆ กัน ก็มีค่าเป็น ร้อยเป็นพันเป็นหมื่นอะไรขึ้นมาก็ได้ ค่าในลักษณะอย่างนี้ก็มีอยู่ ความหมายหนึ่งเหมือนกัน เอาไปพิจารณาดูให้ดี ประเภทที่ ๓ ค่าตามความต้องการที่แท้จริง ตามความ หมายอย่างหลักวิชาเศรษฐกิจ เขาก็มีอยู่ประเภทหนึ่ง

น.232 ค่าอย่างเศรษฐกิจนี้ มันขึ้นอยู่กับความต้องการกับสิ่งที่ สนองความต้องการ ถ้าความต้องการมันมีมาก สิ่งสนองความ ต้องการมันมีไม่พอกัน มันก็แพง ก็ของสิ่งเดียวกันนั่นแหละ ถ้า ความต้องการมันเกิดน้อยลงไป ค่านั้นมันก็ลดลง เพราะมันมีสิ่ง ที่สนองความต้องการมาก นี้คือค่าราคาของสิ่งต่าง ๆ หรือสิ่งที่เป็น เงินตรา เป็นค่าแทนเงินตราที่บัญญัติค่าไว้อย่างไร เพื่อประโยชน์ อะไร สำหรับคนกลุ่มไหน มันก็เป็นค่าตามที่บัญญัติอยู่กับสิ่งที่มัน กำลังหมุนเวียนอยู่จริง ๆ แต่ถึงอย่างไรมองดูให้ดีจะเห็นว่า ก็ทำกันไปอย่างนั้นแหละ ตามที่มนุษย์จะรู้จัก ถ้ามนุษย์มันโง่ ก็ต้องบัญญัติไปตามความโง่ นี้คือความโง่ของเศรษฐกิจ ที่แก้ปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ไม่ได้ ไม่ รู้จักต้นตออันแท้จริง คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความมีศีลธรรม ของคน เพราะไปลุ่มหลงในสิ่งที่ไม่ควรจะลุ่มหลง และไม่ควรจะ ยึดถือนั่นนี่ จนทำให้เกิดความยุ่งยากทางค่าทางเศรษฐกิจขึ้นมา ตัวอย่างดังที่กำลังมีปัญหาน่าหัวเราะว่า คนบางคนเขาจะ เป็นบ้าตายเสียแล้ว เพราะว่าหมูมันแพง อย่างพวกกรุงเทพฯ โดย มากสมัยหนึ่ง ทำไมจึงจะต้องเดือดร้อนกันถึงอย่างนั้น มันควรจะ แก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าหมูมันแพงก็อย่าไปกินมันก็แล้วกัน กลับไปโวยวายให้มันมีเรื่องยุ่งยากลำบากขึ้นมา ไม่รู้จักละอาย นี้ เรียกว่าค่าที่เกิดจากความต้องการของมนุษย์

น.233 ในภาษาศีลธรรมจะเห็นว่า ค่าในทำนองนี้เป็นของหลอก ลวงลม ๆ แล้ง ๆ เป็นไปตามความต้องการของมนุษย์ เดี๋ยวนี้ มนุษย์ไม่ต้องการศีลธรรม ศีลธรรมก็กลายเป็นของไม่มีค่า แล้ว ความโง่มันอยู่ที่ใคร ความลำบากทุกข์ยากมันอยู่ที่ใคร เมื่อ ศีลธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ แล้วมนุษย์เกิดไม่ต้องการ ศีลธรรม ศีลธรรมก็หมดค่าหรือด้อยค่าไม่มีใครสนใจ เมื่อไม่มี ศีลธรรมอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นมนุษย์ที่ไร้ศีลธรรม ก็เลยมีปัญหา ยุ่งยากลำบากมากขึ้นทุกที นี่ยกตัวอย่างว่ามันเกี่ยวกันอยู่กับสิ่งเหล่า นี้ ไม่แยกกันได้ นี่คำว่าค่าในความหมายที่มนุษย์บัญญัติตามความ ต้องการของมนุษย์ในความหมายหนึ่ง ทีนี้อีกความหมายหนึ่ง ค่าที่เกิดขึ้นจากความต้องการของ ธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติมันมีหลักตายตัวว่า เราจะต้องทำอย่าง ไร เราก็จะต้องทำอย่างนั้น ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นก็จะลำบาก จะ เจ็บไข้ หรือจะตาย พวกปัจจัย ที่จำเป็น ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น นี้ก็เป็นธรรมชาติ ทางวัตถุ จะต้องหามาตามธรรมชาติเรียกร้องว่าต้องมีอยู่ บางที ก็น่าหัวที่ว่า ของจำเป็นแก่ชีวิตอย่างยิ่งมันกลับมีราคาถูกเหลือเกิน แล้วของบ้า ๆ บอ ๆ ทำไมมันถึงแพง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นว่า ข้าวสารนี้ทำไมมันจึงไม่มีค่าแพง เท่ากับทองคำหรือเพชรพลอยอะไรนี้ เป็นต้น ถ้าเอามาเทียบกัน

น.234 ดูกับความที่มันจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว ของแพง ๆ เหล่า นั้นมีค่าไม่เท่ากับน้ำสักแก้วเดียว หรือข้าวสารสักกำมือหนึ่งก็ได้ นี่เรียกว่า อาหาร ที่จำเป็นแก่ชีวิต ทีนี้ เครื่องนุ่งห่ม เราก็ควรจะนึกถึงประโยชน์อันแท้จริง มันคืออะไร มันควรจะมีอะไรแล้วเราก็ไปทำให้มันผิด ไปมุ่งแต่ จะให้มันสวยมันงาม ให้มันแปลกประหลาดสำหรับจะอวดกัน มัน ก็กลายเป็นเครื่องสำหรับอวดกัน มันไม่ใช่เรื่องเครื่องนุ่งห่มไป เป็นต้น แล้วเกิดปัญหาแก่มนุษย์ ทำความลำบากยุ่งยากให้แก่ มนุษย์ไม่น้อยเหมือนกัน เรื่อง ที่อยู่อาศัย นี้ ถ้าเมื่อมันมีอะไรเท่าที่จำเป็นหรือ สมควร มันก็ไม่มีปัญหามาก เดี๋ยวนี้อยากจะอยู่อย่างแข่งกันกับ เทวดา สร้างบ้านสร้างปราสาทอะไรก็แข่งกับเทวดา มันก็เลยไม่ เป็นความสงบได้ เรื่อง ยารักษาโรค ก็เหมือนกันอีก ที่ว่าจะมียาโดยตรงนี้ก็ ไม่ค่อยมีใครชอบ ชอบยาเล่น ๆ กันเสียโดยมาก ยากินเล่นขายดี กว่ายากินจริง ๆ นี่เรียกว่า ธรรมชาติมันต้องการอยู่อย่างหนึ่ง เราทำผิด กฎเกณฑ์อันนั้นก็เรียกว่า ทำผิดทางศีลธรรมต่อธรรมชาติ ก็ขาด ศีลธรรมตามการเรียกร้องของธรรมชาติ ถ้าขาดถึงขนาดนี้แล้ว มันก็จะต้องเกิดความลำบากขึ้นมาทันที ทางร่ายกายก็จะลำบากขึ้น

น.235 มาทันที ถ้ายิ่งเป็นทางจิตใจด้วยแล้วก็จะยิ่งเสียหายหมด คือธรรม- ชาติต้องการให้มีจิตใจอย่างไรจึงจะปกติสุขอยู่ได้ ไม่เป็นบ้าเป็น โรคเส้นประสาท แล้วเราก็ไม่หามาให้มันอย่างนั้น ในที่สุดก็ได้ เป็นโรคประสาทแล้วเป็นโรคจิต คิดดูเถอะว่าธรรมชาติมีกฎ เหมือนกับกฎศีลธรรมอยู่อันหนึ่งด้วย แต่มันลึกลับ มนุษย์ไป สนใจแต่กฎทางวัตถุทางเนื้อหนังทางปากทางท้อง ก็ทำผิดในทางนี้ คำว่าค่าในทางธรรมชาตินี้มันลึกอย่างนี้ แล้วมันรุนแรง มาก ทางกาย ถ้าขาดแล้วมันก็เจ็บไข้หรือตายทางกาย ทางจิต ถ้า มันขาดแล้วมันก็ตายในทางจิต คือจะเป็นบ้าหรือจะไม่มีอะไรเหลือ อยู่สำหรับเป็นความดี กลายเป็นบุคคลที่ไร้ค่า กลายเป็นสังคมที่ ไร้ค่าไปเพราะว่ามันมีจิตใจไม่สมประกอบนั่นเอง ค่าของศีลธรรม ตามธรรมชาติ คือ ธรรมชาติต้องการให้ คนมีศีลธรรมอย่างนี้ ๆ แล้วคนก็ไม่สนใจ คนก็ไปสนใจแต่ค่าใน ทางความต้องการของเนื้อหนังของปากของท้อง ซึ่งทำให้เห็นแก่ ตัวมากขึ้น ๆ แล้วก็เอาเปรียบกันแล้วก็เบียดเบียนกัน แล้วก็เดือด ร้อนกันไปทั้งโลก เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันแต่ความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "ค่า" มี ค่า ค่าตามที่มนุษย์บัญญัติตามความต้องการของคนนี้ก็อย่างหนึ่ง แล้วค่าตามที่ธรรมชาติมันต้องการและเรียกร้องอยู่อย่างลึกซึ้งเร้น- ลับนั้นมันก็อีกอย่างหนึ่ง นี้เรียกความหมายของคำว่า "ค่า"

น.236 ทีนี้อยากจะให้ดูอีกสักมุมหนึ่งดีกว่า ถึงค่าตามที่มิจฉาทิฏฐิ บัญญัติ และค่าตามที่สัมมาทิฏฐิบัญญัตินี้ก็จะค่อยเห็นได้ง่ายขึ้น พวกมิจฉาทิฏฐิบัญญัติสิ่งนี้ว่ามีค่าเท่าไร ทีนี้พวกสัมมาทิฏฐิ ก็จะบัญญัติสิ่งเดียวกันนั้นว่ามีค่าเป็นอย่างอื่นเสมอไป สิ่งที่พวก มิจฉาทิฏฐิบัญญัติว่ามีค่ามาก พวกที่เป็นสัมมาทิฏฐิจะบัญญัติว่า ไม่มีค่าเลยก็ได้ ขอให้มองดูให้ดี ๆ เพราะว่าพวก มิจฉาทิฏฐิ นั้น เอาเนื้อหนังเป็นหลัก เอาปากเอาท้องเป็นหลัก เอาวัตถุมาเป็น หลัก พวกสัมมาทิฏฐินั้น เขาก็เอาเรื่องจิต เรื่องวิญญาณ เรื่อง คุณสมบัติอันแท้จริงมาเป็นหลัก ทีนี้จะเอาอย่างไหนเป็นหลัก ? ก็ไม่มีใครบังคับใครได้ แต่ถ้าเอาอย่างไหนเป็นหลักแล้ว ความปกติสุขเกิดขึ้น ต้องถือว่า อย่างนั้นถูกต้อง นี่ขอให้ยึดหลักอย่างนี้ไว้เสมอไปว่า สี-ละ ก็ต้อง แปลว่า ปกติ ปกติสุข เราถือค่ากันอย่างไหนโดยวิธีไหน แล้วผล เกิดขึ้นเป็นความปกติ เป็นความสงบสุขแล้วอันนั้นแหละถูก อย่า ได้ไปหลงใหลในการบัญญัติด้วยอำนาจของมิจฉาทิฏฐิเลย มีแต่จะ ทำให้เกิดความยุ่งยากสับสน จะเทียบกันดูอย่างง่าย ๆ อย่างนี้ก็ได้ว่า พวกมิจฉาทิฏฐิ เขาต้องการว่า "ให้กินดีอยู่ดี" แต่พวกสัมมาทิฏฐิจะต้องการว่า "กินอยู่แต่พอดี" เท่านี้มันก็ต่างกันมากแล้ว พวกที่ถือว่า "กินดีอยู่ดี" นี้ไม่มีขอบเขต ขยายออกไป

น.237 เรื่อย จนเท่ากับเทวดาแล้วมันก็ยังไม่พอที่จะเรียกว่า "กินดีอยู่ดี" ทีนี้พวกที่ "กินอยู่แต่พอดี" นั้น มันมีความพอดีได้เอง จะทำ อย่างไร เท่าไรแล้วพอดี ก็มีปกติสุขได้มากกว่า ไม่มีปัญหาเรื่อง ความขาดแคลน แล้วก็ไม่เห็นแก่ตัว เพราะถ้าทะเยอทะยานก็เป็น คนเห็นแก่ตัว เดี๋ยวนี้ไม่เห็นแก่ตัว มันก็ไม่ทะเยอทะยาน ก็ไม่มี ไฟเผาให้เร่าร้อนในเรื่องของความต้องการ นี่คือคำว่า "ค่า" หลอกลวงที่สุด พวกมิจฉาทิฏฐิบัญญัติ อย่างหนึ่ง พวกสัมมาทิฏฐิบัญญัติอย่างหนึ่ง แต่ว่าคน ๆ หนึ่ง เขา จะซื้อของที่แพงแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไรมากิน อีกคน หนึ่งเขาจะซื้อกล้วยซื้อผักอะไรถูก ๆ มากิน อย่างนี้มันก็ไม่มีปัญหา เพราะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันถึงกับตรงกันข้าม เป็นมิจฉา- ทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นเหตุให้กินอยู่ไม่มีขอบขีด กระทั่งว่ากิน อยู่มีขอบขีดที่พอดี ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ต้องการให้สนใจแต่เพียงความหมายของ คำพูดเพียงคำเดียวคือคำว่า "ค่า" ค่าหรือราคานั้นมันหลอกลวงที่สุด แล้วเราเคยโง่กันกี่มากน้อย เคยหลงในเรื่องนี้กันกี่มากน้อยเท่าไร ควรจะปรับปรุงกันเสียใหม่ อย่าให้มันหลอกได้นัก แต่เดี๋ยวนี้มา พูดกันถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ คำว่าค่าของ "ศีลธรรม" พวก มิจฉาทิฏฐิจะให้ค่าของศีลธรรมน้อยมากหรือไม่ให้เลย พวกสัมมา- ทิฏฐิจะเห็นว่าศีลธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มีค่ามาก ควรจะสนใจ

น.238 มาก เดี๋ยวนี้ ถ้าคนทั้งบ้านทั้งเมืองเขาไม่เห็นค่าของศีลธรรม แล้ว จะเรียกว่าคนทั้งบ้านทั้งเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเป็นสัมมา ทิฏฐิ? ขอให้ลองคิดดู หรือว่าคนทั้งประเทศด้วยซ้ำไปที่ไม่สน ใจปัญหาทางศีลธรรม ไม่หยิบยกปัญหาทางศีลธรรมขึ้นมาวินิจฉัย นี่ก็เพราะไม่เห็นค่าของศีลธรรม จะเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิหรือจะ เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ? ขอให้ลองคิดดู ค่าของศีลธรรมแท้ ๆ มันก็ยังแตกต่างกัน ตามที่ว่าพวก มิจฉาทิฏฐิเป็นผู้ตีราคา หรือว่าพวกสัมมาทิฏฐิเป็นผู้ตีราคา แล้ว เราอยู่ในพวกไหน ? ถ้าเราไม่เห็นค่าของศีลธรรม หรือเห็นค่าของศีลธรรมมี น้อย ก็ยอมรับเสียดี ๆ ว่ายังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ส่วนหนึ่งทีเดียว ถ้า เป็นสัมมาทิฏฐิรู้จักค่าของศีลธรรมแล้ว ทำไมไม่พยายามที่จะมี ศีลธรรมอยู่ในเนื้อในตัว ให้ลูกให้หลาน ให้คนในครอบครัวมี ศีลธรรม หรือเพื่อนบ้านเพื่อนร่วมโลกกันได้มีศีลธรรม ทำไม จึงไม่เสียสละช่วยกันส่งเสริมศีลธรรม ที่ว่าทำบุญ ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำอะไร อาตมาอยากจะบอกว่า การทำบุญที่ดีเลิศประเสริฐที่สุดก็คือ การทำให้คนในโลกมีศีลธรรม ไม่มีบุญไหนดีกว่านี้หรือจริงกว่านี้ ถ้าเห็นว่าศีลธรรมมีค่าเราก็ควร จะปรับปรุงกัน ส่งเสริมนั่นนี่คนละไม้คนละมือ แต่ว่าสุดความ

น.239 สามารถในการที่จะทำให้มีศีลธรรมอยู่ในสังคม ในบ้านเมืองของ เรา ในประเทศของเรา หรือกระทั่งอยู่ในโลกนี้ก็ยิ่งดี ค่าของศีลธรรมสลัวไปหมด ไม่พิจารณาให้ดีก็ไม่เห็น แต่ มันมีค่ามากจนถึงกับว่า ความเป็นความตายของโลกหรือมนุษย์นี้ มันอยู่ที่นี่ ลองไม่มีศีลธรรมให้ถึงขนาดเถอะ โลกนี้จะวินาศจะ ฉิบหายจะเป็นโลกที่ไร้ความหมาย นี้ดูกันต่อไปอีก จะดูกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกว่า คำว่า "ค่า" นี้มันคืออะไรกันแน่ ? อาตมากำลังบอกว่าสิ่งที่เรียกว่า ค่า นั่นแหละ คือต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหลายทั้งปวง หรือเป็นที่ตั้ง แห่งปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ถ้ามันไม่มีค่าหรือไม่เกี่ยวกับประโยชน์ แล้ว ก็ไม่เกิดปัญหาอะไร ปัญหาที่มันเกิดขึ้นแก่เราเพราะเราต้อง การประโยชน์ ต้องการสิ่งที่มีค่า แล้วค่านั้นแหละมันทำให้เราต้อง การ ถ้ามันไม่มีค่าเราก็ไม่ต้องการ แล้วเราก็ไม่รู้สึกตัวว่ามันจำเป็น อย่างไร แต่ถ้ารู้สึกว่ามีค่าแล้วก็เกิดต้องการขึ้นมาทันที ในทาง ดีก็อย่างนี้ ในทางชั่วก็อย่างนี้ มันจะมีค่าได้ในทางดีก็ได้ ในทาง ชั่วก็ได้ หรือว่าคนจะทำดีก็ได้ จะทำชั่วก็ได้ โดยต้นเหตุอย่างเดียว คือสิ่งที่เรียกว่า "ค่า" นั่นเอง เรื่องนี้คงจะไม่ลึกซึ้งเกินกว่าที่จะไปพิจารณาดูได้เองว่า ถ้า เขาไม่รู้สึกว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าค่าอยู่ในโลกนี้แล้ว เขาก็จะเป็นพระ อรหันต์ การที่เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ก็เพราะว่าไปติดอยู่ที่ค่า หรือ

น.240 คุณค่าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความอยากอย่างใดอย่าง หนึ่ง อยากได้อยากเอามันก็รัก อยากไม่ได้อยากไม่เอามันก็เกลียด มันมีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือรักหรือชัง ค่าอย่างหนึ่งมันทำให้รัก ค่าอย่างหนึ่งมันทำให้เกลียดหรือชัง ถ้าพูดเป็นภาษาบาลีคำนี้ก็คือคำว่า คุณะ คุ-ณ อ่านว่า คุณ ในภาษาไทยมันมีคุณ คือ คุณค่า หรือคุณสมบัติดีก็ได้เลวก็ได้ ก็เรียกว่าคุณทั้งนั้น ภาษาบาลีเป็นกลางอย่างนั้น ทีนี้มันมีค่า สำหรับเป็นอันตรายก็ได้ เป็นประโยชน์ก็ได้ มีคุณสมบัติอย่างใด อย่างหนึ่งของมัน แล้วก็เรียกว่าคุณค่า หรือค่าของมันทั้งสิ้น ทีนี้จิตใจของคนก็หวั่นไหวไปตามสิ่งที่เรียกว่าคุณ หรือค่า เช่น ดีก็มีคุณอย่างดีก็ติดดี ชั่วก็มีคุณอย่างชั่วก็ติดชั่ว เราก็เกลียด ชั่ว เราก็รักดี แต่ทั้งเกลียดชั่วและทั้งรักดีนั้น ก็คือความยึดมั่น ยึดมั่นในอะไร ? ก็ยึดมั่นในค่าหรือคุณนั้นเอง พระอรหันต์ประ- เภทเดียวเท่านั้น ที่จะมีจิตใจอยู่เหนืออิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า ค่า หรือคุณ หรือคุณสมบัติก็ตาม พูดอย่างนี้มันออกจะเป็นปรัชญาเลยเถิดไป แต่มันเป็น ความจริงที่ควรจะทราบว่า การที่มนุษย์ จะมีจิตใจว่างจากกิเลส หรือว่างจากความทุกข์ไม่ได้ ก็เพราะไปติดอยู่ที่คุณหรือค่า ไป เป็นทาสของสิ่งที่เรียกว่าคุณหรือค่า ดีก็ได้ชั่วก็ได้ บางคนก็เห็น ชั่วเป็นดี บางคนก็เห็นดีเป็นดี เห็นชั่วเป็นชั่ว มันก็แล้วแต่

น.241 มิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิ แต่แม้ว่าจะเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว รู้ว่าดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่วแล้ว แต่ถ้าจิตมันยังไปหลงอยู่ในค่าหรือคุณนี้แล้ว มันก็หลุดพ้นไปจาก ความครอบงำของสิ่งนั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงไปเกิดอยาก คือมีตัณหา อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น เป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็เพราะสิ่งที่เป็นต้นเหตุอย่างเดียวเท่านั้น คือสิ่งที่เรียกว่าค่านั้นเอง มันชอบกาม มันก็ไปเป็นกามตัณหา ถ้าชอบรูป ก็ไปเป็นภวตัณหา ชอบอรูปมันก็ไปเป็นวิภวตัณหา แล้วแต่จะไปชอบอะไร หรือค่า ของอะไรที่มีความหมายอย่างไร นี่พูดเลยเถิดไปแล้ว ถึงคำว่า "ค่า" ชนิดที่มันเป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือของมนุษย์เรา ขอให้ระวังอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เรียกว่า ค่า ระวังให้ดี ๆ สิ่งนั้นแหละมันเป็นตัวปัญหาทั้งหมด ถ้าเราเข้าใจผิดต่อสิ่งที่เรียกว่าค่า ระวังให้ดีๆ สิ่งนั้นแหละ มันเป็นตัวปัญหาทั้งหมด ถ้าเราเข้าใจผิดต่อสิ่งนี้แล้ว มันจะสับ- สนหมด ศีลธรรมก็จะไม่มี อย่าว่าถึงกับจะมีการบรรลุมรรคผล นิพพานเลย ระวังสิ่งที่เรียกว่าค่า หรือราคา หรือคุณค่า หรือ คุณสมบัติอะไรนี้ให้ดี ๆ มันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือทุก สิ่งไป อย่างหนึ่งทำให้เกลียด อีกอย่างหนึ่งทำให้รัก ที่เป็นหลัก ใหญ่มีอยู่ ๒ อย่าง อย่างนี้ ถ้าเราโง่ก็ยึดถือค่าของมัน เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องไปรัก

น.242 เข้าในฝ่ายหนึ่ง ไปเกลียดเข้าในฝ่ายหนึ่ง อันนี้ก็เรียกว่าเสียหมด ในทางความเป็นปกติ คือจะมีใจคอไม่ปกติ จะมีทิฏฐิความคิดเห็น ไม่ปกติ ทีนี้มันก็ออกมาทางกาย ทางวาจา เป็นการพูดการกระทำ ที่มันไม่ปกติ แล้วมันก็กระทบกระทั่งให้ตัวเองเดือดร้อน กระทบ กระทั่งให้ผู้อื่นเดือดร้อน มันเสียความเป็นปกติไปหมด แล้วสิ่ง ที่เรียกว่า "ค่า" มันก็มีอยู่อย่างหลอกลวงอย่างที่เราไม่รู้จัก อาตมารู้สึกว่า การที่เอาเรื่องอย่างนี้มาพูดกัน อาจจะเกิน ไปสำหรับคนบางพวกก็ได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเอาเรื่องอะไรมาพูด ให้คนรู้จักกลัวต่อการขาดศีลธรรม หรือว่าให้คนกล้าในการที่จะ มีศีลธรรม จึงเอาเรื่องศีลธรรมอย่างนี้มาพูด ให้รู้จักค่าของศีล- ธรรม ให้รู้จักในทางที่จะเป็นประโยชน์แท้จริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จน กระทั่งในที่สุดจะได้อยู่เหนืออำนาจของสิ่งที่เรียกว่าค่าหรือราคานั้น ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็อยู่ใต้อำนาจของค่าหรือราคา เดี๋ยวก็ชอบเดี๋ยวก็ไม่ชอบ คือมีกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน ฉะนั้นจึงถือว่าแม้แต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ไม่อยู่เหนือสิ่งนี้ เว้นแต่พระอรหันต์พวกเดียวเท่านั้น ที่จะรู้จัก มีจิตใจอยู่เหนืออำนาจของสิ่งที่เรียกกันว่า "ค่า" นี่ตั้งต้นแต่อย่างต่ำ ๆ เช่นค่าของข้าวสารเม็ดหนึ่งนี้ ไปจน ถึงค่าของศีลธรรมสูงสุด ก็เรียกว่าค่า แล้วก็เป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดถือ

น.243 ทีนี้ถ้าว่ายึดถือนี้ให้ถูกวิธี ก็ยึดถือไปในทางที่มันจะสูงขึ้น ไป จนในที่สุดมันก็อยู่เหนือค่า เดี๋ยวนี้ถ้าว่ามันโง่ไป มันก็ไป ยึดถือผิด มันก็กลับต่ำลงไปโดยไม่จำเป็นแล้วไปเสียเวลาเปล่า ๆ คือไปหลงใหลในสิ่งที่ชั่ว เห็นเป็นของที่มีค่า ครั้นละที่ชั่วนั้นได้ มาอยู่ที่ดี ก็หลงในค่าของสิ่งที่ดี เมื่อยังไม่จบก็ยังหลงแม้ในความ ดี นี่ก็ยังถูกกดขี่อยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ค่า" มันก็ยังหนักอกหนักใจ วิตกกังวลทุกข์ร้อนไปตามเรื่อง ฉะนั้นต้องทะลึ่งขึ้นไปอีกทีหนึ่ง ให้มันพ้นจากอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าค่า หรือแม้แต่ค่าของความดี นี้เป็นชั้นสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม เดี๋ยวนี้ในโลกนี้ไม่ต้องการถึงอย่างนั้น ต้องการแต่ให้อยู่ กันดีๆ อยู่กันอย่างดี มีค่าของความดี มีศีลธรรมอันดีก็พอแล้ว เอาละเป็นอันว่า เราจะถือเอาค่าของศีลธรรมอันดีมาเป็น วัตถุประสงค์ในที่นี้ บัญญัติว่ามีค่าตามความหมายของศีลธรรม คือสามารถจะทำความปกติแก่จิตใจของบุคคลแต่ละบุคคล และ ทำความปกติแก่สังคมคือ ที่อยู่รวม ๆ กันเป็นพวก ๆ อะไรทำ ความสงบสุขอย่างนี้ได้ก็เรียกว่าศีลธรรม แล้วมันก็มีค่าเพียงเท่านี้ สำหรับสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมนี้ นี่สำหรับคำว่า ค่า ควรจะมองกัน ในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ก็มาถึง ความจำเป็น ที่ตัวเราจะต้องมีศีลธรรม คำว่า ศีลธรรม ในที่นี้คือศีลธรรมที่จะบัญญัติขึ้น ที่ได้

น.244 บัญญัติขึ้น แล้วจะต้องประพฤติปฏิบัติกันให้ถูกต้อง นั้นไม่ใช่ ชื่อว่าเป็นไปตามธรรมชาติ ความมีศีลธรรมอยู่ที่ตรงไหน ? อะไรเรียกว่าความมีศีล- ธรรม ? ถ้าพูดต่อเนื่องกันมากับสิ่งที่พูดมาแล้ว ก็จะพูดได้เลยว่า การสามารถควบคุมสิ่งที่เรียกว่าค่าได้นั่นแหละคือศีลธรรม การ สามารถควบคุมสิ่งที่เรียกกันว่าค่านั้นได้ นั่นแหละคือความมีศีล- ธรรม ถ้าเราควบคุมสิ่งที่เรียกว่าค่าหรือราคาหรือคุณค่านี้ไม่ได้ แล้ว มันจะดึงเราไปให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เราหลงไปในคุณ ค่าอันนั้น คนที่หลงในคุณค่าของความชั่วว่าดี มันก็ลากคอไปทำ ความชั่ว หรือถ้าว่าไปหลงในคุณค่าที่สมมติบัญญัติกันว่าดี มันก็ ไปทำสิ่งที่เรียกว่าดี แต่แล้วมันก็ยังไม่มีความปกติถึงที่สุด คือไป รักดี ไปเกลียดชั่ว ถ้ายังมีรัก มีโกรธ มีเกลียด มีรักมีชังอยู่อย่าง นั้นจะเรียกว่ามีศีลอันดีได้หรือยัง ? ในทางโลก ๆ เขาก็จะบัญญัติว่าดี พอใช้ได้แล้ว หรือใช้ได้ แล้วในการที่รักดี ทำดี ขวนขวายในความดี หลงแต่ความดี จน ตายไปกับตัวนี้ก็ว่าใช้ได้แล้ว แต่ในทางธรรมะชั้นสูงนั้นก็ต้องการ ไกลไปกว่านั้น คือ ต้องการความปกติกว่านั้น อย่าให้เกิดความรัก อย่าให้เกิดความชังขึ้นมาได้ จึงจะเรียกว่าเราควบคุมมันได้ อย่าให้ สิ่งที่มีค่าอย่างใดมาทำให้เราเกิดความรัก หรือว่าอย่าให้สิ่งที่มีค่า อย่างใดมาทำให้เราเกิดความเกลียด มันมี ๒ อย่างเท่านั้น ฉะนั้น

น.245 ถ้าเราควบคุม ๒ อย่างนี้ได้ก็เรียกว่ามีศีลธรรม ถ้าเราควบคุมไม่ได้ มันจะลากเราไปทำชั่วหรือว่าจะลาก เราไปทำความดี ชนิดที่ต้องทนทรมานต้องหลงใหลในความดี จน ต้องฆ่าตัวตายเพราะความดี หรือว่าความยึดมั่นในความดี ทำให้ นอนไม่หลับกระสับกระส่ายอยู่จนเป็นโรคเส้นประสาทอย่างนี้ก็มี นี่แหละเพราะว่าเราไม่สามารถจะควบคุมสิ่งที่เราเรียกว่าค่าไว้ได้ ฉะนั้นศีลธรรมจึงไม่บริสุทธิ์ จึงถือว่าควบคุมสิ่งที่เรียกว่าค่านี้ได้ มากเท่าไร ก็มีศีลธรรมมากเท่านั้น ควบคุมได้น้อยก็มีศีลธรรม น้อย ควบคุมสิ่งที่มีค่าที่บังคับจิตใจของเราให้หลงไปนั่นแหละให้ ได้ และการสามารถควบคุมได้นั้นเรียกว่าเรามีศีลธรรม ยกตัวอย่างที่เป็นพระเป็นเณรกันดีกว่า เพราะว่าเป็นนัก บวชที่จะประพฤติธรรมะที่สูงขึ้นไป ถ้าควบคุมจิตใจเกี่ยวกับสิ่งที่ เรียกว่าค่าไม่ได้แล้ว ก็ไม่เป็นพระเป็นเณรเลย มันจะเกิดไปรัก สิ่งที่ยั่วให้รัก จะเกิดเกลียดสิ่งที่ยั่วให้เกลียด เพราะค่าใน ๒ ความ หมายนั้น การที่ออกมาบวชเป็นพระเป็นเณรนี้ ก็เพื่อจะสามารถ ฝึกจิตใจให้อยู่เหนืออำนาจของสิ่งที่เรียกว่าค่านี้เอง ถ้าควบคุมอิทธิพลหรืออำนาจของค่านี้ได้แล้ว จะเกิดอะไร ขึ้น ? ก็คือเกิดความปกติขึ้นมา แต่ละคน ๆ คนหนึ่งมันก็ปกติ มีจิตใจ กาย วาจา ปกติแล้ว สังคมก็ไม่ปั่นป่วนเพราะเป็นสังคม ของคนที่ปกติ เรียกว่ามีความปกติเกิดขึ้น เป็นผลของศีลธรรม

น.246 ของความมีศีลธรรม ไม่มีกิเลส ถ้าสามารถควบคุมอำนาจของสิ่ง ที่เรียกว่า ค่าอันยั่วยวนได้แล้ว ก็ไม่มีกิเลสเกิดขึ้น ไม่มีกิเลสก็ ไม่ทำกรรม มันก็ไม่มีอะไรระส่ำระสายเป็นทุกข์เดือดร้อน แล้ว เราก็เป็นมนุษย์เต็มตามความหมาย มนุษย์ แปลว่า มีใจสูง สูงหมายความว่ามีอะไรมาบังคับ ไม่ได้ มีอะไรมาบีบความต้องการไม่ได้ เพราะว่าจิตใจมันสูง มัน ไม่หวั่นไหวไปตามดีตามร้าย ตามสิ่งที่มายั่วให้รักหรือให้เกลียด มนุษย์มีใจสูงไม่ถูกกระทำให้รักหรือให้เกลียดได้ เดี๋ยวนี้เป็นมนุษย์กันยังไม่ถึงนั้น เอาแต่เพียงว่า ไม่หลง- ใหลถึงกับรักมากเกลียดมากจนเกิดปัญหาขึ้นก็แล้วกัน แต่ในทาง ธรรมะนั้นไปสูงสุดจนถึงว่า ถ้าควบคุม "ค่า" ได้แล้วจะไม่มีผล ร้าย เรียกว่าจะไม่มีการตายดีกว่า ทางกายก็ไม่ตาย ทางใจก็ไม่ ตาย ไม่มีการตายหรือไม่มีการตายโหงก็ได้ ขออภัยพูดคำหยาบ- คายว่า "ตายโหง" นี้คือ ตายอย่างที่ไม่น่าจะตาย คือว่าคนมัน หลงในสิ่งที่เรียกว่ามีค่ามากเกินไปแล้ว มันจะตายโหงทางกายก็มี ทางจิต ทางวิญญาณ ทางสติปัญญาความคิดเห็นนี้เสียหมดเลย เหมือนกับสติปัญญาตายโหงไปแล้ว ยังเป็น ๆ อยู่นี้มันมีการตาย ชนิดนี้ได้ มนุษย์มีปัญหาที่สูงขึ้นมาอย่างนี้ จึงต้องการสิ่งที่สูงขึ้นมา สำหรับควบคู่กันไป ถ้าสัตว์เดรัจฉานมันไม่มีปัญหา สัตว์เดรัจ-

น.247 ฉานมันหยุดอยู่กับที่ มันสมองของมันหยุดอยู่กับที่ ส่วนมนุษย์ นั้นมันสมองก้าวหน้าเรื่อย ความคิดสติปัญญามันก้าว หน้าเรื่อย เพราะฉะนั้นปัญหาจึงเกิดใหม่เรื่อย แปลกขึ้นไปเรื่อย สูงขึ้นไป เรื่อย เดี๋ยวนี้ศีลธรรมนี้ก็ต้องบัญญัติขึ้นเฉพาะมนุษย์ ที่กระโดด วิ่งพรวดพราดไปอย่างนี้ ถ้ามนุษย์ยังเหมือนกับสัตว์ คือยังหยุด อยู่กับที่เหมือนกับสัตว์แล้ว ก็ไม่ต้องมีศีลธรรมส่วนนี้ ไปมองดูให้เห็นข้อนี้ก่อน สัตว์เดรัจฉานมีศีลธรรมแต่ตาม ที่ธรรมชาติเรียกร้องก็พอแล้ว แล้วมันก็หยุดอยู่แค่นั้น มันไม่เดิน ไปอีกแล้ว เมื่อแสนปีล้านปีมันเป็นอย่างไร มันก็มีมันสมองเพียง เท่านั้น มีความต้องการหรือมีอะไรเพียงเท่านั้น ส่วนมนุษย์นี้มัน สมองเจริญขึ้นเรื่อย คือรู้อะไรได้มากขึ้นเรื่อย แล้วก็รู้อยาก รู้ ปรารถนา รู้สร้างสรรค์ รู้อะไรมากขึ้นเรื่อย รู้จักทำให้เกิดสังคม ที่ประหลาด ๆ อะไรขึ้นมาอย่างนี้ ก็ต้องมีการแก้ปัญหาในส่วนนี้ นี่แหละคือความมีศีลธรรม จำเป็นที่สุดที่จะต้องมีสำหรับมนุษย์ที่ วิ่งไปเรื่อย ไม่หยุดอยู่อย่างสัตว์เดรัจฉาน ถ้าไปดูต้นไม้จะเห็นว่ามันหยุดอยู่ มันไม่ก้าวหน้าทางสติ ปัญญา ทางกิเลสตัณหาทางอะไรแล้ว สัตว์เดรัจฉานก็เหมือนกัน แต่มนุษย์มันเหมือนกับวิ่งจี๋อยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าไม่ขยับขยายทาง ศีลธรรมให้มันทันกันแล้ว มนุษย์นี้มันจะเป็นอะไร ? มันก็ต้อง เป็นผีบ้า ต้องเรียกว่าผีบ้าแล้ว มากกว่าที่จะเรียกว่าเป็นมนุษย์

น.248 คือ มนุษย์ที่กำลังขาดศีลธรรมนี้เอง มันเหมือนกับผีบ้าชนิดหนึ่ง ในเมื่อมันขาดศีลธรรมในส่วนที่จะแก้ปัญหาอันนี้ เพราะฉะนั้น ขอให้มองตรงนี้ ก็จะเห็นทันทีว่ามีความจำเป็นกี่มากน้อยที่มนุษย์ จะต้องมีศีลธรรม นี่แหละความจำเป็นที่จะต้องมีศีลธรรม เมื่อไรขาดศีล- ธรรมมันก็เกิดปัญหาหนักขึ้น ตรงกันข้ามกับความมีศีลธรรม ความมีศีลธรรมนั้นเราควบคุมกาย วาจา ใจได้ ควบคุมอิทธิพล ของสิ่งที่เรียกว่าค่า ราคานั้นไว้ได้ มีใจคอปกติ ไม่มีการตายอย่าง ตายโหง ทั้งทางกายและทั้งทางจิต พอขาดศีลธรรมเท่านั้นแหละ สิ่งเหล่านี้จะมีครบหมด ทีนี้มันก็เป็นสิ่งที่ว่าไม่มีใครทนได้ ถ้าเกิดการขาดศีล- ธรรมแล้วมันก็เกิดความเดือดร้อน วิกฤติการณ์อย่างนี้มีขึ้นมา ไม่ มีใครทนได้ แม้แต่คนที่ไม่มีศีลธรรมนั้นเอง มันก็ทนไม่ได้ คนที่ขาดศีลธรรม ไม่มีศีลธรรมเลย แล้วสร้างความทุกข์ยากขึ้น มาในโลกนี้ แล้วตัวเองก็ทนไม่ได้ แล้วจะให้คนอื่นทนได้อย่างไร ก็เป็นปัญหาเกิดขึ้นมาใหม่ว่า ทนอยู่ไม่ได้มันก็ต้องแก้ไข ถ้าต้อง แก้ไขก็วกกลับไปหาความมีศีลธรรม นี่จะเห็นได้ชัดทันทีว่า ความจำเป็นที่ต้องมีศีลธรรมมันมี อยู่อย่างนี้ ไม่มีศีลธรรมมันจะ "ตาย" หมด ใช้คำว่าตายใน ความหมายพิเศษ แม้แต่โลกแผ่นดินนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ อย่าพูดถึง

น.249 มนุษย์ที่มีชีวิต ถ้าไม่มีศีลธรรมกันอย่างยิ่ง แม้แต่โลกแผ่นดิน นี้ก็จะอยู่ไม่ได้ มันจะถูกทำลายหมด มันจะไร้ค่าไร้ความหมาย เหมือนกับไม่มี คือ มนุษย์ก็ไม่มี มนุษย์ที่มีความเป็นมนุษย์ก็ไม่ มี ความสงบสุขอย่างอื่นก็ไม่มี เพราะการขาดศีลธรรมในส่วน ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ที่วิ่งพรวดพราดขึ้นมาถึงอย่างนี้ ขอให้เห็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ธรรมชาติมันบังคับใน ส่วนจิตใจในส่วนลึกซึ้งในทางนามธรรมว่า มนุษย์ต้องมีศีลธรรม ส่วนนี้จึงจะเป็นมนุษย์รอดอยู่ได้ และสิ่งอื่น ๆ ก็จะพลอยรอดอยู่ ได้ด้วย นี่คือความจำเป็นที่ต้องมีศีลธรรม ที่ว่าระดับพื้นฐานก็ มีระดับพิเศษที่มนุษย์มันวิ่งขึ้นมาถึงขนาดนี้แล้วและจะวิ่งต่อไป ข้างหน้า ผิดแปลกไปจากนี้ก็ต้องมีระบบศีลธรรมที่ทันกันเสมอ นี้จะมองดูในลักษณะที่เป็นการสรุปในขั้นมูลฐานสักหน่อย เพื่อจะจำหรือเข้าใจได้ง่ายก็ว่า เราต้องการศีลธรรมนี้เพราะมุ่ง- หมายอะไร? ก็อย่าลืม ขอร้องแล้วก็ขอร้องอีกร้อยครั้งพันครั้งว่า อย่าลืมคำว่าศีล ศีล หรือ สี-ละ ที่แปลว่าปกติ เราต้องการความ ปกติ คือปกติสุขไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ศีลธรรมก็คือสิ่งที่จะทำ ให้เป็นอย่างนั้น เรียกว่าศีลธรรมทำให้เกิดปกติสุข ที่นี้จะสรุปดูว่าทั้งหมดนั้นมันจะอยู่กันในรูปไหน ในระดับที่ ๑ เราต้องการจะอยู่ในลักษณะที่พอทน อยู่ได้ นี่เราต้องนึกถึงธรรมชาติที่มันแสนจะโหดร้าย เมื่อเรายังไม่มีปัญญา

น.250 จะต่อสู้มัน นึกถึงมนุษย์เมื่อแรกมีในโลกแสนปีล้านปีอะไรมาแล้ว มันยากที่จะรอดชีวิตอยู่ได้ เดี๋ยวนี้เราก็ต้องการว่า อยู่ในลักษณะ พอทนอยู่ได้ อย่าให้ตายให้พอทนอยู่ได้ ที่จะเห็นได้ง่ายคือ พวกฤๅษี มุนี ชีไพร อะไรต่าง ๆ ที่ ออกไปอยู่ในบ่า อยู่ในลักษณะที่พอทนอยู่ได้ หรือชาวไร่ชาวนา สมัยโบราณ ปู่ย่าตายายของเรา ท่านต้องการแต่เพียงในลักษณะ ที่พอทนอยู่ได้ ท่านไม่ต้องปลูกตึกปลูกวิมาน ไม่ต้องมีอะไรอย่าง ที่เราเดี๋ยวนี้มี เดี๋ยวนี้เรามีอะไรบ้างที่เกินจำเป็น ปู่ย่าตายายเขาไม่ ได้ต้องการเขามีความต้องการในระดับแรก แต่เพียงว่าในลักษณะ ที่พอทนอยู่ได้ ไม่ตายไม่เจ็บไข้ ไม่อะไรมากเกินไป นี้ก็เป็นเรื่อง ศีลธรรมในขั้นแรก ทำให้ต้องการเพียงเท่านี้ ก็เป็นศีลธรรมที่ สร้างขึ้นได้ง่ายหรือปฏิบัติได้ง่าย ทีนี้ ระดับที่ ๒ เราต้องการให้เรียบร้อย และสวยงามยิ่ง ขึ้นไป เรากำลังเป็นบ้าในข้อนี้ใช่หรือไม่? ลองคิดดู เราต้องการ ให้มีระเบียบเรียบร้อยให้สวยงามยิ่งขึ้นไป กำลังบ้ากันเท่าไรใน โลกนี้ ที่เรียกว่าความเจริญ ความเจริญก้าวหน้าศิวิไลซ์นั้น มัน คือความบ้าหลังในข้อนี้ ทำให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวย งามยิ่งขึ้นไป เพราะฉะนั้นศีลธรรมมันก็เปลี่ยน ระบบศีลธรรมมัน ก็ต้องเปลี่ยนเพื่อความเรียบร้อยและสวยงามยิ่งขึ้นไป ก่อน ๆ นี้ เราต้องการเพียงแต่ว่าพอทนอยู่ได้ เดี๋ยวนี้ก็เกิด

น.251 ศีลธรรมอันนี้ที่มันยากลำบากขึ้นมาว่า จะต้องเรียบร้อยสวยงาม แล้วก็ต้องเจริญตาเจริญใจด้วย ทีนี้เราก็ดูแล้วจะเห็นว่า ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงามนั้นมันต้องลงทุนเท่าไร ? แล้วมันจะยั่ว- ยวนกิเลสเท่าไร ? มั่นจะยั่วยวนให้อันธพาลเกิดขึ้น สำหรับเบียด เบียนคนที่สุภาพหรือปกติเท่าไร ? นี่ระบบศีลธรรมมันจึงเปลี่ยน เป็นยากยิ่งขึ้น ที่จะอยู่ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามยิ่ง ขึ้นไปด้วย แล้วด้วยความสงบรักใคร่เมตตากรุณากันด้วย ในสมัยก่อนเราอยู่กันแต่พอทนอยู่ได้ รักใคร่เมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนกัน เมื่อสักร้อยปีมานี้จะเห็นได้ เดี๋ยวนี้มันไม่ได้ เพราะว่าต้องการสวยต้องการงาม ต้องการมากขึ้นไป แล้วเราก็ ทำให้เป็นไปอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าเต็มไปด้วยโจรขโมย นี้มัน เพาะโจรเพาะขโมยขึ้นมาเองในตัวมันเอง เพราะมันต้องการสวย ต้องการงาม ต้องการมากต้องการอะไรไม่มีขอบเขตขึ้นมา ศีลธรรม มันก็เปลี่ยน ความปกติมันก็เลยยากขึ้น เราอาจจะทำได้ แต่มัน จะยากขึ้นหลายร้อยเท่าหลายพันเท่าที่จะให้มีความปกติ อยู่อย่าง สวยงามเจริญตาเจริญใจนี้มันทำยาก ทีนี้มีระดับสูงสุด ระดับที่ ๓ คือว่าเราต้องการศีลธรรมที่ เป็นมูลฐานในทางพระศาสนา ต้องการศีลธรรมที่เป็นมูลฐานขั้น สูงสุดทางพระศาสนา ศีลธรรมนี้ต้องการให้เราพร้อมที่จะหมด กิเลส ให้ความหมดกิเลสนั้นเป็นนิพพาน เป็นยอดสุดของศีลธรรม

น.252 เราจะต้องการตัวศีลธรรมที่ทำให้เป็นอย่างนั้น มันก็ยิ่งทำยาก เพราะเราอยากแต่จะอยู่บนวิมาน อยากจะสมบูรณ์อยู่ด้วย รูป เสียง กลิ่น รส อย่างที่เรียกว่าไม่ยอมมานั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ จะมา นั่งอยู่ที่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์เสมอไป นี่พูดอย่างเข้าข้างตัวเองทุกคน ลองคิดดูเถอะ เราอยากจะนั่งใต้ต้นกัลปพฤกษ์ หรือว่า เราอยากจะนั่งใต้ต้นโพธิ์ ถ้าเราอยากจะนั่งใต้ต้นโพธิ์ เดี๋ยวมัน ก็เกิดสติปัญญา เกิดความรู้ เกิดเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นมา ถ้าเราไปเกิดอยากนั่งใต้ต้นกัลปพฤกษ์ เดี๋ยวก็มี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ นึกอะไรก็ได้อย่างใจ ล้วนแต่เป็นเรื่อง กามคุณทั้งสิ้น นี่มันต้องการไขว้กันอยู่อย่างนี้ เว้นแต่จะมีความ รู้สึกผ่านมาแล้วว่าเห็นโทษอันเลวทรามของสิ่งยั่วยวนเหล่านั้นแล้ว ต้องการความสงบ ความปราศจากกิเลส เป็นนิพพานนั้น จึงจะ ต้องการศีลธรรมระบบนี้ เดี๋ยวนี้ในประเทศเราเมืองไทย ที่ว่าเจริญด้วยพุทธศาสนา ใครต้องการศีลธรรมระบบนี้ ? เดี๋ยวพูดไปมันกระทบกระเทือน ประชาชนก็ดี รัฐบาลก็ดี ไม่เคยคำนึงถึงศีลธรรมระบบนี้ เพราะ ว่าแม้แต่ศีลธรรมในระดับต่ำ ๆ ที่จะให้อยู่กันเป็นผาสุกตามบ้าน ตามเรือน มันก็ยังทำไม่ได้ แล้วก็ยังสนับสนุนระบบที่ให้สวยงาม ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้เอร็ดอร่อยยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี้มันก็ยิ่งไกลออกไป เพราะมันเป็นเรื่องช่วยสร้างกิเลส ช่วยเพาะอันธพาล ฉะนั้นจึง

น.253 อย่าไปโทษอันธพาลนัก ต้องโทษคนโง่ทั่วๆไป ที่ไปสร้างระบบ ให้มันสวยงาม กินอยู่ดี ยั่วยวนมากขึ้น นั่นแหละมันเป็นต้นเหตุ ที่เพาะพวกอันธพาลขึ้นมา ทีนี้ก็ดูอีกทีว่า ข้อที่หนึ่ง สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงจาก ศีลธรรมนั้นคืออะไร ? เราอยากจะมีศีลธรรม เราเกิดชอบศีลธรรมขึ้นมาแล้ว เรา จะเอาศีลธรรมในระดับไหน ? เราจะเอาศีลธรรมกันแต่ในระดับ ที่เพียงว่าให้พอทนกันอยู่ได้ เป็นไปกันได้ พออยู่ได้ตามปกตินั้น คงไม่ยากไม่มีปัญหามากมายนัก แต่ถ้าเอาศีลธรรมระบบที่จะให้อยู่ กันอย่างสวยงามหรูหรายิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยแล้วมันก็ยากเพราะมันเพาะ กิเลส ถ้าว่าต้องการศีลธรรมระบบที่จะส่งเสริมแก่พระนิพพาน แล้วก็ ดูยังจะลงทุนน้อยกว่าหรือจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยก็ได้ เพราะมันสามารถจะแก้ไขได้ในตัว ปรับปรุงแก้ไขในตัวไม่ต้องหา เงินหาทองหาอะไรมาพัฒนาบ้านเมือง เป็นโกฏิเป็นล้านเป็นอะไร พออยู่เป็นปกติสุขก็พอแล้ว แล้วก็ให้รู้จักทำจิตใจให้มันมีกิเลสเบา บางยิ่งขึ้นทุกที ตัวเองไม่ร้อนมันก็ไม่ไปทำคนอื่นให้เดือดร้อน ก็ ไม่มีใครเบียดเบียนใคร จะอยู่กันอย่างผาสุก อย่างโลกของพระ- อริยเจ้า ข้อนี้อาตมาเรียกว่าอริยศีลธรรม ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ของ การบรรยายชุดนี้ ที่เรียกว่า อริยศีลธรรม เมื่อเขาพูดกันอยู่ว่า ศีลธรรมอันดีของประชาชน ศีลธรรม

น.254 อันเลวของประชาชนอะไรก็ตาม เราจะพูดแต่ว่าอริยศีลธรรม ศีล- ธรรมของพระอริยเจ้าที่ทำให้เกิดความผาสุกความเยือกเย็น โดยที่ ไม่ต้องลงทุนมากไม่ต้องลำบากมาก เราควรจะปรารถนาในส่วนนี้ กันหรือไม่ ? ขอให้ลองคิดดู ทีนี้ ปัญหาสุดท้ายมันเนื่องกันมาว่า มันขัดข้องขวางอยู่ที่ ตรงไหน ? เราไม่เข้าใจแล้ว หรือเรากำลังทำอยู่อย่างไร สิ่งที่ เราไม่ต้องการ เรากลับต้องการ สิ่งที่เราควรจะไม่ต้องการ เรา กลับต้องการ เรากำลังหลับตาทำสิ่งที่เราไม่ควรจะต้องการจริง หรือไม่ ? เรากำลังทำอย่างคนทีหลัง และเรากำลังหลับตาทำสิ่ง ที่เราไม่ควรจะต้องการ ทำอย่างหลงรัก ทำอย่างหลงใหลทีเดียว สิ่งที่ไม่ควรจะต้องการ คือ ความได้ประโยชน์ทางเนื้อหนัง ตลอด ถึงสิ่งที่มันจะมาทำให้เราร้อนนั่นเอง เรากลับต้องการอย่างหลง ใหล เราไม่ต้องการศีลธรรม นี่ขอพูดตรง ๆ อย่างนี้ สิ่งที่ควรจะ ต้องการกลับไม่ต้องการ ปากเราก็พูดว่าเราต้องการศีลธรรม แต่ ใจของเราก็ต้องการที่จะมีความผาสุก กินดีอยู่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปทาง เนื้อทางหนัง เรื่องนี้เคยสอบถามกันดูอย่างน่าหัวที่สุดว่า อยากไปสวรรค์ หรืออยากไปนิพพาน ? ชาวบ้านที่ถูกถามก็บอกว่าเขาอยากไป นิพพาน เมื่อเขายืนยันว่า เขาอยากไปนิพพานไม่อยากไปสวรรค์ นี้เราก็อธิบายให้เขาฟังว่านิพพานนั้นเรามีจิตใจชนิดที่จะไม่ยินดียิน

น.255 ร้าย ไม่มีอะไรที่รักที่ชังไม่มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกสนุกหรือร้องไห้ อย่างนี้ เขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องการนิพพาน เขาต้องการ อะไรที่มันมีอยู่อย่างที่มีอยู่ในโลกนี้ แต่มันมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป นั่นเขา ต้องการอย่างนั้น นี้ปากเขาพูดอย่างหนึ่งตามที่นิยมพูดกันอยู่ ไป หลงเอาสิ่งที่วิเศษที่สุดมาพูดก็ได้ แต่ใจแท้จริงไม่ได้ต้องการ เราต้องการสิ่งที่ไม่ควรต้องการ สิ่งที่ควรต้องการก็ไม่ได้ ต้องการ นี่เราไม่ได้ต้องการศีลธรรมเพราะเหตุนี้ แต่ปากเราพูด ว่าต้องการศีลธรรม นี่ไม่ใช่ประชดหรือด่าใคร ไปดูตัวเองก็แล้ว กัน พอพูดถึงว่า ต้องการศีลธรรมไหม ? ยกมือทั้งนั้น แต่ใน ใจนั้นไม่รู้จัก หรือว่าพอรู้จักเข้าที่ก็จะบอกคืนก็ได้ ข้อที่สอง เรากำลังไม่รู้ว่าปัญหาทุกอย่างนั้นมันมาจาก การขาดศีลธรรม ข้อนี้ไว้พูดกันอย่างละเอียดคราวอื่นดีกว่า แต่ขอให้จำไว้ ก่อนว่า ปัญหาทุกชนิดในโลก อดีต อนาคต ปัจจุบันอะไรก็ตาม ปัญหายุ่งยากทุกอย่างมาจากการขาดศีลธรรม เราทำให้คอมมูนิสต์ เกิดขึ้นก็เพราะขาดศีลธรรม เราต่อสู้คอมมูนิสต์ไม่ได้ก็เพราะขาด ศีลธรรม นี่พูดกันให้หมดเลยว่าอย่างนี้ดีกว่า เราไม่รู้ว่าปัญหายุ่งยาก ความทุกข์ทุกชนิดเกิดมาจากการ ขาดศีลธรรม เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ได้ตั้งใจที่จะมีศีลธรรมกันโดย แท้จริง เดี๋ยวนี้เรากำลังหลับหูหลับตาแก้ปัญหากันแต่ที่ปลายเหตุตั้ง

น.256 ร้อยวิธีพันวิธี รัฐบาลทุกรัฐบาลในโลกนี้หลับหูหลับตาแก้ปัญหา กันแต่ปลายเหตุ ร้อยอย่างพันอย่าง ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของ ปัญหาอันแท้จริง คือความขาดศีลธรรม ไม่มีรัฐบาลไหนในโลก ในเวลานี้ พูดถึงคำว่า "ศีลธรรม" และไม่ได้ยกเรื่องของศีลธรรม ขึ้นมาเป็นตัวปัญหาสำหรับแก้หรือสะสาง ทั้งโลกทุกรัฐบาลในโลกนี้ หลับตาแก้ปัญหาแต่ที่ปลายเหตุ เช่นว่ากรรมกรสไตรค์นี้ ก็จะแก้ปัญหาตรงที่นั้นแหละ ไม่ได้รู้ว่า มันมาจากการขาดศีลธรรม หรือว่านายทุนเขารังแกกรรมกร ก็จะ ปราบนายทุนลงไปอย่างนั้น ไม่ได้รู้ว่ามันมาจากการขาดศีลธรรม ข้าราชการไม่ดี ราษฎรเดือดร้อนก็จะเล่นงานข้าราชการ โดยที่ไม่ รู้ว่ามันมาจากการขาดศีลธรรม โดยมากราษฎรเองก็ขาดศีลธรรม จึงได้ทำผิดจนเกิดเดือดร้อนขึ้นมา แล้วจะไปโยนบาปไปให้คนอื่น ในโลก ทุกอย่างเป็นปัญหาระหว่างชาติระหว่างโลก ปัญหา ใหญ่หลวงของโลกนั้นมาจากมนุษย์ขาดศีลธรรม เดี๋ยวนี้มนุษย์ใน โลกกำลังระดมทุ่มเทกันจะทำลายทรัพยากรในโลกนี้ให้หมดสิ้น ไม่ ให้น้ำมันเหลืออยู่ในโลกแม้แต่หยดเดียว คอยดูไปข้างหน้า นี่ความ ขาดศีลธรรมของมนุษย์มันจะมีมากถึงอย่างนี้ แล้วก็หลับตาแก้ ปัญหากันแต่ที่ปลายเหตุ ถ้าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมันก็ต้องทำให้ มนุษย์มีศีลธรรม สิ่งต่าง ๆ ก็จะหยุดระส่ำระสาย หยุดหมดหยุด เปลือง มันจะมีสิ่งเหลืออยู่ในโลกไปได้ยืดยาว

น.257 เดี๋ยวนี้เราไปโทษปัญหาทางเศรษฐกิจนั้น หลับตาโง่ไป โทษปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่รู้ว่ามันมาจากการขาดศีลธรรม ปัญหาทางเศรษฐกิจมันจึงเกิดขึ้นในบ้านเรา ในประเทศเรา หรือ ในโลก ที่เราโง่ที่สุดกันเกือบทั้งโลก แล้วก็ถือว่าถ้าเรา ไม่ยึดถือ ศีลธรรมจะทำให้เราเสียเปรียบผู้อื่น เดี๋ยวนี้มีใครกำลังโง่อยู่อย่าง นี้ ขออภัยไปช่วยคิดดูใหม่ ว่าถ้ามีศีลธรรมแล้วจะเสียเปรียบคนอื่น เรากำลังตีความหมายหรือตีค่าของศีลธรรมผิด เราเกลียด ศีลธรรมทันที เราเกลียดศีลธรรมเพราะเราตีความหมายของศีล- ธรรมผิด เราเกลียดศีลธรรมก็เพราะว่ากิเลสของเรามันต้องการ อย่างอื่น กิเลสของเรามันไม่ต้องการศีลธรรม ฉะนั้นเราจึงเกลียด ศีลธรรม เพราะว่ากิเลสของเรามันต้องการอย่างอื่น เราเกลียด ศีลธรรมเพราะเรามองศีลธรรมกันอย่างไม่ยุติธรรม มองศีลธรรม อย่างเสียไม่ได้ อย่างผิวเผิน อย่างไม่ยุติธรรมแก่ศีลธรรม เรา จึงเกลียดศีลธรรม นี่รวมความว่า เราทำโลกนี้ให้สงบสุขไม่ได้ ในเมื่อเรา ไม่รู้จักสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะทำโลกนี้ให้มีความสงบสุข คือสิ่งที่ เรียกว่าศีลธรรมนั่นเอง มันมีปัญหาที่อาจจะเล่นตลกกลับไปกลับมากันก็ได้ อย่าง อาตมาจะพูดว่า แม้ว่าเราจะมีผู้ปกครองประเทศที่ดีที่สุด แต่ถ้า พลเมืองทุกคนไม่มีศีลธรรมจะทำได้ไหม ? จะทำบ้านเมืองให้มี

น.258 ปกติสุขได้ไหม ? เรามีผู้ปกครองที่ดีที่สุดแต่พลเมืองไม่มีศีลธรรม หรือเขาอาจจะพูดว่า อ้าวถ้าเป็นผู้ปกครองที่ดีที่สุด ก็ต้องทำพล- เมืองให้มีศีลธรรมได้ซิ เราก็บอกว่า เพราะมันมีศีลธรรมได้นะซิ มันจึงมีความสงบสุข ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ปกครองอย่างนั้นอย่างนี้ มัน อยู่ที่ทุกคนนั้นมีศีลธรรมต่างหาก ขอสรุปความเสียทีว่า มันมีความจำเป็นอย่างนี้คือมนุษย์ เราจะต้องมีศีลธรรมจึงจะอยู่กันเป็นผาสุก ถ้าเราไปหลงในค่าของ วัตถุที่มันหลอกเราให้รักให้เกลียด เราไม่มีทางที่จะมีศีลธรรมที่ดี ได้ เราจะไปหลงรัก หลงเกลียด หลงบูชาสิ่งที่ไม่ควรจะบูชา แล้ว ก็เกลียดสิ่งที่ควรจะบูชา อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นจึงขอให้สนใจสิ่ง ที่เรียกว่าค่า ว่าเป็นสิ่งที่หลอกลวงที่สุด เป็นต้นตอแห่งปัญหา ทั้งปวง เป็นสิ่งที่พระอรหันต์ท่านสลัดออกไปได้ สิ่งที่เรียกว่าค่า นี้ ครอบงำจิตใจของพระอรหันต์ไม่ได้ นั่นเป็นสิ่งสำคัญ เรา ต้องรู้จักสิ่งนั้น ควบคุมสิ่งนั้นได้ตามสมควร แล้วเราก็จะมีศีล- ธรรม ถ้าเราควบคุมได้ถึงที่สุด เราก็จะมีศีลธรรมดีที่สุด การบรรยายเรื่องค่าของศีลธรรมและความจำเป็นที่คนเรา จะต้องมีศีลธรรม ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยายสำหรับวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้พระท่านสวดบท สำหรับส่งเสริมจิตใจ เพื่อความมีธรรมะ มีศีลธรรมต่อไปในบัดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต