Buddhadasa.org

นิพพาน ตอนที่ ๒ — นิพพาน—จุดปลายทางของชีวิต

นิพพาน — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — นิพพาน (๖ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.606 มิใช่เป็นเรื่องที่พูดให้ จบหรือให้เข้าใจกันได้ด้วยคำพูดเพียงสองสามคำ เพราะฉะนั้นผู้ศึกษาจะต้องอ่านทบทวนไปมาและ ทำการศึกษาคิดค้น ตีความและเทียบเคียงหยั่ง ให้ถึงความหมายของศัพท์และประโยคไปโดย ลำดับจริงๆ ไม่อ่านอย่างสะเพร่าลวก ๆ หรือ ข้ามไปทั้งที่ไม่เข้าใจ, จึงจะมีความรู้จักตัว พระนิพพาน ชัดเจนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ๆ. จน กว่าจะลุถึงได้จริงๆ ด้วย การปฏิบัติธรรม ทาง ใจ. ต่อไปนี้เป็นแนวการคิดค้นหาความเข้าใจ หรือคุณค่าของพระนิพพาน เพื่อก่อให้เกิดฉันทะ ในการบรรลุพระนิพพานแรงกล้ายิ่งขึ้นบ้าง ไม่ มากก็น้อย. ภิกษุ พุทธทาส อินทปัญโญ

น.607 พระนิพพาน ไม่ใช่เป็นจิต, ไม่ใช่เป็น เจตสิกหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต โดยอาศัยจิตนั้น, ไม่ใช่มีรูปร่าง เป็นก้อนเป็นตัวอันเป็นประเภท รูปธรรม, ไม่ใช่บ้านเมือง ไม่ใช่ดวงดาว หรือ ดวงโลก โลกใดโลกหนึ่ง, และยิ่งกว่านั้นพระ- นิพพานไม่ใช่สิ่งที่มีความเกิดขึ้นมา, ไม่ใช่สิ่งที่มี ความดับลงไป. หรือทั้งเกิดและดับสลับกันไปใน- ตัว. แต่ พระนิพพาน เป็นสภาวะแห่งธรรมชาติ ชนิดหนึ่ง และเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ต้องตั้งต้นการ มีของตนขึ้นเหมือนสิ่งอื่น, แต่ก็มีอยู่ได้ตลอดไป และไม่รู้จักดับสูญ เพราะไม่มีเวลาดับ หรือแม้แต่ แปรปรวน.

น.608 18 สิ่งทั้งหลายอื่น ซึ่งมี ๆ อยู่. นอกจาก พระ- นิพพาน แล้ว ; แรกที่สุด มันต้องมีการเกิดขึ้น มันจึงจะมีอยู่ได้ และต้องดับไปในที่สุด แม้จะ ช้านานสักเพียงไรก็ตาม และยังต้องแปรไป ๆ ใน ท่ามกลางด้วย, เพราะสิ่งนั้นมันมีการเกิดขึ้น. แม้ ที่สุดแต่ดวงอาทิตย์ ซึ่งวิทยาศาสตร์บอกว่ามีอยู่นาน ก่อนสิ่งใดในสกลจักรวาล มันจะต้องกลายเป็น ไม่มีไปสักวันหนึ่ง และเราจะไม่ได้เห็นมันในเวลา เช้าและลับหายจากสายตาไปในเวลาเย็นเช่นเดี๋ยวนี้, แม้ ดิน น้ำ ไฟ หรือความร้อน ลมหรืออากาศ ก็เช่นกัน จักต้องถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งมันจะไม่มีอยู่, เพราะสิ่งเหล่านี้ มีการเกิดขึ้นมา, และเกิดขึ้นได้ เป็นขึ้นได้ โดยต้องอาศัยสิ่งอื่น. ส่วนสิ่งที่เราเรียกว่า พระนิพพาน ไม่เป็น เช่นนั้น : ไม่มีการเกิดขึ้น ทำไมจะต้องมีการ

น.609 19 อาศัยสิ่งอื่น, เมื่อตัวเองมีของตัวเองได้ มันจึง ไม่รู้จักดับ. และจะมีอยู่ตลอดไปโดยไม่มีที่สุดหรือ เบื้องต้น และเหตุนี้เอง พระนิพพานจึงไม่ใช่สิ่งที่ ใครจะกล่าวได้อย่างมีเหตุผลว่าพระนิพพาน นั้นเป็น อดีต อนาคต หรือเป็นปัจจุบันได้เลย, ทั้งนี้ก็เพราะ ความมีอยู่แห่งพระนิพพาน นั้น แปลกจากความ มีอยู่ของสิ่งอื่นอย่างสุดที่จะกำหนดมากล่าวได้. พระ- นิพพานมีอยู่ตลอดกาลอันไม่มีที่สุด, มีเป็นของ คู่เคียงกับกาลเวลาอันไม่มีที่สิ้นสุด, แต่หากว่าการ หรือเวลาจะเป็นสิ่งที่สิ้นสุดลงในวันหนึ่งได้ พระ- นิพพาน ก็ยังหาเป็นเช่นนั้นไม่. พระนิพพาน เป็นสิ่งที่เบ็ดโอกาสเตรียม พร้อมอยู่เสมอสำหรับที่จะพบ กันเข้ากับดวงจิตของ คนเราทุก ๆ คน. หากแต่ว่าดวงจิตของเราตาม ธรรมดามีอะไรบางอย่างเข้าเคลือบหุ้มเสียก่อน ไม่

น.610 20 เปิดโอกาสให้พบกันได้กับ พระนิพพาน เท่านั้น, พระ นิพพาน จึงไม่ปรากฏแก่เราว่ามีอยู่ที่ไหน ทั้งที่ พระนิพพานอาจเข้าไปมีได้ในที่ทั่วไป ยิ่งเสียกว่า อากาศซึ่งเรากล่าวกันว่ามีทั่วไปเสียอีก. เมื่อเรา ไม่อาจกำหนดหรือเคยพบกับพระนิพพาน ก็เลยคิด ไปว่า พระนิพพานไม่ได้มีอยู่ดังที่ท่านกล่าว เข้าใจ ว่าเป็นการกล่าวอย่างเล่นสำนวนสนุก ๆ ไป. คน ตาบอดมาแต่กำเนิดย่อมไม่รู้เรื่องแสงสว่างหรือสี่ ขาวแดง ทั้งที่มันมีอยู่รอบตัว หรือถึงตัวฉันใด, ผู้บอดด้วยอวิชชาซึ่งห่อหุ้มดวงจิต ก็ไม่รู้เรื่องพระ- นิพพาน ไม่อาจคาดคะเน พระนิพพานฉันนั้น, จนกว่าเขาจะหายบอด. เราเกิดโผล่ออกมาจากท้องแม่สู่โลกนี้บอด เหมือนกันหมดทุกคน จึงไม่อาจรู้เรื่อง พระนิพพาน ได้ตั้งแต่แรกเกิด. ยิ่งผู้ที่ตาเนื้อ ๆ ก็บอดเสียอีก

น.611 21 ด้วยแล้ว ไม่อาจรู้จักแสง หรือสี่ก็ยิ่งร้ายไปกว่า นั้น. บอดตาไม่อาจรักษาได้ แต่บอดใจ หรือ บอดต่อ พระนิพพาน นั้น รักษาได้. ผู้ที่บอดตา แต่ถ้าเขาหายบอดใจ เขาก็ประเสริฐกว่าผู้ที่แม้ไม่ บอดตา แต่บอดใจ. นี้เราจะเห็นได้ชัด ๆ ว่าแสง แห่งพระนิพพานส่องเข้าไปถึงได้ในที่ที่แสงสว่างใน โลกส่องเข้าไปไม่ถึง. ดวงจิตของคนตาบอดจึงอาจ พบกับ พระนิพพาน ได้ไม่ยากไปกว่าของคนตาดี ๆ แต่ว่าทุก ๆ คนที่ตาของเขายังเห็นแสงและสีได้ ก็ไม่ ยอมเชื่อหรือสำนึกว่าตาของตนบอด. ตาข้างนอก ของเขาแย่งเวลาทำงานเสียหมด ตาข้างในจึงไม่มี โอกาสทำงาน แม้ที่สุดแต่จะรู้สึกว่าตาข้างในของ ฉันยังบอดอยู่ ก็ทั้งยาก, และยิ่งขึ้นไปกว่านั้น อาจ ไม่รู้สึกด้วยซ้ำไปว่ามีตาข้างในอยู่อีกดวงหนึ่ง ซึ่ง เป็นดวงสำคัญที่สุดด้วย.

น.612 22 เมื่อเขาแก้ปัญหาชีวิตอันยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นวิสัย ส่วนของตานอกได้หมดจดสิ้นเชิง เขาก็ยังต้องพบ กับความยุ่งยากอยู่อีก และเขาไม่ทราบว่านั่นมัน เป็นวิสัยส่วนของตาใน, ก็แก้ไขมันไม่ได้, ทำให้ ว้าวุ่นไป โทษนั่น โทษนี่ เดาอย่างนั้น เดาอย่างนี้ ก็ไม่อาจพบกับความสุขอันแท้จริงเข้าได้เลย. นี่ ! จะเห็นได้แล้วว่า เพราะแก้มันไม่ถูก คือไม่ได้ใช้ ตาในแก้, ที่ไม่ใช้เพราะตาในยังบอด, ที่ยังบอด เพราะตายังไม่ได้รักษา, ที่ยังไม่ได้รักษา ก็เพราะ ต้นยังไม่รู้เลยว่า ตาในมีอีกดวงหนึ่ง, - - - เป็น ตาสำหรับ พระนิพพาน หรือความสุขอันเยือกเย็น แท้จริงของชีวิต. ใจของเราบอดเพราะอวิชชา คือความโง่หลง ยิ่งกว่าโง่หลงของเราเอง นั่นเอง. เปรียบเหมือน เปลือกฟองไข่ที่หุ้มตัวลูกไก่ในไข่ไว้. เหมือนกะลา

น.613 23 มะพร้าวที่ครอบสัตว์ตัวน้อย ๆ ซึ่งเกิดภายใต้กะลา นั้นไว้ ฯลฯ เหมือนเปลือกแข็งของเมล็ดพืช ซึ่ง หุ้มเยื่อสารในสำหรับงอกของเมล็ดไว้. แม้แสง- สว่างมีอยู่ทั่วไป มันก็ไม่อาจส่องเข้าไปถึงสิ่งนั้น, จืดที่ถูกอวิชชาเป็นผ้าห่อหุ้มก็ไม่อาจสัมผัสกับพระ- นิพพานอันมีแทรกอยู่อย่างละเอียดยิ่งกว่าละเอียดใน ที่ทั่วไป ตลอดถึงที่ที่แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง, ฉันใดก็ฉันนั้น. เมื่อใดเปลือกฟองไข่ กะลามะพร้าว เปลือก แข็ง นั้น ๆ ได้ถูกเพิกออก หรือทำลายลง, แสง- สว่างก็เข้าถึงทั้งที่ไม่ต้องมีใครขอร้องอ้อนวอน หรือขู่เข็ญบังคับมันเลย. นี่ฉันใด ; เมื่อผ้าของใจ กล่าวคือ อวิชชา อุปาทาน ตัณหา อันเป็นผ้า ทั้งหนาและบาง ทั้งชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน ถูก ลอกออกแล้วด้วย "การปฏิบัติธรรม" แสง

น.614 24 และรสแห่ง พระนิพพาน ก็เข้าสัมผัสกันได้กับจิตนั้น เมื่อนั้น ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ชัดเจน, เห็นได้ อย่างแจ่มแจ้งทันทีว่า พระนิพพาน ไม่ใช่จิต, ไม่ ใช่เจตสิกอันเกิดอยู่กับจิต. ไม่ใช่รูปธรรม ไม่ใช่ โลกบ้านเมือง, ไม่ใช่ดวงดาว, ไม่ใช่อยู่ในเรา, ไม่ใช่เกิดจากเรา. ไม่ใช่อะไรปรุงขึ้นทำขึ้น มัน เป็นเพียงสิ่งที่เข้ามาสัมผัสดวงใจเรา ในเมื่อเราได้ ดำเนิน การปฏิบัติธรรม ถึงที่สุด เป็นการเปิด โอกาสให้แก่ พระนิพพาน ได้ เท่านั้น. ตัวพระนิพพานคืออะไรเล่า ? เท่าที่กล่าวมาแล้ว กล่าวแต่ฝ่ายที่ไม่ใช่, ส่วนที่ใช่หรือลักษณะของ พระนิพพาน นั้นคืออะไร. ในที่นี้ก่อนอื่นทั้งหมด, ผู้อ่านต้องไม่เข้าใจว่าผู้-

น.615 25 บรรยายเป็นผู้ลุถึง พระนิพพาน หรือพบ พระนิพพาน แล้ว, พึ่งเข้าใจแต่เพียงว่าเป็นนักศึกษาค้นคว้า ด้วยกันเท่านั้น. ถือเสียว่าเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยน ความรู้แก่กันและกัน เท่าที่จะได้มาจากการค้นคว้า ภายในห้องทดลอง คือ มันสมอง, และตามแนว แห่งพระบรมพุทโธวาส ของ พระผู้มีพระภาค องค์- อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แล้วกัน. พระนิพพานคืออะไรเล่า ? พระนิพพาน คือ สภาพชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็น ตัวความบริสุทธิ์ ความว่าง ความเบา ความสุข อันแท้จริง. ความชุ่มชื่น เยือกเย็น ฯลฯ อย่าง สุดยอด, เป็นสภาพซึ่งแม้จะพูดว่ามีอยู่ก่อนสิ่งทั้ง- ปวงก็ยังน้อยไป, พูดว่าอยู่คู่กับสิ่งทั้งปวง ก็ยัง

น.616 26 น้อยไป, เพราะเป็นสภาพที่เป็นอยู่เช่นนั้นโดยตัวเอง จนตลอดอนันตกาล. เราจึงกล่าวได้แต่เพียงว่า พระนิพพาน คือ อมตธรรม-สิ่งที่ไม่มีการตาย. จิตของเรานี้พบกันเข้ากับ อมตธรรม นี้ จริง, แต่จิตนั้นหาใช่อมตธรรมไม่. พระนิพพานจึงคือสิ่ง ที่มีอยู่สำหรับให้เราหรือจิตพบ มันจะได้รับความ เยือกเย็นเป็นสุขถึงยอดสุดเพราะเหตุนั้นได้, และ ทุกคนควรพยายามทำเพื่อจะได้เสียก่อนแต่จะตายลง ไป. ถ้าจะปล่อยให้จิตท่องเที่ยวไปด้วยความบอด ของมัน มันก็จะเที่ยวไปด้วยอาการอันซ้ำซาก เช่น กับที่เคยเที่ยวมาแล้วไม่รู้กี่แสนชาติในวัฏฏ สงสาร อันยืดยาวนี้. การซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยการเกิดแล้ว ตาย ๆ และในระหว่างเกิดตายก็เต็มไปด้วยความ กดทับ นั่นมันจะดีอะไร, เพราะมันเป็นไปเองตาม ประสาความมืดบอด เช่นเดียวกับความล้มลุก

น.617 27 คลุกคลานของคนตาบอด ซึ่งปราศจากไม้เท้าและ ผู้จูง. การดื่มตาและพบกับแสงสว่างคือ พระนิพพาน นั้น มันเป็นยอดที่สุดของความสุข, เป็นความ หยุดจบลงของความอยากความปรารถนา, เป็น ความหมดสิ้นของความสงสัยในสิ่งที่อยากจะรู้, เป็น ยอดสุดของความรู้ของทุก ๆ โลก ทุก ๆ สมัยและ ทุก ๆ ชีวิต. เพราะฉะนั้น เพียงเท่านี้ ก็เป็นการ แสดงให้เห็นได้บ้างแล้วว่า พระนิพพาน คือ จุดปลายทางของชีวิตทุกชีวิต , ถ้าใครจะถาม ข้าพเจ้าก็ตอบดังนี้, เคยตอบมาแล้วก็ดังนี้, และ จะตอบต่อไปอีกก็ดังนี้. ทุกคนต้องไปพระนิพพาน ! ทุกคนต้องตุถึง พระนิพพาน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง, ทั้งที่ในบัดนี้ จะเป็นคนโง่หรือคนฉลาดก็ตาม.

น.618 28 ทุกคน จะจบการเดินทางของเขาลงในชาติที่บรรลุ พระนิพพาน, ในชาติที่ตาภายในของเขาหายบอด, เพราะทุกคนมีที่สุดแห่งส่งสารวัฏ เว้นแต่จะช้าหรือ เร็วเท่านั้น. ทุกคนถูกธรรมชาติฝ่ายสูงค่อย ๆ พยุง เขาขึ้น ๆ เรื่อย ๆ แต่จะช้าหรือเร็วนั้น แล้วแต่ ความหนักมากหรือน้อยของเขา, มันเป็นน้ำหนัก แห่งความโง่หรือกิเลส, หรืออีกอย่างหนึ่งคือความ บอดมากหรือบอดน้อย. เพราะฉะนั้นทุกคนแม้จะ กลับมีการกลับตกต่ำบ้าง ทางกายหรือทางจิตใจ ในขณะที่ท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร, แต่ตารางที่ แสดงงบยอดใหญ่ของเขา จะต้องเลื่อนสูงขึ้น ๆ เสมอ แม้เขาจะเคยดิ่งลงสู่อเวจีครั้งหนึ่งแล้ว หรือ หลายครั้ง. ทุกคนไปตามคติและผลกรรมของตน ก็จริง แต่ที่ เขาเกิดครั้งหนึ่งนั้นมันเป็นการศึกษา

น.619 29 ของเขาทุกครั้ง. แม้ในบางชาติเขาจะเป็นเด็กดื้อ แต่ในภายหลังหรือชาติหลังเขาย่อมเช็ด ทั้งที่ตาม ธรรมดาเขารู้สึกราวกะว่า ชาตินั้น ๆ ที่เขาเคยเกิด มาแล้วไม่มีอะไรติดต่อสืบเนื่องกันเลย. ตามกฎแห่งวิวัฒน์ ตามแนวแห่งวิทยาศาสตร์ แผนปัจจุบัน เช่น ชีววิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ลัทธิแห่งดารวิน ก็ตาม. หรือตามแนวแห่ง พุทธศาสนาคือ กฎแห่งปัจจัยยี่สิบสี่ประการ และ ปฏิจจสมุปบาท ก็ตาม, แม้ที่สุดแต่ตามที่เราจะ สังเกตได้ง่าย ๆ ทั่วไปว่า โลกนี้ค่อย ๆ เลื่อนสู่ ระดับสูงขึ้น ๆ ไม่ทางฝ่ายรูปธรรม ก็ต้องฝ่ายจิต ; ที่จะหยุดนิ่งหรือตกต่ำลงนั้น เป็นไม่มี, แล้วแต่ ยุคนั้น โลกจะยึดเอาฝ่ายจิต หรือฝ่ายรูปเป็นส่วน สำคัญ, ก็ตาม ; ทั้งหมดนี้ ย่อมแสดงว่า สัญชาต- ญาณที่เป็นภายในพร้อมทั้งสิ่งส่งเสริมข้างนอก มัน

น.620 30 ล้วนแต่จะดิ่งไปในฝ่ายดีขึ้น ๆ เพราะตัณหาของ หมู่สัตว์เป็นเช่นนั้น เมื่อใดพากันหนักไปในฝ่ายรูป ก็ถึงจุดปลายทางของฝ่ายรูป เช่นที่ วิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน กำลังก้าว พรวด ๆ ไป, และเมื่อใดโลกพากัน หนักไปในฝ่ายจิต ก็จะพากันลุถึงจุด ปลายทางฝ่ายจิต เช่นเดียวกับยุค แห่งพระอรหันต์ ที่ผ่านพ้นมาแล้ว. แต่อย่างไรก็ดี แม้โลกนี้จะเป็นเด็กดื้อดันทุรัง ไปในฝ่ายรูป เมื่อ "เข็ดฟัน" เข้า ก็ย่อมหมุน กลับไปสู่ฝ่ายจิตเอง, และในยุคนั้นแหละ จะมี สัตว์จำนวนมากจำนวนหนึ่ง ซึ่งหลุดพ้นออกไปจาก

น.621 31 โลก ได้ทุกคราวที่โลกหมุนมาสู่ราศีนี้. เมื่อเรา จะรวมเค้าความที่ใหญ่ที่สุดให้สั้นที่สุดแล้ว เราจะ กล่าวได้พร้อมทั้งเหตุผลว่า สัญชาติของสัตว์โลก ย่อมหมุนไปหาฝ่ายดี ไม่ฝ่ายรูปก็ฝ่ายจิต ดังกล่าว แล้วสองอย่างนี้เท่านั้น. เมื่อทุกคนมีอำนาจ "กายสิทธิ์" อันนี้ อยู่ในตน มันก็แน่นอนว่าจะถูกติ้งดูดไปหาสถานะ ที่ถึงหรือพบกับ พระนิพพาน. ทุกคนเมื่อได้ ออกโรงเป็นตัวละครโลก ในฉากที่เขาทะเยอ ทะยานกะลิ้มกะเหลี่ยใคร่จะแสดง ซ้ำซากเข้า ก็เบื่อโลก ซึ่งเรียกว่ามี "นิพพิทา" เข้า สักวันหนึ่ง. ในวันนั้นแหละ, เมื่อหน่ายก็คลาย ความกอดรัดยึดถือ. เมื่อไม่ยึดถือก็หลุดพ้น จากเปลือกหุ้ม และพระนิพพานเข้าสัมผัสจิตของ เขาได้เมื่อนั้น. เรารู้จักตัวเราด้วยสายตาสั้น ๆ

น.622 32 แค่ชาตินี้ จึงจับตัวความอยากและความเบื่อที่มี สายสัมพันธ์อันยาวยึดหลายร้อยชาติไม่ได้, ทั้งที่ แม้เราจะเคยเห็นเด็กบางคนเกิดมาถึงก็เบื่อกาม มี โลภ โกรธ หลง น้อยกว่าธรรมดา, เราก็หา เข้าใจไปในทำนองว่าเป็นผลของชาติก่อน ๆ ของ เขาไม่. มิหนำซ้ำมีความเห็นไปในทำนองว่า เด็ก คนนั้นมีมันสมองไม่สมประกอบเสียอีก โดยอ้าง หลักจิตวิทยาหรืออะไรที่ตนอยากอ้างมา ตามความ อยากของตนเอง. ถ้าหากเรามีสายตายาวมองเห็น ได้ข้ามชาติแล้ว เราก็ต้องฉลาดมากกว่านี้หลาย เท่านัก. ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีใครอยากสร้างสายตา ชนิดนั้น เพราะไม่รู้จักบ้าง, เพราะกลัวว่าโลก จะหมดรสชาติที่หอมหวนไปบ้าง, แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นเช่นนั้นแหละ ก็ตกอยู่ในจำพวกที่ถูกพัดพา ไปหา พระนิพพาน ดุจกัน, เพราะไม่มีอะไรจะ

น.623 33 มามีอำนาจยิ่งไปกว่าผลกรรมอันปรุงสัญชาตญาณ และยิ่งกว่าความจริงอันไม่รู้จักแปรผันไปได้นี้เลย. ครั้งหนึ่ง มีผู้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ถ้าเรา ทุกคนแน่นอนว่าต้องถึง พระนิพพาน วันยังค่ำ แล้วเราจะไปขวนขวายปฏิบัติธรรมให้เหนื่อยยาก ทำไม, หาความสุขในทางโลกเรื่อย ๆ ไปจนกว่า จะถึงกำหนดที่ถึงเข้าเอง มิดีกว่าหรือ, มิเป็นการ ฉลาดกว่าหรือ ? ข้าพเจ้าตอบเขาว่า เ เ น่ น อ น นัก ....... ที่ทุกคนก็กำลังเป็นอยู่เช่นนั้นเองแล้ว โดย ไม่ต้องตั้งปัญหาหรือคิดว่าเราควร ชวนกันดำเนิน รูปนั้น. แต่เราไม่รู้สึกเอง จึงมาตั้งปัญหาหรือ คิดเพื่อทำเช่นนั้นทับลงไปอีก. เรายังตาบอด, ยัง กำลังปล่อยให้เรื่อยไปตามใจของเรา. ไม่มีอะไร

น.624 34 ที่มีอำนาจมากไปกว่าความรู้สึก หรือเห็นแจ้ง ภายในจิตของเราเอง, และสิ่งนั้นมันก็บังคับ ควบคุมให้เราดำเนินไปโดยรูปนั้นอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แล้ว. การที่ทำตามความคิดแนวใหม่นั้นจึงไม่เป็น การแปลก กว่าหรือ ฉลาดกว่าเก่า แต่ อย่างใดเลย นอกจากจะช่วยให้ช้ายิ่งไปกว่าธรรมดา หรือที่ ควรจะเป็นเสียอีก. ข้าพเจ้าลองถามเขาบ้างว่า "ถ้าหากว่ามีใครสักคนหนึ่ง อาจบันดาลให้ท่าน ถูกสลากกินแบ่งรางวัลจำนวนล้านได้ ตามแต่ที่ ท่านจะประสงค์ให้ถูกเมื่อไร. เช่นนี้ท่านจะขอร้อง ให้เขาบันดาลเพื่อให้ท่านถูกพรุ่งนี้ หรือต่อเมื่ออีก สัก ๕๐ ชาติล่วงไปแล้ว ? " เขายิ้มและละอายที่จะ ตอบว่า พรุ่งนี้.

น.625 35 เราจะเห็นได้สืบไปเป็นลำดับว่า สิ่งที่เรา อยากมากที่สุดก็คือสิ่งที่เราเข้าใจ [ ผิดหรือถูก ก็ตาม ] ว่ามันดี หรืออร่อยที่สุด นั่นเอง. คน ตาบอด มองไม่เห็นแสงแห่งนิพพานจะปรารถนา พระนิพพาน ได้อย่างไร, จะเห็นคุณค่าของพระ- นิพพาน ว่าสูงสุดกว่าสิ่งอื่นได้อย่างไร, ในเมื่อ ตาเนื้อ ๆ ของเขาชิงเอาเวลาไปรู้จักหรือแสวงหา เหยื่อในโลกเสียจนหมด. - เขากำลังอยากมีเงิน มาก ๆ เพื่อหาผู้บำเรอ [ซึ่งเขาเลี่ยงอ้างว่าภรรยา], ติ๊กสวย ๆ, รถยนต์งาม ๆ, ยศศักดิ์ชั้นหรู ๆ ฯลฯ พยายามเพื่อให้ได้ในชาตินี้ หรืออีกกี่ชาติก็เอา ขอแต่ให้ได้ก็แล้วกัน, และขออย่าเพื่อให้ พระ- นิพพาน ถลันเข้ามาขวางหน้าเสียก่อน. ถ้าเขา รู้จักและเข้าใจพระนิพพานมาก เท่าที่เขาเข้าใจ เงินรางวัลล้านบาทนั้นแล้ว เขาจะต้องขอให้ท่าน

น.626 36 ผู้วิเศษบันดาล เพื่อถุถึงพระนิพพานในนาทีนี้ที่เดียว แม้จะผลัดพรุ่งนี้ก็ยังไม่พอใจ, ถ้าเป็นไปได้. แต่มีพุทธบริษัทจำนวนมาก ที่ต้องการพระ- นิพพาน ทั้งที่ยังไม่ทราบว่า พระนิพพานคืออะไร แม้แต่น้อย. คราวหนึ่งได้ลองตั้งปัญหาซึ่งไม่ใช้ ชื่อสิ่งต่าง ๆ ตามที่เรียกกันมาก่อน ถามขึ้นในที่ ประชุมแห่งหนึ่งว่า มีสถานที่สองแห่ง แห่งหนึ่ง ต้องการสิ่งของอะไรเป็นได้อย่างนั้นทันที อีกแห่ง หนึ่งจะทำให้ใจของผู้ไปถึงว่างเฉยเงียบพ้นจากอำ- นาจของอารมณ์ทุกประการ จนในที่สุด ดับ หายไป อย่างไม่มีอะไรเหลือ สำหรับมาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อีกต่อไปเช่นนี้ ใครจะเลือกไปในที่ไหน ? ทุกคน ที่ตอบ ตอบว่าเอาแห่งแรก, อีกสองสามคนนิ่ง, แต่ ที่ นิ่ง ก็ เพราะ รู้ทัน ว่า เป็น ปัญญา ต่อถามของ ข้าพเจ้า, กลัวจะพลาดเลยนิ่งเสีย, คาดว่าหาก

น.627 37 สองสามคนนี้ตอบก็คงตอบเช่นเดียวกัน. ทีนี้ถาม ต่อไปว่า เมื่อถึงที่นั้นแล้วจะต้องการอะไร ? เขา ตอบว่าต้องการของดี ๆ ที่สุด เพื่อทำบุญให้สูงยิ่ง สมใจรัก ข้าพเจ้าถามอีกว่า เพื่ออะไรกัน ? บาง คนตอบว่าเพื่อไป สวรรค์, บางคนเพื่อไป พระ- นิพพาน. ขอให้ลองคิดดูที่หรือว่า สิ่งแรกในปัญหา นั้นก็คือ สวรรค์ อยู่แล้ว, พวกนี้ไม่รู้จักแม้แต่ สวรรค์ที่ตนกำลังปรารถนาอยู่ ไปถึงสวรรค์แล้ว กลับเสียสละเพื่อหวังสวรรค์อย่างเดียวกันอีก, เช่น นี้จะไปสวรรค์ได้อย่างไร. สิ่งที่สองในปัญหา นั้น ก็คือ พระนิพพาน อยู่แล้ว เขายังไม่ ต้องการ แต่ต้องการบันไดสำหรับพาดขึ้น ชั้น พระนิพพาน. ข้าพเจ้ารู้สึกสลดใจในการที่เขา

น.628 38 ทั้งหลายมีความอยากไป พระนิพพาน ทั้งไม่รู้จัก พระนิพพาน, หรือรู้น้อยเกินไป . เพียงสักว่า ชื่อศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งซึ่งทุก ๆ คนเขาพากันว่าดีที่สุด เท่านั้น. และทำให้เห็นชัดทีเดียวว่าสำหรับผู้ที่ยัง ไม่รู้จักพระนิพพานนั้น จำต้องถือว่ามีตัวมีตน และ มีสิ่งที่ตนยึดถือไปก่อน, มิฉะนั้นก็จะวาง ๆ จับ ๆ อยู่แต่ในสิ่งที่ตนสงสัยนั่นเอง และเต็มไปด้วยความ ว้าเหว่หรือความกลัวอันเป็นความทุกข์ และใน ที่สุดก็ตายเปล่า, หรือกลับช้ากว่าผู้ที่ยึดถือสาว คืบหน้าไปข้างหน้าตามลำดับ ๆ, - ประโยชน์ โลกนี้, ประโยชน์โลกหน้า, ประโยชน์ สูงสุด คือ พระนิพพาน ทั้งนี้ ก็เพราะเขาไม่ สามารถเข้าใจ พระนิพพาน อันมีนัยลี้ลับ เช่นว่า ไม่มีการเกิดขึ้น แต่มีอยู่ตลอดอนันตกาลดังนี้ เป็น ต้น, จนกว่าเมื่อไรเขาจะได้บรรลุ พ ร ะ นิ พ พ า น

น.629 39 นั้นเข้าจริง ๆ การรู้จัก พระนิพพาน โดยอนุมาน หรือโดยอุปมานไม่อาจมีได้เลยสำหรับผู้ที่มีปัญญา หรืออุปนิสัยเช่นนี้. ... ... ... ในที่จวนจะจบลงนี้ ขอสรุปกล่าวอย่างสั้น ๆ อีกแนวหนึ่งว่า พระนิพพาน เป็นจุดปลายทาง ของทุกคน ความดึงดูดเข้าหาสถานะแห่ง พระนิพพาน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ สัญชาตญาณของความอยากเป็นอิสระย่อมมี อยู่เสมอ แต่ถูกอำนาจแทรกแซงบางอย่าง เช่นผลกรรมเป็นต้น คอยเหนี่ยวออกนอก ทางอยู่เสมอเหมือนกัน, เพราะตนเป็นผู้ ตาบอด ไม่รู้จักทำความปลอดภัยแก่ตัวเอง หรือการเดินทางของตน.

น.630 40 กายเปรียบเทียบเหมือนลำเรือ, ใจเปรียบ เหมือนนายเรือ, สังสารวัฏเปรียบกับทะเลหลวง, โลกนั้นโลกนี้เปรียบเหมือนท่าเรือสำหรับการค้า- ขาย, ผลบุญหรือผลบาปในชาติหนึ่ง ๆ ในโลก หนึ่ง ๆ คือการค้าขายของนายเรือ ที่ขาดทุน หรือได้กำไร ที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง ๆ การได้ถึง "เกาะ" แห่งหนึ่งซึ่งนายเรือพอใจ ถึงกับ หยุดการท่องเที่ยวไปในทะเลอย่างเด็ดขาด นั่น คือ พระนิพพาน. เราทุกคน คือเรือรวมทั้งนายเรือ. เมื่อเรา หรือโลกพากันสาละวนแต่เรื่องรูปหรือลำเรือ จนลืมใจหรือนายเรือ นายเรือก็จะตายเสีย ก่อนที่จะนำเรือไปพบเกาะที่ว่านั้น. แต่ถ้า สนใจในนายเรือหรือจิต จนลืมลำเรือเสียที.

น.631 41 เดียว เรือก็จะเปื่อยพังทำลายลงเสียก่อนที่ นายเรือจะได้ใช้อาศัยไปถึงเกาะ ที่กล่าวนั้น. เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้ดำเนิน สายกลาง อันเป็นสายแห่งปัญญาไม่ประมาทไป ในฝ่ายตึงหรือฝ่ายหย่อน. ความจริงตัวเราไม่มี ที่มีก็คือเบญจขันธ์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กาย" กับ "จิต" หรือ "เรือ" กับ " นายเรือ" เท่านั้น. นาย- เรือก็ไม่ใช่เรา, เพราะแม้มันจะได้ถึง เกาะ คือ พระนิพพาน นั่นหรือไม่ก็ตาม มันยังคงไม่อยู่ใน อำนาจของใคร, รังแต่จะแตกดับไปเป็นธรรมดา ของมันเท่านั้น. เกาะ หรือ พระนิพพาน นั้นเล่า ก็สักว่าเป็น เกาะ หรือ พระนิพพาน ของตัวสิ่ง นั้นเอง, รับรู้กับใครไม่ได้, เหมือนแสงสว่าง

น.632 42 เมื่อเราเปิดหน้าต่างมันก็เข้ามาสว่างให้เรา, บีด เสียก็มืดอีก, แต่แสงสว่างนั้นคงเป็นแสงสว่างอยู่ นั่นเอง. ถ้าสิ่งใดควรถือว่าเป็นตัวตน, สิ่งนั้นนอก จากจะต้องไม่รู้จักแตกดับ ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นหรือ สิ่งอื่นแล้ว, ยังจะต้องอยู่ในบังคับและรับรู้อะไร กันได้. นี่ ! เมื่อมีแต่สิ่งทั้งหลายซึ่งล้วนแต่เป็น ไปตามเรื่องของต้นเหตุของตัวมันเอง ; หรือไม่อยู่ ในอำนาจของใคร และรับรู้อะไรกะใครไม่ได้ดังนี้ มันก็ไม่มีตัวตน แม้กระทั่ง พระนิพพาน. ถ้าขึ้น มีเพราะอำนาจความรู้สึกบางชนิด มันหาใช่ตัวตน อันแท้จริงไม่, ยังเป็นฝักฝ่ายแห่งอวิชชาอยู่ดี. การลุถึงพระนิพพานจึงเป็นเพียงจุดปลายทางของทุก คนเท่านั้น. ฿ 8 อ เ เ เ เ ไ ด ข ไ ร เ

น.633 43 เบญจขันธ์ คือกายกับใจ กลุ่มใดยังมือวิชชา อยู่ภายในมัน เบญจขันธ์กลุ่มนั้นก็มีอุปาทานอัน เป็นเหตุให้ยึดถือตัวเองว่าเรา, เราเป็นเรา, ฉัน เป็นฉัน ฯลฯ เป็นต้น. "เรา" จึงคงอาศัยมีอยู่ ได้แต่เพียงในเบญจขันธ์ที่ยังมี อุปาทานอยู่ ภายใน. และเบญจขันธ์ชนิดนี้ยัง "สัมผัส" กันไม่ได้กับ พระนิพพาน จึงต้องเต็มไปด้วยทุกข์และกลิ้งเกลือก ไปในวัฏฏสงสารอันสูง ๆ ต่ำๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ระเกะ ระกะไปด้วยสิ่งเสียบแทงเผาลน. เบญจขันธ์ใด ภายหลังจากที่ได้ช่วยตัวมันเอง ด้วย ก ารปฏิบัติธรรม เป็นเบญจขันธ์ที่อวิชชา และอุปาทานตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว ก็ไม่มี "เรา" ใน เบญจขันธ์นั้น. เบญจขันธ์นั้น เหมาะพอสำหรับ การสัมผัสกันเข้ากับพระนิพพาน, มันจึงได้รับรส คือความเยือกเย็นแสนที่จะเย็นของพระนิพพาน จน

น.634 44 กว่ามันจะแตกดับไป อย่างไม่เหลือเชื่ออะไรไว้ สำหรับการเกิดอีก เช่นเบญจขันธ์ที่ยังมือวิชชา หรือมี "เรา" มีความสำคัญว่า "เรา" เบญจขันธ์ที่หมดอวิชชา แต่ยัง ไม่แตกดับ ยังดื่มรส พระนิพพาน อยู่ นั้น, ภาวะอันนี้ เราเรียกว่า สอุปา- ทิเสสนิพพาน [ เรียกโดยโวหารที่ใช้ กันอยู่ในเวลานี้ แต่ยังเป็นปัญหาที่จะต้อง วินิจฉัยอยู่บางอย่าง. ] หรือ นิพพาน เฉย ๆ เมื่อใดเบญจขันธ์นั้นทำการ แตกดับลงอย่างหมดเชื้อ, ภาวะอันนี้ เราเรียกกันว่า อนุปาทิเสสนิพพาน

น.635 การปฏิบัติธรรม หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อริยมรรค มีองค์แปด นั่นเป็นตัวทางให้ถึง พระ- นิพพาน นั้น. ข้าพเจ้าหรือท่านผู้อ่านทุกคน จะยังอยู่ ห่างไกลต่อ พระนิพพาน เพียงใด นั้นยากที่ผู้อื่น จะรู้แทนกันได้ นอกจากตัวเอง. เหตุนี้ท่านจึง กล่าวไว้อย่างน่าจับใจว่า ธรรมทั้งหลายกระทั่ง ถึงพระนิพพาน เป็นที่สุดนั้น เป็นสัน ทิฏฐิโก คือของใครใครเห็น, ดังนี้. สำหรับข้าพเจ้า สามารถ เพียง แต่ ขอยืนยันว่า ทุกคนมีจุดหมายปลาย ทางอยู่ที่พระนิพพานเท่านั้น.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต