น.592 มิได้ มีความหมาย เป็นบ้าน เมือง หรือโลกของพระเป็นเจ้าที่เต็มไป ด้วยความสุข ชนิดที่ ใฝ่ฝันกัน และ เป็นอยู่ อย่างนิรันดร. นิพพาน มิใช่ความหมายเป็นการหลุดรอด ของตัวตน จากโลกนี้ไปสู่โลกเช่นนั้น หรือ ภาวะแห่งความมีตัวตนเช่นนั้น. แต่ว่า "นิ พ พ า น" มีความหมายเป็น ความดับสนิทแห่งความเร่าร้อนเผาลน,ความ เสียบแทงยอกตำ และความผูกพันร้อยรัด อันมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ โดยตัดต้นเหตุ แห่งความเป็นอย่างนั้นเสียได้สิ้นเชิง. ความ เป็นอย่างนี้ มีอยู่อย่างเป็นอนันตกาล คือมีอยู่
น.593 2 ในที่ทุกแห่งและทุกเวลา พร้อมที่จะปรากฏแก่จิต ซึ่งปราศจากกิเลสอยู่เสมอ, เราจึงกล่าวว่านิพพาน มีสภาพเป็นนิรันดร, มีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลา อย่างไม่ขาดระยะ ใกล้ชิดติดอยู่กับตัวเราในวัฏฏ- สงสารนี่เอง หากแต่เข้าไม่ถึงหรือมองไม่เห็น เพราะจิตมีกิเลสซึ่งเป็น "เปลือก" ชนิดหนึ่ง ห่อหุ้มอยู่. มองย้อนดูอีกทางหนึ่ง, จะเห็นว่ากิเลสและความทุกข์ ไม่อาจจะมีอยู่ ในสภาพแห่งความเป็นเช่นนั้น ฉะนั้นจึงกล่าวว่า นิพพานไม่เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกิเลสและความ ทุกข์ แต่เป็นแดนที่ดับสนิทของกิเลสและ ความทุกข์.
น.594 3 มองดูกันอีกทางหนึ่ง, เมื่อจิตประกอบด้วยปัญญา มองเห็นสภาพ แห่งความเป็นเช่นนั้นของนิพพาน หน่วงเอานิพพาน นั้นเป็นอารมณ์ โดยมีความสลดสังเวชในความ หลงของตนในกาลก่อนแล้ว กิเลสก็เริ่มเหือดแห้ง ไป, ความทุกข์ก็เหือดแห้งไปตาม, ฉะนั้น จึง กล่าวว่า นิพพานเป็นธรรมเครื่องดับแห่ง กิเลสและความทุกข์ทั้งหลาย. เ เ ต่ เ มื่ อ ส รุ ป เ เ ล้ ว นิพพานนั้นก็คือสภาพอันเป็นความดับสนิทแห่ง ความเร่าร้อนเผาลน, ความเสียบแทงยอกตำ, และความผูกพันร้อยรัด ของมนุษย์ในทางจิตดัง กล่าวแล้ว. กิริยาที่ความเร่าร้อนเป็นต้นเหล่านั้น ดับลง นั้นคือ กิริยาที่จิตลุถึงความสิ้นกิเลส
น.595 เรียกว่า ก า ร นิ พ พ า น. การนิพพาน ของ มนุษย์เรา โดยที่แท้ก็คือ ความที่จิตของคนเราเข้าถึงสภาพ แห่งความ ไม่มีความเร่าร้อนเผาลน, ความเสียบแทง ยอกตำ, และความผูกพันร้อยรัด อย่าง เด็ดขาดสิ้นเชิงโดยประการทั้งปวงนั่นเอง. ภาวะแห่งนิพพาน และการนิพพาน ปรากฏ ขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก เพราะการเกิดขึ้นของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงความดับสนิทแห่งความ เร่าร้อนเป็นต้นนั้น เป็นบุคคลแรกในโลก. การ เกิดของพระองค์ ก็คือ ก ารประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพาน ร วมกันทั้ง ๓ อย่างนั้นเอง. ฉะนั้น การประสูติ การตรัสรู้ และการปรินิพพาน จึงเป็นของอันเดียวกัน รวมเข้าด้วยกันแล้วก็เป็น
น.596 5 ชัยชนะของโลก ในการที่มีผู้เอาชนะความเร่าร้อน ความเสียบแทง และความผูกพันของโลกได้ และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงกำหนดไว้ว่าเหตุการณ์ ทั้งสามอย่างนี้ มีขึ้นในวันเดียวกัน คือ วันเพ็ญ วิสาขบูชา. นิพพาน แปลว่า ดับเย็นสนิทของสิ่งที่ ร้อน. อะไรเป็นของร้อน ? ชีวิต เป็นของร้อน. คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาทั้งหมด ที่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ ซึ่งเป็นตัวชีวิต เป็นของ ร้อน. ร้อนเพราะอะไร ? เพราะไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ. ความเย็นสนิทของสิ่งเหล่านี้ เพราะ
น.597 6 ไม่ถูกไฟคือราคะ โทสะ โมหะ เผาให้ร้อน นั้น คือ นิพพาน. ฉะนั้น นิพพานก็คือความเป็นของ เย็นสนิท ของชีวิตซึ่งเคยเป็นของร้อนมาก่อน นั่นเอง. นี้เป็นนิพพานส่วนของบุคคลคนหนึ่ง ๆ ซึ่ง เขาได้ทำให้ปรากฏขึ้น จากนิพพานใหญ่ หรือ นิพพานรวม ซึ่งเป็นนิรันดรหรือตั้งอยู่ตลอด อนันตกาล. ไม่มีใครต้องบอกกล่าว เราก็ทราบได้ว่า โลกเราในสมัยนี้ เป็นโลกที่ร้อนยิ่งกว่าแต่ก่อน. ทั้งนี้เป็นเพราะไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ ใน โลกได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเหตุที่คนในโลกยิ่งมี ความเฉลียวฉลาดในทางสุมไฟเหล่านี้มาก ยิ่งขึ้น คนในโลกยิ่งไม่ทราบและไม่ถือว่ า การดับไฟ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นจุดหมายของชีวิต
น.598 7 และกลับเป็นผู้แสวงหาความเพลิดเพลินในการสุม ไฟเหล่านี้ขึ้นในโลกให้มากยิ่งขึ้น โดยไม่มีความ มุ่งหมายที่จะดับมันเลยแม้แต่น้อย. โลกกลาย เป็นของร้อนไปทุกปรมาณู เพราะคนในโลก ลูบคลำมันด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ ยิ่งกว่าเดิม. ความเย็นของนิพพานไม่ ปรากฏแก่โลกเลย จนกว่าเมื่อใด ชาวโลกจะ มีความเข้าใจอันถูกต้อง ที่เรียกว่า "สัมมา- ทิฏฐิ" และช่วยกันดับไฟให้ดับสนิทไป. เราได้แต่สาละวนอยู่กับการทรมานเผา ผลาญตัวเอง ! ไม่เคยรู้สึกในนิพพานแม้แต่ การฝันถึง !! โลกยังไม่ได้รับประโยชน์จาก นิพพาน ซึ่งมีอยู่ในที่ทุกแห่งทุกเวลาเพราะ ความหลับใหลของโลกเอง !!!
น.599 8 ดูอีกเหลี่ยมหนึ่ง, นิพพาน แปลว่า ปราศจากเสียบแทง ยอกตำ. อะไรเป็นของเสียบแทงยอกตำ ? โลก หรือ ชีวิต ที่กล่าวแล้วอีกนั่นเองเป็นของเสียบแทง ยอกตำ ในเมื่อบุคคลเข้าไปจับฉวยเอาด้วยความ เขลาเข้าใจผิด หรือที่เรียกว่า "มิจฉาทิฏฐิ." เคยมีบุคคลหลายกลุ่ม ยึดถือโลกในลักษณะที่ อยากเป็นเจ้าโลก และได้รับความพินาศ เป็น เครื่องตอบแทนไปแล้วทุกกลุ่ม, ตนเองก็พินาศ เพื่อนร่วมโลกตั้งค่อนโลก ก็ได้รับความกระทบ กระเทือน. บางกลุ่มยึดถือโลกในลักษณะที่มัน ควรจะเป็นไปตามความชอบใจของตัว ผลที่ได้รับ ก็คือ การแบ่งโลกเป็นซิก ๆ ส่วน ๆ แล้วทำ การล้างผลาญกันอย่างสุดกำลังสติปัญญา อันมีมาก
น.600 9 พอที่จะเผาผลาญโลก ให้กลายเป็นควันสูญสิ้นไป ได้ในพริบตาเดียว. แม้ในส่วนตัวบุคคลคนหนึ่ง ๆ ก็มีการยึดถือเอาสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มาให้เป็นของเที่ยง เป็นสุข และเป็นอัตตา ผล ที่ได้รับก็คือความเพลิดเพลินในการร้องไห้ หัวเราะ สลับกันไปในการทรมานเผาผลาญตนเองอยู่ด้วยวิธี ต่าง ๆ อย่างไม่เคยรู้สึกสมเพชตัวเอง. สิ่งที่เขาคิด ว่าเป็นเครื่องบำเรอตนเองนั้น ที่แท้ก็คือสิ่งที่เขา เองกลับเป็นฝ่ายบำเรอมันอยู่ ทุกอิริยาบถทั้งหลับ และตื่น. ความเสียบแทงยอกตำมีเต็มอัดอยู่ใน ทุก ๆ ชีวิต จนกว่าเมื่อใดชาวโลกจะมีความเข้าใจ อันถูกต้อง ตามแบบที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบ และถอนถูกศรเหล่านั้นออกเสียได้โดยสิ้นเชิง.
น.601 10 บัดนี้ โลกเราสาละวนอยู่ แต่ กับ การ เสียบลูกศรแห่งความอยากและความยึดถือ นานาประการเข้าในตน ! ไม่เคยรู้สึกว่า ภาวะแห่งการปราศจากการเสียบลูกศรนั้น เป็นอย่างไร เพราะพอเกิดมา ก็มีลูกศร บักอกติดมาเสร็จด้วยกันทุกคน !! โลกยัง ไม่ได้รับประโยชน์จากนิพพาน ซึ่งมีอยู่ใน ที่ทุกแห่งและทุกเวลา เพราะความไม่สนใจ ในความหมายแห่งคำว่า วิสาขบูชา เสียเลย !! มองดูอีกเหลี่ยมหนึ่ง, นิพพาน แปลว่า ปราศจากเครื่องผูกพัน ร้อยรัด. อะไร คือเครื่องผูกพันร้อยรัด ? ความ เข้าใจผิดในชีวิตที่ยังโง่เขลาอยู่ทุกแง่ทุกมุม เป็น
น.602 11 เครื่องผูกพันร้อยรัด. ความโลภก็ดี ความรักก็ดี ความโกรธก็ดี ความเกลียด ความริษยาอาฆาต ความกลัว ฯลฯ ก็ดี ล้วนแต่เป็นเครื่องริ่งรัดจิตใจ. ความยึดถือว่าตัวตน ย่อมริ่งรัดตนไว้กับของๆ ตน อย่างไม่สามารถจะตัดให้ขาดได้. เพื่อความสุข หรือสิ่งที่ตนพอใจก็เป็นของตนแล้ว ความทุกข์ หรือสิ่งที่ตนไม่ชอบ ก็เป็นของตนอย่างเดียวกัน โดยไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้. ภาวะแห่งความ ปราศจากเครื่องผูกพันร้อยรัด ย่อมเป็นภาวะแห่ง ความไม่เร่าร้อนเผาผลาญ และไม่เสียบแทงยอก- ตำอยู่ในตัว เพราะปราศจากสิ่งที่เรียกว่ากิเลส อย่างเดียวกันจัดเป็นนิพพานร่วมกัน. โลกเราในสมัยที่ชักใยพันตัวเองเข้าไปสู่ความ ยุ่งยากสลับซับซ้อนทางการเมือง การเศรษฐกิจ
น.603 12 การสงครามและอื่น ๆ ในอันดับสูงสุด ย่อมเป็น ตัวอย่างอันแสดงถึงลักษณะ และผลแห่งความ ถูกผูกพันร้อยรัดได้เป็นอย่างดี. แต่ความจริงย่อม แสดงอยู่ในตัวเองแล้วว่า เพราะผงเข้าตาจน ต้องหลับอยู่เรื่อยไป ไม่มองเห็นสิ่งรัดรึงอยู่ รอบตัวและรัดรึงหนักขึ้น โลกจึงมีแต่ชักใย พันตัวเองหนักยิ่งขึ้น. ความดิ้นรนมีความ หมายแต่เพียงให้ได้เปรียบผู้อื่นในบรรดา พวกที่ติดอยู่ในสายใยนี้ด้วยกันให้มากที่สุด เท่านั้น ไม่เคยคิดที่จะเปลื้องตนออกไป จากกลุ่มสายใยอันยุ่งเหยิงนี้เลย จึงไม่มี ความสนใจ และไม่ยอมสนใจในความหมาย อันประเสริฐสุดของคำว่า วิสาขบูชา กล่าว คือ นิพพาน ซึ่งอยู่ในลักษณะที่ตั้งอยู่เหนือ คิ้วของ บุคคลผู้ไม่เคยส่องกระจกเสียเลย นั่นเอง.
น.604 13 โลกเราสาละวนอยู่แต่ในการชักใยพัน ตัวเอง ! ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังทะเลาะ วิวาทกันอยู่ในอวนใหญ่เ เ ห่ ง พ ญ า ม า ร !! โลกไม่หวังประโยชน์จากการออกไปนอกวง ล้อมของอวน เพราะไม่เคยสำนึกว่า ตน ตกอยู่ในวงล้อมของอวนแห่งความพินาศแต่ อย่างใด ! ! !
Buddhadasa